“รายได้โต + กำไร” มากกว่า 40% รู้จัก “Rule of 40” เครื่องมือที่นักลงทุน VC เลือกใช้ คัดกรองธุรกิจเทคฯ คุณภาพ

“รายได้โต + กำไร” มากกว่า 40% รู้จัก “Rule of 40” เครื่องมือที่นักลงทุน VC เลือกใช้ คัดกรองธุรกิจเทคฯ คุณภาพ

ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น เบื้องหลังของนวัตกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วมาจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก

มันคงดีไม่น้อยถ้าเราสามารถประเมินหรือเห็นแนวทางว่า บริษัทที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้จะเติบโตไปในทิศทางไหน เราจะได้ลงทุนอย่างมั่นใจ

บางครั้งเราเห็นรายได้ของบริษัทเทคโนโลยีที่พุ่งสูงขึ้น และเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่บริษัทกำลังจะทำ แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียว

ไม่ได้การันตีความสำเร็จในระยะยาวเสมอไป เพราะเบื้องหลังตัวเลขรายได้ที่พุ่งสูง อาจแฝงมาด้วยการเผาผลาญเงินทุนอย่างหนัก และความไม่แน่นอนของกระแสเงินสด

ในโลกธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับเวลาและทรัพยากรที่มีจำกัด การจะเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืน
จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตแต่ก็ยังคงความสามารถในการทำกำไร

จึงเป็นที่มาของแนวคิด Rule of 40 ในการดูบริษัทที่เติบโตเหล่านี้

Rule of 40 มาได้อย่างไร

แนวคิดของ “Rule of 40” เริ่มเป็นที่รู้จักจากแบรด เฟลด (Brad Feld) นักลงทุน Venture Capital (VC) ชื่อดัง โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เกณฑ์นี้วัดสมดุลระหว่างการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร

ของธุรกิจประเภท Software as a Service หรือ SaaS เป็นโมเดลธุรกิจที่ให้บริการซอฟต์แวร์กับลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเก็บค่าบริการแบบรายเดือนหรือรายปี ตัวอย่างบริษัท SaaS ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ Zoom, Salesforce (CRM), Adobe Creative Cloud

โดย Rule of 40 คือการบอกว่าบริษัทควรมีอัตราการเติบโตของรายได้รวมกับอัตรากำไรสุทธิรวมกันไม่ต่ำกว่า 40% แล้วถ้าตัวเลขรวมกันมากกว่า 40% แสดงว่าบริษัทมีการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืน แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารวมกันแล้วได้ต่ำกว่า 40% แสดงว่าบริษัทอาจกำลังมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดหรือสภาพคล่อง

ถึง Rule of 40 จะใช้กับบริษัท SaaS เป็นหลัก เพราะบริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแบบเก็บค่าบริการเป็นสมาชิก แต่ Rule of 40 ก็ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบริษัทเก็บค่าสมาชิกอื่นๆ ได้เหมือนกัน เช่น Netflix

ธุรกิจ SaaS เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วมากๆ นักลงทุนหลายคนให้ความสนใจ เพราะโมเดลที่เก็บค่าบริการแบบเป็นสมาชิก ทำให้สามารถสร้างรายได้ประจำและยังสามารถคาดการณ์ได้ แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจ SaaS ต้องใช้เงินที่เยอะมากในช่วงเริ่มต้น อย่างการวิจัยและพัฒนา และการทำการตลาดเพื่อให้มีลูกค้าเยอะๆ ทำให้ขาดทุนในช่วงแรก

เฟลด และนักลงทุนจึงพยายามมองหาวิธีใหม่ในการประเมินสุขภาพทางการเงินของบริษัท จึงเป็นที่มาของ Rule of 40 แล้วเจ้า Rule of 40 ไปคำนวณอย่างไร ไปดูกัน

Rule of 40 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

- เปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เทียบกับปีที่ผ่านมา (Revenue Growth)

วิธีการหาคือ “(รายได้ปัจจุบัน - รายได้ปีก่อนหน้า) / รายได้ปีก่อนหน้า x 100%”

- อัตรากำไรโดยไม่รวมดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin)

วิธีการหาคือ “EBITDA / รายได้รวม x 100%”

แต่ในยุคนี้ที่เราสามารถดูข้อมูลทางการเงินเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องคำนวณให้ยุ่งยากเลย

Rule of 40 คำนวณอย่างไร

วิธีการคำนวณ Rule of 40 นั้นไม่ซับซ้อนเลย เพียงแค่นำเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้ (Revenue Growth) + อัตรากำไรของบริษัท (Profitability Margin) ผลรวมต้องมากกว่า 40% ถึงจะผ่านเกณฑ์

เรามาดูตัวอย่างจากหุ้น (ADBE) Adobe Inc.

อัตราการเติบโตของรายได้ ปี 2024 = 10% และ อัตรากำไรของบริษัทแบบ EBITDA Margin ปี 2024 = 39% นำมาทำตามสูตร 10 + 39 = 49 ถือว่าผ่านเกณฑ์

Rule of 40 เป็นอีกตัวชี้วัดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการคัดเลือกหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นรายได้แบบประจำอย่าง SaaS ให้มีมุมมองที่สมดุลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ซื้อเพราะรายได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้เราเห็นภาพบริษัทว่า สามารถสร้างรายได้ไปพร้อมกับรักษาความสามารถในการทำกำไรไปด้วย

Rule of 40 ไม่ใช่สูตรลับที่ใช้แล้วจะประสบความสำเร็จในการเลือกบริษัท แต่เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือในการประเมินคุณภาพของธุรกิจ โดยควรใช้คู่กับการวิเคราะห์อื่นๆ เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท จึงไม่ควรใช้ Rule of 40 ตัดสินเพียงอย่างเดียว

เรียบเรียงโดย: ณัฐวีร์ เชี่ยวพัทธยากร

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save