เมื่อความได้เปรียบในการแข่งขันนำไปสู่ทางตัน : บทเรียนทางธุรกิจจาก Irish Elk เจ้าแห่งกวางผู้ยิ่งใหญ่แต่สูญพันธุ์เพราะความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

เมื่อความได้เปรียบในการแข่งขันนำไปสู่ทางตัน : บทเรียนทางธุรกิจจาก Irish Elk เจ้าแห่งกวางผู้ยิ่งใหญ่แต่สูญพันธุ์เพราะความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

ย้อนกลับไปประมาณ 10,000 ปีก่อน ในยุโรปยุคน้ำแข็ง หากคุณหลงเข้าไปกลางทุ่งหญ้าหรือในป่าแถบนั้น ภาพที่ชวนน่าตะลึงอาจจะปรากฏอยู่ตรงหน้า กวางขนาดมหึมาสูงเกือบสองเมตร มีเขากว้างเท่าแขนมนุษย์ห้าคนกางออก สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นมีชื่อว่า ‘Irish Elk’ หรือ กวางยักษ์ (Megaloceros Giganteus)

กวางไอริชที่นับถึงเวลานั้นถือว่าสามารถเอาชนะการแข่งขันแห่งวิวัฒนาการด้าน “ความใหญ่โต” ได้อย่างสวยงามตลอดหลายหมื่นปี

แต่วันหนึ่งแล้ววันหนึ่ง มันก็หายไปจากโลก

หากเราดูเขาของกวางในปัจจุบันจะเห็นมันเป็นแท่งเล็กๆ แตกแขนงออกไปเหมือนรากไม้ อาจจะใหญ่ก็ได้แต่น้ำหนักค่อนข้างเบาและบาง

แต่เขาของกวางไอริชนั้นต่างออกไป มันเป็นแผ่นหนาขนาดใหญ่มหึมา ความกว้างจากปลายเขาข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งอาจยาวถึง 3.5 เมตร (11 ฟุต) แค่เขาอย่างเดียวสามารถหนักได้ถึง 45 กิโลกรัม (100 ปอนด์) ถือเป็น “ภาระ” มากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวบนหัวตลอดเวลา

แต่เขาของมันไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา มันคือจุดสูงสุดของ ความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive advantage) ในยุคสมัยของมัน—สิ่งที่เพศเมียเลือก สิ่งที่ศัตรูต้องเกรง สิ่งที่ทำให้มันอยู่จุดสูงสุดของสายพันธุ์กวางทั้งหมด

แต่แล้ววันหนึ่งโลกก็เปลี่ยนไป ป่าโปร่งเปลี่ยนเป็นป่าทึบ เมื่อสภาพอากาศอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาที่เคยเป็นข้อได้เปรียบในการอยู่รอดและเอาชนะตัวผู้ตัวอื่นๆ กลายเป็นภาระหนักอึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการที่เขาของกวางไอริชจะโตจนเป็นแผ่นกว้างและใหญ่ขนาดนั้นได้ต้องอาศัยสารอาหารจำนวนมาก (โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส) ซึ่งนับวันยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ

หากฤดูร้อนกินอาหารได้ไม่พอ เมื่อฤดูหนาวมาถึงกลายเป็นว่าสารอาหารที่กินเข้าไปจะตกไปอยู่ที่การสร้างเขาของพวกมันซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

โลกเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน แหล่งอาหารเปลี่ยน เจ้าแห่งกวางผู้มีเขาอันยิ่งใหญ่หาอาหารยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ตายจากไป ส่วนกวางที่เหลือรอดคือกวางที่เขาเล็กกว่าและสามารถเอาชนะฤดูหนาวถัดมาได้เรื่อยๆ

กวางไอริชไม่ได้สูญพันธุ์เพราะขี้เกียจ ไม่ได้หายไปเพราะมันไม่สง่างามเหมือนเดิม ทว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เกมเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน—ความได้เปรียบในการแข่งขันที่เคยนำหน้าคู่แข่งกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ฉุดรั้งมันจากวิวัฒนาการ

สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่แค่กับสัตว์ในธรรมชาติ แต่กับธุรกิจระดับโลก และแม้แต่กับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราเอง

เมื่อ Competitive Advantage กลายเป็น “ภาระ”

ในโลกธุรกิจเราได้ยินคำว่า “Competitive Advantage” หรือ ความได้เปรียบในการแข่งขัน อยู่เป็นประจำ

มันคือสิ่งที่ทุกบริษัทแสวงหา เราถูกสอนให้หาสิ่งที่ทำได้ดีกว่า สร้าง “เขายักษ์” ที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่บางครั้ง เขานั้นก็อาจใหญ่เกินไปสำหรับโลกที่เปลี่ยนเร็ว

ยกตัวอย่างคลาสสิกตลอดการที่เห็นได้ชัดอย่าง “Kodak"

บริษัทที่มี Competitive Advantage คือฟิล์มคุณภาพดีที่สุด เครือข่ายกระจายสินค้าทั่วโลก และแบรนด์ที่ฝังลึกในใจผู้คน ฟังดูเหมือน Irish Elk ในยุคทอง: ยิ่งใหญ่ อำนาจเยอะ ทุกคนเชื่อว่าความยิ่งใหญ่นี้จะยืนยาว

