4 วิธีการแก้ปัญหาสำหรับอาการหมดใจในการทำงาน

อัศวินคิดว่า เวลาที่เราพูดถึงปัญหาในการทำงานนั้น นอกจากปัญหาหมดไฟในการทำงานแล้ว หลายคนอาจจะกำลังเจออีกภาวะหนึ่งที่เรียกว่า ‘Brownout’ หรือ ‘อาการหมดใจในการทำงาน’ ซึ่งผลกระทบจากความรู้สึกที่หมดใจไม่อยากทำงานนั้น ทำให้เรารู้สึกแย่ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่รู้จะทำงานไปเพื่ออะไร ไม่มีความสุข จนอยากจะลาออกไปในที่สุด

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังรู้สึกอย่างนี้อยู่ อัศวินคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะต้องมาเริ่มแก้ปัญหากัน ก่อนที่ความหมดใจจะทำให้เราไม่มีความก้าวหน้าในการทำงาน ดังนั้นอัศวินจึงมี 4 วิธีการแก้ปัญหามาแนะนำดังนี้ครับ

1. สื่อสารเพื่อทบทวนเป้าหมาย

อัศวินคิดว่าหลาย ๆ ครั้งที่เราหมดใจในการทำงาน อาจจะเป็นเพราะเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ค่อยชัดเจน ทางที่ดีลองเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าและทีมงานดูไหมว่า จริง ๆ แล้วสิ่งที่แต่ละคนต้องทำคืออะไร เราจะช่วยสนับสนุนการทำงานให้แต่ละคนอย่างไรได้บ้าง และอย่าลืมทำความเข้าใจกับหัวหน้าว่า กฎระเบียบต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างไร และการวัดผลในการทำงานนั้นจริง ๆ เป็นอย่างไร หากเราพูดคุยกันมากขึ้น เราจะมีความเข้าใจกัน ส่งผลให้เป้าหมายในการทำงานของเราชัดเจนขึ้น เมื่อเราเข้าใจทุกอย่างและรู้ว่าควรจะต้องทำอะไร เราก็จะกลับมามีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นอย่างแน่นอน

2. เรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ

เชื่อไหมครับว่า แม้เราจะรู้ว่าองค์กรที่เราอยู่มันน่าเบื่อและไม่อยากทำงานด้วยแล้ว ถ้าเรามองไปรอบ ๆ เราอาจจะเจอเพื่อนของเราบางคน ที่ยังคงทำงานในที่เดียวกับเราได้อย่างมีความสุขตลอดเวลา แถมยังมีพลังใจเต็มร้อยในการสร้างผลงานของตัวเองได้อยู่เสมอ ๆ อัศวินคิดว่าเราสามารถเรียนรู้วิธีการจากเพื่อนของเราได้นะว่าเขาทำอย่างไร โดยลองสังเกตและเข้าไปพูดคุยกับเขา เพื่อให้เราได้ทราบแนวคิดในการทำงาน และวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นอีกวิธีที่เราจะได้แนวทางดี ๆ มาปรับใช้ และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เราทำงานได้ดีและมีความสุขขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย

3. หัดให้รางวัลกับตัวเอง

ในวันที่เรากำลังรู้สึกว่าเบื่องาน ไม่อยากทำงานแล้ว อัศวินคิดว่าเราอาจจะลองสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับตัวเองมากขึ้นดีไหมครับ ด้วยการลองกำหนดเป้าหมายการทำงานพร้อมให้รางวัลกับตัวเอง ตัวอย่างเช่น กำหนดไว้เลยว่า หากเราทำงานเสร็จตามกำหนด เราสามารถซื้อของที่เราอยากได้ หรือจะไปหาอะไรอร่อย ๆ กินในร้านอาหารที่เราชอบ ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ การหัดเห็นอกเห็นใจตัวเองเสียบ้าง เพราะบางครั้งเราอาจจะมีภาวะที่กำลังกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และอัศวินเชื่อว่าในระยะยาว เราจะมีความสุขไปพร้อมกับการทำงานได้ไม่ยาก

4. ทำในสิ่งที่เราสนใจโดยไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง

อีกวิธีที่อัศวินมักจะแนะนำให้กับเพื่อน ๆ คือการลองมาหาอย่างอื่นทำกันดู เผื่อจะได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับชีวิตและทำให้เราได้รู้ว่าชีวิตของเรายังมีอีกหลายด้านที่สร้างคุณค่าและความสุขได้เช่นกัน เช่น การทำงานอดิเรกในช่วงว่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าครัวหัดทำขนม การเล่นดนตรี การเล่นกีฬา แน่นอนว่าการทำงานอดิเรกที่เราชอบนั้น จะทำให้ได้ใช้ความคิดไปกับเรื่องอื่น ๆ และทำให้เรานั้นเครียดจากการทำงานน้อยลง นอกจากนี้เราอาจจะพบความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานมากขึ้นอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าภาวะหมดใจในการทำงานอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากวันนี้มันเกิดขึ้นกับเรา ก็อย่าปล่อยไว้นะครับ เพราะนอกจากเราจะเครียดและมีปัญหาทางอารมณ์แล้ว การที่เราไม่อยากทำอะไรเลยนั้น จะส่งผลร้ายต่อความก้าวหน้าต่อการทำงานในอนาคตของเราด้วยไม่ว่าเราจะเจอกับอาการหมดใจมามากน้อยแค่ไหน แต่ก็ห้ามมองข้ามเรื่องการวางแผนเพื่อนาคตที่ดีนะครับ

เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ด้วย iLink ประกันไฮบริด จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต บทบาทใหม่ของประกันชีวิตควบการลงทุน ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้จัก “มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่” คุ้มครองสูงสุดถึงอายุ 99 ปี วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อครั้ง จาก กรุงเทพประกันชีวิต

เพื่อน ๆ ซื้อประกันสุขภาพกันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ? บางคนอาจซื้อไว้ตั้งแต่ 10-20 ปีที่แล้ว ผมอยากให้ลองหยิบกรมธรรม์มาพิจารณาดูว่า “เรามีวงเงินค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่?” และ “สามารถต่อสัญญาได้จนถึงอายุกี่ปี?”

เหตุผลที่ผมชวนตั้งคำถามแบบนี้ เพราะว่าประกันสุขภาพในอดีต มักจะมีข้อจำกัดเรื่องวงเงินค่ารักษา ที่อาจน้อยเกินจนสวนทางกับค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน จนบางครั้งก็ต้องควักเนื้อจ่ายเอง ทั้งยังไม่สามารถต่ออายุประกันได้ถึง 99 ปีอีกด้วย หลายคนคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องวางแผนสุขภาพนานขนาดนั้น เอาแค่ 70-80 ปีก็พอแล้ว เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับว่ามันจำเป็นอย่างไร

ทำไมต้องวางแผนประกันสุขภาพตลอดชีวิต?

1. คนไทยจะมีอายุยืนขึ้น

ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้วครับ กล่าวคือมีคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และคนไทยก็มีแนวโน้มอายุยืนขึ้นด้วย โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าในปี 2563 ผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ย 80.4 ปี ส่วนผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 73.2 ปี ซึ่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบสังคมผู้สูงอายุนั้น ก็มีการ “ขยายอายุเกษียณ” ด้วยครับ หากประเทศไทยใช้แนวคิดนี้อย่างเต็มขั้น ในอนาคตเราอาจเห็นพนักงานบริษัทอายุ 70 ปีก็เป็นได้ ดังนั้นการวางแผนชีวิตทั้งด้านการเงินและสุขภาพแบบเดิม ๆ ที่คำนวณถึงอายุ 60 ปีนั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

2. ค่ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น สัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า 5 โรคยอดฮิตที่พบมากที่สุด คือ ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง, ข้อเข่าเสื่อม และโรคหัวใจ ซึ่งมักเป็นภาวะเรื้อรัง ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

ตัดภาพมาที่ค่ารักษาในโรงพยาบาล ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องแอดมิทรักษาตัว ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างครบ ก็ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายราว 30,000-50,000 บาทต่อวัน แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ราคาห้องเดี่ยวมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทต่อคืนเลยทีเดียว ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ๆ แต่การพักในห้องเดี่ยวก็มีความสำคัญ เพราะคนป่วยต้องการพักผ่อนมากกว่าปกติ ทั้งยังสะดวกต่อคนที่มาเฝ้าไข้ด้วยครับ

ทำความรู้จัก “มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่”

จากประกันสุขภาพแบบเดิมที่อาจไม่ตอบโจทย์ในปัจจุบัน ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงสร้าง “มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่” (New Health Standard) ที่ปรับปรุงเนื้อหาของประกันสุขภาพให้สอดคล้องกับยุคสมัย และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขของสัญญาให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเราก็เลือกได้ว่าจะถือประกันสุขภาพเล่มเดิม หรือจะไปซื้อแบบประกันใหม่ที่ปรับปรุงแล้ว โดยจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 8 พ.ย. 2564

มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุอย่างไร?

