วิธีใช้บัตรเครดิตแบบไร้หนี้มีเงินคืน

บัตรเครดิตจะเป็นประโยชน์หรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับเจ้าของบัตร วิธีการใช้บัตรเครดิตให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีรีวิวให้อ่านมากมายใน google วันนี้อภินิหารเงินออมขอรีวิววิธีการใช้บัตรเครดิตแบบไร้หนี้ว่าทำอย่างไร

เลือกบัตรเครดิตแบบที่ใช้จ่ายแล้วมีเงินคืน(Cash Back) เราควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา เช่น แบบใช้เติมน้ำมันแล้วได้รับเงินคืน แบบเงินคืน 1 – 3% ของยอดการใช้จ่ายที่เราสามารถเลือกหมวดค่าใช้จ่ายเองได้ ฯลฯ 

ภาพนี้เป็นตัวอย่างการใช้บัตรเครดิตแบบมีเงินคืนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

วิธีการใช้บัตรเครดิตแบบไร้หนี้ คือ 

=> จ่ายเต็มจำนวน 

=> จ่ายตรงเวลา 

=> ไม่จ่ายขั้นต่ำ 

ตัวอย่าง เรารูดบัตรเดรดิตเติมน้ำมัน 1,000 บาท ผ่านไป 30 วันถึงกำหนดจ่าย เรานำเงิน 1,000 บาทไปจ่ายหนี้บัตรเครดิต เพียงเท่านี้เราก็จะได้รับเงินคืนจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแล้วจ้า 

ข้อควรระวัง : เรื่องของหนี้สิน นอกจากเราจะต้องควบคุมหนี้ทั้งหมดไม่ให้เกิน 40% ของรายได้แล้ว ยังต้องคิดทบทวนก่อนซื้อว่าของชิ้นนี้จำเป็นกับเราจริงๆรึเปล่า เพราะบางครั้งผู้ขายสินค้าจัดโปรโมชั่นใช้บัตรเครดิตแล้วได้รับเงินคืน เพื่อกระตุ้นยอดขาย ถ้าเราตัดสินใจซื้อเพราะโปรโมชั่นเงินคืน แต่ไม่ได้ต้องการของชิ้นนั้นจริงๆแล้ว มันก็เป็นรายจ่ายที่เกินความจำเป็นนะคะ

————

PR : 

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> คอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

รู้จักกับ “PRAPAT” ผู้นำธุรกิจความสะอาด เมกะเทรนด์ของการลงทุนยุคใหม่

การระบาดของโควิดทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ “พฤติกรรม New Normal” หลายคนใส่ใจกับเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทุกสถานที่ “ความสะอาด” ต้องมาก่อน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการความสะอาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างที่กูรูหลายคนในแวดวงหุ้นมีมุมมองว่า เซคเตอร์เกี่ยวกับสุขภาพ การแพทย์ เทคโนโลยีต่างๆ จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ในโลกการลงทุนแบบ New Normal

วันนี้ aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกับ “PRAPAT” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจทำความสะอาดด้วยนวัตกรรม ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไร และเหตุผลใดที่ทำให้เขาเป็นผู้นำ ลองเลื่อนอ่านบรรทัดต่อไปได้เลยครับ

PRAPAT คืออะไร?

“PRAPAT” หรือ บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อคุณภาพสูง พร้อมเครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อทำการตลาดเชิงพาณิชย์กับลูกค้าธุรกิจอุตสาหกรรม (Business-to-Business: B2B) และกลุ่มลูกค้าครัวเรือน (Business-to-Customer: B2C) ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมด้วยการเสนองานบริการทำความสะอาดครบวงจร มุ่งเน้นการเป็นผู้นำเทคโนโลยีทำความสะอาดด้วยนวัตกรรมใหม่ ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานและบริษัทมากมาย ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเมื่อปี 2551 “PRAPAT” ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และเพิ่มทุนชำระแล้วจาก 67.50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท

ลักษณะการประกอบธุรกิจ/ที่มาของรายได้

บริษัท พีรพัฒน์ฯ มีลักษณะการประกอบธุรกิจดังนี้

  • ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ ภายใต้ตราสินค้าหลัก “PRAPAT”
  • นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักร รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมการให้บริการ (Hospitality Industry)
  • ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีการให้เช่าและให้บริการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ การให้เช่าและบริการด้านครัว งานบริการด้านสระว่ายน้ำ งานบริการด้านเครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน และงานบริการอื่นๆ

รายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  • รายได้จากการขายสินค้า ประมาณ 80% ของรายได้รวมจากการดำเนินงาน
  • รายได้จากค่าเช่าและการให้บริการ ประมาณ 20% ของรายได้รวมจากการดำเนินงาน

มีบริษัทในเครือที่แข็งแกร่ง

PRAPAT มาพร้อม 4 บริษัทในเครือที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่

1. ตัวจริงเรื่องเครื่องล้างจาน – บริษัท ไทยสจ็วต เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (TSS) 

เป็นผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ซ่อมแซม เครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ และให้บริการเช่า/จำหน่ายเครื่องล้างจาน เครื่องล้างแก้วอัตโนมัติ มาตรฐานยุโรป รวมถึงน้ำยาและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดด้านครัว สินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เครื่องล้างจาน พร้อมบริการหลังการขาย รวมถึงงานบริการหลังการขายเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า

จดทะเบียนเมื่อวันที่ : 21 ตุลาคม 2535 

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว : 15 ล้านบาท

2. เรื่องสระว่ายน้ำยกให้เราดูแล – บริษัท มิสเตอร์พูล จำกัด (MP)

เป็นผู้เชี่ยวชาญในการจำหน่ายและให้บริการติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับสระว่ายน้ำ ให้คำปรึกษาและออกแบบในการสร้างและวางระบบสระว่ายน้ำคอนกรีต/สระว่ายน้ำสำเร็จรูป จำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำนำเข้าจากต่างประเทศ ผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ปรับสภาพน้ำให้ได้มาตรฐานที่เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ รวมถึงให้บริการหลังการขาย ทั้งการบำบัด ดูแลทำความสะอาด ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งและระบบให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จดทะเบียนเมื่อวันที่ : 31 มีนาคม 2538 

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว : 5 ล้านบาท

3. ยืนหนึ่งด้านซักรีดในโรงพยาบาล – บริษัท แอลไลส์ อินเตอร์เทรด จำกัด (AL)

เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบงานซักรีด และทำความสะอาดในโรงพยาบาลรัฐ/เอกชน จำหน่ายน้ำยาซักรีด สำหรับโรงพยาบาล โรงซักอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม

จดทะเบียนเมื่อวันที่ : 1 พฤษภาคม 2543 

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว : 2 ล้านบาท

4. เรื่องทำความสะอาดไว้ใจเรา – บริษัท แคลวาทิส-เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (CVT)

เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ อนามัยของโรงงานอาหารและเครื่องดื่มขนาดใหญ่ รวมถึงผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาด สารฆ่าเชื้อ และอุปกรณ์ในการทำความสะอาดด้านสุขอนามัย สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทุกประเภท

จดทะเบียนเมื่อวันที่ : 18 มกราคม 2543 

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว : 10 ล้านบาท

กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

ธุรกิจต่างๆ ให้ความไว้วางใจ PRAPAT ในการดูแลระบบความสะอาด ได้แก่

  • กลุ่มร้านอาหาร 
  • กลุ่มโรงพยาบาล
  • กลุ่มสถานศึกษา
  • กลุ่มห้างสรรพสินค้า 
  • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 
  • กลุ่มโรงแรม 
  • กลุ่มลูกค้าในต่างประเทศ

มีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง พร้อมบริการครบวงจร

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีด
  • น้ำยาเพื่องานซักผ้า น้ำยาเพื่อปรับสภาพน้ำ น้ำยาเพื่องานรีดผ้า/ปรับผ้านุ่ม เน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ร้านซักอบรีด และจำหน่ายปลีกสำหรับลูกค้าครัวเรือน
  • น้ำยาซักรีดสูตรพิเศษ มีคุณสมบัติพิเศษด้านการฆ่าเชื้อ เน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงพยาบาล โรงซักรีดอุตสาหกรรม โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

กลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ

  • น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป เน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม และลูกค้าครัวเรือน
  • น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เน้นกลุ่มลูกค้าโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม และโรงงานอุตสาหกรรม

กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านครัว

  • น้ำยาล้างจาน น้ำยาช่วยแห้ง น้ำยาล้างตะกรัน เครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ ภาชนะและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องใช้ในครัว เน้นกลุ่มลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ท ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจรับจัดเลี้ยง

กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นหรือกลุ่มแม่บ้าน

  • น้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับงานพื้น น้ำยาเคลือบเงาพื้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำความสะอาดพื้น ผลิตภัณฑ์อุปโภคสำหรับกลุ่มแม่บ้าน เช่น ถุงมือทำความสะอาด เน้นกลุ่มลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ท โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดอาคารสำนักงาน ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลูกค้าครัวเรือน

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน

  • น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์อุปโภคที่ใช้ในครัวเรือน เช่น กระดาษทิชชู่ ถุงขยะ เน้นกลุ่มลูกค้าปลีกรายย่อย พนักงานของบริษัทและบริษัทย่อยที่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มช่องทางการขายดิจิทัล กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ซึ่งซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อให้สมาชิก

กลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ

  • •สระว่ายน้ำสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์สำหรับสระว่ายน้ำ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การให้บริการดูแลสระว่ายน้ำ เน้นกลุ่มลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ท สถาบันการศึกษา ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลูกค้ารายย่อยประเภทเจ้าของบ้านพักตากอากาศหรือพูลวิลล่า

กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน

  • เครื่องทำร้อนประหยัดพลังงาน (Heat Pump) และบริการบำรุงรักษา ซ่อมแซม เน้นกลุ่มลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

