ทันทุกสถานการณ์การลงทุนด้วย KFCORE

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงปี 2019-2021 ที่ผ่านมานี้ การระบาดของ COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ และการลงทุนทั่วโลก เนื่องจากการระบาดของโรค COIVD-19 นั้น ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สหรัฐ ฯ จึงได้ตัดสินใจทำ QE อีกครั้ง และ เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดแบบไม่มีลิมิตวงเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ COVID-19 ได้มีการระบาดอย่างรุนแรง

แต่พอสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐ ฯ เองก็เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งฉีดวัคซีน และ มีนโยบายการควบคุมโรคที่ดีมากขึ้น ก็ทำให้คนในสหรัฐ ฯ รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มที่จะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้แล้ว ราคาสินค้าต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคารถยนต์มือสอง ราคาบ้านมือสอง รวมไปถึงสินค้าอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ  เริ่มปรับตัวสูงมากขึ้น ซึ่งมากขึ้นเกินกว่าในระดับที่ทางธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หรือ FED ได้คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ และมีเงินเฟ้อที่มากขึ้น ก็ทำให้ทาง FED เริ่มมีมุมมองที่จะปรับลดปริมาณ QE ลง รวมถึงมีแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วยครับ

ในส่วนของการลงทุน เราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นในสหรัฐ ฯ เองก็ได้ประโยชน์จากการทำ QE มาก่อนหน้า ทำให้ราคาหุ้นโดยเฉพาะใน S&P500 นั้น ทำ All Time High หลายรอบในช่วงที่เกิด COVID-19 ขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่ม Healthcare ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ราคาหุ้นถือว่าปรับตัวขึ้นสูงมาก และมีราคาที่แพง รวมไปถึงตราสารหนี้ด้วย

คราวนี้เรามาดูในฝั่งของประเทศจีนกันบ้าง ซึ่งจีนนั้นเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดของโรค COVID-19 แต่ก็เป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ควบคุม COVID-19 ได้เช่นกัน ทำให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว

แต่มาเจอแรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ออกนโยบายควบคุมเศรษฐกิจ และมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดมากขึ้นทำให้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนตกลงมาเยอะพอสมควร  ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมานี้ จะช่วยควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงจนเกินไป รวมถึงการเข้ามาดูแลการผูกขาดทางการค้าของ Platform ต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวผันผวนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี แต่ถึงกระนั้นแนวโน้มการเติบโตระยะยาวก็ยังคงมีอยู่

ในส่วนของกลุ่มประเทศยุโรปเอง ถึงแม้ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวเริ่มมีให้เราเห็นได้บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีหลายประเทศในกลุ่มที่ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ครบ หรือไม่ทั่วถึง ทำให้เศรษฐกิจที่ฟื้นนั้นก็ยังตามหลังประเทศอื่น ๆ อยู่อีกมาก แต่ก็ทำให้มีโอกาสในการลงทุน เนื่องจากตัวดัชนีหุ้นเองยังไม่สูงมากนัก และมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีก รวมถึงแนวโน้มของเงินเฟ้อเองก็เริ่มมีให้เห็นในรอบหลาย ๆ ปีอีกด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังมีภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมาก ตามการควบคุมโรค และอัตราการฉีดวัคซีนนั่นเองครับ

การฟื้นตัวในการดำเนินเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น บางประเทศราคาสินทรัพย์ก็เริ่มที่จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อสักเท่าไหร่ หรืออาจจะเพิ่งเริ่มมีเงินเฟ้อเกิดขึ้น จึงเป็นจุดที่น่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่มีผลกระทบต่อตราสารหนี้ และ หุ้นอย่างมากครับ

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การบริหารความเสี่ยง และ หาสินทรัพย์ลงทุนที่เติบโตได้ในช่วงเวลาแบบนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการทำ Asset Allocation และต้องปรับพอร์ตให้ทันต่อสถานการณ์การลงทุน หรือที่เราเรียกกันว่า Tactical Asset Allocation นั่นเองครับ โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วงเวลาแบบนี้ก็อาจจะเป็น ตราสารหนี้ที่ปรับดอกเบี้ยขึ้นลงตามเงินเฟ้อได้ หรือ อาจจะเป็นอสังหาฯ ที่เริ่มฟื้นตัว และได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ หรือาจจะเป็นหุ้นในกลุ่มที่เป็น Platform ใหม่ ๆ มีโอกาสเติบโตได้สูง

แต่ถ้าเราเองอาจจะมีเวลาไม่มากในการปรับพอร์ตตามสถานการณ์แล้วละก็ การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีสินทรัพย์หลากหลายกระจายความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและปรับสัดส่วนการลงทุน ให้เราอย่างทันท่วงที ตามสถานการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกองทุนผสม ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีและมีผู้จัดการกองทุนระดับโลก คอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้กับเรา ด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า Tactical Asset Allocation ครับ นั่นก็คือ

กองทุน KFCORE

กองทุนนี้เป็นกองทุนแบบ Fund of Funds (กองทุนรวมที่กระจายลงทุนในกองทุนรวมอีกที) ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวม และ กองทุน ETF มากกว่า 2 กองทุนขึ้นไป โดยกองทุนนี้ได้มอบหมายให้ BlackRock ทำหน้าที่เป็นผู้รับดำเนินการงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (outsource) ทั้งนี้ BlackRock นับเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 9.4 Trillion USD หรือ ประมาณ 30 ล้านล้านบาท โดยมีทั้งกองทุนรวม และ กองทุน ETFs ให้เลือกมากกกว่า 2,000 กว่ากองทุนอีกด้วยครับ

กองทุน KFCORE นี้จัดตั้งขึ้นสำหรับลูกค้ากรุงศรี เพื่อให้ทาง BlackRock บริหารให้โดยเฉพาะ โดยเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด ผ่านการคัดเลือกกองทุน ETF และ กองทุนรวมที่ดีที่สุดมารวมกัน จึงครอบคลุมทั้งสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสผลตอบแทนสูงอย่างหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีในแต่ละช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป  ภายใต้ระดับความเสี่ยงและความผันผวนไม่มากจนเกินไป

เป้าหมายที่ชัดเจนของกองทุนอยู่ที่การสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ ซึ่งมาจากส่วนแรกคือการกระจายความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากกองทุนของ BlackRock เองมีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก อีกส่วนหนึ่งคือฝีมือการบริหารของ  BlackRockที่มีการปรับพอร์ตรวดเร็ว ทำให้กองทุนมีความยืดหยุ่น สร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ 

โดยในเดือน ส.ค. BlackRock ได้บริหาร KFCORE โดยลงทุนแบบ Fund of Funds อยู่ประมาณ 18 กองทุนย่อย มีทั้งกองทุนรวม และกองทุน ETF ดังนั้นสินทรัพย์จะถูกกระจายออกไปอีกมากมาย เพราะว่า 1 กองทุน ETF ก็มีสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงอยู่มากมายแล้วนั่นเองครับ

ส่วนการปรับพอร์ตของกองทุนที่เราเรียกว่าเป็น Tactical Asset Allocation จะเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วเพื่อหาโอกาสในแต่ละสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงมหภาค และใช้มุมมองการลงทุนระยะสั้นประมาณ 3 เดือน – 1 ปี ยกตัวอย่างการปรับพอร์ตที่รวดเร็วทันกับสถานการณ์  เช่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง  ทางกองทุน KFCORE ได้มีการปรับลด duration ของตราสารหนี้จาก 11 ปี ให้เหลือ 5 ปีภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น  และในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมากองทุน KFCORE มีการปรับพอร์ตโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจาก 31 เป็น 39 % จากมุมมองภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

จึงไม่แปลกเลย ถ้าจะนำกองทุนนี้ไปเป็นหัวใจหลักของการลงทุนในพอร์ตของเรา คือสามารถลงทุนได้ ในสัดส่วนที่เยอะ หรือที่เรียกว่าเป็น Core Portfolio นั่นเองครับ ซึ่งการทำแบบนี้ ก็จะลดความผันผวนให้กับการลงทุนของเราได้ครับ

กระบวนการวิเคราะห์สินทรัพย์เพื่อการลงทุนค่อนข้างน่าสนใจมากครับ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) แบบ Natural Language Processing หรือ NLP เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ตัดคำ ตีความ ในงานวิจัยต่างๆ เช่น คำพูด แถลงการณ์ของ FED เพื่อหาแนวโน้มของการออกนโยบายต่อจากนี้ ทำให้เกิดความแม่นยำในการปรับพอร์ต การลงทุนมากขึ้นอีกด้วยครับ ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ครับ

ด้วยวิธีการบริหารงานแบบให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบนี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น แบงค์ชาติในต่างประเทศ หรือธนาคารระดับโลกซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถลงทุนเองได้ แต่ก็นำเงินมาลงทุนกับ BlackRock ในการบริหารจัดการ แบบนี้ด้วย

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่ากองทุนนี้เป็นอีก 1 กองทุนที่นักลงทุนเองก็น่าจะเอามาทำเป็น Core Port ด้วยลักษณะที่เป็น Multi Asset Class ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี และมีการปรับพอร์ตที่เร็วทันกับสถานการณ์ ในปัจจุบัน ที่มีความผันผวนเกิดขึ้นทั่วโลกจากเศรษฐกิจที่เติบโตไม่เหมือนกัน

