8 บทเรียนการเงินคลาสสิกจาก 8 นักลงทุนในตำนาน

เป็นเรื่องที่ง่ายมากในโลกของการลงทุนที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยมหาศาล ขึ้นปกนิตยสารชื่อดัง แล้วเราอยากหา “สูตรลับความสำเร็จ” จากคนเหล่านั้น พวกเขาทำยังไงถึงมาถึงจุดนี้ได้
ถ้าเราลองศึกษาองค์ความรู้ที่เหมือนกันของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าที่จริงแล้วหลักการของพวกเขานั้นไม่ได้ซับซ้อน
อันที่จริงถ้าเรียกว่าเรียบง่ายก็คงไม่ผิดนัก - อดทน มีความรู้ทักษะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และวินัย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่านั้น แต่ในชีวิตของเราด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าจะมุ่งหาแต่ “สูตรลับ” เพื่อให้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วรวยเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราอยากจะเรียนรู้บทเรียนจากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จว่าเขามีแนวคิดยังไง อันนี้น่าจมีประโยชน์มากกว่า
ในบทความนี้เราจะมาดู 8 บทเรียนสั้นๆ จากนักลงทุนในตำนาน 8 คนกัน
แม้ว่ามันจะไม่ได้การันตีว่าจะทำให้คุณรวยหรือมั่งคั่ง แต่เชื่อว่ามันจะสร้างฐานแนวคิดเพื่อจะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่เอาตัวรอดและมีโอกาสชนะในตลาดนี้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ
1. คุณไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็ประสบความสำเร็จในตลาดได้
บทเรียนจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ที่เคยบอกว่า
“ขอเพียงคุณมีไอคิว 120 หรือ 130 ที่เหลือก็เอาไม่จำเป็นแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดล้ำเลิศเพื่อจะประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุน”
คำกล่าวนี้หักล้างความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นเกมสำหรับนักลงทุนที่มีพรสวรรค์ทางสติปัญญาและเป็นอัจฉริยะเท่านั้น
สิ่งที่จำเป็นคือเรื่องของความมั่นคงทางอารมณ์ วินัย ความอดทน ความเข้าใจตลาดและตัวธุรกิจที่กำลังลงทุนมากกว่าที่เป็นปัจจัยทำให้เราประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุน ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ทั้งสิ้น
2. การลงทุนเป็นส่วนผสมของเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา
บทเรียนจาก เซธ คลาร์แมน (Seth Klarman) นักลงทุนเน้นคุณค่าและนักเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง “Margin of Safety” เคยบอกว่า
“การลงทุนเป็นจุดตัดระหว่างเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา”
การลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่แค่การเข้าใจงบการเงินหรือเทรนด์ของตลาดเท่านั้น แต่เราต้องเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ จิตวิทยาเบื้องหลังการตัดสินใจของตลาด และที่สำคัญที่สุดก็คือเข้าใจตัวเองด้วย เราต้องตระหนักถึงอคติต่างๆ ให้การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นบนเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ที่รู้สึกอยู่ในเวลานั้น
3. ตลาดหุ้นเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก
บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เคยกล่าวว่า
“ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเครื่องโหวต ในระยะยาวตลาดหุ้นเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก”
แนวคิดนี้ช่วยสนันสนุนให้เรามองไปไกลมากกว่าแค่การขึ้นลงของตลาดหุ้นในแต่ละวัน สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของคุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ข้างหลังตัวย่อของหุ้นเหล่านั้นต่างหาก
มูลค่าที่แท้จริงมาจากปัจจัยที่เป็นรูปธรรม เช่น รายได้ สินทรัพย์ และเงินปันผลของบริษัท ซึ่งอาจจะไม่ได้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้วปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั่นแหละที่จะเป็นตัวชี้ว่าราคาของหุ้นจะไปในทิศทางไหน
4. การขาดทุนหรือกำไรหุ้นกี่ตัวนั้นไม่สำคัญ เพียงแต่ถ้าขาดทุนอย่าขาดทุนมาก
จอร์จ โซรอส (George Soros) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งบอกว่า
“มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะถูกหรือผิดในการเลือกหลักทรัพย์ลงทุน แต่เป็นเรื่องว่าคุณจะกำไรเท่าไรถ้าคุณถูก และจะขาดทุนเท่าไรเมื่อคุณเลือกผิด” -
โดย ดร.นิเวศน์หยิบเรื่องหนึ่งของโซรอสมาเล่าบอกว่า เวลาที่ลูกน้องของเขาเสนอซื้อหุ้นอะไรสักอย่าง จะทดสอบโดยการชอร์ตหุ้นตัวนั้นก่อนหนึ่งล็อต ถ้าหุ้นตกเพราะไม่มีคนรับก็จะถอย ปิดชอร์ตและทำกำไรเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ตกและปรับตัวขึ้นก็จะยอมขาดทุน ซื้อหุ้นกลับแบบจัดเต็ม เพื่อทำกำไร
สิ่งสำคัญคือโซรอสไม่ได้เล่นทุกวัน และเล่นน้อย ๆ เขาเลือกเล่นตามจังหวะที่คิดว่ามีโอกาสจะชนะและ “กินคำโต” ที่มั่นใจมาก เพราะวิเคราะห์มาแล้วอย่างดีแล้วมากกว่า
5. การลงทุนและออมเงินนั้นจะให้ผลตอบแทนในระยะยาว
ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) หนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดใน Wall Street เคยกล่าวไว้ว่า
