กองทุนน่าสนใจ จากบลจ. น้องใหม่ AIAIMT

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับกับผมหมอนัทคลินิกกองทุนคนดีคนเดิมเองครับ ในช่วงเวลาแบบนี้ที่การลงทุนค่อนข้างผันผวนจากวิกฤตโควิด-19 นั้นก็ทำให้ทิศทางการลงทุนเปลี่ยนไปมาก ๆ เช่น คนเราต้องปรับตัวเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น หรือ ใส่ใจสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อธีมการลงทุนในปีนี้ เช่น คนลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และ หุ้นกลุ่มสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้แนวทางการลงทุนหลายอย่างก็เปลี่ยนไปพอสมควรเลยครับ

ซึ่งถ้าหากพูดถึงแนวโน้ม หรือ แนวทางการลงทุนในบ้านเรานั้น ตอนนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นพอสมควรเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณคนที่เปิดบัญชีหุ้นที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ซึ่งผมคาดว่าเกิดจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนก็เป็นไปได้ครับ

นอกจากนี้คนที่เปิดบัญชีนั้นก็มีอายุที่ไม่มาก โดยเป็นนักศึกษา และ/หรือ คนที่เพิ่งจะเริ่มทำงานใหม่ ๆ ทั้งนี้ผมคิดว่าเรื่องการเงิน การลงทุนเริ่มจะขยับขยายไปหาคนที่ใช้ Social Media รวมถึงการหาข้อมูลที่ง่ายมากขึ้นในยุคสมัยนี้

แต่ทว่าการเปิดบัญชีหุ้น หรือการลงทุนในหุ้นเองก็ตาม ก็ถือว่าผู้ลงทุนต้องใช้ทักษะในการลงทุนค่อนข้างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน การประเมินมูลค่าหุ้น วิธีการจัดพอร์ต และ บริหารเงิน ก็ต้องเข้าใจ รวมไปถึงบางคนอาจจะใช้กราฟเทคนิคเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นเองก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่เพิ่งจะเริ่มลงทุนก็มักจะหันหน้าไปเลือกลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอัตราการเปิดบัญชีกองทุนรวมในช่วงเวลานี้น่าจะมีมากกว่าการเปิดบัญชีหุ้นอย่างแน่นอน

ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่ในบ้านเรานะครับ ในหลายประเทศแนวโน้มการลงทุนผ่านกองทุน ETF และ กองทุนรวมก็สูงมากขึ้นครับ

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการลงทุนผ่านกองทุนนั้นค่อนข้างจะสะดวกรวดเร็ว เข้าใจง่าย กระจายความเสี่ยงได้เนื่องจากมีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนได้หลากหลาย มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันให้นักลงทุนได้เลือก ที่สำคัญมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลการลงทุนของเราอีกด้วย ซึ่งก็นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี

พอตลาดกองทุนรวมเริ่มใหญ่มากขึ้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ก็เติบโตเช่นกัน แต่ไม่ได้เติบโตในแง่ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ผมหมายถึงเริ่มมีบลจ. ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกด้วยครับ ซึ่งเริ่มมีให้เห็นมาประมาณ 2-3 ปีนี้หลังจากที่ไม่ได้มี บลจ. ใหม่ ๆ เข้ามาจดทะเบียนกับทาง ก.ล.ต. มาหลายปีมากแล้วครับ

คราวนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ บลจ. น้องใหม่ นั่นก็คือ “AIAIMT” หรือ AIA Investment Management Thailand (บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด) ที่เปิดตัวมาถึงก็ขึ้นแท่นเป็นอันดับที่ 3* ของบลจ. ที่มี AUM (Asset Under Management) หรือ มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารงานกว่า 8.47 แสนล้านบาท และได้มีการออกกองทุนใหม่มาทันที 5 กองทุนเลยครับ

โดยวัตถุประสงค์ของการตั้ง AIAIMT ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการกองทุนรวมภายใต้กรมธรรม์ Unit Linked ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้านเรา และผมคิดว่าทาง AIAIMT ก็อยากที่จะสร้างสินค้าใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าของ AIA อย่างแน่นอนครับ

เพราะว่าทาง AIA เองก็พัฒนาการให้บริการมาตลอดเป็นเวลาถึง 82 ปี ซึ่งได้ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของประเทศ โดยปัจจุบันกว่า 1 ใน 3 ของกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยเป็นของ AIA** (แน่นอนว่าเป็นเจ้าตลาดกรมธรรม์ Unit Link ด้วยเช่นกัน)

แน่นอนครับว่าถ้าต้องบริหารเงินที่มากขนาดนี้ ก็ย่อมที่จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์อย่างยาวนาน รวมถึงพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากลเข้ามาร่วมบริหารกองทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่ง AIAIMT ก็เรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่งในด้านบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการกองทุนด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า 30 ปี และมีพันธมิตรที่มีชื่อเสียงยาวนานร่วม 100 ปี เช่น BlackRock, Wellington Management และ Baillie Grifford ซึ่งผมคิดว่าน่าจะได้เห็นความร่วมมือกันอย่างแน่นอนโดยเฉพาะการออกกองทุน FIF หรือ Foreign Investment Fund หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศครับ

ผมได้ข่าวมาอีกว่าทาง AIAIMT นั้นจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงและมีความปลอดภัยสูงสุดมาใช้งาน และเพิ่มผลตอบแทนที่ดีขึ้น พร้อมกับมุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายการลงทุนเพื่อความยั่งยืน และ ประกอบธุรกิจโดยยึดหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ที่กำลังเป็นที่นิยม และเป็นหลักปฏิบัติที่ทั่วโลกให้การยอมรับครับ

ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ AIAIMT ได้มีการจัดตั้งกองทุนรวมจำนวน 12 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุนและกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ 7 กองทุน

แน่นอนครับว่าเดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังในส่วนของกองทุน 5 กองทุนกันแบบคร่าว ๆ แต่สำหรับกองทุนรวมต่างประเทศอีก 7 กองทุนนั้น เอาไว้คราวหน้าหลังจากที่มีการเปิดตัวกองทุนต่างประเทศแล้ว ผมจะมาเล่าให้ฟังกันอีกทีครับ

คราวนี้เรามารู้จักกองทุนของ บลจ. AIAIMT น้องใหม่กันสักเล็กน้อยครับ ซึ่งกองทุนที่เปิดตัวมามีดังนี้ครับ

เรามาดูรายละเอียดทีละกองทุนกันครับ

กองทุน AIA Enhanced SET50 หรือ AIA-ES50

กองทุนนี้ดูผ่านๆ เหมือนจะเป็นกองทุนหุ้นที่อ้างอิงดัชนี หรือ Passive Fund แต่จริงๆ แล้วกองทุนนี้เป็นกองทุน Active Fund นะครับ แต่ว่าจะเลือกหุ้นในกลุ่ม SET50 มาบริหารจัดการเพื่อให้เอาชนะ Benchmark SET50 ให้ได้ หรือที่เราเรียกอีกชื่อว่า Enhance Fund นั่นเองครับ

การลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ 50 ตัวแรก แบบนี้ก็เหมือนได้บริษัทที่มั่นคง และ มีศักยภาพในการแข่งขันเพราะว่าใน SET50 นี้มีบริษัทจดทะเบียนประมาณ 39 บริษัทที่สามารถไปลงทุนในต่างประเทศ หรือมีสาขาในต่างประเทศได้ เติบโตได้ แข่งกับต่างชาติได้ ดังนั้นการลงทุนกับกองทุนแบบนี้ก็มีความน่าสนใจมากๆ ครับ

ซึ่งในอดีตหลายๆ กองทุนที่มีนโยบายคล้าย ๆ กันนี้ ส่วนใหญ่จะบริหารจัดการได้ดี

และได้ผลตอบแทนที่เอาชนะตลาดได้อยู่พอสมควรเลยทีเดียวครับ แถมค่าธรรมเนียมกองทุนเองก็ไม่ได้แพงมากด้วยครับ

กองทุน AIA Thai Equity หรือ AIA-TEQ

กองทุนนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET100 หรือว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกนั่นเองครับ แน่นอนว่าก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีทีเดียว และยังไม่ผันผวนมาก เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนไปหลายมากขึ้นจาก SET50 ครับ และเท่าที่ผมเช็คมากองทุน Active Fund แบบนี้กลับมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการไม่แพงเลยครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนหุ้นอีกกองทุน ที่มีการกระจายความเสี่ยงมากกว่า 2 กองทุนแรกกันนะครับ นั่นก็คือ

กองทุน AIA Thai Equity Discovery หรือ AIA-THDIS

โดยกองทุนนี้จะกระจายลงทุนทั้งตลาด SET และ MAI ครับ นั่นก็หมายความว่ากองทุนนี้สามารถลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก และ ขนาดกลางได้ ซึ่งแน่นอนว่าพอมีการกระจายไปลงทุนในหุ้นเล็ก – กลางได้ ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการเติบโตของหุ้นเหล่านี้