KFCORE จัดตั้งเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งถ้าดูการเติบโตของ NAV ถึงแม้จะมีช่วงลดลงบ้างจากการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของอเมริกาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง แต่ผู้จัดการกองทุนก็ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด จนทำให้มีการเติบโตที่น่าสนใจสำหรับกองทุนผสมแบบนี้

ในส่วนของค่าธรรมเนียมเอง จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย หรือ Front-End-fee ที่ 1.5% ค่าธรรมเนียมการจัดการ1.33 % และ Total expense ratio หรือ TER อยู่ที่  1.54% ต่อปี ผมต้องบอกว่าถือว่าถูกมากเนื่องจากค่าธรรมเนียมนี้ ได้รวมค่าธรรมเนียมของทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาแล้วด้วยครับ ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่หยิบกองทุน ETFs มาบริหารจัดการจึงทำให้ค่าธรรมเนียมทั้งหมดนั้นถูกกว่ากองทุนผสมแบบทั่วไป นั่นเองครับ

โดยสรุปผมคิดว่ากองทุน KFCOREนี้ เป็นกองทุนที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ กองทุนหนี่งเลย และไม่ต้องคิดมากเวลาที่จะใส่เงินลงทุนในกองทุนนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกองทุนนี้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมไม่แพง จึงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบนี้ได้

เมื่อมีกองทุนนี้เป็น Core Port การลงทุนของเราแล้ว นักลงทุนเองก็ยังสามารถไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่นกองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง กองทุนเทคโนโลยี กองทุนกลุ่ม Healthcare ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้ความสม่ำเสมอจากกองทุน KFCORE ที่ลงทุนไปแล้วมาช่วยเพิ่มความมั่นใจครับ

ก่อนจากกันไป ผมต้องบอกนักลงทุนทุกท่านว่าโดยปกติแล้วเวลาผมแนะนำการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไป ผมจะเน้นไปที่การจัดพอร์ตที่มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินของเรานั้นไปถึงเป้าหมาย ได้อย่างปลอดภัย

แต่การลงทุนด้วยการจัดพอร์ตให้เหมาะกับเรา และเป้าหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้กองทุน ที่หลากหลายพอ และก็ต้องมีการแบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนที่มีโอกาสในการเติบโตมากขึ้นไปอีกทางด้วย ทำให้วุ่นวายพอสมควรครับ

ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุน KFCOREนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้นักลงทุนต้องไม่สับสนวุ่นวาย กับการจัดพอร์ตการลงทุน และสร้างความสบายใจให้กับเราได้ตลอดการลงทุนครับ

กองทุนนี้เป็นเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มกรุงศรีเท่านั้น ดังนั้นใครที่กำลังมองหากองทุนหลักในพอร์ตที่จะลงทุนยาวๆ อย่างมั่นใจ และสนใจ KFCORE สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา https://bit.ly/3nvApBE

วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน ครั้งหน้าพบกันผมจะนำกองทุนที่น่าสนใจแบบนี้มาพูดคุยให้ฟังกันอีกแน่นอนครับ ขอให้โชคดีกับการลงทุนนะครับ สวัสดีครับ

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า  เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

KFCORE ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารทุน เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน สินค้าโภคภัณฑ์ ทรัพย์สินทางเลือก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REITs และ Infra funds ต่างประเทศ I ระดับความเสี่ยง: 5 – เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง I กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

5 เทคนิคบริหารหนี้สินให้รอดในช่วง Covid

อัศวินได้ดูข่าวการแพร่ระบาดของ Covid-19 ก็อดเป็นห่วงเพื่อน ๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่หลาย ๆ คนได้เจอก็คือปัญหาหนี้สินที่รุมเร้าเข้ามา จนทำให้เกิดความเครียดและไม่รู้จะจัดการอย่างไร แต่ไม่เป็นไรนะครับ เพราะอัศวินมีวิธีการดี ๆ ที่อยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ลองนำไปใช้แก้ปัญหากัน มาดูกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

1. ทำบัญชีสรุปหนี้สินออกมา

ในขั้นตอนแรก อัศวินอยากจะขอให้เพื่อน ๆ ลองทำรายการหนี้สินทั้งหมดขึ้นมา เพื่อตรวจสอบดูว่าเรามีหนี้สินอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้จากเงินกู้บ้านหรือเงินกู้ส่วนบุคคล หนี้ที่ยืมเพื่อนมา แล้วเอาทั้งหมดมากรอกใส่ตารางเอาไว้

เมื่อเรารวมหนี้ทั้งหมดได้แล้วลองรวมหนี้ดูว่า หนี้ทั้งหมดที่เราจะต้องจัดการนั้นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราจะต้องใช้หนี้ให้กับใครบ้าง อัตราดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั้นมากแค่ไหน แล้วนำเงินจำนวนนี้ไปเป็นเป้าหมายในการวางแผนว่าเราจะต้องใช้หนี้ให้ได้จนครบครับ

2. แบ่งประเภทหนี้ระยะสั้นและยาวออกมา

เมื่อเราสรุปหนี้ทั้งหมดแล้ว ในขั้นตอนนี้เราลองมาแบ่งประเภทหนี้กันครับว่า เรามีหนี้ระยะสั้นและหนี้ระยะยาวมากแค่ไหน

โดยปกติแล้วหนี้ระยะสั้นคือหนี้ที่เราจะต้องใช้คืนภายใน 1 ปี เช่น เราขอยืมเงินจากเพื่อนมาใช้ก่อนและสัญญาว่าอีก 3 เดือนเราจะใช้คืน หรือเป็นหนี้บัตรเครดิตที่เรารูดไปก่อนแล้วจ่ายคืนธนาคารในปลายเดือน

ส่วนหนี้ระยะยาวคือหนี้ที่เราจะต้องทยอยชำระคืนโดยใช้เวลาหลาย ๆ ปี เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ที่ต้องทยอยผ่อนกันไปหลาย ๆ ปี เมื่อเราแบ่งประเภทหนี้ได้แล้วจะทำให้เรารู้ว่าเราควรจะต้องวางแผนอย่างไรให้เหมาะสม

3. ประเมินความสามารถในการกำจัดหนี้ระยะสั้น

มาเริ่มจัดการหนี้กัน หนี้ระยะสั้นคือสิ่งที่เราจะต้องวางแผนจัดการเป็นอันดับแรก เพราะเรามีระยะเวลาในการเป็นหนี้ได้ไม่นาน เมื่อถึงกำหนดเวลา เจ้าหนี้ก็คาดหวังว่า เราจะมีเงินมาคืนเขา ลองดูครับว่ารายได้และเงินเก็บที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นสามารถทยอยชำระหนี้สินประเภทนี้ได้มากน้อยขนาดไหน

ตัวอย่างเช่น หากเรามีหนี้สินที่จะต้องคืนทั้งหมด 6,000 บาท ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ลองมาวางแผนเก็บเงินให้ได้เดือนละ 2,000 บาทครับ พอครบ 3 เดือนก็จะสามารถคืนเงินในส่วนนี้ได้ กรณีที่เรามีหนี้เยอะมาก ๆ ลองโทรปรึกษาเจ้าหนี้ดูก่อนนะครับว่าเราจะทยอยใช้คืนได้อย่างไรแบบที่ไม่หนักต่อเรา

อัศวินเชื่อว่าถ้าทยอยจัดการหนี้สินทีละส่วนได้ หนี้ก็จะลดลงเรื่อย ๆ ปัญหาหนี้ของเราก็จะเบาลงได้ครับ

4. หาทางเจรจาหนี้ระยะยาว

นอกจากนี้อย่าลืมวางแผนการใช้หนี้ ที่เป็นหนี้สินระยะยาวด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหนี้รถ หนี้บ้าน หรือคอนโด ซึ่งเราจะต้องผ่อนกันยาว ๆ ถึง 20-30 ปี หากไม่ใช้หนี้ขึ้นมาอาจจะโดนยึดทรัพย์สินได้ ลองดูว่ารายได้เรานั้นเพียงพอต่อการผ่อนในแต่ละเดือนไหม

ในกรณีที่เราผ่อนไม่ไหว อัศวินขอแนะนำว่าลองโทรปรึกษากับทางธนาคารและเจ้าหนี้ดูนะครับว่าจะมีทางออกอย่างไรให้เราได้บ้าง บางทีเขาอาจจะมีโครงการพักชำระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ และข้อเสนอในการลดค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้เราผ่อนสบายขึ้นได้เช่นกันนะครับ ลองคำนวณดูว่าเราจะผ่อนได้เดือนละเท่าไหร่และค่าใช้จ่ายต่อเดือนนั้น เหมาะสมต่อเราหรือไม่ เพื่อให้เราสามารถจัดการหนี้สินระยะยาวได้ดีขึ้นพร้อมกับสภาพคล่องที่ไม่มีปัญหาครับ

5. ปรับค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินดุลที่วางไว้

เมื่อเรากำหนดแผนการใช้หนี้ของเราได้แล้ว ก็ต้องมาวางแผนงบประมาณของตัวเราไม่ให้เราใช้จ่ายเกินตัวหรือไปก่อหนี้มากกว่าเดิม เพื่อให้เป้าหมายในการใช้หนี้ของเราประสบผลสำเร็จนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น เรามีรายได้ในช่วง Covid-19 เหลือ 20,000 บาท มีหนี้สินระยะสั้น 6,000 บาทที่ต้องใช้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า และเราเจรจาหนี้สินระยะยาวแล้ว ธนาคารให้ผ่อนน้อยลงเหลือเดือนละ 12,000 บาท เราก็อาจจะเก็บเดือนละ 2,000 บาทเพื่อนำไปชำระหนี้สินระยะสั้น สำรองเงินไว้ 12,000 บาทสำหรับจ่ายหนี้สินระยะยาว และกำหนดให้ตัวเองใช้จ่ายไม่เกินเดือนละ 8,000 บาทนะครับ ต้องใช้จ่ายอย่างรัดกุมขึ้นนะครับ

