ทุกวันนี้ รถยนต์ คือ สิ่งสำคัญบนท้องถนนที่ทำให้เราทุกคนเดินทางไปยังจุดหมาย ถึงแม้รถจะติด ฝนจะตก แต่ถ้าอยู่ในรถ ยังไงก็มั่นใจว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอนคร้าบ

แต่ปัญหาเรื่องใหญ่ของ คนมีรถ ที่มักจะพบเจอเป็นประจำ นั่นคือเรื่องของ “อุบัติเหตุ” ที่่เกิดขึ้นจากความประมาท หรือความผิดพลาดที่ไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆอีกมากมายตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือเสียทรัพย์สินต่างๆอีกมากมาย

เมื่อก่อนตัวผมเองก็คิดเอาเองไปว่า ถ้าเราลดความประมาทของตัวเองลง ตั้งใจขับขี่อย่างปลอดภัย มันก็คงเพียงพอที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว ไม่ต้องไปป้องกันอะไรหรอก ประกง ประกันให้เสียเวลา…

แต่.. บางครั้งอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของเรา

มันอาจจะเกิดจากความประมาทของคนอื่นที่ใช้รถใช้ถนน

และมันก็ส่งผลต่อทรัพย์สินและชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน

ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะว่าตัวผมเองเคยเจออุบัติเหตุเฉียดตายมา 1 ครั้ง เรียกได้ว่า รถคันที่นั่งไปถูกชนจนกลายเป็นเศษเหล็กกันเลยทีเดียว พูดแล้วยังขนลุกไม่หาย

ถึงแม้ร่างกายจะไม่เป็นอะไรมากนัก

แต่ทรัพย์สินที่เสียหายไป

ถ้าหากไม่มีวิธีป้องกันความปลอดภัยที่ดี

คงลำบากต่อเงินในกระเป๋าของเราอย่างแน่นอนครับ

อย่างที่ว่าแหละครับ .. ความไม่แน่นอนนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นผมเชื่อว่าการมีประกันรถยนต์ดีๆที่ไว้วางใจได้ จะทำให้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ที่เราเลือกใช้ในเมืองใหญ่นั้น มักจะเป็นรถรุ่นเล็กหรือที่เรียกกันว่า City Car ที่ค่าเบี้ยประกันนั้นไม่ได้แพงอย่างที่ใครเค้าว่ากัน วันนี้ผมเลยตั้งใจนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันระหว่างประกันภัยรถยนต์แต่ละแห่งให้ดูกันว่า มีความแตกต่างและน่าสนใจอย่างไร

แต่ก่อนอื่น ผมว่าเรามาทำความเข้าใจกับประกันภัยรถยนต์กันดีกว่า ว่ามีแบบไหนและยังไงบ้าง

ประกันรถยนต์ มีแบบไหน ยังไงบ้าง

โดยปกติแล้วประกันรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ ที่เราถูกบังคับให้ทำโดยกฎหมาย (ประกัน พ.ร.บ) ซึ่งให้ความคุ้มครองต่อผู้เสียหายในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าหากเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอื่น เราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ดังนั้นเลยเป็นที่มาของประกันภัยอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ประกันภัยภาคสมัครใจ โดยเจ้าของรถเลือกทำในแบบที่ตัวเองต้องการ เพื่อเพิ่มความป้องกันและคุ้มครองให้มากขึ้นนั่นเองครับ

ประกันประเภทไหนดีที่สุด?

