จะสิ้นปีแล้ว วางแผนภาษีกันหรือยัง?

ปี 2564 หลายคนคงรู้สึกว่าปีนี้ผ่านไปไว ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง หรือบางคนอาจจะรู้ว่าปีนี้ต้องเหนื่อยกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องทำในช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ให้เรียบร้อย คือ การวางแผนและจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

โดยปกติแล้วจำนวนภาษีที่เราจะต้องเสียนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิที่เรามีคูณด้วยอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเจ้า เงินได้สุทธิ นี้มาจาก รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน ซึ่งสิ่งสำคัญในการวางแผนภาษี หลังจากที่เรารู้รายได้เราเป็นประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร คือ การวางแผนลดหย่อนภาษีจากรายการค่าลดหย่อนประจำปีที่เรามีนั่นเอง

เมื่อพูดถึงค่าลดหย่อน สำหรับปีนี้กลุ่มที่ใช้ลดหย่อนภาษียอดฮิตก็ยังหนีไม่พ้นกลุ่มการเงินและการลงทุน เช่น ประกันหรือกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆ ซึ่งถ้าพูดถึงฝั่งของกองทุน ก็คงหนีไม่พ้นกองทุนลดหย่อนภาษี 2 กองยอดฮิต อย่าง กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีเงื่อนไขในการถือครองและสิทธิ์ในการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีแตกต่างกันดังนี้

นอกจากนี้ SSF และ RMF ยังเหมือนกันตรงที่ ลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภทตามนโยบายที่บริษัทจัดการกองทุนรวมเป็นผู้กำหนด และเงื่อนไขร่วมกันตรงที่ เมื่อรวมจำนวนเงินที่ซื้อ RMF + SSF + PVD/กบข./กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กอช. + ประกันบำนาญ แล้วต้องใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

จากประเด็นตรงนี้ คำถามที่หลายคนถามต่อไปก็คือ แล้วซื้อกองทุนไหนดี ? เลือกกองทุนแบบไหนดีกว่ากัน ระหว่าง SSF หรือ RMF ไปจนถึงควรลงทุนแบบไหนยังไงดี แต่สิ่งที่ผมแนะนำได้มีอยู่ 3 ข้อสั้น ๆ ครับ นั่นคือ

1. กระแสเงินสดที่เรามีเพียงพอไหม?

ในปีนี้เรามีกระแสเงินสดเพียงพอลงทุนเท่าไร เพราะสิ่งที่เหมือนกันก็คือ หากเรามีเงินจำนวนที่จำกัด ไม่ว่าจะตัดสินใจลงทุนแบบไหนก็จะลดหย่อนภาษีได้เท่ากันอยู่ดี ดังนั้นเช็คเงินในมือที่เรามีก่อนครับ

2. เป้าหมายและระยะเวลาในการลงทุนเป็นแบบไหน?

เราต้องเข้าใจการลงทุนของเราก่อนว่า เราต้องการลงทุนแบบไหน เพื่ออะไร เช่น ระยะเวลาทีต้องการคือ อีก 10 ปีข้างหน้าแบบนี้ SSF อาจจะตอบโจทย์กว่า หรือ ถ้าหากต้องการเงินเมื่ออายุ 55 ปีแบบนี้ RMF ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะทั้งสองประเภทนี้มีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนหลากหลาย

3. เรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?

ขึ้นชื่อว่าการลงทุน ความเสี่ยงเป็นอีกเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณา ดังนั้นถ้าเราเข้าใจว่าเราเสี่ยงได้แค่ไหน และผลตอบแทนที่ต้องการเป็นเท่าไร เราก็จะตัดสินใจเลือกประเภทสินทรัพย์ในการลงทุนได้ง่ายขึ้นครับ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะไม่สะดวกในการวางแผน หรือมองหาตัวช่วยในการลงทุนที่ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น ก็จะมีกองทุนบางกลุ่มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการให้ตามความเสี่ยงและความต้องการของลูกค้าที่ไม่มีเวลาตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก และมีผู้จัดการกองทุนดูภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งจะคอยเพิ่มหรือลดนํ้าหนักสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดให้กับเราอีกทางหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนมั่ง มี ศรี สุข SSF/RMF จาก บลจ.กรุงไทย หรือ KTAM ที่มีนโยบายการลงทุนที่จะจัดสรรเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก (Asset Allocation) ให้ตามความเสี่ยงและความต้องการผลตอบแทนในระดับต่างๆ ของนักลงทุน ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้ครับ

หมายเหตุ อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัดข้างต้น เป็นเพียงการกำหนดตัวชี้วัดของกองทุนที่เกิดจากการจัดทำแบบจำลองการลงทุนย้อนหลัง 7 ปี ซึ่งกองทุนมิได้รับประกันผลตอบแทนดังกล่าว ทั้งนี้ มูลค่าของทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนอาจมีความเคลื่อนไหวไปตามสภาวะตลาดในขณะนั้น ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า หรือมากกว่าอัตราผลตอบแทนที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดได้ โดยระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสมควรเป็นการลงทุนในระยะยาว

กองทุนเองมีปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ อาทิ ความเสี่ยงทางการตลาด ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งกองทุนนี้ก็มีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
จะเห็นได้ว่า กองทุนแต่ละกองทุนจะเหมาะสมกับความเสี่ยงของนักลงทุนที่รับได้แตกต่างกันไป ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

• นาย A อายุ 25 ปี มองว่าอีก 10 ปีต้องใช้เงินลงทุนก้อนนี้เพื่อการดาวน์บ้านสร้างครอบครัวใหม่ และสามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง เนื่องจากคาดหวังผลตอบแทนที่ได้รับมากขึ้น นาย A อาจจะเลือกซื้อ SSF กองทุนมั่งคั่ง หรือ กองทุนมีทรัพย์ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากตราสารทุนในสัดส่วนที่มากกว่ากองทุนตัวอื่น ๆ

• นาย B อายุ 30 ปี ต้องการเก็บเงินเพื่อเกษียณหลังจากหยุดทำงานตอนอายุ 55 ปีขึ้นไป แบบนีนาย B ก็สามารถตัดสินใจเลือกซื้อ RMF กองทุนมั่งคั่ง เพื่อให้เงินมีโอกาสทำงานสร้างผลตอบแทนในระยะเวลานาน ๆ ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

• นาย C อายุ 49 ปี รับความเสี่ยงได้ไม่มาก แต่ต้องการเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อเกษียณ ดังนั้นกองทุนในกลุ่ม ศรีสิริ หรือ สุขใจ ที่เป็น RMF อาจจะตอบโจทย์มากกว่า เพราะสามารถขายคืนได้ตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป (และถือครองหลังจากซื้อครั้งแรกไม่ต่ำกว่า 5 ปี)

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเลือกใช้งานแบบง่าย ๆ ตามแต่ละช่วงอายุ ซึ่งแต่ละคนควรมองดูเป้าหมายของตัวเอง พอร์ตการลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ประกอบกันอีกทีหนึ่งครับ

ที่สำคัญการลงทุนในกองทุน มั่ง มี ศรี สุข SSF/RMF ยังมีข้อดีที่น่าสนใจอีกด้วย เพราะเป็นการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลอยู่ตลอด แถมได้ผลตอบแทนที่มีโอกาสมั่นคงในระยะยาว เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตาม ไม่ต้องการปรับพอร์ตบ่อยๆ

ข้อมูลกองทุน เพิ่มเติม คลิก https://www.ktam.co.th/rmf-ltf.aspx?lang=th

ทั้งนี้ถ้าใครที่สนใจลดหย่อนภาษี และวางแผนลงทุนในกองทุนที่น่าสนใจทั้ง 4 ประเภทนี้ สามารถลองดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงไทย www.ktam.co.th หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขาย หรือ บลจ.กรุงไทย โทร 02 686 6100 กด 9

รายละเอียดเพิ่มเติม

SSF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวและ RMF เป็นกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทุกท่านต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างแรกเลย ก็คือ

• ความเข้าใจในลักษณะสินค้า
• เงื่อนไขผลตอบแทน
• ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึงการบริการ ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ : ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม

ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่สนใจ เค้ามีให้ชำระผ่านบัตรเครดิต KTC หรือใช้คะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาท ได้ด้วยนะ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บลจ. กรุงไทยและบัตรเครดิต KTC กำหนด และยังสามารถลงทุนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ง่าย สะดวก ปลอดภัย อีกด้วย

ดาวน์โหลดเลยวันนี้ :
iOS : https://bit.ly/KTAMST
Android : https://bit.ly/KTST_Android

บทความนี้เป็น Advertorial

The One Enterprise ผู้นำด้านการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ในธุรกิจสื่อและความบันเทิงแบบครบวงจรที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

ในยุคที่สถานการณ์ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เป็นมาตรฐานชีวิตแบบ New-Normal จากเดินทางไปทานอาหารในห้างก็เปลี่ยนมาสั่งแบบเดลิเวอรี่ จากการรับชมสื่อโทรทัศน์หรือฟังวิทยุก็มารับชมสื่อออนไลน์กันมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่า เป็นการผลักดันให้ Digital Disruption เกิดขึ้นในภาคธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและเต็มรูปแบบ

