E-TAX Invoice สำหรับธุรกิจ โอกาส หรือ วิกฤต อยู่ที่มุมมอง

“ตกลงระบบ e-Tax invoice & e-Receipt จะมาเมื่อไร”  ผมมักจะได้ยินคำถามเหล่านี้เสมอ ๆ เวลาไปบรรยายหรือเสวนาในงานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคำตอบที่ผมตอบกลับไปก็คือ “มาแล้ว แต่ปัญหาคือธุรกิจเราพร้อมใช้หรือยังต่างหาก”

เหตุผลที่ผมตอบคำถามกลับไปแบบนี้ เพราะกฎหมายได้กำหนดให้ e-Tax invoice & e-Receipt เป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” ในการออกใบกำกับภาษีของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่เคยออกในรูปแบบของกระดาษ 

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกงงๆ ว่าตกลงมันคืออะไรยังไงแบบไหน ผมขอสรุปให้ฟังสั้นๆ แบบนี้ละกันครับว่า ระบบ e-Tax invoice & e-Receipt หรือ “ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์”  คือระบบที่ไห้ธุรกิจสามารถออกใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์และเก็บข้อมูลในรูปแบบออนไลน์ โดยที่ไม่ต้องใช้กระดาษอีกต่อไป

และจากประโยคสั้น ๆ ขั้นต้นนี้นี่เอง หลายคนเริ่มจะมองต่างกันระหว่าง “นี่คือโอกาสที่จะลดต้นทุนการใช้กระดาษของธุรกิจ” หรือ “แย่แล้ว นี่คือวิกฤตที่วุ่นวายจนเราต้องเปลี่ยนระบบอีกแล้วเหรอ”

โอกาส หรือ วิกฤต อยู่ที่อะไร?

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธุรกิจจะมองว่ามันคือ โอกาส หรือ วิกฤต แต่คำตอบที่เราต้องใส่ใจจริง ๆ คือ ต้นทุน” ที่เกิดขึ้นครับ ซึ่งอยากให้มองใน 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ

  1. หากวันหนึ่งระบบ E-TAX Invoice ถูกบังคับใช้โดยกฎหมายขึ้นมาจริง ๆ หรือถูกบังคับให้กลาย ๆ จากคู่ค้าหรือลูกค้าของเรา ธุรกิจของเราพร้อมเปลี่ยนแปลงหรือยัง?
  2. ต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบใหม่ เทียบกับ ต้นทุนที่ลดลงด้านการทำงานซ้ำซ้อนต่างๆ เช่น ต้นทุนกระดาษที่หายไป ค่าใช้จ่ายในการติดต่อลูกค้า ค่าใช้จ่ายพนักงานที่ต้องมาจัดทำรายงานหรือจัดส่งข้อมูลให้กับสรรพากรแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วแบบไหนคุ้มค่ากว่า 

จากประสบการณ์ของการอยู่ในแวดวงบัญชีมาหลักสิบปี ผมพบข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งว่า สิ่งที่ธุรกิจผิดพลาดที่สุด คือ การลืมประเมินต้นทุนเพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองได้รับแต่มักจะใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจแทน

ดังนั้นจึงอยากบอกว่า สุดท้ายแล้ว วิกฤต หรือ โอกาส มันอยู่ที่การตัดสินใจและมุมมองของเราที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยหลักเหตุและผลมากกว่าสิ่งที่เรารู้สึกครับ

ถ้าอยากใช้ระบบ E-TAX invoice ควรประเมินค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ก่อนอื่นลำดับแรกเลย ผมคิดว่าธุรกิจต้องประเมินสิ่งที่ตัวเองได้รับหากมีการใช้ระบบ นั่นคือ ต้นทุนที่ประหยัดได้ เช่น กระดาษ พนักงาน ต้นทุนการจัดเก็บเอกสาร และค่าใช้จ่ายบริหารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องว่า ต้นทุนเหล่านี้มีจำนวนที่ลดลงมากหรือน้อยแค่ไหน

หลังจากนั้นสิ่งที่ต้องประเมินในมุมของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอีก 3 ประเด็น คือ นั่นคือ