หากเราทำได้ตามแผน ค่าใช้จ่ายไม่เพิ่มขึ้น หนี้เราก็จะลดลงเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เราใช้หนี้ได้ครบในท้ายที่สุดครับ อัศวินเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออกได้ หากเรารู้จักการวางแผน การบริหารหนี้ก็เช่นกันนะครับ ลองนำหนี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่มาตั้งเป้าหมายในการใช้หนี้ แบ่งประเภทหนี้สินที่เราต้องชำระ และลองดูว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้เหมาะสม ทยอยชำระตามความสามารถของเรา ลองเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกด้วยกันและท้ายสุดตั้งเป้าหมายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ไม่ใช้เงินเกินตัว ก็จะทำให้เราวางแผนใช้หนี้ได้อย่างแน่นอนครับ

Covid-19 นอกจากจะสร้างผลกระทบให้กับชีวิตทางการเงินของเราได้แล้ว สิ่งที่เราจะต้องระวังก็คือชีวิตและสุขภาพของเราเช่นเดียวกันนะครับ การวางแผนด้วยประกันก็สำคัญเช่นกัน ซึ่ง iLink ประกันชีวิตควบการลงทุนจากกรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต ก็สามารถสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าด้วยสัญญาเพิ่มเติมแบบ UDR ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรกแม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

มีเงินก้อน จะเอาไปทำอะไรดี? ในยุคดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ หรือลงทุนก็เสี่ยงสูง

ช่วงนี้คนที่มีเงินเย็น หรือกำลังมองหาแหล่งพักเงินระยะกลาง สัก 5 ปี คงจะลังเลอยู่ว่าควรเอาเงินไปลงไว้ที่ไหนดี เพราะถ้าจะฝากธนาคาร ดอกเบี้ยก็น้อยมากจนอัตราเงินเฟ้อวิ่งแซง แต่ถ้าจะเอาไปลงทุน ก็กังวลเรื่องความเสี่ยง กลัวว่าเงินต้นจะหาย

aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกับแหล่งพักเงินที่น่าสนใจ อย่าง “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์” ที่เราสามารถฝากเงินไว้ได้อย่างมั่นคง และได้รับผลตอบแทนสูงควบคู่กันไปด้วย แอบกระซิบว่าที่นี่ให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่อื่นๆ สูงสุดถึง 3.5% เลยทีเดียว

ทำความรู้จักกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ คือใคร?

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มีจุดเริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 18 จากธุรกิจการเงินในประเทศฝรั่งเศส ชื่อว่า Credit Foncier de France ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงแหล่งเงินทุน ด้วยการนำอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน เพื่อขอวงเงินสินเชื่อ โดยสามารถผ่อนชำระในระยะยาว ซึ่งคำว่า “Foncier” (ฟองซิเอร์) มีความหมายว่า เกี่ยวกับที่ดิน ปัจจุบันบริษัท Credit Foncier de France ยังดำเนินกิจการอย่างมั่นคง โดยเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินแห่งชาติของฝรั่งเศส

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้นิยามของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ว่า เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโดยการรับฝากเงินจากประชาชน และให้สินเชื่อโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ และการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยวิธีฝากขายเท่านั้น

และ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ จำกัด” คือหนึ่งในบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมานานกว่า 43 ปี โดยดำเนินกิจการตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ให้บริการด้านสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อที่อยู่อาศัย และเงินฝาก ที่ให้ดอกเบี้ย 3.5% ซึ่งถือว่าสูงสุดในวงการตอนนี้เลยทีเดียว

ฝากเงินที่นี่ แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อย่างไร?

1. ฝากขั้นต่ำ 100,000 บาท 1 ปีขึ้นไป

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ รับฝากเงินขั้นต่ำ 100,000 บาท และกำหนดระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 1 ปี สูงสุด 5 ปี โดยห้ามถอนก่อนกำหนด

2. ให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่อื่น สูงสุด 3.5%

ที่นี่มอบอัตราดอกเบี้ยต่อปีสูงที่สุดจากทุกสถาบันการเงินมาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้ให้ดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 3.5% สำหรับบัญชีฝากประจำนาน 5 ปี วงเงิน 3 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนวงเงินและระยะเวลาอื่นๆ ก็ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเช่นกัน

3. ไม่ต้องมีสมุดบัญชี แต่ใช้ “ใบรับฝากเงิน”

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ ให้บริการด้านการออมเงิน ในรูป “ใบรับฝากเงิน” (Deposit Receipt) เพื่อเป็นตราสารการฝากเงิน แทนการถือสมุดบัญชี

4. ต้องทำธุรกรรมที่สำนักงานใหญ่

ธนาคารพาณิชย์จะมีสาขากระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่สำหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ จะต้องทำธุรกรรมที่สำนักงานใหญ่เท่านั้น จึงมีค่าบริหารจัดการน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ และช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้

มั่นใจได้แค่ไหน ถ้าจะฝากเงิน?

หลายคนกังวลว่า ในยุควิกฤติโควิดเช่นนี้ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่? ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้สถาบันการเงินในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากๆ ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.จากเงินกองทุน และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง เห็นได้จาก “อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง” (BIS Ratio) ของแต่ละสถาบันการเงิน เดิมจะต้องมีค่าไม่ต่ำกว่า 11% แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 20.04% ในขณะที่ค่า (BIS Ratio) ของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ สูงถึง 25.91% (ณ มิ.ย. 2564)

อีกทั้งใน “อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ” (LCR) ตามที่ ธปท.กำหนดไว้ อยู่ที่มากกว่าหรือเท่ากับ 100% นั้น ปัจจุบันทุกสถาบันการเงินของประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 186.54% ทั้งยังสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้อีกด้วย

เพิ่มความอุ่นใจ ด้วยกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ อยู่ภายใต้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เงินฝากของเราจึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ซึ่งจากกรณีที่สถาบันคุ้มครองฯ ประกาศปรับลดวงเงินคุ้มครอง ลงมาที่ 1 ล้านบาทนั้น ทำให้บางคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะจริงๆ แล้วเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทนั้น จะไม่สูญหายและยังได้รับคืนแน่นอน แต่จากตัวเลขความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินในประเทศไทย ทำให้โอกาสที่จะปิดตัวเป็นไปได้ยากมากๆ

ได้ทราบข้อมูลตามนี้แล้ว คนที่มีเงินเย็นและต้องการฝากเงิน ก็คงอุ่นใจกันมากขึ้น ซึ่งถ้าอยากสร้างความมั่งคั่งด้วยผลตอบแทนดีๆ แล้วล่ะก็ การฝากเงินกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ ก็ถือว่าตอบโจทย์ที่สุด เพราะได้รับความคุ้มครองเงินฝากเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่ได้ดอกเบี้ยดีกว่า สูงสุดถึง 3.5% เลยทีเดียว

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เงินฝาก ของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ ได้ที่ https://bit.ly/2VAJBJm หรือโทร. 0-2678-3900

บทความนี้เป็น Advertorial

MAKE by KBank แอปสำหรับการจัดการเงินที่ใช่ในแบบคุณ

เคยไหมที่เราตกลงกับเพื่อนๆว่าอยากจะเก็บเงินไปเที่ยวด้วยกัน แต่พอถึงเวลาทริปล่มสลายและเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะบางคนเก็บเงินไม่ได้ บางคนลืมเก็บ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเริ่มเก็บเมื่อไหร่ และแม้แต่ตัวเราเองบางทีก็เจอปัญหาที่ไม่รู้ว่าจะแยกเงินเก็บยังไง ทุกอย่างปนกันไปหมด

MAKE by KBank แอปตัวใหม่จากธนาคารกสิกรไทยจะมาช่วยทุกคนจัดการเงินด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากมาย แถมยังทำให้การเก็บตังถึงเป้าหมายง่ายขึ้นอีกด้วย

ความพิเศษของ MAKE by KBank ที่แอปไหนๆ ก็ไม่มีคือ มีฟีเจอร์ Cloud Pocket ที่ทำให้เราสามารถแบ่งเงินออมในบัญชีได้หลายๆประเภทตามวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายสไตล์เรา แถมยังให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี สำหรับแสนแรกอีก

นอกจากนี้ Cloud Pocket ยังเป็นกระเป๋าที่ทำให้เราสามารถสร้างเงินกองกลางเอาไว้ใช้จ่ายกับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย ทีนี้จะทำอะไรด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป มาดู Lifestyle ที่สามารถจัดการเงินได้ด้วย MAKE by KBank กันดีกว่า

1. สายชิล สายช้อป สายกิน สายปาร์ตี้

หากเราเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตกับการซื้อของ ชวนเพื่อนกินข้าว ใช้ชีวิตแสนสนุกไปกับแสงสี ใช้ Cloud Pocket มาช่วยแบ่งเงินเป็นกลุ่มๆได้เลย เช่น เงินเอาไว้เก็บ เงินเอาไว้ช็อป เงินเอาไว้กิน แบ่งไว้เลยถึงเวลาจะใช้อันไหนก็หยิบส่วนนั้นมาใช้ แน่นอนว่าเราจะมีชีวิตที่มีความสุขแถมมีเงินเก็บได้อีกด้วย