กลุ่มงานบริการ

  • PRAPAT – รับจ้างผลิตน้ำยาภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า (Original Equipment Manufacturer: OEM) ทำความสะอาดในศูนย์อาหาร อาคารสำนักงาน ให้บริการดูแลซ่อมแซมเครื่องจักรที่เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม บำรุงรักษาสระว่ายน้ำ 
  • TSS – ให้บริการเช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ
  • MP – ให้คำปรึกษา บริการออกแบบ วางระบบ และติดตั้งสระว่ายน้ำ

นอกจากนี้กลุ่มสินค้าของ PRAPAT ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายในไทยและต่างประเทศ ทั้งศูนย์ธุรกิจ ตัวแทนจำหน่าย และระบบออนไลน์ เช่น กรุงเทพฯ, อยุธยา, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, เชียงใหม่, ลำปาง, พัทยา, ชะอำ, สมุย, หาดใหญ่, สงขลา, ภูเก็ต, กระบี่, นราธิวาส ฯลฯ รวมถึงอีก 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมาร์, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และอินโดนีเซีย

โครงการในอนาคต

บริษัท พีรพัฒน์ฯ ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีก 3 โครงการในอนาคตที่น่าสนใจ คือ

1. ลงทุนในระบบบัญชี และระบบการผลิต

  • ระบบ ERP และระบบ SCADA
  • ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ในการติดตั้งระบบ และ Go Live
  • คาดว่าจะเริ่มดำเนินการสั่งซื้อในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2563
  • เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท โดยใช้เงินจาก IPO

2. ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าขนาดพื้นที่ 5,800 ตารางเมตร

  • สร้าง Land Dock ขนถ่ายสินค้า
  • ตั้งอยู่ในบริเวณที่ตั้งโรงงาน อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
  • คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ใช้เวลาก่อสร้างราว 12-18 เดือน
  • เงินลงทุนประมาณ 72 ล้านบาท โดยใช้เงินจาก IPO

3. ลงทุนก่อสร้างโชว์รูมวังมะนาว

  • ก่อสร้างโชว์รูมสำหรับจัดแสดงสินค้าระบบครัวมาตรฐานยุโรปครบวงจร ในรูปแบบเต็นท์ Knock Down และใช้เป็นสถานที่สาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง
  • คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2563
  • เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท

เตรียมเสนอขายหุ้น IPO

ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ “PRAPAT”

จำนวนหุ้นที่เสนอขาย : 100,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้

ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว : ก่อนเสนอขาย IPO 120 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 240 ล้านหุ้น

หลังเสนอขาย IPO 170 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 340 ล้านหุ้น

มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) : 0.50 บาท/หุ้น

ตลาดรองซื้อขายหลักทรัพย์ : ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

นโยบายการจ่ายเงินปันผล : ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองต่างๆ

ที่ปรึกษาทางการเงิน : บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM)

แกนนำผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย : บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (CNS)

*ขณะนี้บริษัท พีรพัฒน์ฯ อยู่ระหว่างการขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยจะสามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชนได้ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติ ข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอมาจากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนด้วยนะครับ*

ด้วยจุดเด่นต่างๆ ของบริษัท พีรพัฒน์ฯ ทั้งการมีผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลายครบทุกด้าน, ช่องทางจัดจำหน่ายและระบบขนส่งทั่วประเทศ, การลงทุนในระบบ SCADA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต, ประสบการณ์ของผู้บริหารกว่า 36 ปี รวมถึงโอกาสในการเติบโตจากพฤติกรรมแบบ New Normal จึงส่งให้บริษัท พีรพัฒน์ฯ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและความสะอาด ทำให้หุ้น PRAPAT ของบริษัท พีรพัฒน์ฯ กำลังน่าจับตามองในหมู่นักลงทุน ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.peerapat.com หรือโทร. 0-2290-1200 ต่อ 160

ส่องหุ้น PRAPAT ผู้นำ Cleaning Hygiene Solution ครบวงจร

ธุรกิจเกี่ยวกับการทำความสะอาด อาจเป็นหนึ่งในธุรกิจที่หลายคนไม่ได้นึกถึงนัก เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเสียเท่าไหร่

แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ COVID-19 ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก กระแสของสุขอนามัยและการรักษาความสะอาดก็เริ่มกลับมาตื่นตัวอีกครั้งด้วยเช่นกัน เห็นได้จากตามร้านอาหารหรือสถานที่หลายแห่ง มีมาตรการรักษาความสะอาดที่เข้มขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งการทำความสะอาดที่มากกว่าปกติ หรือเจลแอลกอฮอล์ที่มีให้บริการทุกหนแห่ง

ด้วยเหตุนี้เอง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการทำความสะอาดและสุขอนามัย ไล่ตั้งแต่สินค้าทางการแพทย์ตรง ๆ อย่างหน้ากากอนามัย ไปจนถึงสินค้าอื่น ๆ ทั้งน้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำยาล้างจาน ฯลฯ จึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสของโลกที่เปลี่ยนไปสู่มาตรฐานแบบ New Normal

และนั่นรวมถึง PRAPAT หรือ บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai เดือนตุลาคมนี้

PRAPAT คือบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 ธุรกิจหลักของบริษัทจะมาจากสองส่วน คือธุรกิจขายสินค้า และธุรกิจการให้บริการ

ธุรกิจขายสินค้า มาจากผลิตภัณฑ์ทั้งในกลุ่มซักรีด ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์ด้านครัว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ ผลิตภัณฑ์ครัวเรือน และผลิตภัณฑ์เครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน

ส่วนธุรกิจเกี่ยวกับให้บริการ มาจากธุรกิจบริการหลังการขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับครัว และเครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน รวมถึงธุรกิจรับทำความสะอาดสระว่ายน้ำด้วย

กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าธุรกิจด้วยกันที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาคอยดูแลความสะอาดของผลิตภัณฑ์หรือสถานที่ กลุ่มลูกค้ามีทั้งโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหารต่าง ๆ โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงโรงพยาบาล ด้วยความสามารถและประสบการณ์อันยาวนาน ทำให้ PRAPAT เป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากหลายต่อหลายธุรกิจ และกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา พร้อมกับกำไรสุทธิกว่า 51.60 ล้านบาท

งบการเงิน PRAPAT

ปี 2561

รายได้ 934.40 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 36.64 ล้านบาท

ปี 2562

รายได้ 1,003.83 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 51.60 ล้านบาท

งวด 6 เดือน ปี 2562

รายได้ 480.79 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 15.90 ล้านบาท

งวด 6 เดือน ปี 2563

รายได้ 425.60 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 15.23 ล้านบาท

จากรายได้รวมทั้งหมด PRAPAT มีรายได้หลักประมาณ 80% มาจากธุรกิจขายสินค้า และอีก 20% มาจากธุรกิจบริการ โดยสินค้าที่ขายดีคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีด และกลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเป็นหลัก

และหากแบ่งตามกลุ่มลูกค้า จะมาจากกลุ่มลูกค้าหลักสี่กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ โรงแรมและรีสอร์ท โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร และผ่านตัวแทนจำหน่าย

หากมองดูคร่าว ๆ PRAPAT อาจได้รับผลกระทบอยู่บ้างจากสถานการณ์ COVID-19 เพราะลูกค้าส่วนหนึ่งของบริษัทคือกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ท และในช่วงที่ผ่านมา โรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งต่างก็เงียบเหงาจนถึงขั้นปิดตัวเสียด้วยซ้ำ ย่อมทำให้ PRAPAT เสียรายได้ในส่วนนี้แบบยากที่จะหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าวิเคราะห์จากงบการเงินในรอบ 6 เดือนล่าสุดของปี 2563 เทียบกับปี 2562 รายได้อาจลดลงก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ยากแก่การฟื้นตัวนัก อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า PRAPAT มีกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ ที่พร้อมจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทอยู่ นั่นก็คือลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและร้านอาหาร

ส่วนกลุ่มลูกค้าโรงแรมและรีสอร์ท แม้สถานการณ์ช่วงที่ผ่านมาจะไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นว่าโรงแรมและรีสอร์ททุกแห่งจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เพราะยังมีบางแห่งที่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ด้วยมาตรฐานแบบ New Normal และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยกันยังเที่ยวอยู่ นั่นแปลว่าธุรกิจท่องเที่ยวยังไม่ถึงกับดับสนิทเสียทีเดียว อีกทั้งมาตรฐานแบบ New Normal นี้เองที่อาจทำให้ลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของ PRAPAT มากขึ้นด้วยซ้ำไป เนื่องจากความเข้มงวดในการรักษาความสะอาดที่เพิ่มขึ้น

อีกทั้งภาครัฐบาลก็พยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ผ่านมาตรการอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือการเตรียมแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถเที่ยวได้อย่างปลอดภัยที่สุด ถ้าภาคการท่องเที่ยวสามารถกลับมาได้สักครึ่งหนึ่งของสภาวะปกติ มีโอกาสสูงทีเดียวที่ PRAPAT จะได้รับประโยชน์จากโรงแรม รีสอร์ท หรือร้านอาหารที่กลับมาเปิดตามปกติ

และถึงแม้ภาคธุรกิจหลาย ๆ ส่วนจะกลับมาเปิดดำเนินการได้เหมือนช่วงก่อน COVID-19 แต่มาตรฐานการใช้ชีวิตแบบ New Normal คงกลายเป็นมาตรฐานใหม่สมชื่อสำหรับทุกธุรกิจในประเทศไทยไปแล้ว จุดนั้นเองที่ธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับความสะอาดหรือสุขอนามัยย่อมเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ใหม่นี้ และแน่นอน รวมถึง PRAPAT ด้วยเช่นกัน