แต่รู้หรือไม่ว่า มีอยู่บริษัทหนึ่งที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจสื่อและความบันเทิงที่มีโมเดลธุรกิจที่มีความแตกต่างแล้ว ยังเป็นบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ท่ามกลาง Digital Disruption อีกด้วย บริษัทนี้ยังมีการเติบโตถึงขนาดเป็นหนึ่งใน Big Player ในอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ บริษัทนั้นคือบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ “ONEE” ที่กำลังเดินหน้าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

ONEE ประกอบธุรกิจสื่อและความบันเทิงแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตและสร้างสรรค์รายการเพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เช่น ช่องทางโทรทัศน์ ช่องทางวิทยุ ช่องทางออนไลน์ ทั้ง Social Media และ OTT Platform ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารศิลปิน การจัดอีเวนต์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ONEE ไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของ ช่อง ONE31 หรือเป็นตัวแทนการตลาดให้กับช่อง GMM25 เท่านั้น แต่อาณาจักรของกลุ่ม ONEE ยังประกอบด้วยบริษัทในเครือ 9 บริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือสร้างสรรค์รายการผ่านสายตาของคนไทยส่วนใหญ่มาไม่มากก็น้อย อย่าง ONE31 ที่ผลิตรายการคุณภาพและได้รับความนิยม เช่น ละครวันทอง และ ละครเมีย 2018 GMMTV ที่ผลิตซีรีส์วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่, GMM Media ที่ผลิตรายการวิทยุ และยังมี GMM Studios ที่เป็นผู้ผลิต Content ให้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น  ซีรีส์เด็กใหม่ Season 2 (แนนโน๊ะ) ที่เผยแพร่ผ่านทาง Netflix เป็นต้น

ONEE มีรากฐานจากการเป็นผู้ผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็นบริษัท Exact และ บริษัท Scenario ที่ผลิตคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์อนาล็อก แต่นับจากปี 2556 ที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคของทีวีดิจิทัล กลุ่มบริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจของตนเองให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมากขึ้น ด้วยการเป็นเจ้าของช่องโทรทัศน์ช่อง ONE31 ที่สามารถนำคอนเทนต์คุณภาพมาส่งความสุขให้กับผู้ชมได้โดยตรง และนับจากนั้นมา อาณาจักรสื่อและความบันเทิงของกลุ่ม ONEE ก็สามารถสร้างการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งจนก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจในปัจจุบัน

ทุกวันนี้ รายได้ของกลุ่ม ONEE ไม่ได้มาจากการผลิตคอนเทนต์เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต และไม่ได้มาจากช่อง ONE31 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้และการเติบโตผ่าน 5 ธุรกิจ หลัก ได้แก่

1. ธุรกิจผลิตรายการ บริหารลิขสิทธิ์ และให้บริการช่องโทรทัศน์

ประกอบธุรกิจผลิตรายการที่หลากหลาย ได้แก่ ละคร ซิทคอม วาไรตี้ ข่าว รวมทั้งบริหารลิขสิทธิ์ โดยการนำรายการไปเผยแพร่ในทั้งช่องทางโทรทัศน์ ONE31 ช่องทางออนไลน์ เช่น ช่องทาง Social Media อย่าง YouTube และ Facebook เป็นต้น และ ช่องทาง OTT Platform เช่น  Netflix และ LineTV เป็นต้น  นอกจากนี้ กลุ่ม ONEE ยังเป็นตัวแทนการการตลาดให้แก่ช่อง GMM25 อีกด้วย ตัวอย่างผลงาน เช่น ละครเรื่องวันทอง, เพราะเราคู่กัน, เด็กใหม่ ซีซัน 2และกระเช้าสีดา

2. ธุรกิจรับจ้างผลิตและบริการ

ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตรายการให้แก่สถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ที่ต้องการผลิตรายการของตนเองเพื่อนำไปเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ โดยลิขสิทธิ์รายการจะเป็นของผู้ว่าจ้าง ตัวอย่างคอนเทนต์ที่คนไทยรู้จักกันดีก็อย่างเช่น เมียหลวงwe TV Original Series, ตะวันตกดิน

3. ธุรกิจรายการวิทยุ

ประกอบธุรกิจผลิตรายการวิทยุเพื่อเผยแพร่ผ่านคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันของกลุ่มบริษัทฯ รวมทั้งหมดจำนวน 3 รายการ ได้แก่รายการ EFM บนคลื่นความถี่เอฟ.เอ็ม. 94.0 เมกะเฮิรตซ์, GREENWAVE บนคลื่นความถี่เอฟ. เอ็ม. 106.5 เมกะเฮิรตซ์ และ Chill Online บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

4. ธุรกิจจัดอีเวนต์

กลุ่ม ONEE จะเป็นผู้วางแผนจัดงาน และหารายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าร่วมงานและการให้บริการสื่อประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับงานอีเวนต์ โดยตัวอย่างงานอีเวนต์ที่กลุ่มบริษัทฯ จัดได้แก่ งานพบปะกับศิลปิน (Fan Meeting) งานคอนเสิร์ต และงานสัมมนากิจกรรมตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เป็นต้น เช่น งาน Bright&Win Global Live Fan Meeting ผ่าน V Live

5. ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น

ได้แก่ ธุรกิจบริหารจัดการศิลปินกว่า 200 ราย เช่น ป้อง ณวัตน์, บี น้ำทิพย์, ไบรท์ วิน เป็นต้น โดยกลุ่ม ONEE เป็นตัวแทนในการติดต่อและวางแผนงานระหว่างศิลปินและลูกค้าที่ต้องการว่าจ้างศิลปินในสังกัดและได้ทำการต่อยอดไปสู่ธุรกิจขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับรายการหรือศิลปิน,และธุรกิจให้บริการเช่าสถานที่สำหรับการถ่ายทำงานและจัดอีเวนต์ เช่น งานโฆษณา รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และงานแต่งงาน

เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจภายใต้อาณาจักรของกลุ่ม ONEE ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับสื่อและความบันเทิงตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เรียกได้ว่าเป็นโมเดลการทำธุรกิจที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็ว่าได้ แล้วในช่วงที่เกิดปรากฎการณ์ Digital Disruption กลุ่ม ONEE ได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน?

คำตอบก็คือ ONEE สามารถก้าวผ่าน Digital Disruption อย่างสวยงาม เพราะทั้งรายได้และกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง นั่นแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม ONEE สามารถปรับตัวในช่วงเวลาวิกฤตได้เป็นอย่างดี

โดยอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่ม ONEE ก้าวผ่านวิกฤต ตลอดจนกระแส Digital Disruption เหล่านี้ คือทีมผู้บริหารและทีมฝ่ายผลิตที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ในยุคเอ็กแซ็กท์และซีเนริโอที่ผลิตซิทคอม 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งเป็นซิทคอมสำหรับวัยรุ่นเรื่องแรก ๆ ในเมืองไทย  

ปัจจุบัน การทำงานของกลุ่ม ONEE เน้นผสมผสานระหว่างทีมงานที่มีประสบการณ์และทีมงานคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกยุคสมัย โดยมี คุณบอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ เป็น Group CEO ซึ่งต้องบอกว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่อยู่ในวงการสื่อและความบันเทิงนั้น คุณบอยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังละคร ซีรีส์ และละครเวทีที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก

รวมทั้งทีมผู้บริหารท่านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณนิพนธ์ ผิวเณร ผู้อยู่เบื้องหลังละคร Viral ชื่อคุ้นหู, คุณสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา หรือดีเจพี่ฉอด Club Friday, คุณเดียว วรตั้งตระกูล แม่ทัพใหญ่แห่งช่อง ONE31 และคุณเอกชัย เอื้อครองธรรม Vice President GMM Studios ผู้ผลิต Original Content หลายเรื่องที่เผยแพร่อยู่บน Online Streaming ระดับโลก

งบการเงินกลุ่ม ONEE

ปี 2561

รายได้รวม 4,199.4 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 72.6 ล้านบาท

ปี 2562

รายได้รวม 4,818.3 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 227.6 ล้านบาท

ปี 2563

รายได้รวม 4,875.3 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อ 7.7% ใน 3 ปีที่ผ่านมา

กำไรสุทธิ 657.6 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อ 201.0% ใน 3 ปีที่ผ่านมา

ครึ่งปีแรกปี 2564

รายได้รวม 2,782.6 ล้านบาท เติบโต 29.8% จากครึ่งปีแรก ปี 2563

กำไรสุทธิ 455.13 ล้านบาท เติบโต 151.4% จากครึ่งปีแรก ปี 2563

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกวันนี้กลุ่ม ONEE จะกลายเป็นอาณาจักรสื่อและความบันเทิงยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ปีละเกือบ 5 พันล้านบาท แต่แผนการเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่กลุ่ม ONEE กำลังให้ความสำคัญไม่น้อยคือการเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Social Media & OTT Platforms และการขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาค

สำหรับการเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่ม ONEE ถือได้ว่ากลุ่มบริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงทีเดียวในการดึงดูดผู้ชม จากข้อมูลล่าสุดในเดือนกรกฎาคมปี 2564 ช่องทางการรับชมผ่านทางช่องทางออนไลน์ของกลุ่มบริษัทฯ นั้นมีผู้ติดตามทั้งใน YouTube และ Facebook  สูงที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายการและช่องอื่น ๆ (61.5 ล้านคน, 54.3 ล้านคนตามลำดับ) ถึงแม้รายได้จากช่องทางออนไลน์อาจไม่ได้สูงเทียบเท่ากับช่องดิจิทัลทีวี แต่ในโลกของธุรกิจสื่อแล้ว ตราบใดที่ยังมีฐานผู้ชมที่แข็งแกร่งและมีคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม ก็ย่อมมีหนทางสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ทุกที่ ทุกเวลา

ส่วนการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ ก็ถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันรายการของ ONEE ก็ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ เช่น ซีรีส์ เด็กใหม่ Season 2 ที่เป็นอันดับ 1 ในการจัดอันดับรายการที่มียอดชมสูงสุดใน Netflix 5 ประเทศ และติดหนึ่งในสิบอันดับรายการที่มียอดชมสูงสุดใน Netflix อีกกว่า 5 ประเทศ หากกลุ่ม ONEE ต้องการขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าในประเทศใหม่ ๆ ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของกลุ่มบริษัทฯ และการเติบโตนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรสื่อของกลุ่ม ONEE เติบโตไปได้ไกลขึ้นอีก

และตอนนี้ กลุ่ม ONEE กำลังเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจมาร่วมเดินทางและเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนได้แล้วผ่านการเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ….

https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=339274

และ www.theoneenterprise.com

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“เพราะวิกฤติคือโอกาส” ทำไมยุคโควิดถึงเหมาะกับการลงทุนอสังหาฯ?

“ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส” คำนี้เป็นจริงเสมอ ย้อนกลับไปตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 ที่มีนักลงทุนจำนวนมากล้มละลาย แต่กลับกันก็มีอีกหลายคนพลิกวิกฤตินี้เป็นโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว กว้านซื้ออสังหาฯ ทำเลดีๆ เพื่อเก็งกำไร จนปัจจุบันกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว

และวันนี้เราก็กำลังอยู่ในสถานการณ์โควิด ซึ่งเป็นวิกฤติใหญ่อีกครั้ง นี่อาจจะเป็นโอกาสดีของการลงทุนเช่นกัน มาดูกันว่าทำไมการลงทุนอสังหาฯ ในช่วงนี้จึงคุ้มค่าที่สุด

1. ในอนาคตอาจมีคู่แข่งต่างชาติ เข้ามาแย่งซื้อคอนโดฯ มากขึ้น

ด้วยสถานการณ์โควิดที่ธุรกิจอสังหาฯ ได้รับผลกระทบ ทางรัฐบาลจึงเตรียมดึงกำลังซื้อของคนต่างชาติ โดยอนุญาตให้มีสิทธิ์ซื้อ-เช่าอสังหาฯ ในเมืองไทยได้ แม้ว่าจะยังไม่กำหนดโซนและกลุ่มราคาที่ชัดเจน แต่นั่นหมายความว่าคอนโดฯ ในพื้นที่ทำเลทอง จะยิ่งเป็นแรร์ไอเท็มมากขึ้น

2. มีมาตรการ LTV สามารถกู้ได้เต็ม 100%

ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมาตรการ LTV (Loan-to-Value Ratio) หรืออัตราส่วนสินเชื่อต่อราคาบ้าน เกณฑ์ล่าสุดคือสามารถกู้สินเชื่อสำหรับบ้าน/คอนโดฯ หลังแรก ที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ได้สูงสุดที่ 100% และยังกู้เพิ่มได้อีก 10% ของราคาอสังหาฯ เพื่อเป็นค่าตกแต่งได้ ทำให้เราไม่ต้องวางเงินดาวน์

3. ราคาทำเลทอง CBD สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ช่วงโควิดทำให้สะดุด

ปกติแล้วอสังหาฯ ย่านทำเลทอง CBD ในกรุงเทพฯ อย่างย่านลีลม สาทร ถนนวิทยุ เพลินจิต และสุขุมวิทตอนต้น เป็นย่านที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิด ทำให้วงการอสังหาฯ หยุดชะงัก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทองที่จะซื้อคอนโดฯ ทำเลดีๆ ในราคาที่ลงสู่จุดต่ำสุด ก่อนที่มันจะกลับมาดีดตัวสูง (Rebound) ขึ้นอีกครั้ง

4. อสังหาฯ คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

ในสภาวะวิกฤติ ทำให้การลงทุนมีความผันผวนสูง พอร์ตการลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยงในหลายๆ ทรัพย์สิน ซึ่งการซื้ออสังหาฯ ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

หัวใจสำคัญของการลงทุนอสังหาฯ ก็คือ “ทำเลที่ดี” เพราะนั่นแสดงถึงความสามารถในการเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ทำเลทองในกรุงเทพฯ ต่างก็ถูกจับจองไปจำนวนมาก และส่วนที่ยังไม่มีเจ้าของก็ราคาสูงลิบ แต่ตอนนี้โอกาสดีมาถึงแล้ว กับการเป็นเจ้าของคอนโดฯ ย่าน CBD ใจกลางเมือง โครงการ “Life One Wireless” ตั้งอยู่บน ถ.วิทยุ 1 ห้องนอน 35 ตร.ม. ชั้นสูง วิวเมือง  
เริ่มต้น 5.59 ล.*

Life One Wireless คือโครงการคอนโดฯ High Rise 43 ชั้น จำนวน 1,344 ยูนิต จาก AP Thailand ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สวยและแพงที่สุดในประเทศไทย รายล้อมด้วยคอนโดฯ และโรงแรมหรู ศูนย์การค้าระดับพรีเมียม ทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานทูตใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ย่านถนนวิทยุจึงกลายเป็นพื้นที่ CBD ทำเลทองอย่างไม่ต้องสงสัย

Life One Wireless หนึ่งเดียวใจกลางทำเลทองกรุงเทพฯ

  • เดินทางสะดวก เพียง 600 เมตรจาก BTS สถานีเพลินจิต, 250 เมตรจากทางด่วน และ 0 เมตรจากท่าเรือสะพานวิทยุ
  • ใกล้ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์สุดหรู อย่างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ เพียง 450 เมตร และเซ็นทรัลชิดลม เพียง 800 เมตร
  • อยู่ใกล้อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เช่น Park Venture และ All Seasons Place ในระยะไม่ถึง 1 กม.
  • เพียง 1 กม.จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย และ 1.2 กม.จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง?

โครงการ Life One Wireless มีการตกแต่งสไตล์ Modern Thai Colonial ที่มีเอกลักษณ์และสร้างเสน่ห์ความเป็น Heritage พร้อมวิวมหานครที่สวยที่สุดบนสวนชั้นรูฟท็อป พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก/พื้นที่ส่วนกลางครบครัน อาทิ

1. Botanic Metropolis

พื้นที่สีเขียวของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น One Wireless Botany สวนขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ เช่น จามจุรี ผสานกับ Evergreen River งานออกแบบภูมิสถาปัตย์บนพื้นที่สีเขียวชั้น G สามารถใช้เดินเล่นพักผ่อน หรือวิ่งออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ

2. Cascade Garden

สวนสวยเชื่อมต่อส่วนพักอาศัยบนชั้น 10 ที่มีการจัดเล่นระดับ และมีใจกลางเป็นสระน้ำ Square ให้บรรยากาศเงียบสงบเป็นส่วนตัว

3. Dazzling pool

สระว่ายน้ำขนาด 35 เมตร พร้อมส่วน Jacuzzi สร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับท้องฟ้า และชมวิวได้ 360 องศา

4. The Vista Deck

จุดชมวิวและสวนเล่นระดับลดหลั่นกันบนชั้น 42 สามารถใช้เป็นพื้นที่กิจกรรมสันทนาการหลายรูปแบบ ทั้งเล่นโยคะ ปาร์ตี้ นั่งปิกนิก เดินเล่นชมวิวเมือง ฯลฯ

5. Co-Working Space

ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ที่มีความยืดหยุ่น ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยพื้นที่ Co-Working Space ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์

พิเศษ! จองตอนนี้ฟรีทุกค่าใช้จ่าย

โครงการ Life One Wireless มีห้องให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้ง Studio, 1 และ 2 Bedrooms ราคาเริ่มต้นเพียง 5.59 ล.* โปรโมชั่นพิเศษรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1 ล.*

