เหตุผลที่คนทำขายตรง ไม่มีวันประสบความสำเร็จ!!

วันนี้กรุหงุดหงิดมากสัส มีเพื่อนสมัยกรุยังวัยเยาว์โทรมาชวนกรุไปทำธุรกิจกับแม่ม สัสแม่มบอกกรุว่าธุรกิจ Wellness กรุฟังไปฟังมาอยากจะด่าแม่มไอ้เวร สัสแม่มทำขายตรงยี่ห้อนึงเป็นสินค้าสุขภาพ กรุจะไม่ลงรายละเอียดละกันสัส เพราะกรุด่าแม่มไปแล้ว

ทีนี้กรุนั่งอยู่ในรถแทกซี่ไง พี่แทกซี่แกบอกกรุว่า “เนี่ยพี่ก็เคยทำ” กรุเลยสัมภาษณ์ความเห็นพี่แกมาให้พวกมรุงฟัง บวกกับความคิดเห็นส่วนตัวกรุเป็นพักๆ เผื่อพวกที่ทำขายตรงหรือ MLM หรือ M&M หรืออะไรพวกนี้มาอ่าน ก็มาบอกกรุด้วยนะสัสว่ามันจริงไหม แต่ขอให้เถียงกรุด้วยเหตุผล อย่าดิ้นกันมากสัส #กรุไม่ใช่ผับถึงแม้แม่มจะปิดหลังเคอร์ฟิวแล้วก็ตาม

ข้อแรก แม่มง่าวไม่กล้าบอกว่าตัวเองทำอะไร

สัสกรุตลกมากเลยที่พวกมรุง โทรมาแล้วขอให้กรุไปฟัง ไปคุย ไปวิเคราะห์วิแคะ ชวนไปแดร๊กส์ข้าวสัมมนาต่างๆ โดยที่พวกมรุงไม่กล้าบอกว่า “ตัวเองทำอาชีพอะไร” สัสความน่าภูมิใจในอาชีพมรุงยังไม่มีเลยดวกส์ แล้วมรุงคิดว่าคนจะเชื่อถือมรุงหรอวะสัส หรือว่ามันเป็นกฎข้อห้ามในการทำอาชีพนี้ บอกไปแล้วพ่องตายทันทีเลยบอกไม่ได้วะสัส ‪#‎อุ๊ยกรุเขียม‬

ข้อสอง แม่มเอามิตรภาพมาแลกเงิน

“กว่าจะรู้ใจกัน มันก็นานแสนนาน กว่าจะมาเป็นเพื่อนกัน ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน” พวกมรุงเคยฟังเพลงนี้ไหมสัส กรุสงสัยมากว่าพวกมรุงคิดยังไงวะสัส ที่เอาความเป็นเพื่อนมาทำธุรกิจ อย่างไอ้เพื่อนกรุนี่แม่มโทรมาคุยด้วยความตั้งใจ กรุอุตส่าห์ดีใจนึกว่าแม่มคิดถึง เปล่าเลยสัส แม่มโทรมาชวนกรุทำขายตรง สัสดวกมรุงคิดอะไรของมรุงอยู่วะ มรุงเปิดหนังสือรุ่นแล้วจิ้มโทรหาสินะ

กรุจะบอกให้นะสัส คนทุกคนแม่มอยากได้เงินแหละสัส แต่ถ้ามรุงเริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน มรุงคิดจะขายของกับเพื่อน นี่คือสิ่งแรกที่ทำให้คนแม่มรู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วใครจะไว้ใจมรุงวะ กรุรู้จักระดับเทพคนหนึ่ง แม่มไม่เคยบอกว่าแม่มทำขายตรงให้กรุฟังเลยนะสัส แต่มรุงรู้ไหมสัส คนเห็นแม่มประสบความสำเร็จ แม่มเลยสนใจว่าเค้าจะทำอะไร และนี่คือหนทางเดียวที่เพื่อนจะเปิดใจหามรุงไงดวกสสส์

ข้อสาม แม่มกระจอกไม่มีสังคมที่ดีกว่า

ระบบของการขายตรงมันจ่ายเป็นลำดับขั้นไงสัส คนเข้าก่อนแม่มได้เปรียบ มรุงต้องหาคนมาต่อเส้นของมรุงให้เป็นดาวน์ไลน์ควายธนู แต่เพราะมรุงแม่มกระจอกไงสัส มรุงเลยต้องไปหาดาวน์ไลน์ที่เป็นเพื่อนๆ ลูกน้อง ลูกหาบ คนในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า คำถามคือมรุงคิดหรอวะว่า คนเหล่านี้จะทำให้มรุงเจริญขึ้น ไม่เลยสัส ถ้ามรุงอยากจะสำเร็จ มรุงต้องวิ่งหาสังคมใหม่ คนที่กว้างใหญ่ไพศาลหรือมีฐานะทางสังคมที่ดีกว่า แต่เพราะมรุงแม่มตื้นเขินสัสๆ มรุงเลยหาแดรกส์ได้แค่คนรอบตัวไงสัส และนั่นคือเหตุผลที่คนอย่างพวกมรุงวนเวียนได้แค่นี้

ข้อสี่ แม่มไม่มีความรู้ในสินค้าที่ตัวเองขาย

มีบางคนแม่มไม่รู้เลยว่า สินค้าหลักของบริษัทที่แม่มทำอยู่เนี่ยคืออะไร? แม่มมาหาแต่คนซื้อของยกชุด อย่าให้กรุแฉนะสัส เดี๋ยวกรุขึ้น แต่กรุจะบอกไว้เลยสัส เพราะพวกแม่มนี่แหละทำให้ระบบมันเสีย มรุงไม่มีแม้แต่สกิลโนฮาวในธุรกิจของมรุง มีแต่โนวันบัทพลีสบายมีฟอร์มันนี่สินะสัส

ข้อสุดท้าย แม่มบ้าอิสรภาพการเงิน

ช่วงนี้แม่มมีกระแส คราวนี้แม่มอยากจะมีอิสรภาพทางการเงินกันใหญ่ อาชีพนี้แหละแม่มเป็นอาชีพที่ดีคูลเจ๋งเฮงสัส แต่ขอโทษทีนะสัส คนประสบความสำเร็จด้านนี้มันต้องมองอะไรสูงกว่าเงิน กรุเห็นมาเยอะแล้วสัส อิสรภาพทางการเงินของพวกมรุงน่ะ แม่มมีลูกน้องป้ากรุคนหนึ่งลาออกจากงานไปยี่สิบกว่าปีเพื่อไปขายของพวกนี้แหละสัส ทุกวันนี้แม่มโทรมาขอยืมเงินป้ากรุตลอด หนี้เก่าแม่มก็ไม่ใช่ สัสนี่สินะอิสรภาพที่พวกมรุงค้นหา

แค่นี้แหละสัส ที่กรุอยากจะบอกความรู้สึกให้พวกมรุงฟังเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็บอกมา ส่วนตอนนี้เมียกรุใช้ให้ไปซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์ก่อน เดี๋ยวกรุกลับมาใหม่คงพอดีผ้าที่ตากไว้แม่มแห้ง กรุจะได้รีดสักที แม่มฝนตกมาหลายวันเมียกรุไม่มีชุดใหม่ใส่ น่าสงสารแม่มสัส

ปล. มีมุขจากทางบ้านมาฝากด้วยว่ะ ก่อนลากันไป

รักครั้งแรกกรุ โทรมาหากรุ บอกตามหาเบอร์กรุมานานจากเพื่อนๆ เพื่อจะบอกว่า… คิดถึงจอยมาก และอยากมอบสิ่งดีๆให้จอย ด้วยธุรกิจตัวหนึ่ง….