นอกจากนี้พอหุ้นที่มีให้เลือกมากขึ้นผู้จัดการกองทุนนี้ก็สามารถปรับพอร์ตหุ้นในกองทุนให้กระจายความเสี่ยงได้มากกว่า ช่วงไหนหุ้นเล็กไปได้ดีก็ทำการเลือกหุ้นเล็กมาลงทุน แต่ถ้าช่วงไหนที่หุ้นใหญ่ไปได้สวยก็จะทำการปรับพอร์ตไปทางหุ้นใหญ่ได้อีกด้วยครับ และแน่นอนว่าค่าธรรมเนียมในการจัดการก็ต้องบอกว่าไม่แพงอีกด้วย ถ้าหากเทียบกับกองทุนหุ้นจาก บลจ. อื่น ๆ ครับ

กองทุน AIA Income Fund หรือ AIA-IC

หลังจากที่เราคุยกันถึงกองทุนหุ้นกันไป 3 กองทุนแล้ว คราวนี้เรามารู้จักกองทุนที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากเท่ากับกองทุนหุ้น พูดง่าย ๆ คือความเสี่ยงต่ำลงมาหน่อย นั่นก็คือกองทุนตราสารหนี้นั่นเองครับ

โดยที่กองทุน AIA-IC นี้จะเน้นไปที่ตราสารหนี้ชั้นดี หรือ Investment grade แต่ก็ไม่ทิ้งโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนดีไปด้วยการที่กองทุนนี้อาจจะมีการลงทุนผ่าน High Yield Bond ได้บางส่วนเพื่อช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมากขึ้นครับ และกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อลคดวามเสี่ยงลง แต่ทั้งนี้นักลงทุนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนะครับ เนื่องจากกองทุนนี้มีการป้องกันความเสียงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วครับสบายใจได้

กองทุน AIA Short Term Fixed Income หรือ AIA-ST

สำหรับกองทุนสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด (เนื่องจากในอนาคตกองทุนจาก AIAIMT จะต้องมีออกมาอีกแน่ ๆ ) นั้นเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ไม่เกิน 1 ปี (ถ้านักลงทุนถือประมาณ 1 ปีโอกาสขาดทุนถือว่าน้อยมาก ๆๆๆๆๆ แล้วครับ) ซึ่งต้องบอกว่ากองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่ค่อนข้างจะมีความผันผวนต่ำมาก เพราะว่ากองทุนก็จะลงทุนแต่ตราสารหนี้ที่เป็น Investment grade เท่านั้น ไม่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือความผันผวนมาก ๆ ครับ

เอาเป็นว่ากองทุนนี้เน้นลงทุนแบบปลอดภัย และเหมาะกับการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดี และเนื่องจากอายุของตราสารเองก็ไม่ได้สั้นมากจนทำให้ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นต่ำเกินไปครับ

โดยสรุปผมคิดว่ากองทุนที่ออกมาใหม่นั้นมีความน่าสนใจ และ ในอนาคตนั้นก็จะมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากมีกองทุนต่างประเทศอีก 7 กองทุนมาร่วมด้วย ซึ่งถ้ามีกองทุนที่นโยบายหลากหลายก็สามารถเอามาไว้จัดพอร์ตการลงทุนได้อย่างดีทีเดียวครับ

สำหรับผู้ที่สนใจกองทุนของ AIAIMT ก็สามารถติดต่อได้ที่ทาง AIA เลยนะครับ หรือสามารถสอบถามได้ที่โทร. 0-2353-8784 และเว็บไซต์ aiaim.co.th

แต่ทั้งนี้ก็ควรที่จะต้องอ่านนโยายการลงทุน และ กรมธรรม์ให้ดีก่อนจะซื้อทุกครั้งนะครับ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

วันนี้ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะครับ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ลดรายจ่าย มีเงินออมเพิ่มทันที!!

อภินิหารเงินออมเจอกระทู้หนึ่ง เรื่องราวน่าสนใจอาจจะตรงกับชีวิตของใครหลายๆคนที่ว่า “มีรายได้เข้ามาแต่ไม่มีเงินเก็บ” ถ้าใครใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่นานจะมีหนี้สินก้อนอื่นๆตามมา ถ้าต้องการเปลี่ยนตัวเองให้มีเงินออมก็ต้องเริ่มที่ปรับมุมมองเรื่องการใช้เงิน

ใช้วันนี้และใช้ในอนาคตเงินจะหมดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการวางแผนใช้เงิน หมดเงินก้อน 30,000 บาทเพราะเอาไปท่องเที่ยว ความจริงควรแยกที่เก็บเงินตามเป้าหมายการใช้เงินว่าจะใช้ตอนนี้และอนาคตเท่าไหร่

ตัวอย่าง

=> เงินเก็บไว้ไปเที่ยว ต้องการสภาพคล่อง ถอนออกง่าย ควรเก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

=> เงินเกษียณ ควรเลือกที่ถอนออกยากๆ บังคับให้ตัวเองเก็บเงิน เช่น ประกันบำนาญ เพื่อจะได้มีเงินมาใช้จ่ายหลังอายุ 60 แน่นอน ส่วนใครที่ต้องการนำเงินไปลงทุน เช่น dca หุ้น กองทุนรวม ต้องไม่หวั่นไหวกับการขึ้นลงของราคาและมีวินัยการลงทุนสม่ำเสมอ

ลดรายจ่าย มีเงินออมเพิ่มขึ้นทันที!!

ลดรายจ่ายจากของฟุ่มเฟือยเจ้าของกระทู้ไม่ได้บอกเป๊ะๆว่ารายจ่ายแต่ละรายการเท่าไหร่ จังประมาณตามข้อมูลที่สุดท้ายแล้วมีรายได้เท่ารายจ่าย 35,500 บาท ถ้าเห็นรายจ่ายแบบนี้รู้เลยว่าเงินออมซ่อนอยู่ที่ไหน

  • เลิกซื้อหวย จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 4,000 บาท
  • ลดการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอาง 50% จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นเดือนละ 6,975 บาท
  • สรุปว่าแค่ลดรายจ่าย 2 รายการนี้จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นทันที 10,975 บาท

สิ่งที่ควรทำเพิ่ม…

จากรายจ่ายเดือนละ 35,000 บาท ในยุคที่โอกาสตกงานเกิดขึ้นง่ายมาก ควรมีเงินฉุกเฉินเตรียมไว้ประมาณ 6 – 12 เดือน คือ 210,000 – 420,000 บาท เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ถ้าตกงานจะได้มีเงินใช้จ่ายระหว่างรองานใหม่ 6 – 12 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้จ่ายดอกเบี้ยให้ปวดใจ

อนาคตเป็นผลของสิ่งที่เกิดขึ้นจากอดีต ถ้าวันนี้เราทำอะไร อนาคตก็จะได้รับอย่างนั้น เรื่องเงินก็เช่นกัน ถ้าอนาคตเราต้องการมีเงินใช้จ่าย ดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ควรเริ่มวางแผนการใช้เงินตั้งแต่วันนี้นะจ๊ะ

————

PR :

=> E-book , หนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำและ Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/2Dvegib

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

เทรดดัชนี S&P500 ได้ง่าย ๆ ด้วย DW41

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐคือตลาดที่นักลงทุนและเทรดเดอร์ทั่วโลกให้ความสำคัญ แม้แต่นักลงทุนไทยเองก็ยังพากันไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐไม่น้อย และทุกวันนี้ การลงทุนต่างประเทศคือสิ่งที่ทำได้สะดวกกว่าเดิมมาก ทั้งการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศที่ทำได้สะดวกกว่าเดิม หรือจะลงทุนในกองทุนต่างประเทศก็ทำได้ผ่านการซื้อกองทุนในประเทศไทยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่านักลงทุนทุกรายจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐได้ เพราะเงินทุนเริ่มต้นที่ใช้เปิดบัญชีอาจสูงถึงหลักแสนบาท รวมถึงข้อจำกัดของเวลาในการซื้อขายด้วย เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐเปิดปิดคนละเวลากับประเทศไทย แต่จะดีกว่าไหม ถ้านักลงทุนและเทรดเดอร์ชาวไทย สามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐได้ โดยที่ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ ใช้เงินทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท และยังสามารถซื้อขายตามเวลาทำการในประเทศไทยได้ด้วย

ขอเชิญพบกับ DW41 S&P500 จาก JPMorgan

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ JPMorgan แบบผ่าน ๆ ว่าเป็นสถาบันการเงินแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว JPMorgan เป็นถึงสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ มีทรัพย์สินกว่า 2.6 ล้านล้านดอลล่าร์ และอยู่เคียงข้างนักลงทุนมากว่า 200 ปี

JPMorgan ยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้ออก DW ที่มียอดขายสูงสุดในเอเชีย จุดนี้เองที่บริษัทเริ่มขยายตลาดของ DW ไปสู่ประเทศอื่น ๆ มากขึ้น รวมถึงประเทศไทย ที่ DW 41 ก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

แล้ว DW 41 คืออะไร ต่างจากหุ้นปกติตรงไหน

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ DW41 ก็คือเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยจะมีราคาล้อไปกับสินทรัพย์อ้างอิงบางอย่าง เช่น หุ้นสามัญ และ ดัชนีหลักทรัพย์

