เศรษฐีร้อยล้านกับรถเก่าที่ใช้มา 20 ปี “ผมซื้อรถใหม่พรุ่งนี้ได้ไหม? ได้นะ แต่มันสำคัญกับผมไหม? ไม่เลย”

ถึงแม้จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน ก็ไม่เคยคิดว่าอยากจะซื้อรถหรูคันใหม่มาใช้เลย
อันที่จริงแล้วเศรษฐียังคงขับรถ Honda Accord ที่เขาซื้อเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2005 อยู่ทุกวัน นับถึงตอนนี้อายุของรถก็เกือบ 20 ปีเข้าไปแล้ว เขาบอกกับเว็บไซต์ CNBC ว่า
“มันเป็นรถที่สมเหตุสมผลนะ ผมดูแลมันอย่างดี ผมซื้อรถใหม่พรุ่งนี้ได้ไหม? ได้สิ แต่มันสำคัญกับผมไหม? ไม่เลย”
เพราะถ้าพูดกันตามความมั่งคั่งของเขาที่มีอยู่กว่า 25 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 850 ล้านบาท เขาจะซื้อรถคันใหม่สักคันก็คงไม่ได้กระทบอะไรมาก
เศรษฐีโพสต์ใน Instagram ของเขาว่า
“พอคนรู้ว่าผมเป็นเศรษฐีเงินล้าน (Millionaire) ที่ขับรถ Honda Accord อายุ 18 ปีที่ผมซื้อมาตั้งแต่ 2005 คนพวกนั้นดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที”
หลังจากนั้นเขาก็จะได้คอมเมนต์ประมาณว่า “แล้วแบบนี้จะเป็นเศรษฐีเงินล้านไปทำ***อะไร?” หรือ “มีประโยชน์อะไรที่จะหาเงินแล้วมาขับ Honda”
เศรษฐีบอกว่าเรื่องพวกนี้ทำให้เขาหัวเราะเพราะ “บางคนไม่สามารถเข้าใจได้เลยจริงๆ ว่าทำไมคนอื่นถึงไม่อยากใช้เงินซื้อบ้านหลังใหญ่หรือรถยนต์คันใหม่”
มันคือความแตกต่างในมุมมองและค่านิยม สำหรับเศรษฐีแล้วการขับรถที่ไม่ต้องผ่อน ทำให้เขามีเงินเหลือเยอะขึ้นในแต่ละเดือนเพื่อใช้สำหรับสิ่งที่ ‘สำคัญ’ สำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง เอาเงินไปลงทุน หรือการบริจาคเงินในส่วนต่าง ๆ ด้วย
เศรษฐีเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “หน้าปัดการเงิน” หรือ “Money Dial” นั่นเอง
ซึ่งตามหลักคิดของเขาแล้ว คุณจะสามารถใช้เงินมากขึ้นกับสิ่งที่นำความสุขมาให้กับคุณโดยลดการใช้จ่ายในสิ่งที่คุณไม่ได้สนใจอะไรกับมันสักเท่าไหร่นัก
ลองจินตนาการใช้เงินแต่ละแบบนั้นจะมีหน้าปัดของเงินเป็นของตัวเอง นึกถึงปุ่มหมุนบนหน้าปัดวิทยุก็ได้ครับ อย่างรถยนต์ก็มีหน้าปัดอันหนึ่ง ท่องเที่ยวก็มีหน้าปัดอีกอันหนึ่ง กินข้าวกับครอบครัวก็อีกอันหนึ่ง ฯลฯ
“ผมใช้เงินเยอะมากกับสิ่งที่ผมรัก และตัดส่วนที่ไม่สนใจออกหมดเลย”
นั่นหมายความว่าสำหรับเศรษฐีแล้วหน้าปัดของรถยนต์ก็ถูกหมุนจนเหลือต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหน้าปัดส่วนการเดินทางก็สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบอ่านหนังสือก็ใช้เงินซื้อหนังสือ ถ้าคุณชอบดูหนังก็ใช้เงินไปดูหนัง แต่ส่วนไหนที่คุณไม่สนใจก็ตัดออกไปให้หมด หรือให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“นี่คือตอนที่เงินกลายเป็นบางอย่างที่มีความหมายมากกว่าแค่สิ่งที่เอาไว้จับจ่ายซื้อของ เงินส่วนนี้สร้างความหมาย และนั่นก็เป็นแกนหลักสำคัญของชีวิตที่ร่ำรวย” เศรษฐีกล่าว
