สรุปธุรกิจและเจาะงบ ALLY

สินทรัพย์ที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ คือ ALLY หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อัลไล อีกหนึ่งกองทรัสต์ที่มีความน่าสนใจและมีสินทรัพย์ในครอบครองที่ใครหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักกันดี

ก่อนอื่นต้องอธิบายการทำงานของทรัสต์ให้เข้าใจก่อน ทรัสต์ก็มีลักษณะคล้ายกองทุนรวม แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยทรัสต์จะมีการจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาบริหารสินทรัพย์ในเครือ กำไรมากกว่า 90% ก็จะส่งคืนให้ผู้ถือหน่วยผ่านทางเงินปันผล โดยกองทรัสต์ไม่เสียภาษี นอกจากนี้ ผู้ถือหน่วยทรัสต์อยู่ หากราคาทรัสต์ขึ้น ผู้ถือหน่วยก็ยังได้รับประโยชน์ในแง่ส่วนต่างกำไรหรือ Capital Gain ด้วย

ลองมาดูกันว่า สินทรัพย์ที่กองทรัสต์ ALLY (อัลไล)ถือมีรายชื่อดังต่อไปนี้

1. ศูนย์การค้าคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ หรือ CDC

2. ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล เอกมัย – รามอินทรา

3. ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์

4. ศูนย์การค้าอมอรินี่

5. ศูนย์การค้าแอมพาร์ค

6. ศูนย์การค้าเพลินนารี่ มอลล์

7. ศูนย์การค้าสัมมากร เพลส รามคำแหง

8. ศูนย์การค้าสัมมากร เพลส รังสิต

9. ศูนย์การค้าสัมมากร เพลส ราชพฤกษ์ 

10. ศูนย์การค้าเดอะซีน

และ โครงการล่าสุด คือ กาดฝรั่งที่เชียงใหม่

ความน่าสนใจของ ALLY คือ

1. ทรัพย์สินหลักของ ALLY จะเป็นศูนย์การค้าแบบเปิด หรือ Community Mall ทั้งหมด และรายได้มาจากค่าเช่า

2. ทำเลอยู่ในบริเวณกรุงเทพและปริมณฑลทั้งหมด

3. กลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูง เพราะมีกลุ่มดีมานด์ของการจับจ่ายใช้สอยอยู่ในทุกโครงการ

4. ห้างเปิดมีความปลอดภัยสูงกว่าโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID19

5. ลูกค้าเข้าถึงสะดวกกว่า จอดรถง่าย เดินถึงตัวร้านเป้าหมายได้เร็ว

6. ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงขายของจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน 

น้ำหนักของทรัพย์สินจากการประเมินมูลค่าครั้งล่าสุด

  • CDC มูลค่าประมาณ 3,700 ล้านบาท 
  • TC เอกมัย – รามอินทรา มูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท 
  • TC ราชพฤกษ์ มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท 
  • ส่วนทรัพย์อื่นมูลค่าประมาณ 200 – 700 ล้านบาท โดยมีมูลค่ารวมของมูลค่ายุติธรรมอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท

ภาพรวมของกลยุทธ์การเติบโต

เน้นกลยุทธ์แบบ Synergy Made Growth ที่เน้นการดูแลรักษาผู้เช่าอย่างดี และช่วยส่งเสริมการขาย เพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน ทำให้มีอัตราการเช่า Occupancy Rate สูงขึ้นมาถึง 94.4% อัตราการต่อสัญญาเช่าก็สูง อยู่ที่ 92.1% ค่าเช่าจากการต่อสัญญาก็ปรับตัวสูงขึ้นเกือบถึง 5%

จากข้อมูลอัตราการเช่าพื้นที่ของทรัพย์ในเครือ ALLY ก็น่าสนใจมาก เพราะตัว 3 ศูนย์การค้าหลัก คือ CDC , TC และ TCR มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 97.3% , 96.7% และ 96.4% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่สูงเป็นที่น่าพอใจมาก 

ส่วนสินทรัพย์อื่นจะอยู่ในกรอบ 80.0% ขึ้นไป ที่จะมีโดดเด่นอีกที่ก็คือ SRM ที่อัตราการเช่าสูงถึง 96.5% อมอรีนี่ มอลล์ 98.3%

ลองมาดูที่สัดส่วนผู้เช่ากันบ้าง โดยรวมจะแบ่งเป็น

  • ผู้เช่าหลักประมาณ 33%
  • ผู้เช่ารองประมาณ 63%

สัญญาทยอยหมดอายุในระยะสั้น กลาง ยาว ในจำนวนที่เท่าๆ กัน อย่างละ 1/3 ระยะน้อยกว่า 1 ปี ประมาณ 31% 1- 3 ปี และ 43% และยาวกว่า 3 ปีอีก 26% กลุ่มผู้เช่าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • ของตกแต่งบ้าน วัสดุเกี่ยวกับการแต่งบ้าน
  • ซุปเปอร์มาร์เก็ต
  • ความงาม และสุขภาพ
  • โรงหนัง

โดยจำนวนเปอร์เซ็นต์ไล่เลี่ยกัน ไม่ได้พึ่งพิงประเภทธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเป็นพิเศษนัก และมีฐานผู้เช่าแข็งแรง ปรับตัวได้เร็ว

ภาพรวมของไตรมาส 1 ปี 2564 ของ ALLY

ภาพรวมของ ALLY ยังมีศูนย์การค้าทั้งหมด 11 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และล่าสุดที่โครงการกาดฝรั่ง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้เข้าลงทุนไปเมื่อ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 146,775 ตารางเมตร และในช่วงวันที่ 2 – 22 มกราคม รัฐบาลได้ประกาศปิดให้บริการธุรกิจบางประเภทชั่วคราว เช่น ฟิตเนส เกม สถานที่นวด สนามเด็กเล่น สถานเสริมความงาม ส่งผลทำให้อัตราการเข้ามาที่ศูนย์การค้าอยู่ที่ 79% ของอัตราการในช่วงปรกติ

Key Factor ที่สำคัญสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564

1. อัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 94.4% เทียบ 92.8% ในไตรมาส 1 ปี 2563 และ 93.4% ในไตรมาส 4 ปี 2563 เรียกว่าดีขึ้นทั้ง year on year และ quarter on quarter ทำให้ปัจจุบันมี Occupancy Rate ขึ้นมาถึง 94.4% มีการเพิ่มร้านค้าแบรนด์ดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีการดูแลปรับปรุงศูนย์สม่ำเสมอ ให้ศูนย์ดูดี สะอาดปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้เช่าพื้นที่ และลูกค้า

2. มีการปรับค่าเช่าลดลงเล็กน้อย โดยลดลง 1% จากปีก่อน และลดลง 6% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2563 โดยค่าเช่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 518 บาท/ตารางเมตร แต่สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ ทาง ALLY จะลดเพิ่มให้เฉลี่ย 10.2% ค่าเช่าจะเหลือสุทธิอยู่ที่ 465 บาท/ตารางเมตร

3. รายได้รวม อยู่ที่ 331.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน มาจากอัตราการเช่าที่เพิ่มขึ้น แม้อัตราค่าเช่าลดลง และค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 31.0% จากไตรมาสก่อน เพราะมาจากมาตรการปรับลดภาษีโรงเรือนในไตรมาส 4 ปี 2563 แต่หากดูเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 จะเห็นว่ารายได้ลดลง 5.6% และค่าใช้จ่ายลดลง 4.9%

4. กำไรของไตรมาส 1 ปี 2564 โดยกำไรอยู่ที่ 141.39 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 4 ปี 2563 1.6% แต่ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2563 อยู่ 4.9% เหตุผลหลัก ๆ ก็คือไวรัสโควิดเริ่มมาระบาดหนักในไตรมาส 2 ปี 2563 นั่นเอง

5. ภาพรวมของสินทรัพย์ ณ สิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ 12,312 ล้านบาท หนี้สินอยู่ 3,893 ล้านบาท ตีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 8,419 ล้านบาท ในขณะที่หลักทรัพย์มีมูลค่าตามราคาตลาด Market Cap อยู่ตอนนี้เกือบ6,000 ล้านบาท

แผนการลงทุนของกอง ALLY

ALLY (อัลไล) สามารถขยายการลงทุนได้ในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์หลายประเภท โดยหลัก คือศูนย์การค้า นอกนั้นจะเป็นอาคารสำนักงาน ตลาด คลังสินค้า อาคารจอดรถ โดย มี Concept ในการลงทุน คือ 

1. เลือกสินทรัพย์ที่ดีในราคาที่ต่ำ 

2. ซื้อเข้ามาแล้ว สามารถปรับปรุง เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายได้ 

3. ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผู้ถือหน่วยได้

ปีนี้ ALLY (อัลไล) มีแผนการลงทุนเพิ่ม 3 แห่ง ซึ่งจะใช้เงินกู้ทั้งหมด แห่งแรกได้ลงทุนไปแล้ว คือโครงการกาดฝรั่ง ที่เชียงใหม่ อีก 2 แห่ง คือโครงการเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ และอาคาร mixed used ที่หัวลำโพง เป็นอาคารสำนักงาน กับพื้นที่ให้เช่า

เป้าหมายปีนี้ จะเพิ่มพื้นที่ให้เช่าเป็น 161,100 ตรม และ สินทรัพย์รวม 13,500 ล้านบาท 

สำหรับเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์รวมเป็น 30,000 ล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า และเป็น Independent REIT ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย สนับสนุน และรองรับด้วยระบบการบริหารทั้งทางด้านกอง REIT และการบริหารจัดการพื้นที่เช่า หรือ Property Management และการลงทุนเป็น Anchor Investor จาก KE Group และจะมีแผนการร่วมมือกับ Delivery Platform การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และลดค่าใช้จ่ายผ่านการบริหารแบบรวมศูนย์ได้

สรุป Key Take Away

1. ทรัสต์หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ผมแนะนำให้ใครหลายคนซื้ออยู่แล้วโดยเฉพาะคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ต้องการเงินปันผลเป็นหลัก ซึ่งกอง ALLY (อัลไล) จ่ายปันผลทุกไตรมาส ด้วยอัตราการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิ

2. ทรัสต์หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีทั้งการจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิ และการจ่ายเงินคืนทุน ดังนั้น นักลงทุนต้องลองไปศึกษาให้ดีว่าเราได้เงินตอบแทนมาจากส่วนไหนบ้าง แบ่งเป็นเงินปันผลกี่ % และเงินคืนทุนกี่ % เป็นต้น

สำหรับกอง ALLY (อัลไล) ไม่มีขาดทุนสะสม การจ่ายปันผลทั้งหมดจะอยู่ในรูปเงินปันผล ล่าสุดไตรมาสที่ 1 จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 9.84% คิดจากราคาตลาดที่ 6.10 บาท

