นับจากช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา เทรนด์หนึ่งที่มาแรงอยู่เสมอ คือเทรนด์ ‘รักสุขภาพ’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกำลังกายให้ตัวเองอยู่ในสัดส่วนที่ดี หรือเทรนด์การกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน แต่ต้องบอกว่าการดูแลสุขภาพนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ‘การไม่ป่วย’ อีกต่อไป ‘แต่ต้องสวย’ ด้วย

วันนี้ ธุรกิจกลุ่มเวชศาสตร์ความงามในไทยจึงเติบโตมาแรงไม่น้อยเลย โดยในปี 2021 มูลค่าตลาดเวชศาสตร์ความงามไทยอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นในช่วงปี 2022-2030 ประมาณ 10% ต่อปี

aomMONEY จึงอยากชวนทุกคนไปดูทิศทาง และโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามในประเทศไทยประจำปี 2023 จากรายงาน SCB EIC Health & Wellness ที่สำรวจผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งเพศ และอายุกว่า 1,402 คน จะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูได้กันเลยได้

🩺คนต่างชาติ ก็ยังบินมาทำหน้าที่ไทย

เทรนด์ดูแลผิว และความงามของผู้บริโภคยุคใหม่ดันตลาดเวชศาสตร์ความงามไทยเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากผู้บริโภคชาวไทย และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ผู้หญิง และ LGBTQIA+ ที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความสวยความงามมากขึ้นและมีโอกาสใช้จ่ายด้านเวชศาสตร์ความงามสูงขึ้น

ซึ่งเราสามารถสรุปออกมาเป็น 4 ปัจจัยที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามในไทยได้ ดังนี้

➡️ 1. ค่านิยมความสวยความงามในยุคที่ Social media: ผลสำรวจจาก Meta พบว่า คนกว่า 600 ล้านคนทั่วโลกในฟิลเตอร์ตกแต่งภาพตัวเองก่อนลงบน Facebook และ Instagram สะท้อนการให้ความสำคัญของภาพลักษณ์ตนเอง

➡️ 2. ค่าบริการเข้าถึงง่าย: เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลกแล้ว ไทยมีค่าบริการด้านเวชศาสตร์ที่ต่ำกว่า จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวบินมาเข้ารับบริการที่ไทยมากขึ้น

➡️ 3. สังคมผู้สูงอายุ: จากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้เทรนด์เวชศาสตร์ชะลอวัยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

➡️ 4. การส่งเสริมจากภาครัฐ: ด้วยการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ทำให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามอันดับต้น ๆ ของเอเชียแปซิฟิก

🩺ผู้บริโภคบริการหัตถการกลุ่มผู้ชาย และ Gen Z เริ่มเติบโตมากขึ้น

แน่นอนว่ายุคสมัยผ่านไป ผู้ชายเองก็ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเช่นกัน รวมไปถึง Gen Z ที่เริ่มใช้จ่ายด้านเวชศาสตร์ความงามกันมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านหัตถการเพื่อรักษา และบำรุงผิว จึงมีแนวโน้มที่เวชศาสตร์ความงามฝั่งหัตถการจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจพบว่า ผู้ที่ใช้บริการหัตถการความงาม จะใช้จ่ายราว 5,000 บาทต่อครั้ง โดยมีปัจจัยด้านราคาเป็นปัจจัยหลัก ในการเลือกสถานที่ที่จะเข้ารับบริการ รองลงมาเป็นเรื่องความปลอดภัย ของทั้งเครื่องมือ และสถานที่ โดยคลินิกขนาดใหญ่ที่มีสาขาจะเป็นอันดับหนึ่งที่คนเลือกใช้บริการในหัตถการทุกกลุ่ม รองลงมาเป็นคลินิกขนาดเล็ก และโรงพยาบาลเฉพาะทาง

หัตถการยอดฮิตทั้ง 3 กลุ่ม จะสามารถเรียงอันดับได้ดังนี้

💉 หัตถการกลุ่มการฉีด

➡️ อันดับ 1: โบท็อกซ์ (30%)
➡️ อันดับ 2: IV Drip (15%)
➡️ อันดับ 3: ฟิลเลอร์ (13%)

💉 หัตถการกลุ่มรักษา และบำรุงผิวหน้า

➡️ อันดับ 1: ทรีตเมนท์ผิวหน้า (55%)
➡️ อันดับ 2: เลเซอร์ผิว (39%)
➡️ อันดับ 3: เลเซอร์กำจัดขน (33%)

💉 หัตถการกลุ่มลดไขมัน และปรับรูปร่างใบหน้า

➡️ อันดับ 1: คลื่นความถี่ (22%)
➡️ อันดับ 2: เทคโนโลยีกระชับสัดส่วน (15%)
➡️ อันดับ 3: ร้อยไหม (5%)

🩺 ในฝั่งศัลยกรรม ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ LGBTQIA+ ราว 20% สนใจทำเพิ่ม และทำหัตถการควบคู่กันไปด้วย

จากผลสำรวจพบว่ากว่า 51% ทำศัลยกรรมมากกว่า 2 อย่างขึ้นไป และ 71% กล่าวว่ามีการทำหัตถการควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะยิ่งผลักดันเวชศาสตร์ความงามทั้งสองด้านให้เติบโตขึ้นไปคู่กัน

โดยผู้คนกว่า 67% มองว่าการรับรองที่ได้มาตรฐานเป็นเหตุผลอันดับแรกที่จะเข้ารับบริการ ทำให้โรงพยาบาลเฉพาะทาง คลินิกศัลยกรรมโดยเฉพาะเป็นตัวเลือกแรกที่จะถูกนึกถึง รองลงมาเป็นการบินไปรับบริการที่ต่างประเทศ ส่วนกลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มเลือกสถานที่ใช้บริการตามรีวิวสูงกว่ากลุ่มอื่น

กลุ่มศัลยกรรมยอดฮิตจะมีดังนี้

➡️ อันดับ 1: จมูก (46%)
➡️ อันดับ 2: ตา (43%)
➡️ อันดับ 3: ใบหน้า เช่น คาง กราม (26%)
➡️ อันดับ 4: ดูดไขมัน (24%)
➡️ อันดับ 5: หน้าอก (13%)
➡️ อันดับ 6: ร่างกาย เช่น หน้าท้อง ก้น (9%)

ธุรกิจเวชศาสตร์ความงามยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ ตั้งราคาที่เหมาะสม พัฒนาการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ ควบคู่กับการสร้างความน่าเชื่อถือ และการใช้กลยุทธ์การตลาดที่ดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค

เรียบเรียง: ชลทิศ ทองไพจิตร
ภาพ: ภควดี เขมะพานิช