เมื่อเราเลือกที่จะทำประกันแบบสมัครใจเพิ่มเติม ก็มีคำถามตามมาว่า เอ๊ะ.. แล้วเราควรทำประกันอะไรแบบไหนยังไงดีล่ะ ได้ยินมาตั้งแต่ประกันภัยชั้น 1-2-3 แถมยังมี 2+ 3+ ให้ฟังแล้วมึนกันไปอีก ซึ่งผมได้สรุปมาให้เข้าใจง่ายๆในตารางด้านล่างนี้ครับ

จากตารางจะเห็นว่า.. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้น ให้ความคุ้มครองสูงที่สุด และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเราควรพิจารณาดูตามความต้องการของเรา และเลือกให้ถูกต้องว่าประกันรถยนต์ประเภทไหนนั้นเหมาะสมกับความต้องการ

โดยประกันภัยรถยนต์ยอดฮิตที่เค้าเลือกๆกันนั้นก็คือ ประกันภัยชั้น 1 ประกันภัยชั้น 2+ ประกันภัยชั้น 3+ และประกันภัยชั้น 3 ทีนี้สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าเราจะเลือกแบบไหนดี เอาแบบนี้ดีกว่า ผมมีวิธีง่ายๆมานำเสนอคร้าบบ

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เราก็สามารถหาข้อมูลด้วยตัวเองได้เลยครับ จะโทรสอบถามตัวแทนประกัน หรือค้นหาข้อมูลออนไลน์ก็แล้วแต่ถนัดเลยครับ โดยผมเองก็ได้ลองรวบรวมข้อมูลประกันภัยรถยนต์ของเจ้าต่างๆ มาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆพิจารณากันคร้าบบ

ยกตัวอย่างรถ City Car ยอดนิยมอย่าง Toyota Vios ซึ่งมีรายละเอียดผู้ขับขี่เป็นดังนี้ครับ

  • ประเภทประกัน : ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1
  • เพศชาย อายุ 35 ปี  ขับรถโตโยต้า วีออส ปี 2012         
  • แต่งงานแล้ว มีลูกชาย 1 คน อายุ 5 ปี

*หมายเหตุ : ราคาดังกล่าว อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2558

ซึ่งข้อมูลตามตารางเป็นข้อมูลเปรียบเทียบคร่าวๆ หากใครสนใจก็สามารถติดต่อทางบริษัทหรือตัวแทนจำหน่ายประกันเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งครับ แต่จากการใช้เวลาค้นหาส่วนตัวแล้วผบพบว่า ทาง DirectAsia นั้นค่อนข้างให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและชัดเจนตามความต้องการที่สุด ซึ่่งถือว่าเป็นจุดแข็งของทางบริษัทที่มีการซื้อ-ขายประกันภัยได้ทางออนไลน์ ที่สามารถปรับเพิ่มสิ่งที่เราต้องการ และตัดสิ่งที่เราไม่ต้องการได้อย่างอิสระตามใจ ช่วยให้เราเลือกสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่เราอยากจะทำได้อย่างสบายใจครับ นอกจากนั้นยังช่วยคำนวณเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นหรือลดลงให้เสร็จสรรพ ซึ่งประหยัดเวลาและสะดวกมากๆเลยครับ นอกจากนั้นทาง DirectAsia ยังมีส่วนลดเบี้ยประวัติดีเมื่อต่ออายุประกันภัย สูงสุดถึง 50% หากไม่มีการเคลมภายใน 4  ปีติดต่อกัน อีกด้วยครับ

ถ้าใครสนใจก็ลองคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่เวปไซด์ DirectAsia.co.th เลยคร้าบบ หรือสอบถามได้ที่ 02-627-7777

สำหรับผมแล้ว.. การทำประกันนั้นถือเป็น “สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เราสามารถเลือก “สิ่งที่เราอยากจะทำ” ได้อีกมากมายในชีวิต แต่ประกันภัยดีๆ บางแห่งนั้นอาจจะมีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถเลือกสิ่งที่เราอยากจะทำได้ด้วย อันไหนไม่อยากทำ เราก็สามารถตัดออกได้สบายๆชิวๆ เพื่อให้เหลือแค่ “สิ่งที่ต้องทำ” และจำเป็นจริงๆ

สุดท้ายนี้อย่าลืมตรวจสอบความต้องการของเราด้วยว่า จริงๆแล้วเราต้องการทำประกันภัยแบบไหน (ชั้น 1 - 2 - 3) และค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปนั้นให้ความคุ้มค่าด้านการคุ้มครองตามที่เราต้องการหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราจ่ายไปนั้น คือรายจ่ายเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์