5 เหตุผลที่เราควรขายหุ้นออกจาก Port

แน่นอนว่าทุกธุรกิจย่อมมีความเสี่ยงอยู่แล้วใช่ไหมครับ การลงทุนนั้นใครว่าการออมหุ้นจะออมได้ตลอดการล่ะ? สิ่งที่ผมมองก็คือเราควรจะเลือกหุ้นอย่างไรให้ได้หุ้นที่แข่งแกร่งในการทำกิจการที่สุดและทำให้เราสามารถถือหุ้นได้นานที่สุดเพื่อสะสมหุ้นและได้รับเงินปันผลจากการมี Passive Income ได้ อย่างไรก็ตามก็ตามส่วนตัวต้าร์เองมองว่าการที่เราลงทุนนั้นก็ต้องติดตามการดำเนินงานด้วยเช่นกัน อย่างที่เขาว่ากันละว่าการลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน มันไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีเงินธนาคาร แต่มันจะเอาไปทำธุรกิจที่มีโอกาสกำไรและขาดทุนเกิดขึ้นได้

ทีนี้มันก็มีคำถามยอดฮิตมาถามผมว่า “พี่ต้าร์คร๊าบ แล้วเราจะขายหุ้นเมื่อไหร่ดี?” 

หลายๆคนอาจจะเป็นผู้เล่นแบบ Technical บางคนอาจจะเป็น VI ที่ประเมินมูลค่า

แต่ในแนวทางผมนั้นจะมาดูที่ตัวกิจการมากกว่า และตัวผมเองก็ชอบหุ้นที่เป็น Growth Stock ที่มีการเติบโตเรื่อยๆ ลึกๆผมเชื่อว่าการเต็มมูลค่านั้นมันจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นและธุรกิจที่มีการแสวงหาการเติบโตอยู่ตลอดเวลามันไม่มีวันที่จะเต็มมูลค่าได้หรอก ยกวันมันจะเปลี่ยนแปลงในเชิงของการทำธุรกิจจริงๆ อันนั้นคือพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว

คำถามอีกคำถามหนึ่งคือ “ถ้าธุรกิจเบอร์ 1 มันมีคนใช้ทั่วไปเต็มตลาดแล้วหรือถึงจุดอิ่มตัวแล้วเบอร์ 2 หรือรายใหม่ๆมันยังขยายตัวได้อีกไม่น่าลงทุนกว่าหรอ?”

ส่วนตัวต้าร์ขอบอกเลยว่า “ถ้าธุรกิจเบอร์ 2 มันขึ้นมาได้จริง แปลว่า มันตลาดยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวหรอก ฮ่าๆ เบอร์ 1 เต็มตลาด เบอร์ 2 จะมาได้ไง”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็เป็นความคิดเห็นของตัวผมเอง เบอร์ 2 ก็มีโอกาสชนะเบอร์ 1 ได้ แต่นั่นก็อยู่ที่กลยุทธ์การทำธุรกิจ ตลาดที่มันอยู่ และการแข่งขันทั้งหลาย ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นตลอดเวลานะครับ ตลาดบางตลาดเบอร์ 2 เจาะเบอร์ 1 ยากมาก แต่บางตลาด เบอร์ 1 ก็วิ่งทำโปรโมชั่นอัดแหลกหรือพัฒนาเทคโนโลยีล้ำจนเบอร์ 1 ต้องถอยไปเป็นเบอร์ 2 อันนี้ก็อยู่ที่เราจะติดตามละเนอะ การลงทุนไม่มีถูกผิดเพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้และเราก็ต้องเปลี่ยนตามถ้ามันต้องเปลี่ยน ทีนี้มาดูว่าลักษณะเบื้องต้นง่ายๆที่ต้องดูว่าเหตุผลที่เราควรจะขายหุ้นออกจาก Port มีประมาณไหนบ้าง

ข้อที่ 1 ธุรกิจขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

คำว่าขาดทุนของผมคือการขาดทุนจากกำไรกิจการ ไม่ใช่การขาดทุนจากราคาหุ้นลงๆๆๆๆๆๆ เพราะบางครั้งอย่างที่เราทราบกันดีว่า หุ้นที่ราคาลงเอาเรื่อยๆบางครั้งมันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไร แค่คนร้องกรี๊ด หุ้นก็ลงได้ แต่สิ่งที่จะสะท้อนความมั่นคงของธุรกิจก็คือกำไรกิจการ ถ้าผมเปิดร้านไอติม Aommoney Ice-cream by TarKawin ลงทุนไป 1 ล้านบาท ขาดทุนตลอด 10 ปี ปีละ 1 แสนบาท ราคาหุ้นมันย่อมสะท้อนว่าบริษัทไอติมนี้ตกต่ำแน่นอนในเชิงพื้นฐาน แต่ถ้าราคาหุ้นมันกลับสวนทางขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นแปลว่าคุณกำลังซื้อกิจการที่กำลังจะเจ๊งด้วยเงินราคาแพงขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วจุดนี้ต้องระวังด้วย

บางคนกลัวหุ้นแพงก็เลยรอซื้อเวลาหุ้นถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าหุ้นถูกลงเพราะกิจการมันแย่ลงไปตามพื้นฐานที่เปลี่ยนไปแล้ว ถูกแล้วเลยมีถูกอีกขาดทุนเลย ธุรกิจที่ดีต้องซื้อมาแล้วแพงขึ้นเสมอ Mindset ตรงนี้ต้องจำให้ดี ถ้าเกิดธุรกิจไม่ดี ไม่มีกำไร อย่าซื้อ แต่ถ้าธุรกิจดีมีกำไร ย่อมเติบโต คนย่อมอยากได้ ราคายังไงก็ต้องแพงขึ้นในท้ายสุด

เอ้… กำไรที่ว่ามีบางอย่างที่ต้องระวังอีก กำไรกิจการคือกำไรที่เราได้จากการทำธุรกิจที่ควรเป็น เช่น ผมขายไอติม ผมก็ควรขายไอติมให้ได้กำไร ถูกป่ะ? ไม่ใช่ ขายสาขาไอติมที่ขาดทุนทิ้งแล้วบันทึกเป็นกำไรจากการขาย เก้าอี้ โต๊ะ ตู้ไอติม เพราะทรัพย์สินตรงนี้มันขายได้ครั้งเดียวแล้วก็จบกันไป

ข้อที่ 2 ธุรกิจแข่งขันต่อไม่ได้

มีด้วยหรอที่ธุรกิจแข่งขันต่อไม่ได้? ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ ถ้าคุณเคยเลี้ยงม้าเพื่อใช้ในการทำยานพาหนะหรือเอาไว้ขายให้กับกองทัพในยามสงคราม วันดีคืนดี มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อเจมส์ วัตต์ คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้จากไอน้ำได้แล้วเขาก็ประดิษฐ์ของต่างๆนำไปสู่การสร้างรถยนต์ รถไฟ แล้วคนก็แห่กันไปใช้รถยนต์แทน แน่นอนว่าธุรกิจเลี้ยงม้าของคุณมันจะแข่งขันต่อในการสร้างเป็นยานพาหนะไม่ได้อีกต่อไปนอกจากเราจะหันไปทำอย่างอื่น ทุกธุรกิจมันก็มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ล่ะ ปัญหาคือว่าธุรกิจที่เราลงทุนนั้นเตรียมพร้อมและปรับตัวให้แข่งขันต่อได้ไหม มันยังมีตัวอย่างอีกเยอะมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีบ้าง การบริหารงานที่ไม่ดีจนทำให้ไม่สามารถจัดการภายในให้บุคลากรสร้างสรรองค์กรให้แข่งขันได้ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเราก็ต้องติดตามตรงนี้ด้วยเช่นกันนะครับ

ข้อที่ 3 ธุรกิจไม่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

ธุรกิจบางธุรกิจแข่งขันต่อไม่ได้แล้วแต่ก็ยังฮึดสู้ก็มี แต่บางธุรกิจก็ไม่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงก็เยอะ เพราะคิดว่าผู้บริโภคชอบแบรนด์ตัวเองมากกว่าคู่แข่ง จนบางครั้งเราจะเห็นว่าการก้าวขึ้นมาด้วยนวัตกรรมเล็กๆก็ทำให้หลายๆบริษัทต้องเปลี่ยนกันเป็นทิวแถว อย่างค่ายเพลงต่างๆเดิมที่ก็ใช้คลาสเซทเทปในการจำหน่ายใช่ไหมครับ? อยู่ๆมันมีเทคโนโลยีซีดีขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมือง พวกระบบเครื่องเล่นก็เปลี่ยน พวกค่ายเพลงถ้าใครยังยืนยันจะขายเทป ขายแผ่นเพลงใหญ่ๆต่อ อันนี้ก็อาจจะพบปัญหาได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆก็เกิดขึ้นเยอะแยะเลย หากธุรกิจปรับตัวไม่ทันก็แย่เลยนะ