สำหรับหุ้น PRAPAT จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันที่ 20 ตุลาคม 2563 โดยเปิดให้จองซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 1.50 บาท จำนวนที่เสนอขายทั้งหมดคือ 100 ล้านหุ้น ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เลย

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เทคนิคปรับพอร์ตให้สุขภาพดี ต้องมี “กองทุนสายกลาง”

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ไม่น่าเชื่อเลยครับว่านี่ก็ใกล้สิ้นปี 2020 อีกแล้วครับ เวลาในปีนี้ผ่านไปค่อนข้างเร็วมาก แต่ผมคิดว่าสำหรับบางท่านอาจจะเป็นปีที่ยากลำบากพอสมควรเลยครับ เนื่องจากเป็นปีที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละเดือนเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องโรค COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกที่มีผลทำให้ต้องมีการปิดเมือง ระงับการเดินทางผ่านช่องทางต่างๆ และส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยลงในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย หรือแม้แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ฯ ที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นั้นก็มีผลต่อการลงทุน หรือเศรษฐกิจของโลกนี้ด้วยครับ

ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในปีนี้ โดยเฉพาะเรื่อง COVID-19 นั้นน่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในทางลบ แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นปีทองสำหรับหุ้นบางกลุ่ม เช่นหุ้นเล็ก หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หุ้นในประเทศจีน รวมไปถึงทองคำ กลับปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

แต่ผมคงต้องบอกนักลงทุนว่าในช่วงเวลาแบบนี้สิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นก็คือ การถือครองสินทรัพย์ลงทุนให้นานมากขึ้นครับ นั่นก็เพราะว่าถึงแม้แต่ละปีจะมีความผันผวนของการลงทุนอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าหากเราถือครองสินทรัพย์ได้นานขึ้นโอกาสขาดทุนจะลดลงนั่นเองครับ

นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องแน่นอนว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทก็เติบโตไม่เหมือนกัน ยากต่อการจับจังหวะในการลงทุนอย่างมาก เพราะว่าไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะเติบโตไปได้ตลอด

เราจะเห็นได้ว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทนั้นก็จะสลับการแพ้ สลับกันชนะ แต่ในความเป็นจริง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นที่ 1 ได้ตลอดเวลา ทางที่ดีเราควรที่จะกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนกับสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน (สร้างพอร์ตการลงทุน) และถือให้นานมากพอ ผมคิดว่าด้วยหลักการการลงทุนแบบนี้ ก็น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเราได้ในระยะยาว และยังช่วยให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ

ซึ่งการจัดพอร์ตจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น (กล่องสีเทา) ไม่แพ้ ไม่ชนะใคร  แต่ได้ผลตอบแทนที่มั่นคงมากขึ้นจากการกระจายความเสี่ยงที่ดี

นอกจากนี้ครับ บางท่านอาจจะลงทุนมานาน แต่ก็ลงทุนแบบไม่มีพอร์ต หรือพยายามใช้กลยุทธ์จับจังหวะไปตามราคาสินทรัพย์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ทำการ ซื้อ ๆ ขาย ๆ คนที่ทำแบบนี้โดยส่วนใหญ่ก็มักจะพบว่าพอร์ตนิ่งสนิท ไม่เติบโตไปไหน ผลตอบแทนต่อปีน้อยกว่าที่คิดไว้มาก

ซึ่งจะเห็นได้จากภาพว่า ถ้าทำแบบที่ผมอธิบายไว้แล้วละก็ นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะได้ผลตอบแทนไม่มาก (สีส้ม) คือใกล้เคียงกับเงินเฟ้อเท่านั้นครับ เห็นไหมครับว่าการจัดพอร์ตที่ดีนั้นการกระจายความเสี่ยง และ การยืดระยะเวลาการถือครองค่อนข้างจะสำคัญอย่างมาก 

แต่ทั้งนี้หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยสบายใจและ มองว่า เห้ย !? ถ้าเราไม่ปรับพอร์ตบ้างมันจะดีเหรอ มันจะไม่ล้าหลังเหรอ หุ้นบางกลุ่มก็เก่าแล้ว เป็น Old Economic จะสู้หุ้นที่เติบโตอย่างกลุ่มเทคโนโลยีได้เหรอ

ผมคงต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วมีเทคนิคนึงที่สามารถจะช่วยเราบริหารพอร์ตระยะยาวได้ดีอีกทาง ซึ่งจะทำให้พอร์ตของเราทันสมัยไม่ตกยุค แต่ก็ไม่ได้หวือหวาหรือผันผวนจนทำให้พอร์ตของเราผิดเพี้ยนไปจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ครับ และถ้าเข้าใจการใช้เทคนิคนี้ก็อาจจะทำให้พอร์ตของเราแข็งแรงมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้

นั่นก็คือการใช้กองทุนแบบ “กองทุนสายกลาง” มาช่วยในการปรับพอร์ตของเราครับ 

ซึ่งเราอาจจะใช้เป็นพอร์ตหลักในการลงทุนระยะยาวได้เลย (CORE portfolio) ซื้อเพียงแค่  1 กองทุน แล้วก็ถือกองทุนยาว ๆ กันไป ให้บรรลุเป้าหมายเลยก็ได้ครับ

เนื่องจาก กองทุนสายกลาง หรือกองทุนรวมผสมนั้นเป็นกองทุนที่กระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก กองทุนอสังหาฯ รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทอง น้ำมัน แน่นอนครับว่า สามารถลงทุนได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนที่ดูแล และคัดเลือกสินทรัพย์ให้กับเราครับ เราไม่ต้องไปติดตามการลงทุนเอง มีมืออาชีพคอยดูแลให้ก็น่าจะอุ่นใจกว่าครับ

ซึ่งผู้จัดการกองทุน จะทำการบาลานซ์ความเสี่ยงมาให้เหมาะสมแล้ว เพราะถ้าลงทุนแต่กับสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ก็ได้ผลตอบแทนน้อยไป แต่ลงทุนให้หุ้นเต็มที่ก็เสี่ยงไป เพราะฉะนั้น กองทุนสายกลาง หรือ Balanced Fund จะช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงจากการลงทุนให้พอดี ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแต่ก็ไม่เสี่ยงเกินไป และมีการกระจายตัวของสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างพอเหมาะ

ส่วนใครที่อยากลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นก็อาจจะเอากองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่นกองทุนหุ้นเทคโนโลยี หรือกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) เข้ามาเพิ่มเติมก็ได้ครับ เผื่อว่าได้ลุ้นผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่ถ้าเราเลือกผิดพลาดไป อย่างน้อย ๆ เราก็ยังมี Core portfolio อย่างกองทุนสายกลางของเรายันผลตอบแทนไว้ ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สามารถถึงเป้าหมายได้อยู่ครับ หรืออีกวิธีคือ เราอาจจะใช้กองทุนสายกลางนี้ เป็นตัวที่จะช่วยปรับให้ผลตอบแทนมากขึ้น หรือสม่ำเสมอมากขึ้นก็ได้เช่นกันครับ เนื่องจากกองทุนเหล่านี้มีการกระจายความเสี่ยงอยู่พอสมควร และบางกองทุนก็มีสไตล์บริหารจัดการที่เป็นเชิงรุกที่มีสัดส่วนหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงหน่อยก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้สูงขึ้นได้เช่นกันครับ

คราวนี้เรามาดูตัวอย่างกองทุนสายกลางของเราที่อยากแนะนำกันครับ นั่นก็คือ กองทุน K-GINCOME-A(R)

โดยกองทุน K-GINCOME-A(R)  เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนผ่าน JPMorgan Investment Funds – Global Income Fund, Class A (mth)-EUR ที่มีกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์ทั่วโลกมากกว่า 2,500 สินทรัพย์ เช่น หุ้นทั่วโลกที่มีการจ่ายปันผลสูง (Global Equity) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (Global REITs) รวมถึงตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ด้วย เอาเป็นว่ามีสินทรัพย์เกือบทุกประเภทที่ให้ผลตอบแทนสูงทั้งในรูปแบบดอกเบี้ยหรือเงินปันผลครับ

ซึ่ง K-GINCOME-A(R)   มีปรับเปลี่ยนพอร์ตไปตามสถานการณ์การลงทุน และมีนโยบายรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในรูปแบบรายได้สม่ำเสมอ ถึงแม้ช่วง COVID – 19 ที่ผ่านมาก็ยังให้ผลตอบแทนได้ กองทุนจ่ายผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี* โดยจ่ายต่อเนื่องมา 6 ปีแล้วครับ

*สามารถดูรายละเอียดประวัติการจ่ายผลตอบแทนย้อนหลังได้ที่ 

https://bit.ly/387oaDF

แน่นอนครับว่า กองทุนนี้เหมาะกับคนที่ต้องการที่จะสร้างพอร์ตที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ หรือคนที่ต้องการกองทุนที่ความเสี่ยงไม่สูงมาช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนของเราก็ได้ครับ สำหรับคนที่สนใจ K-GINCOME-A(R) สามารถเริ่มลงทุนได้ขั้นต่ำ 500 บาท ซึ่งตอนนี้ฟรีค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุนเมื่อซื้อผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds และทาง K-Cyber Invest ตั้งแต่ 12 ต.ค. – 30 ธ.ค. 63 นี้ด้วยครับ

ส่วนกองทุนสายกลางที่น่าสนใจอีกกองทุนก็คือ K-FIT นั่นเองครับ

กองทุน K-FIT คือ กองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ อีกที หรืออีกชื่อนึงก็คือ Fund of Funds นั่นเองครับ โดยจะลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การบริหารของ KAsset ทั้ง กองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้น และกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน อสังหาฯ ซึ่งมีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย เท่ากับว่า เลือก K-FIT ก็จะได้ลงทุนกองทุนเด่น ๆ เช่น K-USA, K-EUROPE, K-EQUITY, K-FIXED, KGPROP ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป

การลงทุนบน Fund of Funds แบบนี้จะเป็นการบริหารกองทุนโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญถึง 2 ชั้น คือ

