เมื่อวันเกษียณมาถึง ดึงเงินจากไหนมาใช้ได้บ้าง? เปิดแหล่งรายได้ของวัยเกษียณ ‘ข้าราชการ-พนักงานเอกชน-อาชีพอิสระ’

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2557 พบว่า แหล่งรายได้ของคนสูงอายุไทย มาจาก บุตรหลาน ร้อยละ 35.7, การทำงานของผู้สูงอายุร้อยละ 34.3, เบี้ยยังชีพจากทางราชการ ร้อยละ 15.3, คู่สมรส ร้อยละ 4.6, เงินบำเหน็จบำนาญ ร้อยละ 4.5 และ ดอกเบี้ยเงินออมที่ผู้สูงอายุได้เก็บออมไว้.ร้อยละ 3.8
จะเห็นว่า มีเพียง 3.8% เท่านั้นที่สามารถอยู่ได้ด้วยเงินออมที่เก็บไว้ก่อน 34.3% แก่แล้วแทนที่จะได้พักผ่อนกลับต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ นอกนั้นต้องพึ่งพาผู้อื่น เช่น บุตร คู่สมรส และเงินสวัสดิการต่างๆ และการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติยังพบว่า เกินครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง หากวัดจากรายได้และเม็ดเงินเพียงอย่างเดียวจะพบว่า ร้อยละ 26.3 เงินออมไม่พอใช้ ไม่มีลูก-สวัสดิการ ร้อยละ 27.6 มีเงินออมพอใช้แต่ไม่มีลูก-สวัสดิการ หรือมีลูก-สวัสดิการ แต่มีเงินออมไม่พอใช้ ผลสำรวจสะท้อนว่าผู้สูงวัยต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นในระยะยาว และมีแนวโน้มเป็นโสดและอาศัยโดยลำพังมากขึ้น สวนทางกับแนวโน้มเด็กเกิดใหม่ลดลง ขาดลูกหลานให้พึ่งพา
เมื่อการเงินเพื่อวัยเกษียณเป็นเรื่องสำคัญ เรามาดูกันนะว่า ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือน อาชีพอิสระ มีแหล่งเงินในยามเกษียณอะไรบ้าง
ข้าราชการ
(1) ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ผู้เกษียณอายุราชการ หากอายุราชการตั้งแต่ 1 แต่ไม่เกิน 10 ปี มีสิทธิได้บำเหน็จอย่างเดียว หากตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปเลือกรับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ อย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้น
เงินบำเหน็จ
คือ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ข้าราชการที่พ้นจากราชการเพียงครั้งเดียว
วิธีการคำนวณ
อายุราชการ (ปี) x เงินเดือนเดือนสุดท้าย (เศษของปีตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป นับเป็น 1 ปี)
เงินบำนาญ
คือ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ข้าราชการซึ่งพ้นจากราชการเป็นรายเดือน จนถึงแก่กรรม
วิธีการคำนวณ
o กรณีไม่เป็นสมาชิก กบข.
เวลาราชการ (ปี) x เงินเดือนเดือนสุดท้าย ÷ 50 (เศษของปีตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป นับเป็น 1 ปี)
o กรณีเป็นสมาชิก กบข.
เวลาราชการ (ปี) x เงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย ÷ 50 (บำนาญจะได้รับไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)
(2) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
เป็นกองทุนการออมเกษียณของข้าราชการ โดยข้าราชการสามารถสะสมเข้ากองทุนได้ตั้งแต่ร้อยละ 3 -30 ของเงินเดือน (เงินที่ออมลดหย่อนภาษีได้) และรัฐบาลจะจ่ายสมทบเข้ากองทุนร้อยละ 3 ของเงินเดือน.เมื่อสมาชิก กบข. ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพเนื่องจากออกจากราชการ นอกจากเอาเงินออกทั้งก้อน ยังมีสิทธิเลือกในการดำเนินการเกี่ยวกับเงินที่มีสิทธิได้รับจาก กบข. โดยสามารถเลือกบริการออมต่อได้ถึง 4 รูปแบบคือ
1. ออมต่อทั้งจำนวน
2. ทยอยรับเงินเป็นงวดๆ
3. ขอรับเงินบางส่วน ที่เหลือให้ กบข. บริหารต่อ
4. ขอรับเงินบางส่วน ที่เหลือทยอยรับเงินเป็นงวดๆ
มนุษย์เงินเดือน
(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เป็นการออมแบบผูกพันระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างประจำส่วนราชการ เป็นการออมเงิน 2 ขา คือ ลูกจ้างส่งเงินสะสม และนายจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 2 – 15 ของเงินเดือน (เงินที่ออมลดหย่อนภาษีได้) ลูกจ้างจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินก้อนในจำนวนเท่ากับเงินสะสม เงินสมทบ และผลตอบแทนของเงินดังกล่าว สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอายุตัวตั้งแต่ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน เงินจากกองทุนทั้งก้อนไม่ต้องเสียภาษี และนอกจากจะเอาเงินออกทั้งก้อน สมาชิกกองทุนสามารถเลือก คงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ ขอรับเงินเป็นงวดได้
(2) กรณีชราภาพ กองทุนประกันสังคม
สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้รับจะต้องเข้าเงื่อนไข อายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเมื่อเป็นผู้ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ มีดังนี้
บำเหน็จชราภาพ
จ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตนที่จ่ายให้กับสำนักงานประกันสังคม
จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน จะจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตนและส่วนของนายจ้างที่จ่ายเงินสมทบให้กับสำนักงานประกันสังคม เพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และผลประโยชน์ตอบแทนประจำปี
บำนาญชราภาพ
จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็น รายเดือนตลอดชีวิต คิดเป็นอัตราร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้าง(ไม่เกิน 15,000 บาท) เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
จ่ายเงินสมทบเกินกว่า180 เดือน จะเพิ่มอัตราการจ่ายเงินบำนาญ ให้อีก ร้อยละ 1.5 ของระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุกๆ 12 เดือน
อาชีพอิสระ
(1) เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คือ สวัสดิการที่ทางภาครัฐ จัดสรรให้แก่ ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพในแต่ละเดือน เนื่องจากรายได้จากอาชีพผู้สูงอายุที่ทำอยู่ในแต่ละเดือนอาจไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย โดย
อายุ 60-69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 600 บาท/คน/เดือน
อายุ 70-79 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 700 บาท/คน/เดือน
อายุ 80-89 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 800 บาท/คน/เดือน
อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน
ที่ผ่านมาเบี้ยผู้สูงอายุตกไปถึงคนจนมากกว่าคนรวย โดยไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่จนที่สุดมากถึงร้อยละ 29.7 อันดับที่ 2 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่เกือบจนที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 26.8 แค่เฉพาะ 2 กลุ่มนี้ก็ได้รับประโยชน์เกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว ในขณะที่คนรวยที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 9 เป็นเพราะผู้สูงอายุที่ฐานะดีไม่ได้ลงทะเบียบรับเงินส่วนนี้ ประกอบกับผู้สูงอายุที่รวยจริงๆ ในประเทศไทยก็มีไม่เยอะมาก
(2) ประกันสังคมมาตรา 40
เป็นการออมสำหรับคนที่ไม่ใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 หรือเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 โดยมาตรา 40 คือผู้ประกันตนโดยอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ เช่น ฟรีแลนซ์ เกษตรกร ค้าขาย เป็นต้น เฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 และ 3 เท่านั้น ถึงมิสิทธิได้รับประโยชน์กรณีชราภาพ (ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี) ดังนี้
ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2
จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามจำนวนงวดที่จ่ายเงินสมทบ เดือนละ 50 บาท (สามารถฝากเงินออมเพิ่มได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท) + ผลประโยชน์ตอบแทน
ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3
จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามจำนวนงวดที่จ่ายเงินสมทบ เดือนละ 150 บาท (สามารถฝากเงินออมเพิ่มได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท) + ผลประโยชน์ตอบแทน และจะได้รับเงินบำเหน็จเพิ่มอีก 10,000 บาท หากจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป
(3) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบของการออมเพื่อเกษียณอายุ อย่างเช่น คนที่มีอาชีพอิสระ นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ ออมได้สูงสุดปีละ 30,000 บาท (เงินที่ออมลดหย่อนภาษีได้) รัฐสมทบให้ตามสัดส่วนที่กำหนดในแต่ละช่วงอายุ โดยสมทบสูงสุดปีละ 1,800 บาท ทุกช่วงอายุ ดังนี้
อายุไม่เกิน 30 ปี รัฐสมทบ 50%
อายุ 30-50 ปี รัฐสมทบ 80%
อายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100%
จำนวนเงินสะสมและเงินสมทบที่สูงขึ้น จะทำให้สมาชิก กอช. มีเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตให้มีเงินเพียงพอในการดำรงชีพยามชราภาพ โดยสมาชิก กอช. ที่เริ่มออมตั้งแต่อายุ 15 ปี และออมต่อเนื่องจนถึงอายุ 60 ปี การได้รับบำนาญจะได้เพดานบำนาญต่อเดือนสูงสุด 12,000 บาท/เดือน ในกรณีส่งเงินสะสมเต็มเพดานเงินสะสม โดยการได้รับบำนาญ จะได้รับต่อเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
นอกจากการออมเพื่อวัยเกษียณเหล่านี้ เรายังมีทางเลือกที่จะเพิ่มเงินออมเพื่อวัยเกษียณได้อีกหลายวิธี เช่น กองทุน RMF ประกันบำนาญ กองทุน SSF กองทุน Thai ESG เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เรามีเงินออมเพื่อวัยเกษียณมากขึ้น ยังสามารถเอาเงินที่ออมไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย
เขียนโดย: สาธิต บวรสันติสุทธิ์, นักวางแผนการเงิน CFP
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