ข้อที่ 4 ผู้บริหารไม่ค่อยน่าไว้วางใจ

การลงทุนเราเอาเงินไปมอบให้บริษัทโดยมีผู้บริหารเป็นผู้ดูแล หากเรามองๆแล้วว่าผู้บริหารไม่ค่อยน่าไว้วางใจเข้ามารับตำแหน่งใหม่อีกด้วย มีประวัติเคยไซฟ่อนเงิน ร่วมฉ่อโกง หรือมีข่าวไม่ค่อยจะดี อันนี้ผมเองก็คง บ๊าย บาย ก่อนดีกว่า ไม่กล้าให้เขาจับเงิน แน่นอนครับว่าเงินของใคร ใครก็ต้องรัก แต่เมื่อเงินเราไปอยู่ที่คนอื่นก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาเป็นผู้ดูแลเงินใช่ไหมครับ นอกจากนี้แล้วหากเรามองลึกๆเกี่ยวกับผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารวิสัยทัศน์ดีแล้วสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองพูดไว้ได้มันก็ย่อมทำให้เราคาดหวังความก้าวหน้าในกิจการได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้ามีแต่ลมปาก ขี้โม้ๆๆๆๆ อันนี้ก็ต้องพิจารณากันอีกทีนะ

ข้อที่ 5 ธุรกิจมีการกู้เงินและเพิ่มทุนโดยไม่มีการขยายกิจการรองรับ

เวลาเราให้เพื่อนยืมเงินหรือเอาไปให้ทำอะไรแล้ว หากมันไม่พอ เราก็มักจะถามว่า “เห้ยยย เอาเงินไปทำไร ทำไมไม่พอ จะเอาอีกเท่าไหร่ไปทำอะไร” การตั้งคำถามแบบนี้ก็ควรเกิดขึ้นในชีวิตของการลงทุนของเรา บางครั้งธุรกิจต่างๆอาจจะอ้างว่าต้องใช้เงินไปกับเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่ได้ใช้ และไม่ได้คืนเงินด้วย เก็บไว้อยู่ในบริษัทอย่างงั้นแหระ ไม่รู้เอาไปทำอะไร เราต้องเติมเงินเข้าไปตามที่เขาขอ บางทีเอาเงินไปใช้หนี้บ้างอะไรบ้าง ไม่ได้ทำให้กิจการมันดีขึ้นยิ่งใส่เงินลงไปยิ่งเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างงี้ขายหุ้นทิ้งดีกว่านะ (เพราะไม่รู้เขาจะเอาเงินไปทำอะไรกันแน่ ฮ่าๆ)

5 ข้อนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆให้ในเบื้องต้นนะครับ เชื่อผมเถอะ ยังมีวิถีสังเกตุอีกเยอะนอกเหนือจากปัญหาการทำกำไรจากกิจการ การแข่งขันกับคู่แข่ง และการบริหารภายในองค์กร และเพื่อนๆหลายๆคนก็คงมีวิธีการแปลกๆที่จะตัดสินได้ว่า เมื่อไหร่จะต้องพิจารณาขายหุ้นออกจาก Port ดีน้าาาา อิอิ

เหตุผลสำคัญที่ควรซื้อประกันชีวิต

เอาล่ะสัส ถึงเวลาแล้วสินะที่กรุจะเล่าเรื่องราวดีๆ ให้พวกมรุงฟังอีกครั้ง

คราวนี้จะเป็นเรื่องของประกันชีวิตกันบ้างนะสัส

มีหลายคนดูคลิปประกันชีวิตของบริษัทประกันแห่งหนึ่งแล้วเกิดความเห็นขัดแย้งกันสัสๆระหว่าง

#ซาบซึ้งตรึงใจน้ำตาจะไหลขอแชร์นะคะ กับ #โลกสวยไปดีออกต้องมองความจริงให้ออกแบบกรุนี่

เปิดวาร์ป : http://youtu.be/uaWA2GbcnJU

ตอนแรกกรุว่าจะเขียนเรื่องคลิปไวรัลเฉยๆ #ไวรัลไวรัลพันธ์นี้น่ารัก #สัสนั่นมันไวรัส

แต่ด้วยเสียงเรียกร้องว่าอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทำประกัน

กรุจะบอกให้ว่าแนวคิดของกรุน้ันอาจจะแหวกคอกไปสักหน่อย

แต่มันก็อาจจะไม่ได้นอกคอกเกินไปนักหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าพวกมรุงจะมองเห็นหรือเปล่า

#เห็นเงาในตาชั้นไหมเห็นเธออยู่ในนั้นไหม #สัสพอใจไอ้พวกรอมุกเพลงเก่าแล้วสินะ

ก่อนอื่นที่พวกมรุงจะทำประกัน มรุงต้องถามตัวเองก่อนว่า

มรุงจะทำประกันไปหาพระแสงอะไร

ซึ่งเหตุผลง่าวๆ ที่กรุได้ยินได้ฟังมานั้นจะมีอยู่ประมาณสามเรื่อง คือ

เรื่องแรก

ต้องการลดภาษี #ที่เคยอ่านข่าวคู่สรยุทธ์ใช่ไหมคะ #สัสนั่นมันไก่ภาษิต

เหตุผลนี้ฟังแล้วต้องถามมรุงก่อนว่า ปีๆนึงมรุงเสียภาษีเท่าไรวะสัส

ถ้าเสียมาก ทำเพื่อลดภาษีก็ถือว่าโอเค ยังพอฟังขึ้น

แต่มีไอ้อีคนขายประกันบางตัวใช้สมองสี่เหลี่ยมบอกลูกค้าว่าได้ลดภาษี

ทั้งๆที่มรุงรู้อยู่แก่ใจว่าลูกค้ามรุงไม่ได้เสียภาษี #ห่าน

เรื่องสอง

ป้องกันความเสี่ยง #แต่เสือกชอบร้องเพลงเล่นของสูง

#รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง #คนละเรื่องสัส

มรุงก็ต้องถามตัวเองต่อว่า แล้วชีวิตมรุงมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่จะทำให้ชีวิตมรุงตายห่านได้ง่ายๆบ้าง

เช่น ตกรางรถไฟฟ้า โดนหมาหน้าปากซอยรุมกัด บางคนแม่มก็ง่าวสัส

ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าความเสี่ยงคืออะไร เสือกอยากจะป้องกัน #นี่คือป้องกันสมองหรือไง

เรื่องสุดท้าย

ทำไว้เพื่อผลตอบแทน

หวังอิสรภาพทางการเงินอันแสนจะเพ้อเจ้อทั้งหลาย #หลังจากที่โดนหลอกขาย

ถ้ามรุงทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ทั่วไปแล้วพูดคำนี้ กรุจะแนะนำวิธีได้รับผลตอบแทนสูงๆตอนนี้เลย

คืองี้สัสประกันแบบนี้มันจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดเมื่อมรุงตายทันทีหลังจากทำประกันน่ะสัส

ดังนั้นมรุงจ่ายเบี้ยเสร็จก็รีบตายๆไปซะ รับประกันผลตอบแทนสูงจักรวาล #จ่ายเบี้ยหมื่นเดียวได้คืนหนึ่งล้านแต่ไร้ชีวิตน่ะเอาไหมสัส

เพราะผลตอบแทนที่แท้จริงบางอันของประกันแม่มยังสู้เงินฝากประจำสามเดือนไม่ได้เลยสัส

เพราะไอ้ตารางที่มันทำมาน่ะหลอกมรุงด้วยจำนวนเงินสัสให้พวกคนจนๆอย่างมรุงเห็นเงินแล้วตาลุกวาว

ทีนี้ไอ้พวกตัวแทนประกันอ่านถึงตรงนี้ก็คงจะดิ้นพราดๆเหมือนริลัคคุมะโดนน้ำร้อนลวกสินะ

#กรุเปรียบเทียบได้น่ารักไหมสัส #เอ้าดิ้นจนกรุนึกว่าอยู่ในผับแล้วสัส

คือ กรุกำลังจะบอกว่าคำตอบที่แท้จริงในการทำประกันที่มรุงควรจะเอามา #คิดซิคิด

นั่นคือข้อสองข้อเดียว “การป้องกันความเสี่ยง” โดยมรุงต้องคิดว่าชีวิตมรุงมีความเสี่ยงอะไร

แต่ไม่ใช่จากการใช้ชีวิตประจำวันนะสัส แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดข้นหลังจากที่มรุงตายห่านไปตั้งแต่อ่านบรรทัดนี้จบ

มีใครจะลำบากบ้างไหม มรุงมีคนที่ต้องเลี้ยงดูไหม มรุงมีหนี้ที่ต้องจ่ายไหมแล้วใครจะรับแทน

#ลูกเมียหมาแก่พ่อแม่ผู้ใหญ่อาม้าอากงอาแปะอาเจ็กอาตี๋เล็กทั้งหลาย

ถ้าชีวิตมรุงมีคนที่ต้องดูแลมากและเค้าต้องลำบากหลังจากมรุงตาย

นั่นคือเหตุผลหลักทีมรุงควรเอามาพิจารณาทำประกัน

โดยผลตอบแทนที่มรุงได้รับนั้นคือ การลดภาษีร่วมกับเงินก้อนตอนแก่แค่นั้นเอง

#สิ่งที่คุ้มที่สุดของประกันคือการป้องกันความเสี่ยง #ข้อมูลนี้ตัวแทนไม่เคยบอกหรอกสัส