  1. ระบบบัญชีที่เราใช้งานอยู่เป็นแบบไหน เหมาะสำหรับการเพิ่มหรืออัพเกรดไปเป็น E-TAX Invoice หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ต้องปรึกษากับทางผู้ให้บริการซอฟท์แวร์บัญชี แต่ถ้าหากธุรกิจใช้ระบบ ERP อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอนเทอร์ไพรส์ที่ใช้ SAP หรือระบบอื่นๆ แอบกระซิบบอกนิดนึงครับว่า สามารถเปลี่ยนได้ง่ายแบบที่จะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลยล่ะครับ ซึ่งตรงนี้คือต้นทุนแรกในการเปลี่ยนเพื่อให้ระบบสามารถออกเอกสารที่เป็น E-TAX Invoice และจัดเก็บในรูปแบบออนไลน์ได้ครับ ดังนั้นใครมีต้นทุนระบบเดิมดี ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะไม่แพงนักครับ
  2. ต้นทุนในการส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร เนื่องจากการเปลี่ยนระบบเป็นออนไลน์แล้ว จะต้องมีการส่งข้อมูลให้กับสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิคส์ด้วยครับ โดยมีวิธีมากมายตั้งแต่ Host To Host  (ส่งให้สรรพากรโดยตรงในกรณีที่มีข้อมูลจำนวนมากตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้) ใช้บริการของ Service Provider ที่สรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง และ สุดท้าย คือ ส่งข้อมูลให้กับสรรพากรด้วยตัวเอง (Upload File ผ่านระบบของกรมสรรพากร) ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการในแต่ละเดือนของเรานั่นเองครับ 
  3. ต้นทุนในการเก็บรักษาเอกสารออนไลน์ อันนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะทุกอย่างควรจะมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ให้สามารถตรวจสอบได้หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และมีการเก็บในรูปแบบที่ปลอดภัย ไว้ใจได้ว่าไม่หลุดรอดแน่นอน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่ต้องใส่ใจครับ 

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว หากเรามองว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบ E-TAX Invoice นั้นจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นในอนาคต แบบนี้ก็น่าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จริงไหมครับ…

ธุรกิจที่ควรเปลี่ยนเป็นระบบ E-TAX Invoice ในตอนนี้

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ผมลองยกตัวอย่างกลุ่มธุรกิจที่เหมาะกับระบบ E-TAX invoice ในช่วงเวลาแบบนี้ มาให้พิจารณากันครับ โดยถ้าหากธุรกิจไหนมีคุณสมบัติแบบนี้ น่าจะเริ่มต้นลองพิจารณาการเปลี่ยนมาใช้ได้แล้วล่ะครับ

  1. มีระบบที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเป็นทุนเดิม เช่น มีการใช้ระบบ ERP อยู่แล้ว เพราะการเชื่อมต่อไประบบ E-TAX Invoice จะทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าสะดวกแบบไร้รอยต่อกันเลยทีเดียว 
  2. รายการ Transaction ที่ออกใบกำกับภาษีมีจำนวนมากเพียงพอ โดยปกติแล้วควรจะมีอย่างน้อยประมาณ 500 รายการต่อเดือนขึ้นไปครับ ซึ่งตรงนี้จะทำให้การใช้งานระบบได้อย่างคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมถึงประหยัดต้นทุนในส่วนของกระดาษได้อย่างชัดเจนครับ 
  3. ธุรกิจมีแพลนหรือมีเงินในการลงทุนเพียงพอ เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ หรือ พัฒนาและดูแลเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ครับ

ดังนั้น อีกตัวแปรหนึ่งที่ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการเปลี่ยนแปลง คือ ทีมพัฒนาระบบ หรือ Service Provider ที่น่าเชื่อถือ นั่นเองครับ ซึ่งเราควรมองหาทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์เพียงพอในการเปลี่ยนแปลงระบบ มีคำปรึกษาที่เหมาะสมของทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และรูปแบบการใช้งานที่ตรงใจกับเรานั่นเองครับ

แล้วจะหาใครดีล่ะ? หลายคนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคำถามนี้ตามมาใช่ไหมล่ะครับ ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็คือ หาผู้ให้บริการที่เราปรึกษาแล้วตรงใจ รวมถึงมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงระบบให้กับเรานั่นเองครับ

ถ้าใครต้องการที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแลระบบนี้ให้ สามารถเข้าไปปรึกษากับทาง EZTax by I AM Consulting ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ได้รับการรับรองจาก ETDA ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบหลังบ้าน อย่าง SAP ERP และระบบ Content Management ให้กับกลุ่มองค์กรเอนเทอร์ไพรส์ มีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบเหล่านี้ให้กับลูกค้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก

ซึ่งจากประสบการณ์ที่ว่ามานี้  ทำให้มั่นใจว่า ทีมที่ปรึกษาของบริษัทไม่ได้มีความสามารถทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยออกแบบและปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน หรือ workflow ให้สอดคล้องไปกับการทำงานของลูกค้าในแต่ละองค์กรได้อีกด้วยครับ

นอกจากนั้น เรื่องความปลอดภัยข้อมูล ทางบริษัทเองฝากมาบอกว่า ฝากข้อมูลอยู่กับทาง I AM Consulting แล้ว ไม่ต้องกลัวหาย เพราะมีมาตรฐาน ISO/IEC 27001 รองรับ และข้อมูลก็ยังถูกจัดเก็บบนคลาวด์ระดับโลก ไม่ต้องกลัวโดนแฮ็ก ปลอดภัยแน่นอน

สอบถาม และดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.iamconsulting.co.th

บทความนี้เป็น Advertorial

แพ็กเกจเก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท

วิธีการเก็บเงินมีหลายทางเลือก เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นรายตัว กองทุนรวม ประกันชีวิต ทองคำ ลงทุนอสังหา ฯลฯ ในอนาคตก็จะมีแบบอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราจะเลือกวิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน

ขั้นตอนที่ใช้ในการตัดสินใจได้

1. ชีวิตนี้เราจะต้องดูแลใครบ้าง

เช่น เราทำงานคนเดียวต้องดูแลทุกคนในครอบครัว แต่ละคนในครอบครัวดูแลตัวเอง เราดูแลตัวเองคนเดียวเท่านั้นไม่มีญาติพี่น้อง ทั้งหมดนี้มีผลกับเป้าหมายการเงินของเรา

2. เลือกวิธีเก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงิน

เช่น ต้องการเก็บเงินฉุกเฉิน ควรเลือกเป็นความเสี่ยงต่ำ เก็บเงินเกษียณอีกหลายสิบปีควรเก็บไว้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น สร้างความอุ่นใจให้คนในครอบครัว ฯลฯ

3. ลงมือทำ

เช่น เราต้องการมีเงินฉุกเฉิน รู้แล้วว่าควรเก็บที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ สุดท้ายค่อยมาเลือกว่าจะไปที่ธนาคารหรือกองทุนชื่อว่าอะไร

แอดมินจะยกตัวอย่างเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นนะคะ ในภาพนี้เราเป็นผู้หญิงอายุ 30 ปี รับความเสี่ยงได้สูงมาก สามารถออมเงินได้เดือนละ 5,000 บาท ความแตกต่างของวิธีการเก็บเงินอยู่ที่ภาระความรับผิดชอบในครอบครัว แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 เราคนเดียวต้องดูแลทุกคนในครอบครัว 

เราอยู่ตรงกลางที่ต้องทำงานดูแลพ่อ แม่และลูกของตัวเอง ถ้ามีเรี่ยวแรงทำงานก็ยังหาเงินได้ แต่ถ้าเราหายไปคนเดียวครอบครัวอยู่ลำบาก เราอาจจะแบ่งเงิน 5,000 บาท ออกเป็น 4 ส่วน

1. ดูแลพ่อแม่ : 

เก็บไว้ดูแลสุขภาพพ่อแม่เดือนละ 500 บาท ไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้ เผื่อจำเป็นต้องใช้จะได้ขายกองทุนเอาเงินมาจ่ายได้ ถ้าพ่อแม่มีประกันสุขภาพดูแลตัวเองอยู่แล้ว เงินก้อนที่เราเก็บไว้เอาไว้จ่ายส่วนต่างค่ารักษาเพราะอาจจะมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่สูงเกินความคาดหมาย

2. เงินเกษียณของตัวเอง : 

เราเป็นคนรับความเสี่ยงได้สูง DCA กองทุนหุ้นเดือนละ 1,000 บาท ถ้ากองทุนหุ้นมีผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ถ้าเราเกษียณอายุ 60 ปี มีระยะเวลาการลงทุน 30 ปี เราน่าจะมีเงินเกษียณประมาณ 832,258 บาท

3. ค่าเทอมของลูกปีหน้า :

