(Review) อยากรู้ว่าปลายปีนี้ควรซื้อ LTF กองไหน TMB จัดให้!!
โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าคำถามยอดฮิตอย่าง “กองทุน LTF กองไหนดี” หรือ “ปลายปีนี้ซื้อ LTF ตัวไหน” นั้นเป็นคำถามที่ตอบยาก ถ้าหากเราไม่รู้ว่าคนถามต้องการอะไร มีเป้าหมายการเงินแบบไหน หรือคาดหวังอะไรจากการลงทุนนอกเหนือกว่าการประหยัดภาษี
และอีกเรื่องที่ยากไม่แพ้กันก็คือ ต่อให้เจอกองทุนที่ ”ดี” จริงๆ สำหรับเราแล้ว แต่การจะไปเลือกซื้อกองทุนนั้นก็ลำบากไม่แพ้กัน บางทีต้องไปเปิดบัญชีใหม่ ไปกรอกอะไรให้ยุ่งยาก แถมบางทียังโดนลากให้ซื้อประกันแทนอีกต่างหาก
โดยทาง TMB เองคงเล็งเห็นปัญหานี้มาสักระยะหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการทำ TMB Open Architecture ขึ้นมาให้สามารถซื้อกองทุนจากต่าง บลจ. ได้ในปีที่ผ่านๆมา จนในปีนี้มีการพัฒนามาเป็น TMB Advisory เป็นการยกระดับบริการด้านการลงทุน โดยช่วงปลายปีนี้ได้คัดเลือก LTF/RMF ตัวท็อปติดอันดับผลตอบแทนดีจากทาง Morningstar มาให้เลือกซื้อได้ในที่เดียว พร้อมกับรับปรึกษาในการลงทุนฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ
ทีนี้ลองมาดูกันต่อครับว่า แล้วกองทุน LTF ที่ทาง TMB เลือกมาให้ลงทุนนั้นมีกองทุนประเภทไหนบ้าง ซึ่งจากข้อมูลในเวปไซด์ TMB นั้น www.tmbbank.com/tb/top10ltfrmf จะเห็นว่าตอนนี้มี LTF เด็ดที่แนะนำจำนวน 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF), กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์คอร์หุ้นระยะยาว (MS-CORE LTF) และ กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (VALUE-D LTF)
ส่วน RMF ก็ไม่น้อยหน้าครับ มีแนะนำกองทุน กองทุนเปิดหุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ERMF) กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBBFRMF) และ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ เฟล็กซิเบิ้ลฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (MS-FLEX RMF) ครับ
แต่สำหรับบทความในวันนี้ เราจะเน้นที่กองทุน LTF ที่ทาง TMB แนะนำเป็นหลักครับ ลองมาดูกันต่อเลยครับผม
เปรียบเทียบข้อมูลกันออกมาเป็นดังนี้ครับ
หมายเหตุ :
1) เปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังตามข้อมูลวันที่ 29 กันยายน 2560 จาก Morningstar
2) ค่าธรรมเนียมกองทุน หมายถึง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) ที่ไปรวบรวมมาจากหนังสือชี้ชวนแต่ละกองทุนครับ
นอกจากนั้น ถ้าลองเอากราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังของทั้ง 3 กองทุนเปรียบเทียบกันเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2555 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ (ขอบคุณข้อมูลจาก Morningstar)
(ผลตอบแทนย้อนหลังรายปี ของแต่ละกองทุน)
นอกจากผลตอบแทนแล้ว สิ่งที่ต้องมองเพิ่มเติมสำหรับการเลือกกองทุนรวมที่พรี่หนอมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fund Fact Sheet) นั่นคือ "ความผันผวนของผลการดำเนินงาน (standard deviation) ย้อนหลัง 5 ปี" เพื่อที่จะได้เช็คอีกทีว่าเรานั้นสามารถยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนได้เท่าไรครับ ซึ่งแต่ละกองทุนนั้นแตกต่างกันดังนี้ครับ
จากที่รีวิวและวิเคราะห์มาทั้งหมด จะเห็นว่ากองทุน 3 กองในกลุ่มตัวท็อปที่ทาง TMB เลือกมานั้น ได้รับผลตอบแทนที่ดี สำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนได้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจครับ
แต่ทีนี้คำถามต่อคือ แล้วจะเลือกกองทุนไหนดี?
สิ่งที่เราต้องมาเช็คต่อไปนั้น พรี่หนอมมองว่ามันคือปัจจัยด้านอื่นๆที่ไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงครับ แต่มันคือ…
1. นโยบายการลงทุน