#ข้อมูลนี้ไม่มีมูลค่าแต่มันจะมีมูลค่าเมื่อมรุงอ่านจบแล้วพิจารณาสัส

ประเด็นต่อมาถ้ามรุงคิดว่ามรุงจะเอาไว้ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

นั่นคือส่วนเพิ่มที่มรุงต้องซื้อเพื่อป้องกันตัวเอง #กรุไม่ได้พูดถึงในประเด็นนี้

นอกจากนั้นยังมีประกันแบบที่เอาเงินมรุงไปลงทุนในสินทรัพยเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า

เช่น กองทุนรวมต่างๆ อันนี้กรุก็ไม่ลงรายละเอียดเพราะมันไม่เกี่ยวกับ Mindsetใดๆ

แต่บอกตรงๆไอ้เรื่องนี้บางทีกรุก็ขำนะ มรุงจ่ายเงินซื้อป้องกันความเสี่ยงทั้งหลาย

แต่ตัวมรุงนี่แดกเฟรนส์ฟายยย ไม่เคยออกกำลังกายไม่เคยดูแลรักษารูปร่างและจิตใจให้แจ่มใส

แต่เสือกชอบให้มีคนจ่ายเงินให้ตอนมรุงไปนอนโรงพยาบาล แทนจะคิดว่าไอสัสกรุไม่อยากป่วยมากกว่า

แต่ก็เอาเหอะว่ะเรื่องนี้มันนานาจิตตัง กรุไม่ขอข้ามเส้&#x

3 วิธีการปรับพอร์ต กองทุนในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น

เนื่องจากช่วงนี้ ตลาดหุ้นขึ้นอย่างร้อนแรงทีเดียวครับ ผมเข้าใจว่าใครก็ตามที่เข้าซื้อกองทุนหุ่นหลังการรัฐประหารไป ช่วงนี้น่าจะได้กำไรกันพอสมควรเลยทีเดียวครับ เพราะว่าผมเห็นแต่หุ้นขึ้นเกือบทุกวันเลย ทำให้ผมเกรงว่าบางท่านทีเพิ่งลงทุนครั้งแรก หรือเริ่มต้นลงทุนจะลืมไปว่า กองทุนหุ้นก็มีขาลงได้เช่นกันนะครับ

ดังนั้นวันนี้ผมจะมาเล่าวิธีการปรับพอร์ตให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลาครับ เพื่อไม่ให้เราหลงไปกับตลาดหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น (และไม่รู้ว่าจะลงเมื่อไหร่) หรือ ตลาดหุ้นเป็นขาลง( และไม่รู้ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่)ครับ

เรามาเริ่มกันเลยครับ

การลงทุนเราควรที่จะต้องจับตาดูแลพอร์ต(Portfolio) หรือ สัดส่วนสินทรัพย์การลงทุนของเราให้ดีว่าผลตอบแทนนั้นได้ผิดเพี๊ยนไปจากเป้าหมายที่เราตั้งไว้รึเปล่าครับ ไม่ใช่ว่าเห็นผลตอบแทนดีในปีนี้ ก็เลยไม่สนใจ อาจจะทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตเราเพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

สมมติว่า ช่วงนี้หุ้นดี สัดส่วนหุ้นในพอร์ตของเราก็จะเพิ่มมากขึ้นไปโดยปริยายครับ ถ้าเกิดปีหน้าหุ้นตกอย่างหนัก แน่นอนครับว่า พอร์ตของเรามี่หุ้นเป็นสัดส่วนที่มากอาจจะทำให้ขาดทุนได้มากขึ้นนั่นเองครับ

ในต่างประเทศมีการทดลองดูว่า ถ้าทิ้งพอร์ตไว้นาน ๆ หลายสิบปี ปรากฏว่า สัดส่วนของพอร์ตกลายเป็น หุ้น 99 % ครับ เพราะผลตอบแทนจากหุ้นย้อนหลังในสหรัฐจะเด่นกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ จะเห็นว่าถ้าเกิเปีนี้ต้องใช้เงินฉุกเฉิน แต่หุ้นกลับล่วงลง 30 % บางท่านอาจจะไม่กล้าขายกองทุนออกมาใช้ก็เป็นได้ ใช่ไหมครับ

มีกรณีศึกษาที่ใช้ผลตอบแทนในอดีตมาจำลองการปรับพอร์ตที่น่าสนใจอยู่ครับ โดยส่วนใหญ่การทดลองจะดูว่า การทบทวนเป้าหมายนั้นต้องมีความถี่ หรือ บ่อยแค่ไหนครับ

ผลจากการทดลองปรากฏว่า การปรับพอร์ตที่ดีควรทำอยู่ทุก ๆ 6 เดือน ก็ได้ครับ( จริง ๆ 1 ปีก็ยังโอเคครับ) ทั้งนี้เพราะว่างานวิจัยได้ดูถึงผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมในการซื้อกองทุนครับ ถ้ายิ่งปรับบ่อย ก็จะทำให้ผลตอบแทนลดลงด้วยซ้ำและ โดยที่ความเสี่ยงไม่ลดลงเลย ในทางกลับกัน ถ้าเราปรับพอร์ตปีละครับ ปรากฎว่าค่าความเสี่ยง หรือค่าความผันผวนต่ำว่าปรับพอร์ตบ่อย ๆ ครับ และยังได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมที่เยอะขึ้นด้วย

เทคนิคการปรับ Rebalancing Portfolio นั้นง่ายมากเลยครับ แค่ใช้วิธีการที่เรียกว่า “ซื้อของถูกเข้า ขายของแพงออก”

นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ของกองทุนตัวไหนที่ NAV ขึ้นมาสูงก็ให้ขายออก หรือ สินทรัพย์ตัวไหนของกองทุนที่ NAV ลดต่ำลงก็ซื้อเพิ่ม เพื่อให้คงสภาพสัดส่วนเดิมไว้ครับ เช่น พอร์ตปกติของผมเป็น กองทุนหุ้น 70 % กองทุนตราสารหนี้ 30 % ต่อมาสิ้นปี หุ้นทำกำไรได้ดี พอร์ตเราหน้าตาเปลี่ยนเป็น กองทุนหุ้น75 % กองทุนตราสารหนี้ 25 % เราก็จะขายกองทุนหุ้นออกบางส่วน หรือ ซื้อกองทุนตราสารหนี้เข้ามาเพิ่มก็ได้ครับ ให้กลายเป็น กองทุนหุ้น 70 % กองทุนตราสารหนี้ 30 % เหมือนเดิม

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า มีวิธีในการปรับ พอร์ต อย่างไรบ้าง ผมสรุปมาให้สั้น ๆ ดังนี้ครับ

1. ตั้งเวลา เช่น ตั้งไว้ว่าจะทำการปรับทุก ๆ สัปดาห์ เดือน ไตรมาส หรือ ปี ครับ

2. ตั้งเป้าหมาย เช่น ถ้า พอร์ตมีกำไร 5 %, 10 %, 15 % เราถึงจะทำการปรับพอร์ต 1 ครั้งครับ แต่ต้องระวังว่าถ้าตั้งเป้าหมายแบบสั้นเกินไปคือ 3% หรือ 5% อาจจะทำให้เราเสียค่าธรรมเนียมมากเช่นกันครับ อาจจะคุ้มกำไรก็ได้

3. ตั้งเวลา และเป้าหมาย เช่น ตั้งเป้าว่าถ้า พอร์ตมีกำไร 10 % และครบ 3 เดือนเมื่อไหร่ เราจะทำการปรับ พอร์ต 1 ครั้ง โดยที่กำไรต้องถึงตามทที่กำหนด ในวันที่กำหนดจะปรับพอร์ตด้วย หากอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแต่อีกอย่างหนึ่งไม่ถึง เราก็จะไม่ทำการปรับพอร์ตในรอบนั้นครับ รออีกทีก็ 3 เดือนข้างหน้าครับ

แต่ถ้าเป็นมือใหม่การคำนวน และการคำนวนในปรับจะค่อนข้างคิดยากเล็กน้อย แต่ผมมีโปรแกรมพื้นฐานในรูปแบบ Excel มาแจกให้ฟรีครับ ส่งข้อความไปที่ https://www.facebook.com/fundclinic ผมจะส่ง file ในการปรับพอร์ตแบบง่าย ๆ มาให้ครับ

ข้อควรระวังในการปรับพอร์ต

1. ระวังค่าธรรมเนียม อย่าปรับบ่อยเกินไป การปรับแบบทุกปีได้ค่าธรรมเนียมถูกสุด และช่วยทำให้ความผันผวนของพอร์ตลดลงได้บ้าง

2. แต่อย่าลืมว่าการปรับ พอร์ต ทำเพื่อ “ลดความเสี่ยง” ให้คงที่และเหมาะสมกับความเสี่ยงของเราแต่ ไม่ใช่เพิ่มผลตอบแทนให้สูงสุดนะครับ

วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อนครับ แต่อย่าลืมนะครับ ช่วงนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาก ก็ดูแลพอร์ตการลงทุนกันหน่อยนะครับ

อย่าดูแลพอร์ตตัวเองเฉพาะช่วงที่ขาดทุนนะครับ เพราะว่าเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุครับ ^_^

เสียเงินไปเที่ยวมันดีอย่างไร

“ทำงาน – เก็บเงิน – สร้างอนาคต”

“ทำงาน – เก็บเงิน – สร้างอนาคต”

“ทำงาน – เก็บเงิน – สร้างอนาคต”

ชีวิตของเรามีเท่านี้จริงๆหรอ โลกที่มีแต่ที่ทำงานกับบ้าน(คอนโด) เราต้องขยันทำงานเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต แต่ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่เราจะได้รู้จักรสชาติของชีวิตกันล่ะ ส่วนสำคัญที่เติมเต็มพลังและความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานนั้น คือ การท่องเที่ยว

บางคนคิดว่ากว่าเราจะทำงานเก็บเงินมาได้ เลือดตาแทบกระเด็นจะให้เก็บเงินไปเที่ยวน่ะหรอ เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง เสียเวลาและไร้สาระมาก ถ้าอยากไปเที่ยวก็ไปดูในเน็ตที่เค้ารีวิวสถานที่ท่องเที่ยวก็มีรูปถ่ายให้ดูเยอะแยะหรือดูรายการสารคดีท่องเที่ยวก็ได้ ไม่เห็นต้องเสียเงิน เสียเวลาไปเที่ยวเองให้เหนื่อยเลย

นั่นสินะ!! ถ้ามันมีแต่ข้อเสียแบบนี้แล้วคนอื่นเค้ายอมเสียเงินไปเที่ยวกันทำไม??

  • ไปเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ การเล่นนั้นสร้างประสบการณ์ทางด้านพัฒนาการให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถ้าให้เด็กเล่นของเล่นแบบเดิมๆ เด็กก็จะเบื่อและร้องไห้เรียกหาของเล่นชิ้นใหม่ที่สนุกกว่า ส่วนการเล่นของผู้ใหญ่ที่สร้างประสบการณ์ทางด้านพัฒนาการ คือ การท่องเที่ยว การออกไปเจอโลกใบใหม่ที่สนุกกว่าโลกจำเจแบบเดิมๆ การออกไปเจอผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างจากเรา ออกไปดูชีวิตที่เรียบง่ายว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร ฯลฯ เพราะการสร้างประสบการณ์ทางด้านความรู้สึกสนุกนั้นหาไม่ได้จากการนั่งอ่านรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว

  • ไปเที่ยวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จุดกำเนิดของความคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่นั้นเกิดขึ้นได้จากการออกเดินทาง ความคิดที่บรรเจิดนั้นไม่ได้เกิดจากการที่นั่งครุ่นคิดนิมิตรให้ผลงานออกมายอดเยี่ยมที่สุดในสถานที่เดิมๆ เพราะการคร่ำเคร่งที่จะรีดความคิดมากเกินไปก็จะเกิดความเครียดจนทำให้สมองคิดอะไรไม่ออก ดังนั้นควรลดความตึงเครียดด้วยการออกเดินทางท่องเที่ยวไปที่แปลกใหม่เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลาย แล้วความคิดสุดบรรเจิดก็จะกลับมาอีกครั้งนึง

“ของแบบนี้อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องลองเอง”

ลองทบทวนกันดูซิว่า วันหยุดยาวที่เราไปเที่ยวพักผ่อนกันมา เราได้อะไรกลับมาบ้าง 😀

[ออมหุ้น] ตอนที่ 3 การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของชีวิตผมตอนเป็นเม่า

ซีรี่ย์การออมหุ้นตอนนี้ ตอนที่ 3 ยังอยู่ในช่วงเวลาที่ชีวิตผมเป็นเม่าน้อยคอยรักแท้ในตลาดหุ้น

อย่างที่ผมบอกนะครับว่า ก่อนหน้าที่หุ้นจะลงแรงๆจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 

การเล่นหุ้นของผมก็เป็นอารมณ์ของการดูกรอบราคา ซื้อ 7 บาท ไป 9 บาท 10 บาทขาย

เล่นกันสนุกสนานกับเพื่อนชาวเม่าและบรรดาเกจิที่ออกมาเชียร์หุ้นกันทั้งวันทั้งคืน

จนตอนนั้นมีกระแสข่าว “เกิดวิกฤตจากการล้มของบริษัทเลแมนบราเธอร์”

กวินก็ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล้ยยยยยย ยังนั่งเทรดไปเรื่อยๆ จำได้ว่าตอนนั้นลงทุนบริษัทอสังหา

ยังนั่งคิดอยู่เลยว่า สถาบันการเงินในอเมริกาล้มจะไม่ทำให้คนซื้อบ้านหรือไง บร้าเปล่า!!!

และเหตุการณ์หุ้นลงเรื่อยๆก็เกิดขึ้นแบบนี้ฮะ…….

เอาจริงๆนะ ตอนนั้นแรกๆหลงดีใจมากเลย เดิมที่เล่นหุ้นตามกรอบ 7 – 10 บาท

อยู่ๆก็เห็นหุ้นลงไป 6 บาท โอ้ย ดีใจตายเลย ซื้อๆๆๆๆ ทุ่มเงินลงไปอีกเพราะคิดว่าเด้งเป็น 10 จะขาย

และมันก็ไม่ไปที่ 10 นะสิ มันลงไป 5 บาท ตอนนั้นก็คิดว่ามันถูกลงไปอีกก็เลยซื้ออีกรอบหนึ่ง ทุ่มเงินเลย

หุ้นที่ผมเล่นนั้นลงไปถึงระดับ 2 บาทเลย จากเดิมที่เล่นกันแถว 7 บาท แล้วลงไป 2 บาทเนี่ยทรมานมาก

สุดท้ายแล้วทุนผมอยู่แถวๆ 6 บาท เพราะคนส่วนใหญ่จะซื้อเยอะๆตอนมั่นใจ….

และตอนที่หุ้นลงเรื่อยๆมันเกิดความไม่มั่นใจ เราจะทยอยซื้อแบบน้อยลงเรื่อยๆ จนถัวไม่ไหว

มันคือการถัวหุ้นอย่างมีอารมณ์จึงทำให้การตัดสินใจมันผิดพลาดได้ง่ายๆ

การถัวเฉลี่ยแบบ DCA จะแตกต่างกับการถัวหุ้นมากๆ ซึ่งเดียวผมจะขยายความในตอนต่อไปนะครับ

มาค้นพบตัวเองอีกทีก็คือ ดอยไกล ดอยยาวไปแล้วล่ะ…..

ผมจำได้ว่าพอร์ตผมติดลบเยอะมาก รุ่นแรงที่สุดก็คือช่วงที่วิกฤตนอกมาพร้อมกับการปิดสนามบิน

พอร์ตการลงทุนผมเสียหายแบบ -70 ถึง -80% ได้ มันเยอะมากเลยนะ คิดดูสิถ้ามี 1 ล้านบาท เหลือแค่ 2 แสน

อันนี้เป็นรูปพอร์ตที่ผมถ่ายไว้ แต่ไม่ใช่ช่วงลงสุดๆนะครับ แดงเถือกเลย ก็เหมือนกับทุกๆคนล่ะ

ผมก็เคยเจอประสบการณ์แบบนี้เช่นกัน ไม่แปลกหรอก คนเดินดินธรรมดาเหมือนกันนั่นแหระ

เกลียดที่สุดเลยตอนนั้นคือพอไม่มีกำไรแล้วถูกเชียร์ให้ Take Profit

จะบร้าหรอ ไหนกำไรฟ่ะ? 130 บาทนั่นหรอ? 555 อุ้ยยยย ปวดใจ

และเมื่อหุ้นลงเรื่อยๆ มันก็มีเสียงกระซิบมาจากเพื่อนผู้หญิงในร่างผู้ชายคนเดิม

มาชวนผมคัทลอสทุกวันๆ ตอนที่มัน -20% ก็ชวนคัท -50% ก็ชวนคัท -70% ก็ชวนคัท

ตอนนั้นถามจริงๆเถอะ ใครจะไปกล้าคัทลอส ก็อาจจะมีก็ได้ บางคนใจแข็ง

เพื่อนผมคนนึงคัทลอสไป แต่… เขาดันกลับมารับใหม่ แล้วก็คัทรอบ 3

สรุปผมก็ไม่รู้ว่าการคัทลอสหรือการ short Against Port มันดีหรือเปล่า

เพราะตอนนั้นทำไม่เป็น ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ก็ไม่ได้มีประสบการณ์อะไร มั่วๆเดาๆเอา

ตอนนั้นเดาทางไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่เพราะอะไรมันก็สับสนไปหมด