1. ผู้จัดการกองทุน K-FIT ที่มองภาพรวม บาลานซ์ความเสี่ยงให้เหมาะสม และเลือกลงทุนในกองทุนหลากหลายประเภท เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมตามสภาวะตลาด

2. ผู้จัดการกองทุนในแต่ละสินทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในสินทรัพย์นั้น ๆ โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น K-FIXED จะมีผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้มาดูแล และ เลือกตราสารหนี้ที่ดีให้กับเราครับ

แม้จะมีผู้จัดการกองทุนดูแลถึง 2 ชั้น แต่เก็บค่าธรรมเนียมการจัดการแค่ชั้นเดียว คือเก็บจากK-FIT กองทุนเดียว ไม่ได้เก็บจากกองทุนย่อยๆที่ไปลงทุน ดังนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนครับ

ซึ่ง K-FIT จะมีกองทุนให้เลือก 4 กองครับ แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ครับ ตั้งแต่ K-FITS / K-FITM / K-FITL / K-FITXL  โดยผู้ลงทุนในกองทุน K-FIT สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ โดยให้เลือกจากความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวัง เป็นดังนี้คือ

  • K-FIT S เสี่ยงน้อย ไม่เหวี่ยงมาก อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 3% ต่อปี*
  • K-FIT M เสี่ยงเพิ่มหน่อย ได้เพิ่มขึ้นอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 5.5% ต่อปี*
  • K-FIT L เสี่ยงเพิ่มอีกนิดจาก K-FIT M อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 7% ต่อปี*
  • K-FIT XL เสี่ยงเต็มแม็กซ์ เพิ่มโอกาสได้เต็มที่ อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัด 8.5% ต่อปี*

* อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดของกองทุนเกิดจากการจัดแบบจำลองการลงทุนย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งกองทุนมิได้รับประกันผลตอบแทนดังกล่าว และผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนติดลบหรือน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดได้

ดังนั้นใครที่อยากให้เงินของเราเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรืออยากมีเงินเก็บก้อนโตสำหรับเป้าหมายในอนาคต และอยากรอรับผลตอบแทนก้อนใหญ่ทีเดียว โดยไม่ต้องการเงินปันผลระหว่างทาง เช่นเกษียณ หรือมีเงินเป็นทุนการศึกษาให้กับลูก ๆ กองทุน K-FIT ผมคิดว่าเหมาะเลยครับ หรือจะเอาเป็น Core Portfolio ของเรา เพื่อลงทุน แล้วไปเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเองภายหลังก็ถือว่าดีมาก ๆ ครับ

โดยสรุปแล้ว การใช้กองทุนสายกลาง มาผสมลงไปในพอร์ตที่มีอยู่แล้วเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือว่าจะเอามาเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ในการลงทุนก็สามารถทำได้ทั้งสองแบบครับ แต่ทั้งนี้ผมมักจะเจอคำถามอยู่เสมอ ๆ ว่า ถ้าทำไม่เป็น เอากองทุนสายกลางกองทุนไหนดี    เลือกกองทุนไม่ถูกเลย ไม่แน่ใจว่าจะเหมาะกับเราไหม กลัวเพิ่มสัดส่วนเข้ามาไม่ถูกแล้วละก็

ผมมีอีกทางเลือกง่าย ๆ ให้กับนักลงทุนที่เลือกกองทุนสายกลางไม่ถนัด ไม่มีเวลาหรือเพิ่งเริ่มต้นลงทุนครับ

วิธีก็ง่ายมาก เพียงแค่เปิดมือถือขึ้นมา และกดไปที่ K PLUS จากนั้นก็ไปที่ Function “ลงทุน” และกดเลือก Wealth PLUS เพื่อเริ่มลงทุน

ฟีเจอร์ Wealth PLUS บน K PLUS เป็นระบบอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลที่ดูแลจัดการพอร์ตกองทุนรวมของเรา โดยจะเลือกกองทุนเข้าพอร์ตให้ตามความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ รวมถึงคำนวนเงินให้อัตโนมัติว่าควรต้องลงทุนเท่าไหร่ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายซื้อบ้าน ซื้อรถ เกษียณ เก็บเงินก้อน หรือเก็บเงินเพื่อการศึกษา โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากใส่ข้อมูลตอบคำถามตามความจริงให้ครบทุกขั้นตอนเท่านั้นครับ และเมื่อลงทุนไปเรื่อย ๆ Wealth PLUS ก็จะมีการปรับสัดส่วนให้เราทุก 6 เดือน เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ ที่สำคัญ ใช้ได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมด้วย

Wealth PLUS กำหนดเงินลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 10,000 บาท ส่วนครั้งต่อไปเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท หรือจะเลือกให้ระบบตัดเงินมาลงทุนให้อัตโนมัติทุกเดือน (DCA) ก็ได้

สุดท้ายของสุดท้าย ก่อนจะจากกันไป ผมจะบอกว่าทั้ง K-GINCOME-A(R), K-FIT และ Wealth PLUS เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำให้พอร์ตเราสุขภาพดีขึ้น แบบที่ไม่ต้องมาติดตามการลงทุนในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน มากเกินไปจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่เราชอบครับ ใครเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนก็เลือกลงทุนได้ง่าย ๆ เลย ผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds แต่สำหรับ Wealth PLUS จะมีเฉพาะใน K PLUS นะครับ

ผมเชื่อว่าการลงทุนที่ดีนั้น ต้องมาพร้อมความสบายใจเสมอ ขอให้ทุกท่านลงทุนได้อย่างสบายใจ และมีความสุขในการลงทุนนะครับ แล้วพบกันใหม่ วันนี้ผม “หมอนัท” คลินิกกองทุน ต้องขอลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ

คำเตือน

* กองทุนมีนโยบายที่แตกต่างกันทั้งด้านสินทรัพย์/ภูมิภาค/ประเทศ/กลุ่มธุรกิจที่กองทุนลงทุน ราคาของหลักทรัพย์จึงมีความผันผวนตามปัจจัยที่กระทบ

* สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ www.kasikornbank.com

* ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

“กองทรัสต์ WHART” มาแรงแซงโค้ง เปิดขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 5 หนึ่งในกองทรัสต์ที่ใหญ่ที่สุด มูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 42,000 ล้าน!!

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย หนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมเสมอก็คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็มีข้อจำกัดตรงที่ต้องมีเงินทุนในระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันทุกคนสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ใช้เงินทุนที่น้อยลง โดยลงทุนผ่านทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) นั่นเอง ซึ่ง REIT ที่ท็อปฮิตติดชาร์ตก็คือ REIT ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินคำว่า “REIT” หรือ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” มาก่อน เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักกับคำนี้กันดีกว่าครับ

REIT คืออะไร?

  • “REIT” หรือ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีลักษณะเป็น “กองทรัพย์สิน” บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกว่าผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) ซึ่งมีทรัสตี (Trustee) คอยควบคุมดูแล และ REIT ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล
  • REIT จะลงทุนในทรัพย์สินที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ (Income Producing Assets) โดยสามารถลงทุนทั้งในรูปแบบกรรมสิทธิ์ (Freehold) หรือสิทธิการเช่า (Leasehold) โดย REIT จะนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปปล่อยเช่าเพื่อหาผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนต่อไป

*ดูการอธิบายโครงสร้างของ REIT ได้ในภาพอินโฟกราฟิกท้ายบทความนะครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนอาจสงสัยว่า REIT แตกต่างจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) อย่างไร?

  • แม้ว่า REIT จะเข้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และจัดหาประโยชน์ในรูปแบบการปล่อยเช่าทรัพย์สินเหมือน Property Fund แต่ REIT มีข้อจำกัดต่างๆ ในการลงทุนน้อยกว่า Property Fund เพราะสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกประเภท มีสัดส่วนในการกู้ยืมเงินได้สูงกว่า และได้รับการยอมรับทางสากลมากกว่า Property Fund หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า REIT เป็น Evolution จาก Property Fund นั่นเอง

REIT ในประเทศไทย :

แม้ว่า REIT ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากนัก แต่ก็เป็นที่นิยมกับนักลงทุนรายใหญ่ สถาบันต่างๆ ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีผลตอบแทนมั่นคงจากรายได้ที่ค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอ ถ้าพูดถึง REIT ตัวท็อปๆ ของประเทศไทย คงจะหนีไม่พ้นกองทรัสต์ WHART เพราะเป็นหนึ่งในกองทรัสต์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยและมีการเติบโตทุกปี

วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับ “กองทรัสต์ WHART” ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง น่าจับตามองในหมู่นักลงทุนแบบสุดๆ กองทรัสต์นี้น่าสนใจอย่างไร ไปดูกันเลย

กองทรัสต์ WHART คืออะไร?

“WHART” หรือ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท” เป็นกองทรัสต์ที่มุ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โดยเน้นลงทุนในทรัพย์สินประเภทศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงาน บนทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งจากจุดเด่นข้อนี้ทำให้ทรัพย์สินที่ WHART เข้าลงทุนนั้น สามารถดึงดูดผู้เช่าที่มีชื่อเสียงและมีเสถียรภาพทางการเงินจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นผู้เช่าทรัพย์สินของกอง

จากที่กล่าวมา กองทรัสต์ WHART จึงน่าสนใจทั้งในแง่ของอัตราการเช่า ความมั่นคงทางรายได้ และการกระจายความเสี่ยง

รายละเอียดของทรัพย์สินที่กองทรัสต์ WHART ลงทุน ณ ปัจจุบัน

ปัจจุบัน WHART ลงทุนในทรัพย์สินประเภทศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าและโรงงาน จำนวน 29 โครงการ มีพื้นที่อาคารให้เช่าทั้งหมดประมาณ 1.3 ล้านตารางเมตร ตั้งอยู่ใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย

  • โซนที่ 1 ถนนบางนาตราด (65%) 
  • โซนที่ 2 เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกชลบุรีระยอง (11%) 
  • โซนที่ 3 อยุธยาสระบุรี (23%) 
  • โซนที่ 4 สมุทรสาคร (1%) 

ภาพรวมทรัพย์สินหลักที่กองทรัสต์ WHART จะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้มีอะไรบ้าง?