อย่างที่บอกไปครับว่า คปภ.ปรับปรุงเนื้อหากรมธรรม์ประกันสุขภาพให้ทันสมัยขึ้นแล้ว จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น

  • ประกันสุขภาพเดิม : กำหนดนิยามคำว่า “ค่าห้อง” ของแต่ละแบบประกันไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

    ประกันสุขภาพใหม่ : กำหนดนิยามคำว่า “ค่าห้อง” ชัดเจนว่าหมายถึง ค่าห้อง, ค่าอาหาร และ ค่าบริการในโรงพยาบาล เหมือนกันทุกกรมธรรม์

  • ประกันสุขภาพเดิม : กำหนดค่ารักษามะเร็งชัดเจนเพียงแค่เคมีบำบัด (คีโม) และรังสีรักษา (ฉายแสง) เท่านั้น

    ประกันสุขภาพใหม่ : กำหนดค่ารักษามะเร็งที่ครอบคลุมทั้งรังสีรักษา, รังสีร่วมรักษา, เวชศาสตร์นิวเคลียร์รักษา, การฝังแร่รักษามะเร็ง และการรักษาแบบออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง

  • ประกันสุขภาพเดิม : ในการต่อสัญญาจะมีเงื่อนไขระบุว่า “บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติม”

    ประกันสุขภาพใหม่ : ระบุชัดเจนว่าบริษัทจะไม่ต่อสัญญาไม่ได้ เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยจะทำผิดเงื่อนไขในการไม่แจ้งข้อเท็จจริง, เรียกร้องผลประโยชน์โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ หรือเรียกร้องค่าชดเชยจากการนอนโรงพยาบาล รวมกันทุกบริษัทเกินกว่ารายได้ที่แท้จริง

ดังนั้นมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ จึงตอบโจทย์การวางแผนสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ เพราะมีเงื่อนไขความคุ้มครองที่ชัดเจน ครอบคลุมมากขึ้น และต่อสัญญาได้เสมอ (หากเราไม่ทำผิดเงื่อนไข) ซึ่งผมจะขอแนะนำให้รู้จักกับประกันสุขภาพแบบใหม่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ “BLA Happy Health” จากกรุงเทพประกันชีวิต ลองไปทำความรู้จักกันเลยครับ

BLA Happy Health คืออะไร?

“บีแอลเอ แฮปปี้ เฮลธ์” (BLA Happy Health) คือสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ จาก บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต (Bangkok Life) ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดจนถึงอายุ 99 ปี แบบเหมาจ่ายตามจริง ช่วยให้หมดกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลและส่วนเกินค่าห้อง พร้อมทางเลือก “ความรับผิดส่วนแรก” เพื่อช่วยลดเบี้ยประกัน และเพิ่มความคุ้มครองการเข้าพักรักษาตัวจาก 3 โรคร้าย “มะเร็ง-หัวใจ-หลอดเลือดสมอง” โดยสามารถเลือกแผนประกันให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ตอบโจทย์ทุกเพศ ทุกวัย ในราคาสบายกระเป๋า

จุดเด่นของ BLA Happy Health

1. คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี

BLA Happy Health รับประกันตั้งแต่อายุ 11-80 ปี โดยให้ความคุ้มครองสูงสุดถึงอายุ 99 ปี

2. เหมาจ่ายค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการในโรงพยาบาล

จ่ายผลประโยชน์ตามจริง สูงสุดไม่เกินค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน (ห้องพักเดี่ยวระดับเริ่มต้น) ของโรงพยาบาลที่เข้ารักษา ซึ่งปกติแล้วเวลาที่เราแอดมิทในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่มักจะเกินวงเงินจากประกันสุขภาพ ก็คือ “ค่าห้องผู้ป่วย” แต่ถ้าเป็นประกัน BLA Happy Health ก็หมดกังวลได้เลยครับ

3. เหมาจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในตามจริง 

ประกันนี้จะให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยใน (IPD) ตามจริง สูงสุด 5 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งและผลประโยชน์สูงสุดต่อปี เพิ่มเติมผลประโยชน์กรณีผู้ป่วยในอีก 10% จากการเข้ารักษาด้วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

4. รับเงินชดเชยรายวัน สูงสุดวันละ 2,000 บาท

เลือกรับผลประโยชน์เป็นเงินชดเชยรายวันได้ สูงสุดวันละ 2,000 บาท

กรณีเข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน แต่ไม่เบิกเคลม (เฉพาะแบบประกันที่ไม่มีความรับผิดส่วนแรก)

5. ผลประโยชน์ผู้ป่วยนอก 

รับผลประโยชน์สูงสุด 100,000 บาทต่อปีกรมธรรม์ เมื่อมีการล้างไต เคมีบำบัด และรังสีรักษา

6. เบี้ยประกันภัยลดลง เมื่อเลือกความรับผิดส่วนแรก

ความรับผิดส่วนแรก เริ่มต้นที่ 30,000 บาทต่อครั้งที่เข้ารักษา ยิ่งเลือกความรับผิดส่วนแรกมากเท่าไหร่ เบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งลดลง

BLA Happy Health เหมาะกับใคร?

1. คนที่ต้องการความคุ้มครอง “ตลอดชีวิต”

2. คนที่ต้องการวางแผนประกันสุขภาพ ที่ครอบคลุมค่ารักษา “ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

3. คนที่ต้องการความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน “แบบเหมาจ่ายตามจริง”

4. คนที่ต้องการเบี้ยประกันที่ลดลงเมื่อเลือกแผนที่มี “ความรับผิดส่วนแรก” เพราะมีสวัสดิการหรือประกันสุขภาพอยู่แล้ว

เลือกแบบประกันได้ตามไลฟ์สไตล์

คนที่ไม่มีสวัสดิการ หรือไม่มีประกันสุขภาพ

สามารถเลือกประกันสุขภาพ BLA Happy Health แบบไม่มีความรับผิดส่วนแรก เพื่อสร้างสวัสดิการให้ตัวเอง เพิ่มความอุ่นใจเรื่องค่ารักษาพยาบาล

ผู้ที่มีสวัสดิการด้านสุขภาพจากองค์กร หรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่กังวลว่าวงเงินจะไม่พอ

สามารถเลือกประกันสุขภาพ BLA Happy Health แบบมีความรับผิดส่วนแรก เพื่อรับความคุ้มครองเพิ่มเติม และได้ส่วนลดในการจ่ายเบี้ยประกันด้วย

“ประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่” คือการวางแผนชีวิตในระยะยาว ที่จำเป็นต่ออนาคตสังคมผู้สูงอายุ  ซึ่ง “BLA Happy Health” คือสิ่งที่ตอบโจทย์ ด้วยแผนประกันที่ยืดหยุ่น สามารถเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ เพราะกรุงเทพประกันชีวิตเข้าใจดีว่า “การป่วยเป็นโรคเดียวกัน แต่ค่ารักษาของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน”

ใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangkoklife.com/th/products/detail/227 หรือโทร.0-2777-8888

บทความนี้เป็น Advertorial

ถอดรหัสความสำเร็จจาก 4 ข้อสำคัญจากชีวิตที่เคยติดลบ

เพื่อน ๆ คิดว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรบ้าง ความสามารถ โอกาส เงินทอง คอนเนกชัน และอื่น ๆ อีกมากมาย จนหลายคนคงตั้งคำถามว่า ถ้าเรามีต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าคนอื่น เราจะยังประสบความสำเร็จได้บ้างไหม หากคำถามเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของเพื่อน ๆ บทความนี้อัศวินจะพาไปถอดรหัสความสำเร็จจาก 4 ข้อสำคัญจากชีวิตที่เคยติดลบ แต่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ถ้าพร้อมแล้วเราลองไปถอดรหัสความสำเร็จไปพร้อม ๆ กันครับ

ความเชื่อ

ความเชื่อคือสิ่งแรกที่เรามักจะเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง และความเชื่อนี่เอง ที่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญต่อการผลักดันความฝันให้กลายเป็นจริง อัศวินจะนึกถึงเรื่องราวของคุณ อาลี จือปา เด็กชายที่เติบโตมาจากดอยอาข่า พื้นที่ที่เพาะปลูกเมล็ดกาแฟและเต็มไปด้วยความกันดาร แต่เขาก็สามารถสร้างแบรนด์เมล็ดกาแฟอย่างอาข่าอามาไปทั่วโลกได้

เหตุเพราะ อาลี จือปา เชื่อว่าการศึกษาคือใบเบิกทางที่จะทำให้ชีวิตของเขาและครอบครัวชาวอาข่าดีขึ้น เขาจึงตั้งใจเรียนและหาทางพัฒนาเมล็ดกาแฟอาข่าอามาให้ครบวงจร เพื่อตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง จนวันนี้แบรนด์กาแฟอาข่าอามา กลายเป็นแบรนด์เมล็ดกาแฟที่ถูกยอมรับในระดับสากลเป็นที่เรียบร้อย

ความหวัง

แม้หลายคนอาจกำลังใช้ความเชื่อผลักดันให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การใช้ความหวังดีมาขับเคลื่อนชีวิตนั่นเอง โดยอัศวินจะนึกถึงธุรกิจหนึ่งที่เริ่มต้นจากความหวังดี นั่นก็คือ ธุรกิจผักสลัดเพื่อสุขภาพอย่างแบรนด์โอ้กะจู๋ ที่มีจุดเริ่มต้นและสนใจในธุรกิจการปลูกผักออร์แกนิกขายและต่อยอดมาทำเมนูเพื่อสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์อยากให้คนกินมีสุขภาพที่ดี แน่นอนว่าระหว่างทางพวกเขาเจอปัญหามากมายจนเกือบเอาตัวไม่รอด แต่ด้วยความหวังดีในธุรกิจก็ทำให้ โอ้กะจู๋ เป็นแบรนด์เอสเอ็มอีที่เติบโตและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