โดย DW41 จะมีอยู่สองแบบใหญ่ ๆ ให้นักลงทุนได้เลือกซื้อ คือ DW 41 แบบ Call และ DW41 แบบ Put โดย Call DW41 จะเคลื่อนไหวตามราคาของสินทรัพย์อ้างอิง ส่วน Put DW41 จะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาของสินทรัพย์อ้างอิง

ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเห็นว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ก็สามารถซื้อ Call DW41 ของ SET50 เอาไว้ได้ แต่หากคาดการณ์ว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวลดลง ก็สามารถซื้อ Put DW41 ของ SET50 ไว้ได้เช่นกัน เพราะ Put DW41 จะมีราคาสูงขึ้นเมื่อดัชนี SET50 ร่วงลง เป็นต้น นี่คือจุดเด่นประการแรกของ DW41

จุดเด่นประการต่อมาก็คือ DW41 จะมาพร้อม Gearing ที่มากกว่าสินทรัพย์อ้างอิง หากสินทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนไหว 1% บางครั้ง DW41 อาจจะเคลื่อนไหว 4-5% เลยก็ได้ (ขึ้นอยู่กับ Feature DW41ตัวนั้นๆ) ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสทำกำไรที่มากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากกว่าด้วย

และจุดเด่นของ DW41 ประการสุดท้าย คือการเพิ่มช่องทางการลงทุนที่อ้างอิงดัชนีหลักทรัพย์ต่างประเทศให้แก่นักลงทุนและเทรดเดอร์ ให้สามารถทำการซื้อขายได้สะดวกขึ้น โดยแทนที่นักลงทุนจะต้องไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นสหรัฐด้วยตัวเองเหมือนเมื่อก่อน ก็สามารถซื้อขายได้ผ่าน DW41 ของดัชนี S&P500 ที่ออกโดย JPMorgan นั่นเอง

แล้วทำไมต้องเป็นดัชนี S&P 500

S&P500 เป็นดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จากตลาดหุ้นสหรัฐ และเป็นหนึ่งในดัชนีที่ได้รับการติดตามมากที่สุดในโลก

โดยดัชนี S&P500 มีมูลค่าราว ๆ 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐทั้งหมด

สำหรับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นสมาชิกในดัชนี S&P500 หากวัดด้วยมูลค่าตลาด จะประกอบด้วย Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Facebook, Johnson & Johnson, Berkshire Hathaway, Visa และ Proctor & Gamble เป็นต้น เรียกได้ว่าดัชนีนี้ครอบคลุมบริษัทชั้นนำมากที่สุดแล้ว

นอกจากนั้นจุดเด่นของดัชนีคือมีกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนแตกต่างจากดัชนีหลักทรัพย์ของไทย เช่น ดัชนี S&P500 มีสัดส่วนกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพสูงถึง 26% และ 15% ตามลำดับ ในขณะที่ดัชนี SET Index เน้นไปที่กลุ่มธุรกิจพลังงานเป็นหลัก

อีกประเด็นหนึ่ง S&P500 เป็นดัชนีที่เรามักจะเห็นว่ามีเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของราคามากกว่า SET50 เช่น มีอัตราการเคลื่อนไหวของราคามากกว่า SET50 เกือบ2เท่า ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมานั่นแปลว่า DW41 ที่อ้างอิงราคากับดัชนี S&P500 มีโอกาสสร้างผลตอบแทนและเสี่ยงมากกว่า DW อ้างอิงดัชนี SET50

JPMorgan เองยังมีประสบการณ์ในการออกผลิตภัณฑ์ DW มาอย่างยาวนาน เห็นได้จากการเป็นผู้ออก DW รายใหญ่ที่มียอดขายสูงสุดในเอเชียในช่วงปี พ.ศ. 2556-2562 ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงระบบจัดการราคาหรือสภาพคล่องที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี 

ในการเทรด DW หลาย ๆ ครั้งนักลงทุนหรือเทรดเดอร์มักจะกังวลถึงสภาพคล่องและราคาของ DW ตัวนั้นว่าเป็นไปตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ สภาพคล่องมีเพียงพอไหมแก่การซื้อหรือขาย หรือราคาสะท้อนสินทรัพย์อ้างอิงได้รวดเร็วเพียงใด และด้วยประสบการณ์อันยาวนานของ JPMorgan อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันได้ในเบื้องต้นว่าผู้ซื้อ DW41 จะได้รับสินค้าทางการเงินที่มีคุณภาพ

DW41 ของ JPMorgan จะอ้างอิงกับการเคลื่อนไหวของ E-mini S&P500 Futures ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี S&P500 อีกต่อหนึ่ง โดย DW41 ตัวใหม่ที่ออกโดย JPMorgan นี้จะใช้ตัวย่อว่า SPX41C สำหรับ Call DW41 และใช้ตัวย่อว่า SPX41P สำหรับ Put DW41

นั่นแปลว่า ต่อจากนี้นักลงทุนและเทรดเดอร์ จะสามารถซื้อขายดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐในตลาดหุ้นบ้านเราได้แล้ว แถมยังซื้อขายได้ในเวลาทำการตามปกติของตลาดหลักทรัพย์ไทยอีกด้วย ผู้ที่สนใจ สามารถซื้อขาย SPX41C และ SPX41P ของ JPMorgan ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

ปรับเปลี่ยนพอร์ตให้โดนใจ ด้วย Personalize Your Investment

การกระจายความเสี่ยงคือเรื่องสำคัญมากในปัจจุบัน

ยิ่งสถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนเห็นถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงมากเข้าไปใหญ่ เพราะถ้าใครที่ลงเงินทั้งหมดไปกับตลาดหุ้น จะต้องพบเจอกับช่วงเวลาอันโหดร้ายที่ตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปสูงสุดถึงกว่า 30% เลยทีเดียว

ลองคิดเล่น ๆ ว่า แทนที่นักลงทุนจะทุ่มเงินทั้งหมดไปกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งแล้วเจอความเสี่ยงแบบเต็ม ๆ มันน่าจะดีกว่าถ้าได้จัดสรรเงินออกเป็นส่วน ๆ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ใดมากเกินไปนัก และถ้าจะให้ดีที่สุด การกระจายความเสี่ยงเหล่านั้นควรจะปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย

หรือจะเรียกว่า “ลงทุนถูกที่ สร้างโอกาสที่ดีเสมอ” ก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงมันก็มีข้อจำกัดของมันอยู่ ปัจจัยสำคัญคือถ้าเงินทุนของนักลงทุนไม่ได้สูงนัก การจะกระจายเงินลงทุนไปใส่ในหลาย ๆ สินทรัพย์จึงอาจเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย และยิ่งยากเข้าไปใหญ่ถ้าจะปรับพอร์ตบ่อย ๆ ให้ทันต่อสภาวการณ์ลงทุนอันผันผวน

แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นจะหมดไป เพราะตอนนี้ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP มีตัวช่วยในการ Optimise ให้กับนักลงทุนแล้ว

นักลงทุนหลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) อยู่บ้าง ในฐานะที่บริษัททั้งสองนี้เป็นสถาบันการเงินชั้นนำของไทย ก่อนที่จะร่วมกิจการกันในปี 2555 และเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา

หลังจากที่ร่วมกิจการกันแล้ว เกียรตินาคินภัทรจึงกลายเป็นสถาบันการเงินที่มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก และยังคงความเชี่ยวชาญในสองธุรกิจ ทั้งบริการทางการเงินของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจตลาดทุน เชี่ยวชาญในการพาบริษัทขนาดใหญ่เข้าไปจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งไทยและต่างประเทศธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และนำเสนอบริการทางด้านการลงทุนเหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละราย ผลจากการร่วมกิจการครั้งนั้น ทำให้เกียรตินาคินภัทรมีเครื่องมือทางการลงทุนไว้ตอบสนองลูกค้าอย่างหลากหลาย และพร้อมในทุกสภาวะการลงทุน

จุดเด่นนี้เอง ทำให้เราอยากแนะนำพอร์ตการลงทุนในกลุ่ม PHATRA SG-AA ด้วยจุดเด่นสำคัญคือ เป็นพอร์ตการลงทุนที่ “ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสภาวการณ์ลงทุน โดยทีมที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ ของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร” ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ให้กับนักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลสม่ำเสมอ

PHATRA SG-AA จะมีพอร์ตการลงทุนในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 4 พอร์ตด้วยกัน ได้แก่

1) PHATRA SG-AA ULTRA LIGHT

พอร์ตนี้จะเป็นพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ตราสารทุน ตราสารหนี้ ตลอดจนสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ

โดยพอร์ต PHATRA SG-AA ULTRA LIGHT เพิ่งเปิดขายเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2563 ที่ผ่านมา ด้วยจุดเด่นคือการกระจายความเสี่ยงที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง

2) PHATRA SG-AA LIGHT

พอร์ตนี้จะคล้ายคลึงกับ PHATRA SG-AA LIGHT แต่จุดที่ต่างออกไปคือ เรื่องนโยบายการลงทุนที่เน้นตราสารหนี้ประมาณ 51% ตราสารทุนในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 24% ตราสารทางเลือกประมาณ 10% เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัยพ์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ น้ำมัน และที่เหลือเป็นส่วนของเงินสดเพื่อสภาพคล่องของกองทุน โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง

3) PHATRA SG-AA

พอร์ตการลงทุนที่ลงทุนต่อในพอร์ตการลงทุนที่ชื่อ PHATRA SG-AA อีกต่อหนึ่ง พอร์ตดังกล่าว ตราสารหนี้ประมาณ 30% ตราสารทนในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 50% ตราสารทางเลือกประมาณ 15% เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นญาน ทองคำ น้ำมัน และที่เหลือเป็นส่วของเงินสดเพื่อสภาพคล่องของกองทุน โดยในปีที่แล้วพอร์ตการลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนที่ 8.25%

4) PHATRA SG-AA Extra

พอร์ตนี้มีการจัดสรรเงินลงทุนคล้ายกับพอร์ต PHATRA SG-AA Extra เน้นลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 5% ตราสารทุนในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 76% ส่วนที่เหลือเป็นตราสารทางเลือกประมาณ 15% เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ น้ำมัน และที่เหลือเป็นส่วนของเงินสดเพื่อสภาพคล่องของกองทุน โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงมาก

เรียกได้ว่า พอร์ตการลงทุนทั้ง 45 แบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่มได้อย่างน่าสนใจ มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่แตกต่างกัน ภายใต้การแนะนำและดูจากผู้เชี่ยวชาญ ตามความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจอีกด้วย

หรือถ้านักลงทุนท่านใดสนใจลงทุนกับพอร์ตเหล่านี้เป็นเงินลงทุนเริ่ม เริ่มต้นที่ 500,000 บาทขึ้นไป ทางเกียรตินาคินภัทรยังมีบริการทางด้านการเงินพิเศษให้อีกด้วย คือบัญชีออมทรัพย์ KKP Smart Growth ช่วยต่อยอดความมั่งคั่งให้กับคุณ พร้อมรับดอกเบี้ยอัตราพิเศษสูงสุด 1.20% ต่อปี รับข้อมูลข่าวสารการลงทุนแบบ Exclusive รวมถึงการเข้าร่วมสัมมนาทางการเงินหลักสูตรพิเศษได้ก่อนใคร

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ใครที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://kkpbank.com/heZZn หรือสอบถาม KKP Contact Center โทร 02-165-5555 

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

วิธีคำนวณทุนประกันตามความจำเป็นของครอบครัว

สิ่งของรอบตัวมีราคาแตกต่างกัน เช่น บ้านราคา 2 ล้านบาท , รถยนต์ราคา 500,00 บาท , กาแฟแก้วละ 50 บาท ฯลฯ เพราะแต่ละอย่างมีต้นทุนการผลิตไม่เท่ากัน ราคาจึงแตกต่างกัน แล้วชีวิตของเราล่ะ มีค่าเท่าไหร่?

แม้ว่าชีวิตของคนประเมินค่าไม่ได้ แต่ถ้าเกิดกรณีเสียชีวิต มันก็ต้องมีแนวคิดคำนวณค่าเสียโอกาสในการหารายได้เพื่อแจ้งความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก่อนหน้านี้เคยเขียนเรื่องการคำนวณทุนประกันตามความสามารถในการหารายได้กันไปแล้ว (อ่านย้อนหลังได้ที่โพสต์ คำนวณทุนประกันชีวิตแบบ Human Life Value Approach https://bit.ly/2ErCzxY)

โพสต์นี้เป็นวิธีคำนวณทุนประกันอีกแบบหนึ่ง คือ ตามความจำเป็นของครอบครัว หรือ Needs Approach ว่าเราเป็นห่วงใครและอะไรบ้าง หากอายุสั้น ประกันที่ทำไว้ก็จะจ่ายตามทุนประกันชีวิต ซึ่งประกันแต่ละแบบมีรายละเอียดยิบย่อยแตกต่างกัน โพสต์นี้เป็นเพียงแนวคิดและยกตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น แฟนเพจควรสอบถามตัวแทนประกันอีกครั้งนะคะ

ตัวอย่าง ผู้หญิงอายุ 30 มีความกังวล 3 เรื่องคือ ดูแลพ่อแม่ ลูกและไม่ต้องการให้คนในครอบครัวรับภาระหนี้สิน แนวคิดในการหาทุนประกันชีวิตและแบบประกันที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของเรา

A : ครอบครัวเราจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไหร่

จากภาพนี้เราต้องการดูแลพ่อแม่ ลูกและกังวลเรื่องหนี้สิน รวม 7,200,000 บาท ตอนนี้เรามีประกันชีวิตรวมทุกเล่ม 5,000,000 บาท เพื่อตัดความกังวลทิ้งไป ควรทำประกันชีวิตที่ทุนประกันอีก 2,200,000 บาท

ถ้าทำครบตามแผนที่วางไว้แล้ว หากอายุสั้นจากไปก่อนคนอื่น ก็จะได้รับเงินก้อนจากประกันชีวิตรวม 7,200,000 บาท เพื่อ…

=> ดูแลพ่อแม่ 2,400,000 บาท 

=> ดูแลลูก 1,800,000 บาท

=> ปลดหนี้ไม่เป็นภาระให้ครอบครัว 3,000,000 บาท

B : เปรียบเทียบแบบประกันของบริษัทต่างๆ

ถ้าเข้าไปอ่านแบบประกันของเว็บไซด์ในแต่ละบริษัท เราอาจจะเป็นลมเพราะมันมีเยอะมากมาย วิธีหาตัวกรองข้อมูลเบื้องต้นที่ https://www.itax.in.th/market/ ในภาพนี้เป็นตัวอย่างแบบประกันชีวิตและเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย (อ่านเพิ่มเติมว่าประกันชีวิตแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร อ่านได้ที่บทความ “เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน” http://bit.ly/2kr0uUc)

=> แบบที่ 1 : แบบชั่วระยะเวลา (เป็นเบี้ยทิ้งเหมือนการจ่ายประกันรถยนต์)

ทุนประกัน 2,250,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันปีละ 5,490 บาท จ่าย 20 ปี 

=> แบบที่ 2 : แบบตลอดชีพ

ทุนประกัน 2,200,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 29,920 บาท จ่ายถึงอายุ 60 ปี

=> แบบที่ 3 : แบบควบการลงทุน

ทุนประกัน 2,200,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 8,800 บาท ควรจ่ายขั้นต่ำ 10 ปี

เน้นประกันชีวิตแบบ อายุและเพศ ทำให้เบี้ยประกันของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน ควรสอบถามตัวแทนประกันอีกครั้งนะคะ

C : เรามีงบประมาณเท่าไหร่

กลับมาดูที่สภาพคล่องของตัวเองว่าตอนนี้สามารถจ่ายได้เท่าไหร่ ซึ่งจำนวนเงินตรงนี้ทำให้เราเลือกแบบประกันในข้อ B ได้ง่ายขึ้นนั่นเองจ้า

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์บางส่วนที่แอดมินใช้ในการทำ Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ซึ่งแต่ละคนมีแนวทางจัดการเงินแตกต่างกัน แฟนเพจควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองอีกครั้งนะคะ

————

PR : E-book , หนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำและ Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/2Dvegib

เพจอภินิหารเงินออม

โตไปกับเทรนด์อาหารสุขภาพกับ NRF

หากเราจะเสาะหาบริษัทที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อมอบประสบการณ์ที่มีความสุขให้แก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน เราอาจต้องโฟกัสไปที่บริษัทที่ทำธุรกิจอาหารระดับชั้นนำของโลกอย่าง NRF

NRF หรือ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจเป็นผู้นำในการผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนทางเลือก เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และสินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKUs 200 แบรนด์ และมากกว่า 500 สูตรอาหาร 

ผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายรูปแบบ หลายขนาด เช่น ขวดแก้ว ขวดโหล ซอง และกล่องสำเร็จรูปพร้อมรับประทานเข้าไมโครเวฟได้ จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ กว่า 25 ประเทศทั่วโลก อาทิ ทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชีย ฯลฯ

NRF คือบริษัทที่ทำธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เพียงขายผลิตภัณฑ์เพื่อได้กำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ กระจายส่งออกผลิตภัณฑ์ในแหล่งที่หาซื้อได้สะดวกอย่างห้างสรรพสินค้า รวมถึงโมเดิร์นเทรด ฯลฯ  ส่วนใหญ่เน้นส่งออกในตลาดหลักในต่างประเทศ เพื่อเสิร์ฟผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติถูกปาก และดีต่อสุขภาพแก่ผู้บริโภคได้เลือกสรรตามความพึงพอใจ 

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ยังตอบโจทย์สไตล์ผู้คนยุคใหม่อย่าง Millennial (Gen me) ที่เน้นกินอาหารคลีน ๆ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ NRF ที่มุ่งเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของโลก ตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคม และเพื่อโลก อย่างการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ทดแทนด้วยอาหารโปรตีนจากพืช เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ห่างไกลโรคร้าย 