3. ช่วงเวลาที่จะซื้อทรัสต์หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ดี คือการซื้อในช่วงที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิ แต่อย่าลืมว่าต้องเข้าใจธุรกิจ และเข้าใจความเสี่ยงของหลักทรัพย์แต่ละประเภทด้วยเช่นกัน ซึ่ง ALLY (อัลไล) ตอนนี้ซื้อขายที่ราคา 0.63 เท่าของราคาสินทรัพย์สุทธิเท่านั้น

สรุปโดยภาพรวม คือ ธุรกิจ Fundamental ดี ราคาซื้อขายของหุ้นอยู่ที่ 0.6 NAV. และ กอง ALLY มี %yield อยู่ที่ 9% แต่อุตสาหกรรมมี %yield โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4 – 5% เท่านั้น

ลงทุนศาสตร์บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ALLY ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการลงทุนในทรัสต์ให้มากขึ้น แต่ทุกข้อมูลที่เล่าไปเป็นความคิดเห็นของผมผ่านการอ่านรายงานประจำปีและงบการเงิน โดยทาง ALLY (อัลไล) ได้ให้อิสระในการเล่าอย่างเต็มที่

ส่วนใครสนใจ ALLY (อัลไล) เป็นพิเศษก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.allyreit.com หรือ https://www.facebook.com/REITally

บทความนี้เป็น Advertorial

บัตรเครดิตใหม่จาก ttb ที่จะให้คุณต่อยอดได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สุดในแวดวงสถาบันการเงินคงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่สองธนาคารชั้นนำ คือทีเอ็มบี และ ธนชาต ประกาศควบรวมกัน เป็น “ทีเอ็มบีธนชาต” หรือ “ทีทีบี (ttb) ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สู่เป้าหมายการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ด้วยแนวคิดแบบ Make REAL Change ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินของคนไทยที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

ล่าสุด ttb ได้มีการเปิดตัวบัตรเครดิตใหม่ ได้แก่ ttb reserve  infinite และ ttb reserve signature นับว่าเป็นครั้งแรกของการให้บริการบัตรเครดิตสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงของ ttb และยังยกระดับเอกสิทธิ์ขั้นสุดให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความสำเร็จต่อยอดได้ไม่มีที่สิ้นสุด” ที่จะช่วยบริหารความมั่งคั่ง ทั้งด้านการเงิน การลงทุนและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ลูกค้าได้ต่อยอดความมั่งคั่งแบบไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน บัตรใบใหม่นี้ดีอย่างไร วันนี้เราจึงขอนำเสนอให้ทุกคนได้รู้จักกัน

ก่อนอื่นขอพูดถึง ความพิเศษของ VISA Infinite และ VISA Signature?

บัตรเครดิตของ VISA แบ่งออกได้เป็น 5 ระดับ ได้แก่บัตร VISA ปกติ, VISA Gold, VISA Platinum, VISA Signature, และ VISA Infinite นั่นแปลว่าบัตรเครดิตทั้งสองแบบที่ ttb เพิ่งเปิดตัว เป็นบัตร VISA ใน 2 ระดับขั้นสูงสุด เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ และสิทธิประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้น ที่เหนือไปกว่านั้น ทาง ttb ก็มีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับผู้ถือบัตร ttb reserve อีกมากมาย จากความโดดเด่นของบัตรนี้ คือฟีเจอร์ที่ถูกออกแบบมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Earn Fast – Burn Smart” ด้วยการรับคะแนนสะสมพิเศษที่เร็วเหนือใคร และยังสามารถนำคะแนนไปแลกได้คุ้มค่ากว่าใคร ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน การลงทุน และไลฟ์สไตล์ ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เองตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ได้แก่

รับคะแนนสะสมเร็วกว่าใคร

  • รับคะแนนสะสมรายปีสูงถึง 180,000 คะแนน แม้ยังไม่ได้ใช้จ่ายผ่านบัตรแต่อย่างใด โดยจะได้ทุกปี ตามสัดส่วนยอดรวมผลิตภัณฑ์ที่มีกับธนาคาร 
  • เพิ่มคะแนนสะสมได้อย่างรวดเร็วทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร เพียง 10 บาท ได้รับ 1 คะแนน ใช้จ่ายออนไลน์และหมวดโรงพยาบาลรับเพิ่ม 2 เท่า หรือเทียบเท่ากับ 5 บาท ได้รับ 1 คะแนน ยิ่งไปกว่านั้นซื้อประกันชีวิต ยังได้รับเพิ่มสูงสุด 10 เท่า หรือเทียบเท่า 1 บาท ได้รับ 1 คะแนน 

แลกคะแนนได้คุ้มค่ากว่าใคร

  • ต่อยอดความมั่งคั่งทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นรับเครดิตเงินคืน 1,000 บาท เพียงใช้ 10,000 คะแนน หรือคุ้มค่ายิ่งขึ้นเมื่อแลกรับเป็นเงินลงทุนได้ถึง 1,200 บาท (สำหรับการซื้อกองทุนทุก 100,000 บาท) และยังแลกรับส่วนลด 20% เมื่อซื้อประกันวินาศภัย เพียงใช้คะแนนเท่ายอดเบี้ยประกัน 
  • คุ้มค่าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ให้ลูกค้าเลือกได้เองใช้ได้จริง ผ่านแค็ตตาล็อกพิเศษ โดยใช้คะแนนน้อยกว่ามูลค่าจริง และได้รับสิทธิพิเศษที่คุ้มค่ามากกว่า อาทิ ชุดตรวจสุขภาพ กรีนฟีสนามกอล์ฟ รถลีมูซีนรับ-ส่งสนามบิน ห้องรับรองภายในสนามบินทั่วโลก (Lounge Key) และอื่น ๆ อีกมากมาย 

นอกจากนี้ ยังรับสิทธิพิเศษที่มาพร้อมการใช้จ่ายผ่านบัตร อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน 2.5% เมื่อใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ไม่ว่าจะผ่านทางออนไลน์หรือเมื่อใช้ในต่างประเทศ รับส่วนลดสูงสุด 50% ในรูปแบบเครดิตเงินคืน จากร้านอาหาร Fine Dining ชั้นนำ รับส่วนลดจากสปาและโรงพยาบาลชั้นนำ เป็นต้น

อีกความพิเศษที่ ttb reserve มอบให้กับลูกค้าที่ถือบัตร คือ บริการที่ปรึกษาการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล โดยผู้เชี่ยวชาญ ที่จะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดและดูแลพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด ทำให้ลูกค้าไม่พลาดโอกาสการลงทุนที่สำคัญพร้อมทั้งให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมตามความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละราย

พร้อมกันนี้ยังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวผ่าน reserve line และ concierge service เสมือนเลขาส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน บริการให้ข้อมูลและทำการสำรองบริการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยว บริการช่วยเหลือฉุกเฉินภายในบ้าน เป็นต้น

คุณสมบัติในการสมัครบัตรเครดิต ttb reserve

  • ttb reserve infinite สำหรับผู้ที่มียอดรวมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป
  • ttb reserve signature สำหรับผู้ที่มียอดรวมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 5 – 30 ล้านบาท

บัตรเครดิต ttb reserve รูปแบบใหม่นี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นบัตรเดียวที่รวมทุก Privilege ที่ช่วยต่อยอดความมั่งคั่ง และความคุ้มค่าในทุก ๆ ด้านอย่างครบครัน เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญบัตรเครดิต ttb reserve ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริม และคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในตลาดบัตรเครดิต ที่ 7% (บัตรอื่นคิด 16% ต่อปี) ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.ttbbank.com/ttbreserve หรือโทร ttb reserve line 02 010 1428

บทความนี้เป็น Advertorial

พัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างไรในช่วง Covid-19

ไม่รู้ว่ามีเพื่อน ๆ คนไหนเป็นแบบนี้บ้างครับ เวลาที่เราต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ค่อยได้ออกไปไหนนาน ๆ เราจะมีความรู้สึกเบื่อหน่าย อาจจะเป็นเพราะการทำงานที่บ้านนั้น ทำให้เราพบเจอกับสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบอิสระที่ทำให้เราสามารถได้เห็นวิถีชีวิตและมุมมองใหม่ ๆ ที่จะเอามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานได้ พอเราเจอแต่ความจำเจในชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ในสมองก็จะถึงทางตัน อัศวินคิดว่าหากใครต้องการแก้ปัญหาเหล่านี้และอยากพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในช่วง Covid-19 ก็มีวิธีการดังนี้ครับ

1. ปรับเปลี่ยนชีวิตให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อให้ได้หยุดคิด

สำหรับเพื่อน ๆ ที่เอาจริงเอาจังกับงานตลอดเวลา พอตื่นเช้ามาก็เริ่มวางแผนการทำงาน และตั้งใจทำทุกอย่างออกมาให้เป๊ะที่สุดตามเวลาที่กำหนด ชีวิตอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน แต่พอชีวิตมันเกิดเบื่อและคิดอะไรไม่ออกขึ้นมา มันก็ทำให้เราเครียดได้ ซึ่งมันทำให้ความคิดสร้างสรรค์เราหายไปหมด กลับกลายเป็นมีผลเสียต่อการทำงานอีก

อัศวินมักจะแนะนำเพื่อน ๆ ให้ลองปรับเปลี่ยนชีวิตบางอย่างดูบ้าง จากการที่ทำงานมีแบบแผนตลอดเวลา ในช่วงเวลาทำงานก็แบ่งมาซัก 5 นาทีต่อชั่วโมงเพื่อพักให้สมองได้คิดเรื่องอื่น ๆ เช่น การนั่งเล่นเกมส์สนุก ๆ ในมือถือ เปิดคลิปวิดีโอที่น่าสนใจให้เราได้คลายเครียด หรือเปลี่ยนตำแหน่งของต่าง ๆ ที่เราวางไว้ในห้องหรือโต๊ะทำงานให้ไปอยู่ในตำแหน่งใหม่ ๆ จะได้ไม่รู้สึกว่าเราอยู่ในห้องที่แสนน่าเบื่อ ลองทำดูนะครับเพราะทำให้เราได้ใช้ความคิดและจินตนาการมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

2. มองหาเรื่องราวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในช่วงเวลาว่าง

ในช่วงที่เกิด Covid-19 แบบนี้ หลังเลิกงานเราไม่สามารถไปเที่ยวเล่น กินข้าวเย็นกับเพื่อน ๆ ที่ทำงานได้เหมือนเดิมและเราจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากยิ่งขึ้น แต่มันก็ดีอย่างนะเพราะเราอาจจะใช้เวลาที่มีอยู่สำหรับการมองหาเรื่องราวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเพื่อเติมพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับตัวเอง เช่น การดูหนังในแนวที่เราสนใจซักเรื่อง หรือไม่ก็ลองอ่านหนังสือและบทความใหม่ ๆ กันดู