ความพยายาม

ความเชื่อและความหวังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากติดลบให้เป็นบวก ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอย่างความพยายามเป็นอย่างมาก ซึ่งอัศวินจะนึกถึงภาพยนตร์ไทยอย่าง วัยรุ่นพันล้าน ที่สร้างมาจากเรื่องจริง ของคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย ที่เผชิญปัญหาจากการที่ที่บ้านเป็นหนี้สินจนแทบหมดตัว แต่ด้วยความเชื่อ ความหวัง และความพยายาม ทำให้คุณต๊อบพยายามทดลอง ทดสอบ กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด 

ความล้มเหลว

อัศวินอยากจะบอกว่า ก่อนที่คนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ คนเหล่านั้นย่อมต้องผ่านความล้มเหลวมามากมาย เรียกได้ว่าชีวิตล้มลุกคลุกคลานมาหลายหน แต่จุดที่ทำให้เขาสามารถลุกขึ้นมาด้วยความเชื่อ ความหวัง และความพยายามอีกครั้งได้นั้น คือการยอมรับกับสิ่งที่เคยล้มเหลวมาก่อน ด้วยการเปลี่ยนให้ความล้มเหลวนั้นเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ เป็นทักษะในการดำเนินชีวิตและธุรกิจที่ใฝ่ฝันไว้ให้เป็นจริง

อัศวินจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทุกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังบุคลที่ประสบความสำเร็จถ่ายทอดเรื่องราวออกมานั้นถึงเต็มไปด้วยความน่าสนใจและกำลังใจมากมายอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น นั่นเพราะความล้มเหลวคือเบื้องหลังของความสำเร็จ ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่เคยล้มเหลว 

นี่จึงเป็นหลักคิดของการต่อสู้กับต้นทุนชีวิตที่เคยติดลบ ที่อัศวินเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ ขอแค่กล้าที่จะลองให้โอกาสตัวเอง กล้าที่จะยอมรับกับความล้มเหลวก่อน กล้าที่จะเชื่อ กล้าที่จะหวัง และกล้าที่จะใช้ความพยายามของตัวเองอย่างหนัก และในอนาคตข้างหน้าอัศวินอาจจะมีสิทธิ์หยิบเรื่องราวของคุณมาเล่าในวันหน้าก็ได้

อัศวินอยากจะบอกว่า ชีวิตเรามีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ แต่เราก็สามารถวางแผนเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคตได้ อัศวินอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก iLink ประกันไฮบริด จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต บทบาทใหม่ของประกันชีวิตควบการลงทุน ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจหลากหลาย ตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

  • จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*
  • ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต  
  • แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 
หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21

บทความนี้เป็น Advertorial

สร้างฝันให้ใหญ่แล้วไปด้วยกันกับ Promise

“ความฝัน” เป็นสิ่งแรกที่คนคนหนึ่งมักจะใช้เป็นแรงผลักดันให้ลงมือทำอะไรบางอย่าง

เชื่อว่าหลายคนมีความฝัน และมีเป้าหมายหลากหลายด้านอย่างแน่นอน บางคนคิดการใหญ่อยากประสบความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง มีธุรกิจส่วนตัวที่สร้างกำไรมหาศาล มีประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่ มีครอบครัวที่อบอุ่นในบ้านหลังใหญ่ หรือบางคนอาจจะฝันแค่เพียงเรื่องเดียว อยากใช้ชีวิตเรียบง่าย สงบ ปราศจากสิ่งรบกวน ไม่ว่าใครก็มีความฝันหรือเป้าหมายด้วยกันทั้งนั้น

ความฝันทั้งหมดจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ต้องมี “แผนการ” หรือ “วิธีการ” ที่ถูกออกแบบขึ้นมา ผ่านกระบวนการลงมือทำเพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง และเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่เป้าหมายไม่ได้ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ สิ่งที่จะช่วยให้เราฟันฝ่าสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรค และช่วยให้เราเดินไปถึงฝันได้คือการทุ่มเททั้งเวลา แรงกาย ความสามารถ และรวมไปถึง “เงินทุน”

“เงินทุน” หรือ “สภาพคล่องทางการเงิน” มีความสำคัญ และจำเป็นต้องมีการวางแผนให้สอดคล้องกับความฝันหรือเป้าหมายของเราเสมอ ซึ่งการวางแผนการเงินควบคู่ไปกับเป้าหมายแต่ละเรื่องจะช่วยให้เรามองเห็นทางเดินที่มั่นคงได้ก่อนเริ่มเดินทาง เพราะเข้าใจแล้วว่าทางข้างหน้าจะต้องพบเจอกับเรื่องใดบ้าง

เช่น ถ้าเราวางแผนจะทำธุรกิจเสริมก็ควรจะรู้จักวิธีคำนวณเงินลงทุนขั้นต้น ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ จะหาเงินลงทุนมาจากแหล่งไหนบ้าง มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง งบประมาณมีเท่าไหร่ รวมไปถึงการคำนวณสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการทำธุรกิจในอนาคต หรือวางแผนสร้างอาชีพเสริมแต่ยังไม่มีเงินลงทุน ควรจะเก็บเงินอย่างไร หรือใช้เงินจากไหนในการต่อยอดความฝันเหล่านั้น

ไม่มีใครอยากพลาดโอกาสที่รออยู่บนทางข้างหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ “กระเป๋าสำรอง” จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ จริงอยู่ว่าการวางแผนจะช่วยให้เรามีเส้นทางการเงินที่ดี แต่ในสถานการณ์จริงแผนที่วางไว้อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หรือสภาพคล่องที่มีอยู่ในมืออาจจะไม่เพียงพอกับการเดินทางไปให้ถึงฝั่งฝัน

“สินเชื่อส่วนบุคคล” สามารถเป็นกระเป๋าสำรองที่ช่วยให้เราเดินทางไปถึงฝันได้ เพราะไม่ว่าเป้าหมายเรื่องใดก็ตาม เราจำเป็นต้องมีการบริหารเงิน บริหารสภาพคล่องอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เรื่องสภาพคล่องกลายมาเป็นก้างชิ้นใหญ่ การใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องแลกกับค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะช่วยให้เรารักษาทั้งความฝันและสภาพคล่องไว้ได้

การมีเงินสำรองจากการขอสินเชื่อส่วนบุคคลติดตัวไว้ทำให้เรามีความพร้อมสำหรับทุกโอกาสอยู่เสมอ และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องสภาพคล่องได้ตามที่ต้องการ เพียงแค่เรารู้จักวิธีจัดการและใช้งานสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างมีสติ และรู้จักใช้อย่างมีเหตุผล วิธีเปลี่ยนสินเชื่อส่วนบุคคลให้กลายมาเป็นกระเป๋าสำรองที่มีประสิทธิภาพ คือ “ใช้เมื่อจำเป็น”

สินเชื่อส่วนบุคคลก็เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่คอยเคียงข้างและพร้อมที่จะสนับสนุนเราในทุกก้าวเดิน PROMISE เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลใด ๆ ค้ำประกันเลย โดยให้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือไม่เกิน 300,000 บาท แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะต่ำกว่า* เหมาะกับพนักงานบริษัทที่มีรายได้ประจำต่อเดือน 8,000 บาทขึ้นไป ผู้มีความฝันและอยากจะใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นกระเป๋าสำรองที่ช่วยจัดการสภาพคล่องทางการเงิน

*หมายเหตุ เงื่อนไขในการพิจารณาเงินกู้เป็นไปตามที่บริษัท ฯ กำหนด

โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 15% ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงินอยู่ที่ 9-10% ต่อปี รวมแล้วไม่เกิน 24-25% ต่อปี เอกสารประกอบการสมัครก็มีแค่ 1. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง 2. สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนตัวจริงอายุไม่เกิน 60 วัน และ 3.สมุดบัญชีธนาคาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook Promise Thailand

สนใจตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเพิ่มเติมติดต่อที่ Call Center 1751 หรือสมัครได้ที่สาขาทั่วประเทศ หรือง่าย ๆ คลิกเลยที่นี่ https://bit.ly/3df5eFb

สินเชื่อส่วนบุคคลมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ขาดสภาพคล่องแต่มีฝันอันยิ่งใหญ่ เพื่อความฝันที่รออยู่ข้างหน้า การมีเครื่องมือที่ช่วยเหลือเราได้ และใช้งานเครื่องมือนั้นอย่างเข้าใจ ย่อมช่วยให้เราก้าวพ้นอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เสมอ

บทความนี้เป็น Advertorial

บทสัมภาษณ์ชีวิตกับวิกฤติการเงิน ก่อนที่ “ฮีโร่ตัวจริง” จะพาไปพบแสงสว่างอีกครั้ง

สถานการณ์โควิดที่กินเวลามาเกือบ 2 ปี ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ อาชีพ ไม่ว่าจะถูกเลิกจ้าง พักงาน และบางธุรกิจอาจต้องปิดกิจการ ทำให้หลายคนสูญเสียรายได้ที่เคยได้เป็นประจำ แถมค่าใช้จ่ายก็ยังคงที่และบางทีก็สูงขึ้นเป็นเท่าตัวเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น แรงบันดาลใจจึงเป็นพลังบวกที่ควรส่งต่อ เพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเผชิญปัญหาด้านการเงินให้มีพลังสู้ต่อไป จากเคสจริงของ 4 คน 4 อาชีพที่เคยมีความฝัน และมีรายได้ที่ดี จนได้รับผลกระทบหนักจากโควิดครั้งนี้ และยังต้องเจอกับวิกฤติทางการเงิน แต่ก็ผ่านพ้นมาได้เพราะ “ฮีโร่ตัวจริง” ที่มาช่วยจุดประกายไฟ พาให้พวกเขาพบแสงสว่างอีกครั้งในชีวิต

