ถ้าค่าเล่าเรียนแพงขนาดนี้ วันนี้ผู้ปกครองควรเก็บเงินอย่างไร
แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีลูก เราก็อยากจะหาข้อมูลค่าเล่าเรียนของเด็กๆเตรียมไว้ก่อน จะได้วางแผนคร่าวๆว่าควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ แต่ถ้าสุดท้ายเก็บเงินไว้แล้วไม่มีลูก เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นเงินเกษียณของครอบครัวของเราได้ หลังคลิกหาข้อมูลไปเรื่อยๆก็ไปเจอเว็บไซด์หนึ่งที่รวบรวมภาพเอกสารค่าเทอมของแต่ละโรงเรียนไว้ แม้ว่าอาจจะไม่ครบทุกโรงเรียนในประเทศ แต่ก็ทำให้เราพอเห็นภาพรายจ่ายค่าเล่าเรียนในอนาคตได้
ยิ่งเห็นก็ยิ่งเหงื่อตก เพราะแต่ละโรงเรียนแพงม๊ากกกกกก ทำให้เราเข้าใจหัวอกของพ่อแม่มากขึ้นว่าทำไมช่วงใกล้เปิดเทอมมักจะหมุนเงินไม่ทัน ส่วนตัวมองว่ารายจ่ายค่าเทอม เรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องใช้จ่ายตอนไหนและใช้เท่าไหร่ ถ้าเราวางแผนและจัดการเงินอย่างเป็นระบบ น่าจะทำให้ปัญหาเงินช๊อตลดลงได้
ตัวเลขที่เราจะเห็นในบทความนี้ อภินิหารเงินออมยกตัวอย่างเฉพาะค่าเล่าเรียนเท่านั้น ไม่รวมรายจ่ายอื่นๆที่พ่อแม่จะเพิ่มให้กับลูกของตัวเอง เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าเรียนพิเศษ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ โดยเริ่มจากเป้าหมายการเงินว่าจะต้องเตรียมค่าเล่าเรียนเท่าไหร่ ไปจนถึงแนวทางการวางแผนเก็บเงินเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
วิธีการทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านควรนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตนเองนะคะ
3 ขั้นตอนการเก็บเงินค่าเล่าเรียน
ขั้นตอนที่ 1 เลือกโรงเรียนเป้าหมาย
แต่ละโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันทั้งรัฐ เอกชนและต่างประเทศ ถ้าเราไม่เคยมีแผนคร่าวๆไว้เลยว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน วันนี้เราก็จะไม่รู้ว่าควรเก็บเงินเท่าไหร่ แม้ว่าอนาคตลูกอาจจะไม่ได้เรียนในสถาบันที่เราตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเราก็มีเงินเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว
ถ้าสถาบันใหม่มีค่าเล่าเรียนมากกว่าเงินที่เตรียมไว้ เราจะได้วางแผนว่าวันนี้จะต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ แต่ถ้าสถาบันใหม่ใช้เงินน้อยกว่าที่เตรียมไว้ก็จะมีเงินเหลือไปสนับสนุนลูกทางด้านอื่นมากขึ้น นี่แหละข้อดีของการวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เอาล่ะ!! ตอนนี้เราก็ต้องไปคัดเลือกแล้วว่าต้องการให้ลูกเรียนที่ไหนบ้าง ทำเป็นข้อมูลใส่ไว้ใน Excel หรือเขียนใส่กระดาษไว้ก็ได้ เพื่อเอาไว้ดูเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละสถาบันได้ เขียนไว้ด้วยว่าทำขึ้นตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ จะได้กลับมาอัพเดทข้อมูลใหม่ได้
ภาพนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆเท่านั้น อาจจะเพิ่มข้อมูลให้มากกว่านี้ เช่น
- ค่าเล่าเรียนแต่ละระดับชั้น เราเก็บไว้ในสินทรัพย์การเงินแบบไหนบ้าง (เช่น ฝากประจำ สลากออมสิน กองทุนรวม สหกรณ์ ฯลฯ) ให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงเท่าไหร่
- ค่าเล่าเรียนในปัจจุบันจะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคต เพื่อจะได้รู้ต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไหร่ (มีวิธีคำนวณในขั้นตอนที่ 2)
- เก็บข้อมูล ที่อยู่ เบอร์โทร เว็บไซด์ FB ของโรงเรียน หรือเข้ากลุ่มไลน์ผู้ปกครองของโรงเรียน เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ
ขั้นตอนที่ 2 รวมจำนวนเงินค่าเล่าเรียนทั้งหมด
เคยมั๊ยที่เราถามเพื่อนว่า “กลางวันนี้จะกินอะไรดี” แล้วเพื่อนมักจะตอบว่า “อะไรก็ได้” พอเราบอกว่ากินโน้น นี่นั่นไหม เพื่อนก็บอกว่าไม่กินเพราะเพิ่งกินมา แต่พอเราถามอีกครั้งว่าจะกินอะไร เพื่อนก็จะตอบว่า “กินอะไรก็ได้” แล้วก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะตัดสินใจได้
ถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน การกระทำก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย
การเก็บเงินค่าเล่าเรียนก็เช่นกัน ถ้าเราไม่เคยรู้ว่าจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนทั้งหมดเท่าไหร่ ตอนนี้เราก็จะเก็บเงินไปเรื่อยๆโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าควรนำเงินไปลงทุนเท่าไหร่เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น เอาล่ะ!! ตอนนี้เรามาตั้งเป้าหมายกันก่อนนะคะ เริ่มจากควรรู้ว่า...
ค่าเล่าเรียนแพงขึ้นเท่าไหร่?
อภินิหารเงินออมเปิดลิงค์หาข้อมูลค่าเล่าเรียนไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง
- ค่าเรียนระดับชั้น ป. 1 ปัจจุบันปีละ 38,000 บาท พอสอบถามกับศิษย์เก่าที่เคยเรียนที่นี่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาบอกว่าตอนนั้นเรียนปีละ 5,000 บาท ค่าเล่าเรียนสูงขึ้นปีละ 6.99%
- ค่าเรียนระดับชั้น ม. 1 ปัจจุบันปีละ 46,000 บาท ศิษย์เก่าบอกว่าเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ปีละ 8,000 บาท ค่าเล่าเรียนสูงขึ้นปีละ 8.28%
นั่นแสดงว่า...
ค่าเล่าเรียนที่เห็นอยู่ตอนนี้ จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งค่าเล่าเรียนแพงขึ้นปีละ 6 - 9%
เรามาดูวิธีการคำนวณว่าตัวเลขนี้ออกมาได้อย่างไร สิ่งแรกที่เราควรเข้าใจ คือ “เวลาแตกต่างกัน มูลค่าของเงินก็แตกต่างกันด้วย” ทั้งหมดนี้เป็นพราะเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินลดลงเรื่อยๆ เช่น ปี 2510 เงิน 50 สตางค์ ซื้อผัดไทได้ 1 จาน แต่ตอนนี้จะต้องใช้เงิน 30 - 60 บาท ซื้อผัดไทได้ 1 จาน เรียกง่ายๆว่า ซื้อของได้เท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินมากกว่าเดิม #ค่าเล่าเรียนก็เช่นกัน