ใครที่สนใจสามารถรับชมห้องตัวอย่างสวยๆ ได้จากที่บ้าน แค่คลิก https://cutt.ly/Um8i6pE หรือสนใจลงทะเบียนจองได้ที่ https://bit.ly/2XONJX1

บทความนี้เป็น Advertorial

“บ้าน” 1 ในสินทรัพย์ที่น่าลงทุนสำหรับชาว Gen Y

 “การมีบ้านเป็นของตัวเอง” น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคนเลยใช่ไหมครับ โดยเฉพาะชาว Gen Y ที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากการทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง เพราะการมีบ้านเป็นของตัวเองนอกจากเราจะใช้เพื่ออยู่อาศัยแล้ว การซื้อบ้านจึงเป็นการลงทุนระยะยาวที่สร้างมูลค่าอย่างหนึ่ง ที่ไม่แพ้การลงทุนในสินทรัพย์อื่นเลย แต่สงสัยกันรึเปล่าครับว่าเป็นเพราะอะไร? ทำไมถึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยครับ

(1) ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากเกิดโควิด-19

พอเกิดโควิดทำให้เราต้อง Work From Home กันมากขึ้น สภาพแวดล้อมและสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องดูแล และการทำงานในที่แคบๆ อย่างคอนโดคงทำเราอึดอัดและเกิดภาวะเครียดอยู่ไม่น้อยเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจและลงทุนกับบ้านมากขึ้น

(2) ยิ่งวางแผนเร็ว.. ยิ่งได้เปรียบ!

การที่เราเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ จะช่วยให้เรามีเวลาผ่อนได้นานขึ้น และวัยเริ่มต้นทำงานก็ไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายมากนัก โดยความสามารถในการผ่อนจะมีรายรับรายจ่ายเป็นตัวกำหนด ซึ่งเราไม่ควรมีหนี้บ้านเกิน 30% ของรายได้และถ้าไม่มีหนี้อื่นๆ ก็สามารถผ่อนเพิ่มได้ถึง 50% เพราะในช่วง 3 ปีแรกของการซื้อบ้าน เรามักจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ แต่ถ้าเรามีเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นหรือเหลือเงินมากพอเป็นไปได้ก็ควรจะรีบโปะ เพื่อเป็นการลดต้นลดดอกของเราด้วยครับ

(3) บ้านจัดเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากเราจะได้เป็นเจ้าของบ้านแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของอสังหาฯ คือ มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และถ้าเราต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็สามารถทำกำไรจากการขายต่อหรือปล่อยเช่าก็ได้ โดยสิ่งหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงคือ การมีทำเลดีหรือการเดินทางที่สะดวก เช่น ถ้าใกล้รถไฟฟ้า ในอนาคตก็อาจจะช่วยสร้างมูลค่าให้เราเพิ่มขึ้นไปอีกก็ได้ครับ

(4) บ้านจะเป็นหลักประกันให้กับเราในอนาคต

สำหรับ Gen Y ที่ทำงานมาได้สักระยะ แล้วอยากเปิดกิจการหรือทำธุรกิจเป็นของตัวเอง บ้านนี่แหละครับ! ที่จะเป็นหลักประกันและสร้างเครดิตสำหรับการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือใครที่ทำธุรกิจอยู่ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา บ้านจะเป็นหลักประกันที่สถาบันการเงินยินดีรับไว้ เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินก้อนให้กับเราครับ

(5) บ้านคือมรดกที่เราส่งต่อให้กับลูกหลานได้

การที่เราลงทุนกับบ้าน ก็เปรียบเสมือนเราได้สร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นความฝันของใครหลายคน บ้านยังเป็นสิ่งจำเป็นที่เราใช้เพื่ออยู่อาศัย และเป็นสินทรัพย์ที่เราสามารถส่งต่อให้กับลูกหลานได้อีกด้วยครับ

สำหรับเพื่อนๆ ชาว Gen Y คนไหนที่เริ่มสนใจและกำลังมองหาบ้านสวยๆ ดีไซน์หรู aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกับ “โครงการ VENUE ID พระราม 5” สะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้าและทางด่วนเพียง 5 นาที ราคาเริ่มต้นที่ 7-10 ล้าน และ “โครงการ VENUE ID เวสต์เกต” ทำเลใกล้รถไฟฟ้า และห้างฯ ชั้นนำ ราคาเริ่มต้นที่ 5.59 ล้าน

บ้านแบรนด์ VENUE ID 2 โครงการใหม่จาก SC ASSET บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มาช่วยสานฝันให้เพื่อนๆ มีบ้านเป็นของตัวเอง และเผยชีวิตที่เป็นตัวตนของคุณได้อย่างอิสระครับ

เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมทั้ง 2 โครงการได้ที่

โครงการ VENUE ID พระราม 5 : https://m.scasset.com/5ggd

โครงการ VENUE ID เวสต์เกต : https://m.scasset.com/5ggS

บทความนี้เป็น Advertorial

Plug-in Hybrid เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไฮบริด เติมเต็มปัจจุบัน ใส่ใจอนาคต

หากจะให้ลงทุนศาสตร์พูดถึงเทรนด์ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นเทรนด์ของรถยนต์พลังงานทางเลือกที่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปจากเดิมอย่างแน่นอน

อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ลงทุนศาสตร์เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้ข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นการประหยัดพลังงานด้านเชื้อเพลิงแล้ว ยังมีมิติการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นด้วย

จากข้อมูลพบว่าภายในปี 2573 ภาครัฐได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทให้ได้ 30% โดยจะมียอดการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะถึง 725,000 คัน รวมถึงการติดดตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศอีก 12,000 หัวจ่าย เลยทีเดียว เพื่อให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก นั่นคือสัญญาณว่าภาครัฐก็มองเห็นความสำคัญของเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ไม่น้อย ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ก็จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา เงินทุนในการพัฒนาพอสมควร

แต่รู้หรือไม่ ปัจจุบันเรามีอีกหนึ่งเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่น่าสนใจ ใช้งานได้เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า และใช้เดินทางไกลได้ด้วย นั่นก็คือ รถยนต์ระบบ Plug-in Hybrid หรือรถยนต์ที่สามารถสลับโหมดการใช้ได้ จะเลือกขับแบบไฟฟ้าล้วน หรือจะเลือกขับแบบเครื่องยนต์ผสมไฟฟ้าก็ได้

หากถามว่าเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ของรถคันไหนยี่ห้อใดน่าลงทุน น่าสนใจ และคุ้มค่าสุดในเวลานี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาผู้อ่านมารู้จัก MG HS PHEV กันครับ

ทำความรู้จัก MG HS PHEV

MG HS PHEV คือรถยนต์ของค่าย MG มีจุดเด่นที่เทคโนโลยี Plug-in Hybrid ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานได้เหนือกว่ารถยนต์แบบไฮบริดทั่วไป เพราะสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่า ทำให้เลือกขับแบบใช้ไฟฟ้าเหมือนกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ 100% ได้ ในกรณีที่เราขับรถระยะไกลจนแบตเตอรี่ไฟฟ้าใกล้หมดลงก็ไม่ต้องกังวลใจครับ เพราะมีระบบไฮบริดที่ใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรองรับอยู่ จึงขับต่อได้แบบไม่ต้องแวะชาร์จไฟ 

จุดที่ทำให้ MG HS PHEV แตกต่างจากไฮบริดทั่วไป

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ฟังๆ ดูแล้วมันก็เหมือนกับไฮบริดทั่วไปนะ แต่ลงทุนศาสตร์อยากบอกว่า MG HS PHEV รุ่นนี้ มีจุดแตกต่างที่สำคัญซึ่งน่าจะเป็นจุดตัดในการตัดสินใจก่อนลงทุนของใครหลายๆ คนนั่นคือ ขนาดแบตเตอรี่ที่ใหญ่ถึง 16.6 kWh

หากผู้ขับขี่เลือกโหมดการใช้พลังงานมาเป็น EV Mode ซึ่งเป็นการขับแบบใช้พลังงานไฟฟ้า 100% จะสามารถขับได้ระยะทางสูงสุดถึง 67 กิโลเมตร ซึ่งมากพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้สบาย

โดยการชาร์จไฟได้ง่ายๆ และใช้เวลาไม่นานจาก 0-100% นั้น หากเป็นการชาร์จที่บ้านผ่านเครื่อง MG Home Charger จะใช้เวลา 4 ชั่วโมง สามารถเสียบชาร์จไว้ก่อนนอนพอตื่นมาก็สามารถนำรถไปใช้งานต่อได้ทันที และเดี๋ยวนี้ตามห้างก็มีจุดชาร์จไฟไว้ให้บริการระหว่างไปเดินซื้อของ ทานข้าว ก็เสียบชาร์จไว้ได้สะดวกและแน่นอนว่ากรณีไฟฟ้าใกล้หมดจนหาที่ชาร์จไม่เจอ ก็ยังสามารถสลับไปเป็นพลังงานน้ำมันมาใช้งานได้เป็นปรกติอยู่ดี