โครงการที่ 1 WHA Mega Logistics Center (แหลมฉบัง 1)

  • ที่ตั้ง : อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
  • ประเภทคลังสินค้า : Built-to-Suit
  • รูปแบบการเข้าลงทุน : กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร
  • สัดส่วนต่อพื้นที่เช่าอาคารทั้งหมดที่ WHART จะลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ : 15.2%

โครงการที่ 2 WHA Mega Logistics Center (แหลมฉบัง 2)

  • ที่ตั้ง : อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
  • ประเภทคลังสินค้า : Built-to-Suit
  • รูปแบบการเข้าลงทุน : สิทธิการเช่าที่ดินประมาณ 27 ปี และกรรมสิทธิ์ในอาคาร
  • สัดส่วนต่อพื้นที่เช่าอาคารทั้งหมดที่ WHART จะลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ : 34.8%

โครงการที่ 3 WHA KPN Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราดกม.23 เฟส 3)

  • ที่ตั้ง : อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
  • ประเภทคลังสินค้า : Built-to-Suit
  • รูปแบบการเข้าลงทุน : สิทธิการเช่าและเช่าช่วงในที่ดิน และสิทธิการเช่าอาคารประมาณ 23 ปี
  • สัดส่วนต่อพื้นที่เช่าอาคารทั้งหมดที่ WHART จะลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ : 50%

ทั้ง 3 โครงการมีพื้นที่เช่าอาคารรวม 128,789 ตารางเมตร และมีพื้นที่เช่าลานจอดรถรวม 3,055 ตารางเมตร โดยมีผู้เช่าหลักเป็นบริษัทชั้นนำจากหลายอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค โลจิสติกส์ หรือ E-Commerce ซึ่งผู้เช่าหลักสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ ได้แก่ Honda Logistics, Samsung, Shopee, Volvo และ DKSH

“กองทรัสต์ WHART” จะมุ่งสู่การเป็นผู้นำในกลุ่ม Industrial REIT ได้อย่างไร?

1. ความโดดเด่นของทำเลที่ตั้ง

อสังหาริมทรัพย์ที่กองทรัสต์ WHART เข้าลงทุนส่วนใหญ่ จะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการกระจายสินค้าในประเทศไทย เช่น โซนถนนบางนา-ตราด และโซนชลบุรี-ระยอง (โซน EEC) เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของเส้นทางโลจิสติกส์เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ก็ไม่ค่อยเหลือพื้นที่เพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าในอนาคต ดังนั้นศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงานที่มีอยู่จึงได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการ และมีอัตราค่าเช่าค่อนข้างสูง

2. กลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์ที่กองทรัสต์ WHART จะลงทุนเพิ่มเติมนั้น มีผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทบิ๊กเนม มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และมาจากหลากหลายธุรกิจ เช่น Starbucks, Unilever, ไทวัสดุ, กลุ่ม Thai Bev, เครือ Central และ DKSH เป็นต้น

3. กองทรัสต์มีอัตราการเช่าที่สูง

ที่ผ่านมากองทรัสต์ WHART มีอัตราการเช่าที่มากกว่า 90% มาโดยตลอด แม้ในช่วง COVID-19 กองทรัสต์ก็ยังคงรักษาอัตราการเช่ามากกว่า 90% ได้ โดยล่าสุด ช่วง Q2 ปี 2563 ที่ผ่านมา WHART มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 92.0%

4. เน้นสัญญาเช่าระยะยาวสร้างความมั่นคงทางรายได้

กองทรัสต์ WHART มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยที่ค่อนข้างยาว โดยปัจจุบันมีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9 ปี และถ้าหากรวมทรัพย์สินที่ WHART จะเข้าลงทุนในครั้งนี้ จะทำให้อายุสัญญาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 ปี จึงช่วยลดความเสี่ยงในการจัดหาผู้เช่าใหม่ในอนาคตของกองทรัสต์ ทำให้กองมีเสถียรภาพในการจัดหารายได้มากขึ้น

5. กองทรัสต์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กองทรัสต์ WHART ได้ลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมมาโดยตลอดทุกปีตั้งแต่ตั้งกอง ส่งผลให้กองทรัสต์มีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องที่สูง สามารถดึงดูดนักลงทุนหลากหลายกลุ่มให้เข้ามาลงทุนในกองทรัสต์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับนักลงทุนที่อยากขยายพอร์ต หรือกำลังมองหาช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนในกองอสังหาริมทรัพย์ อย่าง “กองทรัสต์ WHART” ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมานั่นเอง ซึ่งทาง aomMONEY ก็มีข่าวดีมาฝากคนที่สนใจร่วมลงทุน กับการเปิดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ในการเพิ่มทุนครั้งที่ 5

  • สำหรับผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิม : เสนอขายวันที่ 2-6 และ 9-12 พ.ย. 63
  • สำหรับบุคคลทั่วไป* : เสนอขายวันที่ 2-6 และ 9-13 พ.ย. 63

*การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่ายเงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นไปตามที่กำหนดในร่างหนังสือชี้ชวน

คำเตือนการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.co.th และ www.whareit.com

เมื่อไหร่จะซื้อรถ

อภินิหารเงินออมเคยได้รับคำถามแบบนี้เหมือนกันค่ะ หลายปีที่แล้วทำงานใน กทม. ตั้งแต่เป็นโบรกเกอร์หุ้น จนกระทั่งลาออกมาทำอาชีพนักเขียน ไม่เคยคิดจะซื้อรถยนต์เลยจ้า เพื่อนก็ถามบ่อยๆว่าทำไมไม่ซื้อรถของตัวเองสักที

ทุกครั้งเวลาที่เพื่อนถามแบบนี้ เราจะตอบเพื่อนไปว่า…

=> บ้านตัวเองอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

=> ทำงานอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

=> ส่วนใหญ่เขียนงานอยู่บ้าน

ลองจินตนาการว่าถ้าเราซื้อรถมาแล้วเอามาจอดให้ฝุ่นจับมากกว่า รู้สึกเสียดายเงินก็เลยไม่อยากซื้อรถเพราะยังไม่จำเป็นต้องใช้ เอาไปลงทุนให้เงินเติบโตดีกว่า

จนกระทั่งแต่งงานย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ที่นี่จะต้องขับรถเพราะระบบรถสาธารณะไม่เหมือนใน กทม. แต่เราก็ยังไม่ซื้อรถ เพราะที่บ้านมีรถเก่าๆ จอดทิ้งไว้ไม่มีใครใช้ มันยังพอขับได้ เราคิดว่าใช้รถคันนี้ประหยัดเงินมากกว่าออกรถใหม่ แต่ถ้าอนาคตรถเสียใช้งานไม่ได้แล้ว ค่อยซื้อรถคันใหม่

เรื่องเดียวกันแต่มีหลายแง่มุม

แต่ละคนมีมุมมองการซื้อรถแตกต่างกัน เรามองเรื่องการใช้งาน ถ้าจำเป็นจริงๆค่อยซื้อ ไม่ใช่ซื้อเพื่อมีเหมือนคนอื่น แล้วอาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนมีหนี้สินพะรุงพะรังในระยะยาว ส่วนคนที่มาถามเราว่า “เมื่อไหร่จะซื้อรถ” เขาก็ไม่ได้มาช่วยเราผ่อนรถนะคะ

ถ้าต้องการซื้อรถควรทำอย่างไร

=> ควรมีหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ มันจะได้ไม่สร้างภาระหนักมากเกินไป

=> รถที่เราต้องการต้องผ่อนรายเดือนเท่าไหร่ เลือกว่าต้องการแบบดาวน์น้อย ผ่อนนาน หรือดาวน์มาก ผ่อนสั้น

=> ซื้อรถก็ต้องมีรายจ่ายอื่นๆด้วย เช่น ค่าผ่อน ค่าดูแล ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ฯลฯ นำเงินผ่อนรายเดือนมาคูณ 2 เพื่อมาซ้อมออมเงินรายเดือน

ตัวอย่าง รายได้เดือนละ 40,000 บาท มีหนี้สูงสุดได้ไม่เกิน 16,000 บาท จะซื้อรถยนต์ควรซ้อมออมเงินเท่าไหร่

=> เลือกดาวน์มาก ผ่อนสั้น

=> ผ่อน 48 เดือนๆละ 11,117 บาท รวมค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่นๆประมาณ 5,000 บาท รวม 16,117 บาท 

=> เปิดบัญชีฝากประจำ แบบ 6 เดือนหรือ 12 เดือน ฝากเดือนละ 16,117 บาท ถ้าออมเงินได้ครบกำหนด แปลว่าอีก 48 เดือนข้างหน้า มีแนวโน้มว่าเราจะผ่อนไหวแน่นอน

ที่มาจากกระทู้ : เพื่อนร่วมงานถาม เมื่อไหร่จะซื้อรถ https://pantip.com/topic/40233761

————

PR : 

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ มีหัวข้อกองทุนรวมด้วยค่ะ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> คอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

KFCORE กองทุนหนึ่งเดียวสำหรับทุกพอร์ตการลงทุน

ด้วยสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ภาวะตลาดมีความผันผวนสูง การถือครองสินทรัพย์เพียงชนิดเดียวในพอร์ตโฟลิโออาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความสม่ำเสมอของผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมอีกต่อไป

ลำพังแค่การหาสินทรัพย์ที่เหมาะสมว่ายากแล้ว จะปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวันก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

นับว่าโชคดี ที่ทุกวันนี้มีเครื่องมือการลงทุนมากมายที่ช่วยให้การจัดสรรพอร์ตการลงทุนง่ายกว่าแต่ก่อน เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม และหนึ่งในสุดยอดเครื่องมือนั้นก็คือ KFCORE กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลคอร์อโลเคชั่น กองทุนหนึ่งเดียวสำหรับทุกพอร์ตการลงทุน จาก บลจ.กรุงศรี

ใครที่ได้ศึกษาเรื่องการลงทุนมาบ้าง จะเข้าใจดีว่าสินทรัพย์แต่ละชนิดมีช่วงเวลาทองที่เหมาะสมต่างกันไป บางครั้งหุ้นจะขึ้น และตราสารหนี้จะซบเซา แต่บางครั้งหุ้นจะหงอยเหงา และตราสารหนี้จะคึกคัก

คำถามคือ แล้วนักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่าช่วงเวลาไหนควรลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้? 

