“ข้อผิดพลาดในการเตรียมแผนประกันสุขภาพ ที่คนส่วนใหญ่รู้เมื่อสายเกินไป”

ถ้าถามว่าวันนี้คุณมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลมั้ย คนส่วนใหญ่ถ้าอยู่ในวัยทำงานก็มักจะบอกว่า มีประกันกลุ่มของบริษัทบ้าง มีสิทธิเบิกของรัฐหรือขององค์กรบ้าง หรือไม่ก็มีประกันชีวิตส่วนตัวบ้าง หรือถ้าบางคนไม่มีประกันที่ซื้อไว้ อย่างน้อยก็มีประกันสังคม หรือสิทธิประกันสุขภาพทั่วหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค

แต่ตามที่ส่วนใหญ่พอเข้าใจคือ สวัสดิการที่เป็นของภาครัฐ ก็อาจจะมีเงื่อนไขการเข้ารับการรักษาพอสมควร เช่นใช้ได้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ หรือเบิกยาได้เฉพาะในบัญชีที่ระบุไว้ รวมถึงการบริการก็อาจจะไม่สะดวกสบายมากเท่ากับ การรักษากับสถานพยาบาลที่เป็นของเอกชน

ดังนั้นบางคนจึงมักจะเลือกที่จะซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม หรือบางบริษัทก็อาจจะมีประกันกลุ่มเพิ่มให้กับพนักงาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นทางเลือกเพิ่มหากต้องเจ็บป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล

ซึ่งปัจจุบันนี้ คงได้ยินข่าวว่า ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ก็มีอัตราเพิ่มสูงมากขึ้น เช่นค่าห้องพักแบบเดี่ยวธรรมดา โรงพยาบาลชั้นนำย่านฝั่งธน เดี๋ยวนี้ มากกว่าคืนละ 5,000 บาท เลยทีเดียว ถ้าเป็นโรงพยาบาลชั้นนำ ค่าห้องเดี่ยวก็คืนละเป็นหมื่นๆแล้วครับ

ส่วนสาเหตุที่ค่ารักษาโรคต่างๆ ในปัจจุบันที่เพิ่มในอัตราสูงขึ้น ก็เนื่องมาจาก วิวัฒนาการทางการแพทย์ดีขึ้น อุปกรณ์ต่างๆก็ใช้เป็นระบบคอมพิวเตอร์มากขึ้น บางคนเลยอาจจะเรียกการรักษาพยาบาลในปัจจุบันว่า “ถ้าอยากเจ็บตัวน้อย ก็ต้องจ่ายหนัก”

รวมไปถึงคนที่เป็นโรคร้ายแรงในสมัยนี้ก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ถ้าได้ยาที่มีคุณภาพดีระดับเกรดเอ และยาบางตัวอาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งก็คงมีราคาที่สูงมากๆอีกด้วย

ดังนั้น คนที่มีความคาดหวังที่ต้องการได้ระดับการรักษาที่ดีขึ้น ได้ความสะดวกสบายมากขึ้น อยากได้อุปกรณ์การรักษาดีๆ หรือยาดีๆ ก็มักจะที่จะเลือกซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม ตามกำลังที่จ่ายเบี้ยประกันได้ต่อปี

ซึ่งปัจจุบันนี้ บริษัทประกันหลายๆบริษัทก็มี แผนให้เลือกมากมายได้แก่ แผนคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล แผนชดเชยรายได้หากต้องนอนโรงพยาบาล แผนคุ้มครองโรคร้ายแรง แผนคุ้มครองมะเร็ง แผนคุ้มครองอุบัติเหตุ เป็นต้น

แต่ปัจจุบันก็มักจะพบคนที่ล้มเหลวทางการเงิน เพราะต้องเผชิญกับการเจ็บไข้ได้ป่วยแบบไม่ตั้งตัว ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองที่มากกว่าที่คาดไว้ เช่น เป็นไส้ติ่งอักเสบ ก็ต้องรีบรักษาทันที หรือ บางคนถึงขั้นเป็นมะเร็ง ก็ต้องใช้เงินรักษามากมายและยาวนานเป็นต้น

ดังนั้นจึงได้รวบรวมข้อผิดพลาดในการวางแผนประกันสุขภาพ ไว้ดังนี้ เพื่อมิใช้แผนการเงินล้มเหลวได้ในอนาคต

1. ทำประกันสุขภาพช้าเกินไป ( เรียกง่ายๆว่า ทำประกันไม่ทัน นั่นเอง)

กลุ่มนี้มักจะบอกตัวเองว่า เราอายุน้อย ยังแข็งแรงอยู่ น่าจะยังไม่ป่วยอะไร ซึ่งแต่พอเกิดเหตุก็ทำไม่ทันเสียแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่เลยทีเดียวที่คิดแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า ซื้อประกันไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้แล้วก็จะกลายเป็นจ่ายเบี้ยประกันฟรีๆ เอาเงินไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า

ซึ่งการที่คิดแบบนี้ถือว่าไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ก็อาจจะถือว่าประมาทมากเกินไป ดังนั้นใครก็ตามที่คิดแบบนี้ ก็อาจจะลองเปิดใจมองตัวอย่างอื่นๆ เช่น ในโฆษณาทีวีเราจะเห็นว่ามีคนป่วยมะเร็งปอด ทั้งที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ก็มี หรือปัจจุบันนี้โรงพยาบาลเด็กก็มีเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงอยากให้คนในกลุ่มนี้คิดว่า การทำประกันสุขภาพคือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบ หากเกิดเหตุแบบไม่ตั้งตัวต้องเข้ารักษาพยาบาล ก็ลดความเดือดร้อนเรื่องค่ารักษาพยาบาลลงได้ ซึ่งประกันโรคร้ายแรงถ้าซื้อตอนอายุน้อยๆ เบี้ยก็ไม่สูงอีกด้วย

2. ทำประกันสุขภาพวงเงินคุ้มครองน้อยเกินไป

กลุ่มนี้ก็ถือว่าได้ซื้อประกันสุขภาพไว้แล้วแต่อาจจะซื้อเพราะ ไม่อยากเสียเบี้ยประกันสูงๆ เพราะเป็นเบี้ยเสียเปล่าจึงซื้อไว้ไม่เยอะ หรืออาจคิดไปว่าอายุน้อยซื้อแต่นี้ก่อนเดี๋ยวอายุมากๆ ค่อยซื้อเพิ่ม

ดังนั้นปัญหากลุ่มนี้จะพบว่าพอตัวเองต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล แล้วกลับต้องมาเสียเงินเพิ่มอีกมากมาย ก็ทำให้กระทบกับแผนการเงินด้านอื่นเหมือนกัน

ดังนั้นกลุ่มนี้จึงควรตรวจสอบกรมธรรม์ของตัวเองด้วยว่า วงเงินคุ้มครองที่ตัวเองมีอยู่เพียงพอที่ต้องการมั้ย ควรต้องซื้ออะไรเพิ่ม

3. ลืมคิดไปว่าค่ารักษาพยาบาลจะปรับขึ้นทุกๆปี

อย่าลืมว่าค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลมีแนวโน้มที่แพงขึ้นทุกๆปี เฉลี่ยแล้วปีละ 7-10% ต่อปี ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันเราอาจจะซื้อประกันสุขภาพในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ก็อาจจะไม่พอกับค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

ดังนั้นจึงควรต้องหมั่นตรวจสอบกรมธรรม์ของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อมีโอกาสปรับเพิ่มต่อๆไป ให้พอกับภาวะปัจจุบันเสมอๆ

4. ความคุ้มครองของประกันสุขภาพที่มีอยู่สั้นเกินไปไม่พอถึงยามหลังเกษียณ

กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่มีประกันกลุ่มขององค์กรอยู่แล้ว เลยยังไม่คิดที่จะซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม ซึ่งปัญหาที่จะตามมาคือเมื่อถึงยามเกษียณอายุคือสิ้นสุดการทำงานจากองค์กร สวัสดิการที่บริษัทให้ก็มักจะหมดไปด้วย (เรียกง่ายๆ ว่าสวัสดิการติดกับตำแหน่ง ไม่ติดกับตัวเรา)

ซึ่งถ้าอยากจะมีสวัสดิการต่อไปหลังเกษียณก็ต้องหาซื้อใหม่เอง แต่ปัญหาส่วนมากที่ตามมาคือ โอกาสในการซื้อจะยากขึ้น เนื่องจากเมื่อสูงอายุขึ้น ก็มักจะมีโรคประจำตัว เช่นความดัน เบาหวาน รวมถึงมีประวัติการการรักษาโรคอื่นๆมาก่อน

ดังนั้นหากเราพอจะซื้อประกันสุขภาพก่อนตั้งแต่อายุน้อยๆ ก่อนเกษียณได้ก็จะปลอดภัยและอุ่นใจกว่าในระยะยาว