MG HS PHEV ในสายตานักลงทุนเป็นอย่างไร

เขียนถึงข้อดีมามากมาย สิ่งสำคัญต่อการลงทุนซื้อรถสักคันในมุมของนักลงทุนคือการเปรียบเทียบความคุ้มค่าในเรื่องค่าใช้จ่ายและสิ่งที่จะได้รับ หากลองคิดตามการใช้งานในแต่ละวัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องของค่าพลังงาน โดยส่วนใหญ่เราใช้รถเพื่อเดินทางไปทำงาน ซึ่งเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก ดังนั้นระยะการวิ่งด้วยไฟฟ้า 100% ของ MG HS PHEV สามารถรองรับได้อยู่แล้ว บวกกับการชาร์จไฟอย่างสม่ำเสมอ จะมีค่าพลังงานอยู่ที่กิโลเมตรละไม่ถึง 1 บาท หากเทียบกับค่าน้ำมันก็ต่างกันเท่าตัวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ MG HS PHEV ยังมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อ i-SMART ที่สามารถสั่งการ ตรวจเช็ก ค้นหาและติดตามรถผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอดเวลา รวมถึงสามารถเช็กสถานะการชาร์จ และค้นหาสถานีชาร์จได้ด้วย  ด้านความปลอดภัยรถคันนี้มีระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปมากถึง 25 ระบบ ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS เทคโนโลยีที่ช่วยในการขับขี่ เทียบเท่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับที่ 2 (Partial Automation)

ลงทุนรถคันนี้เราได้อะไรบ้าง ได้เทคโนโลยีขับเคลื่อนถึง 2 ระบบ ได้ความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปเพิ่มความมั่นใจให้ทุกครั้งที่ขับขี่ ได้ความสะดวกและอุ่นใจจากเทคโนโลยีเชื่อมต่อที่เช็กรถได้ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มาในราคาจำหน่ายเพียง 1,359,000 บาท ถือเป็นรถ Plug-in Hybrid ที่คุ้มค่าน่าลงทุนสำหรับคนที่มองหารถยนต์ที่มีนวัตกรรมทางพลังงานและความคุ้มค่าต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก

MG HS PHEV กับรางวัลด้านนวัตกรรมที่การันตีคุณภาพ

ด้วยความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ MG HS PHEV ที่เป็น Plug-in Hybrid นี้เอง รถยนต์รุ่นนี้จึงได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี พ.ศ. 2564 (Product Innovation Awards 2021) ประเภทกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานทางเลือก อีกทั้งยังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยปัจจุบันมีจำหน่ายแล้วกว่า 15 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี นอร์เวย์ สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศไทย

MG HS PHEV รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาเติมเต็มความต้องการ

แม้รถยนต์ MG HS PHEV ที่เป็น Plug-in Hybrid อาจจะยังไม่ใช่รถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า 100% แต่ก็อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ตอนต้น ว่าทิศทางการใช้และผลิตรถยนต์จะมุ่งสู่พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ในการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ

แต่การก้าวเข้ามาของ MG HS PHEV คือก้าวที่สำคัญของนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผสานข้อดีระหว่างการใช้น้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้พลังงานที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเอง รวมทั้งได้สัมผัสถึงการขับและการชาร์จแบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย 

สุดท้าย ลงทุนศาสตร์อยากจะบอกว่า หากรถยนต์ไฟฟ้าคืออนาคต MG HS PHEV ก็คือหนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังนำไปสู่อนาคตเช่นกัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาต่อได้ที่ https://www.mgcars.com/th/mg-models/new-mg-hs-phev/overview

ลงทุนศาสตร์

อ้างอิงข้อมูล : 

NEW MG HS PHEV : https://www.mgcars.com/th/mg-models/new-mg-hs-phev/overview

บอร์ด EV เตรียมออกมาตรการภาษีดันเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ในปี 2573 : https://www.prachachat.net/economy/news-668307

บทความนี้เป็น Advertorial

“เงินล้าน” มีได้ตั้งแต่อายุ 25 แค่พลิกวิธีคิด!

จับ “เงินล้าน” ได้ ตั้งแต่อายุ 25 แค่พลิกวิธีคิด!

ไม่ว่าใครก็อยากมีเงินล้านกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเงินล้านแรกตั้งแต่อายุยังน้อย

วันนี้ aomMONEY เลยขอหยิบเรื่องราวของคุณ Michela Allocca (มิเชล่า อัลล็อกก้า) เจ้าของบล็อกการเงินส่วนบุคคลอย่าง Break Your Budget มาเล่าให้ฟังว่า เธอมีวิธีคิดและวิธีการอย่างไร ถึงจับเงินล้านแรกได้ในวัย 25 ปี!

✅ 1) คุณมิเชล่ามีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน

หลังจากเรียนจบด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย คุณมิเชล่าได้ตั้งเป้าหมายการเงินของเธอไว้ว่า เธอจะต้องมีเงิน 1 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งตอนนั้นเธอจะอายุครบ 25 ปีพอดี

โดยวิธีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแบบนี้ ก็ตรงกับทาง Fidelity Investments บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินในสหรัฐฯ ที่เคยระบุผลสำรวจไว้ว่า “คนที่ตั้งเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน มีโอกาสประสบความสำเร็จทางการเงินมากกว่า”

✅ 2) คุณมิเชล่าบริหารรายได้ด้วยสูตร 50 : 30 : 20

วิธีจัดการรายได้ของคุณมิเชล่าน่าสนใจมากครับ เธอแบ่งสัดส่วนเงินในแต่ละเดือนเป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไป 30% สำหรับออมและลงทุน 20% สำหรับซื้อความสุขให้ตัวเอง และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองมีแรงในการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เธอจึงตั้งหมุดหมายที่ชัดเจนว่า เธอจะเก็บเงินก้อนนี้ไปเพื่ออะไร เช่น จะเก็บเงินก้อนนี้เพื่อซื้อคอนโด

✅ 3) คุณมิเชล่าบันทึกรายรับรายจ่ายเสมอ

เธอจะบันทึกรายรับรายจ่ายทุกอย่างลงใน Spreadsheet ครับ ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือเธอจดทุกอย่างลงใน Excel โดยเธอจะวางแผนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างของขวัญวันเกิดเพื่อน รวมไปถึงทบทวนเสมอว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเธอหมดเงินไปกับอะไร สิ่งๆ นั้นจำเป็นหรือไม่ เพื่อตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในเดือนถัดไป

โดยทริคการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของเธอก็ง่ายมาก เช่น เธอเจอเสื้อตัวหนึ่งใน Zara และอยากได้มันมากๆ ทว่ามันอยู่นอกเหนือจากงบช้อปปิ้งที่เธอตั้งไว้ เธอจะถามตัวเองว่า ถ้าซื้อเสื้อตัวนี้ มันจะส่งผลต่อเป้าหมายระยะยาวเธอยังไง เช่น ถ้าเธอซื้อเสื้อตัวนี้ เธอก็จะซื้อคอนโดของเธอได้ช้าลงไปด้วย แค่นี้ก็ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแล้วครับ

✅ 4) เพิ่มสัดส่วนการออมเพิ่มขึ้นอีก 1% เปลี่ยนชีวิตได้ในระยะยาว

ในสหรัฐมีนโยบายการวางแผนเก็บเงินในระยะยาวจนเกษียณอายุ ที่เรียกว่า 401(K) อ่านว่า โฟร์-โอ-วัน-เค ซึ่งเป็นสวัสดิการที่มีในบริษัท คล้ายๆ กับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” บ้านเรานี่แหละครับ

โดยเราจะเลือกได้ว่า จะหักออมจากเงินเดือนเข้ากองทุนกี่เปอร์เซ็นต์ และนายจ้างก็จะจ่ายเงินสมทบให้เราด้วย ทั้งนี้เราก็เลือกได้ว่า เงินที่เราหักออมไว้จะนำไปลงทุนกับแผนนโยบายแบบไหน

ทั้งนี้คุณมิเชล่าก็กล่าวว่า “แม้ตัวเลขสัดส่วนการออมเพิ่ม! แค่ 1% อาจจะดูน้อย แต่ถ้าปล่อยให้เงินก้อนนี้ได้เติบโตในระยะเวลา 2-3 ปีขึ้นไป มันย่อมสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน”

✅ 5) คุณมิเชล่าใช้เงินซื้อประสบการณ์และความสุขให้ตัวเองด้วย

การลำดับความสำคัญในชีวิตช่วยให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน เธอมักใช้เงินซื้อประสบการณ์มากกว่าซื้อสิ่งของ เช่น จ่ายเงินเพื่อท่องเที่ยวกับเพื่อนและครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังมีความทรงจำดีๆ ให้นึกถึงอยู่ หรือแบ่งเงินไว้สำหรับค่ากาแฟที่หลายคนมองว่าสามารถประหยัดได้ง่ายที่สุด แต่สำหรับเธอกาแฟคือสิ่งสำคัญในชีวิต