2. สายมู ลุ้น หวย สลากกินแบ่งรัฐบาล ลอตเตอรี่

อยากซื้อหวย อยากลุ้นโชคสมัยนี้จะทุ่มหมดตัวไม่ได้ ต้องเก็บเงินแยกเอาไว้เลย ส่วนไหนออมกันยาวๆ ส่วนไหนลุ้นโชคถูกวันที่ 1 และที่ 16 เชื่อเถอะแบ่งเงินเอาไว้ ยังไงก็รวย และอย่าลืมตั้งชื่อ Cloud Pocket ของเราแบบเลิศๆ ไม่ว่าจะเป็น 11 เลขราชาโชค และ 16-61 เลขโสฬสมงคล สร้างความร่ำรวย ถูกหวยกันหลายๆ งวด

3. สายออม หรือนักจัดการเงินตัวแม่

หลายคนเป็นนักออมตัวยง ออมเพื่อเป้าหมายหลายๆประเภท มีทั้งไว้ลงทุน ไว้พัฒนาตัวเอง ไว้ทำบุญ ไว้ซื้อของด้วยเงินก้อนใหญ่ๆ หากใครชอบแนวนี้อย่าลืมมาจัดกระเป๋า Pocket Cloud ของเราให้เป็นรูปแบบ 6 Jars กันเลยดีกว่า เก็บเงินไว้สำหรับทุกเป้าหมายให้ชีวิตในวันข้างหน้าของเราสดใสและมีเงินใช้กันไปนานๆ

4. สายแม่ค้า พ่อค้า ทำธุรกิจกับเพื่อน, SME

ใครที่ทำธุรกิจก็สามารถแบ่งเงินในกระเป๋าให้เป็นหมวดหมู่กันได้ไม่ยากด้วย Cloud Pocket เช่น การแบ่งเงินเป็นงบประมาณในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนในการซื้อสินค้า เงินที่เอาไว้จ่ายเงินเดือนลูกน้อง เงินที่เตรียมไว้ทำการตลาด เงินเอาไว้เบิกจ่ายด้านการเดินทาง จะได้ควบคุมรายจ่ายต่างๆได้และทำให้รู้ด้วยว่าธุรกิจของเราต้องประหยัดในเรื่องอะไร และสามารถแบ่งเงินไว้ให้ตัวเองออมได้ด้วยนะ

คงเห็นกันแล้วใช้ไหมว่า Cloud Pocket จาก MAKE by KBank นั้น มีประโยชน์แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นใคร มีเงินมากน้อยแค่ไหน เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนรุ่นใหม่ที่พึ่งเริ่มทำงานก็สามารถจัดการเงิน ออมเงิน  ได้ ลองโหลดมาใช้กันตั้งแต่วันนี้ แล้วจะรู้ว่า การจัดการเงินเป็นเรื่องง่ายจริงๆ

สมัครง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MAKE by KBank ผ่าน App Store หรือ Play Store และสามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน KPLUS เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ (K-eSavings) ผ่านแอปพลิเคชัน MAKE by KBank ดาวน์โหลดเลย คลิก https://kbank.co/2YHhEAy

บทความนี้เป็น Advertorial

เปลี่ยนแปลงการเติบโต มาสู่โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่าง ด้วยกองทุน KFGG จาก บลจ.กรุงศรี

ในช่วงนี้ใครหลายคนคงกำลังมองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน และหนึ่งในทางเลือกนั้น คือ การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ซึ่งก็มีทางเลือกหลากหลายมากมาย โดยเฉพาะถ้าสนใจลงทุนผ่านกองทุนรวม

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือนักลงทุนหลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ตั้งแต่คำถามว่า ควรจะเลือกลงทุนในประเทศไหนดี? หรือจะเลือกกองทุนที่ลงทุนเป็นภูมิภาค? หรือจะเน้นหุ้นอุตสาหกรรมไหน? แม้จะไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่ากองทุนหุ้นต่างประเทศแบบไหนจะดีที่สุด แต่กลยุทธ์การลงทุนที่ดี เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ และฝีมือของผู้จัดการกองทุนก็น่าจะปัจจัยสำคัญในการเลือกกองทุน

ในช่วงเวลาที่การเติบโตของเศรษฐกิจจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) รวมถึงการหมุนเวียนการลงทุนในทิศทางต่าง ๆ ของโลก (Global Rotation) หุ้นเติบโต (Growth Stock) จะมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ดังนั้น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์การคัดหุ้นที่เน้นศักยภาพการเติบโตสูง และมีผลงานที่ดีเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของผู้จัดการกองทุน ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

รู้จักกับกองทุน KFGG (กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลโกรท)

กองทุน KFGG (กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลโกรท) เป็นอีกกองทุนหนึ่งที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทั่วโลก ผ่านกองทุนหลักคือ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund, Class B USD Acc ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่เหมือนใคร เรียกว่าเป็นกองทุนที่รวมหุ้นเติบโตโดดเด่นมาไว้ในกองทุนเดียว

ถ้าหากเจาะลึกไปที่นโยบายการคัดเลือกหุ้น จะเห็นว่าสไตล์ของ Baillie Gifford มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ยึดติดกับอุตสาหกรรมประเทศ หรือว่าต้องเป็นหุ้นในกลุ่มดัชนี แต่เน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของธุรกิจนั้น โดยใช้มุมมองการลงทุนในระยะยาว ไม่อิงความผันผวนระยะสั้นของตลาด

กองทุนมีการกระจายลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ตาม theme การเติบโต เช่น ธีมการค้าปลีกยุคใหม่ สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นวัตกรรรมทางการแพทย์และการรักษาโรค

และถ้าเราไปดูผลตอบแทนที่ผ่านมาของกองทุนหลัก ก็จะเห็นได้ว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดีและสม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในหุ้นทั่วโลก (MSCI World) และดัชนีชี้วัด MSCI ACWI Index (ผลการดำเนินงานที่อ้างอิงเป็นผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน I ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต)

นอกจากนั้น ถึงแม้กองทุนจะมีการบริหารในแบบระยะยาว แต่ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนอีกด้วย (มีการบริหารแบบ Active เพื่อ enhanced return) จากตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่ามีการปรับพอร์ตหุ้น Tesla เพื่อทำกำไรจากการลงทุน

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุน KFGG (กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลโกรท) สามารถลงทุนได้ง่ายๆ ทุกวันทำการ เริ่มต้นลงทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน  

KFGG มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

บทความนี้เป็น Advertorial

เช็คลิสต์ก่อน! อยากลงทุนในประกันต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเรา

การซื้อประกันนั้นถือเป็นการลงทุนให้กับตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต แม้จะไม่ได้ผลตอบแทนสูงเหมือนการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ แต่การลงทุนในประกันนั้นเป็นสิ่งที่เราจะได้รับกลับมานั้นคือ “ความสบายใจ” จากการที่เราได้ป้องกันความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีประกันควบการลงทุนที่เราจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่ไปกับการป้องกันความเสี่ยงอีกด้วย คำถามของเพื่อน ๆ หลายคนที่อัศวินมักได้รับมาเสมอ คือ ถ้าเราจะเลือกซื้อประกันด้วยตัวเอง ต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง อัศวินก็อยากจะแนะนำเช็คลิสต์ให้เพื่อน ๆ ได้ลองนำไปใช้ดูกับตัวเองนะครับ

สำรวจความเสี่ยงของตัวเราเองก่อน

อัศวินอยากจะบอกว่า การซื้อประกันคือการที่เราจะโอนย้ายความเสี่ยงของเราไปให้ทางบริษัทประกัน สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือวิเคราะห์ก่อนว่าเรามีความเสี่ยงอะไรบ้างในชีวิต ตัวอย่างเช่น หากเราทำงานเป็นพนักงานขาย ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ ต้องขับรถไปไหนมาไหนตลอดเวลา เราอาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องอุบัติเหตุได้ การทำประกันอุบัติเหตุจึงเป็นสิ่งที่จะต้องอยู่ในแผนป้องกันความเสี่ยงของเรา

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หากเราเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาดูแลสมาชิกอีกหลาย ๆ คนในบ้าน ถ้าอยู่ ๆ เราป่วยขึ้นมา ก็จะทำให้เราจะต้องนำเงินมารักษาและอาจจะทำให้ครอบครัวขาดรายได้ ก็เป็นความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพและชีวิตที่เราควรจะต้องหาทางป้องกันนะครับ

เลือกประกันที่ครอบคลุมความต้องการ

เมื่อเราเห็นความเสี่ยงของเราอย่างรอบด้านแล้ว ก็ต้องลองมานั่งคิดกันต่อนะครับว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงจริง ๆ จะกระทบกับเราและคนรอบตัวมากแค่ไหน ซึ่งเราจะได้นำมาประเมินกันต่อได้ว่า เราจะต้องมีหลักประกันมากเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น เพื่อน ๆ บางคนอาจจะมีลูกที่ยังเล็กอยู่ ซึ่งถ้าหากเราป่วยขึ้นมาไม่สามารถทำงานได้ ก็จะไม่มีเงินมาเลี้ยงดูลูก รวมถึงการส่งลูกไปเรียนหนังสือ