[ออมหุ้น] ตอนที่ 2 เม่ากับสารในตลาดหุ้น

บทความนี้เป็นตอนที่ 2 เกี่ยวกับชีวิตผมกว่าที่จะมาเป็นนักออมหุ้นนะครับ

เมื่อก่อนเนี่ยเป็นเม่าแท้ๆเลย เล่นสั้น ขึ้นไม่ขาย ดอยเก็บ พ้นดอยรีบขาย

ชีวิตตัวเองเล่นอยู่ในกรอบการลงทุนระยะเวลาสั้นๆ เห็นหุ้นตัวนึง 7 – 10 บาท

แล้วก็คิดว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไป เล่นรอบสนุกมากๆเลยเพคะ

ชอบอะ กำไร ใครๆก็อยากเล่นหุ้นได้เงิน ได้ 1,000 บาทก็กินบุฟเฟ่ได้ละ

ถ้าได้มากกว่านั้นก็พาแฟน พาพ่อแม่ไปกินข้าวข้างนอกบ้านได้อีก 

(แต่แฟนมักจะบ่อยกว่าพ่อแม่เสมอล่ะ รู้…)

สมัยก่อนผมเป็นพวกที่พยายามหาหนทางในการทำกำไรตลอดเวลา

และข้อมูลที่พอจะหาได้มันก็ไม่พ้นเรื่องการ อ่านข่าว ฟังข่าว ถามอิเกจิที่ดอยด้วยกัน

ข่าวที่หาง่ายที่สุดก็คือมาจาก SMS ของโบรกเกอร์ที่ให้บริการเราอยู่

โบรกเกอร์ที่เราใช้บริการก็ไม่ใช่ใครหรอก เพื่อนผมนี่เองแหระ 

เพื่อนผมก็ให้ผมสมัคร SMS ตอนนั้น ผมก็เล่นตามข่าวที่เขาให้มาสิ! 

อุ้ย ตอนนั้นคิดว่าเล่นหุ้นง่ายจะตาย มีคนมาบอกหุ้น

ไม่ดีหร๊ออออออออออออออออออออ เล่นตามก็รวยได้ (คิดงี้)

ประสบการณ์ครั้งที่ชีวิตตัวเองตลกที่สุดก็คือการเอาเงินจำนวนมากๆไปซื้อตาม

จำได้เลยว่าตอนนั้น โบรกแห่งหนึ่งที่เราใช้บริการอยู่เขาแจ้งให้เราสะสมหุ้นหนึ่ง

สมมติชื่อแล้วกันว่ามันคือหุ้น MAJERDOI (มาเจอดอย)

ตอนนั้นกราฟมันประมาณแบบนี้ แบบ ดูไม่เป็นหรอก อุ๊ยตายยยยย กำลังขึ้นหราาาา

ทำไมโบรกใจดีจังเลย ส่งข่าววงในมาบอกด้วย 

“We recommend BUY MAJERDOI”

(เราแนะนำให้ซื้อ MAJERDOI นะค๊ะที่รั๊กกกก)

เราก็ซื้อจ้า…. รวยแบบนี้ทำไมไม่ซื้อ…. อ่ะลงไปเลย 50,000 บาท

วันต่อๆมา มันก็มาอยู่ในลักษณะแบบนี้อ่ะ 

ดอยไหมจ้าาาาาาาา!!!! ไอเราก็กลัวจริงๆว่าจะซื้อต่อดีไหม รุ่งเช้าก็ได้ SMS มาอีก

“We recommend to accumulate BUY MAJERDOI”

(เราแนะนำสะสมหุ้น MAJERDOI เพิ่มครัชชช)

อุ้ยยยย เขาบอกมาแบบนี้ทำไมไม่ซื้อหล่ะ ยังสะสมได้นะ ก็เลยซื้อไปต่ออีก 50,000 บาท

ยิ่งดอย ยิ่งถัว สงสัยจะยิ่งรวยนะครัช หุ้นขึ้นเมื่อไหร่ เฮียรวยแน่ๆ อย่าให้เจอวันนั้น

วันต่อมาๆ เขาก็ให้เรา Accumulate BUY ตอนนั้นมีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ

หุ้นเป็นเช่นนี้ครัชชชชชชชช…….

SMS ต่อมาหลังจากเหตุการณ์ในกราฟนี้ที่จำจนวันตายแล้วโกรธมากจนถึงปัจจุบันนี้คือ

“We Recommend you to take profit and sell on fact”

(เราขอแนะนำให้ขายทำกำไรและขายตามความเป็นจริง)

คิดว่าผมอยากจะด่า SMS นี้ว่าอะไรบ้าง…. 

ขายทำกำไร พ่….ง สิ!!! ใครซื้อตามจะมีกำไรห่….อะไรวะ????

ซักพักเพื่อนผมก็โทรมาหาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ…. พร้อมคำถามที่ว่า

“แกกกกกกกกกกกกกก คัทลอสไหมมมมมมมมม ลงอีกแน่ๆ????”

โกรธเข้าไปใหญ่เลย ตอนนั้นคิดว่าจะไปล้างแค้นด้วยการฟ้องแม่เพื่อนว่าเพื่อนเป็นตุ๊ด

อยู่ๆขาดทุนแบบอลังการมากๆ ลบตัวแดงๆหลายๆเลย คิดแล้วก็ขำอดีตตัวเอง

ตอนนั้นด้วยความที่ผมไม่รู้เรื่องอะไร ผมก็เล่นตามที่เขาบอกมาแบบนี้ละครับ

พอผมเริ่มมีความรู้แล้ว ผมก็มารู้ที่หลังว่า โบรกเกอร์เขาก็เล่าให้ฟังตามภาวะที่เป็นอยู่

ซึ่งถ้าเราเล่นหุ้นก็ต้องซื้อ ขาย ทำกำไร คัทลอสให้เป็นตามระบบของเขา

ตอนนั้นไม่รู้ไง ก็เลยโทษทุกอย่างในโลกนี้ แต่ปัจจุบันเพื่อนที่เป็นโบรกรักกันดีนะครับ

เรื่องราวตลกๆของผมก็ยังมีอีกเยอะนะ เดี๋ยวเรียบเรียงตอนต่อไปก่อน

ยังไงใครมีเรื่องเม่าๆยังไงเล่าให้ฟังบ้างนะครับ เผื่อจะได้นึกออกว่าตัวเองก็เคยเจอหรือเปล่า

ปล. คำพูดหลายๆคำก็มาจากความคิดจริงๆในตอนนั้น อาจจะไม่ได้สุภาพมาก

แต่เพื่อนเป็นอถรรรสในการเขียนก็ขออภัยไว้ในที่นี้ด้วยนะครับ ^_^

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

[Review] K-Mobile Banking PLUS โฉมใหม่ ทำอะไรได้บ้าง มาดูกัน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม @TAXBugnoms อีกครั้ง แต่ครั้งนี้พรี่หนอมไม่ได้มาเล่นๆ เอ้ย… ไม่ได้มาเขียนบทความเรื่องภาษี แต่จะมาแปลงร่างเป็นหนุ่มไอที ทำหน้าที่รีวิว Application ที่ช่วยประหยัดเวลาในการลงทุนของเรากันให้ฟังกันครับ นั่นคือ K-Mobile Banking PLUS โฉมใหม่ ที่สามารถช่วยให้เราซื้อกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย ได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นต้องขอบอกครับว่า โดยปกติแล้วผมใช้เจ้า Application นี้ในการโอนเงิน เช็คยอด และทำธุรกรรมการใช้จ่ายต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้วครับ ซึ่ง App ที่ว่านี้ก็ถือว่าสะดวกสบายค่อนข้างมากในการใช้งานในระดับหนึ่ง