แต่โลกเปลี่ยน

กล้องดิจิทัลมาถึง ผู้บริโภคเปลี่ยน

Kodak มีเขาขนาดมหึมาคือธุรกิจฟิล์มที่โตที่สุดในโลก แต่ข้อได้เปรียบนี้เองที่ทำให้มันปรับตัวช้า เขาที่ใหญ่กลายเป็นภาระ เพราะลงทุนลงแรงกับเทคโนโลยีเก่ามากเกินไป สุดท้าย Kodak ล้มละลายเมื่อปี 2012 ทิ้งไว้เพียงบทเรียนสำคัญ

[ ตรงนี้อยากโน้ตไว้ว่า : ปี 2013 Kodak ออกจากกระบวนการล้มละลายและถึงตรงนี้คงดำเนินธุรกิจต่อไป ปรับโครงสร้างหนี้ ขายทรัพย์สินบางส่วน ปรับทิศทางธุรกิจ และลดขนาดองค์กรลงอย่างมาก ไม่ได้เป็น “ยักษ์ใหญ่” แบบในอดีตแล้ว และมีขนาดธุรกิจเล็กกว่าหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับยุคทอง ]

เมื่อโลกเปลี่ยน สิ่งที่เหมือนว่า ‘ด้อยกว่า’ อาจจะกลายเป็น ข้อได้เปรียบที่สวนทางสัญชาตญาณ

มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) เสนอไอเดียนี้ว่าที่จริงแล้วเมื่อพูดถึง Competitive Advantage เรามักนึกถึง “ใหญ่กว่า” “เร็วกว่า” หรือ “ถูกกว่า” แต่ในบางจังหวะของโลก สิ่งที่ดูเหมือน “ด้อยกว่า” ในสายตาคนส่วนใหญ่ กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบที่แท้จริง

เขาเรียกมันว่า “Counterintuitive Competitive Advantage” หรือ “ข้อได้เปรียบที่สวนทางสัญชาตญาณ”

เฮาเซิลบอกว่า

“ต้นทุนที่สูงที่สุดสองอย่างที่หลายบริษัทต้องเจอ คือ “ค่าตอบแทนพนักงาน” และ “การยึดติดกับต้นทุนจม (Sunk Costs)” การยึดติดกับต้นทุนจมนั้นฝังลึกเสียจนหลายครั้งต้องเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติขึ้นถึงจะหลุดพ้นได้

หนึ่งในเหตุผลที่กองทัพเยอรมันแข็งแกร่งมากในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เพราะหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขาถูกยึดปืน รถถัง เรือรบ และเครื่องบินทั้งหมดไป ทำให้เยอรมันต้องสร้างกองทัพใหม่ด้วยอาวุธและยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย ขณะที่กองทัพอื่นๆ ยังคงใช้อุปกรณ์เก่าๆ ที่ล้าสมัยอยู่

การถูกยึดทุกอย่างไปในปี 1917 จึงกลายเป็น ข้อได้เปรียบที่สวนทางสัญชาตญาณ

ตัวอย่างที่เห็นได้จริงอีกอย่างคือ หลายอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ มักจะขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขาไม่ได้มีกรอบคิดเดิมๆ ว่าสินค้าควรเป็นแบบไหน หรือธุรกิจควรถูกบริหารอย่างไร”

นักลงทุนชื่อดัง Dean Williams เคยพูดไว้ว่า

“ความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีผลข้างเคียงที่อันตราย เพราะมันมักทำให้เรายอมรับไอเดียใหม่ๆ ไม่ได้”

ลองดู Netflix ในยุคแรก เริ่มต้นด้วยการส่งดีวีดีทางไปรษณีย์ ในขณะที่ Blockbuster มีร้านทั่วอเมริกา มีแบรนด์ มีทุนมหาศาล Blockbuster เหมือนกวางไอริชที่มี “เขาใหญ่”—เครือข่ายหน้าร้านและความเคยชินของผู้บริโภค

Netflix กลับสวนทาง มุ่งสู่ Streaming ทิ้งความได้เปรียบเดิมๆ ที่ Blockbuster หวงแหน กลายเป็นว่าข้อเสียเปรียบ (ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีต้นทุนจมกับทรัพย์สินขนาดใหญ่) กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

หรืออย่าง Apple ตอนเปิดตัว iPhone ถูกเยาะเย้ยว่าทำโทรศัพท์ที่ไม่มีปุ่มกด! ในยุคที่ทุกบริษัทโทรศัพท์เน้น “ฟีเจอร์” และ “ปุ่มเยอะๆ” Apple เลือกเดินทางสวนกระแส แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมาร์ตโฟน iPhone กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

บทเรียนจาก Irish Elk : เมื่อความได้เปรียบในการแข่งขันนำไปสู่ทางตัน

Competitive Advantage ที่ยิ่งใหญ่เกินไปมักเป็นสิ่งที่ฝังรากในวัฒนธรรมและความเชื่อของบริษัทหรือแม้แต่บุคคล—ทำให้เราติดกับดักความสำเร็จในอดีต