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ NRF แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้ คือ

1) ธุรกิจกลุ่ม Ethnic Food

ธุรกิจผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) 

ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ

เรียกได้ว่าผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย และสร้างข้อได้เปรียบจากการลงทุนในบริษัทที่เป็นพันธมิตรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ จุดเด่นคือบริษัทฯ มีใบรับรองคุณภาพการผลิตจากประเทศฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบคุณภาพมาอย่างยาวนาน รวมถึงยังเป็นโรงงานผลิตอาหารแห่งแรกในประเทศไทยที่เป็น Carbon Neutral ซึ่งได้ใบรับรองโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ยังเป็นที่ต้องการแก่ลูกค้าที่ซื้ออยู่เป็นประจำ ที่มีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่ใส่ใจคุณภาพ จากการดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี และยังได้ลูกค้าหน้าใหม่ที่เกิดจากการที่ NRF มุ่งเน้นเรื่อง sustainability หรือความยั่งยืนเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้น เช่น การลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ Griffith Food ในการร่วมมือกันขายผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก และมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แข็งแกร่ง เกิดความยั่งยืน

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีสินค้าในตราของบริษัทเองด้วย เน้นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเน้นความดั้งเดิมไปจนถึงสมัยใหม่เข้าถึงง่าย และยังมีโอกาสที่ NRF สามารถขยายฐานลูกค้าได้อีกมาก เช่น แบรนด์       Por Kwan (พ่อขวัญ) , Lee Brand , Thai Delight , Shanggie , DeDe และ Sabzu (แซ่บซู่) อย่างแบรนด์ Thai Delight น่าจะเป็นแบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นอาหารสำเร็จรูปที่รับประทานได้ ไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม อย่างแกงเขียวหวานไก่กับผัดไทยก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยชิมกันมาแล้ว

2) ธุรกิจกลุ่มPlant-Based Food

อาหารโปรตีนจากพืช หรือ Plant – Based Food ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ของโลกที่กำลังมาแรงมาก ประชากรจำนวนหนึ่งหันมากินมังสวิรัติมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องการอาหารที่อร่อยและครบคุณค่าในเวลาเดียวกัน บริษัทฯ เองก็ทำผลิตภัณฑ์ตรงนี้ด้วย เช่น เนื้อปลาเทียม เส้นชิราตากิ หมูบดเทียม นอกจากนี้ยังได้เข้าลงทุนต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กับบริษัทต่างชาติเพื่อสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่ที่เกี่ยวกับโปรตีนจากพืช

NRF ยังได้ร่วมลงทุนในธุรกิจอาหารกับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงระดับโลกจากการทำธุรกิจเกื้อกูลกัน กับบริษัท THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือเบรคส์ ที่มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ ประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปี ในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก และยังเป็นพันธมิตรกับ The Meatless Farm Limited ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า

ความเหนือชั้นของบริษัทฯ อาจสังเกตได้จากสัดส่วนรายได้ที่มาจากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกไปยังหลายทวีปทั่วโลก โดยมีจุดแข็งที่พร้อมดำเนินการชูกลยุทธ์ในการก่อตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช ในส่วนที่ก่อตั้งบนที่ดินของบริษัทฯ เอง ที่มีเป้าหมายที่จะมีรายได้จาก Plant-Based ประมาณ 30-40% ในปี 2567 และยังได้มีการลงทุนผ่าน Plant and Bean Ltd. (P&B) ที่ตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชจากประมาณ 3,400 ตันเป็น 36,000 ตันภายในปี 2564 และยังได้มีการวางแผนที่จะขยายฐานการผลิตไปในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงเอเชียอีกด้วย

NRF ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ ก่อตั้งและลงทุนในกองทุน Big Idea Venture และ New Protein Fund ขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท โดยมี Temasek และ Tyson Foods ร่วมลงทุน โดยมีเป้าหมายที่จะลงทุน 100 สตาร์ทอัพ จากที่ลงทุนไปแล้ว 27 สตาร์ทอัพ ซึ่งจะส่งผลดีแก่บริษัทฯ ในอนาคต ที่บริษัทสตาร์ทอัพเหล่านั้น จะเข้าซื้อผลิตภัณฑ์ของ NRF ทำให้มีรายได้หลายทาง โดยเฉพาะยังทำให้บริษัทฯ มีสิทธิ์ที่จะนำเสนอเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพได้อย่างกว้างขวาง นำไปสู่การสร้างชื่อเสียงในอนาคต สะท้อนถึงวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลเพื่อการเติบโตของบริษัทฯ 

3) ธุรกิจกลุ่ม Functional Product

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน รวมถึงสินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ V-shapes เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่สะดวกสบายต่อผู้ใช้ โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขยายอาณาจักรของตลาดบรรจุภัณฑ์ V-shapes เช่น Fluid Energy Group ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในอนาคตก็น่าจะมีสินค้าอื่น ๆ ออกมาอีกด้วย

การประกอบธุรกิจของ NRF ยังไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์แค่นี้ แต่ยังวางแผนคิดค้นเพื่อจะผลิตผลิตภัณฑ์จำพวกอาหารเสริม ผ่านการลงทุนร่วมกับ กลุ่ม Boosted Ecommerce Inc. (Boosted) ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจที่มีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง และมียอดขายบนช่องทาง Amazon E-Commerce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

NRF ยังเป็นที่ไว้วางใจแก่องค์กรต่าง ๆ ที่เคยรู้จัก ในเรื่องของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน น่าจะเป็นสิ่งที่การันตีถึงความสามารถได้ว่า NRF มาไกลเกินกว่าจะหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม ในการทำธุรกิจไปพร้อมกับการตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะ NRF เป็นผู้ผลิตอาหารรายแรกของไทยที่เป็น Carbon Neutral ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ว่า บริษัทฯ จะเป็นตัวเลือกในอันดับแรก ๆ ในการผลิตสินค้าให้กับบริษัทอาหารสำเร็จรูปชั้นนำควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนสู่สังคมสีเขียว

การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ของ NRF อยู่เสมอ ยังสะท้อนได้จากการเข้าร่วมใน Sustainability Program ร่วมกับ World Economic Forum ซึ่งเป็นผลดีแก่บริษัทฯ ทำให้มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้นำองค์กรระดับโลกมากมาย ที่อาจกลายเป็นลูกค้าที่ยอดเยี่ยมในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของ NRF คือ การไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เสิร์ฟรสชาติถูกปาก ส่งมอบความพึงพอใจสอดรับกับความต้องการกินอาหารในทุกช่วงเวลา เช่น อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready to eat) เป็นที่นิยมช่วงล็อกดาวน์ จากการเกิดโรคระบาด อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) กลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพนิยมชื่นชอบ อาหารท้องถิ่นดั้งเดิม (Ethnic Food) สำหรับคนที่ชอบกินอาหารรสจัด และเผ็ดร้อน ฯลฯ โดยเฉพาะอาหาร Plant-Based Food ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในด้านวัตถุดิบ รวมถึงรสชาติ กลิ่น ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกินเนื้อสัตว์จริงๆ โดย NRF คัดสรรใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม สะอาด และปลอดภัย มุ่งสู่การผลักดันบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้น เจาะกลุ่มผู้บริโภค Millennial ทั่วโลก

โครงสร้างรายได้ (สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2563)

หมายเหตุ /1รายได้อื่นเช่น รายได้บริการอื่น รายได้บัตรภาษีชดเชยจากการส่งออก ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น

สำหรับสัดส่วนรายได้จากการขายหลักยังมาจากธุรกิจผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต โดยผลประกอบการ 6 เดือน ปี 2563 มีรายได้อยู่ที่ 372.9 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 155.5 ล้านบาท และกลุ่ม Plant-Based Food ทำรายได้อยู่ที่ 38.5 ล้านบาท ขณะที่กลุ่ม Functional Product ทำรายได้ 25.2 ล้านบาท 

จะเห็นได้ว่าภาพรวมของสินค้าในแต่ละสัดส่วนก็มีแนวโน้มที่น่าสนใจ ด้วยสภาพอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตไปตามเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Plant-Based Food ที่บริษัทฯ มีความรู้ในการพัฒนาอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมเป็นอย่างดี หากสามารถรักษาการประยุกต์เข้าไปกับเทรนด์ Plant-Based Food ที่กำลังมาได้ ก็ดูจะมีแนวโน้มในการเติบโตที่ดี

สัดส่วนรายได้แต่ละประเทศ สำหรับงวด 6 เดือนปี 2563

หมายเหตุ /1ลูกค้าในประเทศของบริษัทฯ เกือบทั้งหมดเป็นผู้ส่งออกสินค้า

ปัจจุบันฐานลูกค้าของบริษัทฯ อยู่ที่อเมริกาเหนือ (ประมาณ 31.2%) และยุโรป (ประมาณ 33.0%) ในขณะที่ไทยกินสัดส่วนประมาณ 14.4% ตัวเลขตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นข้อมูลที่บอกได้ว่าบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจระดับโลกอยู่แล้ว ตลาดการเติบโตย่อมกว้างกว่าการพึ่งพาแค่ประเทศใดประเทศเดียว