ผลกระทบนี้สูงมาก เราเองก็ต้องพิจารณาในเรื่องของการทำประกัน ให้ครอบคลุมความเสี่ยงตรงนี้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่แตกต่างไป เช่น ลูกเราอยู่ในวัยทำงานและรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว เราอาจจะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการเงินที่ต้องมีให้เขาก็ได้ อาจจะพิจารณาทำประกันให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ารักษาพยาบาลก็พอครับ

สำรวจความสามารถในการจ่ายเบี้ย

นอกเหนือจากการประเมินความเสี่ยงและการสำรวจความคุ้มครองแล้ว การบริหารความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกันก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในประกันนะครับ เพราะอย่าลืมว่าการลงทุนในประกันนั้นถือเป็นค่าใช้จ่ายประจำอย่างหนึ่งที่เราต้องส่งให้กับทางบริษัทประกันทุกๆ ปี ทำให้เราต้องคำนึงถึงสภาพคล่องทางการเงินและการใช้ชีวิตของเราด้วย ไม่ใช่จ่ายเบี้ยเยอะ จนคุณภาพชีวิตลดลงจนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต อันนี้ถือว่าเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีนะ

เช็คความน่าเชื่อถือบริษัทประกันก่อนซื้อ

อัศวินอยากจะเน้นย้ำตรงนี้มาก ๆ เลยนะครับ การซื้อประกันในแต่ละครั้งนั้น หมายความว่าเรากำลังมอบหน้าที่ให้บริษัทประกันคุ้มครองเราในระยะยาว บางทีอาจจะเป็นระยะเวลายาวถึง 20-30 ปีเลยก็ได้ หากเราเลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทำกิจการมานาน มีเงินทุนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ก็ย่อมทำให้เราอุ่นใจและเชื่อมั่นในความคุ้มครองได้ในระยะยาว

ลองคิดกันเล่น ๆ นะครับว่า หากเราไปซื้อประกันโดยที่ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือ แม้ประกันจะดีขนาดไหน แต่บริษัทประกันไม่สามารถให้ความคุ้มครองกับเราได้ตามที่ตกลงกันไว้ ก็อาจจะทำให้แผนทางการเงินที่เราวางไว้ผิดพลาดได้เช่นกันครับ ตรงนี้ต้องนำไปพิจารณาดี ๆ นะ

หากตอนนี้คุณกำลังมองหาประกันเอาไว้ดูแลชีวิตและทรัพย์สินอยู่ ที่มีทั้งประสบการณ์และความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนาน อัศวินขอแนะนำ iLink แบบประกันชีวิตควบการลงทุนโดยกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต อุ่นใจได้มากกว่าด้วยสัญญาเพิ่มเติมแบบ UDR ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรกแม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

แอปดี กองทุนเด่น เน้นโอกาสเติบโต ต้องใช้ KTAM Smart Trade

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน พับกบ เอ้ย พบกับ !! ผม”หมอนัท”ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ

เราพบกันแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้น

เอาเรื่องราวดี ๆ ที่น่าสนใจในการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่จะมาเล่าให้ทุกท่านฟังแน่ ๆ ครับ

ช่วงเวลาแบบนี้ ในช่วงที่การลงทุนนั้นมีความผันผวนสูงมาก จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์ทำให้เกิดการระบาดครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในหลายประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

รวมไปถึงสถานการณ์การเข้ามาควบคุมดูแลป้องกันการผูกขาดระบบของ Paltform ต่าง ๆ ในประเทศจีน ของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba รวมถึงเรื่องของการควบคุม Platform ระบบการกวดวิชา การศึกษา นอกจากนี้ยังไปถึงเรื่องของ Platform ด้านอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวไปคนละทิศ คนละทาง จากที่ก่อนหน้านี้หากใครลงทุนทั้งในสหรัฐ ฯ และ จีน ก็ต่างได้รับผลตอบแทนที่ดี ในส่วนของหุ้น หรือ กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมด้าน IT และ Healthcare เองก็ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องอยู่ก็ตาม แต่ก็มีความผันผวนสูงมากระหว่างการลงทุน

เห็นไหมครับว่าการลงทุนเองก็มีความผันผวน แถมมีโอกาสขาดทุนได้ง่ายในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต หรือ หลังวิกฤตไปแล้ว เพราะว่าภาพของการลงทุนในระยะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่

หลาย ๆ คนก็อาจจะเน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่งถ้าหากใครเป็นคนกลุ่มนี้ผมก็พอเบาใจได้หน่อย แต่ผมเชื่อว่าหากตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้น หรือกลางผันผวนมาก ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ยากที่จะทำใจให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจครับ

ดังนั้นถ้าหากถามผมว่าเทคนิคในการลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้คืออะไร ? ผมก็จะตอบว่า 

“ให้มองระยะยาวให้มากขึ้น และ จัดพอร์ตให้มีสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อคลายความกังวลระยะสั้น”

เพราะว่าการจัดพอร์ตจะช่วยให้ความผันผวนในการลงทุนของเรานั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะลงทุนผ่านช่วงเวลาวิกฤตก็ตามครับ

จะเห็นว่าการจัดพอร์ตที่ดี เมื่อผ่านวิกฤตก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการไม่จัดพอร์ต และถึงแม้ว่าหลังวิกฤตผลตอบแทนอาจจะสูงสู้การลงทุนในหุ้นล้วน ๆ ไม่ได้ แต่ช่วยลดอาการตกใจ ซึ่งบางคนก็อาจจะทำการขายสินทรัพย์ออกมาก่อน ซึ่งก็จะมีโอกาสทำให้พลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวไปนั่นเองครับ

และทั้งนี้เราไม่มีทางทราบเลยว่า สินทรัพย์ไหนจะเติบโตต่อ หรือจะแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้นการลงทุนด้วยวิธีการจัดพอร์ต และกระจายไปหลาย ๆ สินทรัพย์น่าจะเป็นคำตอบที่ดีในช่วงเวลาแบบนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

เมื่อเราทราบแล้วว่า การลงทุนในช่วงนี้ต้องการความหลากหลายของสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน และ ต่างประเทศ สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ รวมไปถึงสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เช่น การลงทุนใน Theme ที่กำลังเติบโตได้ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี สุขภาพ โลจิสติกส์ หรือจะเป็นกลุ่มที่กำลังจะได้รายได้กลับเข้ามาภายหลังการระบาดของ COVID-19 เช่น กลุ่มท่องเที่ยว หรือ Enterainment ก็มีความน่าสนใจ

ซึ่งถ้าเรามีสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ในพอร์ตแบบครบ ๆ ก็จะช่วยสร้างผลตอบแทน และ มีการกระจายความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กันครับ

คราวนี้ปัญหาคือ เราจะหาสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายได้อย่างไร ถ้าหากเป็นสมัยก่อนผมคิดว่าใช่ครับ แต่สมัยนี้ที่ระบบการซื้อขายกองทุนเปลี่ยนไปอย่างมาก เราสามารถที่จะเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนรวมที่หลากหลาย และได้กองทุนที่ดี + ที่ถูกใจได้ไม่ยากครับ

ถ้าหากพูดถึงเรื่องการเปิดบัญชีแล้วละก็ ในอดตีเราต้องไปเดินเปิดบัญชีตามธนาคารเอง อยากได้กองทุนต่าง บลจ. กัน ก็ต้องเดินทางไปหลาย ๆ ธนาคารสักหน่อยครับ แถมตอนเลือกกองทุนแต่ละที่ ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเปิดบัญชี กว่าจะเลือกกองทุนที่เหมาะกับเรา วางแผนว่าจะลงทุนเท่าไหร่ดี เอาเป็นว่าหมดเวลาไปหลายชั่วโมงเลยครับ แถมยังจะเสี่ยงเรื่องของสุขภาพด้วย จากที่ต้องไปต่อคิว และเสียอารมณ์เนื่องจากคนข้างหน้าใช้เวลาทำธุรกรรมนานกว่าปกติ

ดังนั้นในยุคนี้ ในยุคที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเองก็สามารถที่จะทำผ่านออนไลน์ หรือผ่าน Application บนมือถือได้อย่างสะดวก จึงมีความน่าสนใจ และมีความสำคัญมากขึ้น และ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันดีกว่าการที่เราต้องเดินไปเปิดบัญชีเพื่อลงทุนด้วยตัวเองครับ

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยตัวเลือกกองทุนที่มากมาย หากเราต้องมานั่งดูทีละกองทุนว่ากองทุนไหนดี ดูข้อมูลสรุปการลงทุนของเราว่าได้กำไร หรือว่าขาดทุนอยู่เท่าไหร่ หรือแม้แต่การซื้อกองทุนในช่วงที่น่าลงทุน หรือหาจังหวะในการขายกองทุนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับการเปิดบัญชี

ถ้าหากเราไม่มี App ก็อาจจะเสียเวลาเป็นวัน ๆ ในการทำธุรกรรมเหล่านี้ครับ ซึ่งการอ่านข้อมูล และการทำธุรกรรมใน App นั้น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยคร้าบ

คราวนี้ครับ ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Appplication การลงทุนผ่านกองทุนรวมอีก App นึง ซึ่งผมต้องบอกว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมในยุคสมัยนี้ได้กลายเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ และที่สำคัญมีโอกาสที่จะได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และ เป็นสินทรัพย์ที่เติบโตได้จากทั่วโลกครับ

เรามารู้จักพระเอกของเราในครังนี้กันครับ นั่นก็คือ  KTAM Smart Trade Application ซื้อกองทุนได้หลากหลาย ไม่ติดกรอบ ไปถึงเป้าหมายได้ดั่งใจ

