เงินก้อน 10,000 บาท ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลัก “พีระมิดทางการเงิน”

เงินก้อน 10,000 บาท ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลัก “พีระมิดทางการเงิน”

เคยคิดไหมว่า ถ้าวันหนึ่งได้ “เงินหลักหมื่น” มาแบบไม่ทันตั้งตัว เช่น เจ้านายให้โบนัส, ได้เงินพิเศษจากบริษัท, แฟนให้ของขวัญวันครบรอบ หรือ ถูกหวย เราจะเอาเงินไปใช้อะไรดีให้เกิดประโยชน์สูงสุด?

วันนี้ aomMONEY มีแนวทางในการใช้เงิน “10,000 บาท” ตามหลักทฤษฎีอันโด่งดัง อย่าง “พีระมิดทางการเงิน” หรือ “Financial Pyramid” ที่ว่าด้วยเรื่องของการไล่ลำดับความสำคัญของการวางแผนการเงิน จากความจำเป็นขั้นพื้นฐานไปสู่ขั้นสูงสุด โดยในบทความนี้ขอแบ่งทั้งหมดเป็น 5 ลำดับ ดังนี้

1. เก็บไว้เป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน”

➡️[Basic Need : ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน]

สำหรับเงิน 10,000 บาท ถือว่าไม่มากและไม่น้อยในการนำมาใช้เป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” เพราะถ้าเรามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 10,000 บาทต่อเดือน เงินที่ได้มาสามารถกลายเป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าน้อย เพราะจริงๆ แล้วเราควรจะมีอย่างต่ำเท่ากับ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือกรณีนี้ก็เท่ากับ 30,000 บาท

แต่ถ้าคนที่มีรายจ่ายไม่มากอยู่ที่เดือนละ 3,000 บาท เงินจำนวน 10,000 บาทก็สามารถเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินไว้ได้ถึง 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเลย ซึ่งก็ถือว่าครบตามหลักการ แต่อาจจะเป็นคนส่วนน้อยที่มีรายจ่ายอยู่ในระดับนี้ เพราะหากพิจารณาจากค่าครองชีพในปัจจุบันรายจ่ายครัวเรือนไทยจะอยู่ที่ระดับหมื่นบาทขึ้นไป

มาดูกันต่อว่า ถ้ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาทต่อเดือนจริงๆ ต้องเก็บ “เงินสำรองฉุกเฉิน” เท่าไร?

เก็บ 3 เท่า = เงินฉุกเฉิน 30,000 บาท
เก็บ 6 เท่า =เงินฉุกเฉิน 60,000 บาท
เก็บ 10 เท่า = เงินฉุกเฉิน 100,000 บาท
เก็บ 12 เท่า = เงินฉุกเฉิน 120,000 บาท

2. นำไป “โปะหนี้ดอกเบี้ยสูง”

➡️[Liquidity : สภาพคล่อง]

สำหรับคนเป็นหนี้อยู่ สามารถเลือกนำเงิน 10,000 บาทไป “โปะหนี้” ได้ โดยให้เลือกโปะหนี้ที่มี “ดอกเบี้ยสูง” ก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เพราะถ้าไม่โปะจะทำให้เราเสียดอกเบี้ยเยอะ

เช่น เรามีหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 20% ต่อปี สมมุติคำนวณแบบง่ายๆ โดยที่เราไม่โปะเลย 1 ปี เราจะเสียดอกเบี้ยประมาณ 2,000 บาท (=10,000 x 0.2) ดังนั้น บางคนมองว่า ถ้าเราไม่ยอมโปะหนี้ใน 1 ปีและเสียดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เราต้องเสียเงินไปฟรีๆ อย่างน้อย 2,000 บาท และเงินที่ได้มานั้น ถ้าคิดตามหลักค่าเสียโอกาส จะเหลือแค่ 8,000 บาทจาก 10,000 บาท เพราะได้หักสิ่งที่ต้องจ่ายไป นั่นก็คือ “ดอกเบี้ย” ไปแล้วนั่นเอง ทางที่ดีรีบเอาเงินไปโปะก่อนดีกว่า