5. ลืมประมาณการค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต (ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่คนละเลยมากที่สุด)

ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเลยปัญหาที่จะตามมาแน่นอนคือ เมื่ออายุมากๆเบี้ยประกันสุขภาพบางตัวเช่น แผนค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล แผนคุ้มครองโรคร้ายแรง อาจจะมีค่าเบี้ยที่สูงมากด้วยเช่นกัน
เพราะ เบี้ยประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะปรับตามอายุ เช่นตอนอายุน้อยๆ ดูแล้วเบี้ยไม่แพงเลย เราเองก็เลยไม่สนใจเพราะจ่ายไหว แต่พอเมื่อถึงวัยเกษียณวันนั้นเราอาจอยากพักผ่อน เพราะไม่มีรายได้ แต่กลับต้องมาเจอปัญหาเรื่องเบี้ยประกันสุขภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเราจ่ายเบี้ยไม่ไหวก็อาจทำให้ต้องทิ้งแผนคุ้มครองสุขภาพนั้นไปก็ได้
ดังนั้นเราจึงควรตรวจสอบเบี้ยประกันสุขภาพในอนาคตที่ต้องชำระตั้งแต่วันนี้ เผื่อเตรียมแผนการรับมือ โดยอาจจะวางแผนเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมกับเบี้ยประกันที่ต้องชำระในอนาคตได้

สุดท้ายนี้หลังจากได้ทราบถึง 5 ข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ก็จะทำให้ทุกท่านมีการจัดการเรื่องแผนคุ้มครองสุขภาพให้ตัวเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ซึ่งต้องบอกว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” นั้นเกิดขึ้นกับทุกคนได้เสมอ ดังนั้นหากเรามีการวางแผนเรื่องประกันสุขภาพอย่างดีพอ ก็จะเป็นการลดความเสี่ยงของความล้มเหลวในการวางแผนการเงินของทุกๆท่านอย่างแน่นอนอีกด้วย

***  มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินดี ***

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
 #wealthplanner

ติดตามบทความวางแผนกาเงินอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ www.surakit.com
#สนใจวางแผนการเงิน #สนใจเป็นนักวางแผนการเงิน

สุดยอด LTF/RMF น่าลงทุนส่งท้ายปี 2015

ผมเชื่อเลยว่าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ ใครหลาย ๆ คน พอรู้ข่าวว่า หุ้นกำลังตกอย่างรุนแรง พนักงานประจำที่ทำงานแล้วกำลังจะได้โบนัสในช่วงสิ้นเดือนนี้ หรือนักลงทุนที่ยังมีเงินเหลือ (ถ้ายังมีนะ……(T-T)……) คงกำลังจะรีบหากองทุน LTF หรือ RMF มาลดหย่อนในช่วงสุดท้ายของปีอย่างแน่นอน

ยิ่งบางคนที่เป็น Freelance ก็เพิ่งจะคำนวนเงินภาษีของตนเองว่าจะต้องเสียเท่าไหร่ ก็เลยเพิ่งจะมีเวลามาซื้อ หรือ บางคนก็ขี้เกียจซื้อกองทุนบ่อย ๆ ก็คิดว่า ซื้อทีเดียวทีมันปลายปีเลยละกัน

ซึ่งผมบอกเลยว่า จริง ๆ แล้วการซื้อกองทุน LTF/RMF ที่ดีเราก็ควรที่จะมีการวางแผนมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่ามีซื้อกันตอนสิ้นปีนะครับ เนื่องจากว่า เราอาจจะไม่โชคดีแบบนี้ทุกปีที่ ซื้อกองทุน LTF/RMF สิ้นปีแล้วมีโอกาสได้ราคาที่ถูกกว่าทยอยซื้อทั้งปี หรือ ซื้อตอนต้นปี

และ การซื้อปลายปีแล้วได้ราคาที่ถูก ก็ไม่แน่ว่าเดือนมกราคม ก็อาจจะเจอราคากองทุนที่ถูกกว่าก็เป็นไปได้ครับ ดังนั้นถ้าจะให้ดี เราก็ควรที่จะทยอยซื้อทุก ๆ เดือนครับ

ส่วนคนที่ทำอาชีพอิสระ ก็อาจจะต้องวางแผนการซื้อให้มากกว่าคนทั่วไป เช่น คิดเงินที่ต้องซื้อขั้นต่ำทั้งปี จากนั้นก็ซื้อทุกเดือนเหมือนคนอื่น ๆ แต่ในส่วนรายได้ที่เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจจะจับจังหวะตอนที่หุ้นลงเยอะ ๆ ซื้อเพิ่มเติมเข้าไปครับ ก็น่าจะช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้พอสมควร

และการซื้อปลายปีแบบนี้ก็มีความเสี่ยงด้านการให้บริการของธนาคารครับ เพราะว่าคนแห่กันมาซื้อปลายปีแบบนี้ เราอาจจะได้คำแนะนำจากธนาคาร หรือ บลจ. ได้ไม่เต็มร้อย หรือ ซื้อไม่ทัน เนื่องจากว่าพนักงานเองก็ต้องรีบทำรายการ และส่งคำสั่งซื้อขายให้กับหลาย ๆ คนนั่นเองครับ

คราวนี้เรามาเข้าเรื่องหลักของเราดีกว่าครับ เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา บทความนี้ได้รวบรวมกองทุน LTF/RMF ที่เข้าตา และผมคิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว ๆ ครับ

โดยส่วนใหญ่ผมจะเลือกจากผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาวที่ดีเป็นหลัก ซึ่งผมถือว่า ถ้ากองทุนไหนทำผลตอบแทนได้ดีก็น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ ผลตอบแทนในอดีตก็ไม่ได้การันตี ผลตอบแทนในอนาคตนะครับ แต่เอาเป็นว่า กองทุนเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่ดีในอนาคตละกัน

ส่วนเรื่องของความเสี่ยง หรือ ความผันผวนนั้น ขึ้นกับนักลงทุนครับ ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากหรือว่าน้อย เพราะว่ากองทุนที่มีความผันผวนเยอะ แต่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีก็มีนะครับ แต่เราจะรับช่วงที่ผันผวนได้ หรือไม่ ก็คงต้องขึ้นกับสไตล์การลงทุนของเรา และ ความชอบครับ (รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง)

ค่าธรรมเนียมเองก็มีผลมากต่อการลงทุนระยะยาว ๆ ด้วยเช่นกันครับ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรที่จะเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมไม่แพง โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน หรือ Total expense ratio เพราะว่า ค่าธรรมเนียมนี้จะเรียกเก็บทุกวันครับ รวมอยู่ใน NAV เรียบร้อยแล้ว (ถึงจะเป็น x.xx% ต่อปี ดูเหมือนจะน้อยแต่ก็เก็บทุกวันนะครับ)

เรามาดูกันที่กองทุน LTF กันก่อน เริ่มจากแบบที่เป็นหุ้นล้วน ๆ กันก่อนเลยครับ กองทุนที่ดูดี และเข้าตาผมก็มีประมาณ 6 กองทุนครับ คือ 1. ABLTF 2.BLTF 3. CGLTF 4.MS-CORE LTF 5.PLTF 6.One SG-LTF

แต่ผมจะเอามาพูดคุยกันประมาณ 3 กองทุน เนื่องจากมีหน้ากระดาษมีน้อย และคิดว่า 3 กองทุนนี้น่าจะตอบโจทย์แนวการคัดเลือกการลงทุนได้พอสมควรครับ ส่วนเวลาที่ผมเลือกกองทุนนั้น ก็จะดูปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ถ้าใครอยากทราบว่าเป็นอย่างไร ก็สามารถดู ตัวอย่างที่ผมเคยคัดเลือกกองทุนไว้แล้วตามนี้ครับ

แต่การเลือกกองทุนคงดูแค่ ผลตอบแทน ความเสี่ยง และค่าธรรมเนียม ไม่ได้อาจจะต้องดูถึงสไตล์การลงทุนของแต่ละกองทุนด้วยนะครับ

เช่น ถ้าใครชอบกองทุนที่เลือกหุ้นพื้นฐานดี ถือนาน ๆ ไม่มีการปรับพอร์ตการลงทุนบ่อย ๆ ก็อาจจะต้องเลือกกองทุน ABLTF, BLTF ครับ ส่วนถ้าใครชอบ กองทุนที่ปรับเปลี่ยนหุ้นเร็ว ความผันผวนสูง แต่ให้ผลตอบแทนดีก็ต้องเป็น CG-LTF และถ้าใครชอบกองทุนที่หาหุ้นเติบโต ลงทุนตามธีมของตลาด ก็อาจจะต้องพิจารณา PLTF ครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่มแรก คือ กองทุน กลุ่ม 70/30 หรือ กองทุน LTF ที่มีหุ้นอยู่ประมาณ 70 % ของพอร์ต ที่เหลือเป็น ตราสารหนี้  หรือ บางครั้งเราอาจจะเห็นเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอื่น ๆครับ ดังนั้นก็จะเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงที่สูงมากเกินไปนั่นเอง