และนอกจาก K-Mobile Banking PLUS  ตัวผมเองยังเคยใช้งานระบบการซื้อกองทุนออนไลน์ผ่านระบบ K-Cyber Invest อยู่เหมือนกันครับ นั่นคือ กองทุนเคโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KGDRMF) ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนประเภท ETF (Exchange Traded Fund) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นเองครับ ซึ่งแผนการลงทุนในปี 2016 ของผมนั้น ตั้งใจจะลงทุนในกองทุนทองคำนี้ในสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ทการลงทุนเพื่อการเกษียณของตัวเองครับ

ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดนะครับว่า ทาง บลจ. กสิกรไทยเอง ก็น่าจะมี App ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อกองทุนต่างๆให้กับลูกค้า เพราะบางครั้งก็ขี้เกียจที่จะเข้าไปทำรายการผ่านระบบ K-Cyber Invest เหมือนกันครับ

และอยู่ๆ ความคิดของผมก็เป็นจริงขึ้นมา โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาทาง  K-Mobile Banking PLUS ก็ได้ Update และเปิดตัวบริการใหม่เพื่อให้สามารถซื้อกองทุนออนไลน์ทันที เอาล่ะครับ เมื่อมีมาให้ใช้ เราก็ลองมาดูกันดีกว่าว่าเจ้า Feature ใหม่ของ K Mobile Banking PLUS เมื่อลองใช้งานแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง มาตามไปดูกันทีละขั้นตอนเลยคร้าบ

1. ตั้งแต่เปิด Application K-Mobile Banking PLUS เข้าสู่หน้าแรก เราจะเห็นว่ามีประกาศแจ้งกันเลยทีเดียวว่า ต่อไปนี้เราสามารถซื้อกองทุนออนไลน์ผ่านมือถือได้แล้วนะ เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เราก็กดข้ามมันไปแล้ว Log in เข้าสู่ระบบกันต่อเลยครับ

2. หลังจากนั้น ให้เรามองหา ตัว ICON “กองทุนรวม” สีฟ้าๆ ตรงด้านล่างครับ (ถ้าใครไม่เจอลองเลื่อนไปทางด้านขวานะครับ) หลังจากนั้นก็คลิกเข้าสู่เมนูกองทุนรวม ก็จะมาเข้าสู่คำเตือนในการลงทุนก่อน #ตรงนี้ถ้าใครรีบก็กดผ่านไปได้เลยครับ

3. เมื่อเข้าสู่ส่วนที่เป็นกองทุนรวม เราจะพบกับเมนูให้เลือกอยู่ 3 ส่วน คือ

1) รายการเคลื่อนไหว ซึ่งแสดงการเคลื่อนไหวต่างๆ ซื้อ ขาย หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของเราครับ
2) รายการซื้อ ถ้าหากเป็นกองทุนที่เราเคยซื้อ เราจะสามารถซื้อได้ทุกกองทุนครับ แต่ถ้าเป็นกองทุนที่เรายังไม่เคยซื้อนั้น ตอนนี้จะสามารถซื้อได้แค่กองทุน LTF และ RMF ครับ
3) รายการขายคืน อันนี้ก็เป็นส่วนที่ต้องการขายคืนกองทุนต่างๆที่เราถือไว้ครับ

4. ในส่วนนี้ ผมจะลงรายละเอียดเฉพาะการซื้อกองทุนเท่านั้นนะครับ ซึ่งผมได้ทดสอบโดยการซื้อกองทุน KGDRMF เป็นจำนวน 5,000 บาท ในวันที่ 8 มกราคม 2559 ครับ เมื่อเลือกซื้อกองทุนแล้วถ้าหากไม่ตรงกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ก็จะมีหน้าตาให้เราตกลงก่อนที่จะตัดสินใจครับ

5. หลังจากที่กดตกลงแล้ว ตามปกติก็จะติดผ่านบัญชีธนาคารเลยครับ ถ้าเป็นกองทุน LTF/RMF เราสามารถเลือกได้ครับว่า จะชำระเป็นเงินสด หรือบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ล่ะครับว่า ใครจะสะดวกแบบไหน ส่วนผมนั้นขอเลือกเงินสดดีกว่าครับ แต่ถ้าใครมีบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยก็สามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้เลยคร้าบ

6. เมื่อซื้อเรียบร้อยแล้ว ทาง App ก็จะสร้างรูปภาพหลักฐานในการซื้อกองทุนของเราขึ้นมาให้ แล้วเซฟลงเครื่องให้อัตโนมัติเลยครับ ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นจุดที่ดีมากๆในการเก็บหลักฐานของทาง App K-Mobile Banking PLUS ครับ ถือว่าทำได้มีประโยชน์มากๆครับ

7. หลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีครับ ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดเราจะเห็นข้อมูลปรากฎในรายการเคลื่อนไหว และสามารถเข้าไปเช็คจำนวนหน่วยลงทุนหรือกำไรขาดทุนจากการลงทุนได้ที่เมนู My Port ได้อีกด้วยครับ

สรุปผลการรีวิว

สำหรับการรีวิวทั้งหมดนี้ ผมขอให้ข้อสรุปสั้นๆถึงข้อดีและข้อสังเกตที่มีต่อตัว Application ดังนี้ครับ 

ข้อดี 

1. App ค่อนข้างสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน
2. หลักฐานครบ
3. มีข้อมูลให้ตรวจสอบได้ง่าย
4. สามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้

ข้อสังเกต ณ ตอนนี้ ยังไม่สามารถซื้อได้ทุกกองทุนรวมในขณะนี้ อดใจรอกันก่อนนะครับ แต่ผมได้ข่าวมาว่าทางกสิกรกำลังพัฒนาแอพ เพิ่มเติม Feature ต่างๆ ให้ลูกค้าอย่างเราๆ ท่านๆ ใช้งานได้ง่ายและครบถ้วนขึ้นครับ

โดยรวมแล้ว การเปลี่ยนแปลงของเจ้า K-Mobile Banking PLUS ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้กับผู้ใช้ทุกคนครับ และหากใครสนใจก็สามารถ ดาวน์โหลด App ได้ทั้ง IOS และ Android ที่ App Store และPlay Store ครับ และวันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบ 😀

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.kasikornasset.com/Pages/K-Mobile-Banking-PLUS.aspx

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

(บทความนี้เป็นบทความ Advertorial)

7 กลยุทธ์เก็บเงิน สำหรับคนโสดสุดๆ

เมื่อถึงวัยอันสมควร กาลเวลาล่วงเลยมาระดับนึง

คนจำนวนหนึ่งจะรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างขึ้นมาทันทีว่า…

เอ๊ะ!! นี่ชั้นกำลังจะโสด (แล้วสินะ TwT) แต่อย่าไปมัวเศร้าเสียดายกับการที่ไม่มีคู่

แต่เรามาดูวิธีที่จะสนุกและมีความสุขกับอิสรภาพทางการเงินในสไตล์คนโสดกันดีกว่าครับ 🙂

1. วางแผนแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน

เริ่มต้นง่ายๆโดยการแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ได้แก่ “ออม” “ลงทุน” และ “ใช้จ่าย” กันก่อน

2. ตัดออมทันที 10% เมื่อรับรายได้

หลังจากนั้น ในทุกๆครั้งที่มีรายได้ ให้แบ่ง10% ของเงินที่ได้รับ เข้าบัญชีเพื่อออมเงินทันที

3. กระจาย 30% เพื่อไปลงทุน

หลังจากออมเงินแล้ว ให้แบ่งอีก 30% ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ

ตามระดับความเสี่ยงที่ตัวเราเองยอมรับได้ เช่น เงินฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ น้ำมัน

แต่ต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ดีด้วยนะครับ

อย่างที่ใครเค้าว่ากันว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน (คุ้นๆนะเนี่ย – -“)

4. จำกัด 40% สำหรับการใช้จ่าย

ยิ่งแก่ (อายุการทำงานสูง) ยิ่งมีรายได้มากขึ้น

และเป็นเรื่องธรรมดาที่ความต้องการของเราจะมากขึ้นตามไปด้วย

จากเดิมที่เคยทานอาหารปกติเราก็เติมเต็มชีวิตไปด้วยไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จนบางครั้งอาจจะมากเกินความจำเป็น

ดังนั้นสัดส่วนของ ค่าใช้จ่าย ควรจะไม่เกินกว่า 40% ของรายได้

มิฉะนั้นแล้วอาจจะทำให้การเงินเสียสมดุลได้ แต่ถ้าน้อยกว่า 40% ได้ก็จะดีมากๆเลยนะครับ

5. อย่าหมุนสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น

ถ้าไม่ “จำเป็น” อย่าสร้าง “หนี้”

เพราะนั่นคือการสร้างภาระในการจัดการเงินของเรา

แต่ถ้าจำเป็นต้องเป็นหนี้จริงๆแล้วล่ะก็ ควรลดสัดส่วนจากการใช้จ่ายลงแทน

เพื่อให้ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายรวมกันแล้วไม่มากเกินไปนัก

6. สบายใจไปกับชีวิตโสด

การเป็นโสดก็มีข้อดีหลายๆอย่าง ที่ชัดเจน เอ้ย คนมีคู่ไม่อาจจะสัมผัสได้

เพราะชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมานั้นสามารถที่จะมีความสุขได้ตามอัตภาพและสภาพที่เป็นอยู่

จงอย่าไปเปรียบเทียบความสุขของเรากับคนอื่น มันจะทุกข์ใจเสียเปล่าๆนะโยมมมม (สาธุ)

7. โปรดอุทิศตนเพื่อสังคมและคนที่คุณรัก

เมื่อถึงข้อสุดท้าย มีคนถามว่า ออม 10% ลงทุน 30% ใช้จ่าย 40%

แล้ว 20% ที่เหลือมันหายไปไหน !!

(ดีใจด้วยครับ คุณบวกเลขเก่งมาก แหะๆๆๆ)

คำตอบของ 20% นั้นอยู่ที่ข้อสุดท้ายนี้

นั่นคือ นำเงินที่มีไป  อุทิศแบ่งปันให้แก่คนที่คุณรัก   และสังคม

หรือ กิจกรรมที่คุณชอบ  เพื่อให้ชีวิตนั้นมีความสุขครบทุกด้าน  ยังไงล่ะคร้าบ……

และทั้งหมดนี้ก็คือ 7 วิธีทางออกของคนโสด

@TAXBugnoms เชื่อนะครับว่า ไม่ว่าคนเราจะโสด จะสด จะแซ่บ

จะแก่นเฟี้ยวเซี้ยวเงาะสักแค่ไหนก็ตาม

แต่ชีวิตของเราทุกคนนั้นสามารถสร้างความสุขให้กับตัวเองได้ง่ายๆ

และความสุขอีกหนึ่งด้านที่เราต้องไม่ลืมที่จะสร้าง

นั่นก็คือ “การออมเงินเพื่อชีวิตที่เป็นสุข” จริงไหมคร้าบบบบ ^^

แฉนังเกย์แมนเรื่องการใช้บัตรเครดิต

เห็นนังเกย์แมนมันมาพูดให้ความรู้เรื่องบัตรเครดิต 

มันทำให้เจ๊นึกถึงหนังเรื่อง ช็อปพาโฮหลิก

ที่เป็นชะนีติดหนี้บัตรเครดิตเยอะๆ มาสอนการเงินคนอื่น

วู้ยยยย พวกเธอ ไม่ต้องไปถามนังเกย์แมนหรอกว่าทำบัตรเครดิตดีไหม นังเกย์แมนมันทำทันทีที่เข้ามาใน Office ได้ 6 เดือน

ทำไมต้อง 6 เดือน? ปกติแล้วการทำบัตรเครดิตเขาจะอนุมัติให้กับคนที่มีประวัติเรื่องรายได้และการใช้จ่ายที่ดีค่ะ

คือนังเกย์แมนมันมีรายได้ค่ะ แต่รายจ่ายเจ๊ไม่รู้ว่ามันต้องเอาไปบำเรอใครบ้างหรือเปล่านะคะ แต่ในที่สุดมันก็ได้บัตร แพล็ตติเน่า ค่ะ

#ว้ายยยยยยย ต้อง #แพล็ตตินั่มซิ

ข้อดีจริงๆของบัตรเครดิตที่นังเกย์มันเคยบอกเจ๊มีอะไรบ้างรู้ไหมค่ะ

1. รูดได้ยามเงินหมด 

คือแบบว่า ไม่ใช่ไม่พกตังนะค่ะ #ไม่มีตังต่างหากค่ะ #ดีออก ไม่ใช่มันกลัวโดนปล้นหรอกค่ะเธอ

เงินเดือนที่บริษัทมันออกวันที่ 1 ใช่ไหมค่ะ พอเงินเข้าปุ๊ปนังเกย์แมนมันหายตัวไปจ่ายบัตรเครดิตทันที่

มีเงินในบัญชี 1 วันให้มันเห็นมันก็ดีใจแล้วค่ะเธออออออออออ

2. อยากผ่อนค่ะ

ถ้าอ่านบทความนังเกย์แมนก็ได้จะเห็นได้ว่า อินี่มันยอมรับความจริงว่ามันเป็นมนุษย์เงินผ่อน

เห็นไหมค่ะ 0% 10 เดือน อินี่มันผ่อนประจำค่ะเธอ มันจะเอาเงินไปทำหน้า อยากหล่อเหมือนโดม

อย่าลืมทำปากด้วยนะค่ะ คุณแม่ขอร้อง โหะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

3. เบิกฉิบหายค่ะ

ฉุกเฉินของนังเกย์แมนคือ เบิกฉุกเฉิน เห็นไหมเธอ จะเบิกอะไรนักหนาคะ

เบิกไปเลี้ยงข้าวอีบอยล่ะสิ แอร้ยยยย เมื่อไหร่มันจะยอมรับค่ะๆๆๆๆๆๆๆ

เลิกงานกลับบ้านไม่ได้นะคะ ต้องหาเรื่องใช้บัตรเครดิต

อีเกย์หล่อนพูดเรื่องดอกเบี้ย #ดอกทั้งหลาย แต่หล่อนรู้อะไรไหมย่ะ

แต่สิ่งที่หน้ากลัวกว่าดอกเบี้ย มันคือ ดอกจัน ที่หล่อนพลาดประจำค่ะ

ดอกเบี้ยบัตรเครดิตมันโหดสัส จนตุ๊ดยังกลัวเลยค่ะ ใช่ค่ะมันคือ 18% อะไรของหล่อนนั่นล่ะค่ะ

แหมมมม ทำเป็นดอกเบี้ยแพง แล้วหล่อนจ่ายอะไรบ้างล่ะค่ะ แอร้ยยยย แฉฉฉฉฉฉฉฉฉฉฉ

หล่อนเคยพลาดเมื่อปีก่อน ยั่มมาๆๆๆๆ วันนั้นหล่อนเจอ ดอกเบี้ย และ ดอกจันเล่นงานค่ะ

ดอกจัน คืออะไร?