พยายามหาข่าว อ่านบทความชาวบ้านว่าเรามองยังไงกันบ้าง ผมก็ไม่ค่อยรู้จักใคร

ลองอ่านในห้องสินธร มีแต่คนอวดครวญ ยิ่งอ่านยิ่งที่ให้จิตตกก็เลยไม่อ่าน

ส่วนอิเกจิ มันก็หายไปเลยนับตั้งแต่ตอนนั้น ไม่พูดเรื่องหุ้นอีกเลย (คงโดนไปเยอะ)

ก็ได้แต่ทำใจนะครับ แล้วก็ต้องไปเรียนรู้วิชาการลงทุนเพิ่มจากบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย

ในช่วงนั้นผมได้พบอาจารย์หลายๆท่าน และได้ฟังเรื่องการลงทุนดีๆ เช่น

อ.เทพ รุ่งธนาภิรมย์ : หุ้นห่านทองคำ สอนให้เลือกหุ้นดีว่าทำยังไง

ดร. สมจินต์ ศรไพศาล : แกเล่าเรื่อง P/E ตลาดให้ฟังในช่วงวิกฤต

พี่ลูกหมู นฤมล บุญสนอง : ตอนนั้นแกช่วยปรับความจิตตกผมเยอะมาก

และมีอีกหลายๆท่านที่ผมอาจจะจำไม่ได้ และกลายเป็นคนใหญ่คนโตใน บล บลจ กันแล้วครับ

รวมถึงการฟัง Concept เรื่อง DCA จากพี่ที่เคยทำงานในวงการตลาดทุนอีกท่าน

โดยสรุปว่าไปฟังมาหลายๆที่ก็คิดว่าตัวเองเลือกหุ้นผิด ต้องกลับมาปรับพอร์ตเต็มไปหมด

เริ่มดูงบการเงินเป็น เริ่มศึกษาตัวธุรกิจมากขึ้นแล้วก็ปรับพอร์ตการลงทุนใหม่

พร้อมๆกับการอ่านหนังสือของวอเรน บัฟเฟต์ว่าเขาคิดอย่างไร

ซึ่งผมสรุปจากแนวคิดที่ได้รับมาคือ “ถ้าหุ้นดีนะ ยังไงมันก็ต้องกลับมา”

ก็เริ่มหัดดูงบการเงิน การทำกิจการ แล้วก็ปรับพอร์ตในชีวิตครั้งใหญ่เลยโดยการ

“ขายหุ้นที่ไม่ดี เปลี่ยนเข้าในหุ้นดี” 

ก็คล้ายๆการคัทลอสล่ะมั้ง แต่เราให้เหตุผลในการลงทุนมากขึ้นว่าคัททำไม

การสลับหุ้นไม่ดีเป็นหุ้นดีคือ Mindset แรกที่ผมต้องทำอย่างเข้าใจ

แต่มันต่างกับการคัทลอสหรือการถัวเข้าไปเรื่อยๆ

เพราะ Mindset ผมเริ่มให้ความสำคัญกับตัวขึ้นมากกว่าราคาแล้ว สลับทันที…

ตอนนั้นคิดแบบนี้ก็เพราะ ไม่รู้จะถ้าขายเอาเงินออกมาแล้วก็ไม่รู้จะเข้าราคาไหน

กลัวมันขึ้นก็กลัว กลัวมันลงก็กลัว งั้นเอาเป็นว่าผมขายตัวไม่ดีและเข้าตัวที่คิดว่าดีทันทีดีกว่า

พอร์ตจากลบเยอะๆมันก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆนะ

มีการปรับพอร์ตขายบางตัวทิ้งไป เก็บเงินสดบางส่วน

แล้วหุ้นที่ดีก็ยังถือมันต่อ และก็นั่งรอดูว่าเมื่อไหร่มันจะขึ้นกลับมาอีก

ก็ดีกว่าเดิมเยอะนะ เดิม -70% ต่อมา -20% ดีใจมาก แม้มันจะไม่ได้กำไรอะไรเลยก็ตามแต่

ในช่วงเวลาวิกฤตเดียวกัน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้มี พอร์ตเม่าอย่างเดียว ผมมีการลงทุนแบบ DCA ด้วยนะ

เดียวจะเล่ารวบยอดทีเดียวในตอนต่อๆไปว่าผมเรียนรู้กับมันอย่างไรบ้าง

เอาเป็นว่าชีวิตเม่ามันก็ดีขึ้นนะ แม้มันจะมีผันผวนบ้างก็ตามแบบ ลบมากๆแล้วติดลบน้อยลงแล้วก็ลบมากๆอีกที

ตอนนั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้วไง ได้แต่นั่งคิดว่า เห้ยยย วอเรน บัฟเฟตยังถือวอชิงตันโพสเลยแม้หุ้นจะลงต่อ

และเมื่อเวลามาถึงผมก็พบว่า ผมเข้าใจ Cycle ของราคาหุ้นแล้วล่ะว่ามันเป็นอย่างไร…. 

หุ้น… มีลง ก็ต้อง…. มีขึ้น ด้วยอะสิ ว่าแต่เราเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวได้ดีหรือเปล่า?

[ซีรี่ย์การเงิน] รวยได้ไม่ง้อพ่อ (ตอนจบ) : นำเงินออมไปลงทุน

ทีนี้เมื่อเราออมได้ถึงจุดหนึ่ง (จากที่เราเรียนรู้ “วิธีการเพิ่มเงินออม” ไปในตอนที่แล้วนั้น) แล้วก็มีคำถามว่า “ออมแล้วไปไหน” คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า.. “ออม” แล้วก็ต้องไป “ลงทุน” ว่าแต่ การออมนั้นมันแตกต่างกับการลงทุนอย่างไร เรามาทบทวนกันอีกครั้ง…

การออมเงิน หมายถึง การเก็บเงินส่วนหนึ่งของรายได้ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยมีจุดประสงค์ที่ไว้เพื่อใช้จ่ายต่างๆในอนาคต ดังนั้นการออมจะเริ่มต้นจากการที่เราสะสมเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจในเรื่องของ “ผลตอบแทน” ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะวัตถุประสงค์หลักของการออมนั้น เราต้องการสำรองไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือใช้จ่ายในอนาคต และวิธีการ ออมที่เหมาะสมแบบง่ายๆ คือ การฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารต่างๆ หรือบางครั้งถ้ามีเป้าหมายของการออมเงินที่ชัดเจน อาจจะแบ่งฝากในบัญชีเงินฝากประจำบ้างก็ได้ แต่ทว่า… “การลงทุน” นั้นแตกต่างจากการออม…. เพราะว่า

การลงทุน คือ วิธีเพิ่มค่าของเงินที่มีอยู่ด้วยช่องทางต่างๆ โดยยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นการ ลงทุนจึงแตกต่างจาก ‘การออม’ ตรงที่ให้ความสนใจเรื่องของผลตอบแทนเข้ามาด้วย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายเพียงแต่อย่างเดียว และที่สำคัญ การลงทุนอาจจะทำให้เราเสีย “สภาพคล่อง” หรือ “โอกาสในการใช้เงิน” เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้นตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หรือที่เค้าชอบว่ากันว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน นั่นเอง

ประเภทของการลงทุน

การลงทุนมีมากมายหลายประเภท มีทั้งลงทุนในเงินฝาก หุ้น กองทุนรวม ทองคำ น้ำมัน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งหลายสามารถหาอ่านได้ตามหนังสือทั่วไป หรือแม้แต่ในเวปไซด์ดีๆอย่าง Aommoney.com ซีรีย์การเงินชุดนี้ ต้องการจะบอกว่า สิ่งที่สำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การลงทุน แต่มันอยู่ที่ทัศนคติในการลงทุนมากกว่า และจากประสบการณ์ตรงของ @TAXBugnoms ขอบอกเลยว่า ถ้าลงทุนโดยที่ไม่มีทัศนคติที่ดี มันก็เหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ เหมือนเสื้อที่ซักแล้วไม่ตาก หรือเหมือนฝากแมวไว้กับปลาย่าง (ไม่เกี่ยว!!!)