จุดนี้เองที่กองทุน KFCORE มาช่วยตอบคำถามดังกล่าว เพราะ KFCORE เป็นกองทุนที่ปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม หากช่วงไหนที่ทีมผู้จัดการกองทุนเห็นว่าตลาดหุ้นมีโอกาสเติบโต เงินลงทุนส่วนใหญ่จะถูกใส่ไว้ในตลาดหุ้น หรือหากช่วงไหนเห็นว่าเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง เงินลงทุนส่วนใหญ่ก็จะถูกใส่ไว้ในตราสารหนี้

หลายคนอาจบอกว่ากองทุนแบบนี้มีอยู่มากมายให้เลือก ทำไมต้องเป็น KFCORE?

คำตอบคือ เพราะ KFCORE เป็นกองทุนที่เกิดจากความร่วมมือของกรุงศรีและ BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อ้างอิงข้อมูลจาก Statista.com ณ 7 ก.ค. 63 โดยการจัดอันดับดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของ AIMC แต่อย่างใด) ปัจจุบัน BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอยู่กว่า 7.8 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ที่มา: BlackRock ณ 30 ก.ย. 63) และ BlackRock จะเป็นผู้บริหารเงินกองทุนนี้โดยตรงผ่านทีมงานมืออาชีพในฝ่ายของ Tactical Asset Allocation ที่เชี่ยวชาญในกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ

การที่มีผู้จัดการกองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มาอย่างยาวนานเป็นผู้ดูแลบริหารเงินลงทุน ย่อมหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ได้หลากหลายกว่า พร้อมด้วยการปรับพอร์ตที่รวดเร็วทันสถานการณ์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งน่าจะหมายถึงโอกาสรับผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมกว่าเดิมอีกด้วย

จุดเด่นในแง่กลยุทธ์การบริหารกองทุนของ BlackRock คือทีมบริหารมีการใช้ Big Data ในการบริหารจัดการข้อมูล โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคที่เป็นตัวขับเคลื่อนปัจจัยพื้นฐานของแต่ละสินทรัพย์  เพื่อเฟ้นหาสินทรัพย์ที่ราคาผิดไปจากที่ควรจะเป็นมากกว่าการวิเคราะห์หุ้นรายตัว และใช้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้จัดการกองทุนและทีมนักวิเคราะห์ของ BlackRockทั่วโลก  ควบคู่ไปกับ Tactical Asset Allocation ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่น เน้นการปรับพอร์ตเชิงรุกอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆให้สอดคล้องกับภาวะตลาด กลยุทธ์นี้จึงเหมาะกับภาวะตลาดปัจจุบันที่มีความผันผวนสูงและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เช่น ข้อมูลแถลงของธนาคารกลางสหรัฐที่ตามปกติแล้ว

นักวิเคราะห์ทั่วไปจะต้องอ่านและตีความเนื้อหาดังกล่าวด้วยตัวเอง แต่ทีมนักวิเคราะห์ของ BlackRock จะใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นควบคู่ไปกับการใช้ Tactical Asset Allocation เพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด ว่าควรลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ในสัดส่วนเท่าไหร่ นี่เป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างของบริษัทจัดการกองทุนใหญ่ๆ ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางการลงทุนมากกว่า

นับตั้งแต่ปี 2013 ประวัติผลตอบแทนย้อนหลังของกลยุทธ์การลงทุนแบบ  Tactical Asset Allocation เฉลี่ย อยู่ที่ 5.90% ต่อปี และในปีที่ดีที่สุด สามารถทำผลงานได้ถึง 15.70% เลยทีเดียว หรือแม้แต่ในปีที่แย่ที่สุด กลยุทธ์ Tactical Asset Allocation ก็ยังขาดทุนเพียง -0.90% เท่านั้น 

ทั้งนี้ ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างจากการทำ Back Test ทดสอบสมมติฐานผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ Tactical Asset Allocation โดยเป็นข้อมูลผลตอบแทนรายสัปดาห์ตั้งแต่ ม.ค. 56 – ก.ค. 63 ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่ผลตอบแทนของกองทุนนี้ (ที่มา : BlackRock ณ 31 ก.ค. 63 / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต)

กลยุทธ์ Tactical Asset Allocation จะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลักเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน คิดเป็นสัดส่วน 50-80% ของเงินลงทุนทั้งหมด และอีก 20-50% จะลงทุนในหุ้นเพื่อโอกาสการเติบโตของเงินลงทุน และมีการกระจายการลงทุนรายประเทศมากกว่ารายอุตสาหกรรม โดยปรับสัดส่วนตามสภาวะทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น

ถึงแม้ว่าจะเน้นสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปที่ตราสารหนี้ แต่กองทุนก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอภายใต้ระดับความผันผวนที่เหมาะสม สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของกลยุทธ์ Tactical Asset Allocation ที่เน้นความรวดเร็วในการปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดได้เป็นอย่างดี

แล้วกองทุน KFCORE เหมาะกับใครบ้าง?

จะเรียกว่าเหมาะกับนักลงทุนแทบทุกคนที่ชื่นชอบกองทุนรวมก็ว่าได้ โดยไม่จำกัดว่าเป็นผู้ที่ชื่นชอบในหุ้นหรือตราสารหนี้ ด้วยคอนเซปต์ของกองทุนที่ว่า “กองทุนหนึ่งเดียวสำหรับทุกพอร์ตการลงทุน” สะท้อนในชื่อ เพราะคำว่า CORE หมายถึงแกนหลัก ผู้ลงทุนสามารถใช้ KFCORE เป็นกองทุนหลักในพอร์ตการลงทุนได้  เพราะกองทุนมีการปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวะตลาดอยู่แล้ว ช่วงไหนที่ตลาดหุ้นดี เงินลงทุนก็จะไปอยู่ในตลาดหุ้นเยอะขึ้น และช่วงไหนตราสารหนี้เป็นใจ เงินลงทุนก็จะไปอยู่ในตราสารหนี้ โดยมุ่งเน้นที่ความสม่ำเสมอของผลตอบแทน นักลงทุนไม่ต้องปรับเปลี่ยนเองให้วุ่นวายใจแม้แต่น้อย

สำหรับท่านที่สนใจ กองทุน KFCORE จะเริ่มเปิดให้จองซื้อครั้งแรกในวันที่ 15 – 27 ตุลาคม 2563 โดยกำหนดเงินซื้อครั้งแรกอยู่ที่ 50,000 บาท และสามารถซื้อเพิ่มในครั้งถัดไปได้ที่ขั้นต่ำ 2,000 บาท และพิเศษสำหรับท่านที่จองซื้อตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ในทุกๆ 100,000 บาท ทาง บลจ.กรุงศรี ยังมอบหน่วยลงทุนใน KFCORE ให้เพิ่มอีก 100 บาทด้วย เมื่อลงทุนตามเงื่อนไข ทั้งนี้ กองทุน KFCORE มีระดับความเสี่ยง 5 : เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ใครที่สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/2SOYy5w หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร 02-657-5757 หรือ เว็บไซต์ www.krungsriasset.com และธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

รู้ไหม เงินฝากเรา ใครคุ้มครอง?

เรามักจะได้ยินคำว่า “การออม” ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงเรื่องของการจัดการการเงิน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการเริ่มต้นจัดการการเงิน และเมื่อพูดถึงคำว่า “ออม” แล้ว หลายคนก็มักจะนึกถึงคำว่า “ลงทุน” ตามมาเช่นเดียวกัน

โดยสิ่งที่ทำให้การออมและการลงทุนแตกต่างกันนั้น มันคือ “ความเสี่ยง” และ “โอกาสในการสร้างผลตอบแทน” ซึ่งเรามักจะเข้าใจกันว่า การออมนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุน แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นไปตามหลักการของ High Risk High Return อย่างที่หลายคนรู้จักกันมาช้านาน

อย่างไรก็ดี ตอนที่ผมเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเงินใหม่ๆ ในใจผมมักจะคิดว่า “ไม่ว่าจะลงทุนหรือออมอะไรก็ตาม ขอให้ทำยังไงก็ได้ให้ไม่ขาดทุน” แต่เจ้าความเสี่ยงนี่แหละครับที่เป็นตัวบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ และถ้าให้ลงไปถึงความเสี่ยงตามหลักการทั้งหลาย เช่น ความเสี่ยงในการลงทุนประเภทต่างๆ หรือ ความเสี่ยงในเชิงที่เป็นระบบและไม่เป็นระบบ ก็จะพบสัจธรรมว่าทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยง และเราต้องเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจมัน

หากมองในมุมของการเริ่มต้น “ออม” อย่างการฝากเงินกับธนาคาร (บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น “การลงทุน” ก็ได้นะครับ ผมไม่ถือ ฮ่า ๆ ) ผมมองว่าสิ่งที่ทุกคนกลัว คงจะไม่พ้นคำว่า “กลัวเงินต้นหาย” เพราะเราก็ไม่รู้ว่าธนาคารจะดูแลเงินต้นของเราได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าหากเราทำความเข้าใจเรื่องนี้ดี ๆ เราก็จะสบายใจมากขึ้นว่า เงินฝากของเรามีคนดูแลอยู่ นั่นคือ …