คุณอภิเดช เต็งจงดี 

อาชีพ : ครูสอนภาษา

คุณอภิเดชมีรายได้ประจำจากการทำงานเป็นครูสอนภาษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีรายได้เสริมจากการสอนภาษาตามบ้าน ทำให้มีรายได้และเงินออมเพิ่มขึ้น ทุกอย่างกำลังไปได้ดี แต่เมื่อเจอวิกฤติโควิด ทำให้โรงเรียนต้องปิดชั่วคราว และไม่สามารถออกไปสอนตามบ้านได้เหมือนเดิม เมื่อนักเรียนน้อยลง รายได้ก็หดหายไปด้วย เขาจึงมีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ถึงขั้นต้องขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าเลยทีเดียว

ฮีโร่ตัวจริง ที่พึ่งยามวิกฤติ

ปกติแล้วคุณอภิเดชเป็นคนที่ชอบการชอปปิง จึงรู้จักแอปพลิเคชัน Dolfin อยู่แล้ว เพราะมักจะมีส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ วันหนึ่งก็ได้รู้จักกับ Dolfin Money | KBank จึงลองสมัครดู แม้จะกังวลว่าอาจจะไม่ได้รับอนุมัติ เนื่องจากเคยมีปัญหาเครดิตการเงินไม่ค่อยดีนัก แต่ก็พยายามสร้างเครดิตที่ดีมาตลอด จนลองมาสมัครครั้งนี้แล้วก็ผ่านฉลุย ได้รับวงเงินมาหมุนใช้จ่ายทันที

ชีวิตดีขึ้นเหมือนเจอแสงสว่าง

หลังจากนั้นคุณอภิเดชก็มีสภาพคล่องมากขึ้น ความเครียดเรื่องเงินน้อยลง ไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้จนถึงสิ้นเดือน และบทเรียนสำคัญที่เขาได้จากวิกฤติครั้งนี้คือ ถึงจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แน่นอน แต่ถ้าไม่ระมัดระวังในการใช้จ่าย ก็จะเจอปัญหาด้านการเงินในที่สุด

คุณโยษิตา โกนไธสง 

อาชีพ : ขายเสื้อผ้าออนไลน์

ด้วยความที่เรียนจบชั้น ปวส.ด้านคอมพิวเตอร์ธุกิจ ความหวังอันสูงสุดของคุณโยษิตาคือการทำงานที่ได้เงินเดือนสูง ๆ เพื่อจะได้นำมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งเธอเป็นคุณแม่ลูกแฝด ก่อนหน้านี้เธอเป็นพนักงานประจำ มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท

แต่พอเจอวิกฤติโควิด ประกอบกับลูกป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลพร้อมกันทั้งคู่ เธอจึงต้องปรับจากการเป็นพนักงานประจำมาเป็นพาร์ตไทม์เพื่อให้มีเวลาดูแลลูกมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับรายได้ที่ลดลง เธอจึงหันมาขายของออนไลน์เพื่อสร้างรายได้เสริม แต่ก็ยังติดปัญหาตรงที่ไม่มีเงินก้อนเพื่อนำมาลงทุน

ฮีโร่ตัวจริง ที่พึ่งยามวิกฤติ

จนวันหนึ่งเธอไปเดินห้างสรรพสินค้า และแวะซื้อขนมให้ลูกโดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน Dolfin ซึ่งได้ส่วนลด 20 บาท ทำให้เธอได้รู้จักกับแอปฯ นี้มากขึ้น จนเห็นว่ามี Dolfin Money | KBank บริการสินเชื่อที่อนุมัติเร็วภายใน 5 นาทีขึ้นมา เธอจึงลองสมัครเพราะกำลังต้องการเงินก้อนไปเป็นทุนในการทำธุรกิจ และไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็ได้รับอนุมัติวงเงินจำนวน 140,000 บาท ทันที

ชีวิตดีขึ้นเหมือนเจอแสงสว่าง

เธอบอกว่า Dolfin Money | KBank ช่วยให้มีเงินก้อนมาลงทุนขายของออนไลน์ เมื่อสต็อกสินค้าได้มากขึ้น ก็สามารถมีโอกาสต่อยอดในการทำกำไรได้มากขึ้น และยังช่วยให้เธอและครอบครัวมีความสุขมากขึ้นด้วยการทำงานที่บ้าน ทำให้มีเวลาดูแลลูก ๆ ได้อย่างเต็มที่

คุณเฉลิมพล พันธ์หุ่น

อาชีพ : ช่างแอร์รับเหมา

คุณเฉลิมพลเล่าว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางการเป็นช่างแอร์รับเหมาจากการเป็นลูกน้องมาก่อน โดยได้รับเงินเดือนเพียง 4,700 บาท และหมั่นสั่งสมประสบการณ์ทำงานมาเรื่อย ๆ จนสามารถมีกิจการล้างแอร์เป็นของตัวเองได้สำเร็จ แถมยังมีลูกน้องที่ต้องดูแลอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนชีวิตครอบครัว ก็ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูก ฯลฯ

ตอนที่โควิดระบาดรอบแรก คุณเฉลิมพลยังพอมีเงินสำรองนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายไปได้ แต่เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อก็เริ่มหมุนเงินไม่ทัน เริ่มติดค้างค่าแรงลูกน้อง จนต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่ายมากขึ้น จากนั้นจึงเริ่มมองหาแหล่งเงินกู้ แต่ก็ไม่เคยสมัครผ่านเลยสักที่ เพราะขาดหลักฐานเรื่องความมั่นคงด้านรายได้ ซึ่งมักเป็นปัญหาหลักของคนทำอาชีพฟรีแลนซ์นั่นเอง

ฮีโร่ตัวจริง ที่พึ่งยามวิกฤติ

โชคดีที่คุณเฉลิมพลได้รู้จักกับ Dolfin Money | KBank โดยบังเอิญทางอินเทอร์เน็ต จึงตัดสินใจสมัคร โดยไม่ต้องใช้เอกสารเยอะ และไม่ต้องไปธนาคารเลย เพียงแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น ก็ได้รับอนุมัติวงเงิน 110,000 บาท โดยทันที

ชีวิตดีขึ้นเหมือนเจอแสงสว่าง

ทันทีที่ได้รับเงินก้อน คุณเฉลิมพลบอกว่า รู้สึกเหมือนพระเจ้ามาโปรด เขาแบ่งเงินก้อนหนึ่งไปจ่ายค่าผ่อนรถ 2 งวด เพื่อนำรถไปใช้สร้างรายได้ในการทำงานต่อไปได้ ส่วนอีกก้อนหนึ่งก็นำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิต เขารู้สึกดีใจมากที่ Dolfin Money | KBank หยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่ทำอาชีพฟรีแลนซ์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะโอกาสของเขาเท่านั้น แต่รวมถึงการต่อโอกาสให้แก่ลูกน้องด้วยเช่นกัน ที่ยังคงมีงานและรายได้เลี้ยงชีพอยู่นั่นเอง

คุณพรรณทิพย์ หง

อาชีพ : เจ้าของธุรกิจนำเข้าสินค้า

ธุรกิจท่องเที่ยว คืออีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด นั่นทำให้ธุรกิจทัวร์ของคุณหงต้องหยุดชะงัก หากจะขอคืนเงินที่ซื้อตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรมไว้กว่า 500,000 บาท ก็จะได้คืนเพียง 15% เท่านั้น

นอกจากนี้ก็ยังเกิดเหตุไม่คาดฝันอีก เมื่อคุณพ่อและคุณแม่ของเธอป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลนานนับเดือน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมาก ซึ่งตอนนั้นเธอก็เหลือเงินติดตัวอยู่เพียง 30,000 บาทสุดท้ายเท่านั้น

ฮีโร่ตัวจริง ที่พึ่งยามวิกฤติ

คุณหงไม่ยอมแพ้กับชีวิต ขอสู้กับวิกฤติอีกครั้ง ด้วยการตัดสินใจนำสินค้าจากต่างประเทศมาขายในออนไลน์ เธอจึงเริ่มมองหาแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย จนกระทั่งเจอกับ Dolfin Money | KBank ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาสมัครไม่นาน สุดท้ายเธอก็ได้รับอนุมัติวงเงินจำนวน 115,000 บาทมาต่อลมหายใจทันที

ชีวิตดีขึ้นเหมือนเจอแสงสว่าง

เมื่อคุณหงได้เงินทุนก้อนนั้น ก็นำมาต่อยอดกับธุรกิจที่วางแผนไว้โดยทันทีซึ่งก็ได้เสียงตอบรับจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังได้เงินมาบริหารค่าใช้จ่ายในบ้าน ทำให้สามารถดูแลคุณพ่อและคุณแม่ให้มีสุขภาพแข็งแรงได้อย่างสบายใจอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเจอวิกฤติด้านการเงิน และยังไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร “Dolfin Money | KBank” คือฮีโร่ตัวจริงที่พร้อมจะอยู่ช่วยในทุกโมเมนต์ของชีวิตคุณให้เดินหน้าต่อไปอย่างมีความหวัง เพียงแค่คลิกสมัครผ่านแอปพลิเคชัน Dolfin ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็ขอสินเชื่อได้สะดวก ไม่ต้องเตรียมเอกสารให้ยุ่งยาก และไม่ต้องไปธนาคาร แถมอนุมัติไวสุดใน 5 นาที พร้อมใช้ได้ทันที ฟรีทุกค่าธรรมเนียม สามารถแบ่งจ่ายชำระได้เบา ๆ นานสุด 36 เดือน และที่สำคัญที่สุด “ถ้าไม่ได้ใช้วงเงินก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย” ทำให้สามารถสมัครไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันก็มีวงเงินไว้พร้อมใช้ได้ทันที

สามารถรับชมวิดีโอสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตกับวิกฤติการเงินของทั้ง 4 คนได้ที่ https://bit.ly/2UrfHWW

และรับชมวิดีโอตัวเต็มได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=AaM4-ziVjbQ

ดูรายละเอียดและขั้นตอนการสมัครง่าย ๆ ได้ที่ https://dolfin.onelink.me/V4sP/DolfinMoneyaomMoney หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้า Dolfin โทร.02-255-5959, 02-888-8888 ต่อ 814

บทความนี้เป็น Advertorial

Midlife Crisis วิกฤตวัยกลางคนที่ตั้งรับไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย

อัศวินคิดว่าเพื่อนๆที่กำลังติดตามบทความของอัศวินอยู่นั้น อาจจะมีหลาย ๆ คนที่กำลังจะก้าวสู่ช่วงของวัยกลางคน ซึ่งในวัยนี้เราก็ได้ผ่านอะไรกันมาเยอะมาก ถ้าเปรียบเป็นการทำงานอัศวินคิดว่าแต่ละคนก็มีประสบการณ์ทำงานกันมาก็เกิน 10 ปีแล้วล่ะ

ในช่วงวัยนี้หลาย ๆ คนกลับมามองชีวิตของตัวเองและได้ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็อาจจะคิดว่า ตอนสมัยที่พึ่งเรียนจบและเริ่มชีวิตการทำงานช่วงแรก ๆ นั้น เรามีความฝันและเป้าหมายในชีวิตเยอะมาก เช่น อยากทำงานแล้วไปอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ อยากมีเงินเก็บเยอะ ๆ อยากทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยทำ อยากทำให้ที่บ้านสบายขึ้นกว่าเดิม

แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับรู้ว่าชีวิตของเรามันไม่ได้ไปไหนเลย หน้าที่การงานก็ไม่ได้ไปไกลอย่างที่คิด เงินเก็บที่เราอยากเห็นก็ยังมีไม่มาก ยังไม่ได้มีเวลาใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองการ ยังไม่ได้ไปเที่ยวในที่ๆอยากไป แถมพ่อแม่ของเราก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปเห็นเพื่อน ๆ โพสความสำเร็จต่าง ๆ ใน Social Network ยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ลงกว่าเดิมอีก รู้สึกว่าทำไมเราไม่เห็นมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่นบ้างเลยนะ

อัศวินเลยอยากจะถามเพื่อนๆกันครับว่าเราเคยรู้สึกอย่างที่อัศวินเล่ามาไหม? หากกำลังรู้สึกแบบที่อัศวินคิดเนี่ยแปลว่าตัวเองกำลังเข้าสู่วิกฤติวัยกลางคน หรือ Midlife Crisis กันแล้ว ซึ่งภาวะนี้เราสังเกตตัวเองกันได้ตาม Checklist ดังนี้ครับ

  • รู้สึกเบื่อกับชีวิต รู้สึกว่าเราไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรอย่างที่หวังไว้ ชีวิตไม่มีความหมาย
  • เห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเพราะอายุมากขึ้นแล้วรับไม่ได้ อยากกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
  • อยู่ๆก็ตัดสินใจทำอะไรแบบไม่คาดคิดอยู่ประจำ เช่น การตัดสินใจซื้อของ อยากได้ก็ซื้อเลย
  • เริ่มสับสนกับชีวิต กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไม่รู้จะถึงเป้าหมายเมื่อไหร่

ซึ่งถ้าหากเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองก็อาจจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปได้ทันที เช่น อยู่ ๆ ขอเลิกกับแฟนเพราะอยากจะไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ อยากมีความสัมพันธ์ใหม่ ๆ กับคนที่อายุน้อยกว่าจะได้รู้สึกกลับไปสู่วัยสดใสอีกครั้ง

รวมถึงพยามแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเองด้วยการทุ่มซื้ออาหารเสริม ซื้อคอร์สเสริมความงามต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองยังคงดูดี และอายุน้อยลง บางคนก็อาจลงทุนเพื่อจะโชว์ความสำเร็จที่จับต้องกับเขาได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถหรู นาฬิกาแบรนด์ดังกระเป๋าสตางค์ราคาแพง ๆ

พอเป็นแบบนี้เพื่อน ๆ ก็คงคาดเดาเหมือนอัศวินได้ใช่ไหมครับว่า ปัญหาที่จะตามเรามาก็คือปัญหาทางการเงินที่เราอาจจะสร้างขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด มันเกิดจากอารมณ์ล้วน ๆ จากความเปลี่ยนแปลงของชีวิตในช่วงวัยกลางคนนี่แหละ ทีนี้เราจะวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรและทำอย่างไรไม่ให้กระทบเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของเรา

1. ลองหาความสำเร็จใหม่ๆ ใกล้ๆ ตัว

อัศวินคิดว่าความสำเร็จในชีวิตของเรานั้น มันไม่ได้มีแค่เรื่องการงานและการเงินเพียงอย่างเดียว เราสามารถสร้างสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ใกล้ตัวให้เป็นความสำเร็จได้เช่นกัน ลองนำสิ่งที่ตัวเองสนใจและสิ่งที่ตัวเองชอบมาทำกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกต่าง ๆ เช่น การเข้าครัวทำอาหารเมนูใหม่ ๆ การสร้างงานศิลปะต่าง ๆ และการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน ความสำเร็จเล็ก ๆ แบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้นนะ

2. อย่าไปเปรียบเทียบชีวิตเรากับคนอื่น

อัศวินคิดว่าชีวิตของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน มีความถนัดและความเก่งในเรื่องที่ต่างกันอยู่แล้ว การไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอาจจะทำให้เราเครียดเปล่า ๆ แต่ลองหามุมมองที่เป็นแง่ดีของเรากันดูนะครับว่า ในวันนี้เราได้ทำอะไรสำเร็จมากกว่าเมื่อวานในเรื่องอะไรบ้าง อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การพาคนในครอบครัวออกไปเที่ยวนอกบ้าน การได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขจากสิ่งที่เราทำนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าในทุก ๆ วันได้เหมือนกันครับ

3. อย่าให้อารมณ์มาพาเราใช้เงิน

อย่างที่อัศวินเล่าให้ฟังในตอนต้นว่า ในช่วงภาวะวัยกลางคนหลายๆคนอาจจะใช้อารมณ์ไปกับการซื้อของต่าง ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จที่จับต้องได้ เพราะฉะนั้นแล้วก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออะไรต้องกลับมาถามตัวเองเสมอ ๆ นะครับว่า “เรากำลังซื้อเพราะความจำเป็น หรือ เราแค่อยากได้สิ่งนั้น” และอย่าลืมวางแผนการเงินในทุก ๆ เรื่องนะครับ เรายังต้องมีชีวิตอีกยาวนาน เพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีความสุข

4. ให้ความสำคัญเรื่องการวางแผนสุขภาพและเป้าหมายทางการเงิน

ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ในช่วงวัยนี้ก็เป็นช่วงที่เราจะต้องพบความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่องสุขภาพ ที่เราจะรู้สึกว่า ร่างกายเราแก่ขึ้น ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเมื่อก่อน ก็ต้องดูแลตัวเอง ทั้งในเรื่องการกินและการออกกำลังกาย อีกทั้งในวัยนี้เราจะต้องสร้างหลักประกันของตัวเองให้มั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เราไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเป้าหมายทางการเงินของครอบครัว หรือ เป้าหมายเก็บเงินเพื่อยามเกษียณ อย่าลืมนะครับว่าการเงินและสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ของชีวิตเลยล่ะ

การวางแผนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่สำคัญ พอ ๆ กับการวางแผนดูแลอนาคตของตัวเองนะครับ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ ด้วย iLink ประกันไฮบริด จากกรุงไทย-เเอกซ่า ประกันชีวิตบทบาทใหม่ของประกันชีวิตควบการลงทุน ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจ หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ เหนือกว่าด้วยจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า* ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต และแนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง พร้อมความคุ้มครองสูงสุด 200% สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21 ได้เลยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

มีหนึ่งหมื่นเป็นเจ้าของโรงแรมหรูได้กับ GROREIT

หากนึกถึงกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากและไม่ใช่ว่าใครก็เป็นเจ้าของได้ “โรงแรม” ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ติดอยู่ในรายการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ยิ่งโรงแรมใหญ่ ๆ ที่มีห้องพักหลักร้อยห้อง เงินลงทุนที่ใช้ ก็ยิ่งต้องสูงเป็นหลักหลายร้อยหรือหลายพันล้านบาท เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อเสียงของแบรนด์โรงแรมกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ถึงระดับนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะเลียนแบบได้

ธุรกิจโรงแรมอาจเป็นสิ่งที่คนธรรมดาดูเข้าไปมีส่วนร่วมได้ยากจากข้อจำกัดทั้งหลายที่กล่าวมา แต่ทุกวันนี้ โลกการเงินที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้คนธรรมดาสามารถเป็นเจ้าของโรงแรมที่ชอบได้ผ่านการลงทุนในสิ่งที่เรียกว่ากอง REIT

และตอนนี้ GROREIT หรือ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โอสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน” ก็เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังอย่าง Royal Orchid Sheraton แล้ว

REIT (Real Estate Investment Trust) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นำมาขายหรือให้เช่าแก่กองทรัสต์ และให้นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาซื้อกองทรัสต์ได้