เป้าหมายต่อไปของ NRF คือ การผลิตอาหารแห่งอนาคต “Future of Food” ใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร เพื่อผลิตอาหารที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างยั่งยืน อย่าง Specialty Food เข้ากระบวนการผลิตและออกมาเป็นรสชาติที่ถูกปาก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการกินอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไม่มีไขมันเกาะติดให้รู้สึกอึดอัด เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค และดีต่อโลกอย่างยั่งยืน

NRF กำลังจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

NRF กำลังจะเข้าสู่ตลาดหุ้น ผ่านการระดมทุน IPO โดยมีจำนวนหุ้นที่เสนอขายไม่เกิน 340 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายทั้งหมด ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น โดยหลังจากระดมทุนแล้ว ผู้ถือหุ้นหลักจะยังเป็นเครือครอบครัวปฐมวาณิชย์ที่ถือสัดส่วนรวมประมาณ 68.2% อีกด้วย

บริษัทฯ มีแผนจะนำเงินไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์

หลังจากระดมทุน NRF จะนำเงินไปใช้คืนเงินกู้ยืมส่วนหนึ่ง ใช้เป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจส่วนหนึ่ง และนำไปใช้เพื่อการลงทุนในอนาคตอีกส่วนหนึ่ง ใครที่สนใจอยากลงทุนในบริษัทฯ ก็สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทฯ เพิ่มเติมได้ที่ 

https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=288065

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

แผนเกษียณของแต่ละคนแตกต่างกัน

ช่วงที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมเจอเคสวางแผนเกษียณของคุณพี่ 2 คน จากภาพรวมเรื่องวิธีจัดการเงินการเงินมีความน่าสนใจ จึงขออนุญาตคุณพี่ทั้งสองนำเรื่องราวบางส่วนมาเล่าให้แฟนเพจฟังเป็นแนวทางวางแผนการเงินของตัวเองนะคะ

สิ่งที่พี่ทั้งสองคนมีเหมือนกัน คือ อายุ 40++ , สาวโสดและไม่มีหนี้สิน ดูจากรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สินแล้วสามารถเก็บเงินเกษียณได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าคุณพี่ทั้งสองคนต้องการวางแผนเกษียณเหมือนกัน แต่แนวทางจัดการเงินแตกต่างกัน

ภาพรวมเรื่องการเงินในพีระมิดการเงิน?

ถ้าโครงสร้างเป็นแบบสามเหลี่ยม เริ่มจากข้างล่างขึ้นข้างบน บริเวณฐานด้านล่างของเราจะมี 2 เรื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชีวิต คือ

เงินฉุกเฉิน (ล่างซ้าย) : เร่งด่วนถอนเงินส่วนตัวมาใช้ได้ทันที

ประกันชีวิต (ล่างขวา) : เผื่ออายุสั้นเสียชีวิตเร็วกว่าที่คิด มีเงินก้อนมาดูแลครอบครัว ถ้าเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล มีเงินจ่ายค่ารักษา

ส่วนช่องตรงการกลางเป็นเป้าหมายการเงินว่าเราต้องการใช้เงินทำอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลาง ยาว จำนวนเงินเท่าไหร่ เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้ควรเก็บเท่าไหร่เพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น

ส่วนข้างบนสุดเป็นการสะสมความมั่งคั่งเพื่อเก็บไว้ใช้เองหรือส่งต่อมรดกให้คนในครอบครัว ซึ่งแต่ละคนมีโครงสร้างของ ?นี้แตกต่างกัน ของคุณพี่ทั้งสองคนเป็นแบบนี้

คุณพี่คนแรก

=> มีประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวม 8 เล่ม 

=> สินทรัพย์การลงทุนมี 28% ของความมั่งคั่งสุทธิ

คุณพี่คนที่สอง

=> ไม่มีประกันชีวิตและไม่มีประกันสุขภาพ 

=> สินทรัพย์การลงทุนมี 73% ของความมั่งคั่งสุทธิ

สินทรัพย์การลงทุนที่เหมาะสม

เงินส่วนนี้เราจะใช้ตอนเกษียณ หลังจากไม่มีงานทำแล้วจะนำเงินจากการลงทุนมาใช้จ่าย สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมรู้ได้ด้วยการตรวจสุขภาพทางการเงิน (อ่านได้ในบทความ วางแผนจัดการเงิน เราทำเองได้ง่ายมากๆ https://bit.ly/2W0zqL5) ซึ่งวิเคราะห์เรื่องการลงทุน คือ…

(สินทรัพย์ลงทุน / ความมั่งคั่งสุทธิ) x 100 ผลลัพธ์ที่ได้ควรมีมากกว่า 50% 

แนวคิดในการจัดการเงินแตกต่างกัน

แม้ว่าทั้งสองคนมีเป้าหมายเกษียณเหมือนกัน แต่วิธีจัดการเงินและสินค้าทางการเงินที่เหมาะสมนั้นไม่เหมือนกัน 

=> คุณพี่คนแรก

จัดเต็มประกันชีวิตมีทุนประกันเพียงพอกับความต้องการแล้ว มีประกันสังคมและประกันสุขภาพดูแลเรื่องการเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล เพื่อให้แผนเกษียณเป็นไปตามที่คิดไว้ ควรเติมเรื่องการลงทุนที่ทำให้เงินเติบโต สินค้าการเงินควรเป็นกองทุนรวม

=> คุณพี่คนที่สอง

แม้ว่าไม่ทำงานก็สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผล ซึ่งแต่ละปีได้รับไม่เท่ากัน ความน่ากังวลอยู่ที่การเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล เพราะจะต้องถอนเงินจากการลงทุนมาใช้จ่าย แนวคิดในการวางแผนจึงเน้นไปที่การหาวิธีรักษาเงินต้นให้อยู่นานที่สุด สินค้าการเงินควรเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายและประกันบำนาญเพื่อสร้างความอุ่นใจว่าจะได้รับเงินแน่นอนหลังเกษียณเท่าไหร่

แนวทางการวางแผนเกษียณมีมากมาย แต่วิธีไหนเหมาะสมกับเรานั้น ควรเข้าใจสภาพการเงินในปัจจุบันของตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร โดยการตรวจสุขภาพการเงิน(จากลิงค์ที่ให้ไปข้างบน) จากนั้นค่อยเลือกสินค้าทางการเงินและลงมือทำตามแผนนะคะ

————

PR : E-book , หนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำและ Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/2Dvegib

เพจอภินิหารเงินออม

เลือกตราสารหนี้คุณภาพดีในยุคดอกเบี้ยต่ำกับ Thanachart Fund Eastspring

ดอกเบี้ยในยุคปัจจุบันต่ำลงจนน่าใจหาย

ไม่ว่าจะหนีเอาเงินไปฝากไว้ที่ไหน การจะแสวงหาดอกเบี้ยเงินฝากดี ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยากลำบากไปในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ยพิเศษ แต่บางครั้งก็ไม่มากพอสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่มาก เมื่ออยากได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น นักลงทุนก็ต้องขยับขึ้นมามองหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น แต่จะเลือกสินทรัพย์อย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ความเสี่ยงไม่สูงเกินไป

ตราสารหนี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับโจทย์นี้

ถัดจากเงินฝากธนาคารมา ตราสารหนี้ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการมองหาผลตอบแทนที่มากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่สูงจนมากเกินไป แต่การจะลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงอาจจะต้องใช้เงินมากจำนวนหนึ่ง และใช้ความรู้ในการเลือกสรรตราสารหนี้เข้าพอร์ตอีกด้วย สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะใช้เงินลงทุนไม่มากแล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนคอยบริหารพอร์ตให้อีกด้วย

T-ES-GF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนศาสตร์ชวนไปทำความรู้จักกัน

T-ES-GF หรือกองทุนเปิดธนชาต อีสท์สปริง GIS Global Bond คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภท Feeder Fund ที่ไปลงทุนต่อในกองทุน PIMCO GIS Global Bond Fund (กองทุนหลัก) ในหน่วยลงทุนชนิด Class I หรือ PIMGBAI เพียงกองเดียว โดยนโยบายหลักของกองทุนที่ไปลงทุนคือมุ่งเน้นการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก

กองทุนหลักของ T-ES-GF มุ่งเน้นการลงทุนในตราสารหนี้

เป้าหมายหลักของ PIMGBAI (กองทุนหลัก) คือ การกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ในหลากหลายสกุลเงินสำคัญทั่วโลก และดูเรชั่นเฉลี่ยของกองทุนโดยปรกติจะไม่แตกต่างจาก Benchmark โดยจะเบ้จาก Benchmark บวกลบ 3 ปี ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีของการลงทุนใน T-ES-GF เลย โดยเฉพาะเรื่องของสภาพคล่องของตราสารหนี้ต่าง ๆ ที่เมื่อขยายตลาดสู่ระดับโลกแล้ว สภาพคล่องในการซื้อขายย่อมมากขึ้น สินทรัพย์ที่มีให้เลือกก็มากขึ้นเช่นกัน การกระจายความเสี่ยงก็ดีกว่าการกระจุกตัวสินทรัพย์อยู่ที่ประเทศใดประเทศเดียว 