และนี่คือเรื่องราวของผู้หญิงที่สามารถเก็บ “เงินล้าน” ได้ภายใน 3 ปี ก่อนตัวเองอายุ 25 ครับ

แม้ว่าการมีเงินล้านจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เพียงแค่อาศัยความมุ่งมั่นและมีวินัยทางการเงิน aomMONEY เชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องทำได้อย่างแน่นอนครับ

#aomMONEY

อ้างอิง
https://bit.ly/3ywMYy4

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share
และอย่าลืม ✅ See First
เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่
???? aommoney.rabbitstaging.com
???? https://www.youtube.com/AommoneyTH
???? https://www.blockdit.com/aommoney
???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :
???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)
???? Email: [email protected]

5 เหตุผลที่ “TMRW แคชพลัส” เป็นวงเงินพร้อมใช้ยุคใหม่ สมัครง่าย กดรับเงินโอนเข้าบัญชีผ่านแอปได้ทันที

เรื่องยอดฮิตที่ทำให้คนใกล้ชิดผิดใจกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการ “ยืมเงิน” หากทุกอย่างราบรื่นก็ดีไป แต่หลายกรณีกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนให้ยืมต้องเหนื่อยกับการทวงถาม ส่วนคนที่ยืมก็อาจสูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากในอินเทอร์เน็ตมากมายที่ถูกนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

แล้วถ้าเราต้องการใช้เงินก้อนแบบเร่งด่วน หรือหาทุนต่อยอดในอนาคต แต่ก็ไม่อยากไปหยิบยืมคนใกล้ตัวให้ผิดใจกัน หรือแม้แต่ไม่อยากไปสมัครยื่นเอกสารที่สาขาต่างๆ ให้วุ่นวาย รวมไปถึงไม่อยากให้ใครรู้ถึงความต้องการใช้เงินของเราเอง

“TMRW แคชพลัส” คือทางออกของคนที่ต้องการเงินด่วน แบบที่สามารถกดยืมเงินได้ในทันที แบบที่ไม่ต้องออกไปไหน และไม่ต้องให้ใครรู้ เพราะสามารถทำได้ทุกอย่างผ่านแอปพลิเคชั่น จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นส่วนตัว สะดวกรวดเร็วแน่นอน

TMRW แคชพลัส คืออะไร?

TMRW แคชพลัส คือวงเงินสินเชื่อพร้อมใช้ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เพราะสามารถสมัครได้ง่ายๆ ผ่านแอปฯ หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว หากต้องการใช้เงิน ก็สามารถกดยืมผ่านแอปได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเงินจะโอนเข้าไปยังบัญชี TMRW Everyday แต่หากยังไม่ต้องการใช้เงิน ก็สามารถสมัครไว้ก่อนได้ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น ต้องการใช้เมื่อไหร่ ก็กดรับเงินโอนเข้าบัญชีได้ทุกเมื่อ และยังสามารถเลือกแบ่งชำระคืนได้ 2 แบบ คือชำระคืนขั้นต่ำ หรือผ่อนชำระรายเดือน อีกด้วย

5 จุดเด่นของ TMRW แคชพลัส 

1. สมัคร-ยืม-คืน จัดการทุกอย่างได้ผ่านแอป

ลืมภาพการขอสินเชื่อแบบเดิมๆ ที่ต้องหอบเอกสารเดินทางไปธนาคารได้เลย เพราะการสมัครวงเงินพร้อมใช้จาก TMRW แคชพลัส แค่อยู่ที่บ้านก็ทำได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว โดยสามารถสมัคร-ยืม-คืน ส่งเอกสารอัพโหลดได้ผ่านแอป TMRW ได้เองทุกที่ นอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังมีความเป็นส่วนตัว ช่วยรักษาความลับทางการเงินส่วนบุคคลของคุณอีกด้วย

2. วงเงินพร้อมใช้ ยืมได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลังจากอนุมัติวงเงินแล้ว เมื่อต้องการใช้เงิน ก็สามารถกดยืม ได้ทันทีผ่านแอป โดยระบบจะโอนเงินเข้าบัญชี TMRW Everyday ให้ทันที และสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามต้องการได้เลย จะโอนเงินออกผ่านแอป หรือจะกดเงินสดออกมา ผ่านบัตรเดบิต TMRW ที่ตู้ ATM ก็สะดวก และยังฟรีค่าธรรมเนียมกดเงินที่ตู้ ATM ทุกธนาคาร ทั่วไทย

3. ให้วงเงินสูง เพียงพอต่อความต้องการ

TMRW แคชพลัส ให้วงเงินสูง สามารถกดยืมได้ตามความต้องการ โดยวงเงินอนุมัติสูงสุดจะไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท จึงครอบคลุมค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ใช้เวลาอนุมัติเพียงแค่ประมาณ 3 วันทำการ (เมื่อได้รับเอกสารถูกต้องและครบถ้วน)

4. วางแผนผ่อนชำระได้เอง

วงเงินพร้อมใช้ TMRW แคชพลัส มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกวิธีชำระคืน ได้สองรูปแบบ คือแบบจ่ายคืนแบบขั้นต่ำ ชำระคืนขั้นต่ำตามต้องการ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 2.5% ของยอดค้างชำระ พิเศษ! ดอกเบี้ย 0% สำหรับ 2 รอบบัญชีแรกหลังจากวงเงินอนุมัติ และ แบบผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน ที่สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้นานสูงสุด 48 เดือน

5. ไม่ใช้ก็ไม่มีค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวงเงินอนุมัติแล้ว แต่ไม่ได้มีการกดยืมเงิน ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สามารถสมัครไว้ก่อนได้เลยเพื่อความอุ่นใจ ชีวิตเรามีความไม่แน่นอนสูง ใครจะรู้ว่าวันไหนจะเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน การมีวงเงินไว้ก็เหมือนเราเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ในอนาคต ช่วยวางแผนการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพในยามฉุกเฉิน และผ่อนหนักให้เป็นเบา

ทั้งหมดนี้ก็คือ TMRW แคชพลัส ทางเลือกใหม่ ของวงเงินพร้อมใช้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่คาดฝัน หรือมีค่าใช้จ่ายโผล่มาพร้อมๆ กันอย่างไม่ทันตั้งตัว ก็สามารถกดรับเงินผ่านแอปฯ ได้เลย หากยังไม่ได้ใช้วงเงิน ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีโปร ดอกเบี้ย 0% สำหรับ 2 รอบบัญชีแรกหลังจากวงเงินอนุมัติ เมื่อเลือกจ่ายแบบขั้นต่ำ ให้ได้ฟินกันอีกด้วย เมื่อเลือกจ่ายแบบขั้นต่ำ ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmrwbyuob.com/th/th/products/cashplus.html

“โสดตลอดชีวิต” ปรากฏการณ์ Marriage Strike เตรียมตัวยังไง ถ้าชีวิตนี้จะไม่แต่งงาน?

“โสดตลอดชีวิต” คงเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนคงเคยคิดเมื่อครั้งที่พบกับความรักที่ไม่สมหวัง และยิ่งในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกเกิดปรากฏการณ์ “Marriage Strike” คือผู้หญิงกลุ่มที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มีแนวโน้มจะแต่งงานช้าลง เพราะระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ทำให้ได้รับค่าจ้างในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น หากต้องแต่งงานและลาคลอดลูก ก็จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสมากขึ้นนั่นเอง

ในประเทศไทยก็มีจำนวนผู้หญิงโสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่แต่งงานช้าลงเท่านั้น แต่มีแนวโน้มว่าจะ “อยู่เป็นโสดตลอดไป” อีกด้วย เช่น ผู้หญิงไทยที่จบการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีโอกาสแต่งงานลดลง 14% เมื่อเทียบกับผู้หญิงไทยที่จบการศึกษาระดับมัธยมฯ หรือต่ำกว่า

ถ้าเราเป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากวางแผน “โสดตลอดชีวิต” ต้องเตรียมตัวยังไง?