ในกรณีของ GROREIT ก็คือการที่ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่เดิมเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในโรงแรม Royal Orchid Sheraton ได้ขายสินทรัพย์นี้เข้ากอง GROREIT จากนั้นกอง GROREIT ก็จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาลงทุน

แต่บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก็ไม่ได้เพียงขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นทางบริษัทก็จะเป็นผู้เช่าสินทรัพย์นี้เพื่อใช้ประกอบธุรกิจต่อ และจ่ายค่าเช่าสินทรัพย์เป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนนั่นเอง

สำหรับสินทรัพย์ที่จะถูกขายเข้า GROREIT ก็คือโรงแรม Royal Orchid Sheraton โรงแรมคุณภาพอันดับต้น ๆ ด้วยเนื้อที่โรงแรมกว่า 5 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามกับศูนย์การค้าไอคอนสยาม เป็นอาคาร 28 ชั้นที่ประกอบด้วยห้องพัก 726 ห้อง และห้องประชุมอีกถึงกว่า 22 ห้องเลยทีเดียวซึ่งนับเฉพาะที่ดินอย่างเดียวก็มีมูลค่ามหาศาลกว่า 3,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากผู้ประเมิน Knight Frank ณ 5 ก.พ. 2564) จากราคาที่กองทรัสต์เข้าลงทุนไม่เกิน 4,500 ล้านบาท

โรงแรม Royal Orchid Sheraton เป็นโรงแรมที่ได้รับบริหารโครงการโดยผู้บริหารมืออาชีพในเครือ Marriott โรงแรมระดับโลกที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้ มีมาตรฐานดีมาอย่างยาวนาน นอกจากนั้น ด้วยการเดินทางที่สะดวกทั้งทางรถ ทางเรือ หรือรถไฟฟ้า ประกอบกับมีวิวทิวทัศน์เป็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ Royal Orchid Sheraton เป็นโรงแรมอันดับต้น ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักเลือกใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ปีที่ง่ายสำหรับธุรกิจโรงแรม เพราะ COVID-19 ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้แต่โรงแรม Royal Orchid Sheraton ที่มีรายได้กว่าปีละ 1 พันล้านบาท ก็ยังมีรายได้ที่ลดลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

งบการเงินโรงแรม Royal Orchid Sheraton

แน่นอนว่าในปี 2563 ไม่ใช่ปีที่ดีนัก อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่ารายได้ของโรงแรมก็ไม่ได้ลดหายไปแบบ 100% เพราะนักท่องเที่ยวในประเทศที่มีศักยภาพก็ยังมีอยู่ สุดท้ายแล้วถ้าภาคการท่องเที่ยวฟื้นกลับมา โรงแรม Royal Orchid Sheraton ก็สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

แม้ว่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะยังไม่กลับมา แต่สำหรับผู้ที่สนใจกองทรัสต์ GROREIT ผู้ถือหน่วยทรัสต์จะรับผลตอบแทนโดยรวมประมาณ 8% ต่อปี (IRR) เมื่อเจ้าของเดิมซื้อคืนในปีที่ 3,4 หรือ 5

ไม่มีใครรู้ว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดประเทศและการท่องเที่ยวจะกลับมาเมื่อไร แต่สำหรับผู้ที่ถือหน่วยทรัสต์ GROREIT จะได้รับผลตอบแทนที่มาจากค่าเช่าสินทรัพย์ต่อปีประมาณ 6% อย่างต่อเนื่อง

โดยปกติแล้ว กอง REIT จะเป็นการขายแบบ freehold (กรรมสิทธิ์) หรือ leasehold (ให้เช่าระยะยาว) ซึ่งนักลงทุนที่ถือหน่วยทรัสต์เหล่านี้อยู่ ก็จะได้รับผลตอบแทนตามที่กอง REIT ได้ประกาศเอาไว้เมื่อตอนเสนอขาย หากผู้ถือหน่วยทรัสต์ต้องการขาย สามารถขายได้ผ่านตลาดรอง (ในที่นี้คือซื้อขายผ่านตลาดหุ้นได้เลย) แต่ต้องรับผลจากราคาที่ขึ้นลงในแต่ละวัน

แต่สำหรับกองทรัสต์ GROREIT ที่เป็นทรัสต์แบบซื้อคืน ความแตกต่างสำคัญคือ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะมีการซื้อสินทรัพย์กลับในปีที่ 3 4 หรือปีที่ 5 นับจากวันที่ขายสินทรัพย์เข้ากอง GROREIT หรือ มีระยะเวลาที่ไม่เกิน 5 ปี

นอกจากนั้นบริษัทยังจะซื้อสินทรัพย์คืนในราคาที่สูงกว่าเสนอขายไปตอนแรก โดยโรงแรม Royal Orchid Sheraton จะถูกขายเข้ากอง GROREIT ในราคา 4,498 ล้านบาท แต่เมื่อบริษัทมาซื้อสินทรัพย์กลับไปในปีที่ 3, 4 หรือ 5 จะต้องซื้อกลับคืนในราคา 4,703 ล้านบาท, 4,783 ล้านบาท, และ 4,873 ล้านบาทตามลำดับ ทำให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้รับผลตอบแทนรวมต่อปี 8% ในการลงทุนช่วง Covid-19 นี้ เป็นไปได้อย่างแน่นอน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ภายในเวลา 5 ปีนับจากเสนอขาย บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะต้องซื้อสินทรัพย์คืนจากกอง GROREIT และผู้ถือหน่วยทรัสต์ก็จะได้กำไรจากทั้งสองอย่าง คือราคาซื้อคืนที่สูงกว่าราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์ตอนแรก และผลตอบแทนรายปีระหว่างการถือหน่วยทรัสต์อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจทรัสต์เพื่อการลงทุน GROREIT สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.one-asset.com หรือ 02-659-8888 กด 1 หรือตัวแทนจัดจำหน่ายของบลจ.วรรณทั่วประเทศ

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

ใครว่า LGBTQI+ จะวางแผนชีวิตคู่ไม่ได้? “เจนเนอราลี่” พร้อมดูแลทุกรูปแบบความรัก

แม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างจะเปิดกว้างให้กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) แต่การยอมรับในเชิงของกฎหมายนั้น ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคอยู่หลายประการ อย่างเรื่องการผลักดันให้เกิด “พระราชบัญญัติคู่ชีวิต หรือ พ.ร.บ.คู่ชีวิต” ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการส่งเสริมสิทธิให้กลุ่ม LGBTQI+ ให้เกิดความเท่าเทียมเช่นเดียวกับชายหญิงทั่วไป

แต่คำว่า “คู่ชีวิต” กลับเป็นคำที่ไม่ได้ถูกบัญญัติอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ จึงทำให้กลุ่ม LGBTQI+ ยังคงไม่สามารถใช้สิทธิพิเศษจากคู่รักได้เหมือนคู่รักชายหญิง เช่น การใช้นามสกุลร่วมกัน การเซ็นยินยอมต่าง ๆ เช่น การรับการรักษาพยาบาล การจัดการทรัพย์สินมรดก การลดหย่อนภาษี การรับบุตรบุญธรรม รวมถึงการได้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสิทธิของทายาท แม้ไม่ได้ระบุชื่อไว้ก็ตาม

ในปัจจุบันหลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้า LGBTQI+ เพิ่มมากขึ้น รวมถึง “เจนเนอราลี่” ก็เป็นอีกองค์กรที่ยอมรับความแตกต่างและสนับสนุนการอยู่ร่วมกัน (Diversity & Inclusion) อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้งในเดือน Pride Month เป็นเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงและความเท่าเทียมอย่างแท้จริงในสังคม ทั้งให้ความเท่าเทียมทางเพศในการทำงานร่วมกัน รวมถึงการจัดกิจกรรมที่สนับสนุนความหลากหลายทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ทางบริษัทได้ยืนหยัดเพื่อคู่รักกลุ่ม LGBTQI+ เป็นเจ้าแรก ๆ ในตลาดที่เปิดกว้าง พร้อมดูแลทุกเฉดสีของความรักในทุกช่วงเวลาของชีวิต นำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศมาตั้งแต่ปี 2017 ผ่านแคมเปญ “Gen Love Wins : Insurance for All เพราะความรักชนะทุกสิ่ง” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกรูปแบบความรักสำหรับคู่ชีวิต LGBTQI+ เพื่อการวางแผนสร้างหลักประกันความคุ้มครองตลอดชีวิต รายละเอียดเป็นอย่างไรไปดูกัน

กรมธรรม์ประกันของเจนเนอราลี่ ออกแบบมาเพื่อทุกคนบนพื้นฐานของความหลากหลาย และสำหรับชาว LGBTQI+ ก็สามารถเป็น “ผู้รับผลประโยชน์” สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ โดยระบุ “ผู้รับผลประโยชน์” ว่าเป็น “คู่ชีวิต” ได้อย่างเท่าเทียม ผ่านแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองและส่งเสริมการวางแผนชีวิตคู่ ซึ่งครอบคลุมทั้งแบบประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันสะสมทรัพย์ เพื่อให้คู่รัก LGBTQI+ สามารถวางแผนสร้างหลักประกันความคุ้มครองที่มั่นคงกันไปตลอดทั้งชีวิต

และต้องอยู่อาศัยด้วยกันอย่างน้อย 2 ปี และเพียงมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นคู่ชีวิต เช่น ภาพถ่ายในโซเชียลมีเดีย ภาพถ่ายการสมรส หลักฐานการซื้อหรืออยู่บ้านเดียวกัน หลักฐานการทำธุรกิจร่วมกัน ทะเบียนสมรส (กรณีจดทะเบียนในต่างประเทศ) เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็สามารถดูแลกันและกันได้ ไม่ว่าความรักของคุณจะอยู่ในเฉดสีไหนก็ตาม