ทัศนคติในการลงทุน คืออะไร
ทัศนคติในการลงทุน คือ สิ่งที่จะกำหนดชีวิตเรา
ลองถามตัวเองก่อนไหมว่า ต้องลงทุนไปเพื่ออะไร?
นั่นสินะ เราลงทุนไปเพื่ออะไร?
ทำไมต้องการผลตอบแทนมากๆด้วยฟระ !!!
ทั้งหมดนี้ก็เพราะ “เงินเฟ้อ” ไงล่ะ

เงินเฟ้อ คืออะไร

เงินเฟ้อ คือ สิ่งที่ทำให้มูลค่าของเงินลดลง ซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของสิ่งต่อไปนี้

  • เกิดจากต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น เช่น การที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานในการผลิต หรือเกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง ทำให้วัตถุดิบเสียหาย ราคาสินค้าจะแพงขึ้น หรือการที่รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น การเก็บภาษีสุราเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หรืออาจเกิดจากผู้ผลิตต้องการกำไรที่สูงขึ้นจึงขึ้นราคา ฯลฯ
  • การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น เช่น หากความต้องการสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ก็ทำให้ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นได้

คำว่า “เมื่อก่อนข้าวของไม่แพงขนาดนี้” สาเหตุก็มาจากเจ้า “เงินเฟ้อ” นี่ล่ะ โดยปกติแล้วเงินเฟ้อจะคิดอัตราเป็น % โดยอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านมาของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี นั่นแปลว่าค่าของเงินที่เราใช้ซื้อของจะลดลงในอัตรา 3% ต่อปี

สมมุติว่า  ของชิ้นนี้เราเคยซื้อได้ในราคา 100 บาท ปีหน้าเราต้องใช้เงิน 103 บาท เพื่อซื้อของชิ้นเดียวกัน หรือพูดให้ง่ายไปกว่านั้นก็คือ “อำนาจของเงินลดลง” แสดงว่า ถ้าหากเงินออมที่เรามีอยู่นั้น ไม่ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า 3% ต่อปี เงินออมของเราก็จะลดลงไปเรื่อยๆ โอ้ววววว ไม่นะ พี่ชายยยยยยย (ฮืออๆๆ)  และนั่นคือคำตอบว่า ทำไมเราต้องลงทุน ถ้าเราอยากมีอิสรภาพทางการเงิน

สรุปอีกครั้งว่า เป้าหมายของเราหลังจากอ่านซีรีย์นี้จบ คือ …

  • ออมเงินให้ได้
  • ลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยต้องมากกว่าเงินเฟ้อ

เรื่องของเงินออมเราพูดไปแล้วในตอนที่ 4 แต่ทีนี้เรื่องของการลงทุน เราจะลงทุนอย่างไรให้มากกว่าเงินเฟ้อกันดีนะ

ณ จุดนี้ ถ้าเป็นบทความทั่วไป คงจะต้องแนะนำประเภทการลงทุนแล้วสินะว่า การลงทุนมีกี่แบบ ความเสี่ยงสูง ปานกลาง ต่ำ บลาๆๆๆๆ แต่ขอโทษ!!!! ซีรีย์ชุดนี้ไม่ขอแนะนำอะไรสักอย่าง แต่ขอแนะนำอย่างเดียวเลยว่า ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรลงทุนอะไร … สิ่งแรกที่ควรลงทุน ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นคือการลงทุนใน “ความรู้” ต่างหากคร้าบบบ

เราควรนำเงินออมไปลงทุนไหม

เอาจริงๆก็ไม่มีใครห้ามนำเงินออมไปลงทุนหรอกครับ แต่คงต้องถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้ไหม ถ้าเกิดวันหนึ่งเงินออมที่เอาไปลงทุนดันขาดทุนขึ้นมา แล้วจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนมาใช้ เงินออมก็หมด เงินลงทุนก็ไม่มี แต่ถ้าใครคิดว่าอยู่ได้ ก็จัดไป ไม่มีปัญหา แต่อย่ามาโอดครวญนะคร้าบ เดี๋ยวจะหาว่า @TAXBugnoms ไม่เตือน  แต่ถ้าจะให้แนะนำ ขอแนะนำว่าให้ลงทุนเพื่อสร้าง “สินทรัพย์” จะดีกว่า

ลงทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์

ถ้าหากเรารวยมากๆ เราไม่ลงทุน แต่ออมเงินอย่างเดียวไว้เลยได้ไหม คำตอบคือ ได้แน่นอนครับ แต่ที่สำคัญ คือ เราต้องรู้ก่อนว่า เงินออมจะสร้างสินทรัพย์และรายรับให้เราได้อย่างไร โปรดดูภาพประกอบ

  • เราออมเงินไว้ได้จำนวนหนึ่งจากรายรับ
  • แบ่งเงินออม

ศัลยกรรมค้ำจุนโลก : เก็บเงินศัลยกรรมยังไงดี

ประเด็นเมื่อวานแม่มยังไม่จบเรื่อง ‪#‎ศัลยกรรรมค้ำจุนโลก‬ (ใครที่เข้ามาติดตามกรูทีหลังจงกลับไปอ่านภาค 1 ก่อน) มีคนอยากรู้มาปรึกษากรุเยอะแยะ แม่มบอกว่ากรุเขียนอธิบายได้ดีมากจนมันทะเลาะกับผัวเรื่องนี้เลย ‪#‎สร้างความร้าวฉานคืองานของตาเกรย์‬ ทีนี้มันเลยมาถามคำถามกรุต่อว่า แล้วทำยังไงเค้าจะเก็บเงินไปทำศัลยกรรมได้อ่าาาาาาา

สิ่งแรกที่กรุอยากแนะนำสำหรับคนที่จะทำศัลยกรรมนะสัส คือ มรุงต้องเข้าใจว่ารายจ่ายด้านศัลยกรรมพวกนี้แม่มเป็นรายจ่ายบริโภค ‪#‎หลายคนเถียงว่าลงทุนในตัวเอง‬ ตรงนี้ Mindset มรุงผิดนะสัส เพราะรายจ่ายเพื่อการลงทุนนั้น มรุงต้องคาดหวังผลตอบแทนที่ชัดเจน วัดผลได้ หรือประมาณการได้ระดับนึง แต่การทำ ‪#‎ศัลยกรรม‬ มันไม่สามารถวัดผลอะไรได้เลย จริงอยู่ที่ว่าหน้าตา หุ่นหรือรูปร่างภายนอกนั้นมันทำให้มรุงอาจจะได้งานได้เงินมากขึ้น แต่มันเป็นได้แค่คำว่า ‪#‎อาจจะ‬ ไงล่ะสัส ถ้าเปรียบตัวมรุงเป็นธุรกิจ การทำศัลยกรรมก็เหมือนกับการโฆษณา ซึ่งบางครั้งเงินที่มรุงจ่ายไปแม่มก็วัดผลไม่ได้หรอกว่าทำให้ยอดขายเพิ่ม ขึ้นจริงๆหรือเปล่า

ต่อมาถ้ามรุงเข้าใจแล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ ‪#‎เก็บเงิน‬ ไม่ใช่ให้ไปเก็บเงินที่ตกตามพื้นนะสัส ถ้าเป็นแบบนี้อีกสิบปีแม่มมรุงก็ไม่ได้ทำหรอกดวก คืองี้ มรุงต้องวางแผนก่อนว่า เงินที่จะทำศัลยกรรมทั้งหมดมันเป็นเท่าไรกันแน่ ‪#‎กำหนดให้แน่ชัดไปเลย‬ และมรุงต้องการทำภายในเวลาแค่ไหน ภายใน 1-2 ปี กรุว่ากำลังเหมาะเพราะมรุงจะมีเวลาคิดทบทวนให้แน่ใจ ไม่ใช่ตัดสินใจเพราะความใจเร็วด่วนได้ ‪#‎ชีวิตนะสัสไม่ใช่เกมส์จะมารีเซตแล้วเริ่มใหม่‬

โดยกรุอยากจะแนะนำให้มรุงเก็บเงินผ่านพวกเงินฝากประจำปลอดภาษี หรือกองทุนรวมอะไรก็ได้ที่บังคับตัวเองมรุงต้องเก็บเป็นรายเดือนเท่าๆกันทุกเดือน สมมุติมรุงคิดว่างบทำศัลยกรรมมรุงประมาณ 120,000 ก็เก็บแม่มไปเดือนละ 5,000 /24 เดือน อะไรทำนองนี้สัส

ระหว่างที่เก็บมรุงก็หาความรู้ หาหมอดูรีวิวตามเวปต่างๆ มากมายว่าหมอคนไหนดี ราคาได้ บริการโอเค ‪#‎ไม่เกเรถ้าเบี้ยวซ่อมได้‬ อย่าเสือกคิดแต่จะทำถูกๆนะสัส ทำทั้งทีกรุบอกเลยทำให้แม่มดีๆไปเลยดีกว่า เคยมีคนถามกรุว่าจะจ่ายแพงกว่าทำไม กรุอยากถามว่าแล้วชีวิตมรุงราคาเท่าไรวะสัสดวกส์ ‪#‎ถ้าชีวิตมรุงราคาถูกมรุงก็ฉีดน้ำมันมวยไปแทนละกันสัส‬

เอาล่ะ ทั้งหมดที่กรุพูดมานี้ไม่ได้สนับสนุนให้พวกมรุงไปทำศัลยกรรม เพราะกรุเชื่อว่าความงามนั้นมันต้องเริ่มต้นจากจิตใจ ถ้าหน้าตามรุงดีแค่ไหนแต่สันดานเลวมันก็จบ ดังนั้นถ้าพวกมรุงไม่มีตังค์ กรุแนะนำเริ่มต้นทำสันดานให้ดีก่อน อย่างน้อยหน้าตามรุงก็จะดูดีขึ้นมาระดับหนึ่งนะสัส ส่วนใครที่หน้าระยำแถมสันดานเลว กรุว่ามรุงต้องไปศัลยกรรมจิตใจก่อนว่ะ กรุ๊กๆๆๆๆๆๆๆ

“3%-17% ผลตอบแทนต่อปี ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตเป็น ! “