ดอกจันคือ สิ่งที่หล่อนจะเห็นตรงหน้าโฆษณาโบว์ชัว หรือ ตามทีวีที่มันจะตัวเล็กๆ ด้านหลังล่ะค่ะ

*อัตรานี้ไม่รวม…

** คิดค่า….. จำนวน….

*** หาก… จะ…..

เวลาหล่อนจ่ายช้า หล่อนโดนอะไรบ้างล่ะค่ะ

ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าโทรตาม ฯลฯ #คิดสิคิด !!!!!!

เอาล่ะค่ะ เจ๊เองก็ไม่อยากจะแฉอะไรมันมาก เอาเป็นว่าถ้ามันคืนเงินเจ๊มาที่ยืมไปจ่ายค่าบัตรเมื่อ 2 เดือนก่อน เจ๊จะให้อภัยค่ะ

#ยืมกูไม่มีดอกเบี้ย

#ดีออก

#บัตรเครดิตตามแม้งรีบจ่าย

#เงินกูค้างกี่เดือนแล้วคะ?

อ่านบทความนังเกย์แมนได้ที่นี่ค่ะ บัตรเครดิตไม่ใช่ดอกแพง แต่คนใช้ไม่มีวินัยต่างหาก

ดอกเบี้ย…คิดเป็น เห็นทางรวย

เมื่อกล่าวถึงเรื่องการเงิน หรือ การลงทุน ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆท่านจะนึกถึงสมการคณิตศาสตร์ นอกจากนี้คำศัพท์ต่างๆที่ใช้พูดหรือเขียน ยังเข้าใจยาก ทั้ง ๆ ที่เขียนด้วยภาษาไทย ทำให้เกิดอคติในการศึกษาเรื่องการลงทุนด้วยตนเอง เพราะคิดว่า ยาก เกินกว่าจะเรียนรู้ได้

ผมขออาสาเป็นส่วนหนึ่งในการทำเรื่องการลงทุนให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย โดยจะพยายามยกตัวอย่างสิ่งที่เราพบในชีวิตประจำวันในการอธิบายแนวคิดวิธีการต่าง ๆ

ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน คือ ดอกเบี้ย สำหรับสถานที่ยอดนิยมที่มักจะพบกับเรื่องดอกเบี้ย คือ ตลาดสด

หลาย ๆ ครั้งที่ไปตลาด ก็มักจะพบกับเหตุการณ์ คนเก็บดอกเบี้ย เข้ามาเก็บดอกเบี้ยรายวันจากแม่ค้าซึ่งดูคุ้นเคยและสนิทสนมกันดี คงได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก และแม่ค้าเหล่านั้นก็เป็น ลูกหนี้ ที่ดี จ่ายเงินตรงเวลาเพราะ ดอกเบี้ย สูงมาก

เหตุที่ทำให้แม่ค้าต้องหยิบยืม เงินกู้นอกระบบ เนื่องจากการทำมาค้าขายในแต่ละวันแม่ค้าส่วนใหญ่ ค้าขายโดยใช้ เงินสด เป็นหลัก คือ ซื้อของมาขายก็จ่ายเงินสด เมื่อลูกค้ามาซื้อของก็รับเงินสด หมุนเวียนกันไป ดังนั้นหากเกิดเหตุผิดปกติขึ้นในชีวิต เช่น ขายได้น้อย เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ก็จะมีรายจ่ายที่ไม่คาดคิดเข้ามา ทำให้หมุนเงินไม่ทันทำให้จนต้องหยิบยืมเงินกู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากแหล่งเงินกู้ใกล้ตัว

วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีในการคำนวณดอกเบี้ยอย่างง่าย หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Simple Interest กันนะครับ หยิบเครื่องคิดเลขแม่ค้าขึ้นมาเลยครับ ผมสัญญาว่าจะใช้เฉพาะเครื่องหมาย บวก ลบ คูณ และ หาร เท่านั้น

จากตารางบรรทัดแรก เริ่มต้นด้วยเงินกู้ 2,000 บาท (ก) อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 (ข) คิดเป็นดอกเบี้ยงวดละ 200 บาท (ค) ถ้าจ่ายดอกเบี้ย 5 งวด (ง) เราจะต้องเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 1,000 บาท (จ) หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินกู้ และเมื่อรวมเงินกู้กับดอกเบี้ยในวันที่จ่ายคืนหนี้ เท่ากับเราจ่ายหนี้ไปทั้งหมด 3,000 บาท

บรรทัดที่สอง ดอกเบี้ยเท่าเดิมแต่เรายืดระยะเวลา การจ่ายออกไปจาก 5 งวดเป็น 10 งวด กู้เงินมา 2,000 เราต้องจ่ายคืนทั้งหมด 4,000 บาท

และบรรทัดสุดท้ายเมื่อ ดอกเบี้ยเพิ่ม เป็นร้อยละ 15 ระยะเวลาจ่าย 10 งวด เราต้องจ่ายคืนทั้งหมด 5000 บาท!! จ่ายแต่ดอกเบี้ยแบบนี้เมื่อไรเราจะรวยล่ะคร๊าบบบ

จากตารางจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ส่งผลให้ดอกเบี้ยมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ 3 สิ่ง คือ

1. เงินกู้

2. ดอกเบี้ย

3. ระยะเวลาผ่อน

ทำให้ได้สมการสำหรับการคิดดอกเบี้ยจ่ายแบบง่ายว่า

ดอกเบี้ยจ่าย = เงินกู้ x จำนวนปีที่กู้ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี ÷ 100

การคำนวณด้วยวิธีนี้ส่วนมากเราจะพบในการกู้เงินเพื่อซื้อรถยนต์

ตัวอย่าง

กู้ซื้อรถยนต์ราคา 700,000 บาท (เงินกู้) ระยะเวลาผ่อน 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด = 700,000 x 4 x 2.5 ÷ 100 = 70,000 บาท จากนั้นเมื่อต้องการคำนวณ ค่างวดผ่อนชำระ สามารถทำได้โดย เอาเงินต้น รวมกับ ดอกเบี้ย ได้ จำนวนเงินผ่อนชำระทั้งหมด แล้วหารด้วยจำนวนงวด (ผ่อน 4 ปี = 12 เดือน x 4 ปี = 48 เดือน)

ค่าผ่อนชำระต่องวด = จำนวนเงินผ่อนชำระทั้งหมด ÷ จำนวนงวด

ค่าผ่อนชำระต่องวด = (700,000 + 70,000) ÷ (48) = 16,041.67 บาท หรือ ประมาณ 16,042 บาทต่อเดือน