แม้ว่าคู่รัก LGBTQI+ จะยังไม่ได้รับการรับรอง 100% ในเชิงกฎหมายไทย แต่เจนเนอราลี่ก็พร้อมเปิดกว้างให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ สามารถวางแผนชีวิตร่วมกัน มอบความคุ้มครองทั้งชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม รวมถึงสนับสนุนให้ทุกคนสร้างความรักและสร้างชีวิตคู่ให้มั่นคงเช่นเดียวกันกับคู่สามีภรรยาทั่วไป

เพราะความรักชนะทุกสิ่ง aomMONEY จึงเห็นด้วยทั้งใจว่าทุกความรักล้วนต้องการการปกป้องเสมอ แคมเปญ “Gen Love Wins : Insurance for All” จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญสู่ความเสมอภาคของวงการประกันไทยเพื่อสิทธิของ LGBTQI+ อย่างแท้จริง และไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ชีวิตในเฉดสีไหน ก็สามารถวางแผนเพื่อมีชีวิตที่มั่นคงได้อย่างเท่าเทียมกัน

รู้จักกับเจนเนอราลี่ และดูรายละเอียดแผนประกันเพิ่มเติมได้ที่ https://generali.co.th/our-product/ หรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1394 หรือสอบถามกับตัวแทนประกันบริษัทฯ

บทความนี้เป็น Advertorial

วิกฤติแบบนี้เดือดร้อนเรื่องเงินเมื่อไหร่ จะหันไปพึ่งใครดี? By “Dolfin Money | KBank”

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิดแบบนี้มาเกือบ 2 ปี คิดว่าทุกคนต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ที่ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็เจอปัญหาแตกต่างกันไป อย่าง “มนุษย์เงินเดือน” ที่ถูกเลิกจ้างหรือพักงาน ทำให้สูญเสียรายได้ประจำที่มีอยู่ จนอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ยิ่งบางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ช่วงโควิดที่ต้องอยู่บ้านแบบนี้ก็มีค่าใช้จ่ายที่วางแผนยากขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันตัวเองและครอบครัว อย่างการซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ รวมถึงประกันสุขภาพและค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน

ส่วน “ฟรีแลนซ์” ก็ต้องเจอปัญหางานหดหาย เงินออกล่าช้ากว่าเดิม บางทีก็ขอชะลองานไว้ก่อน ทำให้วางแผนการเงินลำบาก หรือบางคนอาจจะไม่มีงานเลยตลอดทั้งเดือน หรือสำหรับ “เจ้าของกิจการ เงินทุนคือเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงธุรกิจ แต่ถ้าไม่มีลูกค้า เงินสดไม่เข้า แล้วเงินทุนของเราจะมาจากไหนล่ะครับ?

เห็นมั้ยว่าวิกฤติครั้งนี้ทำให้ชีวิตของทุกคนต้องสะดุด แต่ถ้าจะให้หันหน้าไปยืมคนใกล้ตัว เพื่อน คนรู้จัก ก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เพราะทุกคนก็กำลังสู้กันหมด หรือบางคนถึงขั้นหาทางออกด้วยการพึ่งเงินกู้นอกระบบ แม้ดอกเบี้ยจะสูงลิบ แต่ก็ปล่อยกู้ได้ง่ายกว่า ในระยะแรกอาจจะพอจ่ายคืนรายวันได้ แต่นาน ๆ ไปก็เริ่มขาดสภาพคล่อง แถมหนี้บางส่วนที่จ่ายคืนไป ก็แทบจะไม่ได้ลดเงินต้นเลย เข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบไม่มีที่สิ้นสุด แบบไม่ทันตั้งตัว

จะดีกว่าไหม? ถ้าเรามีคนที่พร้อมช่วยเราในเรื่องการเงินอย่างเต็มใจ มีสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้ว ไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร ไม่ต้องใช้เอกสารเยอะ อนุมัติไวตอบโจทย์การใช้เงินจำเป็นเร่งด่วน ที่มากู้สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเงิน อย่าง “Dolfin Money | Kbank” ฮีโร่การเงินตัวจริงที่พร้อมช่วยเราได้ทันใจ อนุมัติภายใน    5 นาที* ก็นำไปใช้เบิกถอนจ่ายได้ทันที

Dolfin Money | KBank คืออะไร?

Dolfin Money | KBank คือวงเงินหมุนเวียนส่วนบุคคลบนแอปพลิเคชันดอลฟิน ร่วมกับ KBank ที่สร้างประสบการณ์ขอสินเชื่อที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมเพียงแค่คลิกสมัครผ่านแอปฯ จะอยู่ที่ไหน เวลาไหน ก็ขอสินเชื่อได้สะดวก ไม่ต้องไปธนาคาร อนุมัติไวใน 5 นาที พร้อมใช้ได้ทันที ฟรีทุกค่าธรรมเนียมทั้งการเบิกเงินเข้าบัญชี หรือใช้จ่าย ณ ร้านค้าต่าง ๆ ที่รับชำระด้วยดอลฟิน วอลเล็ท แถมสะดวกสบายเพราะไม่ต้องพกบัตร และสามารถแบ่งจ่ายชำระได้เบา ๆ นานสุด 36 เดือน เพื่อช่วยเหลือคนที่ต้องการสภาพคล่อง หรือต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญถ้าไม่ได้ใช้วงเงินก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย สมัครไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันก็มีวงเงินพร้อมใช้ได้เลย

จุดเด่นที่ทำให้ Dolfin Money | Kbank เป็นฮีโร่ทางการเงิน

1. อยู่ที่ไหนก็สมัครได้ แค่ผ่านแอปฯ

ช่วงโควิดแบบนี้ออกจากบ้านก็กังวล เดินทางไปไหนก็เสี่ยง สมัครสินเชื่อผ่านแอปฯ ดอลฟินได้เลยครับ ง่ายครบจบในแอปฯ เดียว มีความปลอดภัยสูงมาตรฐานเดียวกับธนาคารชั้นนำของประเทศไทย โดยมีคุณสมบัติเพียง 4 ข้อนี้ก็สามารถสมัครได้เลย

  • อายุระหว่าง 21-70 ปี
  • สัญชาติไทย
  • มีแอปฯ ดอลฟิน ที่สมัครใช้งานและยืนยันตัวตนสำเร็จเรียบร้อย

(ดูวิธีสมัครได้ที่ bit.ly/Dolfin_Wallet_aomMONEY)

  • มีแอปฯ K PLUS พร้อมลงทะเบียนใช้งานบนมือถือ ที่ทำการสมัครใช้บริการ Dolfin Money

(ดูวิธีสมัครได้ที่ bit.ly/KPLUS_aomMONEY)

2. ไม่ต้องมีเอกสารก็สมัครได้ แถมอนุมัติไวภายใน นาที!

บอกลาการขอสินเชื่อแบบเดิม ๆ ที่ต้องรออนุมัตินานไปได้เลย เพราะ Dolfin Money | KBank อนุมัติไวทันใจภายใน 5 นาทีเท่านั้น และไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้เพิ่มเติม สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนผ่านธนาคารกสิกรไทย หรือลูกค้าที่มีรายการเดินบัญชีย้อนหลังผ่านธนาคารกสิกรไทย ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่ง Dolfin Money | KBank จะมีวงเงินอนุมัติสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยพิจารณาจากรายได้และความสามารถในการชำระหนี้

  • ถ้ามีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
  • ถ้ามีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้

3. เบิกถอนเงินสดหรือใช้จ่ายได้ทันทีหลังอนุมัติ

เมื่อสินเชื่อได้รับการอนุมัติแล้ว วงเงินจะถูกโอนเข้ามาที่แอปฯ Dolfin พร้อมกับข้อความแจ้งเตือน ซึ่งเราสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที ฟรีไม่มีทุกค่าธรรมเนียม

ถ้าต้องการใช้เงินสด

สามารถถอนเงินสดจากวงเงินสินเชื่อ โดยไม่ต้องใช้บัตรที่ตู้ K-ATM ผ่าน K PLUS ตลอด 24 ชม.