โดยในกลุ่มนี้กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะค่อนข้างสูงกว่ากองทุนอื่น ๆ แต่ผมว่า โดยรวม ๆ แล้วกองทุนที่น่าสนใจมาก ๆ ในกลุ่มก็ได้แก่ กองทุน 70/30-D LTF ของ ยูโอบีนั้นเองครับ ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่าสไตล์การบริหารของที่นี่ ที่มีการปรับหุ้นค่อนข้างไว้ ทำให้ในปีที่แย่ ๆ อย่างปีปัจจุบัน กองทุนนี้ก็สามารถที่จะลดพอร์ตปรับตัวได้เร็ว รวมถึงมีการเลือกลงทุนในตราสารหนี้ เป็นสัดส่วนมากกว่าที่เหลืออีก 2 กองทุนที่มีสัดส่วนของเงินสด มากกว่าที่จะเลือกลงทุนในตราสารหนี้นั่นเอง

ส่วนทางกองทุนของกรุงศรีนั้น จะมีสไตล์การลงทุนที่ต่างออกไปจาก 2 กองทุนแรกครับ คือ เน้นหุ้นปันผลเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าใครชอบหุ้นปันผลดี ๆ กรุงศรีเองก็มีหุ้นในพอร์ตเยอะครับ ถ้าชอบสไตล์หุ้นพื้นฐานดี มีปันผลก็คงต้องเลือกที่นี่

ส่วนกองทุนที่ผมว่าดำเนินงานได้ดี แต่ผมไม่ได้นำมาเปรียบเทียบด้วย เพราะว่ามีสัดส่วนไม่เหมือนกัน จึงไม่ได้เอามาอยู่ในกลุ่มนี้ ก็คือ BLTF75 ซึ่งสัดส่วนจะเป็น 75% หุ้น อีก 25% เป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ถึงจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ผมบอกเลยว่า ถ้าเราเพิ่มความเสี่ยงได้อีกนิด กองทุนนี้เป็นกองทุนที่น่าลงทุนเช่นเดียวกันครับ เพราะว่าทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีพอสมควรเลย และที่สำคัญคือ ค่าธรรมเนียมถือว่าถูก อีกด้วย ขั้นต่ำก็ไม่แพงอีกด้วยครับ

เรามาต่อกันที่กองทุน RMF กันบ้างครับ เริ่มจากกองทã

‘รวย’ หรือ ‘จน’ คิดอย่างไร ได้อย่างนั้น

มีหลายคนมักสงสัยว่าทำไมคนเราถึงมีฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่เมื่อลองมองลึกๆแล้วจะพบว่ามันมีปัจจัยอยู่หลายอย่าง แต่ที่เป็นความแตกต่างและเกิดขึ้นจริงมากที่สุดคือ ความคิด

ความคิดเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชีวิตที่ดี ถ้าเรามีความคิดดี ชีวิตก็จะสดใสได้ไม่ยาก คิดอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น มาดูกันว่า คนที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะรวย หรือรวยอยู่แล้วเค้ามีความคิดแตกต่างกับคนจน หรือคนชั้นกลางอย่างไร

  1. คนรวยจะคิดว่า ชีวิตนี้ฉันเลือกได้ แต่กลับกัน คนจนจะคิดว่า ฉันเกิดมา ฉันเป็นแบบนี้ เพราะชะตาลิขิตไว้
  2. คนรวยส่วนใหญ่ เล่นเกมส์การเงินเพื่อหวังชัยชนะ แต่คนจนจะเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
  3. คนรวยมักจะทุ่มเทเพื่อที่จะให้รวย  แต่คนจนคิดเพียงแต่อยากรวย แต่ไม่ทุ่มเท
  4. คนรวยคิดทำการใหญ่   คนจนคิดการเล็กได้แค่ไหน เอาแค่นั้น
  5. คนรวยจะมุ่งความสนใจไปที่โอกาส  คนจนจะมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค เพราะ
  6. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก  คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
  7. คนรวยชื่นชมผู้ที่ร่ำรวยกว่าและประสบความสำเร็จด้วยใจ แต่คนจนชอบอิจฉาและชิงชังผู้ที่รวยกว่าและประสบความสำเร็จ
  8. คนรวยมักจะคบอยู่กับคนที่มีวุฒิภาวะและทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ ส่วนคนจนจะคบอยู่กับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก
  9. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน แต่คนจนสนใจรายได้จากการทำงาน
  10. คนรวยทำงานหนักเพื่อความสบายของตัวเองในอนาคต แต่คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน และไม่ได้นึกถึงอนาคต

คิดอย่างไรให้รวย…. ถึงเวลาที่เราต้องมองย้อนกลับไปดูตัวเองแล้วว่าเราคิดแบบไหน อยากให้อนาคตเป็นแบบไหน ความคิดจะเปลี่ยนชีวิตเราเอง

กองทุนใจบุญ ลงทุนแล้วได้กำไร

เมื่อหลายวันก่อนมีแฟนเพจท่านนึง ได้ถามผมว่า มีกองทุนไหนที่ไม่ลงทุนกับหุ้นที่มีธุรกิจ เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ หรือ ของมึนเมาหรือเปล่า (อยากจะแซวกลับไปว่า ความรัก ก็ทำให้เมาได้นะครับ…..ฮิ้วววว)

ผมก็เลยตอบไปว่า “มี”

เลยเป็นที่มาของบทความในวันนี้ครับ

กองทุนใจบุญ ลงทุนแล้วได้กำไร

หรือ กองทุน Islamic Fund ครับ โดยกองทุนนี้ จะเป็นกองทุนที่ ลงทุนอยู่ในกรอบของชะรีอะห์

และมีการตั้งที่ปรึกษาด้านศาสนาหรือชะรีอะห์มากำกับการลงทุน  โดยมีกรอบการลงทุนดังนี้

ห้ามลงทุนที่เกี่ยวข้องกับริบา(Riba)หรือดอกเบี้ย

ดังนั้นมุสลิมจึงไม่สามารถที่จะซื้อหุ้นสามัญของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ รวมถึงบริษัทเช่าซื้อต่างๆ ซึ่งมีรายได้หลักจากการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากการกู้ยืม และนอกจากนี้การเปิดบัญชีเพื่อจะทำการซื้อขายหุ้นนั้นห้ามทำการเปิดบัญชีแบบมาร์จิ้น (Margin) คือ บัญชีที่ต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัท Broker ที่เปิดบัญชีเพราะเป็นบัญชีแบบกู้ยืม โดยใช้เงินสดบางส่วนเท่านั้น

ห้ามลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอน(Gharar)

ดังนั้นนักลงทุนมุสลิมจึงไม่สามารถซื้อหุ้นสามัญของบริษัทประกันภัยทั่วไป ที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ได้ เพราะธุรกิจประกันภัยทั่วไป นั้นมีความไม่แน่นอนในเรื่องของการการเคลมประกัน ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะเกิดความเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุขึ้นเมื่อใด โดยที่ผู้ซื้อประกันจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกๆเดือน เป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดการเอาเปรียบแก่ผู้ซื้อประกัน

ห้ามลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการพนัน(Maisir)

ดังนั้นอิสลามจึงห้ามการลงทุนที่เข้าข่ายการพนัน เช่น การเข้าซื้อหุ้นโดยขาดการวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการ (Fundamental Analysis) หรือการวิเคราะห์ด้านเทคนิด (Technical analysis) เป็นการลงทุนแบบปราศจากการวิเคราะห์และความรู้ ซึ่งเป็นการลงทุนแบบความเสี่ยงสูง (High risk) เรียกว่าเหมือนการเสี่ยงดวงออกหัวออกก้อย เช่นเดียวกับการพนัน รวมถึงห้ามซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เช่น บริษัทลอตเตอรี่ออนไลน์ บริษัทที่ให้บริการเครื่องเล่นเสี่ยงโชค เป็นต้น

ห้ามลงทุนที่เกี่ยวข้องกับดำเนินธุรกิจขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม

เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ สุรา สิ่งมึนเมาธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับสุกรเลือด สิ่งที่น่ารังเกียจ หรือนะยิสธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบันเทิง ประกอบด้วย คาสิโน การพนัน โรงภาพยนตร์ ดนตรี สื่อลามก และโรงแรม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจำหน่ายอาวุธ

***ที่มาจาก http://islamicfinancethai.com/

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นกองทุนที่จัดตั้งมาให้กับคนที่นับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะครับ และผมก็เชื่อว่าเป็นกองทุนที่น่าสนใจสำหรับคนไทยทุกคนที่อยากจะลงทุนแล้วไม่ต้องคิดมากว่า กองทุนที่ตนเองเลือกนั้นจะเลือกหุ้นจากบริษัทที่ ผิดกฏหมาย หรือ ค้าขายของมึนเมาครับ