ขอยกตัวอย่างตัวอัศวินเองนะครับ อัศวินชอบดูหนังประเภท Sci-Fi หรือหนังแนววิทยาศาสตร์มาก ๆ เพราะในหนังมักจะมีเรื่องราวและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ล้ำยุค มีอุปกรณ์ไฮเทคที่เหนือจินตนาการ หรือบางคนอาจจะชอบดูหนังในแนวอื่น ก็ทำได้เหมือนกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวเทพนิยายปล่อยพลังเวทมนต์ หนังรักโรแมนติก หรือซีรีส์ต่างประเทศที่มีการดำเนินเรื่องราวแบบที่เราไม่คาดฝัน ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สร้างจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจและความคิดใหม่ ๆ ให้กับเราทั้งนั้น

3. แลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ กับเพื่อนเป็นประจำ

อีกวิธีหนึ่งที่เราจะสร้างความคิดใหม่ได้แบบไม่ยากเลยก็คือ เมื่อเราเจอปัญหาข้อสงสัยหรือคำถาม แต่เราไม่แน่ใจในคำตอบ ไม่แน่จะว่าจะต้องคิดอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว ก็ลองถามความเห็นจากเพื่อนของเราดูก็ได้นะ อย่างเช่นปัญหาในการจัดการต่าง ๆ การหาไอเดียใหม่ ๆ มาสร้างสรรค์การทำงาน อัศวินเชื่อว่าเพื่อน ๆ ของเราช่วยให้คำตอบได้อยู่แล้วครับ

การแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ กับเพื่อนนั้น จะทำให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างและหลาย ๆ ครั้งก็เป็นเครื่องช่วยยืนยันในสิ่งที่เราทำอยู่นั้นว่ามาถูกทางแล้ว หรืออาจจะให้มุมมองที่แตกต่างไปและทำให้เราได้ทางเลือกใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ ลองหาเวลาซักนิดในการพูดคุยกับเพื่อน ๆ ดู หรือบางทีเราอาจจะเข้าไปร่วมกลุ่มสนทนาตามห้องแชทกับเพื่อนที่สนใจเรื่องคล้าย ๆ กับเราดูก็ได้นะครับ เช่น กลุ่มคนที่สนใจในการท่องเที่ยว การทำงานอดิเรก อย่างอัศวินจะชอบไปปรึกษาเพื่อน ๆ หรือไม่ก็เข้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่เป็นกระแส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หุ้น IPO เข้าตลาดใหม่ กองทุนรวมต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี ได้แนวคิดดี ๆ เยอะมาก ลองปรึกษาเพื่อน ๆ ดูนะครับ รับรองจะได้ความคิดและประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกเพียบเลย

4. ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำที่บ้าน

ไหน ๆ ช่วงนี้เราก็ต้องอยู่กับ Covid-19 กันไปอีกระยะหนึ่ง ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หากเรามีเวลามากหน่อย มาลองทำอะไรที่ไม่เคยทำกันดูไหม แล้วเราจะรู้ว่ามีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำเองที่บ้านได้และทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ สามารถช่วยเพิ่มทักษะที่หลากหลายและช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

ขอยกตัวอย่างนะ หากเราไม่เคยทำอาหารหรือขนมมาก่อนเลย ก็ลองเข้าครัวทำดูไหม เผื่อจะเป็นทักษะใหม่ ๆ ที่เราจะสามารถต่อยอดไปทำอาชีพใหม่ ๆ ได้อีกด้วย หรือหากที่บ้านเรามีสวนลองปลูกต้นไม้ ปลูกผัก กันดู เผื่อจะทำให้บ้านเราน่าอยู่มากขึ้น แถมยังได้ผักไร้สารมากินที่บ้านอีกด้วย การทำเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนมักจะช่วยให้เราหาวิธีคิดในการแก้ปัญหาได้เรื่อย ๆ ก็จะช่วยเราฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์เราได้ตลอดเวลาเลย

เห็นไหมครับว่าการฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ทำได้ไม่ยาก แม้ช่วงที่เวลาส่วนใหญ่ของเรานั้นจะอยู่ที่บ้าน ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้เสมอ ๆ นะครับ ช่วงนี้ Covid-19 ระบาด ไม่จำเป็นอย่าออกไปไหนนะครับ อัศวินเป็นห่วง และหากใครต้องการตัวช่วยในการดูแลสุขภาพ ขอแนะนำ iHealthy จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ประกันสุขภาพที่ดูแลคุณอย่างห่วงใย คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพของคนฉลาดเลือก แบบเหมาจ่าย คุ้มค่า ด้วยความคุ้มครองไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีและยังคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ihealthy-cs-121

บทความนี้เป็น Advertorial

ช่วงเวลา “เก็บไข่ห่านทองคำ” บนทำเลดีที่สุด ลงทุน Serviced Apartment กับ “ORIGIN” พร้อมโปรแกรมมาตรฐานการบริการผู้เช่าจาก Dusit International รับปันผลนานสุด 20 ปี

ทำไม Investment Property ถึงยังเป็น “ไข่ห่านทองคำ” ที่เราควรเก็บไว้?

ช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สถานการณ์โควิดสอนให้เราเห็นความสำคัญของเรื่องการออม และมองหารายได้เสริมทางอื่น หลายคนเริ่มลงทุนจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรืออย่างตอนนี้ที่มาแรงก็คงเป็นคริปโตเคอร์เรนซี่ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูง

แต่ไม่ว่าจะเลือกลงทุนอะไร สิ่งที่เราควรทำควบคู่กันคือ “บริหารความเสี่ยง” เหมือนกับประโยคเตือนใจนักลงทุนที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว” เพราะถ้าวันหนึ่งตะกร้าหล่นลงพื้น ไข่ที่เปรียบเสมือนทรัพย์สินอาจจะแตกทั้งหมด

ดังนั้น เราจึงควรกระจายไข่ไว้หลายๆ ตะกร้า ที่เปรียบได้กับการแบ่งพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เพื่อกระจายความเสี่ยง ทว่ามีไข่อยู่ชนิดหนึ่งที่ควรเพิ่มไว้ในตะกร้าอีกใบ เพราะนับวันไข่ใบนี้ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ แถมยังหาซื้อยากเข้าไปทุกที มันไม่ใช่แค่ไข่ธรรมดาๆ แต่เป็น “ไข่ห่านทองคำ” ที่สร้างการลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง เรียกว่า “Investment Property (IP)” ครับ

Investment Property คืออะไร?

Investment Property” หรือ IP คือการลงทุนที่ต่างจากการซื้อคอนโดฯ ทั่วไป ตรงที่จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร มาดูแลและบริหารให้เรา พร้อมผลตอบแทนจากค่าเช่าเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ซึ่งเราไม่ต้องวิ่งหาผู้เช่าเองให้เหนื่อย แถมไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์เสื่อม ในการตกแต่งห้องเพื่อปล่อยเช่า และยังมีบริการต่างๆ สำหรับผู้เช่า พร้อมการบริหารงานโดยเชนชั้นนำระดับโลก

ลงทุน IP ช่วงนี้ กระจายความเสี่ยง หรือเพิ่มความเสี่ยงกันแน่?

แม้ตอนนี้คนทั่วไปอาจรู้สึกไม่มั่นใจในการลงทุน เนื่องจากผลกระทบหนักจากโควิด จนผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายเจ้า ต้องออกโปรโมชั่นลดราคา เพื่อกระตุ้นยอดการซื้อ ทำให้หลายคนที่หวังกำไรจากการปล่อยเช่าร้องโอดโอยกันเป็นแถว

มองอีกด้านหนึ่งสำหรับคนที่มีความพร้อมเรื่องการลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการ “เก็บไข่ทองคำ” เป็นอย่างมาก เพราะอสังหาฯ ทั้งหลายกำลังจะเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิค (Rebound) ถ้าเราซื้อไว้ตั้งแต่ราคายังไม่กลับมาดีดตัวสูง ก็ถือว่าได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งราคาในการถือครองและส่วนต่างของมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว หากในอนาคตเราจะขายหรือปล่อยเช่า จึงสามารถสร้างผลกำไรได้ไม่ยากนัก

ถ้าใครสนใจอยากเก็บไข่ทองคำใบนี้ แต่ก็ยังกังวลเรื่องการดูแลสินทรัพย์ อย่างการหาผู้เช่า หรือการดูแลภาพรวมต่างๆ การลงทุน IP ก็ถือว่าตอบโจทย์ที่สุด ทั้งในตอนนี้และระยะยาว เพราะไร้ความเสี่ยง (Risk = 0%) เนื่องจากได้ถือโฉนดเป็นสินทรัพย์ และยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ จากการบริหารงานของทีมงาน ‘‘มืออาชีพ” อีกด้วย

โครงการ IP มีจุดเด่นอย่างไร?

  • เราเป็นผู้ถือโฉนดห้อง ผลตอบแทนจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Capital Gain) 
  • IP ไม่ใช่การถือหุ้น จึงไม่มีความเสี่ยง ไม่มีโอกาสรับผลขาดทุนจากการบริหาร (Risk = 0%) และไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายบุคลากรระดับมืออาชีพในการดูแล และหาผู้เช่า
  • มีผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพมา ‘‘ปั๊มเงินให้’’ พร้อมดูแลสินทรัพย์ให้เรา และช่วยสร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ เหมือนแม่ไก่ชั้นเลิศ ที่ออกไข่ทองคำให้เราเก็บอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา

ความดีงามของการลงทุน Investment Property หรือ IP ที่เราจะได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ 1.โอกาสถือครองสินทรัพย์ที่มั่นคง มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Capital Gains) เปรียบเสมือนไข่ทองคำ
2.บริหารงานโดย ทีมงานมืออาชีพ อย่าง HAMPTON MANAGEMENT เป็นตัวแทนในการดูแลและหาผู้เช่า พร้อมโปรแกรมการบริการลูกค้าเกรด A จาก DUSIT INTERNATIONAL  พร้อมทั้งจ่ายเงินปันผลแบบต่อเนื่องนานสูงสุด 20 ปี (DIVEDEND YIELD)

มีโครงการ IP ในพื้นที่ทองคำบ้างไหม?