1. วางแผนออมเงินให้เพียงพอ

ถ้าเราเลือกอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต ก็ต้องวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ “ระยะเวลา” คือปัจจัยสำคัญ ถ้าเริ่มออมเงินช้า มูลค่าเงินทบต้นก็จะช้าไปด้วย ให้ลองคิดว่าถ้าเราเกษียณไปแล้ว อยากจะใช้ชีวิตสบายๆ มีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง ตัวอย่างการคำนวณ เช่น

วางแผนเกษียณตอนอายุ 60 ปี

หลังเกษียณต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท (240,000 บาทต่อปี)

คาดว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 20 ปี (จนถึงอายุ 80 ปี)

จำนวนเงินออมที่ต้องมี : 240,000 x 20 = 4.8 ล้านบาท

ถ้าคิดเป็นเลขกลมๆ ก็ราว 5 ล้านบาทนั่นเอง …นี่เป็นวิธีคำนวณแบบคร่าวๆ ยังไม่ได้คิดอัตราเงินเฟ้อ แต่ออมเงินให้เยอะไว้ก่อน เพราะเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาดนะครับ

2. ทำประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยง

คนโสดมักจะไม่มีลูกหลานดูแล จึงต้องวางแผนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้รัดกุม ซึ่งการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ลองเลือกแผนประกันที่มีวงเงินคุ้มครอง และครอบคลุมอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้มากที่สุด ทั้งนี้ก็อย่าลืมดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

3. เตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม

การวางแพลนโสดตลอดชีวิตจะต้องอาศัยความสตรอง! เราต้องไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่มีครอบครัว เพราะแต่ละคนก็มีความสุข และความทุกข์แตกต่างกัน เราควรโฟกัสที่ข้อดีของตัวเอง ใช้เวลาว่างไปกับความฝันและงานอดิเรกที่ชอบ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขได้แล้วครับ

อ้างอิง
https://bit.ly/3xOJoix
https://bit.ly/3k58aGB
https://bit.ly/3me5YPx

#วางแผนการเงิน#ออมเงิน#วางแผนเกษียณ#โสด#MarriageStrike
#Financialplaning101#aomMONEY

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share
และอย่าลืม ✅ See First
เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่
???? www.aomMONEY.com
???? https://www.youtube.com/AommoneyTH
???? https://www.blockdit.com/aommoney
???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :
???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)
???? Email: [email protected]

StashAway ก้าวแรกสู่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ

หากพูดถึงการลงทุน โดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนจะนึกถึงสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม หรือหุ้น และมีคนไม่น้อยที่กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์เหล่านั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์แต่ละชนิดมากขึ้น แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าแทบทุกสินทรัพย์ที่กล่าวมานั้นโดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุน “ในประเทศ”

ไม่มีอะไรผิดเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ แม้จะกระจายการลงทุนได้ดีแค่ไหน แต่หากจำกัดสินทรัพย์ที่ลงทุนให้อยู่เฉพาะในประเทศเพียงอย่างเดียว นักลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้หากประเทศที่เรานำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนมีปัญหาขึ้นมา เช่น หากเรานำเงินส่วนใหญ่ลงทุนเฉพาะสินทรัพย์ภายในประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศเราไม่น่าลงทุนในสายตาของต่างชาติ หรือความน่าดึงดูดใจทางการลงทุนไม่อาจสู้ประเทศเกิดใหม่ได้อีกต่อไป? จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศคู่แข่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า? ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้นักลงทุนไทยหลาย ๆ คนเริ่มหาโอกาสจากการลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างประเทศก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย เช่น คนที่จะเริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศได้โดยตรงอาจต้องใช้เงินหลักแสนบาท, มีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าปกติ, หาข้อมูลได้ยาก, หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารจากต่างประเทศมากขนาดนั้น ทำให้การลงทุนในต่างประเทศถูกจำกัดอยู่ที่เพียงคนส่วนน้อย

แต่ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะการมาถึงของ StashAway บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคลล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ ด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ก็ได้

StashAway เป็นแพลตฟอร์มบริหารการลงทุน (Digital Wealth Management) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์      ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนในกว่า 160 ประเทศทั่วโลกและเปิดให้บริการทั้งในมาเลเซีย ฮ่องกง ไทย และ Dubai International Financial Centre ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  โดย StashAway ให้บริการบริหารพอร์ตการลงทุนต่างประเทศอัตโนมัติผ่านการลงทุนใน ETF ทั่วโลก

ETF (Exchange Traded Fund) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนกับหุ้น  ETF ถูกออกแบบมาโดยล้อไปกับการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงต่าง ๆ ทั้งดัชนีหุ้นต่างประเทศ ดัชนีหุ้นของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ตลาดพันธบัตร ตลาดตราสารหนี้ชั้นดี ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ฯลฯ นั่นแปลว่าคนทั่วไปก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกได้ผ่านการซื้อ ETF เช่นกัน หากอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ก็ไม่จำเป็นต้องกว้านซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯด้วยตัวเอง แต่สามารถซื้อหุ้นทุกตัวใน ETF เพียงตัวเดียวได้     หรือถ้าอยากลงทุนในน้ำมัน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดสถานะในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า นักลงทุนสามารถซื้อ ETF ของน้ำมันได้ไม่ต่างอะไรกับซื้อหุ้นตัวหนึ่งเลย

แต่ ETF ในโลกนี้ก็มีให้เลือกเป็นร้อยเป็นพันกอง การจะติดตามว่าตอนนี้ควรซื้อ ETF ตัวไหน ซื้อเท่าไหร่ กระจายการลงทุนอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นนักลงทุนเต็มเวลา หรือต่อให้เป็นนักลงทุนเต็มเวลา แต่ละคนก็มีเวลาในการอ่านข้อมูลข่าวสารหรือติดตามตลาดทั่วโลกที่จำกัด ดังนั้น StashAway จึงเป็นผู้ทำหน้าที่คอยจัดสรรเงินของนักลงทุนให้กระจายไปยัง ETF แต่ละประเภทอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด     และคอยบริหารให้เหมาะกับทุกสภาวะเศรษฐกิจตลอดเวลา โดยที่นักลงทุนแทบไม่ต้องทำอะไรเลยครับ

วิธีการลงทุนกับ StashAway ก็คือ นักลงทุนสามารถเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีระดับความเสี่ยงให้เลือกมากถึง 12 ระดับ เรียกว่า StashAway Risk Index (SRI) โดยมีระดับความเสี่ยงตั้งแต่ 6.5% ถึง 36%  หากนักลงทุนเลือก SRI ที่ 14% มีความหมายว่านักลงทุนจะมีโอกาสเพียง 1% ที่จะขาดทุนเกิน 14% ได้ในแต่ละปี ดังนั้น ข้อดีของการเลือกระดับความเสี่ยงแบบนี้ ทำให้นักลงทุนสบายใจได้ว่ามีโอกาสน้อยมากที่พอร์ตจะติดลบเกิน SRI ที่เราเลือกไว้นั่นเอง

นอกจากระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองแล้ว  StashAway ยังแบ่งพอร์ตการลงทุนออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1) General Investing : ลงทุนให้เงินงอกเงยระยะยาว พอร์ตการลงทุนลักษณะนี้คือพอร์ตที่ลูกค้าสามารถเลือกระดับความเสี่ยงได้ด้วย StashAway Risk Index (SRI)

2) Goal-based : ลงทุนตามเป้าหมายทางการเงิน พอร์ตการลงทุนนี้ลูกค้าก็สามารถเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เช่นเดียวกับพอร์ตการลงทุนแบบแรก แต่สิ่งที่พิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างก็คือ ทาง StashAway จะมีระบบที่คอยวางแผนการเงินให้มีความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ โดยคำนึงถึงสถานะทางการเงิน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และระยะเวลาของเป้าหมาย เช่น หากผู้ลงทุนมีอายุ 25 ปีและต้องการลงทุนซื้อบ้านในอีก 5 ปี ระบบของ StashAway จะเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นหลักก่อน เพราะอยู่ในช่วงที่รับความเสี่ยงได้มากและยังมีเวลาให้พอร์ตรับมือกับความผันผวน แต่หากเริ่มเข้าใกล้ปีที่ต้องใช้เงินเพื่อซื้อบ้านแล้ว ระบบก็จะปรับพอร์ตให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เรียกได้ว่ามีบริการวางแผนการเงินคอยติดตามพอร์ตการลงทุนของเราตลอดเวลา

ส่วนเรื่องการลงทุนนั้น StashAway จะนำเงินไปกระจายการลงทุนผ่าน ETF ประเภทต่างๆ ทั่วโลก แต่การกระจายการลงทุนนี้ไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยงธรรมดา เพราะ StashAway จะจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Regime) ที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นด้วย หากสมมติเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังฟื้นตัว ระบบของ StashAway จะจัดสรรเงินลงทุนไปในตลาดหุ้นของประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา หรือประเทศในแถบยุโรป แต่ถ้าภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังแย่ ระบบก็จะให้น้ำหนักกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากกว่า เช่น สินทรัพย์ในกลุ่มตราสารหนี้ หุ้นกู้ของบริษัทชั้นดี หรือหุ้นที่มีความมั่นคงสูง (defensive stock )เพื่อสร้างผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยงตามแผนที่นักลงทุนเลือกไว้

นั่นเท่ากับว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือก ETF เพื่อลงทุนด้วยตัวเองเลย เพราะ StashAway เป็นผู้จัดสรรเงินลงทุนและติดตามข้อมูลแทนนักลงทุนอย่างใกล้ชิด บริหารด้วยกลยุทธ์การลงทุนอัจฉริยะ ERAA™ ที่วิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอเพื่อตัดสินใจลงทุน (Data-driven) ไม่ใช้อารมณ์ มีการปรับพอร์ตโฟลิโอตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อบริหารเงินทุนให้มีประสิทธิภาพที่สุด