การคำนวณจะต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน แต่ไม่ต้องตกใจเพราะตอนนี้มีแอพฟรีให้โหลด คำนวณเองได้ง่ายมากๆ แอพนี้มีชื่อว่า Ez calculators แล้วกดที่ TVM Calculator (การคำนวณมูลค่าเงินตามเวลา) หน้าจอจะเป็นแบบนี้ ส่วนตัวอักษรสีเขียวและตารางเส้นสีดำ เราใส่เพิ่มขึ้นมาเองเพื่ออธิบายว่าแต่ละเมนูใส่ข้อมูลอะไรบ้าง
จากตัวอย่างเมื่อกี้ เราอยากรู้ว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วค่าเล่าเรียน 5,000 บาท ปัจจุบันกลายเป็น 38,000 บาท นั้นแพงขึ้นปีละกี่ % เราก็ใส่ข้อมูลลงในช่อง ตามนี้นะคะ
- PV = 5,000
- FV = -38,000 (ใส่เครื่องหมายลบ เหมือนการถอนเงินออก)
- Periods = 30
- Compounding = Annually (รายปี)
ใส่ทุกอย่างครบแล้วก็กด Rate ตัวเลขก็จะขึ้นมา 6.99% แล้วถ้าเราอยากรู้ว่าโรงเรียนที่อยากให้ลูกเข้านั้น ในอนาคตค่าเล่าเรียนจะกลายเป็นเท่าไหร่ ก็ใช้เครื่องคิดเลขนี้คำนวณได้เช่นกัน ดูตัวอย่างการคำนวณได้ที่ภาพต่อไปจ้า สูดหายใจลึกๆแล้วค่อยเลื่อนลงไปดูนะจ๊ะ ^^
ค่าเล่าเรียนที่เห็นตอนนี้จะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคต ข้อมูลอยู่ในตารางสีเขียว ตารางนี้คำนวณจากค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นปีละ 6% ในขณะที่เงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.5% ต่อปี เรียกง่ายๆว่า ดอกเบี้ยเงินฝากโตไม่ทันเงินเฟ้อค่าเล่าเรียน แล้วจะทำอย่างไรให้โตทันเงินเฟ้อค่าเล่าเรียนล่ะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะคะ
จากขั้นตอนแรกที่เราเก็บข้อมูลโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนว่าแต่ละชั้นต้องจ่ายปีละเท่าไหร่บ้าง ต่อไปเราต้องมาคำนวณว่าเงินจำนวนนี้เพิ่มขึ้นปีละ 6% ค่าเล่าเรียนจะกลายเป็นเท่าไหร่ในอนาคตที่สุดท้ายจะกลายเป็นเป้าหมายการเก็บเงินของเรา
สมมติว่าโรงเรียนที่ผู้ปกครองอยากจะให้ลูกเรียนนั้น มีเป้าหมายค่าเล่าเรียนทั้งหมด 2,023,580.76 บาท แบ่งเป็น
- ระดับประถม : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 10,000 บาท อีก 7 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้า ป.1 จะกลายเป็น 15,036.30 บาท รวมตั้งแต่ ป.1 - ป.6 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 104,883.00 บาท
- ระดับมัธยม : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 40,000 บาท อีก 13 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้า ม.1 จะกลายเป็น 85,317.13 บาท รวมตั้งแต่ ม.1 - ม.6 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 595,114.16 บาท
- ระดับปริญญาตรี : เราเก็บข้อมูลมาว่าปี 2561 ค่าเล่าเรียนปีละ 100,000 บาท อีก 19 ปีข้างหน้า ลูกจะเข้าเรียนจะกลายเป็น 302,559.95 บาท รวมตั้งแต่ปริญญาตรีปี 1 - 4 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1,323,583.60 บาท
ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าแต่ละช่วงเวลาจะต้องใช้เงินเท่าไหร่บ้าง ต่อไปจะเป็นวิธีออกแบบว่าจะต้องเก็บอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