ครั้งแรกกับการลงทุน IP จากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดมหาชน พื้นที่ไข่ทองคำ ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ อย่าง “พร้อมพงษ์” NEXT TO EMPORIUM เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เก็บไข่ทองคำ ด้วย 3 เหตุผลที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นทำเลทองคำ

1. ถนนพระราม 4 กลายเป็นที่ดินทองคำ เนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่มากมายจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก อาทิ One Bangkok, The PARQ, โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ติดศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากกลุ่ม TCC, อาณาจักรช้อปปิ้ง EM SPHERE จากกลุ่มเดอะมอลล์ รวมถึงเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานใหญ่ของ UOB, Dusit Central Park ทั้งหมดนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และคาดแล้วเสร็จภายในช่วงเวลาอันใกล้ ในระยะ 5 ปีนี้

2. ในช่วง 10 ปี มีโครงการขนาดใหญ่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่จะพัฒนาคลองเตยให้กลายเป็น “สมาร์ทพอร์ต” หรือ Marina Bay ของประเทศไทย รวมถึงท่า Duty Fee “ท่าเรือกรุงเทพฯ” ขนาดพื้นที่ 2,353 ไร่ ซึ่งจะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม ศูนย์การประชุม ศูนย์กลางทางการแพทย์ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ พร้อมเชื่อมต่อการเดินทางภายในด้วยรถไฟฟ้าโมโนเรล สร้างถนนทางเดินเลียบริมน้ำ และสวนป่าเพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ เรียกได้ว่าพื้นที่คลองเตยนี้จะกลายเป็นพื้นที่ทองคำในอนาคตอันใกล้

3. ถนนสุขุมวิท 24 ได้ชื่อว่าเป็น “ย่านลอนดอน สตรีท” เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัทชั้นนำทั่วโลก (Real CBD) อาทิ LG, Exxon Mobil, Citibank รายล้อมด้วยแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ และร้านอาหารนานาชาติ สตรีทฟู้ดมากมายที่ง่ายในการใช้ชีวิต รวมถึงใกล้สวนสาธารณะ 3 Central Park ใหญ่อย่างสวนเบญจสิริ, สวนเบญจกิติ และสวนลุมพินี รวมถึงสะพานเขียว โปรเจ็กต์ทางเดิน – Bike Lane ลอยฟ้า เชื่อมสวนลุมพินี-สวนเบญจกิติ ใจกลางเมืองหลวง จึงเป็นเทรนด์อยู่อาศัยใหม่ของคนกรุงเทพฯ อย่างไม่ต้องสงสัย

นักลงทุนที่สนใจ พร้อมเป็นเจ้าของโครงการ IP ในพื้นที่ทองคำ ต้องทำอย่างไร?

ตอนนี้มีข่าวดีสุดๆ ครับ เพราะทาง ORIGIN PROPERTY ผุดโครงการ IP โปรแกรม บนใจกลางทำเลทองคำ คือ “HAMPTON RESIDENCE’’ Next to Emporium ย่านพร้อมพงษ์ ให้เราได้ลงทุนเก็บ “ไข่ห่านทองคำ” ในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดดีที่สุด

ทำไมโครงการ IP ของ ORIGIN ถึงน่าสนใจ?

เราจะได้เป็นเจ้าของ “HAMPTON RESIDENCE” ซึ่งเป็น Serviced Apartment ระดับ 5 ดาว บนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางมหานคร ของ “บริษัท.ORIGIN PROPERTY จำกัด (มหาชน)” บริษัทพัฒนาอสังหาฯ อันดับ TOP 5 โดยขณะนี้เป็นบริษัทมหาชนเพียงเจ้าเดียวที่มีโครงการ IP โดยได้รับความร่วมมือกับ DUSIT INTERNATIONAL แบรนด์โรงแรมไทยชั้นนำระดับโลก พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลสินทรัพย์ของเรา และปันผลตอบแทนให้ต่อเนื่องนานสูงสุด 20 ปี*

โดย HAMPTON  MANAGEMENT จะมี Program การบริการมาตรฐานจาก DUSIT INTERNATIONAL  ( DUSIT OPERATION ASSESSMENT AND QUALITY EVALUATION CERTIFIED  )มาให้บริการผู้เช่าเกรด A เป็นการผสานจุดเด่นระหว่างการบริการแบบโรงแรม กับการปล่อยเช่ารายเดือนแบบคอนโด พร้อมปันผลนานต่อเนื่อง 20 ปี ถ้าพูดถึงการบริการ ในมุมของต่างชาติมองแบรนด์ไทย อย่าง Dusit ต้องยกให้เป็นเบอร์ 1 ดังนั้นโปรแกรมจากดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนลลงตัวทั้งในแง่ มาตรฐานการบริการ พร้อมชื่อเสียง จากประสบการณ์ยาวนานกว่า 70 ปี

ทำไม “HAMPTON RESIDENCE” ถึงน่าสนใจ?

เป็น Serviced Apartment ทั้งหมดเพียง 250 ห้อง ที่ตกแต่งพร้อมให้ผู้เช่าเข้าอยู่ได้ทันที พร้อม Facilities ต่างๆ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย EXPAT ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในรูปแบบ Business to Business

  • ที่จอดรถ 50%
  • ระบบรักษาความปลอดภัย และ CCTV ดูแล 24 ชั่วโมง
  • ระบบ Keycard Control5
  • ระบบติดต่อโรงพยาบาลกรณีฉุกเฉิน
  • สระว่ายน้ำ พร้อมจากุซซี่
  • ฟิตเนส พร้อมอุปกรณ์ระดับเวิลด์คลาส
  • สตูดิโอโยคะ 
  • ห้องซาวน่า
  • สนามกอล์ฟ 
  • สวนลอยฟ้า 
  • ห้องประชุม 
  • ห้องอาหาร และคาเฟ่ 
  • ห้องกิจกรรมสำหรับเด็ก (Kids Room)

ในห้องพักประกอบด้วย

  • เตียงพร้อมชุดเครื่องนอน และผ้าปูที่นอน
  • ห้องน้ำพร้อมสุขภัณฑ์ แยกโซนเปียกแห้ง (มีอ่างอาบน้ำเฉพาะ Type)
  • ชุดครัว พร้อมอุปกรณ์ทำครัว ได้แก่ Hood & Hob, ชุดกาต้มน้ำไฟฟ้า, ชุดถ้วยชาม เครื่องแก้ว ช้อนส้อม และอุปกรณ์ต่างๆ, เตาอบไมโครเวฟ, เครื่องปิ้งขนมปัง, ตู้เย็น
  • ชุดเครื่องเสียง Bluetooth
  • อินเทอร์เน็ต Wi-Fi
  • โทรศัพท์ พร้อมระบบเรียกตรงอัตโนมัติ (IDD)
  • เครื่องปรับอากาศ
  • เตารีด พร้อมที่รองรีด
  • เครื่องซักผ้า พร้อมอบผ้า
  • เครื่องเป่าผม

ผู้พักอาศัยจะได้รับบริการระดับ Business Serviced Apartment 5 ดาว อาทิ

  • จุดต้อนรับ 24 ชั่วโมง (24-hr Reception)
  • พนักงานอำนวยความสะดวก (Concierge)
  • พนักงานอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์เหนือระดับ (Lifestyle Concierge)
  • รูมเซอร์วิส 
  • แม่บ้าน พร้อมบริการทำความสะอาดรายวัน
  • พนักงานยกกระเป๋า 
  • พนักงานขับรถ พร้อมบริการรับ-ส่งสนามบิน, บีทีเอส, ห้างเอ็มโพเรียม 

การลงทุนเริ่มต้นอย่างไร?

เริ่มต้นจากการจองซื้อห้อง หน่วยลงทุนเริ่มต้น 8-18 ล้านบาท แล้วเราก็จะได้เป็นเจ้าของห้องชุดนั้นๆ ต่อมาทาง HAMPTON Management ได้ Program การบริการจาก DUSIT (DUSIT OPERATION ASSESSMENT AND QUALITY EVALUATION CERTIFIED) มาให้บริการผู้เช่าเกรด A ซึ่ง DUSIT เป็นโรงแรมระดับโลกที่มีประสบการณ์การบริการมามากกว่า 70 ปี และผู้เช่าระดับ A-LIST ระยะยาว จากทำเล ‘‘ไข่ทองคำ’’ REAL CBD ที่เป็นกลุ่ม BUSINESS TO BUSINESS เช่น นักธุรกิจชาวต่างชาติ ,ผู้บริหาร EXPAT เช่น นักธุรกิจต่างชาติ ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชีย พร้อมครอบครัว หรือพนักงานระดับสูงที่บริษัทพร้อมจ่ายค่าเช่าให้ เป็นต้น พร้อมการบริการรับรอง ในคอนเซปต์ BUSINESS SERVICED APARTMENT

นั่นทำให้เราได้ผลตอบแทน 2 ต่อ เหมือนได้ไข่ทองคำ 2 ฟอง

ต่อที่ 1 เงินปันผลจากค่าเช่า นานสูงสุด 20 ปี*

ทางโครงการจะจ่ายผลตอบแทนตามมูลค่าลงทุน Dividend Ratio (DR) ในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากัน ตามผลดำเนินงานจริง โดยจ่ายเงินปันผลแบบ Pool Dividend ปีละ 4 ครั้ง ในอัตรา 5-9% นานสูงสุด 20 ปี* “การันตีผลตอบแทน 5% ช่วง 5 ปีแรก”

ที่สำคัญคือ “ทุกยูนิตจะได้รับเงินปันผล” ***แม้ว่าห้องของเราจะไม่ได้ถูกปล่อยเช่าก็ตาม*** (ซึ่งขนาดห้องที่ใหญ่ก็จะได้เงินปันผลมากกว่าห้องขนาดเล็ก)

จากภาพจะเห็นได้ถึงความแตกต่าง ระหว่างการซื้อคอนโดฯ แล้วหาผู้เช่าเอง (Rent) ซึ่งถ้าไม่มีผู้เช่าก็จะไม่ได้รับผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นการลงทุน IP ที่มีเชนระดับโลกเป็นผู้ดูแลครบวงจร เราก็อุ่นใจได้ว่าจะได้เงินปันผลแบบการันตีทุกยูนิต แม้ว่าห้องของเราจะยังไม่ถูกปล่อยเช่าก็ตาม

ต่อที่ 2 มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ Real CBD ที่เพิ่มขึ้น จาก Capital Gain

ผลตอบแทนจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gain) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนทำเลทองคำที่สุดแห่งใจกลางเมือง พร้อมเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา

อย่าพลาดโอกาสเก็บไข่ทองคำในช่วงที่ดีที่สุด!

คงไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสดีๆ อย่างนี้ เพราะนี่คือครั้งแรกในประเทศไทยกับโครงการ IP ระหว่างบริษัทมหาชนและแบรนด์ระดับโลก ดังนั้นถ้าเราจับจองได้ก่อน ตั้งแต่ตอนที่ราคาสินทรัพย์ยังไม่พุ่งสูง ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าคนอื่น

อย่างที่ aomMONEY บอกในตอนต้นว่า “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว”      เราควรแบ่งการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง  ซึ่ง“อสังหาริมทรัพย์”   ก็คือ “ไข่ทองคำ” อีกฟองหนึ่งที่จะช่วยบาลานซ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้พอร์ตของเราเติบโตขึ้น

ยิ่งถ้าเป็นโครงการ Investment Property ของ “HAMPTON RESIDENCE” ในทำเล Real CBD ก็ยิ่งเหมือนมีไข่ทองคำล้ำค่า ที่ความเสี่ยงน้อย และนับวันมีแต่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นด้วย

โอกาสเก็บไข่ทองคำ บนทำเลใจกลางมหานครกรุงเทพฯ

???????????????????????????? ???????????????????????????????????? 