กองทุน PIMGBAI (กองทุนหลัก) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

จากข้อมูล Factsheet ของ PIMGBAI (กองทุนหลัก) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 พบว่า สินทรัพย์หลักที่ลงทุนเป็นตราสารหนี้จำพวกที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลถึง 49% ซึ่งตราสารหนี้ประเภทนี้ถือว่ามีความมั่นคงและน่าเชื่อถือสูง เพราะได้รับการการันตีจากภาครัฐ ปัจจุบันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารที่กองทุนถือนั้น อยู่ในระดับ AA- ซึ่งค่อนข้างสูงทีเดียว (อัพเดท กรกฏาคม 2563 )

ถึงแม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่หวือหวานัก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกในการกระจายความเสี่ยงที่ดี อย่างในกองทุนเองก็มีการถือตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และตราสารหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นต้น

ภาพรวมผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังถือว่าน่าสนใจ

เมื่อเทียบกับ Benchmark ซึ่งในที่นี้คือ ดัชนี Bloomberg Barclays Global-Aggregate Total Return Index Value Hedged USD ในรูปเงินบาท ปรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเทียบเท่าค่าสกุลเงินบาท ณ วันที่คำนวณผลตอบแทนแล้ว กองทุน PIMGBAI (กองทุนหลัก) ถือว่าสามารถชนะดัชนีชี้วัดได้อย่างต่อเนื่องจากค่าเฉลี่ยในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป 

ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 5.39% ต่อปี

หากจะลดระยะเวลาลงมาหน่อย ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 4.94% ต่อปี หรือจะดูผลตอบแทนระยะ 1 ปี ก็ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 6.56% (อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/quote/PIMGBAI:ID ) แน่นอนว่าผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ แต่แนวโน้มดังกล่าวก็สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเอาชนะดัชนีชี้วัด ซึ่งกองทุนนี้ทำได้ดีในระยะยาว

กองทุน T-ES-GF กำลังจะเปิด IPO

กองทุน T-ES-GF กำลังจะเปิดขายกับประชาชนทั่วไปครั้งแรกในวันที่ 16 – 22 กันยายน 2563 นี้ ซึ่งถือเป็นช่วงพิเศษที่เหมาะกับการลงทุนมากขึ้น เพราะทางกองทุนจะมีส่วนลดค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุนให้ในบางกรณี โดยปรกติ ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุนจะอยู่ที่ 1.00% แต่ถ้านักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนนี้ภายในวันที่ 30 กันนยายน 2563 และลงทุนมากกว่า1ล้าน แต่ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.50% ส่วนกรณีที่ซื้อมากกว่า 30 ล้านบาท จะลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.25% หลังจากนั้นจะปรับเป็น 1.00% เท่ากันตั้งแต่หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ส่วนค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจะไม่มีการเรียกเก็บในปัจจุบัน แถมโปรโมชั่นพิเศษถ้าซื้อลงทุนในช่วง IPO ทุกๆ 10 ล้าน รับ T-CASH มูลค่า 1,000 บาท หากลงทุนตามเงื่อนไข

กองทุน T-ES-GF เหมาะกับสถานการณ์ดอกเบี้ยตอนนี้เป็นอย่างมาก

ใครที่กำลังมองหากองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้นในยุคดอกเบี้ยต่ำ เน้นจุดเด่นในการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก มีการบริหารงานโดยมืออาชีพ กองทุนนี้ก็น่าสนใจ หรือหากเคยลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว กองทุนนี้ก็เป็นอีกกองที่อยากจะให้ลองไปศึกษากันดู 

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

อายุสั้นกับอายุยืน เราจัดการเงินอย่างไร

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจอ มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นวันไหน การเตรียมความพร้อมไว้รอก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เริ่มจากสรุปทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย ทำให้เราเห็นภาพการเงินของตัวเองชัดเจนขึ้น หลังจากนั้นค่อยวางแผนว่าถ้า “อายุสั้นหรืออายุยืน”  เราจะจัดการเงินอย่างไร

อายุสั้น

ลองหลับตา 5 นาทีแล้วคิดว่าถ้าตอนนี้เราไม่มีลมหายใจ เราจะคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง?

เราอาจจะกำลังคิดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่จัดการให้ศพให้ตัวเอง พ่อแม่จะมีความเป็นอยู่อย่างไร ลูกจะเรียนที่ไหน เดินทางไปโรงเรียนอย่างไร ใครจะมาผ่อนบ้าน ผ่อนรถแทนเรา สุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้เจ้าของใหม่จะดูแลพวกมันดีหรือไม่ ฯลฯ

การคิดเฉยๆมันดูฟุ้งๆ ถ้าต้องการทำให้เป็นรูปธรรมและทำได้จริง เราควรเขียนทุกความกังวลออกมาแล้ววางแผนว่าจะจัดการแต่ละเหตุการณ์อย่างไร หากเรื่องจริงไม่เกิดอะไรขึ้นเลย เงินก้อนที่เก็บไว้นั้นจะทำให้เรามีเงินเกษียณเพิ่มขึ้น 

=> ค่าจัดงานศพของเรา

ค่าใช้จ่ายในการจัดงานขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ส่วนใหญ่จะใช้เงินประมาณ 200,000 บาท มีการเตรียม 2 แบบ

1. ออมทรัพย์

เรารับผิดชอบตัวเองโดยเตรียมเงินก้อนไว้ในบัญชีออมทรัพย์ 200,000 บาท สามารถถอนออกมาจัดงานศพได้ทันที 

2. ประกันชีวิต

ให้บริษัทประกันรับผิดชอบ เลือกแบบจ่ายเบี้ยประกันน้อย ความคุ้มครองสูง เช่น ญ อายุ 30 ซื้อประกันแบบตลอดชีพ เบี้ยประกันปีละ 3,622 บาท หากอายุสั้นมีเงินดูแลครอบครัว 200,000 บาททันที

ถ้าเงินก้อนนี้เก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ แสดงว่าเรามีเงินเกษียณเพิ่มขึ้น 200,000 บาท

=> ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้สหกรณ์และหนี้สินอื่นๆ

เราซื้อบ้านและรถยนต์เพื่อให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันและเดินทางสะดวก แต่ถ้าเราอายุสั้นก็ไม่สามารถผ่อนบ้าน รถยนต์และหนี้สินอื่นๆได้ มรดกหนี้ก้อนนี้ครอบครัวก็จะมารับช่วงต่อ

ในขณะที่คนทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไว้ หากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ บริษัทประกันก็จะผ่อนบ้านแทนเรา ขณะที่หนี้สหกรณ์ตอนกู้เจ้าหน้าที่จะให้ทำประกันเพื่อคุ้มครองหนี้สินก้อนนี้ไว้ด้วย ทั้งหมดนี้จึงไม่กลายเป็นภาระให้คนในครอบครัว

=> เงินดูแลพ่อแม่และลูก

เมื่อเราอายุสั้น รายได้ในอนาคตของเราก็จะหายไปด้วย เช่น ตอนนี้อายุ 30 เรามีรายได้เดือนละ 30,000 บาท มีเวลาทำงานอีก 360 เดือน รวมรายได้ประมาณ 10,800,000 บาท เป็นเงินขั้นต่ำที่ดูแลพ่อแม่และลูกของเรา ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี รายได้รวมจะมากกว่านี้ นั่นแปลว่า หากเราอายุสั้นก็จะไม่มีเงิน 10,800,000 บาทให้ครอบครัว

การสร้างทรัพย์สินไว้ให้ครอบครัว 10,800,000 บาททันทีอาจจะเป็นวิธีการที่หนักเกินไป อีกแนวทางที่น่าสนใจ คือ ใช้เงินก้อนเล็กไปซื้อเงินก้อนใหญ่ ซึ่งประกันแต่ละแบบและแต่ละบริษัทขายเงินก้อนใหญ่ในราคาที่แตกต่างกัน

ตัวอย่าง เราต้องการซื้อเงินก้อนใหญ่ 10,000,000 บาทกับบริษัทประกันชีวิต XXX เราต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ (ทุนประกันชีวิต 10,000,000 บาท คือ ถ้าเสียชีวิตมีเงินดูแลครอบครัว 10 ล้าน)

1. แบบชั่วระยะเวลา 10 ปีเบี้ยประกันปีละ 21,000 บาท (ไม่มีมูลค่าเงินสด)

2. แบบตลอดชีพจ่าย 20 ปี เบี้ยประกันปีละ 161,000 บาท 

3. แบบควบการลงทุนจ่าย 10 ปี เบี้ยประกันปีละ 40,000 บาท 

ถ้าเก็บแล้วไม่ได้ใช้ เงินก้อนตอนครบกำหนด เลือกรับมูลค่าเงินสดหรือขายกองทุนรวมมาเป็นเงินเกษียณของเราได้