“ในระยะยาวแล้ว การหาเงินได้มากเท่าไหร่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งของคุณในอนาคต แต่คุณนำเงินตรงนั้นไปทำงานผ่านการเก็บออมและลงทุนมากแค่ไหนต่างหาก”
ประโยคนี้ไม่ต้องตีความอะไรให้ยืดยาว ความหมายตรงตัว คนที่หาเงินได้มากแล้วจ่ายหมดตลอด จะหวังมั่งคั่งคงเป็นไปได้อยาก เพราะฉะนั้นการหาเงินเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ เราต้องรู้จักนำเงินที่หามาได้ไปลงทุนอย่างฉลาดด้วย (ซึ่งอย่างหลังน่าจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ)
แทนที่จะพยายามหาเงินให้ได้มากที่สุด ลองโฟกัสไปที่การสร้างนิสัยการเงินที่ดี อย่าใช้เงินเกินตัว เก็บเงินเผื่อฉุกเฉิน ลงทุนสำหรับอนาคตอย่างสม่ำเสมอ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเป็นการทำให้เงินที่หามาทำงานให้เราต่อไปในอนาคตนั่นเอง
6. อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณไม่กล้าลงมือทำ
แคธี วูด (Cathie Wood) ผู้ก่อตั้ง Ark Invest ที่มีชื่อเสียงด้านการลงทุนแบบเน้นการเติบโตบอกว่า
“ตลาดกระทิงที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยผ่านมาถูกสร้างขึ้นบนกำแพงของความวิตกกังวล”
สิ่งนี้ตอกย้ำว่าช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความกลัวมักจะนำมาซึ่งโอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน แม้แต่บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดว่า “จงกล้าเมื่อคนอื่นกลัว จงกลัวในยามที่คนอื่นโลภ”
เพราะฉะนั้นเมื่อความกลัวตบราคาหุ้นดีๆ ให้ร่วง นั่นเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเข้าไปซื้อหุ้นเหล่านั้นได้ในราคาที่ถูกลง
แน่นอนครับ บทเรียนนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ ความอดทน และความรู้ เพราะเวลาที่ตลาดร่วง ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ เพราะถ้าอ้างอิงถึงบทเรียนที่ 3 เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นของบริษัทที่แย่สุดท้ายมันก็จะร่วงและอาจจะไม่กลับขึ้นมาอีกเลย
7. โรคกลัวตกกระแส (FOMO) สามารถทำลายความมั่งคั่งของคุณได้
ดอว์น ฟิตซ์แพทริก (Dawn Fitzpatrick) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Soros Fund Management เตือนว่าโรคกลัวตกกระแสในการลงทุนในตลาดหุ้นเอาไว้ว่า
“โรคกลัวตกกระแสสร้างก่อให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุนทั่วไปนั้นสูงมาก”
ยิ่งเราใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียจะเห็นได้เลยว่าเทรนด์การลงทุนตอนนี้มีอะไรกำลังร้อนแรง “พี่คนนั้น” บอกว่าต้องซื้อตัวนั้นตัวนี้ เข้ากลุ่มไลน์นี้สิเขาแนะนำหุ้นเก่งมาก ฯลฯ จนเรารู้สึกว่าถ้าไม่ตามจะพลาดโอกาสที่จะรวย ภาษาชาวบ้านเรียกตกรถไฟ
แต่ความรู้สึกกลัวตกกระแสเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทำให้เราตัดสินใจบนพื้นฐานของแค่อารมณ์ ไร้กลยุทธ์ ทำตามคนอื่นๆ แบบไม่มีเหตุผล เฮไปฝูงชน เขาทำอะไรก็ทำด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นโอกาสหรือเทรนด์การลงทุนอะไรก็ตาม รั้งตัวเองเอาไว้ก่อนที่จะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้น ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาเวลาศึกษาเรื่องนั้นอย่างจริงจัง สำรวจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ก่อนจะตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนและไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายระยะยาว
การลงทุนคือการวิ่งมาราธอน เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ เลือกตัดสินใจให้ดี
8. รู้ตัวเสมอว่ามีอะไรบ้างที่เราไม่รู้
สุดท้ายจะขาดเขาไปไม่ได้เลยคือบทเรียนจาก ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) คู่หูนักลงทุนของบัฟเฟตต์ คำแนะนำอันยอดเยี่ยมของเขาอันหนึ่งคือ
“สิ่งที่ดีกว่าการเป็นคนเก่งคือการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณไม่รู้”
ประโยคนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอ่อนน้อมถ่อมตนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในการลงทุน
การรู้ว่าขอบเขตความรู้ของเราอยู่ที่ไหน ไม่เพียงแต่จะทำให้ถ่อมตัวเท่านั้น แต่มันยังจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากสิ่งที่เราไม่มีความรู้ได้อีกด้วย
ความสำเร็จของมังเกอร์และบัฟเฟตต์นั้นถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานที่เรียบง่าย ลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจ อันไหนที่ไม่รู้จริง ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง แม้ว่านั่นจะทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนไปบ้าง (อย่างบัฟเฟตต์เองก็เคยมีโอกาสลงทุนใน Google แต่เขาก็ไม่ทำเพราะไม่เข้าใจรูปแบบของธุรกิจ) ก็ไม่เป็นไร (ย้อนกลับไปที่บทเรียนที่ 7)
อย่าลืมว่าแม้เราจะไม่รู้ทุกอย่าง แต่เราสามารถเรียนรู้ได้เสมอ และนั่นก็เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากๆ ในโลกของการลงทุนด้วยครับ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