???????????????? ???????? ???????????????????????????????? ???? ???????????????????????????? ???????? ???????????????????????? ????????????????????????????

พร้อมเป็นเจ้าของ ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????? พร้อมโปรแกรมการบริการ จาก DUSIT INTERNATIONAL 

รับผลตอบแทน ????-????% นาน ???????? ปี* หน่วยลงทุนเริ่ม ????-???????? ล้านบาท

ลงทะเบียนรับคิวจองสิทธิ์ ได้ที่ https://bit.ly/2S4Jio1

#INVESTMENTPROPERTY #HAMPTON #ServicedApartment 

#เก็บไข่ทองคำ #พร้อมพงษ์ #Dusit #ORIGIN

บทความนี้เป็น Advertorial

จัดการเรื่องเงินอย่างไรหากต้องอยู่กับ Covid-19 ไปอีกระยะ

ในช่วงนี้สิ่งที่ยังเป็นประเด็นในสังคมและทำให้เพื่อน ๆ ทุกคนรวมถึงอัศวินต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังก็คือ การแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่ในครั้งนี้อัศวินเชื่อว่าเพื่อน ๆ ทุกคน น่าจะมีการเตรียมพร้อมในการรับมือมากกว่าเดิมอยู่แล้วใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัยในการเดินทางตลอดเวลา การรักษาระยะห่างกับคนอื่น ๆ รวมถึงล้างมือทำความสะอาดบ่อย ๆ แต่อย่าลืมเรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ การจัดการเงินทองของเราในช่วงเวลาที่อะไรไม่แน่นอนด้วยนะครับ วันนี้อัศวินก็มีเคล็ดลับง่าย ๆ มาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่าจะต้องทำอย่างไร

1. เช็คเงินสดสำรองวันนี้ว่าอยู่ได้กี่เดือน

จำปีที่แล้วได้ไหม ช่วงที่ Covid-19 ระบาด ตอนนั้นรัฐบาลสั่งให้ Lockdown หลาย ๆ บริษัทปิด หลายคนตกงาน ขาดรายได้ เพื่อน ๆ ของอัศวินหลายคนก็เครียดตาม ๆ กันเลย เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมาทำงานและมีรายได้เมื่อไหร่ เพื่อความไม่ประมาทในครั้งนี้เราลองมาตรวจสอบเงินในบัญชีของเรากันนะครับว่า มีอยู่เท่าไหร่ และลองคำนวณดูว่าในกรณีที่แย่ที่สุดที่เราจะต้องอยู่แบบไม่มีรายได้ เราจะอยู่ได้กี่วันกี่เดือน

ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินสำรองในบัญชี 100,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายรวมในครอบครัวของเรา 30,000 บาทต่อเดือน แปลว่าเราจะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือนนิด ๆ ซึ่งหาก Covid-19 ผ่านพ้นไปในระยะเวลาดังกล่าว ก็พอที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ แต่หากเรามีเงินน้อยกว่านี้ หรือคิดว่า Covid-19 จะอยู่ยาวนานกว่านี้ ลองปรับลดตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนกันดูนะครับ เช่น ปรับลดเหลือค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 จะใช้ได้ถึง 5 เดือนเลย ก็พอที่จะทำให้เรามีเวลาหายใจมากขึ้นเพื่อไปคิดแผนเพิ่มเติมว่า จะทำอย่างไรให้ผ่านช่วงนี้ไปได้

2. รายได้ทุกบาทต้องใช้อย่างประหยัด

หากใครยังมีรายได้หรือมีเงินเดือนในตอนนี้อยู่ อัศวินขอแนะนำว่าเราจะต้องเริ่มประหยัดกันแล้วนะครับเพราะหากสถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมขึ้นมา ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการบางอย่างที่ทำให้เราเกิดความเสี่ยงที่จะไม่มีรายได้ ก็อาจจะทำให้การเงินของเราแย่ได้เช่นเดียวกัน วิธีที่อัศวินอยากจะแนะนำในช่วงเวลานี้ก็คือ ตั้งเป้าหมายก่อนเลยว่าเราจะออมกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปสำรองไว้เพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น จากเดิมเราออมเดือนละ 10% ของรายได้ เราอาจจะตั้งเป้าหมายเป็นออม 20%-30% โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เราพอลดได้ในช่วงนี้ เช่น ในเมื่อออกข้างนอกไม่ได้ช่วงนี้ ก็เลื่อนทุกอย่างออกไปก่อน เลื่อนช้อปปิ้ง เลื่อนนัดทานข้าวมื้อหรูกับเพื่อน ๆ และใช้เวลาในช่วงนี้เก็บเงินสำรองให้ได้มากที่สุด พอสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จะไปใช้เงินที่หลังก็ไม่สายครับ

3. หางานสำรองเผื่อไว้อีกทาง

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มองว่าการมีรายได้ทางเดียวนั้นมีความเสี่ยงมาก เพราะหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นมาจริง ๆ เราก็อาจจะตกงานได้ อัศวินเลยคิดว่าเราอาจจะมองหาช่องทางในการทำงานอื่น ๆ สำรองไว้ก็ดีนะครับ ถ้าเราคิดก่อนและเริ่มทำก่อนใครก็มักจะได้เปรียบเสมอ

เท่าที่อัศวินสังเกตมานะ ในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะมีวิกฤตหรือความเปลี่ยนแปลงอะไร ย่อมมีอาชีพที่เป็นที่ต้องการเสมอ อย่างในช่วงนี้พอคนกักตัวอยู่ที่บ้าน คนก็ยังต้องการซื้อของ ยังต้องการคนมาส่งของให้ที่บ้าน บางคนต้องการคนรู้เรื่องไอทีให้มาช่วยงานมากขึ้น บางคนต้องการหาครูมาสอนลูก ๆ ที่อยู่บ้านโดยเรียนทางออนไลน์ และบางคนต้องการคนมาทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้เพื่อนหลาย ๆ คนลองคิดกันต่อดูได้นะครับว่า เราเชี่ยวชาญอะไรและสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้นได้อย่างไรบ้าง

4. รักษาสุขภาพป้องกันค่าใช้จ่าย

ในช่วงเกิดโรคระบาด อย่าประมาทเชียวหล่ะ อัศวินขอเตือน เพราะเห็นบางคนยังชะล่าใจ มองว่าตัวเองออกกำลังกายบ่อย แข็งแรงดี หมอดูบอกอายุยืน ไม่มีป่วยง่าย ๆ เลยยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดโรคได้ก็อย่างที่บอกล่ะครับว่าอัศวินเป็นห่วงเพื่อน ๆ ทุกคน เลยอยากจะบอกว่าเวลาที่เราเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลในแต่ละครั้ง มันย่อมมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบทางการเงินต่อเราด้วยเช่นกัน

แน่นอนครับว่าการป่วยในแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล แถมยังค่าใช้จ่ายแฝง และค่าเสียโอกาสเสมอ ตัวอย่างเช่น หากเราป่วย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่แค่ค่าหมอ ค่ายา ค่าที่พักในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาโรงพยาบาล อาจจะต้องซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้ในบ้านในยามพักฟื้น ต้องมีคนที่บ้านลางานมาดูแลและเป็นธุระในเรื่องต่าง ๆ ให้เราอีก และแน่นอนว่าในส่วนตัวเรานั้นเสียโอกาสในการทำงานหารายได้ในช่วงที่ป่วยได้อีกด้วย คิดไปคิดมาแล้วค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสนั้นไม่น้อยเลยนะ เพราะฉะนั้นแล้ว เราต้องรักษาตัวเองดี ๆ จะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ตามมา

สุดท้ายอย่าลืมนะครับว่าในช่วงเกิดโรคระบาดอย่าง Covid-19 นั้นเราควรใส่ใจกับทุก ๆ เรื่องทั้งเรื่องสุขภาพที่เราต้องดูแล รวมถึงเรื่องการเงินที่เราต้องจัดการอยู่เสมอ ๆ ทั้งนี้อย่าลืมป้องกันความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพของเราด้วยนะครับ อัศวินขอแนะนำประกันสุขภาพ iHealthy จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตประกันสุขภาพของคนฉลาดเลือก แบบเหมาจ่าย คุ้มค่า ด้วยความคุ้มครองไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีและยังคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือ ทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ihealthy-cs-121

บทความนี้เป็น Advertorial

4 สิ่งที่ควรทำก่อนออกจากบ้านไปติดต่องานช่วง Covid-19 ระบาด

เรื่องที่หลายๆคนไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย แต่ก็เกิดขึ้นแล้วอีกครั้งคือการกลับมาของ Covid-19 ระลอก 3 ซึ่งครั้งนี้หากเราได้ติดตามข่าวก็จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขบางวันเพิ่มขึ้นสูงมากจนน่ากลัว จนหลายๆคนวิตกกังวลว่าเราจะมีโอกาสติดบ้างไหมนะ เพราะแม้ในชีวิตประจำวันหลายๆคนจะต้องทำงานที่บ้าน แต่หลายๆครั้งเราก็ต้องออกไปธุระข้างนอกตามความจำเป็นทั้งในเรื่องของการทำงาน การซื้อของเข้าบ้าน การไปพบปะผู้คน ซึ่งก่อนออกไปข้างนอกเราจะต้องวางแผนกันเสมอๆ อัศวินก็มีแนวทางให้เพื่อนๆดังนี้ครับ

1. มีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนออกจากบ้าน

ในมุมมองของอัศวินนะ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก่อนเลยก็คือการวางแผนชีวิตและเป้าหมายในแต่ละวันนะครับว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งหากเราจะต้องออกนอกบ้าน ควรจะมีการวางแผนก่อนว่า เราจะไปที่ไหน ไปทำอะไร และต้องพบกับใครบ้าง ซึ่งหากเราวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น หากเรามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้าน เราสามารถวางแผนโดยเริ่มจากตรวจสอบว่า ของชิ้นนั้นมีขายที่ไหนบ้าง ร้านค้าไหนอยู่ใกล้บ้านเราที่สุด การเดินทางไปยังสถานที่นั้นวิธีไหนดีที่สุดต่อเรา รวมถึงเช็คข่าวสารและ Application ที่แสดงพิกัดของผู้ป่วยและพกหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ตลอดเวลา เพื่อให้เราสามารถเดินทางจากบ้านไปทำธุระตามวัตถุประสงค์และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและเสี่ยงต่อการติดเชื้อให้น้อยที่สุด

2. สร้าง Checklist ในสิ่งที่ต้องเตรียมตัว

ในการเดินทางออกไปข้างนอกในแต่ละครั้ง อัศวินขอแนะนำว่าเราควรจะจด Checklist เอาไว้ด้วยว่า เราจะไปข้างนอกเพื่อทำอะไรและควรจะเตรียมอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง หากเรามี Checklist ย่อมทำให้เราไม่ลืมสิ่งที่เราจะทำ ไม่ทำให้เราเสียเวลาไปๆมาๆ ต้องไปแวะสถานที่อื่นๆนอกแผน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงจากการเจอผู้คนมากขึ้น