ถึงแม้ว่ากองทุนที่ยกมาทั้ง 3 กองนั้นจะไม่แตกต่างกันในเรื่องของผลตอบแทนมากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ นโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการลงทุนในกองทุนรวมที่เลือกลงทุนในหุ้นแบบไหนเป็นหลัก เช่น หุ้นธรรมาภิบาล หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือเน้นหุ้นที่อยู่ใน SET50 ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นกับความถูกใจในนโยบายของแต่ละคนไปครับ
2. ความต้องการกระแสเงินสดระหว่างทาง
สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องของความชอบของแต่ละคนครับ บางคนอาจจะต้องการเงินปันผลมาเป็นรายได้ระหว่างทาง หรือรู้สึกว่าได้รับเงินออกมาเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ก็จะเหลือตัวเลือกแค่กองทุน VALUE-D LTF เป็นหลัก เพราะเป็นกองเดียวที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
3. ความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่ผ่านมา
อย่าลืมนะครับว่ากองทุน LTF เป็นกองทุนที่ต้องถือครองประมาณ 7 ปีปฎิทิน หรือคิดง่ายๆ คือ 5 ปีขึ้นไป ดังนั้นการพิจารณาผลตอบแทนอาจจะต้องมองทั้งในแง่ของการลงทุนระยะยาว ซึ่งตรงนี้หากวัดกันที่ผานมา แม้ว่ากองทุน CG-LTF จะดูเหมือนว่าผลตอบแทนลดลงในช่วงปี 2559 แต่ระยะยาวแล้วก็ยังสามารถชนะกองทุนอื่นๆที่นำมาเปรียบเทียบกันครับ
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรี่หนอมยกมานั้น มันคือการมองจากสิ่งที่ผ่านมาในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทราบในอนาคตข้างหน้า เพราะอย่างที่ว่าแหละครับ การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นเราต้องพิจารณาตั้งแต่ข้อมูลในอดีต ความต้องการในปัจจุบัน และเป้าหมายในอนาคตประกอบกันครับว่า เราต้องการแบบไหน และกองทุนที่เราเลือกนั้นไปอยู่ในจุดใดของการลงทุนที่เราเลือกไว้ครับ
สุดท้ายนี้สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้ำในเรื่องของภาษีให้ชัดก็คือ การลงทุนใน LTF นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อผลตอบแทนที่ดีและการประหยัดภาษีที่คุ้มค่า ซึ่งเราต้องพิจารณาควบคู่กันไปทั้ง 2 ด้านครับ
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “สภาพคล่องที่เรามี” เราจะต้องทิ้งกองทุนนี้ไว้ขั้นต่ำ 5 ปีกว่าๆ ดังนั้นอย่าลืมพิจารณามุมมองทั้งหมดนี้ให้ครบทุกด้านในการตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ
สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน ถ้าหากใครสนใจกองทุนตัวท็อปที่ทาง TMB เลือกมา ก็สามารถหาข้อมูลได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับผม www.tmbbank.com/tb/top10ltfrmf
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ TMB Advisory Room ที่สาขา TMB
- โทร. 1558 กด #9 สอบถามและซื้อขายกองทุน
- LINE @TMBadvisory รับข้อมูลข่าวสารฟรี
- TMB Advisory ลงทะเบียนรับข่าวสารฟรี คลิก
- TOUCH Mobile App : สามารถซื้อ-ขายกองทุนได้แล้ววันนี้
บทความนี้เป็น Advertorial
You might also like

สอนยื่นภาษีปี 2567 ออนไลน์ โดย พรี่หนอม TAXBugnoms บ...
ใครยังไม่ได้ยื่นภาษีเพราะไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรบ้าง? วันนี้ aomMONEY ไปสรุปข้อที่ควรรู้แ...

“ถ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้สบายไปแล้ว” (Work-Live-B...
เรื่องราวประสบการณ์การทำงานอันโลดโผนของพรี่หนอม เลยอยากให้เขียนหนังสือในคอนเซปต์ที่ว่า ...

สรุปประเด็น ! เงินเฟ้อชะลอลง เศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงไหม...
เนื้อหาส่วนนี้สรุปจากคลิปของ KRUNGSRI EXCLUSIVE ทางช่อง Krungsri simple ในหัวข้อ "เศรษฐ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