เรารู้อยู่แล้วว่าแต่ละปีค่าเทอมของลูกมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำให้เราเก็บเงินล่วงหน้าได้ ลดปัญหาอาการเงินช๊อตช่วงเปิดเทอม เราเก็บเดือนละ 2,000 บาท ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

4. สร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว : 

แผนสำรองกรณีเลวร้ายที่สุด คือ ถ้าเราทุพพลภาพทำงานไม่ได้หรืออายุสั้น ก็ยังมีเงินจากประกันชีวิตมาดูแลครอบครัวต่อจากเราได้ เลือกประกันความคุ้มครองสูง คือ ประกันควบการลงทุน จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 1,500 บาท มีความคุ้มครองให้ครอบครัว 4,500,000 บาท เราทำเพื่อ…

=> ถ้าเราทุพพลภาพทำงานไม่ได้ มีเงินดูแลตัวเองและครอบครัว 4,500,000 บาท

=> ถ้าเราอายุสั้นเสียชีวิต มีเงินดูแลพ่อแม่และลูก 4,500,000 + เงินจากกองทุนรวม

=> ถ้าเราอายุยืน สามารถถอนเงินจากกองทุนรวมเป็นเงินเกษียณของตัวเองได้

แบบที่ 2 เราดูแลตัวเองเท่านั้น ไม่มีญาติพี่น้องให้ต้องเป็นห่วง

เก็บสะสมเงินดูแลตัวเองในวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีความกังวลว่าถ้าเกิดทุพพลภาพทำงานหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จะนำเงินตรงไหนมาใช้จ่ายและจ้างพยาบาลมาดูแลที่บ้าน เราอาจจะแบ่งเงิน 5,000 บาทออกเป็น 3 ส่วน

1. เงินฉุกเฉิน :

ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3 – 12 เท่าของค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับอาชีพและความเสี่ยงที่จะตกงาน เช่น ถ้าเป็นข้าราชการเก็บไว้ 3 เดือน แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ควรเก็บ 12 เดือน เราเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ถ้าเก็บครบแล้วค่อยเปลี่ยนไปเก็บไว้ที่เป้าหมายเกษียณต่อไป

2. เงินเกษียณ :

ถ้าคำนวณอย่างง่ายว่าเราต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณตั้งแต่อายุ 60 – 90 ปีเดือนละ 30,000 บาท ควรเตรียมเงินไว้ประมาณ 30,000 x 360 = 10,800,000 บาท(ยังไม่รวมเงินเฟ้อ) ตอนนี้เราเก็บได้เดือนละ 2,500 บาทที่กองทุนรวมหุ้น สมมติว่าผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ตอนอายุ 60 เรามีเงินประมาณ 2,080,646 บาท

3. ทุพพลภาพทำงานไม่ได้ :

ถ้าเราต้องนอนนิ่งๆอยู่ที่บ้าน ไม่มีรายได้เข้ามา ต้องหาเงินมาจ้างคนดูแลที่บ้าน ก็จะต้องมาดูว่าจากทรัพย์สินทั้งหมดของเราจะถอนเงินตรงไหนมาใช้ได้บ้าง ถ้าใช้หมดแล้วก็จะต้องขายรถ ขายบ้าน ขายของสะสมเพื่อเอาเงินมาดูแลตัวเอง

อีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราไม่ต้องขายทรัพย์สิน คือ การทำประกันควบการลงทุน เบี้ยประกันเดือนละ 1,500 บาท ความคุ้มครอง 4,500,000 บาท หากทุพพลภาพจะมีเงินก้อนจ้างพยาบาลมาดูแลตัวเอง 4,500,000 บาท ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆจะเหมือกับข้อ 4 ข้างบนนะคะ

สุดท้ายเราค่อยมาเลือกว่าจะเลือกออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงของธนาคารอะไร เลือกกองทุนรวมชื่ออะไร เลือกประกันชีวิตควบการลงทุนของบริษัทอะไรที่ใช้เงินน้อยและได้รับความคุ้มครองสูง แต่ถ้าเรามีงบน้อยอาจจะใช้ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาทดแทนกันได้จ้า ส่วนเบี้ยประกันจะแตกต่างตามเพศ อายุและสุขภาพร่างกายนะคะ