ในทางกลับกับ ในกรณีที่ทราบค่าผ่อนชำระต่องวด แล้วต้องการหาอัตราดอกเบี้ย ก็ให้เราใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน เข้ามาประยุกต์

ตัวอย่าง

รถยนต์คันหนึ่ง ราคา 600,000 บาท กำหนดผ่อนชำระ 48 เดือน เดือนละ 15,000 บาท จงหาอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเงินกู้ครั้งนี้

จำนวนเงินผ่อนชำระทั้งหมด = ค่าผ่อนชำระต่องวด x จำนวนงวด = 15,000 x 48 = 720,000 บาท

ดอกเบี้ยจ่าย = จำนวนเงินผ่อนชำระทั้งหมด – เงินต้น = 720,000 – 600,000 = 120,000 บาท

หาอัตราดอกเบี้ย = [120,000 x 100] ÷ [600,000 x 4] = 5% ต่อปี

เราสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในเรื่องของการหาอัตราดอกเบี้ยอย่างง่าย ในการเปรียบเทียบต้นทุนการกู้ยืมต่าง ๆ ในเบื้องต้นได้นะครับ

สำหรับตอนต่อไป เราจะไปเรียนรู้การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบทบต้นกันนะครับ

ความรวย… ไกล… แค่เอื้อม สวัสดีครับ

เตรียมเงินให้ลูกเรียน ยังยืมคนอื่นได้ – แล้วถ้าเตรียมเงินเกษียณให้ตัวเอง ..คุณจะยืมใคร?

สภาพสังคมสมัยก่อนเป็นยังไง?

เดี๋ยวนี้จะสังเกตว่าหลายๆครอบครัวมักจะมีลูกกันแค่ 1หรือ 2 คน ก็เต็มที่ละ ซึ่งมาจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งสมัยก่อนสังคมไทยมักจะมีลูกหลานเยอะ เพราะ ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายรุ่นอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ตั้งแต่ปู่ย่าตายายพี่น้องลูกหลาน พอมีลูกน้อยๆ ก็ช่วยกันเลี้ยง ค่ากินอยู่ก็ไม่เยอะ เพราะหาง่าย ทำกินเอง แล้วเวลาเรียนก็เรียนโรงเรียนแถวบ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล ค่าเทอมก็ไม่แพง ดังนั้น ค่านิยมการมีลูกเยอะในสมัยก่อนจึง ไม่มีปัญหาทั้งด้านการเงิน และการมีคนช่วยเลี้ยงดู

แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไป ทั้งด้านการศึกษา เพราะ หลายๆครอบครัว ก็มักจะส่งเสียลูกให้มาเรียนในกรุงเทพฯบ้าง หรือเมืองใหญ่ๆบ้าง เพื่อหวังจะมีโอกาสหางานดีๆทำในอนาคต ซึ่งก็ทำให้ค่าเทอมก็สูงขึ้น ค่ากินอยู่ก็สูงขึ้น สังคมก็จะเป็นสังคมที่แข่งกันหาโอกาสมากขึ้น ใครมีการศึกษาดี ก็จะหางานง่าย แน่นอนว่าต้นทุนของแต่ละคนก็สูงไปด้วย

และความเท่าเทียมในการทำงานของทั้งชายและหญิง เริ่มไม่แตกต่างแล้ว เห็นได้จากผู้นำในหลายๆองค์กรชั้นนำของประเทศ เป็นผู้หญิงก็มีอยู่มากมายครับ

เอาละครับ แบบนี้ทำไมปัจจุบันคนถึงมีลูกกันน้อยล่ะ?
ก็เพราะคนยุคนี้มักจะเรียนกันสูงๆ เพื่อโอกาสดีๆในอนาคต ก็มักจะแต่งงานช้าลง ประกอบกับค่าเล่าเรียนลูกก็เริ่มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้มีทั้ง 2 ภาษา ก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก

และพอสังคมเราตอนนี้เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น คือพอแต่งงานก็แยกบ้านออกมาอยู่ต่างหาก แยกจากครอบครัวเดิม กลายเป็นอยู่กันเป็นพ่อแม่ลูก ดังนั้นการจะหาคนมาช่วยเลี้ยงก็เลยเป็นปัญหานึงเลยทีเดียว จะมีลูกหลายคน ก็ไม่รู้จะจ้างใครช่วยเลี้ยง

สรุปแล้ว ยิ่งมีลูกเยอะ ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น เดี๋ยวนี้จะส่งลูกเรียนจบคนนึง หลายล้านเลยครับ

(คลิกเข้าไปอ่านบทความและข้อมูลแบบชัดๆเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ)

ซึ่งจากตารางเห็นว่า แค่จะส่งเสียลูกคนนึงจบปริญญาโท (เดี๋ยวนี้ปริญญาตรี ไม่พอแล้ว) เอาแค่ประหยัด ก็เป็นล้านแล้วครับ เฮ่อ เห็นแล้ว เห็นใจคนเป็นพ่อเป็นแม่สมัยใหม่จริงๆ

แม้ว่าค่าเล่าเรียนลูกนั้นก็ดูเยอะแล้ว แต่อีกเป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้กันของตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ซึ่งจากตาราง เอาแค่มีใช้เดือนละ 20,000 บาท หลังเกษียณอายุ55 ปี (ตัวอย่างสมมุติตอนนี้อายุ 35ปี ) ต้องมีกองทุนเกษียณ ถึง 13 ล้านบาท เลยครับ

ถ้าจะออมเงินเพื่อเกษียณโดยใช้สินค้าการเงินที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี  ต้องออมให้ได้เดือนละ 22,000 บาท ติดต่อกัน 20 ปี  ถึงจะได้เงินกองทุนเกษียณ 13 ล้านบาท

แล้วถ้าจะออมเงินเดือนละ 22,000 บาท ต่อเดือน นี่ต้องมีรายได้เท่าไหร่ล่ะ ไหนจะต้องเก็บเงินให้ลูกเรียนอีก

ค่าเล่าเรียนลูกก็สำคัญ แต่เงินเกษียณของตัวเอง(คนเป็นพ่อเป็นแม่) ไม่มีใครช่วยเราได้นะ จะบอกให้

แม้ว่าเรื่องค่าเล่าเรียนลูกเป็นเรื่องที่สำคัญแต่ ค่าเล่าเรียนลูกยังพอมีทางออก เช่น การกู้ยืมจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ) ซึ่ง เป็นการให้โอกาสนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดย สามารถให้กู้ยืมได้ตั้งแต่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จนถึงปริญญาตรี  รวมไปถึงเรายังสามารถปลูกฝังให้เด็กๆ ยังรู้ถึงคุณค่าของเงิน รวมไปถึงการหารายได้พิเศษระหว่างการเรียนได้

แต่เรื่องเป้าหมายการเกษียณอายุนั้น ไม่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ ใครจะช่วยรับผิดชอบล่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวเรา และคงไม่มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการเกษียณเหมือนการศึกษา จริงมั้ยครับ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าเราไม่เตรียมการอย่างดีพอ

ดังนั้นสุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า

“กองทุนเกษียณของท่านไม่มีขาย ไม่มีใครให้คุณยืมหรอก อยากได้ อยากมีต้องทำเอง ต้องหาเอง เท่านั้นครับ” 

แต่ถ้าท่านยังเตรียมได้ไม่มากพอ ก็อาจจะต้องสวดมนต์ขอให้ลูกเป็นคนกตัญญู เลี้ยงดูพ่อแม่ยามเกษียณด้วยเถอะ

อ่าวแล้วถ้าเราไม่มีลูกล่ะ ท่านก็คงต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะ

*** มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินที่ดี***

by สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด
#wealthplanner

ติดตามบทความทางการเงินอื่นๆได้ที่ www.surakit.com

5 วิธีถูกหวยทุกงวด

ถ้าพูดถึงคำว่า “ถูกหวย” เราจะนึกถึงอะไรบ้าง?