ด้วยบริการทั้งหมดนี้ รู้หรือไม่ว่าความพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้แตกต่างคือค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการต่อปีนั้นอยู่ที่เพียง 0.2% ถึง 0.8% โดยค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการต่อปีนั้น จะรวมค่าธรรมเนียมจบครบในก้อนเดียว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าธรรมเนียมแฝง โดยรวมทั้งค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย ค่าธรรมเนียมโอนเงินไป-กลับต่างประเทศ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว และข้อสำคัญคือ นักลงทุนสามารถเริ่มลงทุนกับ StashAway ด้วยเงินทุนเท่าไหร่ก็ได้ “ไม่จำกัดเงินลงทุนขั้นต่ำ”  เพราะ StashAway เชื่อว่าโอกาสในการลงทุนผ่านสินทรัพย์ชั้นดีทั่วโลกควรเป็นของทุกคน

StashAway จึงทำให้นักลงทุนได้พอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทั่วโลกและสามารถควบคุมความเสี่ยงได้จริงอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือได้พอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงเหมาะสมกับตัวเอง รวมถึงยังมีคนคอยช่วยปรับพอร์ตและบริหารจัดการพอร์ตอย่างใกล้ชิด เสมือนมีผู้จัดการกองทุนส่วนตัวคอยดูแลตั้งแต่ต้นจนบรรลุเป้าหมายทางการเงิน

ณ​ เดือนมกราคม ปี 2564 StashAway มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 3 หมื่นล้านบาท ให้บริการและได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และ Dubai International Financial Centre ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สำหรับในประเทศไทยเอง StashAwayได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อย

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stashaway.co.th หรือสอบถามได้ที่ช่องทาง Facebook : https://www.facebook.com/StashAwayTH ,ทาง Line Official Account ที่ @stashaway, หรือทางอีเมลที่ [email protected]

หรือหากใครต้องการลงทุน ก็สามารถเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่นของ StashAway ได้เลย

นับเป็นประตูสู่การลงทุนในตลาดต่างประเทศสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้จัก “SiriHub Token” โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน ที่ได้ส่วนแบ่งรายได้จากค่าเช่า “กลุ่มอาคารสำนักงาน สิริ แคมปัส” ลงทุนเริ่มต้น 10 บาท

ปัจจุบันสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่า…มันไม่ได้มีเพียง “คริปโทเคอร์เรนซี” เท่านั้น ยังมีอีกสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจคือ “โทเคนดิจิทัลที่อ้างอิงหรือมีกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์” (Real Estate-Backed ICO) ที่ได้ชื่อว่าเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่สร้างโอกาสในการรับรายได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ซึ่งตอนนี้ “SiriHub Investment Token” (โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนสิริฮับ) เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนตัวแรกของประเทศไทย กำลังจะเปิดให้จองโทเคนผ่าน XSpring Digital ระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 4 ตุลาคม 2564 เรามาทำความรู้จักกันว่ามันคืออะไร? และมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง?

SiriHub Token คืออะไร?

โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนตัวแรกของประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. โดยเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงหรือมีกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate-Backed ICO) จาก “Siri Campus” (สิริ แคมปัส) ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารสำนักงานรูปแบบใหม่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ด้วยสัญญาเช่าระยะยาว 12 ปี จึงมีกระแสรายรับสม่ำเสมอ และสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุโครงการ 4 ปี

“SiriHub Token” เสนอขายทั้งหมด 240 ล้านโทเคน มูลค่ารวม 2,400 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. SiriHubA (สิริฮับ A)
  2. จำนวน 160 ล้านโทเคน มูลค่า 1,600 ล้านบาท
  3. ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับไม่เกิน 4.5% ต่อปี (จ่ายรายไตรมาส)
  4. ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ สูงสุดไม่เกิน 1,600 ล้านบาทแรก ก่อนผู้ถือโทเคนดิจิทัลสิริฮับ B
  • SiriHubB (สิริฮับ B)
  • จำนวน 80 ล้านโทเคน มูลค่า 800 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับไม่เกิน 8% ต่อปี (จ่ายรายไตรมาส)
  • ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ เฉพาะส่วนที่เกิน 1,600 ล้านบาทเป็นต้นไป

โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท สิริพัฒน์ โฟร์ จำกัด (ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์กลุ่มอาคารสำนักงาน สิริ แคมปัส) และลงทุนในสัญญาการขายและโอนสิทธิรายได้ (RSTA) ที่อ้างอิงกระแสรายรับจากกลุ่มอาคารสำนักงานสิริ แคมปัสและเป็นเงินทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทผู้ออกโทเคนดิจิทัล

5 เหตุผลที่น่าลงทุนกับ SiriHub Token

1. ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าเช่ากลุ่มอาคารสำนักงาน สิริ แคมปัส

SiriHub Token เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงกระแสรายรับจากอาคารสำนักงานสิริ แคมปัส ซึ่งตั้งอยู่ย่านสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) โดยมีบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เช่าระยะยาว 12 ปี โดยปัจจุบันเหลือระยะเวลาการเช่าอีก 10 ปี จึงมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ

2. ให้ผลตอบแทนสูง

โครงการนี้มีส่วนแบ่งรายได้รายไตรมาสสูงสุดถึง 4.5% ต่อปี และ 8.0% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของโทเคนดิจิทัลที่เลือกลงทุน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ

3. ซื้อได้ง่าย ๆ เริ่มต้นแค่ 10 บาท

การลงทุนกับ SiriHub Token ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันในมือถือ และสามารถซื้อได้โดยใช้เงินทุนเริ่มต้นเพียง 10 บาทเท่านั้น

4. อุ่นใจเพราะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

SiriHub Token เป็น “โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่อ้างอิงกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์” ตัวแรกของประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. นักลงทุนจึงได้รับความคุ้มครองในแง่ของกฎหมาย

5. มีความโปร่งใสและปลอดภัยสูง

โทเคนดิจิทัลนี้มีเทคโนโลยีต่าง ๆ ช่วยในการออกและเสนอขาย เพื่อความปลอดภัยและโปร่งใส เช่น บล็อกเชนเทโซส (Tezos) และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ด้วยฟีเจอร์ Whitelist นักลงทุนทุกคนจะต้องยืนยันตัวตนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ลงทุนในโทเคนดิจิทัล, Clawback ดึงโทเคนดิจิทัลคืนในกรณีที่ผู้ลงทุนทำโทเคนดิจิทัลสูญหาย Dailycaptable แสดงรายชื่อนักลงทุนแบบนิรนามรายวัน

สนใจซื้อได้ที่ไหน?

XSpring Digital เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรก ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ประกอบธุรกิจผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ในประเทศไทย

ซึ่ง “SiriHub Token” จะเปิดให้จองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน XSpring ทั้งระบบ iOS และ Android มีขั้นตอนจองซื้อง่าย ๆ ดังนี้

1. เข้า App Store หรือ Play Store แล้วดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน XSpring

2. เลือกเปิดบัญชีใหม่ กรอกอีเมลและรหัสผ่าน แล้วยืนยันผ่านอีเมล จากนั้นลงชื่อเข้าใช้งานตามขั้นตอน และกรอกข้อมูลส่วนตัวในระบบ

3. ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน และระบบสแกนใบหน้า จากนั้นทำตามขั้นตอนในระบบ

4. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง และยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ ERX

5. อัปโหลดบัญชีธนาคาร

6. ทำแบบทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน

7. เลือกโครงการ SiriHub Token จากนั้นศึกษา White Paper และ Factsheet ข้อมูลโครงการ

8. กดยืนยันความเข้าใจ และกด Invest Now และกดยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน

9. เลือกโทเคนที่ต้องการจองซื้อ ระบุจำนวนเงินที่ต้องการลงทุน ระบบจะคำนวณจำนวนโทเคนให้อัตโนมัติ

10.ชำระเงินผ่าน QR Code (จำกัดวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อครั้ง) หรือเลือกเป็น Bill Payment ก็ได้ ถ้าเลือกช่องทางนี้จะต้องอัพโหลดหลักฐาน จากนั้นระบบจะส่งอีเมลไปรายงานสถานะการจองซื้อ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ

Xspring Digital เปิดให้จองซื้อ SiriHub Token ระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 4 ตุลาคม 2564 ด้วยราคาเสนอขาย 10 บาท ต่อ 1 โทเคน และมูลค่าการจองซื้อขั้นต่ำเพียง 10 บาท โดยนักลงทุนรายย่อยลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนนักลงทุนประเภทอื่นที่มิใช่รายย่อย สามารถลงทุนได้ไม่จำกัด

สนใจดูข้อมูลประกอบการลงทุนได้ที่ www.xspringdigital.com/th/project/sirihub หรือโทร. 0-2038-5999

นักลงทุนที่สนใจลงทุนในโทเคนดิจิทัลผ่าน XSpring Digital สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน XSpring ได้ที่ http://onelink.to/efumnu

และดูวิดีโอคำแนะนำการเปิดบัญชีกับ XSpring Digital ได้ที่ https://youtu.be/bPSTTUTDgxI

***คำเตือน ก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนเพื่อทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save