อย่างตัวอัศวินนั้นก็มักจะจดสิ่งที่เราจะต้องไปซื้อของนอกบ้านว่ามีอะไรบ้าง เตรียมมือถือและเงินในบัญชีให้พร้อมเพื่อชำระเงินผ่าน QR Code จะได้ไม่ต้องเอามือจับเงิน ก่อนออกจากบ้านเตรียมสเปรย์ แอลกอฮอล์พกติดตัวเอาไว้ด้วยและนำหน้ากากอนามัยที่ต้องใช้ในอนาคตติดตัวไป 2-3 ชิ้นเผื่ออาจจะต้องมีการเปลี่ยนในระหว่างทาง ของเหล่านี้ห้ามลืมเลยนะครับต้องพกติดตัวตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของเราในการไปในทุกสถานที่

3. มีแผนในการพบเจออย่างปลอดภัย

ถ้าเป็นไปได้ในช่วงนี้เราควรจะนัดพูดคุยงานผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ใน Application ประชุมทางไกล เพราะมีความสะดวกที่สุดและปลอดภัยที่สุด และในช่วงนี้ทางรัฐบาลก็ไม่อนุญาตให้ร้านอาหารและร้านกาแฟเปิดพื้นที่ให้คนนั่งทานในร้านอีกด้วย แต่ถ้าหากเรามีความจำเป็นที่จะต้องไปพบเจอกัน อัศวินคิดว่าเราควรดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอนนะครับ

  • ขั้นตอนที่ 1 พยายามพูดคุยรายละเอียดทุกอย่างให้พร้อมก่อนนัดหมาย ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างในการพบกัน เช่น ต้องนำของไปส่งให้และมีการเซ็นเอกสาร เราจะต้องเตรียมในส่วนนี้ให้พร้อมก่อนการนัดหมาย
  • ขั้นตอนที่ 2 นัดหมายในสถานที่ ที่ปลอดภัย โดยเว้นระยะห่างกันให้ได้มากที่สุด เช่น สถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน เป็นสถานที่ที่มีนโยบายในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เช่น ห้องประชุมที่จัดไว้ให้คนนอกเข้ามารอโดยเฉพาะของลูกค้า ในขณะที่พบเจอกันอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยด้วยนะครับ
  • ขั้นตอนที่ 3 มีการกำหนดเวลาพบเจอให้เร็วที่สุด เช่น รวมการพูดคุยแล้วไม่เกิน 15 นาที ไม่ชวนคุยในเรื่องอื่น ๆ และหลังจากคุยกันเสร็จแล้วอย่าลืมล้างมือทำความสะอาดด้วยนะครับ

4. ใช้เวลาอยู่นอกบ้านให้น้อยที่สุด

ข้อสุดท้าย เราต้องระลึกเสมอว่ายิ่งเราอยู่นอกบ้านนานแค่ไหน เราย่อมมีโอกาสสัมผัสผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามากเท่านั้น ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครเป็นผู้ป่วยและพร้อมจะแพร่เชื้อ Covid-19 ให้เราได้บ้าง การใช้เวลาอยู่นอกบ้านให้น้อยที่สุดจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากขึ้น

ลองจินตนาการตัวอย่างง่ายๆนะครับ หากเราไปประชุมกับเพื่อนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยในช่วงเวลานั้นมีคนเดินผ่านไปมาในร้านจำนวน 5 คน เมื่อเราประชุมเสร็จก็กลับบ้านทันที แต่เพื่อนยังนั่งทำงานต่ออีก 2 ชั่วโมง ซึ่งมีคนเข้าออกร้านและเดินผ่านโต๊ะเราจำนวน 40 คน นั่นแปลว่าเพื่อนเรามีโอกาสติด Covid-19 ได้มากกว่าเราหลายเท่าเลยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเชื่ออัศวินเถอะ ทำธุระเสร็จก็รีบกลับบ้านกันดีกว่า

อัศวินหวังว่าข้อแนะนำของอัศวินจะช่วยทำให้เพื่อนๆสามารถวางแผนในการออกไปธุระข้างนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันการได้รับเชื้อไวรัส Covid-19 นะครับอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพกันมากๆนะ อัศวินเป็นห่วงและหากใครกำลังมองหาประกันสุขภาพในช่วงนี้ ขอแนะนำ ประกันสุขภาพ iHealthy จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตแบบประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย คุ้มครองทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกและยังคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ihealthy-cs-121

บทความนี้เป็น Advertorial

บัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ยดี มีอยู่จริง KKP SAVVY

ยุคนี้ใคร ๆ ก็เปลี่ยนมาใช้ “บัญชีออมทรัพย์ออนไลน์” กันทั้งนั้น เพราะสะดวก รวดเร็ว แล้วยังได้ดอกเบี้ยสูงอีกด้วย หากใครที่กำลังมองหาบัญชีออมทรัพย์ดี ๆ aomMONEY ขอแนะนำ KKP SAVVY บัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ที่ได้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.6%  ต่อปี และแอบกระซิบว่าหากเปิดบัญชีพร้อมยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนที่ AIS Smart Kiosk วันนี้ ถึง 30 มิ.ย. 2564 ได้รับเพิ่ม Starbucks e-Coupon อีกด้วย คุ้มแบบนี้ไม่เปิดไม่ได้แล้ว

KKP SAVVY เป็นบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร โดยรูปแบบเป็นบัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ไม่มีสมุดบัญชี ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เดี๋ยว aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ

เปิดบัญชีออนไลน์ KKP SAVVY ดีอย่างไร

1. ดอกเบี้ยสูง

การตัดสินใจเลือกเปิดบัญชีสักหนึ่งบัญชี  นอกจากความเชื่อมั่นในการฝากให้ธนาคารนั้น ๆ ดูแลเงินฝากของเราแล้ว ดอกเบี้ยถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เพื่อน ๆ ตัดสินใจเลือกฝากเงินกันใช่ไหมครับ เพราะดอกเบี้ยเปรียบเสมือนกำไรที่เราจะได้รับมาจากการฝากเงิน การที่เรามองหาดอกเบี้ยจากเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนมากจึงเป็นเรื่องปกติและทำให้เรารู้สึกคุ้มค่า

ซึ่งปกติแล้วดอกเบี้ยจากเงินฝากที่คุ้มค่ามากที่สุดจะมาจากเงินฝากประจำ แต่ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนสูงเพียงใด เงื่อนไขการฝากประจำนั้นก็ค่อนข้างยุ่งยาก และอาจจะไม่เหมาะกับใครหลาย ๆ คน เช่น การกำหนดจำนวนครั้งในการถอนเงินที่จำกัด และการกำหนดระยะเวลาการฝากเงินนั่นเอง

KKP SAVVY ให้ผลตอบแทนด้านดอกเบี้ยสูงเทียบเท่ากับการฝากประจำแต่เงื่อนไขไม่จุกจิก เมื่อเปิดบัญชีออนไลน์ผ่าน KKP Mobile Application พร้อมยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนผ่านตู้ AIS Smart Kiosk สามารถรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.50% และ 1.60% ตั้งแต่บาทแรก

2. ความสะดวกสบาย

ไม่ต้องพกบัญชีไปทำธุรกรรมทางการเงินให้ยุ่งยาก โอนเงินง่าย สะดวก 24 ชั่วโมง ผ่าน KKP Mobile Application แถมสามารถเก็บสลิปการทำรายการลงสมาร์ทโฟนได้เลย ไม่ต้องกลัวหาย นอกจากจะทำให้สะดวกในการทำธุรกรรมแล้ว ยังช่วยทำให้การจัดการบัญชีและการวางแผนการเงินง่ายขึ้นอีกด้วย  

3. เปิดง่ายไม่ต้องไปสาขา

เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนในมือใคร ๆ ก็สามารถเปิดบัญชีออนไลน์ผ่าน KKP Mobile Application และสามารถยืนยันตัวตนที่เครื่อง AIS Smart Kiosk ทั่วประเทศ หรือ National Digital ID (NDID) ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารอื่น

ดูสาขาที่ให้บริการเครื่อง AIS Smart Kiosk เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.ais.co.th/ndid/

4. เปิดบัญชีไม่มีขั้นต่ำ

เห็นดอกเบี้ยสูง ๆ แบบนี้ แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องกังวล การเปิดบัญชีออนไลน์กับ KKP SAVVY ไม่จำเป็นต้องมีเงินขั้นต่ำ ไม่ต้องใช้เอกสารในการเปิดบัญชี เพียงแค่มีบัตรประชาชน และสมาร์ทโฟนในมือพร้อมกับโหลดแอปพลิเคชั่นยืนยันตัวตนเท่านั้น

ขั้นตอนการเปิดบัญชีออนไลน์ KKP Savvy

1. ดาวน์โหลดแอป KKP Mobile

IOS : http://apple.co/3dH4R6P
Android : http://bit.ly/3pK6Cm4

2. เลือกวิธียืนยันตัวตนตนด้วยบัตรประชาชนที่เครื่อง AIS Smart Kiosk หรือ National Digital ID (NDID) ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารอื่น

3. เลือกเปิดบัญชีออนไลน์

4. ยืนยันรายการเปิดบัญชี และสามารถทำธุรกรรมทางเงินได้ทันที

รับเพิ่ม Starbucks e- Coupon มูลค่า 100 บาท

หากทำการเปิดบัญชีออนไลน์ KKP Savvy และยืนยันตัวตนผ่านเครื่อง AIS Smart Kiosk ฝากเงินเข้าบัญชีครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 มี.ค.- 30 มิ.ย. 64 และมีค่าเฉลี่ยเงินฝาก 15 วัน ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับ e-Coucher Starbucks 100 บาท

เงื่อนไข Starbucks e-Coupon

การรับ  e-Coupon ธนคารจะส่ง Starbucks e-Coupon ผ่านทาง SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 10 หลัก ภายใน 10 วันทำการ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสด หรือไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ ด่วน!!จำกัดจำนวน 5,000 สิทธิ์แรกที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น

เลือกชีวิตในแบบที่ใช่ เลือกความสบายในแบบที่ชอบ จะดีกว่าไหมถ้าการเก็บเงินของเราสามารถได้ผลตอบแทนสูงกว่าที่เคย จะไปมัวเสียเวลาฝากเงินเพื่อได้ดอกเบี้ยน้อย ๆ กันอยู่ทำไม ในเมื่อเรามีทางเลือกที่ดีกว่า KKP Savvy บัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ดี  ๆ สำหรับคนยุคใหม่

หากเพื่อน ๆ สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ : https://link.kkpfg.com/6Jo4C

บทความนี้เป็น Advertorial

SC ASSET ช่วยคู่รัก LGBTQ+ สำหรับการมีบ้านในฝัน

ถ้าพูดถึงการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของใครหลายคน “บ้าน” ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่หลาย ๆ คนนึกถึง

เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงไม่น้อย บ่อยครั้งทีเดียวที่การซื้อและขอสินเชื่อทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก “การกู้ร่วม” จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การมีบ้านในฝันเป็นจริงได้ง่ายขึ้น โดยมากแล้วมักจะเป็นการกู้ร่วมระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน หรือคนที่เป็นสามีภรรยากัน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้นิยามของความเป็นครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพียงคู่รักชายหญิง เพราะไม่ว่าใครก็สามารถมีคู่ชีวิตหรือคู่คิดที่เป็น LGBTQ+ ได้ ทว่าในบางครั้ง การทำธุรกรรมอะไรสักอย่างร่วมกับคู่ชีวิตที่เป็น LGBTQ+ ยังอาจติดข้อจำกัดบางประการ อย่างการยื่นขอสินเชื่อร่วมกันเพื่อซื้อบ้านของคู่รัก LGBTQ+ ที่สถาบันการเงินบางแห่งยังไม่ได้มีนโยบายเรื่องนี้ชัดเจนเท่าใดนัก ซึ่ง SC ASSET ผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้มองเห็นถึงความสำคัญและไม่ได้ละเลยกับการเข้าถึงต่อประเด็นดังกล่าวนี้อีกด้วย

ทำไมถึงต้องกู้ร่วม?