เลขเด็ด โชคดี ดวงดี รวย เศรษฐี

ซึ่งเป็นคำที่เรามักจะถามและบอกกับคนกลุ่มเล็กๆที่ถูกหวยว่า “ดวงดีจังเลยนะ ได้เลขเด็ดมาจากไหนหละ บอกกันบ้างซิ” หรือ “งวดนี้รวยเลยนะ เลี้ยงบ้างซิ” อะไรประมาณนี้ แต่บทความนี้กำลังจะบอกว่าคนส่วนใหญ่สามารถถูกหวยได้โดยไม่ต้องมีเลขเด็ด ไม่ต้องอาศัยดวงดีหรือความโชคดี แต่สามารถรวย เป็นเศรษฐีและถูกหวยทุกงวด

1. ถูกหวย – สุขภาพดี

ลด ละ เลิก “เหล้า เบียร์ บุหรี่”

ซึ่งเป็นจ่ายที่ทำให้เสียสุขภาพร่างกายและเสียสุขภาพเงินออม ถ้าหากมีความจำเป็นที่ต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม เพื่อติดต่องานทำธุรกิจยังทำได้ แต่ถ้าต้องพบปะสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆจนกลายเป็นรายจ่ายหลักและดื่มจนติดเป็นนิสัยเลิกไม่ได้ แบบนี้อนาคต “จน” อย่างเดียว เลิกแล้วรวย

2. ถูกหวย – ลูกรู้ประหยัด

การสอนให้ลูกรู้จักประหยัดไม่ใช่แค่สั่งว่า “ให้ลูกออมเงิน” แต่ผู้ปกครองต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดี สอนวิธีใช้เงินอย่างถูกต้อง ก่อนตัดสินใจจะซื้อของสักชิ้นต้องคิดแล้วว่าซื้อแล้วไปทำอะไร ถึงวัยที่เหมาะสมจะซื้อแล้วรึยัง เหมาะสมแก่ฐานะหรือไม่ อย่าซื้อเพราะอารมณ์อยากได้ ร้องไห้อยากได้เพราะเห็นเพื่อนมีก็อยากมีเหมือนเพื่อนทั้งที่ยังไม่จำเป็น ถ้าสอนให้ลูกรู้จักประหยัดรู้วิธีว่าจ่ายเงินอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้เป็นพ่อแม่ก็จะไม่ต้องมานั่งบ่นว่าลูกใช้เงินเปลืองและเบาเรื่องรายจ่ายกับของฟุ่มเฟือยไปได้เยอะเลยหละ เพราะลูกคิดเองได้ว่าควรจ่ายหรือไม่ควรจ่าย สอนแล้วรวย

3. ถูกหวย – ความมั่งคั่ง

ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องทำงาน ไม่ใช่นั่งเฉยๆแล้วจะรวยขึ้นมาได้ จากนั้นต้องจัดการรายได้ที่เข้ามาให้มีระเบียบโดยการจ่ายเพื่อตัวเองก่อนนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น นั่นคือ การออมก่อนแล้วจ่าย สุดท้ายนำเงินออมที่ได้ไปลงทุนเพื่อต่อยอดให้ “เงินต่อเงิน” หรือที่เรารู้จักว่าให้เงินช่วยเราทำงาน โดยออกดอกออกผลให้เราเป็น ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าเช่า และถ้าดอกผลส่วนนี้มีมากจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยที่เราไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ แบบนี้แหละถึงเรียกว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ออมแล้วรวย

4. ถูกหวย – เริ่มรวย

เสียเงินกับ “การพนัน แทงบอล เล่นหวย” จนก่อให้เกิดหนี้สินมากมาย ทำให้ลำบากตัวเองและคนในครอบครัว แน่นอนว่าช่วงแรกอาจจะเล่นแล้วได้เงินง่ายๆ ทำให้ติดใจจึงเล่นต่อไปเรื่อยๆ หลังจากเล่นจนกระทั่งผีพนันเข้าสิงแล้ว คราวนี้แหละหายนะก็จะเกิดขึ้น บ้าน รถ ทรัพย์สินต่างๆหรือแม้กระทั่ง “ชีวิต” ก็จะไม่เหลือ เลิกพนันแล้วรวย

5. ถูกหวย – รวยอย่างยั่งยืน

ไม่ใช่แค่รวยหรืออดีตเคยรวย แต่เราต้องรักษาความรวยให้คงอยู่ตลอดไป โดยการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆใส่ตัวเองตลอดเวลา เข้าอบรม สัมมนาเพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้ให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะความรู้ด้านการลงทุนที่มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทำให้เราต้องฟังและอ่านเพื่ออัพเดทข่าวสารตลอดเวลา เพราะความรู้ที่มากขึ้นนั้นเปิดโอกาสที่จะทำให้เรารวยมากขึ้นด้วยเช่นกัน  รู้แล้วรวย

อ่านจบแล้วก็ขอให้รวยถูกหวยกันทุกงวดๆนะจ๊ะ ^_^

หุ้น 6 ประเภทฉบับ ปีเตอร์ ลินซ์

ถ้าพูดกันในหมู่ของนักลงทุนในหุ้นแล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก  ปีเตอร์ ลินซ์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ชาวสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้นำทางความคิดในการลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุด กับหลักการง่ายๆที่ว่า “Invest in What you Know” ซึ่งเมื่อเราทราบว่าสิ่งที่เรากำลังลงทุนคืออะไรก็จะทำให้ทราบได้ว่า “มันมีมูลค่าที่น่าลงทุนไหม?” แค่การตั้งคำถามลักษณะนี้ก็ทำให้เราได้เห็นว่านักลงทุนเน้นคุณค่าเขาก็เริ่มต้นคิดจากหลักการง่ายๆแบบนี้ และแน่นอนว่าเรื่องการลงทุนอย่างง่ายๆนั้น ปีเตอร์ ลินซ์ เองก็บอกว่านักลงทุนรายย่อยได้เปรียบกว่าผู้จัดการกองทุนที่อยู่ใน Wall Street เนื่องจากไม่ได้นั่งอยู่ดูแต่ราคาหุ้นในตลาด แต่สามารถใช้ชีวิตประจำวันในการดูความเป็นไปของธุรกิจรอบๆตัวได้ทุกวันเพื่อจะดูว่าเราควรลงทุนกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสิ่งรอบตัวหรือการไปเที่ยวหรือไปซื้อของที่ไหน

I’ve found that when the market’s going down and you buy funds wisely, at some point in the future you will be happy. 