ซึ่ง Application นี้ค่อนข้างจะสะดวกมากครับ เพราะว่ารองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS, Android หรือจะใช้ผ่านเวปไซต์ก็ได้เช่นกันครับ

นอกจากนี้ก็ยังซื้อขายกองทุนได้อย่างง่าย ๆ กดไม่กี่ครั้งก็ได้กองทุนตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่างประเทศ หรือ กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงกองทุนหุ้นไทยก็ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนครับ ที่สำคัญคือมีการติดตามพอร์ตการลงทุน เพื่อให้เราตัดสินใจได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา

แน่นอนว่าระบบได้ทำการคัดเลือกกองทุนชั้นนำ หลากหลายสินทรัพย์จากทั่วโลก เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายกาลงทุน จะสร้างพอร์ตเสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง หรือเสี่ยงต่ำก็ทำได้ไม่ยากแล้วครับ

โดยสรุปง่าย ๆ ครับ ว่าแค่เปิด App ขึ้นมาก็ได้สร้างพอร์ตลงทุนกับสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ที่สำคัญที่สุดคือ ปลอดภัย ด้วยระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น (Two-Factor Authentication) ด้วยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจ รวมถึงกองทุนเด่น ๆ Performance ดี ๆจาก KTAM กันครับ

1. กองทุนแรกคงหนีไม่พ้น กองทุน KT-EURO ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างดี เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรปมีนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือ นวัตกรรมทางการแพทย์ ไม่แพ้สหรัฐ ฯ หรือจีน และหลังจากที่ COVID-19 กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น ก็มีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจุบันเองก็ยังคงฟื้นตัวช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ นั่นก็หมายความว่า ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกรอบอยู่นั้นเองครับ ซึ่งผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ดีมากทีเดียวครับ

ข้อมูลจาก www.ktam.co.th ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail-performance.aspx?IdF=20

2. กองทุนที่สอง ก็คือ กองทุน KT-INDIA-A ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวได้ไม่แพ้การลงทุนในประเทศจีนแน่ ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโครงสร้างประชากร ที่ยังมีประชากรในวัยแรงงาน และวัยเด็กที่มากกว่าผู้สูงอายุอยู่มาก

ซึ่งด้วยลักษณะโครงสร้างประชากรแบบนี้จะเอื้ออำนวยให้อินเดียมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาวจากการบริโภคที่มากขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จะขยายตัว และเผลอ ๆ จะมีโอกาสโตได้มากกว่าประเทศจีนอีกด้วยนะครับ เพราะว่าเทคโนโลยีของประเทศอินเดียเองก็ไม่น้อยหน้า บริษัทด้าน IT Service ของอินเดียก็ขึ้นชื่อระดับโลกเช่นกัน

ซึ่งผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมานั้นก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามเศรษฐกิจ และ GDP โดยรวมของประเทศครับ แต่ผมเชื่อว่า ระยะยาวอาจจะได้เห็นการก้าวกระโดดของอินเดียขึ้นมาก็เป็นไปได้ครับ

ข้อมูลจาก www.ktam.co.th ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail-performance.aspx?IdF=30

พอมาถึงตรงนี้หลาย ๆ ท่านน่าจะอยากเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนที่น่าสนใจกันแล้ว คราวนี้เรามาดูวิธีการเข้า App การใช้งาน และ วิธีการเปิดบัญชีกันอย่างง่าย ๆ กันนะครับ

– เริ่มแรกเลยการสมัครเข้าใช้งานก็เรียกได้ว่าง่ายเพียงปลายนิ้วจริงๆ ครับ เพียงแค่เราระบุหมายเลขผู้ถือหน่วย  และข้อมูลส่วนตัวลงไปเน้นย้ำว่า กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนด้วยนะครับ สำคัญมากๆเลย

– ต่อมาก็ค้นหากองทุน ระบบจะแสดงข้อมูลกองทุนให้เราได้ทราบ  และที่ผมชอบมากๆคือ เราสามารถบันทึกกองทุนที่ชื่นชอบ หรือ พวกเมนูกองทุนที่แนะนำไว้ได้อีกด้วย 

– อีกทั้งยังแสดงพอร์ตการลงทุนและข้อมูลการลงทุน มูลค่าคงเหลือ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่างๆ มากมาย ให้เราได้ทราบแบบครบถ้วน 

– KTAM Smart Trade สามารถแสดงรายการย้อนหลังแบบ Timeline ให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ  ไม่ต้องคอยไล่หาข้อมูลวุ่ยวาย เพราะเค้าเรียง Timeline  มาให้เราแล้ว 

– ในส่วนของการทำรายการ ซื้อ ขาย สับเปลี่ยน หน่วยลงทุน ก็ทำได้สบายๆ ไม่ยุ่งยาก ฟังก์ชั่นไม่ซับซ้อน

– รวมถึงยังประเมินความเสี่ยง Risk Profile ได้ด้วยนะครับ 

ครบครัน ครบเครื่อง แถมทันสมัยขนาดนี้ ต้องหาโหลดเป็นแอปพลิเคชันประจำมือถือกันแล้วหล่ะครับ 

รายละเอียดขั้นตอนการสมัครและเริ่มใช้งานคลิก

https://www.ktam.co.th/ktam-edutainment-detail.aspx?ktam_id=42

โหลดเลยที่ IOS และ Android

IOS : https://bit.ly/KTAMST

Android : https://bit.ly/KTST_Android

จากขั้นตอนต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าการเปิดบัญชีนั้นง่ายมากครับ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ดังนั้นเริ่มต้นลงทุนวันนี้ ก็จะมีโอกาสที่เงินของเราจะงอกเงยและเติบโตได้ทันทีครับ

สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไป ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิต ไม่ว่าจะมีวิกฤตแบบใดเกิดขึ้น เราก็ยังสามารถลงทุนได้ หากมีการวางแผน และกระจายการลงทุนเป็นอย่างดีแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่าการมีเครื่องมือที่ดีเป็นตัวช่วยอย่าง KTAM Smart Trade Application ที่มีทุกอย่างอยู่ครบ (เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว) ก็ทำให้เรานั้นสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องใช้เวลานาน แบ่งเวลาไปดูแลคนรอบข้างได้มากขึ้น แต่ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญกับชีวิตเพราะว่าการลงทุนที่ดี จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และนำเราไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้ในที่สุดครับ แล้วเราจะรออะไรละครับ !!

มาดาวน์โหลด KTAM Smart Trade Application  กันเถอะคร้าบบบ 

เริ่มต้นลงทุนกันได้แล้ววววว

บทความนี้เป็น Advertorial

รับผลตอบแทนง่ายๆในการลงทุนอสังหากับ investment property ใน EEC

หลายคนอาจจะกำลังสนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม เพราะมีข้อดีเป็นจำนวนมาก เช่น สามารถนำไปปล่อยเช่าเพื่อรับเงินสดในแต่ละเดือนแบบ Passive Income ได้ หากในอนาคตราคาของอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นก็สามารถขายทำกำไรได้ และในปัจจุบันผู้เช่าหลายๆคนชอบการใช้ชีวิตอย่างมี Lifestyle และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการอยู่อาศัย นอกจากนี้หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ในย่านเศรษฐกิจชั้นนำย่อมมีความต้องการเช่าจากเจ้าของกิจการ คนวัยทำงาน รวมถึงชาวต่างชาติด้วย

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโดมีเนียมนั้นหลักๆมีอยู่ 2 รูปแบบ

1. ซื้อมาปล่อยเช่า

วิธีการนี้เป็นวิธีการดั้งเดิม โดยนักลงทุนจะต้องศึกษารายละเอียดของโครงการที่กำลังสนใจ ว่าทำเลและบริเวณใกล้ๆย่านดังกล่าวเป็นอย่างไร มีโอกาสที่จะนำไปปล่อยเช่าให้ใครได้บ้าง รวมถึงคำนวณตัวเลขต่างๆเพื่อกำหนดค่าเช่าที่เหมาะสม หลังจากที่นักลงทุนได้ทำการซื้อและผ่อนคอนโดแล้วจะต้องหาผู้เช่าด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการประกาศตามเวปไซต์ต่างๆ ซึ่งหลังจากที่ได้ผู้เช่าแล้วก็จะมีการนัดทำสัญญาเช่า การวางเงินมัดจำต่างๆ และในช่วงที่กำลังเช่าอยู่ หากผู้เช่าได้พบปัญหาขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นภายในห้อง เช่น เครื่องปรับอากาศเสีย เครื่องซักผ้าใช้ไม่ได้ หรือห้องอาบน้ำเกิดความเสียหาย นักลงทุนก็อาจจะต้องเข้าไปช่วยเหลือและคอยเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆให้ นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านก็ต้องเข้าไปดูแล ซ่อมแซม ปรับปรุงให้ห้องดูดีเพื่อนำไปปล่อยเช่าหรือขายในอนาคตต่อได้

2. Investment Property Program

วิธีการนี้เป็นการลงทุนในอีกรูปแบบ นักลงทุนจะนำเงินมาซื้อห้องของโครงการเพื่อนำไปปล่อยเช่า แต่ในกรณีนี้นักลงทุนไม่ต้องดำเนินการใดๆด้วยตัวเอง โครงการจะเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด ตั้งแต่การหาผู้เช่า การคิดค่าเช่า การทำสัญญาต่างๆ รวมถึงการดูผู้เช่าและทรัพย์สิน หากเกิดความเสียหายโครงการก็จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แทนนักลงทุน และไม่ต้องกังวลว่าห้องจะถูกปล่อยเช่าหรือไม่เพราะโครงการจะคิดผลตอบแทนจากเงินลงทุนของเราเทียบกับมูลค่าโครงการทั้งหมด นอกจากนี้โครงการจะใช้บุคคลากรและทีมงานที่เชี่ยวชาญในการทำงานทั้งหมด ทำให้ช่วยในการสร้างมาตรฐานที่ดีในการให้บริการ โดยโครงการจะเก็บค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ นักลงทุนเพียงแค่รอรับรายได้จากผลการดำเนินงานของโครงการ จึงเป็นการลงทุนที่สะดวกสบายและสร้าง Passive Income ให้กับนักลงทุนอย่างแท้จริง

ลงทุนในทำเลไหนดี ?