3. ซื้อ “ประกัน” คุ้มครองความเสี่ยง

➡️[Protection : การโอนย้ายความเสี่ยง]

ปัจจุบันเงินหลัก 10,000 บาท สามารถเลือกซื้อประกันได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มมากถึงหลัก 100,000 - 200,000 บาท เพียงแค่แลกกับการจ่ายเบี้ยประกันหลัก 10,000 บาทต่อปี หรือ ถ้าหารเฉลี่ยต่อเดือนก็จะตกอยู่ที่เดือนละ 800 กว่าบาทเท่านั้น

ดังนั้น การทำประกันจึงถือว่าเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่คุ้มค่าและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีไว้อย่างน้อย 1-2 ฉบับ เพราะหากเกิดเหตุเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้ไม่ต้องวิ่งหาเงินหรือดึงเงินเก็บหลักแสนเพื่อไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่างๆ นั่นเอง

4. ลงทุนใน “ธุรกิจหรือสินทรัพย์”

➡️[Investment : การลงทุน]

เมื่อเงินสำรองฉุกเฉินพร้อมแล้ว ซื้อประกันแล้ว หนี้ดอกเบี้ยสูงๆ ก็ไม่มี คนที่มีเงินก้อนหลักหมื่นสามารถเลือกนำเงินไปลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจเอง หรือเรียกว่า “Real Investment” เช่น การเปิดร้านขายของออนไลน์ เปิดขายอาหาร Food Delivery เป็นต้น

แต่ถ้าใครไม่มีเวลาลงทุนเองก็สามารถลงทุนผ่านสินทรัพย์ทางการเงินได้ หรือเรียกว่า “Financial Investment” คือการลงทุนผ่าน หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หรือ กองทุนรวมต่างๆ นั่นเอง ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ก็จะเป็นไปตามระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุนนั้น

สมมติ นำเงิน 10,000 บาท ไปเริ่มต้นลงทุนหุ้น และสามารถลงทุนต่อได้ทุกเดือนอีก 10,000 บาท ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 1 ปี จะมีเงิน 122,788 บาท แต่ถ้าลงทุนให้นานขึ้นเป็น 10 ปี จะมีเงิน 1,552,822 บาท

แต่ถ้าลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ไม่ไหวอาจจะลองลด “0” ออกสัก 1 ตัว เหลือเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งผลตอบแทนรวมเงินต้นที่ได้ก็จะลดลงเหลือ 12,278 บาท และ 155,282 บาท เมื่อลงทุน 1 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ ถึงแม้จะน้อยลง แต่ก็ยังกว่าที่ไม่ลงทุนอะไรเลย

5. ลงทุนใน “ความรู้”

➡️[Transfer : การส่งต่อ]

ตามหลักของ Wealth Transfer คือการส่งต่อความมั่งคั่ง เมื่อเราอยู่ในจุดที่พอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว การส่งต่อไม่ใช่เพียงเรื่องของ “Wealth” หรือความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรู้ ประสบการณ์ และทักษะต่างๆ ที่มีได้ด้วย

ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนต้องการเป็นคนที่เก่งขึ้นในทุกๆ วัน เพื่อก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของชีวิตที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ดังนั้น การมี “ความรู้และทักษะ” จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ไม่ผิดเลยที่จะบอกว่า “มีเงิน 10,000 บาทแล้วจะเอาไปลงทุนในความรู้” เช่น การซื้อคอร์สเรียน การซื้อหนังสือ หรือการออกไปหาประสบการณ์ เพราะการพัฒนาที่มีค่าและมีประโยชน์ที่สุดคือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ให้เรากลายเป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการในสายงานนั้นๆ เชื่อว่าสิ่งที่ได้กลับคืนมาจากเงิน 10,000 บาท นั้นคุ้มค่ากว่าที่คิดแน่นอน

เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save