ในปัจจุบันกองทุนลักษณะนี้มีอยู่ไม่มากนักครับ มีเพียงแค่ 4 กองทุนเท่านั้นเองครับ(มี LTF และ RMF ด้วยนะคร้าบบบ) เช่น

1. กองทุน MFC Islamic Fund : MIF

2. กองทุน MFC Islamic หุ้นระยะยาว : MIF-LTF

3. กองทุนเปิดกรุงไทยชาริอะฮ์หุ้นระยะยาว : KSLTF

4. กองทุนเปิดกรุงไทยชาริอะฮ์เพื่อการเลี้ยงชีพ : KSRMF

คราวนี้เรามาดูผลตอบแทนกันดีกว่านะครับ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

จะเห็นได้ว่ากองทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ครับ (SET TR) แต่

กองทุน MFC Islamic หุ้นระยะยาว : MIF-LTF นั้นทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีครับ ใกล้เคียงเกณฑ์มาตรฐานทีเดียวครับ

ส่วนกองทุนของทาง กรุงไทยเอง ผมคาดว่าน่าจะมีการลงทุนในสินทรัพย์แบบเดียวกันครับ เนื่องจากผลตอบแทนนั้นใกล้เคียงกันมากครับ เรียกได้ว่าแถบจะเหมือนกันเลยครับ

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะรู้สึกผิดหวัง หรือ รู้สึกว่าแทนที่จะลงทุนกับกองทุนรูปแบบนี้ สู้ไปลงทุนกับกองทุนหุ้นดี ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง ๆ น่าจะดีกว่า

แต่ทุกท่านอย่าลืมนะครับว่า เนื่องจากกฎเกณฑ์ในการเลือกลงทุนที่ค่อนข้างซับซ้อน และมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะครับ(อย่างที่ผมได้นำมาให้อ่านกันด้านบน)

ผมต้องบอกเลยครับว่า ผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่ได้ดีมากครับ ที่ทำผลตอบแทนได้ดีขนาดนี้

เนื่องจากผู้จัดการกองทุนที่ทำงานในการเลือกสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อการลงทุนในรูปแบบนี้

จะทำงานได้ค่อนข้างจะลำบากทีเดียวครับ ในการที่จะพยายามทำผลตอบแทนให้สูงครับ

ดังนั้นการลงทุนในกองทุนรูปแบบนี้ เราคงคำนึงถึง “จุดประสงค์” ของผู้ลงทุนมากกว่า”ผลตอบแทนที่ได้รับ” 

หรือท่านไหนที่คิดว่าผลตอบแทนก็ยังสำคัญละก็ ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน ลองคิดแบบนี้ครับ

นอกจากผลกำไรที่ได้จากการลงทุนแล้ว เราควรจะรวม “ผลตอบแทนที่ได้จากทางใจลงไปด้วยนะครับ”

เพราะผมเชื่อว่า กองทุนนี้ถ้าเราลงทุนไปแล้วละก็ น่าจะได้ผลตอบแทนทางใจที่มากกว่ากองทุนทั่วไปอย่างแน่นอนครับ

ปล. ถึงแม้จะไม่รวมผลตอบแทนทางใจของกองทุนรูปแบบนี้ ก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นบางกองทุนเสียด้วยซ้ำครับ ^_^

สุดท้ายนี้ ผมขอลาไปก่อนนะครับ ขอให้มีความสุขในการลงทุนนะครับ

5 คำถามก่อนออกจากงานประจำมาทำธุรกิจ

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็นว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนนั้นมีความฝัน อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากจะเป็นเจ้านายตัวเอง อยากใช้ชีวิตได้อิสระตามใจ ไม่ต้องพึ่งใครที่ไหน เพราะชีวิตของเรานั้นมันต้องเดินตามหาความฝัน แม้จะต้องล้มลงคลุกคลานเท่าไร เราก็ต้องสู้ต่อไปเพื่อให้ได้มันมาจนได้ ใช่ไหมครับ พี่น้อง!!

แต่ทว่า หลายๆคนที่ตัดสินใจกระโดดออกจากงานมาทำตามความฝัน ก็ดันพบว่าโลกแห่งความจริงนั้นมันแตกต่างกับสิ่งที่เราฝันไว้ บางคนผิดหวังกลับไปทำงานประจำ บางคนต้องหยุดล่าฝันเพราะธุรกิจพังพินาศ และมันเป็นสิ่งที่ตอกย้ำสัจธรรมว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จได้ตามที่ฝันไว้

วันนี้ @TAXBugnoms ขอแบ่งปันข้อคิดดีๆ 5 ข้อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องลองพิจารณา ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ตัวเราพร้อมหรือยังที่จะลาออกจากงานประจำมาทำตามความฝัน เผื่อจะได้ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานโดยที่ไม่จำเป็น เหมือนใครบางคนแถวนี้  TwT

เราทำงานประจำได้ดีแล้วหรือยัง?

อย่าลืมว่าการทำงานประจำในทุกๆวัน คือ การทำงานที่มีคนวางแผนไว้แล้วระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่สั่งงานเรา หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่าอาจจะมีเพิ่มเติมนอกเหนือจากงานไม่มากก็น้อย แต่การทำธุรกิจส่วนตัวนั้นเป็นงานที่เราวางแผนด้วยตัวเองล้วนๆ เพราะเราเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของ ดังนั้นถ้างานประจำทุกวันนี้มันเหนื่อย มันยากมันท้อ ขอเตือนว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นเหนื่อยกว่ายิ่งนัก หากยังทำงานประจำได้ไม่ดี อย่าหวังว่าธุรกิจจะไปรอด

ลองเปรียบเทียบความหวัง ความฝัน และความจริง

ก่อนอื่นคงต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่า…
ความฝัน คือ สิ่งที่เราคิดว่าต้องไปให้ถึง
ความหวัง คือ สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ไปถึงฝัน
แต่… ความจริง คือ สิ่งที่เราต้องลงมือทำ

โลกแห่งความฝัน เราอยากจะมีจะเป็นอะไรก็ได้ แต่เมื่อลงมือทำในโลกแห่งความจริงแล้ว เรามักจะหมดหวัง เพราะไม่เห็นเหมือนฝันเลยอ๊ะดิ ดังนั้นคำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจคือ เราแยกแยะมันออกหรือยังว่า เราต้องการจะทำอะไรกันแน่!

หลายๆคนที่อยากจะออกจากงาน มีความฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่กลับยังไม่รู้ว่าตัวเองควรทำธุรกิจอะไร? บางครั้งถามกลับ @TAXBugnoms ด้วยว่า “แล้วหนูควรทำธุรกิจอะไรดี” บางคนก็ดันตัดสินใจเร็ว ลาออกจากงานไปตายเอาดาบหน้า ทีนี้พอออกจากงานมาก็เคว้งคว้างซะงั้น

ดังนั้น ถ้าหากยังแยกไม่ออกว่า อะไรคือ ความฝัน ความหวัง ความจริง แนะนำว่าควรอยู่นิ่งๆกับตัวเอง เพื่อใช้เวลาคิดตัดสินใจให้ดีเสียก่อน

อย่าอิงกระแส แต่จงค้นหาตัวเองให้เจอ

การทำอะไรตามกระแสนั้นอยู่ได้ไม่นานก็เบื่อ แต่การทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเองนั้น รับประกันได้เลยว่าอยู่รอดตลอดไป เพราะงานที่เรารักนั้นคืองานที่เราอดทนทำมันได้ตลอดชีวิต ดังนั้นถ้าหากเราคิดว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นเป็นแค่เพียงกระแส แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่า มันจะรองรับชีวิตที่เหลืออยู่ในอนาคตได้ล่ะครับ?

อย่าละเมอว่าธุรกิจเป็นเรื่องง่ายๆ

ธุรกิจที่ง่ายทีสุด คือธุรกิจที่เลิกกิจการไปแล้ว…
ถ้าหากใครยังเป็นมนุษย์เงินเดือน ลองสังเกตดูครับว่าการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การหาลูกค้า การติดต่อเจ้าหนี้ การขอกู้เงินธนาคาร การดูแลลูกน้อง การบริหารจัดอื่นๆ รวมถึงรายละเอียดอีกมากมายที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้เพียงแค่ในตำรา

รู้ไหมครับว่า 9 ใน 10 ของธุรกิจมักปิดกิจการลงใน 5 ปีแรก และ 9 ใน 10 ของธุรกิจที่รอดมาจาก 5 ปีแรก ก็มักปิดกิจการลงใน 5 ปีถัดมา นั่นแปลว่ามีเพียงแค่ 1% ของธุรกิจเท่านั้นที่อยู่รอดได้ตลอด ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรเริ่มต้นจากการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ เพราะว่ามันอาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่า

ระวังตกม้าตายถ้าไม่ได้วางแผนการเงิน!