อายุยืน

หลังจากเราเกษียณอายุ 60 แล้วคาดว่าอายุสุดท้ายของเราอยู่ที่ไหน อายุ 80 , 90 , 100++ จะทำให้เรารู้ว่าควรเตรียมเงินเกษียณเท่าไหร่ ตัวอย่าง ตอนนี้เราอายุ 30 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท คาดว่าอายุสุดท้าย 80 รวมมีชีวิตอีก 240 เดือน แสดงว่า…

=> หลังเกษียณเราควรเตรียมเงินแบบไม่รวมเงินเฟ้อ 30,000 x 240 = 7,200,000 บาท

=> ถ้ารวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% แล้ว ความจริงเราควรเตรียมเงินประมาณ 25,000,000 บาท ตัวเลขนี้มีที่มาอย่างไร อยู่ในภาพนี้เลยจ้า

=> เราจะแบ่งเงินเก็บแต่ละก้อนใช้ตอนอายุเท่าไหร่ เพื่อเกลี่ยเงินให้พอใช้ไปตลอดชีวิต 

“เก็บเงินอย่างไรมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต” คลิกอ่านได้ในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2635034939867440 

=> ในช่วงยุคสุดท้ายของคนอายุยืน ร่างกายมักอ่อนแอทำอะไรเองไม่ได้ จึงต้องจ้างคนมาดูแล เราสำรวจราคาค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุไว้ล่วงหน้า เพื่อคำนวณว่าในอนาคตจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่เพื่อจ้างคนมาดูแลตัวเอง

อ่านแนวคิดและประมาณค่าใช้จ่ายได้ในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2696472760390324

=> การทำให้เงินเติบโตมีใช้หลังเกษียณมากขึ้น อาจจะฟังดูง่ายเพราะแค่ใส่เงินเข้าไปแล้วให้เงินทำงาน แต่ระหว่างทางมันมีความผันผวน ทำให้เงินของเราขึ้นๆลงๆ ความหวั่นไหวของเราทำให้วินัยการลงทุนเสียหายได้ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วลงทุนอย่างมีระบบ เป้าหมายที่ฝันไว้เป็นจริงได้แน่นอนจ้า

อ่านเพิ่มเติมได้ที่โพสต์ การลงทุนระยะสั้นและยาวผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร https://www.facebook.com/media/set/?vanity=miracleofsaving&set=a.1641931715844439

=> กังวลเรื่องความผันผวน ต้องการได้รับเงินแน่นอนหลังเกษียณ ควรเลือกเป็นประกันชีวิต แต่จะเลือกแบบของบริษัทอะไรเราควรเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “แนวทางเปรียบเทียบประกันชีวิตของแต่ละบริษัท” คลิกอ่านได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2290282724342665

เราเริ่มต้นเองได้…

เรื่องวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่เราจัดการเองได้ แอดมินรวมเรื่องที่ควรรู้ไว้ที่บทความนี้แล้ว อ่านให้ครบ ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ เราก็จะสร้างทางเลือกให้กับแผนการเงินของตัวเองได้มากเท่านั้น

สำหรับคนที่ต้องการทางลัดหาตัวช่วยเพื่อรู้ว่าตัวเองควรจัดการเงินอย่างไร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แอดมินมี Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ที่เชียงใหม่และออนไลน์ผ่าน Zoom อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/2Dvegib

เพจอภินิหารเงินออม

SCGP ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนกำลังจะเข้าตลาดหุ้น

SCGP หรือ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) คือ บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ใน SCG หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจปูนซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่ง SCGP คือส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้งที่กำลังจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นนั่นเอง

SCGP ประกอบธุรกิจใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1) สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain)

บริษัทฯ ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-based Packaging) เช่น กล่องลูกฟูก และกล่องพิมพ์สีเพื่อการแสดงสินค้า กระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) เช่น กระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูก กระดาษกล่องขาวเคลือบ และบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging) ที่นำเสนอบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวและบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปเจาะกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว (Fast Moving Consumer Goods หรือ “FMCG”) ทั้งนี้ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 84 ของรายได้จากการขาย

2) สายธุรกิจเยื่อกระดาษ (Fibrous Chain)

บริษัทฯ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาชนะบรรจุอาหาร (Food Service Products) จากแบรนด์ ‘เฟสท์’ เช่น หลอด ถ้วย ภาชนะบรรจุอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์เยื่อและกระดาษ (Pulp and Paper Products) เช่น กระดาษถ่ายเอกสารแบรนด์ ‘ไอเดีย’ กระดาษกราฟิก ฯลฯ ทั้งนี้ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 16 ของรายได้จากการขาย

จุดเด่นของ SCGP อยู่ที่ความครบวงจร

ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ของ SCGP สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า รวมถึงผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสินค้า FMCG อาหารและเครื่องดื่ม สุขอนามัย ไปจนถึงกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยแบรนด์ของ SCGP เองก็ได้รับการยอมรับในอาเซียน มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างกลุ่มธุรกิจภาชนะบรรจุอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นเทรนด์ขึ้นมาเรื่อย ๆ SCGP ก็จับเทรนด์ได้ดีและแสวงหาการเติบโตใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถก็เป็นเรื่องสำคัญ

ในปี 2562 SCGP มีการลงทุนขยายกำลังการผลิต พัฒนาจุดแข็งในการดำเนินงาน และการขยายธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการในภูมิภาค ด้วยเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท ตรงนี้อาจจะเรียกว่าเป็นอีกจุดแข็งหนึ่งของบริษัทฯ ก็ว่าได้ นอกจากนี้ SCGP เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศและภูมิภาค ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานและรักษาคุณภาพจนได้รับการยอมรับ สามารถขยายขีดความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่การทุ่มงบวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงควบรวมกิจการต่าง ๆ SCGP จึงคงสถานะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

กลยุทธ์ของ SCGP

บริษัทฯ วางตัวเป็นคู่คิดให้ลูกค้า โดยใช้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจรเป็นตัวช่วย สะดวกสำหรับลูกค้าที่ต้องการคำตอบในที่เดียว โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์สำหรับลูกค้ารายย่อย บรรจุภัณฑ์ที่มุ่งเน้นความสะดวกในการใช้งาน นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มลูกค้า e-commerce และบรรจุภัณฑ์ส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาด

นอกจากนี้ SCGP ยังเน้นการดำเนินธุรกิจแบบ B2B2C เพราะสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 ของรายได้จากการขายมาจากลูกค้าอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทฯ คิดค้นพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำมาพิจารณานั่นเอง

เศรษฐกิจหมุนเวียน

เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy คือ หลักในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย SCGP ก็มุ่งเน้นในการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา แข็งแรง สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสัดส่วนกว่าร้อยละ 95 ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกล่องกระดาษในปัจจุบัน มาจากกระดาษรีไซเคิล

ภาพรวมผลดำเนินงาน

SCGP มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,636 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

จากงบการเงินพบว่า รายได้งวดครึ่งปีแรกของปี 2563 มีแนวโน้มที่เติบโตเช่นเดียวกับกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นผลจากยอดขายบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่เติบโตอย่างมาก จากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ผู้บริโภคต่างใช้ชีวิตแบบ New Normal และทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ และให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นด้วย

SCGP กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

SCGP มีแผนจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากที่เคยมี SCC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ประมาณร้อยละ 99.0 ก่อนมีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยบริษัทฯ จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะมีประชาชนทั่วไปเข้ามาถือหุ้นสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 หลังระดมทุนแล้ว

SCGP ตั้งเป้าเติบโตทั้ง organic และ inorganic

บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจ ชำระคืนเงินกู้ยืม รวมไปถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ภาพแน่นอนข้อหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือการลดลงของภาระหนี้สินและดอกเบี้ยจ่ายที่จะช่วยให้ SCGP แข็งแกร่งขึ้นอีก

โดย SCGP มีโครงการลงทุนขยายกำลังการผลิตมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 8.2 พันล้านบาทที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 คือโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ในประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ประเทศเวียดนามและประเทศไทย

บริษัทฯ ตั้งเป้าจะขยายส่วนงานธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น กลุ่มอาหาร FMCG และอีคอมเมิร์ซ และนำรูปแบบการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในไทยไปใช้ต่อต่างประเทศ เพื่อขยายขนาดตลาด กลุ่มลูกค้า และโอกาสในการเติบโต ปรับปรุงประสิทธิภาพและกำลังการผลิต ไปจนถึงมองหาโอกาสควบรวมกิจการ การระดมทุนครั้งนี้น่าจะกลายเป็นจุดหมายสำคัญในการเติบโต

SCGP น่าจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับแรงเสริมจากการเติบโตของเมกะเทรนด์ ทั้งอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ ไปจนถึงกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ

สำหรับใครที่รอคอยและตามหาหุ้นแบบนี้ อย่าลืมไปแกะกัน! เข้าไปอ่านแบบ filing ฉบับเต็มได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=282407&lang=th

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save