ผมได้ผลตอบแทนจากการใช้บัตรเครดิตปีละ 5,000 -10,000 บาทต่อปี

ต่อยอดการใช้บัตรเครดิตเฉลี่ยเดือนละ 60,000 บาท

ปีนี้ผมได้เงินสดสะสมจาก scb แล้ว 2,217.99 บาท

และ เงินคืนจากบัตรเครดิตเทสโก้ 2,000 กว่าๆบาท

รวม 4 เดือน เกือบ 5,000 บาทแล้วครับ

(คุณอาจได้มากกว่าผมถึงปีละ 100,000 บาทก็ได้ ถ้าอ่านบทความนี้จบ แล้วมีแผนการใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัย )

5,000 บาท ถ้าเป็นดอกเบี้ยเงินฝากแบบประจำในธนาคารที่หักภาษีแล้วสมมุติที่ 1.5% ต่อปี ผมต้องมีเงินต้นในธนาคารห้ามเบิกใช้เลย 12 เดือนเป็นจำนวน 333,333 บาท (คิดจาก 5,000/1.5%)

10,000 บาท ถ้าเป็นดอกเบี้ยเงินฝากแบบประจำในธนาคารที่หักภาษีแล้วสมมุติที่ 1.5% ต่อปี ผมต้องมีเงินต้นในธนาคารห้ามเบิกใช้เลย 12 เดือนเป็นจำนวน 666,666 บาท (คิดจาก 10,000/1.5%)

ดังนั้นอยากได้ดอกเบี้ย 5,000 – 10,000 บาทต้องมีเงินฝากในธนาคาร 300,000 – 700,000 บาท

เมื่อก่อนผมใช้บัตรเครดิตแค่ใบเดียว ผมใช้บัตรเครดิต Family plus ของไทยพาณิชย์ เพราะเหมือนผมเป็นหุ้นส่วนกับบัตรเครดิต ร้านค้าต้องจ่ายให้บัตรเครดิต 2%-3%ทุกครั้งที่ผมใช้รูดซื้อสินค้า หรือ บริการ ส่วนผมจะได้เงินสดคืนสะสม 1% (เหมือนส่วนแบ่ง 50% หรือ 33%จากเงินที่ร้านค้าจ่ายให้บัตรเครดิต) เช่น

เดือนนี้ผมรูดซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็น 100,000 บาท บัตรเครคิตอาจได้ค่าธรรมเนียนจากร้านค้า 2,000-3,000 บาท จากนั้นบัตรเครดิตก็แบ่งให้ผม ผมก็จะได้เงินคืนสะสมทันที 1,000 บาท (100,000×1%) เฉพาะในส่วนนี้ผมมียอดรูดบัตรเครดิตเฉลี่ยปีละ 500,000 -700,000 บาท จะได้เงินสดคืนสะสมปีละ 5,000 – 7,000 บาทแล้ว

ผมวางแผนการเงินแบบนี้ครับ ผมรูดและจ่ายเงินสดให้บัตรเครดิต 100%ทุกครั้ง ไม่มีการจ่ายขั้นต่ำเลย อันนี้สำคัญมาก อย่ารูดซี้ซั้วต้องรูดเหมือนเรามีเงินสดจ่ายคืนเสมอ

ผมจะรู้ว่าผมต้องใช้เงินเฉลี่ยดือนละ 60,000 บาท จะรูดบัตรเครดิตไปก่อนแล้วจ่ายคืนบัตรเครดิตภายใน 30 – 45 วัน

ดังนั้นผมจะกันเงินสดก้อนนี้ไว้ แล้วนำไปซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย 3 % – 5% ไว้ก่อน

พอถึงดิวจ่ายบัตรเครดิตก็ขายกองทุนรวมนำเงินสดนี้ไปจ่ายบัตรเครดิต ส่วนผลตอบแทนในกองทุนรวมสะสมไว้ในพอร์ตไม่นำออกมา ทำแบบนี้ทุกเดือน ซื้อแล้วขาย ขายแล้วซื้อใหม่สำรองเสมือนมีเงินสดอยู่ในกองทุนรวมนี้ทั้งปีและโตขึ้นเรื่อยๆจากผลตอบแทนที่ไม่เอาออกมา (Reinventing )

ดังนั้นเงิน 60,000 บาท หมุนเวียนเสมือนมีเงินอยู่ครบ1ปี ผมก็จะได้ผลตอบแทนจากกองทุนรวมนี้อีก 1,800 – 3,000 บาท ต่อปี สรุปรวมผลตอบแทนจากการวางแผนใช้บัตรเครดิตกับกองทุนรวมตราสารหนี้ ส่วนตัวผมได้ผลตอบแทนปีละ 5,000+1,800 = 6,800 บาท ถึง 7,000+3,000 = 10,000 บาท

#6,800 – 10,000 บาท ต่อปี

*เงินสดคืนนี้ผมก็จะนำไปลงทุนต่อทันที่ในกองทุนรวมตราสารทุนด้วยนะครับ ฝึกให้เป็นนิสัยตอนแก่จะได้ไม่ต้องลำบากไปพึ่งลูกหลาน

ตารางแสดงวงเงินและผลตอบแทนจากการใช้บัตรเดรดิต

เฉลี่ย วงเงินที่ต้องรูดต่อเดือนลงทุนในกองทุนรวม 3%-5%เฉลี่ย ยอดรูดต่อปีเงินคืนจากบัตรเครดิต 1%รวมผลตอบแทน ต่อปี
50,0001,500 – 2,50050,000×12 = 600,0006,0007,500 – 8,500
100,0003,000-5,0001,200,00012,00015,000 – 17,000
150,0004,500 -7,5001,800,00018,00022,500-25,500
200,0006,000-10,0002,400,00024,00030,000-34,000
300,0009,000-15,0003,600,00036,00045,000-51,000
500,00015,000-25,0006,000,00060,00075,000-85,000

ปัจจุบันผมใช้บัตรเครดิต 4 ใบ

เพราะบัตรเครดิตของไทยพาณิชย์มีข้อกำหนดใหม่ รูดบัตรเติมน้ำรถยนต์,จ่ายค่าบริการมือถือ,ซื้อสิ้นค้าใน supermarket และอีกหลากหลาย เค้าไม่ให้ 1% แล้ว !

ดังนั้น

– บัตรเครดิตscbใช้รูดอะไรก็ได้ที่เค้ายังให้ 1%

– บัตรเทสโก้โลตัส ได้ 3%ถ้าเติมน้ำมันและ3.5%ถ้าซื้อสินค้าใน โลตัส

– บัตรเครดิตเอไอเอ ไว้จ่ายเบี้ยประกันเพราะได้ทั้งpointและเงินคืน

– บัตรเครดิตกสิกรไทย ใช้เวลามีโปรโมชั่นพิเศษส่วนลด และใช้สำหรับจอดรถในโรบินสัน เพราะใกล้ออฟฟิต

*** ผู้ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดส่วนใหญ่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือพนักงานฝ่ายจัดซื้อ หรือ Freelance ที่ทำงานอิสระ หรือเวลาไปกินข้าวกับเพือนๆ เที่ยวกับเพื่อนๆบางครั้งต้องรูดบัตรไปก่อน  แล้วไปรวบรวมเงินคืนมาเก็บแล้วค่อยคืนบัตรเครดิตไป***

สนใจขอคำแนะนำได้นะครับที่ Line ID : akak59

อัครนันท์ ปริญญากุลเสฏฐ์

นักวางแผนทางการเงิน

http://financialplannerak.blogspot.com/

เหตุผลที่คนเรียนเก่งไม่ประสบความสำเร็จ

หลายวันก่อนกรุเคยตั้ง Status ถามไว้ใน Facebook ส่วนตัวที่ชื่อ Such A Grayman  ว่า “พวกมรุงรู้ไหมว่า ทำไมคนเรียนเก่งๆแม่มไม่ค่อยประสบความสำเร็จวะสัส” เอาล่ะ ถึงเวลาที่ กรุจะมาสรุปความคิดเห็นจากงานวิจัยต่างๆให้อ่าน พวกมรุงจงตั้งใจเพราะมันคือการปรับ #mindset ที่ดีที่สุดก่อนที่พวกมรุงจะเรียนจบ หรือถ้าพวกมรุงกำลังทำงานอยู่ นี่คือการ #FineTune ให้พวกมรุงกลายเป็นคนใหม่ในเร็ววัน

สิ่งแรก ความเก่งทำให้ปิดหูปิดตา

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า คนเรียนเก่งนั้นมักจะคิดว่าตัวเองเก่ง จนบางครั้งไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น จึงทำให้ตัดสินใจผิดพลาด พวกมรุงเคยเห็นป่ะวะสัส ไอ้พวกคนเก่งที่แม่มไม่ฟังใคร สุดท้ายแม่มเงิบทุกที สมน้ำหน้าชิบหาย

ต่อมา ความเชี่ยวชาญทำให้แคบ

หลายๆงานวิจัยเช่นเดียวกัน แม่มบอกว่า การที่มรุงเรียนเก่งมากเกินไป ทำให้มรุงเกิดความเชี่ยวชาญ จนทำให้มองภาพกว้างๆไม่ออก เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน อาจจะง่าวเรื่องการดูแลพนักงานและทำธุรกิจ