เมื่อเป็นมนุษย์เงินเดือน สิ่งที่เราได้รับคือ “รายได้” แต่เมื่อเป็นเจ้าของที่ธุรกิจ สิ่งที่เราได้รับคือ “รายได้” แต่สิ่งที่เราต้องการ คือ “กำไร” ดังนั้นถ้าหากคุณไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีสำหรับธุรกิจ ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีกำไรมันก็ไร้ประโยชน์

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของบัญชี ภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการเงินของธุรกิจ ถ้าเรายังไม่หัดเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไว้บ้างแล้วล่ะก็ อย่าเรียกตัวเองว่าพร้อมที่จะทำธุรกิจ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของ เงินทุนหมุนเวียนในตอนเริ่มต้น เนื่องจากเราต้องใช้เงินในการทำธุรกิจรวมถึงใช้จ่ายส่วนตัวไปพร้อมๆกัน ดังนั้นหากเกิดปัญหาด้านการเงินขึ้นขึ้นมา รับรองได้ว่าธุรกิจที่สร้างใหม่นั้นพร้อมจะล่มสลายในพริบตาเดียว

สุดท้ายนี้ ความฝันในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องแปลก และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไป แต่มันคงจะแปลกมากหากเรามีความฝันทั้งๆที่ยังไม่เคยเตรียมพร้อมอะไรสำหรับโลกแห่งความจริง ใช่ไหมครับ 🙂

เกษียณรวย เกษียณสบาย ด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบ Target Date Fund

 สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันที่คลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้งนะครับ ช่วงหลัง ๆ มานี้ ผมเริ่มได้รับคำถามที่ทำให้ผมประหลาดใจมาก ๆ คือ ผมเริ่มพบเจอคำถามใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ถามแค่ว่า ลงทุนกับกองทุนไหนดี (ประมาณว่าเห็นผมเป็นคนให้เลขเด็ดจึงมาขอหวยกัน)

แต่คำถามที่เข้ามานั้นเริ่มเป็นคำถามประมาณว่า ผมอายุ 28 แล้วต้องจัดพอร์ตอย่างไรดี ?, ลงทุนจากนี้ไปจนถึงเกษียณจะต้องใช้เงินลงทุนต่อเดือนเท่าไหร่ ? จึงมีเงิน 20 ล้าน, มีเงิน 200,000 บาทจะลงทุนด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ดีจึงได้ผลตอบแทน 6% ครับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินลงทุนมากขึ้น (น้ำตาจิไหล)

แสดงว่าหลัง ๆ มานี้ นักลงทุนหลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ และ การจัดพอร์ตการลงทุนมากขึ้นนั่นเองครับ แน่นอนว่าเป็นผลดีในระยะยาวมากกว่า มาถามผมว่า “กองทุนไหนดี ?” ทั้งนี้ที่ผมไม่อยากให้นักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุน ๆ ประเภทเดียวตลอดเวลา ก็เพราะว่าการลงทุนระยะยาว ๆ ถึงแม้ว่าจะช่วยลดความผันผวนของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้น ได้ก็ตามที

แต่ระหว่างทางเองการเลือกลงทุนในกองทุนประเภทเดียวก็มึความผันผวนอยู่มากครับ ใครใจไม่ถึงพอก็จะท้อใจไปก่อนก็มีครับ แต่การจัดพอร์ตการลงทุนอย่างถูกต้องเพื่อลงทุนระยะยาว และมีการปรับพอร์ตอย่างมีวินัย จะทำให้เราสามารถถึงเป้าหมายได้แบบสบายใจมากกว่าครับ

ในเรื่องความเสี่ยงเองหากเราจัดพอร์ตได้ดี ความเสี่ยงที่มีก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น ภาพนี้ครับ ซึ่งเป็นภาพที่ผมเองชอบเอามาประกอบการบรรยายบ่อย ๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่า การจัดพอร์ตการลงทุนระยะยาวจะทำให้ความเสี่ยงลดลงมาก ๆๆๆๆๆ กว่าการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ใด สินทรัพย์หนึ่งครับ

เช่น หากเราลงทุนในหุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50% ลงทุนไปเพียง 5 ปี โอกาสขาดทุนไม่มีแล้ว โอกาสที่จะผลตอบแทนที่น้อยที่สุดคือได้แค่ 1% (คนที่ได้นี่ถือว่าซวยสุด ๆ แล้วนะครับ) ซึ่งผมเชื่อว่าหากเราได้สินทรัพย์ที่ดีแน่นอนว่าจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอนครับ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจแล้วว่า การจัดพอร์ตลงทุนระยะยาวมันดีอย่างไร

คราวนี้เรามาดูเครื่องมือที่ผมคิดว่าเหมาะมากกับการลงทุนระยะยาว ช่วยลดภาษี แถมเงินให้อีกต่างหาก ซึ่งเครื่องมือนี้เราเรียกกันว่า “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นั่นเองครับ (Provident Fund หรือเรียกสั้น ๆ ว่า PVD)

ที่ผมต้องเลือก PVD มาเป็นตัวช่วยหลักของการเก็บเงินเกษียณนั้นก็เพราะว่า

  • หากเราเก็บเงินกับ PVD จะมีเงินสมทบจากนายจ้างสมทบมาให้อีก (บางที่ให้ 10% ถ้าเราทำงานทั้งปี เหมือนได้เงินโบนัสมาฟรี ๆ เพิ่มอีก 1 เดือนเลยนะครับ)
  • เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอแบบรายเดือน (Dollar Cost Average) ที่จะช่วยให้ความผันผวนลดลงระหว่างทางได้อีก
  • การหักเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นการวางแผนการเงิน และการใช้จ่ายได้อย่างดี (เงินเดือนเรา หากได้รับเต็มย่อมใช้หมดแน่นอน)
  • เดี๋ยวนี้ PVD สามารถที่จะจัดพอร์ตได้ตามใจของสมาชิกกองทุนแล้ว

เมื่อ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD)’ เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มากขนาดนี้

ถ้าหากเรามีการจัดพอร์ตที่ดีกับ PVD ย่อมทำให้เรามีเงินเกษียณพอใช้ไม่ยากแล้วละครับ

และถ้าพูดถึงการจัดพอร์ตการลงทุนหลาย ๆ คนชอบที่จะเปรียบเทียบว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงไป เหมือนแยกไข่ไว้หลาย ๆ ตะกร้า ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ (แค่ย้ำความเข้าใจ ไม่ได้จะโต้แย้งอะไรนะครับ 55+) แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของการจัดพอร์ตที่หลาย ๆ ท่านไม่ทราบ และไม่ค่อยให้ความสำคัญก็คือ ผลตอบแทน และความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุมันไม่เท่ากันน่ะสิครับ !!!

ผมเคยเจอบางคนวางแผนการลงทุนประมาณว่า ถ้าเราลงทุน 20,000 บาททุกเดือน ตั้งแต่เริ่มทำงาน ได้ผลตอบแทน 12% ไปจนถึงอายุ 60 ปี จะมีเงิน 20 ล้าน, 30 ล้าน ซึ่งเป็นการคิดเลขที่ตรงตัวเกินไปนิดหน่อย เพราะว่าวิธีนี้เป็นการคำนวนแบบคร่าว ๆ เท่านั้น ซึ่งพอเราต้องมีการวางแผนอย่างลงลึก และมีรายละเอียดมากขึ้น การคำนวนแบบนั้นอาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่

เพราะว่าในความเป็นจริง หากเราไม่มีการปรับลดความเสี่ยงลงตามช่วงอายุละก็ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หากเราเก็บเงินได้ตามเป้า 20 ล้านบาท (ลงทุนในกองทุนหุ้น 100% มาตลอดทาง) ปรากฏว่าปีที่เราเกษียณเกิดวิกฤตทางการเงินพอดี (โชคดีมาตลอด ซวยตอนจบ) เงินที่เราเก็บมาอาจจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือว่า 10 ล้านเท่านั้นเอง (หัวใจวายตายก่อนได้ใช้เงินอี๊ก)

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ระหว่างทางเราเองก็ควรที่จะมีการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงลง และการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงนี่แหละครับ ที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนน้อยลงได้ ยิ่งปีหลัง ๆ ที่อายุมากขึ้น ๆ

ซึ่งการที่จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับมากที่สุด แต่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด หรือว่าไม่สูงเกินกว่าที่จะรับได้ในแต่ละช่วงอายุนี่แหละครับ คือความยากกกกก ที่สุดของการบริหารเงินลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่จะเป็นเรื่องของ ศิลปะ ในการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยครับ

เห็นไหมครับว่า เรื่องที่เหมือนจะง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความยุ่งยาก เลยเป็นที่มาของปัญหาในการเลือกลงทุนกับ PVD ครับ เพราะว่า หลายคนเลยมีคำถามว่า ไม่รู้ว่าจะเลือกนโยบายลงทุนอย่างไร ไม่มีนโยบายการลงทุนให้เลือก นโยบายที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน ฯลฯ