เมื่อแต่ละคนมีชีวิตที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีจัดการเงินที่ไม่เหมือนกัน บทความนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อให้มองเห็นภาพและไปวางแผนการเงินของตัวเองได้ แต่รายละเอียดเชิงลึก เช่น การเปรียบเทียบกองทุน แบบประกันชีวิตรวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ควรไปหาความรู้เพิ่มเองนะจ๊ะ

เพจอภินิหารเงินออม

————

PR : Workshop , E-book และหนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำ อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/2Dvegib

เงินเดือนจะมีใช้ถึงสิ้นเดือนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินของเรา

เราได้รับเงินมาแล้วก็ต้องใช้จ่าย แต่จะทำอย่างไรเพื่อเกลี่ยเงินให้มีใช้ไปจนถึงสิ้นเดือน จ่ายครบทั้งเงินออม หนี้สินและมีใช้จ่ายส่วนตัว เริ่มต้นจาก…

รายได้และรายจ่ายของเราเป็นอย่างไร

สิ่งสำคัญมากๆ คือ เราต้องรู้ที่มาและที่ไปของรายได้ว่าเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้เรื่องเงินดีเท่ากับตัวของเราเอง แนวทางการเขียนสรุปรายได้และรายจ่ายดูได้ที่ภาพนี้เลยจ้า

รายได้

=> ทำให้รู้ว่ามีรายได้กี่ทาง รายได้ประจำและรายได้เสริมมาจากทางไหน 

=> เงินที่เราแบ่งไปลงทุนสร้างรายได้กลับมาเท่าไหร่ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า

=> ถ้าเรามีรายได้หลายทาง แต่มีเวลาทำงานจำกัด ควรเปรียบเทียบว่าช่องทางหารายได้แบบไหนทำให้เรามีรายได้และกำไรสูงสุดค่อยทุ่มเทกับช่องทางนั้น หากมีเวลาเหลือค่อยไปเพิ่มรายได้ในช่องทางอื่นๆต่อไป 

รายจ่าย

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

=>  รายจ่ายคงที่ : หนี้สินที่ผ่อนรายเดือนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เงินประจำที่จะต้องจ่าย เช่น ประกันสังคม PVD กบข. ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ

=> เงินออม : เงินที่เราจ่ายออกไปเพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต เช่น DCA กองทุนรวม , การซื้อประกันชีวิต , ฝากประจำรายเดือน

=> รายจ่ายขึ้นๆลงๆ : เป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราควบคุมได้ว่าจะจ่ายมากหรือน้อย

สร้างปฏิทินใช้เงิน

แนวคิด คือ นำรายจ่ายหลักๆมาใส่ในปฏิทินให้ครบว่าจ่ายวันไหนบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นวันที่เดิมๆของทุกๆเดือน เช่น ฝากประจำ dcaกองทุนรวม ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ จ่ายหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หนี้เงินกู้สหกรณ์ ฯลฯ ใส่ครบทุกอย่างแล้วก็จะรู้ว่าเหลือเงินใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละเท่าไหร่

ถ้าเราเขียนออกมาทั้งหมดแล้ว ก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนควรจัดการเงินอย่างไรเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการเงินในระยะสั้น กลางและยาว แบ่งออกเป็น 2 แบบ

แบบที่ 1 มีเงินเหลือ

รายได้ – รายจ่าย 3 ส่วน =  มีเงินเหลือ มีเงินไปออมเพื่ออนาคตเพิ่มมากขึ้น

แบบที่ 2 ไม่มีเงินเหลือ

รายได้ – รายจ่าย 3 ส่วน = เงินหมด ก็ต้องมาดูข้างในรายจ่ายว่าหมดไปกับเรื่องอะไรบ้าง ถ้าหมดไปกับรายจ่ายคงที่กับรายจ่ายส่วนตัว ไม่มีการออมเลย ชีวิตค่อนข้างอันตราย มีโอกาสสร้างหนี้สูงมากๆ

แนวคิดการตั้งงบประมาณรายจ่าย

สำหรับคนที่ไม่สะดวกจดรายจ่ายเพราะลืมจดบ้าง อาจจะใช้การตั้งงบประมาณรายจ่ายก็ได้นะคะ วิธีที่อภินิหารเงินออมใช้ เริ่มจาก…

=> แยกบัญชีเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ใช้แอพบัญชีธนาคารออนไลน์และบัตรเครดิต (cash back 1 – 3% ของยอดใช้จ่าย) จ่ายเงินโดยการสแกน QR Code โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ เราจะมีหลักฐานการจ่ายเงิน รู้ว่าแต่ละวันจ่ายอะไรไปบ้าง เป็นการจดบัญชีไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าร้านไหนไม่มีทั้ง QR Code และพร้อมเพย์ เราถึงจะใช้เงินสด