หากพูดถึงทำเลที่น่าสนใจและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาวแล้วคงจะหนีไม่พ้นพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC เพราะเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้นักลงทุนพลาดไม่ได้ ดังนี้

  • มีการลงทุนขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก: บริเวณนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีเงินลงทุนเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ นั่นหมายความว่าจะมีทั้งนักลงทุน บริษัทและผู้ประกอบการ และจำนวนของผู้อยู่อาศัยที่เป็นแรงงานทักษะสูงที่จะเข้ามาทำงานมากขึ้นตามอีกด้วย ความต้องการต่างๆก็จะตามมา นั่นรวมถึงพื้นที่ในการอยู่อาศัยที่จะพัฒนาให้เติบโตและมีมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น
  • ใกล้กรุงเทพแถมเดินทางสะดวก: พื้นที่ของ EEC ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกผ่านเส้นทางของมอเตอร์เวย์และในอนาคตจะสามารถเดินทางผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมต่อสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และ อู่ตะเภา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบาย
  • มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย : ในเขต 3 จังหวัดของเขตเศรษฐกิจนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายและมีชื่อเสียงทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล อย่างระยอง สัตหีบ และยังสามารถเดินทางไปเที่ยวเกาะต่างๆได้ เช่น เกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะเสม็ด รวมถึงการพักผ่อนไปกับแสงสีในยามราตรีและเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งที่พัทยาได้เช่นเดียวกัน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ EEC นั้น หากลงทุนผ่าน Investment Property Program ก็จะสร้างความสะดวกให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องคอยเดินทางมาพูดคุยกับลูกค้าหรือจัดการดูแลอสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ การลงทุนในรูปนี้จึงตอบโจทย์นักลงทุนจำนวนมากที่จะขยายโอกาสการลงทุนของตัวเองไปแหล่งเศรษฐกิจใหม่ๆ

The Hampton Suites Rayong โอกาสการลงทุนใน EEC

โครงการ The Hampton Suites Rayong เป็นโครงการ High rise 29 ชั้น บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 25 ไร่ ในจังหวัดระยอง ที่มีความพร้อมในการเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้อยู่อาศัยในเขต EEC ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สปา สระว่ายน้ำ ห้องประชุม ห้องฟิตเนส ศูนย์บริการธุรกิจ และยังมี Rooftop ที่สามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามได้  ที่นี่จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆของนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ในเขตเศรษฐกิจของพื้นที่ EEC นอกจากนี้ยังเป็นปลายทางของนักเดินทางจากต่างประเทศที่ต้องการมาพักผ่อนระยะยาวและใช้ Lifestyle อย่างมีระดับอีกด้วย

โครงการนี้สามารถลงทุนในรูปแบบ Investment Property Program โดยทาง Origin Property ได้พาร์ทเนอร์อย่างแฮมป์ตัน โฮเทล เมเนจเมนท์ ( HHM ) ที่มีประสบการณ์ดูแลธุรกิจโรงแรม 5 ดาวระดับโลกมาอย่างยาวนาน โดยการลงทุนจะเซ็นสัญญาจำนวน 10 ปี  และ ต่อสัญญาได้อีก 10 ปี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะยาว 20 ปี นอกจากนี้โครงการนี้เป็นการบริหารงานแบบ Service Apartment ทำให้ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าระยะยาวที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในพื้นที่ EEC จึงทำให้สัญญาเช่าส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว จึงทำให้นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ คาดการอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5% – 9% ต่อปี จึงทำให้การลงทุนนี้มีความเสี่ยงต่ำ และหากนักลงทุนเห็นว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถขายทำกำไรได้เช่นกัน

โครงการนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงมายังอสัหาริมทรัพย์  หรือจะเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบค่าเช่า รวมไปถึงผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะยาว ราคาเริ่มต้นของโครงการอยู่ที่ 2.99 ล้านบาท พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของก่อนใคร

หากนักลงทุนท่านใดสนใจข้อมูล The Hampton Suites Rayong สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ https://bit.ly/2Wnvw2h

บทความนี้เป็น Advertorial

PROSPECT กองทรัสต์ที่ยังคงเติบโตในยุคโควิด

COVID-19 อาจนับได้ว่าเป็นบททดสอบครั้งที่โหดที่สุดของภาคธุรกิจในประเทศไทย เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่ COVID-19 คือสิ่งที่กระทบต่อภาคธุรกิจแทบทุกประเภท และยังเป็นวิกฤตที่กินเวลายาวนานต่อเนื่องหลายเดือน

มีหลายกิจการที่ต้องล้มหายตายจาก ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังพอปรับตัวได้ ก็อาจลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงานบางส่วนเพื่อปรับตัวต่อความต้องการสินค้าของผู้บริโภคที่ลดลง จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลังในเดือนกรกฎาคม พบว่าทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมต่างก็ปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่มีต่อ COVID-19 ไม่น้อย

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีธุรกิจหรือบริษัทไหนเลยสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางวิกฤตนี้ หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าออนไลน์ ธุรกิจกลุ่มสารสนเทศ หรือธุรกิจขนส่ง ยังคงมีรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้น และตราบใดที่ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ต้องผลิตสินค้าหรือขนส่งสินค้าอยู่ อีกธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทั้งหมดนี้ก็คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า อย่างเช่น PROSPECT กองทรัสต์ที่ยังคงเติบโตในยุคโควิด

PROSPECT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคารบางส่วนในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (Bangkok Free Trade Zone “BFTZ”) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารคลังสินค้าและโรงงานที่แบ่งเป็นเขตประกอบการทั่วไป (General Zone) และเขตปลอดอากร (Free Zone)

โครงการ BFTZ ตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 23 ใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้โครงการนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการเข้ามาเช่าพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ภายในโครงการของ BFTZ ที่ PROSPECT เข้าลงทุน ประกอบไปด้วยพื้นที่อาคารให้เช่ากว่า 2 แสนตารางเมตร มีตั้งแต่พื้นที่เก็บสินค้าเล็กๆ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการที่หลากหลาย มูลค่าสินทรัพย์ของ PROSPECT คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท โดยมี Prospect REIT Management ผู้ที่เข้าไปบริหารจัดการกองทรัสต์ และ Prospect Development ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ภายในพื้นที่ของ BFTZ อีกทีหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปสามารถเข้าลงทุนกับ PROSPECT ได้จากการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์

ทำไมกองทรัสต์ถึงยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน?

หากใครที่ลงทุนกับตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงปีก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ถือหุ้นมาถึงปัจจุบันนี้อาจได้รับผลกำไรสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น เพราะในช่วงปีก่อนที่ตลาดหุ้นร่วงหนักจากการระบาดของ COVID-19 รอบแรก ตลาดหุ้นร่วงไปกว่า 30% นับจากจุดสูงสุดในช่วงก่อนเกิดวิกฤต จนปัจจุบันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาสูงจากช่วงปีก่อนพอสมควร สร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นไปต่อได้อีกมากน้อยแค่ไหน สถานการณ์ในประเทศไทยที่ดูเหมือนจะกลับมาดีขึ้นแต่กลายเป็นว่าเรายังคงเจอ COVID-19 ระบาดระลอกใหม่ที่ส่งผลกระทบมากกว่าเก่า ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยกว่าและมั่นคงมากกว่าอย่างทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะ REIT เป็นกองทรัสต์ที่เข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และมีรายได้จาก “ค่าเช่า” ที่ค่อนข้างมีความต่อเนื่อง และค่าเช่าที่มีความต่อเนื่องนี้ก็จะถูกจ่ายออกมาเป็น “เงินปันผล” ที่ต่อเนื่องให้กับนักลงทุนเช่นกัน

ในประเทศไทยมีทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่มากมาย PROSPECT เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ PROSPECT มีความน่าสนใจเป็นพิเศษก็เนื่องจากตัวทรัพย์สินของกองทรัสต์เอง เพราะโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน หรือ BFTZ เป็นโครงการที่มีทำเลที่มีศักยภาพ ใกล้กับแหล่งคมนาคมสำคัญและโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่มากมาย ส่งผลให้มีผู้เช่าพื้นที่มากกว่า 90% ของพื้นที่ทั้งหมด อีกทั้งการเช่าพื้นที่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นแม้จะมีวิกฤต COVID-19

งบการเงิน PROSPECT ล่าสุด

ไตรมาส 1 ปี 2564

รายได้ 108 ล้านบาท
ค่าใช้จ่าย 36 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 72 ล้านบาท
อัตราการเช่าพื้นที่ 95.8%