แต่ว่าถ้าเราโชคดี ได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีระบบในการปรับพอร์ตตามอายุให้แบบอัตโนมัติ สมาชิกก็ไม่ต้องมานั่งเลือกแผนการลงทุนเอง ไม่ต้องมานั่งปรับพอร์ตการลงทุน ไม่ต้องมาคำนวณเองว่า อายุเท่านี้แล้ว ต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเท่าไหร่ และความเสี่ยงจะสูงเกินไปหรือไม่

เราเรียกกองทุนและบริการแบบนี้ว่า ‘Target Date Fund’ หรือ ‘กองทุนสมดุลตามอายุ’ครับ

ซึ่งในปัจจุบัน บลจ. ที่ให้บริการก็ยังมีไม่มากครับ ผมเลยจะขอยกตัวอย่าง กองทุน PVD ของ CIMB-Principal ที่เป็นผู้จัดทำ Target Date Fund แบบนี้ขึ้นมานะครับ

กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ภาค 2

หลังจากที่เรารู้เรื่องกองทุน FIF จากภาคแรกกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจกันดีกว่าครับ

กองทุนที่ผมเลือกมาในวันนี้เป็นกองทุนในฝั่งของยุโรปครับ เนื่องจากกว่าช่วงปีที่แล้ว และผมคาดการณ์ว่าปีนี้น่าจะเป็นปีทองของกองทุนยุโรปอีกปีครับ

เนื่องจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวของยุโรป และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเช่น สหรัฐ และญี่ปุ่นด้วย

ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ มีผลกำไรมากขึ้นและสุดท้ายจะสะท้อนไปยังราคาหุ้นนั่่นเองครับ ซึ่งถ้าใครได้ลงทุนไปในกองทุนยุโรปในปีที่แล้วผมเชื่อว่าจะได้กำไรมากกว่าลงทุนในกองทุนหุ้นไทยบางกองซะอีก

เรามาพบกับกองทุน 6 กองทุนที่น่าสนใจกันนะครับ

1. Aberdeen European

2. Euro high Dividend

3. KTAM European Equity

4. KF Europe และ 5.  K Europe (มีกองทุน Master Fund ตัวเดียวกันครับ)

6. European Growth Trigger

โดยมี Master Fund ที่แตกต่างกันตามตารางด้านล่างนี้ครับ

โดยกองทุนทั้งหมดจะเป็นกองทุนแบบ Feeder Fund หรือกองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศแบบกองเดี่ยวนะครับ แต่จะมีกองทุน European Growth Tricker Fund ที่เป็น กองทุน Target Fund ครับ ถึงแม้จะเป็นกองทุนปิด แต่ก็มีผลตอบแทนและ การดำเนินงานของกองทุนที่น่าสนใจครับ (ยังสงสัยว่าทำไมไม่ทำเป็นกองทุนเปิดซะนี่)

จากผลตอบแทนย้อนหลังเราจะเห็นได้ว่ากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดคือ Invesco ครับ โดยทำได้ดีเกือบทุก ๆ ช่วงปี ไม่ว่าจะเป็น 1 ,3 ,5 ปีย้อนหลังเลยทีเดียวครับ แต่กองทุนอื่น ๆ ก็ทำได้ดีเช่นกันนะครับ เพียงแต่ว่าอาจจะดูไม่ พุ่งรุนแรงเหมือนของ Invesco ครับ

อ๊ะ อ๊ะ แต่อย่าลืมว่าเราต้องดูความสม่ำเสมอของกองทุนด้วย จำได้ไหมครับถ้าจำไม่ได้ละก็ผมจะอธิบายซ้ำอีกครั้งนึง
โปรดฟังอีกครั้ง ผม copy มาจากบทความ ผ่ากองทุน LTF เลยนะครับ ไปตามอ่านย้อนหลังกันได้ครับ

“สิ่งที่เราพอจะดูได้ว่ากองทุนนั้นให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอรึเปล่านั้นก็คือ Rolling Returns ครับ” (คล้าย ๆ วงดนตรีรึเปล่า….นั่นมัน Rolling Stone !!! ) ไอ้เจ้า Rolling Returns นั้นคืออะไร ผมจะอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

จุดแต่ละจุดที่ท่านเห็นในกราฟด้านล่างนั้น คือ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปี 1 เดือน ครับ ดังนั้น แต่ละจุดนั้นจะบอกเรื่องราวของการลงทุนที่มากกว่า แค่ว่ากองทุนให้ผลตอบแทนในแต่ละปีเท่าไหร่ครับ

จุด 1 จุดที่เราเห็นจะแสดงให้เราเห็นว่า การลงทุนย้อนไป 3 ปีนั้นกองทุนทำงานได้ดีแค่ไหนครับ ดังนั้นถ้าเราเห็นกราฟที่จุดแต่ละจุดไม่ แกว่งขึ้นลงมากนัก ก็แสดงว่าผลตอบแทนที่เราได้ค่อนข้างที่จะสม่ำเสมอ กว่าเส้นกราฟที่แต่ละจุดนั้นขึ้น ๆ ลง ๆ ครับ 

เราจะเห็นได้ว่าถึงแม้กองทุนของ Invesco จะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไหร่ครับ
กองทุนที่ทำผลตอบแทนสม่ำเสมอได้ดีก็คือกองทุนของ  Franklin European Growth Fund , Allianz Europe Equity Growth และ Aberdeen Global – European Equity Fund นั่นเองครับ

คราวนี้เราก็มาดูว่า ถ้ากองทุนติดลบมาก ๆ ท่านนักลงทุนทั้งหลายจะพอใจกับกองทุนไหนกันครับ ถ้ารับขาดทุนได้มาก และอยากได้กำไรสูง ๆ ผมก็ขอแนะนำกองทุน Invesco ครับ แต่ถ้ารับขาดทุนมากไม่ได้ ผมว่าลองเข้าไปศึกษากองทุน  Franklin European Growth Fund , Allianz Europe Equity Growth จะดีกว่าครับ

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหุ้น แน่นอนว่าเราจะเห็นการขาดทุนสูงสุดได้ถึง 15 % – 40 % เลยละครับ (ขึ้นกับแต่ละกองทุน)

ส่วนค่าทางสถิติต่าง ๆ ผมได้รวบรวมมาให้ทุกท่านแล้วครับ ตามด้านล่างนี้เลย แต่ถ้าสำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ดูที่ค่า Sharpe Ratio ครับ

ซึ่งก็คือ ถ้าความเสี่ยงที่เท่ากันแล้ว กองทุนไหนจะให้ผลตอบแทนที่มากกว่ากันนั้นเองครับ ซึ่งค่านี้ ถ้ายิ่งมากก็จะยิ่งดีครับ (อย่าลืมไปอ่านบทความผ่ากองทุน LTF นะครับ มีอธิบายไว้ครับ)

กองทุนที่ได้ค่า Sharpe Ratio สูงสุดคือ กองทุนของ Invesco ซึ่งแสดงว่า กองทุนนี้ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ก็มี ผลตอบแทนสูงจนทำให้คุ้มค่าต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงครับ

ส่วนวันนี้ผมจะแนะนำให้รู้จักกับค่าทางสถิติอีกนึงตัว ( เราเจอกันแต่ละครั้ง มือใหม่ทุกคนต้องเก่งขึ้นครับ 55+) คือ ค่า Alpha ครับ

จริง ๆ ไอ้ค่า Alpha ถ้าจะอธิบายคงยืดยาว แต่เอาเป็นว่าคุยกันง่าย ๆ สั้น ๆ ละกันครับ ว่า Alpha นี้คือค่าที่บอกว่า ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในกองทุนนั้นทำได้ดี หรือ มากกว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนโดยตรงตามทฤษฎี(ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดอยู่กี่ % ครับ) เช่น ค่า Alpha 4 % หมายความว่า กองทุนที่เราลงทุนอยู่ให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนทางตรงตามตลาดอยู่ 4 % ดังนั้น ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ให้ค่า Alpha มากๆ ก็จะดีกว่า และเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่ากองทุนนั้นมีการบริหารจัดการได้ดีครับ จนทำให้มีค่า Alpha เยอะครับ

และกองทุนที่ได้ค่า Alpha สูงสุดก็คือ Invesco อีกแล้วครับท่าน

ต่อมาเรามดู สไตล์การลงทุนกันดีกว่าครับว่าใครเป็นอย่างไรบ้าง

1. จุดเขียวคือกองทุน Aberdeen Global European กองทุนนี้จะเน้นการลงทุนไปที่หุ้น ที่มีความมั่นคง และ เป็นหุ้นเติบโตพอ ๆ กันครับ และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ของยุโรป

2. จุดน้ำเงินคือ กองทุน Allianz Europen Equity กองทุนนี้จะเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ และเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของธุรกิจสูงมาก

3. จุดเหลืองคือ กองทุน ING invest Euro Hi Dividend จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ากองทุนนี้จะเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่และมีปันผล เพราะชื่อกองทุนก็บอกอยูแล้วว่ามีนโยบายปันผลสูงด้วยครับ (High Dividend) ซึ่งถ้าชอบปันผลดี ๆ ละก็ต้องกองทุนตัวนี้เลยครับ

4. จุดฟ้าคือ กองทุน Invesco Cont European Sm Cp ส่วนกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนไปที่หุ้นขนาดเล็ก ที่มีทั้งหุ้นปันผล และหุ้นเติบโตอยู่ในกองทุนครับ

5. จุดแดงคือ กองทุน Franklin European Growth กองทุนนี้จะเน้นไปที่หุ้นขนาดกลาง และก็มีโอกาสเติบโตของธุรกิจสูงครับ

ซึ่งผมจะเน้นย้ำเสมอว่า แม้ว่ากองทุนจะมี สไตล์การดำเนินงานต่างกัน แต่ก็สามารถที่จะมีผลตอบแทนสูงได้พอ ๆ กันครับ อันนี้ขึ้นกับว่าใครชอบสไตล์แบบไหนครับ

แต่มีจุดสังเกตนิดนึงครับ จากการที่ผมดูกองทุนมาสักพัก จะเห็นว่ากองทุนไหนก็ตามที่ลงทุนในหุ้นขนา

จากใจเจ๊ การออมหุ้นแบบตุ๊ด

เนื่องจากนังเกย์แมนมันมาตีมออมหุ้น เจ๊คิดว่าตุ๊ดระดับแนวหน้าเมืองไทยอย่างดิฉันก็ออมได้เหมือนกันนะคะ

นังเกย์แมนบอกว่ามันอยู่ที่ Mindset

Mindset แปลว่าอะไรค่ะเธอ กุโง่ภาษาอังกฤษ เปิดพจนานุกรมตั้งนาน ดวก คือมันเป็นแนวทางการคิดของพวกหล่อนค่ะ คือว่าหุ้นมันผันผวนจวนเจี้ยวมากเลยนะคะ ถ้าวิธีคิดในการลงทุนพวกหล่อนถูก ก็รวยได้ค่ะ

ออมหุ้นอย่างไร?

จริงๆมันก็มีกระบวนการไม่กี่อย่างหรอกค่ะ พวกหล่อนต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้รายกับว่า หล่อนต้องเอาเงินที่เจียดมาในแต่ละเดือน ไปลงทุนเท่าๆกัน คือถ้าหล่อนไปฝากเงินในธนาคาร 1000 บาทต่อเดือน 1 ปี หล่อนจะได้ 12,000 บาท ใช่ไหมค่ะ แต่หุ้นมันจะให้เป็นจำนวนหุ้นค่ะ ราคาหุ้นแต่ละวินาทีมันจะไม่เท่ากัน หล่อนเอา 1,000 บาทไปซื้อ ที่ 10 บาท กับ 9 บาท ก็ได้หุ้นไม่เท่ากัน

ชะนีถาม “แล้วซื้อตอนมันถูกไม่ดีกว่าหรอค่ะเจ๊?”

เจ๊ตอบ “หล่อนสะสมไปเถอะค่ะเพราะหล่อนไม่รู้เมื่อไหร่จะถูกเมื่อไหร่จะแพง เอาเงินปันผลค่ะเธอ ปันผล”

ออมกับอะไรได้บ้าง?

ในชีวิตนี้เจ๊ออมแม้งหมดเลยค่ะ ออมเงิน ออมหุ้น ออมกองทุน ออม LTF ออม RMF ออมหวย ออมสลากออมสินออมไปเถอะคะ ออมไปเลยยยยยยยยย แต่ขออย่างเดียวค่ะ อย่าไปออมหุ้นเน่า หุ้นเน่าเป็นอย่างไร กรุณา Search Google แล้วจะทราบค่ะ

สิทธิพิเศษที่ตุ๊ดจะได้จากการออมหุ้นและ LTF

กะเทยทุกคนสามารถได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีของ LTF และการคิดเครดิตภาษีเงินปันผลจากหุ้นค่ะ ออมแล้วลดภาษีได้ค่ะ

ส่วนสถานะการเป็นตุ๊ดไม่มีสิทธิใดๆทางกฎหมายที่จะนำไปลดหย่อนภาษีได้ค่ะ ยกเว้นกฎอัยการศึกที่ประกาศจะสั่งแก้ไขกฎหมายให้ตุ๊ดมีสิทธิพิเศษได้ค่ะ

ใช่ค่ะ นังเกย์แมนกล่าวไว้ว่า วินัย และ วิธีคิด (Mindset ที่กุแปลไม่ออกเนี่ย) 

มันเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ถ้าคิดดีแล้ว เลือกหุ้นดีแล้ว วินัย วิธีคิด เป๊ะ อมเลยค่ะที่รัก

โทษค่ะ… ออม ไม่ใช่ อม อยากรู้อะไรถามเจ๊นะค่ะ เจ๊ตอบไม่ได้ก็จะไม่ตอบค่ะ

กองทุนแนะนำก่อนสิ้นเดือน

ก่อนจะสิ้นเดือน (เหมือนจะสิ้นใจ) เราเอาเงินมาลงทุนกันดีไหมครับ ?

ในช่วงสิ้นเดือนแบบนี้มีกองทุนดี ๆ ที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันครับ

โดยกองทุน KF-HEALTHD ผมได้พูดไว้แล้วในคราวก่อน ท่านไหนที่ยังไม่ได้อ่าน ก็กดเข้าไปดูได้ที่นี้ครับ

แต่วันนี้ผมเพิ่มเติมให้อีก 2 กองทุนครับ คือ

กองทุน ทาร์เก็ต หรือ Trigger Fund Europe ของกสิกร

ที่ผมบอกว่าน่าสนใจก็เพราะว่ากองทุนนี้ ฉวยโอกาสในช่วงจังหวะที่ เศรษฐกิจยุโรปกำลังปรับตัวดีขึ้นครับ ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากระทบบ้าง แต่กระแสหลักก็ยังคงไปได้ดีในระยะยาวครับ ลองไปดูรายละเอียดกองทุนแบบคราว ๆ กันครับ

โดย กองทุน KEET1 จะลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศ คือ “กองทุน iShares STOXX Europe 600 (DE) (ประกอบไปด้วยหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นยุโรปทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กจำนวน 600 หุ้น จาก 18 ประเทศทั่วทวีปยุโรป) บริหารจัดการโดย iShares  ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำในกลุ่มกองทุน ETF (Exchange Traded Fund) รายใหญ่ที่สุดในโลก” ทั้งนี้แสดงว่าเป็นกองทุนแบบ Passive Fund ที่ติดตามดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปนั้นเองครับ ใครไม่รู้จัก Passive Fund กดอ่านที่นี่ครับ

โดยกองทุนนี้มีการคาดการณ์ว่า สามารถเติบโตได้ถึง 12% นอกจากนี้ระดับราคาหุ้นยุโรปปัจจุบันค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีค่า Forward P/E อยู่ที่ 15.5 เท่า เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.1 เท่า ครับเรียกได้ว่าหุ้นส่วนใหญ่ในยุโรปยังราคาถูกอยู่นั่นเองครับ

แต่ทั้งนี้กองทุนแบบนี้ก็มีความเสี่ยงนะครับ เนื่องจากกองทุนอาจจะไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้เช่นกันครับ เนื่องจากกองทุนทริกเกอร์เป็นกองทุนที่จะบอกเป้าหมายให้เราครับ ว่าถ้าได้กำไรตามเป้าหมายแล้วจะขายหน่วยลงทุนคืนกลับมาให้ทันทีครับ แต่กองทุนเหล่านี้ไม่ได้บอกนะครับ ว่าถ้าขาดทุนแล้วจะขายคืนให้เราเมื่อไหร่ครับ แสดงว่าเป็นกองทุนที่ Limit Gain แต่ไม่ได้ Limit Lose ให้เรานะครับ อันนี้ตัองระวังกันด้วยนะครับ

ท่าานไหนสนใจก็ติดต่อที่ บลจ. กสิกรได้เลยครับ
http://www.kasikornasset.com/TH/Pages/Default.aspx

เรามาต่อกันด้วยกองทุนที่ 2 กันครับ 

แต่กองทุนนี้ไม่ได้อยู่ในตารางนะครับ แต่เนื่องจากผมเห็นว่าเป็นกองทุน AI ที่น่าสนใจครับ (หลายท่านคง งง ว่า AI คืออะไร)

กองทุน AI (Accredited Investor) คือ กองทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited investors)ที่มีศักยภาพในการดูแลตนเอง ที่มุ่งหวังผลตอบแทนที่ดีและยอมรับความเสี่ยงของการลงทุนได้ในระดับสูงนะครับ และต้องมีเงินลงทุนสูง เป็นที่มาของขั้นต่ำที่แพงครับ

