ลงทุนดั่งแม่ทัพสงคราม 6 ข้อสังเกตเตรียมพอร์ตจัดทัพธุรกิจให้พร้อมกับสมรภูมิรบทางเศรษฐกิจ

มีคนเคยเปรียบว่าการลงทุนเหมือนการทำสงคราม ต่างกันตรงที่การสัประยุทธ์ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางร่างกายเลือดเนื้อ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นและลดลงของเม็ดเงินใน ‘กองทัพธุรกิจ’ ที่เรากำลังควบคุมอยู่
แม่ทัพที่เก่งกาจไม่เพียงแต่ต้องจัดเตรียมกองทัพให้พร้อมในการสู้รบเท่านั้น ยังต้องมีไหวพริบที่รวดเร็ว ความรู้รอบด้าน จังหวะไหนที่ควรถอยเพื่อเก็บแรง จังหวะไหนที่ควรเร่งเพื่อแย่งชิงทรัพยากรเศรษฐกิจมาไว้ในมือ และแน่นอนพัฒนาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การรบให้เข้ากับสถานการณ์ในขณะนั้นได้ดี
วีระพงษ์ ธัม นักลงทุนเน้นคุณค่าและอดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าเขียนเอาไว้ในหนังสือ “30 กลยุทธ์หุ้นเปลี่ยนชีวิต” ว่าสิ่งที่เขามักจะทำทุกครั้งในช่วงหยุดยาวหรือปีใหม่คือการเข้ามา ‘จัดทัพ’ กิจการลงทุนที่ตัวเองถืออยู่ เป็นการทบทวนทำแผนการลงทุนใหม่อีกครั้ง
เหมือนแม่ทัพมาตรวจตรากองกำลังของตัวเอง ไม่ใช่แค่วางหมากว่ากลยุทธ์การรุกคืบ แต่ปรับหมากเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วย
สิ่งที่เขาทำมีอยู่ด้วยกัน 6 ข้อในช่วงเวลานี้
1. สังเกตกำลังพลของตัวเอง
นี่คือสิ่งที่แม่ทัพทุกคนคนรู้ว่ากำลังพลของตัวเองเป็นยังไงบ้าง หุ้นในพอร์ตของเรายังเป็นกิจการที่ดีอยู่รึเปล่า หยิบมาทบทวนอีกครั้ง คำนวณดูมูลค่าของมันว่าเป็นยังไง ยังเหมาะสมกับที่ราคาตอนนี้เป็นไหม
“ถ้ามูลค่าของกิจการยังสูงกว่าราคาอยู่ผมก็ยังคงจะถือ ถ้าราคาแซงหน้ามูลค่าไปพอสมควร ผมจะพิจารณาว่าสมควรขายหรือไม่”
นี่คือการประเมิน ‘คุณภาพ’ ของกองทัพ ว่ายังแข็งแรงอยู่ไหม
ธุรกิจต้องดีมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว กำลังพลต้องเข้มแข็งและขวัญกำลังใจของบริษัทยังคงดำเนินต่อไปได้
2. สังเกตเสบียงอาหาร
เสบียงอาหาร = เงินสด
หากเห็นว่าอนาคตที่จะมาถึงต้องตั้งรับซะเป็นส่วนใหญ่ เราควรมีเงินสดหรือเสบียงในมือเอาไว้เผื่อเหลือมากกว่าเดิม
แต่หากมองว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังพอสดใส การมีเสบียงอยู่ในมือมากเกินไป ก็อาจจะทำให้สร้างผลตอบแทนได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เรื่องนี้ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี
“อย่างไรก็ดี เสียงที่ว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของเงินสดเสมอไป อาจจะอยู่ในรูปของหุ้นที่เป็นหุ้น Defensive อย่างหุ้นปันผล รวมถึงแหล่งกระแสเงินสดอย่างเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนในการทำงานปัจจุบันก็ได้”
3. สังเกตสถานการณ์แวดล้อม
นักลงทุนที่ดีก็เหมือนแม่ทัพที่สามารถมองภาพกว้างของสงครามได้อย่างชัดเจน เพราะบางครั้งแม้กองทัพธุรกิจในมือจะแข็งแกร่ง แต่ถ้าเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ก็อาจจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้
“ภาพสถานการณ์แวดล้อมนั้นก็มีความสำคัญในการรบดังที่จะเห็นได้ในประวัติศาสตร์การรบหลายๆ แห่ง” คุณวีระพงษ์เล่าเอาไว้ในหนังสือ “เช่น ศึกผาแดงในสามก๊ก ทัพโจโฉแตกพ่ายไปเพราะทิศทางลม หรือทัพของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่ายแพ้ต่อกองทัพรัสเซียเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทั้งๆ ที่มีกองกำลังที่เหนือกว่าหลายขุม”
4. สังเกตจุดยุทธศาสตร์