เนื่องจากการขอสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงอย่างบ้านหรือคอนโด ลำพังการอาศัยแต่รายรับของผู้ขอสินเชื่อคนเดียวอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายนัก เช่น นาย ก มีรายรับต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท แต่สนใจซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท ยอดผ่อนชำระต่อเดือนอาจสูงเกินไปจนสถาบันการเงินไม่อนุมัติการให้สินเชื่อ

แต่ถ้านาย ก ขอสินเชื่อโดยทำการกู้ร่วมกับนาย ข ซึ่งมีรายรับต่อเดือนอยู่ที่ 50,000 บาท เท่ากับว่าทั้งสองคนนี้จะมีรายรับต่อเดือนรวมกันอยู่ที่ 80,000 บาทเลยทีเดียว โอกาสที่สินเชื่อจะผ่านการอนุมัติจึงย่อมมีมากกว่า เพราะกำลังในการผ่อนชำระมากจากรายรับของคนสองคน ไม่ใช่เพียงแค่คน ๆ เดียวอีกต่อไป

ในอดีตที่ผ่านมา การยื่นขอสินเชื่อร่วมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินมักจะให้เฉพาะสมาชิกครอบครัวเดียวกันที่สามารถกู้ร่วมได้ เช่น ลูกกู้ร่วมกับพ่อแม่, พี่กู้ร่วมกับน้อง, หรือหลานกู้ร่วมกับลุงป้าน้าอาที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด

หรืออีกกรณีคือ การกู้ร่วมกับคู่สมรสที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการกู้ร่วมคือการถือกรรมสิทธิร่วมกันในสินทรัพย์ที่ซื้อ และการผ่อนชำระสินทรัพย์ที่มีราคาสูงมักจะกินระยะเวลายาวนานหลายสิบปี สถาบันการเงินเองจึงต้องการผู้กู้ร่วมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านการผ่อนชำระต่อในอนาคต

ดังนั้น การกู้ร่วมระหว่างคู่สมรส จึงมักจะอิงตามบริบททางกฎหมายที่จะหมายถึงการสมรสระหว่างสามีภรรยา จึงเป็นเหตุให้คู่รักในกลุ่ม LGBTQ+ ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่ออย่างที่ควรจะเป็นได้

แต่เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ร่าง พรบ.คู่ชีวิตได้มีการปรับปรุงเนื้อหาที่อนุมัติให้คนที่เป็นเพศเดียวกันและเพศทางเลือก สามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้แล้ว และสินสมรสก็มีการแยกทรัพย์สินที่เหมือนกับการแต่งงานระหว่างคู่สามีภรรยาด้วย แม้จะเป็นแค่ร่าง พรบ. ที่ยังไม่ได้มีการประกาศใช้จริง แต่ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับความหลากหลายทางเพศในระดับของตัวกฎหมายแล้ว

นั่นแปลว่า หากในอนาคตร่าง พรบ. นี้ถูกนำมาประกาศใช้จริง การทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านสถาบันการเงินของคู่สมรส ย่อมจะรวมถึงคู่สมรสในกลุ่ม LGBTQ+ ด้วย รวมถึงการกู้ร่วมเพื่อขอสินเชื่อก็มีโอกาสที่จะทำได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยแสดงให้เห็นถึงมุมมองการยอมรับในความเท่าเทียมในการยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศควบคู่กับสถานภาพทางการเงิน

SC ASSET ก็เป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อว่าการมีบ้านในฝันคือโอกาสของทุกคน และทุกเพศควรจะสามารถเข้าถึงบ้านในฝันของตัวเองได้อย่างเท่าเทียม SC ASSET จึงร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำการเตรียมที่ปรึกษาในการกู้ร่วมสำหรับคู่รักและคู่คิดทุกคู่

อย่างไรก็ตามการให้เตรียมที่ปรึกษาในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าคู่รักและคู่คิดทุกคู่ ทั้งที่สมรสแบบชายหญิง หรือสมรสแบบเพศทางเลือก ที่มาปรึกษากับ SC ASSET หรือธนาคารจะได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงิน

เนื่องจากเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับนโยบายของสถาบันการเงินแต่ละแห่งเป็นหลัก แต่ทาง SC ASSET จะช่วยแนะนำทางเลือกที่ดีที่สุดในการขอกู้ร่วมระหว่างคู่รักแบบ LGBTQ+ ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้มีโอกาสขอสินเชื่อผ่านมากที่สุด

อีกทั้งช่วงนี้ มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วง COVID-19 รวมถึงอัตราดอกเบี้ยในการกู้ซื้อบ้านที่ต่ำ การมีบ้านในฝันจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันอีกต่อไป

หากใครสนใจขอคำปรึกษา ทาง SC ASSET ได้จัดนิทรรศการ “Rainbow Over Your Home” ระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายนนี้ เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการขอสินเชื่อซื้อบ้านสำหรับทั้งคนที่อยากกู้ด้วยตัวคนเดียวหรือกู้ร่วมกับคู่รัก ได้ที่โครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด อีสต์ พระราม 9, บางกอก บูเลอวาร์ด พระราม 9, และ เวนิว พระราม 9 หรือหากใครไม่สะดวกเดินทาง ก็สามารถโทรศัพท์สอบถาม ข้อมูลโครงการ และ โปรโมชั่นข้อเสนอสุดพิเศษ โดยตรงกับทาง SC ASSET ได้ที่เบอร์ 1749 หรือติดต่อทาง Line: @scasset (line.me/R/ti/p/%40scasset)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของทั้ง 3 โครงการได้ที่

แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด อีสต์ พระราม 9 >> https://m.scasset.com/4OWn

บางกอก บูเลอวาร์ด พระราม 9 >> https://m.scasset.com/4OWp

เวนิว พระราม 9 >> https://m.scasset.com/4OWq

คำว่าครอบครัว ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะคู่รักชายหญิง พ่อแม่ลูก ครอบครัวใหญ่ หรือคู่รักเพศทางเลือก แม้แต่เพื่อนที่เป็นเพื่อนคู่คิดกันก็ยังสามารถเป็นครอบครัวได้

เพราะนิยามของคำว่าครอบครัว มันอาจหมายถึงความอบอุ่นและสบายใจที่ได้อยู่ร่วมกับคน ๆ นั้น ไม่ใช่เพียงแค่บริบททางกฎหมายหรือข้อกำหนดต่าง ๆ ความอบอุ่นและความสบายใจคือสิ่งที่ทำให้เกิดครอบครัวได้ โดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม

บทความนี้เป็น Advertorial

โควิดรอบนี้ระบาดหนัก!! วางแผนการเงินด้วยประกันกับบัตรเครดิต กรุงศรี เพิ่มความอุ่นใจ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยว่าอัตราการว่างงานปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 1.69 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2562 ที่ร้อยละ 0.98 หรือมีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 6.5 แสนคน เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19

จากข้อมูลข้างต้น เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโอกาสการว่างงานนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือไม่ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ยังคงหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากตกงานหรือขาดรายได้ขึ้นมาคงจะไม่ดีแน่ ดังนั้น การมีเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน และการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในตอนนี้

โควิดรอบนี้วางแผนการเงินอย่างไรดี

1. ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

สถานการณ์แบบนี้การตัดสินใจใช้เงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะการวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ด้วยการซื้อของที่จำเป็น ระวังคำว่า “ซื้อเยอะถูกกว่า” เพราะหากการซื้อของในจำนวนมากขึ้น แต่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็อาจจะส่งผลกระทบกับเงินเก็บ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา เงินเก็บก็จะน้อยลงไปด้วย 

2. ทำงานเสริม

รายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หากใครที่สามารถหารายได้เสริมในช่วงนี้ได้ควรรีบทำ แต่หากใครยังไม่มีสามารถสร้างอาชีพตัวเอง สามารถทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ขายของ ขายขนม นักเขียน เป็นต้น

3. ซื้อประกันสุขภาพ/COVID-19

ควรมองหาประกันสุขภาพหรือประกัน COVID-19 ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล และชดเชยรายได้ เพื่อเป็นหลักประกันหากเราตกงาน หรือเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้ไม่กระทบกับเงินเก็บ โดยเราขอแนะนำ 2 ประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพตามใจ จาก AZAY และ Thailife

ปรับวงเงินคุ้มครองต่อปีได้ตามใจเมื่อครบรอบปีกรมธรรม์ ประหยัดค่าเบี้ยได้ตามใจ แบ่งจ่ายเบี้ยได้ตามใจ แบบรายเดือน ทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ค่ารักษาพยาบาลต่อปีได้ตั้งแต่ 5 แสน – 10 ล้านบาท ค่าชดเชยรายวัน คุ้มครองโรคร้ายแรง เบี้ยประกันภัยสุขภาพลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 25,000 บาทต่อปี

https://www.krungsri.com/th/personal/bancassurance/health/tamjai

ประกันสุขภาพ AIA Health Happy “เหมา เบิ้ล คุ้ม”

เหมา ค่ารักษาพยาบาล ตามจริงสูงสุด 25 ล้านบาท ต่อรอบปีกรมธรรม์

เบิ้ล รับผลประโยชน์สูงสุดเพิ่มเป็นสูงสุด 50 ล้านบาท กรณีเจ็บป่วยด้วย 6 โรคร้ายแรง

คุ้ม รับส่วนลดเบี้ยประกันสูงสุดถึง 15% และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ของ Medix โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม https://www.aia.co.th/th/about-aia/media-centre/press-releases/2563/health-happy.html