คราวนี้เรามาดูรายละเอียดกองทุนกันครับ

กองทุนเปิดฟิลลิปตราสารหนี้ เอไอ 
Phillip Fixed Income Accredited Investors Fund : PFIXAI3M1

โดยมีการประมาณการอัตราผลตอบแทน  4.00% ต่อปี มูลค่าขั้นต่ำการซื้อ 500,000 บาท อายุกองทุนประมาณ 3 เดือน เสนอขายกองทุนประมาณวันที่  29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2557

ถือว่าเป็นกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูงเลยทีเดียวครับ เมื่อเทียบกับกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป โดยการลงทุนจะเน้นไปที่ ตราสารหนี้ที่ไม่มี rating โดยส่วนใหญ่จะออกโดยบริษัทต่าง ๆ ดังรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

ดังนั้นถึงกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเหมือนกันครับ แต่ที่ผมบอกว่าน่าสนใจก็เพราะว่า อายุกองทุนนั้นสั้นมากครับ

คือ โอกาสที่จะโดนเบี้ยวไม่จ่ายเงินมีค่อนข้างน้อยครับ เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่มีอายุยาว ๆ ครับ 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์นี้ครับ 02 -635-1700ต่อ 774 

ท่านผู้อ่านชอบกองทุนไหนก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนกันนะครับ ^_^

วันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีครับ 

สงครามการแข่งขัน เมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่ E-Commerce รุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาด E-Commerce เป็นตลาดที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา และดูท่าจะทวีความร้อนแรงขึ้นไปอีกเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon เปิดตัว Prime Now บริการขนส่งด่วนในสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นเขตของ Alibaba เจ้าพ่อ E-Commerce จากแผ่นดินใหญ่  

แต่ผลกระทบที่ตามมาคืออะไร สำหรับ E-Commerce รายอื่นจะมีความกังวลเรื่องนี้หรือไม่ ลองมาสังเกตการณ์กัน

พบกับ Rosanita Ali แม่บ้านวัย 49 ที่ว่างงานมากว่า 10 ปี จนกระทั่งตอนนี้ ที่ผันตัวเธอทำงานเป็น “Bee” พนักงานฟรีแลนซ์ของ e-commerce สัญชาติสิงคโปร์นาม Honestbee

Rosanita ใช้เวลาในแต่ละวันของเธอเลือกซื้ออาหารและสิ่งของต่างๆเพื่อคนที่สั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชัน Honestbee

“มันทำให้ฉันมีความยืดหยุ่นในการทำงานเมื่อฉันต้องการ” เธอเล่าระหว่างเดินไปเดินมาในซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อเลือกซื้อผักผลไม้ “และฉันก็ได้เงินดีด้วย” 

Rosanita กล่าวว่าเธอสามารถทำเงินได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ 100 ดอลลาร์ (3325 บาท) โดยทำงานเพียงสองชั่วโมงต่อวัน แต่เธอก็สามารถทำได้มากกว่านั้นหากต้องการ เพราะออเดอร์ที่มาจากลูกค้ามีอยู่ตลอด

“จากการสังเกตผ่านสินค้าที่ถูกซื้อ ลูกค้าในแถบนี้กำลังแสวงหาประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น” Joel Sng ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Honestbee ให้สัมภาษณ์ในออฟฟิศของเขาที่สิงคโปร์ เขาสร้างธุรกิจนี้จากความว่างเปล่าเมื่อสองปีก่อนที่สิงคโปร์นี่ ปัจจุบันมันขยายไปถึงแปดแห่งในเอเชียแปซิฟิก

นาย Sng กล่าวว่าบริษัทสามารถทำกำไรได้หากต้องการดึงเงินออกมาใช้จริงๆ แต่เขาอยากเน้นเรื่องการเติบโตมากกว่า เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น เพราะปัจจุบันมีผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแค่ 2% และส่วนใหญ่มีอายุน้อย

“ทางเดียวที่มันจะไปต่อคือเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น” Joel Sng กล่าว

สิ่งที่นาย Sng พูดนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแต่อย่างใด

ข้อมูลของ Google และ Temasek แจ้งว่า e-commerce ในเขตนี้เติบโตขึ้นและคาดว่าจะพุ่งเป็นจรวดในอีกไม่กี่ปี จาก 5 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ (1.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 เป็น 8 หมื่น 8 พันล้านดอลลาร์ (2.9 ล้านล้านบาท) ใน 2025

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ E-Commerce รายใหญ่อย่าง Amazon เลือกจะเปิดตัว Prime Now ในสิงคโปร์เมื่อเดือนผ่านมา

Amazon Prime Now ตั้งอยู่ในพื้นที่หนึ่งแสนตารางฟุต (9290 ตารางเมตร) ในสิงคโปร์ ถือเป็นโกดังที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมือง และมีนโยบายว่าจะส่งของทุกอย่างภายในสองชั่วโมงตั้งแต่ไข่ไปจนถึงรถเข็นเด็ก

“สิงคโปร์คือที่ๆเหมาะสำหรับการเปิดตัวธุรกิจทุกอย่าง” Henry Low ผู้อำนวยการของ amazon prime สิงคโปร์กล่าว “ลูกค้าของสิงคโปร์นั้นยุ่งมาก พวกเขาชอบการซื้อขายและอยากให้มีของหลากหลาย และนั่นตรงกับข้อเสนอของเราอย่างแน่นอน”

แต่สิงคโปร์ก็ไม่ใช่ที่สุด มันเป็นตลาดเล็กๆที่มีคนแค่ห้าล้านคน การขยายตลาดต่างหากที่สำคัญ เพื่อก้าวไปสู่ตลาดที่มีคนกว่า 600 ล้านคน

Amazon ไม่ได้เปิดเผยว่าแผนของพวกเขาในตอนนี้ แต่ต่อจากสิงคโปร์ ออสเตรเลียคือเป้าหมายถัดไปแน่นอน สัญญาณของ Amazon ชัดเจนมาก

แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆในสิงคโปร์และออสเตรเลียอาจทำไม่ได้ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“มันเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับพวกเราเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานในบางประเทศ เรากำลังพูดถึงประเทศอย่างอินโดนนีเซียและไทย” Ajay Sunder ผู้สังเกตการณ์ด้านเทคโนโลยี จาก consultancy Frost & Sullivan กล่าว “หนึ่งในปัญหาคือการชำระเงิน การจ่ายเงินปลายทาง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่นั่นล่ะประเด็น”

ในขณะที่ประเทศอย่างสิงคโปร์มีระบบจ่ายเงินที่รองรับ E-Commerce อยู่แล้ว และลูกค้าสะดวกที่จะจ่ายเงินออนไลน์ แต่ประเทศอื่นไม่ใช่

ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องพึ่งพาระบบเก็บเงินที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า และเสี่ยงต่อการโกงมากกว่า แถมเป็นพื้นที่การแข่งขันที่ดุเดือดด้วย เพราะ Lazada ที่ถูกซื้อโดย Alibaba ได้ครองพื้นที่นี้ไว้แล้ว โดยมี Redmart ในสิงคโปร์เป็นตัวชูโรง

Alibaba ได้ทำการลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้าในพื้นที่ และยังช่วยในการสร้างเขตการค้าเสรีดิจิตอลแห่งแรกของโลกที่มาเลเซียอีก รวมไปถึงบอสของ Alibaba Jack Ma ได้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจดิจิตอลให้มาเซียเมื่อปีที่แล้ว เพื่อวางแผนในการพัฒนา E-Commerce ในประเทศ

ยังมีคนอีกมากมายที่เป็นเจ้าของธุรกิจประเภทเดียวกันในภูมิภาคนี้ แต่นาย sunder ไม่ได้คิดว่านั่นจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด

“E-commerce เป็นเกมที่จะเหลือผู้อยู่รอดเพียงรายเดียวเสมอมา” Ajay Sunder กล่าว “เราคาดว่าจะมีการควบรวมกิจการในปีหน้า ซึ่งจะได้เห็นผู้เล่นรายเล็กๆได้รับการสนับสนุนจากผู้เล่นระดับภูมิภาค หรือใหญ่กว่านั้น”

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงสำหรับคนทำงานอย่าง Rosanita หรือคนอื่นๆ ในตอนนี้ 

เธอทำงานของเธอสำเร็จโดยการซื้อผลไม้และผักสด ก่อนจะเลือกคนขับเพื่อส่งของให้ไปให้ลูกค้า

ในขณะที่ E-Commerce ระดับภูมิภาคยังอยู่ในระหว่างการเติบโตและคลุมเครือ การแข่งขันทุกอย่างจะทำให้ราคาของมันถูกลงเรื่อยๆ 

และนั่นหมายถึงสิ่งหนึ่งที่แน่นอน…ลูกค้าคือผู้ชนะ

Source :

http://www.bbc.com/news/business-40813092  

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save