Yahoo! เคยเป็นเจ้าตลาด Search Engine ด้วยหน้าตาที่เต็มไปด้วยบริการและโฆษณา ในขณะที่ Google เปิดตัวด้วยหน้าต่างค้นหาขาวสะอาด—เรียบง่าย ไม่มีอะไรเลย หลายคนเย้ยหยันว่า Google จะไปสู้ใครได้

แต่วันหนึ่งที่โลกอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป ทุกคนกลับแห่กันไปใช้ Google เพราะความเร็วและเรียบง่าย Yahoo! กลับปรับตัวไม่ทัน เพราะ “เขา” ที่สร้างมาอย่างเหนียวแน่นกลายเป็นข้อจำกัด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องของกวางไอริชคือมันไม่ได้พ่ายแพ้เพราะมันไม่เก่ง—แต่พ่ายแพ้เพราะโลกที่มันอยู่เปลี่ยนไปแล้ว ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดของมันกลายเป็นอุปสรรคเมื่อสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป

นี่คือกับดักความสำเร็จ (Success Trap) ที่หลายธุรกิจและคนเก่งติดอยู่โดยไม่รู้ตัว

บริษัทที่เติบโตมาในยุคหนึ่ง—เชี่ยวชาญในโมเดลหนึ่ง—จะเกิดความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า “นี่แหละคือวิธีที่ถูกต้อง” เหมือนกวางไอริชที่ร่างกายมันวิวัฒนาการให้สร้างเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะนั่นคือกลยุทธ์ที่เวิร์กในอดีต แต่ในวันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยน กลยุทธ์นี้ก็ไม่ต่างจากการแบกหินก้อนโตบนหัว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ธุรกิจระดับโลก (นักลงทุนและนักธุรกิจด้วย) ต้องเข้าใจคือ ความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ขนาด” หรือ “พลัง” ที่คนเห็นภายนอก แต่อาจเป็น “ความยืดหยุ่น” “ความกล้าปรับตัว” และ “ความกล้ายอมแพ้สิ่งเดิมๆ” ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระ

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดอีกอันคือความสำเร็จของ Microsoft ในยุค สัตยา นาเดลลา (~Satya~ ~Nadella~)

Microsoft เคยเป็นเหมือนกวางไอริชในโลกซอฟต์แวร์—เป็นเจ้าตลาดระบบปฏิบัติการ ควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือ แต่เมื่อตลาดเปลี่ยนไปสู่ Mobile และ Cloud ความได้เปรียบเดิมๆ ของ Microsoft กลายเป็นกำแพงปิดกั้นตัวเอง

นาเดลลาเข้ามาพร้อมกับการ “ยอมทิ้งเขาใหญ่อันเดิม”—เปลี่ยนวัฒนธรรมบริษัทใหม่ กล้าเปิดตัวเองรับคู่แข่ง แม้กระทั่งปล่อย Office ลง iOS และ Android เปิดบริการ Cloud ให้กับทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าใครจะใช้ระบบอะไร

กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันแบบใหม่—กล้ายอมรับว่าข้อได้เปรียบเดิมอาจไม่เหมาะกับโลกใบใหม่ และพร้อมจะฆ่า “จุดแข็ง” ตัวเองทิ้งก่อนที่ตลาดจะทำหน้าที่นั้นให้

เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดแค่ธุรกิจขนาดใหญ่

คนธรรมดาก็เป็นเหมือนกัน—เราติดอยู่กับวิธีคิดหรือทักษะที่เคยเวิร์กในอดีต

คนที่ประสบความสำเร็จมักไม่อยากเปลี่ยน กลัวสูญเสียตัวตน หรือกลัวดูด้อยลงในสายตาคนอื่น

แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกอย่างเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีอะไรการันตีว่าความได้เปรียบวันนี้จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า

แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกอย่างเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีอะไรการันตีว่าความได้เปรียบวันนี้จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า

จำไว้เสมอว่า ความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นเรื่องของ “จังหวะ” และ “บริบท”

วันนี้อาจเป็นข้อได้เปรียบ วันหน้าอาจเป็นพันธนาการ

เขาอันยิ่งใหญ่ของกวางไอริชถือเป็นบทเรียนที่สอนให้เราระวัง

จงกล้าที่จะ “ยอมแพ้” ในสิ่งที่เคยภูมิใจ กล้าที่จะฆ่าโมเดลธุรกิจเดิมก่อนที่โลกจะทำหน้าที่นั้น

โลกนี้เต็มไปด้วยกวางไอริชที่สูญพันธุ์เพราะปรับตัวไม่ทัน และก็เต็มไปด้วยธุรกิจใหม่ๆ ที่โตจากความได้เปรียบในการแข่งขันแบบสวนทางสัญชาตญาณ ที่พร้อมจะทำสิ่งที่แตกต่างและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนจริงๆ ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ไม่ใช่ขนาดหรืออำนาจ แต่คือ “ความสามารถในการเปลี่ยนตัวเอง”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save