ในการศึก สิ่งที่สำคัญมากๆ คือจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพของเราตั้งฐานอยู่ เป็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่สามารถใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการเก็บเกี่ยวดอกผลได้นานหลายปีหรือเป็นสิบๆปี เลย
ตราบใดที่กิจการที่เรามีอยู่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ยังไม่ล้าสมัย กำไรของบริษัทก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นว่าจุดยุทธศาสตร์ที่เราอยู่ไม่เอื้อต่อการเติบโต สิ่งที่บริษัทสร้างหรือผลกำไรที่ทำมาอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ตลาดไม่ได้ต้องการอีกต่อไป เราต้องปรับตัวเพื่อถอยหาแหล่งยุทธศาสตร์ใหม่
5. สังเกตแผนถอย
เมื่อเราอยู่ในสงคราม การรุกไปข้างหน้าอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บางครั้งการหยุดอยู่กับที่เพื่อรอจังหวะ หรือบางครั้งการเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ด้วยก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
แผนถอยคือแนวป้องกันที่เราต้องเตรียมเอาไว้เสมอ
เมื่อตลาดหุ้นอยู่ในจุดที่ดูดีเติบโตต่อเนื่องหลายปี บางครั้งนักลงทุนก็ลืมเรื่องนี้กันไป
พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น (อย่างเช่นสงครามระหว่างประเทศ หรือ การระบาดใหญ่) ก็ไม่มีแผนรับมือ
คำแนะนำของคุณวีระพงษ์คือให้ใส่คำว่า “ถ้า” เอาไว้ทั้งสองทาง
“ถ้า” หุ้นขึ้น เราจะทำยังไงต่อ?
“ถ้า” หุ้นลงอย่างรุนแรง เราจะทำยังไงต่อ?
ถ้าเราสามารถตอบได้ทั้งสองทาง ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เราก็มีทางหนีทีไล่รอเอาไว้อยู่แล้ว
6. สังเกตคู่ต่อสู้
ในตลาดหุ้น เราจะเจอคู่แข่งมากมาย ทั้งเรื่องข้อมูลที่เยอะแยะมหาศาล คำพูดของคนดังนักวิเคราะห์ที่ออกมาฟันธงมากมาย ฝูงชนที่แห่กันซื้อขายในแต่ละวัน อารมณ์ของตลาดที่บางวันก็โลภบางวันก็กลัว หุ้นปั่น ข่าวร้าย และอื่นๆ อีกมากมาย
.
แต่ศัตรูที่เก่งฉกาจกว่าทุกอย่างและน่ากลัวที่สุดก็คือ ‘ตัวเราเอง’ นี่แหละ
เราอาจจะเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ตัดสินใจทำอะไร (โดยเฉพาะเรื่องเงิน) เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่ที่จริงแล้วมันไม่ถูกต้องนัก หลักฐานมากมายบ่งบอกว่า หลายต่อหลายครั้งมนุษย์ตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ซึ่งส่งผลเสียต่อตัวเอง/การลงทุนในท้ายที่สุดแล้ว
เหมือนอย่างที่ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์และบิดาแห่งการลงทุนเน้นคุณค่า เคยพูดเอาไว้ว่า
“ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของนักลงทุนและศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของพวกเขาก็คือตัวของพวกเขาเอง”
กลับมาสังเกตคู่ต่อสู้ภายในตัวเราให้ดี นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เราลงทุนได้ดี เพราะอะไร? เราลงทุนผิดพลาด เพราะอะไร?
ตัดอารมณ์และอคติออกไปให้หมด แล้วใช้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียน ลดจุดอ่อน ปรับปรุงสิ่งที่เราทำได้ดีให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เหมือนดั่งปรัชญาจากซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามของซุนวู ที่บอกว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
รู้ตลาดรู้ธุรกิจนั่นเป็นเพียงครึ่งเดียวของสมการความสำเร็จ หากอยากชนะในสงครามการเงิน เราต้องเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วย
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

