สรุปประเด็นหนี้ BTS-กทม. ต้นตอมาจากไหน ทำไมถึงพัวพันยุ่งเหยิง จ่ายส่วนไหนและยังค้างจ่ายส่วนไหนอีก?

หลังจากที่ กทม. โพสต์บนหน้าเพจเฟซบุ๊กด้วยภาพป้ายสติกเกอร์ใหม่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า “ใช้หนี้ BTS แล้ว” จนกลายเป็นกระแสโด่งดังบนโลกออนไลน์
ไม่นานต่อจากนั้นเพจรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ก็แชร์ภาพนั้นไปพร้อมข้อความช็อตฟิลนิดหนึ่งว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา”
แม้จะเป็นการหยอกกันไปมา แต่ก็ชวนตั้งคำถามสำหรับคนที่อยากรู้เหมือนกันว่า แล้วประเด็นหนี้ BTS-กทม. ต้นตอมาจากไหน ทำไมถึงพัวพันยุ่งเหยิง กทม. บอกว่าจ่ายไปแล้ว จ่ายไปเท่าไหร่ หนี้ส่วนไหน และยังค้างจ่ายส่วนไหนอีกบ้าง?
เดี๋ยววันนี้ aomMONEY มาสรุปประเด็นนี้กัน
จุดเริ่มต้นของ BTS
ย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า
ซึ่ง BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Opeprate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง
สร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542
ตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ
1. สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ - สะพานตากสิน
2. สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต - อ่อนนุช
ซึ่งค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี (2542-2572) ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม.
ตรงไปตรงมาไม่ได้ซับซ้อนมาก
ส่วนต่อขยายอันยุ่งเหยิง
แต่เรื่องมาพัวพันกันเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเพิ่ม “ส่วนต่อขยายที่ 1”
ส่วนนี้คือ
1. สายสีลม (สีเขียวเข้ม) : ระหว่าง สะพานตากสิน - บางหว้า
2. สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) : ระหว่าง อ่อนนุช - แบริ่ง
ส่วนนี้น่าสนใจตรงที่ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ
ในปี 2555 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯกทม. ลงนามเซ็นสัญญาว่าจ้าง BTS เป็นระยะเวลา 30 ปี (สิ้นสุดในปี 2585) ให้เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา
[ตรงนี้ก็มีดราม่าเกิดขึ้นเล็กน้อยเหมือนกันเพราะ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 (ส่วนแรก) อีกด้วย]
ทีนี้พอได้รายได้มา BTS ต้องเอาให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง พวกเขาเป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ก็จะได้เงินจาก กทม. เป็นค่าจ้าง (เริ่มเห็นปัญหา)
เรื่องมายุ่งขึ้นไปอีกเมื่อมี “ส่วนต่อขยายที่ 2” และตัวละครอีกคนคือ รฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วนนี้คือ
สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) : หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต
สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) : แบริ่ง - เคหะฯ (หรือสมุทรปราการ)
ด้วยความที่ส่วนต่อขยายตรงนี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ สมชาย วงสวัสดิ์ นายกฯ ขณะนั้นได้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างต่างๆ
แต่ด้วยความที่รถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด (ทำให้ กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทจาก รฟม. มาด้วย)
กทม. ได้ให้กรุงเทพธนาคมเป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ (กรุงเทพธนาคม เปรียบเหมือนรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดย กทม.) และกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้างบีทีเอสในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นสัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 นี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี (2560-2585)
ต่อมา กทม.โดยกรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส จึงเกิดเป็นหนี้ก้อนที่มีมูลค่า 23,312 ล้านบาท
หนี้ที่จ่ายและหนี้ที่เหลือ
หนี้ส่วนนี้เรื้อรังมานานหลายปี กว่าจะเคลียร์กันจบเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ในสมัยของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม. คนปัจจุบัน ที่นำเงินสะสมจ่ายขาดที่มีอยู่ 40,000-50,000 ล้านบาท มาชำระหนี้ในส่วนนี้ไป
พอจ่ายหนี้ตรงนี้ครบ กทม. จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและไม่ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้อีก (พวกระบบจัดเก็บตั๋ว ระบบจ่ายไฟ ศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบสื่อสาร ระบบความปลอดภัย ฯลฯ)
หากต้องสัมปทานใหม่ในอนาคต กทม. จะมีอำนาจในการเจรจาต่อรองอัตราค่าโดยสารกับผู้รับสัมปทานได้
ซึ่งหนี้ที่ชำระไปแล้วส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่ทางเพจกรุงเทพฯ โพสต์ “ใช้หนี้ BTS แล้ว” ไปนั่นแหละครับว่าจ่ายไปแล้วนะ
แล้วยังเหลือหนี้ส่วนไหนอยู่ละ?
ถ้ายังจำได้ กทม. ว่าจ้างให้ BTS ดูแลในส่วนของการเดินรถและซ่อมบำรุงด้วย (O&M) กทม. ยังค้างเงินในส่วนนี้อยู่ มันเยอะแค่ไหน
มูลค่าก้อนหนี้ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยมีดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 5 ต่อปี
คิดเป็นดอกเบี้ยประมาณวันละ 3.4 ล้านบาท หรือปีละ 1,250 ล้านบาท
ซึ่งนี้ก็เป็นที่มาของโพสต์จาก BTS ที่บอกว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” และเจ้าหนี้ก้อนนี้ก็ยังคงคาราคาซัง ยังไม่มีข้อสรุปกันว่าจะจ่ายยังไง ทางออกแบบไหน โดย BTS ได้ยื่นฟ้อง กทม.และกรุงเทพธนาคม ซึ่งคดีความก็อยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นศาลปกครองสูงสุด และต้องดูว่าศาลจะพิจารณายังไงต่อไป
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