Peter Lynch

ผมพบว่าเมื่อหุ้นกำลังตกต่ำและคุณได้ลงทุนอย่างชาญฉลาด ในจุดหนึ่งในอนาคต คุณจะมีความสุขกับมัน

ปีเตอร์ ลินซ์

น่าสนใจกับวิธีคิดของเขาไหมครับ? พอเราเห็นอย่างนี้แล้วก็คงจินตนาการได้เหมือนกับเวลาที่เราจะไปซื้อของซักชิ้นหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ถ้าสินค้าชิ้นหนึ่งมันมีราคา 100 บาท แล้วอยู่ๆมันมีประกาศลดราคาเหลือ 70 บาท เราก็คงดีใจแน่ๆเลยใช่ไหมเพราะหลังหมดโปรโมชั่นมันอาจจะกลับมาขายที่ 100 บาทเท่าเดิม ในเรื่องของการลงทุนมันก็มีความคาดหวัง ราคาหุ้นมันขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาตามความคาดหวังของนักลงทุนที่ซื้อขายกันอยู่ทุกวัน ในหลักการที่ว่านี้หากเราสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหนและเราสามารถซื้อหุ้นในโอกาสที่เหมาะสมได้ ในอนาคตเราก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ แต่หุ้นเองก็มีหลากหลายแบบ เรามาดูกันต่อนะครับว่าในมุมมองของปีเตอร์ ลินซ์ เขาได้แบ่งหุ้นเป็น 6 ประเภท ว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

1. หุ้นโตช้า Slow Growers

หุ้นโตช้ามักจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ๆ หรือ เป็นธุรกิจที่ไม่รู้จะขยายยังไงต่อ ถ้าเทียบกับการขยายตัวของประเทศพวกนี้จะโตน้อยกว่าอีก เมื่อขยายไม่ได้แต่มีกำไรเกิดขึ้นก็จะเอากำไรมาจ่ายเงินปันผล ธุรกิจแบบนี้เราไม่สามารถหาการเจริญเติบโตกับมันได้มากนัก แน่นอนว่าพอมันไม่เติบโตอะไรมันก็จะไม่ได้มีราคาที่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่  

2. หุ้นแข็งแกร่ง Stalwarts

หุ้นแข็งแกร่ง แข็งแรง จะเป็นหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่การเติบโตก็จะไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะโตแบบตู้มๆๆหลายๆเท่าก็ต้องใช้เวลาเพราะมันใหญ่โตของมันอยู่แล้ว แต่หุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่ปลอดภัยอยู่มันจะอยู่รอดของมันได้ในวิกฤต ของก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก อาหารสุนัข ซีเรียลที่ทานกันตอนเช้า รวมไปถึงพวกน้ำอัดลมอย่างโค้ก

3. หุ้นโตเร็ว Fast Growers

หุ้นโตเร็วจะเป็นหุ้นแนวที่ ปีเตอร์ ลินซ์ชอบ เมื่อโตเร็วมันก็ย่อมสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้มาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่เกิดใหม่ การขยายตัวทำได้เร็ว สังเกตง่ายๆคือธุรกิจไหนที่สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้เร็วบ้าง แต่เมื่อมันเป็นธุรกิจขนาดเล็กมันก็ย่อมมีความเสี่ยง เกิดขยายๆไป สายป่านสั้นก็อาจจะเจอปัญหาทางการเงินได้ สิ่งที่เราควรจะมองกับหุ้นประเภทนี้คือการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการดูผลประกอบการจากงบการเงินต่างๆอย่างใกล้ชิด  

4. หุ้นวัฎจักร Cyclicals

หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่เติบโตและตกต่ำตามเศรษฐกิจและความเป็นไปของอุตสาหกรรม คล้ายๆกับแฟชั่นนั่นล่ะที่หลังจากหมดคอลเล็คชั่นหน้าร้อนแล้วก็ต้องลดราคาล้างสต็อกและคอเล็คชั่นในฤดูถัดไป หุ้นประเภทนี้ต้องดูจังหวะ โอกาสและเวลา เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน ปิโตเคมี ถ่านหิน สินค้าเกษตร อสังหาริมทรัพย์  

5. หุ้นฟื้นตัว Turnarounds

ในบางบริษัทอาจจะประสบปัญหา ของขายไม่ได้ ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทำให้ตกต่ำแบบไม่มีใครมอง แต่ก็ไม่แน่ บางทีเราอาจจะเห็นว่ามีการปรับโครงสร้างต่างๆ ทำให้ธุรกิจมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อเราเห็นสัญญาณฟื้นตัวของบริษัทแล้วเราได้มีโอกาสลงทุนก็อาจจะทำให้เราโตไปกับมันได้อย่างระเบิดเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงนะครับบางทีจะฟื้นแล้วแต่ไม่ฟื้นจริงก็มี หุ้นแบบนี้มันคล้ายๆกับคนป่วยนะครับ หากเมื่อไหร่ก็ทำมาหากินได้เหมือนเดิม

6. หุ้นทรัพย์สินมาก Asset Plays

บางบริษัทอาจจะมีไข่มุกทองคำข้างในเปลือกหอยที่ดูไม่มีค่าอะไรก็มีนะครับ หลายบริษัทมีทรัพย์สินดีๆเยอะแต่เราไม่เห็นสิ่งที่มันซ่อนไว้ ยกตัวอย่างง่ายๆว่าผมอาจจะมีทีดินเอาไว้ปลูกข้าวอยู่ 20 ไร่ คนก็มองว่ามันไม่ได้ใช้ทำอะไรได้มากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งค้นพบว่าใต้ดินนั้นคือเหมืองเพชรล่ะ? รับรองว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเลยทีเดียว หุ้นลักษณะนี้ก็ต้องไปนั่งดูๆนะครับว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่ บางทีธุรกิจอาจจะมีอาคารเก่าๆแต่พอประเมินมูลค่าใหม่รวมกับราคาที่ดินแล้วอาจจะมูลค่ามหาศาลเลยก็ได้   พอจะเห็นภาพหุ้น 6 ประเภทกันบ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ ลองออกจากบ้านไปเดินเล่นตามท้องถนนกันดูก็ได้นะว่าเวลาเราพบเจอสินค้าและบริการอะไรมันน่าจะเป็นธุรกิจที่เป็นหุ้นประเภทไหนบ้าง เมื่อคุณเรียนรู้กับสิ่งที่อยู่รอบตัวและเข้าใจมันได้ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยในการศึกษาการลงทุนในขั้นต่อไป

29-30 สิงหา “ตลาดนัดกองทุนรวม Mutual Fund Fair”

วันศุกร์ที่ 29- วันเสาร์ 30 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00

จะมีการจัดงาน “ตลาดนัดกองทุนรวม Mutual Fund Fair” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อีกทั้ง วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 – 16.30 

จะมีสัมมนา ในหัวข้อ 

“เคล็ดลับเริ่มต้นลงทุน ฉบับมนุษย์เงินเดือน”

โดยมีพี่ๆกูรูจาก  Aommoney.com ร่วมสัมมนาด้วย 3 ท่าน คือ

  • วิธีเลือกกองทุน อย่างง่าย (สำหรับมือใหม่) โดย พี่หมอนัท กูรูด้านกองทุน เจ้าของเพจ คลินิคกองทุน
  • ออมเงินด้วย ลดหย่อนภาษีได้ โดย พี่หนอม กูรูด้านภาษี เจ้าของเพจ TaxBugnoms
  • การวางแผนการลงทุนรายเดือน โดย พี่ต้า กูรูด้านการออมหุ้นแบบ DCA เจ้าของเพจ Tar Kawin
  • และคุณเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล

โดยงานสัมมนานี้ จัดขึ้นที่ 

หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชั้น 3

หากใครสนใจเข้าร่วมงาน สามารถเดินทางมาได้เลยโดยที่ไม่ต้องลงทะเบียนค่ะ แล้วพบนะกันคะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save