สุดท้าย กลัวที่จะผิดหวังกับสิ่งใหม่ๆ

ไอ้พวกคนเรียงเก่งๆช่วงแรกแม่มมักจะจะไปได้ดีในสายอาชีพที่แม่มทำ แต่มันไปได้ไม่ไกลเพราะมัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่มีในอดีต เช่น เมื่อตอนอยู่อนุบาลหมีน้อยวิ่งได้แชมป์ของโรงเรียน จึงทำให้แม่มกลัวความเสี่ยงและความผิดหวังที่จะออกมานอก Comfortzone สุดท้ายเลยไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ติดอยู่ภายใต้ข้อจำกัดแคบๆต่อไปจ๊ะ

เป็นไงสัส เหตุผลพวกนี้ทำให้พวกมรุงปรับ mindset
ได้หรือยังว่าคนเรียนเก่งทั้งหลายแม่มไม่ประสบความสำเร็จเพราะอะไร

แต่ความจริงกรุจะบอกให้นะว่า กรุเขียนมั่วๆขึ่นมาว่ะสัส #กร้ากกกกกก เพราะความสำเร็จในชีวิตทั้งหลายนั้นแม่มไม่ทางวัดได้หรอกดวกส์ มันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มรุงทะเยอทะยานต่อไป #หน่วยวัดความสำเร็จคือไรใครรู้บ้าง

ไอ้คนเก่งๆที่มรุงมองว่ามันไม่สำเร็จ มันอาจจะมีความสุขของแม่มแบบนั้นก็ได้ แต่มรุงนั่นแหละเสือกเอาตัวเองไปตัดสินมันดั่งเช่นตัวของมันโดยที่ลืมไปว่ามันไม่ใช่ตัวของมรุง #สัสมรุงเป็นกรรมการหรอวะ

ส่วนไอ้คนเก่งที่ไม่ประสบสำเร็จแล้วไม่มีความสุข มรุงก็มองดูมันเพื่อปลอบใจตัวเองง่าวๆ ไงว่า “อุ้ยเค้าเก่งขนาดนี้ยังพลาด เราได้แค่นี้ก็ดีแล้วเนอะ” ซึ่งแม่มเป็นความคิดวิปลาสที่มรุงเข้าข้างตัวเองเท่านั้น จากประสบการณ์กรุ คนเก่งไม่เก่งแม่มก็มีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนๆกันแหละสัส เพียงแต่คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆนั้นเค้าไม่ชอบเสือกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไง

สุดท้ายนะ ถ้ามรุงอ่านไอ้สามข้อแรกแล้วเชื่อทันที พร้อมกับยิ้มระรื่นในใจ กรุไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมรุงแม่มถึงไม่ประสบความสำเร็จว่ะสัส เพราะมรุงเอาแต่หลอกตัวเองแบบนี้ไงดวกส์ #กรุเขียมมมมมม

อ้อ ถ้าอ่านจบแล้วมรุงโกรธกรุ ด่ากรุ
มรุงยิ่งไม่ประสบความสำเร็จนะสัส
เพราะคนง่าวมักจะโกรธเสมอแต่เสือกไม่เคยโทษตัวมรุงเองไงสัส …

ใช้ความ “โสด” ให้เป็นประโยชน์! โสดยังไง… ไม่เหงา มีเงิน ชีวิตดี

“เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?”

คำถามบาดจิตของใครหลายคน

จะถูกถามมากเป็นพิเศษ…

เวลาไปร่วมงานแต่งงานชาวบ้านเค้า

คือคนโสดจะอยากตอบให้ได้ไง

แต่มันไม่รู้จะตอบยังไง(โว้ย)

จะมีแฟน.. มันไม่เหมือนอยากกินปลาป่ะ

ที่จะเดินไปตลาด เลือก ซื้อ ห่อกลับบ้านได้เลยนะยะ!

เอาล่ะ..วันนี้เราจะไม่มาเถียงกันว่า

โสดหรือมีคู่อะไรดีกว่ากัน

แต่ถ้าด้วยสถานะปัจจุบันที่ว่าเธอยัง “โสด”

มาดูกันว่า…

เธอจะโสดยังไง ให้ไม่เหงา มีเงิน แถมชีวิตดี

1.ใช้ “เวลาว่าง”ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่เธอจะไม่ต้องไปเจอ ไปเอาใจ ไปพบญาติใคร

เอาไอ้เวลาว่างตรงเนี้ยแหละ

มาหาโอกาสดีดี เพิ่มคุณสมบัติตัวเอง

อยากเรียนรู้อะไรจัดไป..

ทักษะใหม่ วิชาการ

ภาษา อะไรที่อยากทำตอนเป็นเด็ก

อยากทำอาชีพเสริม อยากมีธุรกิจ

ลองทดลองเริ่มทำงูๆปลาๆ(แบบเรียนรู้มาแล้วบ้าง)

ลองไปฝึกงาน

อยากสวยหล่อดูดี

ออกกำลังกาย ทำหรืออาหารดีต่อสุขภาพกิน

เรียนรู้บุคลิกภาพ การแต่งกาย แต่งหน้าทำผม

เล่นกีฬา เต้นรำ

อยากมีสติปัญญา จิตวิญญาณที่สงบรู้แจ้ง

เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

สมาธิ กิจกรรมการกุศล

2.ใช้ความที่ “ภาระน้อย” ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่ยังไม่มีลูกเต้าหรือสามี/ภรรยาให้เลี้ยงดู

จริงอยู่อาจจะขาดแรงจูงใจ

แต่ให้ใช้ประโยชน์จากความตัวเบา

เอาเงินไปวางให้ถูกที่ ที่ๆมันงอกเงยได้

กองทุน หุ้น ประกันออมทรัพย์ อสังหา ทอง ธุรกิจ

เลือกเอาสิ.. ออมลงทุนซะในตอนที่ยังทำได้สบายๆ

อย่ามาบอกว่า ไม่รู้ อะไรคืออะไร เริ่มตรงไหน

มาดามไม่อยากฟัง!!!!

เฉพาะเว็บ Aommoney มีบทความทุกเรื่องที่ว่ามา

เป็นร้อย..เป็นพัน

อ่านค่ะอ่าน แล้วเดินไปธนาคารหรือบ.หลักทรัพย์

รับสายคนขายประกัน ถามๆๆจนเคลียร์ก่อนซื้อ

วันหยุดออกไปเดินดูคอนโดหรือบ้านบ้าง

เริ่มออมลงทุนซะตั้งแต่ยังโสด!!

เดี๋ยวพอต้องจ่ายค่านม ค่าเทอม ค่าพี่เลี้ยงลูก

จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าไม่มีเงิน!

3.ใช้ “อิสระ” ให้เป็นประโยชน์

อยากออกไปดูโลกกว้างเหรอ

คนโสดได้เปรียบ จัดทริปตามใจไม่ต้องแคร์ใคร

ไปมันคนเดียวเลย เปิดหูเปิดตา

ได้เพื่อน แถมอาจได้แฟนใหม่

หรือโอกาสอะไรดีๆ ติดตัวกลับมา

อยากทำอะไร เริ่มอะไร ไม่ต้องขออนุมัติจากใคร

การมีคู่ที่ดีคือมีเพื่อนรู้ใจให้ปรึกษา

แต่ที่ปรึกษาบางคนก็ไม่ได้เวิร์คไง

กลายเป็นตัวแปรตัวขัดใจขัดขาขัดโชคลาภก็มี

การตัดสินใจอะไรในชีวิตได้เอง

มันคือสิ่งที่มีค่านะ

เธอคิดดีๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงั้นได้

ถึงยังโสด หลายคนก็มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง

คอยกรอกหูคาดหวังให้ทำนั่นนี่ อย่างนี้อย่างนู้น

ใครโสดแถมมีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ

ชีวิตทุกก้าว เธอจะรู้สึกรับผิดชอบ เต็มที่เต็มใจ

ทำอะไรอะไรมันจะมีพลังมาก

ถือเป็นลาภอันสูงสุดก็ว่าได้ ใช้ซะ!

เอาล่ะ.. พอจะใจชื้น เชิดหน้าชูคอ

ทำตัวให้เลิศ เตรียมรอตอบ เวลาคนถามได้รึยัง

ว่าทำไมยังโสด เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?

ลองตอบแบบนี้ดูสิ

อ๋อ.. ไม่ทราบเหมือนกันเมื่อไหร่จะมี

มีก็ดี เพราะทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก

มีเงิน มีทุกอย่าง

เลยอยากหาคนมาร่วมแชร์ความสุขค่ะ/ครับ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้..เป็นเพื่อนกันได้ที่ 

https://www.facebook.com/madamfinney/

มีไลน์ด้วยนะ @madamfinney

http://line.me/ti/p/%40madamfinney

วีดีโอใน Youtube ก็มี

https://www.youtube.com/channel/UCCrc80L_vu39F8CR67538Yg

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save