ถ้าต้องการโอนเข้าบัญชี

สามารถโอนวงเงินสินเชื่อเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ จากแอปฯ Dolfinได้ง่าย ๆ 

ถ้าต้องการใช้ซื้อของ/จ่ายบิล

สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการบนร้านค้าออนไลน์ที่รับบัตร Union Pay หรือใช้จ่าย ณ ร้านค้าชั้นนำที่รับชำระ Dolfin Wallet กว่า 30,000 จุดทั่วประเทศ รวมไปถึงเติมเงินเข้าวอลเล็ท และใช้จ่ายกับร้านค้าที่รับพร้อมเพย์กว่า 4 ล้านจุดทั่วประเทศได้เช่นเดียวกัน ถ้าต้องการจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์ ก็สามารถใช้วงเงิน Dolfin Money | KBank จ่ายได้ด้วยเหมือนกัน ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสด

4. ผ่อนจ่ายได้สูงสุด 36 เดือน

ถ้ามีการใช้จ่ายด้วยวงเงิน Dolfin Money | KBank มากกว่า 1,000 บาท ก็สามารถแปลงให้เป็นยอดผ่อนเบา ๆ ได้กับบริการ ‘แบ่งจ่าย สบายใจ’ ได้สูงสุดถึง 36 เดือน ไม่ต้องรับภาระผ่อนรายเดือนมากเกินไป ดอกเบี้ยก็คำนวณมาให้ครบเรียบร้อย จึงสามารถวางแผนการเงินได้ล่วงหน้า

5.ไม่ใช้วงเงินไม่เสียดอกเบี้ย

Dolfin Money | KBank เป็นสินเชื่อพร้อมใช้ที่สามารถสมัครไว้ก่อน และเมื่ออนุมัติแล้วก็มีวงเงินเก็บสำรองไว้ให้อุ่นใจก่อนได้ครับ ซึ่งถ้าเรายังไม่ใช้วงเงินตรงนี้ ก็จะไม่เสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ 

เหตุผลที่ควรมีวงเงิน Dolfin Money | KBank

บางครั้งเราก็มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงินก้อน หากเงินสำรองที่เรามีอยู่ไม่เพียงพอ บริการสินเชื่อก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ครับ ทำให้เรามีเงินหมุนใช้จ่ายไปก่อน โดยอัตราการคิดดอกเบี้ยก็เป็นไปข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย สูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี หรือคิดเฉลี่ยดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 2% นิด ๆ ซึ่งต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบเกือบ 10 เท่า ที่เจอบ่อย ๆ ก็จะคิดดอกเบี้ยอยู่ที่ 20-30% ต่อเดือน

ข้อควรระมัดระวัง

อยากให้คำนึงไว้เสมอว่า สินเชื่อส่วนบุคคล คือวงเงินที่เราขอกู้ยืมมาเพื่อ “กรณีฉุกเฉิน” ครับ ดังนั้นวงเงินนี้ต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นจริง ๆ เช่น จ่ายค่ารักษาพยาบาล ซ่อมรถเสียแบบฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำรงชีวิต ไม่ควรนำวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลไปช้อปปิ้งหรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก aomMONEY

ใครที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ยังไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ทาง Dolfin Money | KBank ก็พร้อมช่วยเหลือและพร้อมเป็นฮีโร่ทางการเงินที่เข้าใจทุกสถานการณ์เสมอ หรือถ้าใครอยากมีวงเงินพร้อมใช้ติดกระเป๋าไว้เพื่อความอุ่นใจก็ได้เช่นกัน สามารถดูรายละเอียดและขั้นตอนการสมัครง่าย ๆ ได้ที่ https://dolfin.onelink.me/V4sP/DolfinMoneyaomMoney หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้า Dolfin โทร.02-255-5959, 02-888-8888 ต่อ 814

บทความนี้เป็น Advertorial

บริหารสุขภาพจิตอย่างไรให้ได้ผลดีทั้งงานและเงินในช่วง Covid-19

อัศวินคงไม่ปฏิเสธนะว่าตั้งแต่เกิดโควิดขึ้นมาจนมาถึงวันนี้ เชื่อว่าใครหลายคนก็คงจะเหน็ดเหนื่อยและเต็มไปด้วยความกังวลทั้งเรื่องงานและเรื่องเงิน จนส่งผลกระทบสู่สุขภาพจิตกันแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง บางคนรู้สึกตัวอีกทีก็จากการถูกทักว่าดูผอมโทรมลงไปหรือไม่ก็คุณภาพงานที่ทำนั้นต่ำกว่ามาตรฐาน นี่จึงเป็นที่มาที่อัศวินอยากชวนทุกคนมาบริหารสุขภาพจิตให้ดีขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องเงินกันด้วยวิธีคิดและวิธีทำ 4 แบบที่ทุกคนทำได้แน่นอน

1. การจดบันทึกเพื่อเช็คอารมณ์และความคิดของตัวเองผ่าน Morning Page

เวลาในยามเช้าเป็นเวลาแสนสำคัญเพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของวันใหม่ และการจะเริ่มต้นให้วันนี้เป็นวันที่ดีก็หนีไม่พ้นการบริหารความคิดและอารมณ์ของตัวเองให้มั่นคงก่อนต้องออกไปเผชิญปัญหามากมายในการทำงานนั่นเอง โดยหนึ่งในวิธีที่อัศวินจะมาแนะนำก็คือ Morning Page หรือการเขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกนึกคิดหลังตื่นนอนทันที

ซึ่งวิธีนี้มาจากคุณ Julia Cameron โดยเธอมีอาชีพเป็นศิลปินและได้ถ่ายทอดวิธีนี้ผ่านหนังสือ The Artist’s Way นั่นเอง ซึ่งหลังจากที่คุณ Julia ได้ทดลองทำการเขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกแล้วก็พบว่า วิธีนี้ได้ช่วยระบายสิ่งที่เธออัดอั้นอยู่ในความคิดได้ดี และทำให้เกิด Unlock Creativity และเกิด Flow State ในการทำงานได้เป็นอย่างดี และเธอก็ยังแนะนำอีกด้วยว่าควรที่จะลองตื่นขึ้นมาเขียนทุกวัน และหลังจากนั้นสัก 3-4 วัน ค่อยเปิดกลับไปอ่านเพื่อพิจารณาความรู้สึกนึกคิดของตัวเองทีนึงก็เป็นการพัฒนาตัวเองอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน 

2. การทำบันทึกรายรับรายจ่าย ช่วยดูภาพรวมทั้งข้าวของที่ซื้อมาและค่าใช้จ่าย

เมื่ออารมณ์นิ่งจากการทำ Morning Page รายการต่อไปที่อัศวินอยากจะแนะนำและคิดว่าทุกคนต้องทำเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการทำบันทึกรายรับรายจ่ายที่เสมือนเป็นคัมภีร์ทำนายอนาคตการเงินของเราได้เลยว่าจะรุ่งหรือจะร่วง

แม้หลายคนอาจสะดวกจดมือหรือทำผ่านโปรแกรมแอพพลิเคชั่นใดๆ ก็ได้ แต่ขอให้ทำ แถมยิ่งใส่รายละเอียดไปด้วยจะยิ่งดี เพราะบันทึกรายรับรายจ่ายนี้นอกเหนือจากเรื่องตัวเลขแล้ว ยังสามารถบอกภาพรวมพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราทั้งเรื่องกิน อยู่ และเที่ยวได้ และจากข้อมูลทั้งหมดสามารถสะท้อนรายละเอียดต่อเรื่องสุขภาพของในวันข้างหน้าของเราได้ด้วย เห็นไหมว่าบัญชีรายรับรายจ่ายมีดีมากกว่าที่เราคิดจริงๆ นะ 

3. การหัดคิด Worst Case Scenario เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านงานและเงิน

เมื่อบริหารอารมณ์กับแผนการเงินเริ่มนิ่งขึ้นแล้ว การจัดการความเสี่ยงที่จะไม่ให้กระทบกับชีวิตเราอีกวิธีหนึ่งที่อัศวินอยากแนะนำมากๆ ก็คือเทคนิคการหัดคิด Worst Case Scenario หรือให้คิดถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดที่มีโอกาสเกิดขึ้นในชีวิตเรา

หลายคนบอกว่านี่มันคือการคิดลบ (Negative Thinking) ไปหรือเปล่า จริงๆ ก็ไม่เชิง แต่วัตถุประสงค์จริงๆ คือการบริหารความเสี่ยงกับความไม่แน่นอนในอนาคต เช่น หากวันนี้เราตกงานขึ้นมาเงินจะพอใช้หรือเปล่า หรือหากวันนี้คนในครอบครัวป่วยหนักและต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เรามีเพียงพอที่จะช่วยเหลือไหม หรือแม้แต่คำถามในอนาคตว่า ถ้าเราเป็นโสดตลอดชีวิต! เราจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรให้อยู่อย่างมีความสุขในบั้นปลาย 

การตั้งคำถามในแบบที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนก็จะช่วยอุดช่องว่างของความเสี่ยงด้วยการคิดแผนมารองรับต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ตกใจจนเกินไป หากใครที่ยังไม่เคยใช้วิธีนี้อัศวินขอแนะนำให้ลองตั้งคำถามที่ไม่เคยคิดไว้สักครั้งแล้วเราจะรู้ว่ามีหลายอย่างบนโลกนี้ที่เป็นไปได้และเราก็ไม่ควรประมาทจริงๆ 

4. การบริหารความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง

บริหารแผนการเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้นทั้ง 3 ข้อแล้วทั้งเรื่องของอารมณ์ การเงิน และความเสี่ยง ข้อสุดท้ายแม้อ่านแล้วดูเป็นเรื่องพื้นฐานแต่อยากบอกว่าสำคัญมากๆ นั่นก็คือการบริหารความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง

ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการวิจัยเกี่ยวกับความสุขในชีวิตของมนุษย์มาแล้วจากคุณ โจนาธาน เฮดต์ ศาสตราจาร์ยด้านจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเขาได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า The Happyness Hypothesis และพบว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวหรือคนที่เรารักคือปัจจัยสำคัญของการมีความสุขในชีวิต แน่นอนว่าการบริหารความสัมพันธ์ที่ดีย่อมส่งผลให้เกิดสุขภาพจิตที่ดี รวมถึงมิติด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังใจในการทำงาน และคุณค่าของการใช้ชีวิตอยู่ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โควิดในเวลานี้ 

แม้เราจะบริหารสุขภาพจิตได้ดีแล้วจากคำแนะนำของอัศวิน แต่สุดท้ายอัศวินคิดว่าเราก็สามารถป้องกันความเสี่ยงอีกทางหนึ่งด้วยประกันสุขภาพ iHealthy จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมทุกความต้องของสุภาพ และยังคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ซึ่งหากใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ihealthy-cs-121

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save