รู้จักกับ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือ DPA

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) หรือ DPA จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมา มีหลักการสำคัญในการให้ความคุ้มครองผู้ฝากให้ได้รับเงินฝากคืนโดยเร็ว ในกรณีที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝากรายย่อยที่เป็นผู้ฝากส่วนใหญ่มีเงินฝากไม่เกินวงเงินคุ้มครอง เพื่อไม่ให้ผู้ฝากได้รับผลกระทบเมื่อสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งมีปัญหา

หรือพูดง่ายๆ ว่า หน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ ทำให้เรามั่นใจ ปลอดภัย ถ้าฝากไม่เกินวงเงินที่คุ้มครอง แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่แน่นอนแค่ไหนก็ตาม ต่อให้ถึงขั้นธนาคารไม่ได้ไปต่อ แต่เงินฝากของเราก็ยังอยู่ในวงเงินที่คุ้มครองไว้อยู่ดี

จากข้อมูลล่าสุด ผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองมีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ เงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ บัตรเงินฝาก และใบรับฝากเงิน ซึ่งจะต้องฝากไว้กับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากเท่านั้น

และวงเงินที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากให้ความคุ้มครองต่อธนาคาร 1 แห่งนั้น อยู่ที่ 5 ล้านบาทจนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 และจะบังคับใช้วงเงินคุ้มครองที่ 1 ล้านบาทตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

ดังนั้น สรุปสั้น ๆ อีกที สำหรับคนที่เป็นผู้ฝากเงินรายย่อย หากเรามีเงินฝากต่อธนาคารไม่เกิน 5 ล้านบาท (ก่อนวันที่ 11 สิงหาคม 2564) ย่อมแปลว่าเงินฝากของเราได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนแล้ว และแปลว่าเราสบายใจได้ส่วนหนึ่งว่า เงินของเรานั้นมีคนช่วยดูแลให้ไม่หายไป แม้ว่าธนาคารจะไม่อยู่แล้ว แต่เงินของเรายังอยู่ด้วยการคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

การฝากเงินความเสี่ยงน้อย

ทีนี้ถ้ามองในแง่ของโอกาสได้รับผลตอบแทนนั้น เราจะเห็นว่าการฝากเงินนั้นความเสี่ยงน้อย แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าการลงทุน และแน่นอนว่าอีกข้อเสียที่หลายคนชอบพูดกัน คือ ดอกผลที่ได้รับนั้นไม่พอต่อเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าของเงินที่มีอยู่ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

แต่อย่าลืมนะครับว่า การจัดการการเงินเป็นเรื่องของการวางแผนส่วนบุคคล บางคนอาจจะเลือกเก็บบางส่วนในเงินฝากเพราะต้องการรักษาสภาพคล่องให้ตัวเอง (เผื่อเงินไว้ใช้ หรือใช้เป็นเงินฉุกเฉิน) และต้องการความปลอดภัย (เสี่ยงน้อยที่สุดและมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากดูแล) เพื่อให้สามารถใช้เมื่อไรก็ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแผนการจัดการการเงินว่าเรามองแบบไหนยังไง ? และวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราเป็นอย่างไร?

ท้ายที่สุดแล้ว ผมอยากจะเน้นไว้ครับว่า อย่าลืมจัดการการเงินให้ดี เข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุน และรู้ว่าความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทคืออะไรบ้าง และ มองเห็นด้วยว่าเราควรจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะการออมและการลงทุนมีหลายแบบให้เลือกสรร หากใครศึกษาดีแล้วสามารถทำได้ย่อมเป็นเรื่องทีดี แต่ถ้าหากใครยังไม่รู้จะเริ่มต้นอะไร

สิ่งแรกที่ควรเริ่มต้น คือ การจัดการสภาพคล่องที่เรามีนี่แหละครับ สำคัญที่สุด…

บทความนี้เป็น Advertorial

ถ้าเรามีลูกแล้วควรวางแผนเรื่องเงินอย่างไร

ถ้าเรามีลูกแล้วควรวางแผนเรื่องเงินอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมต้องการอัพเดทข้อมูลว่าคนที่เคยเปิดบัญชีกองทุนรวมกับวางแผนการเงินว่าชีวิตหลังโควิด-19 นั้นเป็นอย่างไร มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อให้ผู้อ่านนำไปปรับใช้กับแผนการเงินของตัวเองนะคะ

 

ปีที่แล้วน้องชายคนนี้มีสถานะโสด จึงวางแผนการเงินให้แบบคนโสดว่าควรจัดการเงินอย่างไร แต่การรีวิวแผนปีนี้น้องแต่งงานและมีลูกที่กำลังจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เหตุการณ์ในชีวิตเปลี่ยนไป มันก็ต้องปรับแผนใหม่เพื่อรองรับตัวเล็กที่กำลังจะเกิด เพราะบางอย่างเรารู้ข้อมูลจึงวางแผนล่วงหน้าได้

แนวทางวางแผนเรื่องเงิน 

1. เรื่องสุขภาพของลูก 

ถ้าเป็นข้าราชการ ลูกที่เกิดมาก็จะได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่ถ้าทำงานบริษัทเอกชนจะมีสวัสดิการประกันกลุ่ม ควรไปสอบถามบริษัทของเราว่าสามารถซื้อเพิ่มให้ลูกได้มั้ย มีความคุ้มครองสุขภาพอะไรบ้าง ต้องใช้เงินเท่าไหร่ 

แต่ถ้าไม่มีสวัสดิการส่วนนี้ ก็มีบัตรทองที่รัฐบาลให้มาอยู่แล้ว แต่ก็รู้กันอยู่ว่าโรงพยาบาลที่จะเข้าไปใช้บริการต้องรอคิวนาน ในขณะที่เวลาลูกป่วย พ่อแม่ร้อนใจทนรอไม่ได้ ทำให้ต้องพ่อแม่ต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกเอง เพราะเด็กป่วยแต่ละครั้งค่ารักษาค่อนข้างแพง 

ควรหาข้อมูลประกันสุขภาพเด็กเตรียมไว้ก่อน เพราะแต่ละบริษัทมีจุดเด่นแตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบว่าความคุ้มครองและเบี้ยประกันของที่ไหนเหมาะสมกับสภาพคล่องของเรามากที่สุด แล้วค่อยติดต่อตัวแทนประกันของบริษัทนั้นๆเพื่อซื้อประกันให้ลูกต่อไป 

มีบางเคสลูกเกิดมามีโรคประจำตัวก็ทำประกันสุขภาพไม่ได้ แบบนี้พ่อแม่ต้องทำใจและตุนเงินไว้เผื่อลูกป่วยด้วยนะคะ แยกเงินออกมาเก็บไว้ที่ที่มีสภาพคล่องจะได้ดึงมาใช้ได้ทันที เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

2. ค่าเทอมของลูก

พ่อแม่หลายคนวางแผนคร่าวๆไว้แล้วว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน มีค่าเทอมประมาณเท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นราคาของวันนี้ เพราะค่าเทอมแพงขึ้นเฉลี่ย 6 – 10% ซึ่งแต่ละโรงเรียนแพงขึ้นไม่เท่ากัน การเตรียมเงินให้ลูกในอนาคตก็ต้องรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ทำให้รู้ว่าจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ 

ตัวอย่าง ตอนนี้ลูกเพิ่งเกิด เก็บข้อมูลไว้ว่าตอนนี้ค่าเทอมปีละ 40,000 บาท ถ้าลูกเข้าเรียนจริงๆแล้วค่าเทอมจะกลายเป็นเท่าไหร่ 

ถ้าเรามีลูกแล้วควรวางแผนเรื่องเงินอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/2961978843839713

หลังจากนั้นจึงวางแผนว่าจะเก็บเงินให้ลูกอย่างไร สมมติว่าลูกเพิ่งเกิด 

=> อีก 3 ปีจะเข้าอนุบาล เงินต้นควรปลอดภัย ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากประจำ กองทุนรวมตราสารหนี้ 

=> อีก 18 ปีลูกจะเข้ามหาวิทยาลัย เราให้ผลตอบแทนจากการลงทุนทำให้เงินเติบโตทันกับค่าเทอมที่แพงขึ้น เราจะได้เก็บเงินรายเดือนน้อยลง เช่น กองทุนรวมหุ้นไทย กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ ทองคำ อสังหาฯ ฯลฯ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องมีความรู้เรื่องการลงทุน มีวินัยและลงทุนเป็นระบบอย่างสม่ำเสมอ

3. เงินสร้างความมั่นใจให้ครอบครัว

พ่อของแอดมินเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ตรวจเจอแล้วไม่เกิน 3 เดือนท่านก็เสียชีวิต แอดมินได้แค่จุดธูปบอกพ่อว่าใบปริญญาโทที่พ่ออยากเห็น เราทำให้สำเร็จแล้วนะคะ 

เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะอยากจะบอกว่าถ้าเราวางแผนการเงินเผื่ออายุยืนแล้ว ควรมีเผื่ออายุสั้นสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัวด้วย ถ้าเตรียมไว้ไม่ได้ใช้ในระยะสั้นก็เก็บไว้เพื่อวัยเกษียณของตัวเองได้

เงินก้อนจาก “ประกันชีวิต” สร้างความมั่นใจให้ครอบครัวได้ เพราะเรารู้ตั้งแต่วันแรกว่าครอบครัวจะได้รับเงินเท่าไหร่ มี 3 แบบที่เน้นให้ความคุ้มครองสูง(ทุนประกัน)  คือ ประกันแบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพ แบบควบการลงทุนเน้นทุนสูง ซึ่งแต่ละแบบมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบและเลือกให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองนะคะ

เราจะทำทุนประกันเท่าไหร่นั้นก็ต้องมาเลือกวิธีคำนวณว่าจะให้ครอบคลุมรายได้ทั้งชีวิตของเราหรือตามความจำเป็น เบื้องต้นควรเป็นตามความจำเป็น แนวคิดคำนวนทุนประกันตามความจำเป็น 

ถ้าเรามีลูกแล้วควรวางแผนเรื่องเงินอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3271547259549535

4. เงินเกษียณของตัวเอง

ทุ่มเทให้ลูกแล้วก็ต้องดูแลเงินเกษียณของตัวเองด้วย บางเคสที่แอดมินเจอทำประกันไว้ให้คนข้างหลังแน่นมากๆ แต่ลืมเก็บเงินเกษียณไว้ให้ตัวเอง ลองนึกภาพถ้าลูกเรียนจบ แยกสาขาไปเปิดคอรบครัวใหม่ของตัวเอง ลูกมีภาระหนี้สินของตัวเอง พ่อแม่คิดว่าลูกของเราจะส่งเงินมาเลี้ยงดูเราได้เดือนละเท่าไหร่

บางคนคาดหวังให้ลูกมาเลี้ยงดูโดยไม่เก็บเงินเกษียณของตัวเอง ในขณะที่บางคนไม่ต้องการให้ลูกมาดูแลเพราะลูกก็มีภาระหนี้เยอะ แค่ไม่กลับมาขอเงินก็ดีใจแล้ว จึงเก็บเงินเกษียณของตัวเอง ทั้งสองคนนี้จะมีชีวิตหลังเกษียณที่แตกต่างกัน เพราะคนแรกก็ต้องนั่งรอให้ลูกส่งเงินมาให้ ลุ้นทุกเดือนว่าจะได้เท่าไหร่  ส่วนอีกคนหนึ่งใช้เงินของตัวเองสบายใจกว่า

ตัวอย่าง ตอนนี้อายุ 30 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณอายุ 60 เดือนละ 30,000 บาท ควรเตรียมเงินเท่าไหร่และน่าจะมีรายได้จากที่ไหนเข้ามาบ้าง

ถ้าเรามีลูกแล้วควรวางแผนเรื่องเงินอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3265480933489501

สุดท้ายเราก็ต้องมาเรียงลำดับเป้าหมายการเงินของตัวเองว่าอะไรสำคัญอันดับ 1 , 2 , 3, … แล้วมาดูว่าแต่ละเดือน เรามีเงินออมเดือนละ……..บาท ถึงจะเลือกได้ว่าควรทำเป้าหมายการเงินอะไรก่อนหลัง ควรเก็บเงินไว้ที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ ทำตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นระบบแล้วคอยอัพเดทแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งนะคะ

————

 

PR : 

=> E-book , หนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำและ Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/2Dvegib

.

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

 

เพจอภินิหารเงินออม

ทางเลือกใหม่ของประกันควบการลงทุน กับกองทุนรวมจากบลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย)

ทุกครั้งที่ไปบรรยาย เมื่อพูดถึงเรื่องประกันชีวิตและการลดหย่อนภาษี ผมมักจะได้ยินคำถามตามมาว่า แล้วประกันแบบ Unit Linked ล่ะ มันดียังไง แบบไหน ลดหย่อนภาษีได้หรือเปล่า?

ผมมักจะอธิบายเพิ่มเติมแบบสั้นๆ ไปว่ามันคือประกันควบการลงทุนครับ เพราะมีทั้งส่วนของ ประกันชีวิตที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิต ที่เราสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ

แต่อีกส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่ผู้ซื้อประกันยอมรับได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุนรวมที่ผู้ซื้อประกันเป็นผู้เลือก และบริษัทประกันชีวิตเป็นผู้จัดการดูแลให้อีกต่อหนึ่ง

ถ้าให้พูดง่าย ๆ การลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ที่ว่านี้ เหมือนกับการลงทุนในกองทุนรวมตามปกติที่เราลงทุนกัน แต่บริษัทประกันเป็นผู้จัดการให้นี่แหละครับ

เอไอเอ เปิดตัว “บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย)” เชื่อมโอกาสการลงทุนผ่านเครือข่ายทั่วโลก

แต่ตอนนี้พิเศษมากขึ้นครับ โดยเฉพาะคนที่ซื้อประกันแบบ Unit Linked ต้องรู้เลย นั่นคือ ทาง AIA มีการเปิดตัว บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) หรือ AIAIMT (AIA Investment Management Thailand) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่กับผู้ที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม ให้สามารถเลือกลงทุนในกองทุนหลากหลายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

โดยเหตุผลที่เปิด บลจ. นั้น ทาง AIA ได้ประชาสัมพันธ์ออกมาชัดเจนว่า เพื่อช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นที่จะได้รับจากการลงทุน มุ่งขยายการลงทุนสู่ช่องทางสากล รวมถึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พันธมิตรต่าง ๆ และเทคโนโลยีระดับสูง ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และที่สำคัญที่สุด (สำหรับลูกค้า) คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวมเชิงรุกที่ลดลงเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นอีกทางหนึ่งครับ

โดยทาง AIAIMT ได้จัดตั้งกองทุนรวมจำนวน 12 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุน (เปิดตัวแล้ว) และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ 7 กองทุน (เปิดตัวเร็ว ๆนี้)

สำหรับรายชื่อ 5 กองทุนในประเทศที่เปิดตัวออกมามีดังนี้ครับ

จากข้อมูล เราจะเห็นว่ามีทั้งกองทุนรวมหุ้น (ตราสารทุน) และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้นักลงทุนเลือกกระจายความเสี่ยงได้ตามเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนในการเลือกลงทุนกับกองทุนรวมครับ

จากทั้งหมดที่เล่ามา ผมมองว่านี่เป็นโอกาสใหม่ของนักลงทุนที่จะได้ทำความรู้จักกับ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เพื่อสร้างโอกาสและผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุน แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องมองในแง่ของการจัดการบริหารการเงินของเราอาจจะต้องกลับมามองที่องค์รวม ทั้งการบริหารจัดการสภาพคล่อง การป้องกันความเสี่ยง และการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมดให้สมดุลกับเป้าหมายของเราครับ

โดยมุมมองส่วนตัวในฐานะคนให้ความรู้ด้านภาษี ผมอยากจะเน้นว่า ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ Unit Linked เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการเงินอีกตัวหนึ่ง ที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อในการบริหารจัดการการเงิน โดยต้องมองที่เป้าหมาย ควบคู่กับ ความเสี่ยง รวมถึงประโยชน์จากการที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตควบคู่กันไปครับ

ผลิตภัณฑ์ และ ความเชื่อมั่นที่ผ่านมา

จากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผมพบว่า ในปัจจุบัน AIA ได้มีประกันควบการลงทุนเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกันไป ได้แก่

  • AIA ISSARA PLUS ที่เน้นความคุ้มครองชีวิตสูงพร้อมแผนคุ้มครองสุขภาพระยะยาว          
  • AIA SMART SELECT ที่เน้นความคุ้มครองชีวิตที่เหมาะสม เพื่อไปถึงเป้าหมายการเงินที่ต้องการ
  • AIA SMART WEALTH ที่เน้นสะสมความมั่งคั่ง พร้อมรับความคุ้มครองชีวิต

และจากรายละเอียดของประกันควบการลงทุนที่ว่ามานี้ ทำให้เห็นว่าทาง AIA พยายามที่จะออกผลิตภัณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้านที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด

ส่วนทางด้านความเชื่อมั่นที่ทาง AIA มีให้กับลูกค้านั้น จากข้อมูลทางหน้าเวปไซด์ของ AIA นั้น (https://www.aia.co.th/th/about-aia.html) ระบุไว้ชัดเจนเลยว่า ที่ผ่านมาทาง AIA มียอดขายผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ และจำนวนตัวแทนประกันชีวิตที่ได้รับอนุญาต IC License สูงสุด (โดยอ้างอิง ข้อมูลจาก รายงานของสมาคมประกันชีวิตไทยเรื่องสถิติธุรกิจประกันชีวิต ประจำปี 2561 และสถิติจำนวนนักวิเคราะห์การลงทุน จากเว็บไซต์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ปรับปรุงล่าสุด 30 มกราคม 2563) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการของทางบริษัทได้อย่างชัดเจนว่าแข็งแกร่งเพียงไหนครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครสนใจรายละเอียดประกันชีวิตควบการลงทุนของเอไอเอ  (AIA Unit Linked) สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 0-2353-8784 หรือเว็บไซต์ ของ เอไอเอโดยสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนรวมเพิ่มเติมได้ที่ www.aiaim.co.th

หรือถ้าหากใครสนใจประกันชีวิตควบการลงทุนทาง AIA เขาก็มีโปรโมชั่น Retirement bonus หรือ โบนัสพิเศษยามเกษียณ มาฝากกันครับ

โดยเป็นโบนัสสำหรับแบบประกัน เอไอเอ อิสระ พลัส และ เอไอเอ อิสระ เพรสทีจ พลัส ในส่วนของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง (RPP) โดยเราจะได้รับโบนัสพิเศษเมื่อเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้ครับ

  1. ผู้เอาประกันภัย มีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย
  2. กรมธรรม์มีผลบังคับอย่างน้อย 10 ปีกรมธรรม์
  3. มีการชำระเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครองอย่างน้อย 10 ปี 

ซึ่งโบนัสเกษียณที่ได้คือ 0.45% ต่อปี ซึ่งคำนวณจากมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง โดยจ่ายเป็นรายเดือนให้กับเราโดยนำไปซื้อหน่วยลงทุนตามการจัดสรรการลงทุนครั้งล่าสุดครับ (รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ https://www.aia.co.th/th/about-aia.html)

สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อน… สวัสดีครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ AIA Call Center 1581

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save