เราถูกสอนมาให้ประหยัดเงิน อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แม้จะชอบอะไรมาก ๆ ก็อย่าซื้อถ้าไม่จำเป็น
“มันโอเคนะที่จะอยากได้อะไรสักอย่าง และมีเงินพอที่จะซื้อมันได้”
แทนที่จะพยายามกีดกันตัวเองจากสิ่งที่ตัวเองรัก วิธีนี้จะช่วยให้คุณมองดูสิ่งเหล่านี้ใหม่และใช้เงินกับมันได้ แต่นั่นก็หมายถึงการตัดส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการชดเชยการใช้จ่ายตรงนี้ด้วย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการใช้วิธีของเศรษฐีคือการวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างมีสติ แบ่งเงินออกเป็น 4 หมวด
1. รายจ่ายประจำ - ค่าเช่าบ้าน หนี้การศึกษา ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
2. ส่วนเงินออม - เก็บเงินสำรองฉุกเฉินเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
3. ลงทุน - ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนหุ้น ฯลฯ
4. เงินที่ใช้ได้โดยไม่รู้สึกผิด - เดินทาง กินข้าวนอกบ้าน ซื้อหนังสืออ่าน
สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรับผิดชอบในส่วนที่จำเป็นในชีวิตก่อน (รายจ่ายประจำ ออมเงิน ลงทุน) แล้วถ้าเงินเหลือค่อยเอาไปใช้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร
เศรษฐีกล่าวปิดท้ายว่า “เราถูกสอนมาว่าเงินนั้นต้องประหยัดทุกบาท มาลองพลิกกลับกันดู ลองดูว่าจะใช้มันกับสิ่งที่เรารักได้มากขึ้นยังไง”
สิ่งสำคัญอย่าลืม ‘ใจดี’ กับตัวเองด้วย บางทีเห็นคนนั้นคนนี้ดูรวย กินหรู บ้านใหญ่ รถใหม่แล้วรู้สึกน้อยใจชีวิตตัวเอง ทั้งๆ ที่บางทีสิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ปลายทางที่เราให้ความสำคัญก็ได้
ประเด็นคือเราต้องหาสิ่งที่เรารักให้เจอ สิ่งที่คุณให้คุณค่ากับสิ่งที่คนอื่นหรือสังคมให้คุณค่าไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
มีประโยคหนึ่งจากหนังสือ “ทรัพย์ หุ้น ทุน ศิลป์” ที่เขียนโดย ‘ลงทุนศาสตร์’ ที่สะท้อนถึงประเด็นได้อย่างดี บอกว่า
“หลายครั้งมนุษย์ก็โบยตีตัวเองด้วยความสำเร็จ ยอดเงินในบัญชี หรือขนาดบ้าน แต่เรากลับหลงลืมว่าเส้นชัยอันคาดไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกันนี้มีจุดปล่อยตัวนักวิ่งไม่เหมือนกัน บางคนต้องผ่านทั้งหล่มทั้งเหวทั้งผา แต่บางคนก็ห่างแค่เอื้อมมือคว้าตั้งแต่ต้น เอาเข้าจริงแล้ว เส้นชัยที่ว่าก็อาจไม่ใช่เส้นชัยที่เหมาะสำหรับทุกคนเสียด้วยซ้ำไป มันอาจเป็นเพียงเส้นอุปโลกน์ที่สังคมดูเหมือนจะบอกว่านี่คือปลายทางที่ถูกต้อง โดยที่เราอาจไม่ทันตระหนักด้วยซ้ำว่ายอดเงินในบัญชีหรือขนาดบ้านที่ใครก็บอกให้มี มันคือสิ่งที่จำเป็นจริงหรือ”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