ชำระประกันผ่านบัตรเครดิตกรุงศรีดีกว่าอย่างไร

1. สะดวกง่าย

ชำระเงินผ่านแอป UChoose ด้วย QR Payment สแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น

2. ผลตอบแทนสุดคุ้ม

จะดีกว่าไหมถ้าเงินที่เราจ่ายออกไปซื้อประกัน จะได้ผลตอบแทนอื่น ๆ กลับมา สำหรับใครที่กำลังสนใจซื้อประกันสุขภาพ แล้วมีบัตรเครดิต กรุงศรีอยู่ในมือ หรือต้องการที่จะสมัครบัตรเครดิต กรุงศรี ต้องรู้!! โปรโมชั่นซื้อประกันประเภทใดก็ได้ผ่านบัตรเครดิต กรุงศรี รับเครดิตเงินคืน หรือ รับพอยต์สะสมพิเศษ สุดคุ้ม โดยมีเงื่อนไขดังนี้

ชำระเบี้ยประกันคุ้ม รับเครดิตเงินคืน สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์, บัตรเครดิต กรุงศรี ซิกเนเจอร์ และบัตรเครดิต กรุงศรีแพลทินัม

เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยแบบรูดเต็มจำนวนทุก 10,000 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 0.6% (เครดิตเงินคืนสูงสุด 6,000 บาท เมื่อชำระเบี้ยประกันครบ 1,000,000 บาท/บัญชีบัตรหลัก/ปีปฏิทิน)

ระยะเวลาโปรโมชั่น: 1 เม.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://kcc.gg/insuranceCashback

ชำระเบี้ยประกัน รับพอยต์สะสมพิเศษ จากบัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม, บัตรเครดิต กรุงศรี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม และบัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ ปีแรก และปีต่ออายุ

เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยแบบรูดเต็มจำนวนทุก 10,000 บาท/เซลล์สลิป รับพอยต์สะสมพิเศษเพิ่ม 400 พอยต์ (สูงสุด 40,000 พอยต์ เมื่อชำระเบี้ยประกันครบ 1,000,000 บาท/บัญชีบัตรหลัก/ตลอดรายการ)

ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 เม.ย. 64 – 30 มิ.ย. 64

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://kcc.gg/insurance-point

แม้ประกันภัยจะทำให้เราหมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยรายวันที่เราจะได้รับ แต่ก็ไม่ควรละเลยเรื่องการวางแผนการเงินด้านอื่น ๆ หรือใช้ประโยชน์ที่มีในมือให้คุ้มค่าเหมือนกับบัตรเครดิต กรุงศรี ที่สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้นั่นเอง

บัตรเครดิต กรุงศรี ทำครั้งเดียว ได้หลายต่อ

หากใครที่ยังไม่มีบัตรเครดิต กรุงศรี ไม่ต้องคิดนาน ความคุ้มค่าจากการใช้บัตรเครดิต และผลตอบแทน ที่มาพร้อมกับความอุ่นใจแบบนี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ความเสี่ยงรอไม่ได้ สมัครเลย!!

สนใจสมัครบัตรเครดิต กรุงศรี คลิกเข้าลิงก์นี้ได้เลย >> https://kcc.gg/Apply-Card

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนอะไรดี คือ คำถาม? แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า เราควรลงทุนกับใคร?

ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ หากใครสักคนหนึ่งอยากจะเริ่มต้นลงทุน สิ่งที่เขาต้องถามตัวเองอาจจะไม่ใช่คำว่า “ลงทุนในอะไรดี”  เพียงคำถามเดียว แต่ต้องเพิ่มคำถามไปอีกด้วยว่า

“ควรใช้บริการลงทุนกับใคร” โดยเฉพาะคนที่กำลังเริ่มต้นลงทุน อาจจะมีหลายคำถามที่อยากรู้ วันนี้เรามาลองดูกันครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าองค์ประกอบสำคัญ มีอยู่ 3 เรื่องที่ทุกคนควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน นั่นคือ

รู้ว่า เราลงทุนในอะไร

เพราะถ้าหากเราไม่รู้จักสินทรัพย์ที่เราลงทุน ย่อมแปลว่าเรามีความเสี่ยงมากมายตามมา และย่อมทำให้ประสบปัญหาในการลงทุนด้วย 

รู้ว่า เราลงทุนกับใคร

ตรงนี้หมายถึง ผู้ให้บริการลงทุนเป็นใคร เพราะเราต้องซื้อสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ผ่านทางผู้ให้บริการ ดังนั้น ผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ จึงมีความสำคัญมากครับ

รู้ว่า เราต้องใช้เงินเท่าไร

ข้อนี้สำคัญ ตรงที่การบริการจัดการการเงินส่วนบุคคลครับ เพราะการวางแผนลงทุนต่างๆ จะไม่สำเร็จได้ ถ้าเราไม่มีแผนการใช้เงินลงทุนในแต่ละเดือนที่เหมาะสม อาจจะส่งผลต่อฐานะการเงินของเราได้ครับ  

จากคำแนะนำทั้ง 3 ข้อนี้ หากเราเป็นมือใหม่ในการลงทุน เราควรถามตัวเองด้วยว่า เราจะใช้บริการใครให้เป็นตัวช่วยในการลงทุนของเรา ซึ่งองค์ประกอบสำคัญในมุมนี้อาจจะมองที่ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการเป็นหลัก โดยเริ่มจาก ระยะเวลาการให้บริการที่ผ่านมา (ยิ่งนานยิ่งวางใจได้)

รางวัลการันตี (จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ) และ ความเชี่ยวชาญของทีมงาน ที่สามารถให้คำแนะนำในการลงทุนได้อย่างถูกต้อง (จากการทดลองใช้บริการ) 

อย่าลืมนะครับว่า การเลือกผู้ช่วยในการลงทุนที่ถูกต้อง อาจจะทำให้เราเหนื่อยน้อยลงในการศึกษาข้อมูลการลงทุน และมีเวลาบริการจัดการชีวิตในด้านอื่นมากขึ้น รวมถึงมีเวลาหาเงินมาลงทุนได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

มาทำความรู้จักกับ DBSV หนึ่งในผู้ให้บริการการลงทุน

ทีนี้เราลองมารู้จักกับ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DBSV ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคาร DBS ประเทศสิงคโปร์ที่ได้รับรางวัลการันตีมากมาย 

ตั้งแต่  “Safest Bank in Asia” ถึง 9 ปีซ้อน “World’s Best Digital Bank” และ “Best Bank in The World”  โดยทาง DBSV เองเป็นผู้ให้บริการครบทุกการลงทุน 

ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์, อนุพันธ์, ตราสารหนี้, หุ้นกู้, กองทุนรวม, SBL, ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ แก่ลูกค้าสถาบัน และลูกค้าบุคคลมายาวนานถึง 20 ปี เรียกได้ว่ามาที่เดียวจบทุกเรื่องลงทุนเลยนะครับ

และคุณสมบัติที่ทาง DBSV โดดเด่นกว่าที่อื่น คือ ทีมนักวิเคราะห์ “DBS Group research” 

ที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมภาคพื้นเอเชีย ซึ่งสามารถนำเสนอบทวิเคราะห์ภาคเศรษฐกิจ 

ภาวะตลาด อุตสาหกรรม และกลยุทธ์การลงทุนได้ทันต่อเหตุการณ์ได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ    เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนประหยัดเวลาค้นหาข้อมูลในการลงทุน และยังเปิดโอกาสในการลงทุนได้ทั้งภาคพื้นเอเชียอีกด้วยครับ

มาถึงตรงนี้ ใครหลายคนคงจะเริ่มมีคำถามว่า ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ เราจะสามารถเริ่มต้นลงทุนได้อย่างไร เรามาดูคำตอบกันครับ

DBSV WealthBOX

DBSV WealthBOX แอปพลิเคชั่นสำหรับซื้อขายกองทุนรูปแบบใหม่จาก DBS ที่ทำให้ทุกคนสามารถเริ่มต้นลงทุนกองทุน เพียง 5,000 บาท และสามารถออมรายเดือนต่อด้วยเงินเพียงหลักพันเท่านั้น ที่สำคัญคือ ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

ด้วยการออกแบบรูปแบบ DBSV WealthBOX ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย แม้ไม่เคยลงทุนมาก่อน และรองรับการลงทุนทั้งในรูปแบบซื้อขายกองทุนรายตัว, ลงทุนสม่ำเสมอแบบ DCA

และลงทุนผ่านแผนการลงทุน Asset Allocation ที่ทาง DBSV แนะนำได้อีกด้วย

นอกจากนั้นยังรวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้วยฟังก์ชั่นเสริมอีกมากมาย ดังนี้ครับ

  • Freedom to Investment ซื้อขาย สับเปลี่ยน กองทุนได้อย่างอิสระ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • DBS Rating เลือกกองทุนได้ง่าย ด้วยคะแนนกองทุน ตามมาตราฐาน DBSV
  • Model Portfolio แผนการลงทุนจาก DBS ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ คัดสรรเฉพาะกองทุนชั้นนำ 
  • Fund Insight บทวิเคราะห์คุณภาพ เจาะลึกกองทุน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก DBS
  • DBS Fund Top Picks 10 อันดับกองทุนแนะนำจาก DBS Fund Research
  • Fund Comparison เปรียบเทียบข้อมูลกองทุนที่ท่านสนใจ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่ดี
  • Asset Allocation กระจายการลงทุนหลายสินทรัพย์ เพื่อผลตอบแทนระยะยาว
  • Portfolio Monitor ตรวจสอบและปรับปรุงแผน เพื่อให้มั่นใจว่ายังอยู่ในเส้นทางเป้าหมาย

และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DBSV WealthBOX ได้ที่ https://bit.ly/3vaXSZr) 

หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจได้ที่ โทร 02 857 7171 อีเมล [email protected]

มาถึงตรงนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ตัวผู้ลงทุนเองจะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก่อนหรือไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก็ตาม ก็พอจะมั่นใจว่าสามารถจัดการแผนการลงทุนของตัวเอง 

รวมถึงจัดการพอร์ตของตัวเองได้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชั่น DBSV WealthBOX และยังมีโอกาสได้รับความรู้ต่าง ๆ ในการลงทุนผ่านทางผู้เชี่ยวชาญของทาง DBS อีกด้วยครับ

ดังนั้น หากใครที่คิดว่าตัวเองพร้อมลงทุนในช่วงนี้ และมองหาผู้ช่วยในการลงทุนอยู่

ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3vaXSZr หรือสนใจเปิดบัญชี รับโปรโมชั่นดีๆ คลิก https://bit.ly/32BJPzB และ DBS Thailand ช่องทาง Social Media ต่างๆ 

Facebook: www.facebook.com/DBSthailand , 

YouTube: www.youtube.com/DBSthailand

และ LINE @dbsthailand

งานนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save