ขั้นตอนที่ 3 เลือกวิธีการเก็บและการรักษาเงิน
ตอนนี้เรารู้เป้าหมายแล้วว่าจะต้องเตรียมเงินค่าเล่าเรียนทั้งหมด 2,023,580.76 บาท ต่อไปก็จะต้องมาออกแบบว่าควรเก็บแบบไหน สะสมปีละกี่บาท เครื่องคิดเลขทางการเงิน Ez calculators ก็ช่วยเราคำนวนเงินเก็บรายปีได้นะจ๊ะ
วิธีกดเครื่องคิดเลขทางการเงิน
- FV = 2,023,580.76 (เป้าหมายเงินที่ต้องการจะเก็บ)
- Rate = 3% (ผลตอบแทนที่เรานำเงินไปลงทุน)
- Periods = 15 ปี (ระยะเวลาเก็บเงิน)
- Compounding = Annually (รายปี)
จากนั้นกดช่อง PMT ควรเก็บเงินให้ได้ปีละ 108,801 บาทหรือเฉลี่ยเดือนละ 9,066.75 บาท (คิดง่ายๆจาก 108,801 หาร 12) จากตารางเราจะเห็นแล้วว่าเป้าหมายเดียวกัน คือ 2,023,580.76 บาท “ระยะเวลาการเก็บเงินและผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้เราเก็บเงินรายเดือนแตกต่างกัน” ถ้าเรารู้จักแต่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ยประมาณ 1% นิดๆ ก็จะต้องสะสมเงินเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 10,476.49 บาท
ตัวอย่างนี้ใช้วิธีการลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินอีกเยอะมากที่เรานำมาใช้ได้ มันขึ้นอยู่กับการออกแบบวิธีการเก็บเงิน และความเข้าใจในการลงทุนแบบต่างๆ เช่น
- แบ่งช่วงเวลาการเก็บเงิน
- อีก 1 - 3 ปี ลูกจะเข้าโรงเรียน ควรเก็บเงินไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้เงินต้นปลอดภัย เช่น ฝากประจำ เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง สลากออมสิน สลาก ธกส. กองทุนรวมตลาดเงิน
- ลูกอายุ 1 ขวบ แต่จะเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนมัธยมไปถึงปริญญาโท ซึ่งเป็นการเก็บเงินระยะยาว มีเวลามากพอที่เก็บไว้ในที่ทีมีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น เช่น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมหุ้น ในขณะที่บางคนใช้ประโยชน์จาก LTF (ขายได้ทุก 7 ปี) เพื่อลดหย่อนภาษีและเก็บเป็นเงินค่าเล่าเรียนของลูก
การรักษาเป้าหมาย
พ่อของอภินิหารเงินออมเป็นข้าราชการบำนาญ ที่อยู่ได้ไม่นาน พ่อต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ 3 เดือน ก็เสียชีวิตไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในขณะที่เรายังเรียนไม่จบ ยังจำได้แม่นเลยว่า วันนั้นหมอเรียกให้เราไปดูใจพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไปไม่ทัน เราเดินตามรอยเลือดที่พื้นไปถึงเตียงของพ่อ ใช้มือขวาของเราปิดตาพ่อเบาๆแล้วคิดในใจว่า “หลับให้สบายนะคะ พวกเราดูแลตัวเองได้”
หลังจากเผาศพของพ่อแล้ว เย็นวันนั้นเราต้องรีบกลับเข้ากรุงเทพเพื่อไปสอบปลายภาค ส่วนแม่ก็จัดการเรื่องเงินก้อนสุดท้ายของพ่อ เราขอแบ่งเงินนั้นมาส่วนหนึ่ง เพื่อจ่ายค่าเทอมที่เหลืออยู่ ส่วนค่ากินอยู่ ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ต้องไปทำงานหาเงินใช้เอง กว่าจะเรียนจบมันไม่ง่ายเลยจริงๆ...
จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีสติ ทำใจยอมรับ เมื่อมีการเสียชีวิต ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับคนที่มีชีวิต โชคดีที่เรายังมีเงินก้อนสุดท้ายมาใช้จ่ายเพื่อประคองให้ครอบครัวผ่านช่วงดราม่าออกมาได้ แล้วผู้อ่านล่ะคะ เตรียมแผนฉุกเฉินให้ครอบครัวของเราบ้างแล้วรึยัง? #มีแผนฉุกเฉินแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วมันไม่มี
อยากเห็นอนาคตครอบครัวของเราเป็นอย่างไร เราออกแบบได้ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเรามีเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน เก็บสะสมเงินได้ สุดท้ายเราควรรักษาเป้าหมายนั้นไว้ให้ได้ด้วย ซึ่งเครื่องมือทางการเงินชนิดเดียวที่ให้ความคุ้มครองได้ คือ ประกันชีวิต
กรณีที่ 1 มีประกันชีวิต
ถ้าเราทำประกันชีวิตครอบคลุมค่าเล่าเรียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหากเราเสียชีวิตไป เงินก้อนสุดท้ายนี้จะส่งให้ลูกเรียนจบตามที่วางแผนไว้แน่นอน แต่ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นทุนเริ่มต้นให้ลูกหลังเรียนจบได้ เช่น ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยประกัน 10 ปี คุ้มครอง 15 ปี ซึ่งภายใน 15 ปี
เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นมี 2 แบบ
- หากพ่อหรือแม่เสียชีวิตกระทันหัน ลูกจะได้รับเงินก้อนจากประกันชีวิตเป็นทุนการศึกษา เรียนจนจบตามที่พ่อหรือแม่ตั้งใจไว้
- พ่อหรือแม่มีชีวิตอยู่ ครบปีที่ 15 เงินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นเงินทุนการศึกษาให้ลูก หรือ กลายเป็นเงินทุนเริ่มต้นให้ลูกหลังเรียนจบ เขาอยากสร้างธุรกิจอะไรก็เริ่มได้จากเงินก้อนนี้
กรณีที่ 2 ไม่มีประกันชีวิต
ถ้าเราสะสมเงินลงทุนเอง เงินเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แต่ไม่เคยป้องกันความเสี่ยงชีวิตตัวเอง หากเสียชีวิตไปทั้งที่เป้าหมายการเก็บเงินยังไม่สำเร็จ ภาระทั้งหมดก็จะตกอยู่กับคนที่มีชีวิตอยู่ ทั้งหนี้สินและรายจ่ายต่างๆในครอบครัว ส่วนเงินเก็บสะสมที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียนของลูกอาจจะกลายเป็นรายจ่ายเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อก็ได้
บทความนี้ค่อนข้างยาว อภินิหารเงินออมขอสรุปสั้นๆตามภาพนี้ คือ “เลือก - รวบรวม - เก็บรักษา” เพื่อเป็นแนวทางวางแผนเก็บเงินค่าเล่าเรียนให้ลูก เห็นแค่นี้ก็เหงื่อตกแล้ว นี่ยังไม่รวมเงินที่ต้องสำรองไว้กับอาการเจ็บป่วยของลูกที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ใจเย็นๆ วันนี้ค่อยๆวางแผนทีละเรือง ตามกำลังความสามารถในการหารายได้ของตนเอง อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพิ่มหรือลดรายจ่ายส่วนไหนได้บ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วจะได้ไม่ช๊อตช่วงใกล้เปิดเทอมอีกนะคะ
**ขอย้ำว่า แนวคิดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ผู้อ่านที่รักควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองนะคะ
ข้อมูล
รวมค่าเทอมโรงเรียนดังในเชียงใหม่ปี 60
You might also like

กระแสของเล่นแรงไม่หยุด ‘Bloks Groups’ ผู้ผลิตของเล่น...
Forbes รายงาน ‘จู เหว่ยซง (Zhu Weisong)’ ประธานกรรมการและซีอีโอของ Bloks Group กลายเป็น...

‘งบประมาณฐานศูนย์’ หนึ่งใน MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” ค...
งบประมาณฐานศูนย์’ (zero-based budgeting หรือ ZBB) เป็นกระบวนการตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด...

หุ้นปันผล 5 ตัวที่จะสร้างรายได้ 200,000 ล้านให้ ‘วอร...
ในปี 2023 มีการคาดการณ์โดยนิตยสาร Fortune ว่าคุณปู่บัฟเฟตต์จะได้รับปันผลราว ๆ 5,700 ล้า...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