ไตรมาส 2 ปี 2564

รายได้ 111 ล้านบาท
ค่าใช้จ่าย 38 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 73 ล้านบาท
อัตราการเช่าพื้นที่ 98.2%

จากผลประกอบการล่าสุดของ PROSPECT จะเห็นได้ว่าทั้งรายได้และกำไร (ที่มาจากค่าเช่า) ยังคงเติบโตขึ้นได้ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ อัตราการเช่าพื้นที่ที่สูงอยู่แล้วก็ยังคงสูงขึ้นได้อีก โดยมีผู้เช่าพื้นที่แล้วถึง 98.2% ในไตรมาสล่าสุด การที่ยังมีผู้เช่าเกือบจะเต็มพื้นที่ของโครงการได้แม้สถานการณ์ภาพรวมในประเทศจะยังไม่สู้ดีนัก ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีว่าโครงการของ PROSPECT มีคุณภาพและมั่นคงพอสมควร

นอกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของทรัพย์สินที่อยู่ในการจัดการแล้ว PROSPECT ยังพร้อมไปด้วยผู้บริหารที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ในการบริหารกอง REIT เป็นอย่างดี อีกทั้งตามหนังสือชี้ชวนการลงทุนของ PROSPECT ที่ประมาณการว่าจะจ่ายเงินให้กับผู้ถือหน่วยที่ลงทุนสูงถึง 11% ต่อปี ซึ่งในครึ่งปี 2564 ที่ผ่านมามีประกาศจ่ายเงินออกให้ผู้ถือหน่วยไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 9 – 10% (เทียบกับราคาเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาทต่อหน่วย) ซึ่งจากผลการดำเนินงาน 14 ส.ค. 63 – 30 มิ.ย. 2564 หากคิดเต็มปีจะอยู่ที่ 11% ทำให้ PROSPECT เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงนอกจากการลงทุนในหุ้น หรือสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากแต่ไม่อยากเพิ่มความเสี่ยงมากนัก

ผู้ที่สนใจกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ PROSPECT สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] , Facebook Page : www.facebook.com/ProspectRM หรือซื้อได้โดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ลงทุนศาสตร์

อ้างอิงข้อมูล:

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ : https://www.set.or.th/set/pdfnews.do?newsId=16286329330461&sequence=2021087088

คลังชี้โควิดกระทบหนักใช้จ่ายภาคเอกชน : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/951517

บทความนี้เป็น Advertorial

3 เทคนิคป้องกันความเจ็บปวดทางการเงินในยุคโควิด

เพื่อน ๆ เคยสังเกตตัวเองไหมครับ เวลาที่เราจ่ายเงินด้วยเงินสด บัตรเครดิต หรือการโอน ความรู้สึกในการจ่ายนั้นจะแตกต่างกันออกไป หากนึกภาพไม่ออกอัศวินขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ แล้วกันนะครับ

กรณีที่เราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีราคา 5,000 บาท ถ้าเราหยิบแบงค์พันออกมาจำนวน 5 ใบจากกระเป๋า เพื่อจ่ายเงิน เราจะเริ่มมีความรู้สึกเสียดายเงินอย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม หากเราหยิบบัตรเครดิตมาจ่ายสินค้าชิ้นนั้นในราคาเดิมกลับมีความรู้สึกเสียดายน้อยกว่า แถมยังตัดสินใจซื้อของได้ง่ายกว่าอีกด้วย หลายคนคงสงสัยว่าความรู้สึกเสียดายที่ไม่เท่ากันนี้คืออะไร

อัศวินอยากบอกว่านี่คือภาวะของ Pain of Payment หรือภาวะความเจ็บปวดจากการจ่ายเงินที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากการทำงานของประสาทสัมผัสที่เราได้เห็นมูลค่าของเงินที่จับต้องได้และรับรู้ว่าเรากำลังจะเสียเงินไป จนเกิดความรู้สึกเสียดายที่จะใช้เงินนั้น บวกกับในเวลานี้ช่องทางการชำระเงินมีความสะดวกสบายมากว่าแต่ก่อน สามารถ รูด โอน และสแกนบนระบบออนไลน์แพลตฟอร์ม ที่ทำให้เราเกิดพฤติกรรมซื้อง่ายจ่ายคล่องจนหลงลืมความเสียดายอย่างที่กล่าวมา และจะไปรู้สึกเจ็บปวดมาก ๆ อีกที ก็ตอนที่ยอดเงินในบัญชีคงเหลือน้อย พร้อมกับยอดบัตรเครดิตจำนวนมากที่มาตามเก็บในช่วงปลายเดือน

ดังนั้น อัศวินจึงอยากมาแนะนำวิธีการบริหารการใช้เงินให้เรามีความเจ็บปวดและเสียดายน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าเรายังจำเป็นจะต้องใช้วิธี รูด โอน สแกน กับสินค้าและบริการที่เราจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง กับการใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่บ้านกับสถานการณ์โควิดในช่วงนี้

1. รูดบัตรแล้วระบม ต้องรู้วงเงินก่อนใช้

อาการก่อนความเจ็บปวดด้านการเงินของการใช้บัตรเครดิตของใครหลายๆ คน คือ การไม่ได้สำรวจวงเงินที่สามารถใช้ได้ ไปพร้อมกับความสามารถในการชำระคืนตามเงื่อนไขของบัตรเครดิต ที่นำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยนำไปคืนทีหลังตามระยะเวลาที่กำหนด พร้อมกับการคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีที่จ่ายช้า

อัศวินคิดว่าหากเราไม่มีความเข้าใจพื้นฐานในการใช้บัตรเครดิต นี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่เรากำลังจะเจอความเจ็บปวดจากการใช้เงินในอนาคตอันใกล้อย่างรุนแรงได้ วิธีการแก้ไขง่ายมาก คือการทำความเข้าใจวงเงิน เงื่อนไขบัตร และทำบัญชีรายรับและรายจ่าย เพื่อประเมินว่าเราสามารถจ่ายคืนได้เต็มจำนวนในแต่ละครั้งที่จ่ายไปนั่นเอง 

2. โอนความเสี่ยง ด้วยการตั้งคำถามถึงความจำเป็น

การโอนเงินเพื่อชำระสินค้าและบริการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านจนกลายเป็นกิจวัตรหลักไปแล้ว การโอนเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานประจำวันผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นเรื่องปปกติไปโดยปริยาย แต่ข้อควรระวังก็คือการใช้จ่ายที่เคยชินจนเกินไปในแต่ละวัน สามารถค่อย ๆ สั่งสมความเจ็บปวดต่อสภาพคล่องทางการเงินได้ จนทำให้ช่วงเวลาที่เหลือในแต่ละเดือนเกิดความขัดสนและส่งผลต่อสภาพจิตใจในการใช้ชีวิตและการทำงาน

อัศวินเลยอยากแนะนำให้ลองตั้งคำถามก่อนการจ่ายโอนในแต่ละครั้งว่า เงินที่กำลังจะโอนเพื่อแลกกับข้าวของชิ้นนั้นจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หรือเกิดจากความเคยชิน คำถามสั้นๆ นี้อาจช่วยระงับความเจ็บปวดทางการเงินในช่วงสิ้นเดือนของทุกๆ คนได้แบบคาดไม่ถึงเลยล่ะ

3. สแกนเงินในอนาคตที่จะต้องหาเพิ่ม

การสแกนเพื่อชำระสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสะดวกสบายและลดความเสี่ยงต่อการสัมผัส รวมถึงการออกนโยบายตามมาตรการของรัฐเพื่อกระตุ้นให้เราได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย แต่การใช้จ่ายในแต่ละครั้งก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นต่อการใช้เงิน มากกว่าเสียดายที่จะไม่ได้ใช้ แม้หลายคนจะบ่นเสียดายกับสิทธิ์ที่ได้มา 

แต่สิ่งที่น่าคำนึงมากกว่าการสแกนเงินออก ก็คือการสแกนรายได้ที่เราต้องหาเพิ่มเข้ามาในอนาคตด้วย ว่านอกจากงานประจำที่ไม่มั่นคงในเวลานี้แล้ว เรายังสามารถหารายได้เพิ่มเติมจากช่องทางและวิธีการไหนอีกได้บ้าง เพราะรายจ่ายคงที่กับรายได้ที่ลดลง ก็นับเป็นความเจ็บปวดทางการเงินอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราควรหาวิธีป้องกันไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ดีนะ

สรุปอาการเจ็บปวดทางการเงิน

จะเห็นได้ว่าความเจ็บปวดทางการเงินนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเห็นเงินสดที่เราจ่ายไปเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งรูปแบบ รูด โอน สแกน แบบที่เราทำกันอยู่โดยปราศจากการรู้เท่าทันต่อสิทธิ์และเงื่อนไข รวมถึงทักษะการวางแผนทางการเงินก็เป็นที่อัศวินเน้นย้ำเสมอว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นจริง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเผชิญความเจ็บปวดทางการเงินไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางสภาพคล่องหรือโอกาสเกิดหนี้สินโดยไม่จำเป็นก็ตาม

อีกหนึ่งการบริหารความเจ็บปวดทางการเงินให้น้อยที่สุด ก็คือการรักษาต้นทุนให้ดีที่สุด ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการลงทุนควบคู่กันไปด้วย อัศวินอยากแนะนำ iLink ประกันไฮบริด จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต บทบาทใหม่ของประกันชีวิตควบการลงทุน ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรกแม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save