=> จำกัดเงินเท่าที่ใช้ในแต่ละเดือน

ถ้าเราจดบัญชีรายจ่ายมาสักระยะก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละเท่าไหร่ เราใช้ตัวเลขนี้มาตั้งเป็นงบรายจ่ายของแต่ละเดือน เช่น เราใช้จ่ายส่วนตัวเฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท แต่ละเดือนเราก็จะมีเงินคงเหลือในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าครบเดือนแล้วใช้เงินไม่หมดก็นำไปออมหรือยกยอดเป็นรายจ่ายของเดือนต่อไป แต่ถ้าใช้เงินหมดครบเดือนแล้วค่อยเติมเงินเข้าไปใหม่

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางและประสบการณ์ส่วนตัว ควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองนะคะ

——————————

PR :  E-book , หนังสือเล่มและ Workshop

=> หนังสือ “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” 

หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ 

สถานที่ : เชียงใหม่และออนไลน์ทาง ZOOM ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทำให้รู้ว่าเป้าหมายการเงินของเราควรเตรียมเงินเท่าไหร่ สภาพคล่อง หนี้สินและการออมของเราเป็นอย่างไร สุดท้ายเลือกวิธีจัดการเงินที่เหมาะสมกับตัวเอง ถ้าอ่านหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพจบแล้วมาลง Workshop จะเข้าใจวิธีจัดการเงินของตัวเองมากขึ้น อ่านรายละเอียด workshop ได้ที่ลิงค์นี้จ้า https://bit.ly/3dCv58z

เพจอภินิหารเงินออม

เราทำงานมาหลายปีตอนนี้ทรัพย์สินและหนี้สินของเราเป็นอย่างไร

เราทำงานหารายได้เพื่อมีเงินดูแลตัวเองในวัยเกษียณตามแบบคุณภาพชีวิตที่เราต้องการ ก่อนจะเริ่มวางแผนการเงินตามเป้าหมายของตัวเอง เราควรรู้ก่อนว่าสถานะตอนนี้ของเราเป็นอย่างไร แล้วค่อยเลือกวิธีจัดการเงินของตัวเอง มันเหมือนการใช้งาน google maps เมื่อเราจะเจอสถานที่ที่จะไปแล้วก็ปักหมุดไว้ (เป้าหมายการเงิน) ตอนนี้เราอยู่จุดไหน (สถานะการเงินจากทรัพย์สินและหนี้สิน รายได้ รายจ่าย) แล้วค้นหาเส้นทางว่าจะไปทางไหนที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด

ตอนนี้สถานะการเงินของเราเป็นอย่างไร

=> สินทรัพย์สภาพคล่อง : ถ้าต้องการใช้เงินเร่งด่วน ถอนเงินจากตรงไหนมาใช้ได้บ้าง

=> สินทรัพย์ส่วนตัว : สมบัติส่วนตัวที่เป็นชื่อของเราจริงๆมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินจะขายเป็นทางเลือกสุดท้าย

=> สินทรัพย์ลงทุน : หลังเกษียณไม่ได้ทำงาน เรามีรายได้จากทางไหนบ้าง เงินแต่ละก้อนจะถอนใช้ตอนไหนเพื่อเกลี่ยเงินให้พอใช้ไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

=> หนี้สิน : เราเหลือหนี้สินระยะสั้นและระยะยาวเท่าไหร่ ตอนนี้อยู่ในระดับปกติหรือว่าทะลุเพดานเกินกว่าจะควบคุมได้

ความมั่งคั่งของเราเป็นบวกหรือติดลบ

วิธีดูง่ายๆ คือ ถ้าเราขายทรัพย์สินทั้งหมดตอนนี้ (สภาพคล่อง ส่วนตัวและการลงทุน) สามารถจ่ายหนี้ทั้งหมดได้หรือไม่ ถ้า…

=> จ่ายหนี้ได้ทั้งหมด 

F.ทรัพย์สินรวม มากกว่า  K.หนี้สินรวม เรามีความมั่งคั่งสุทธิเป็นบวก ควรมาดูว่าเป็นบวกเพราะทรัพย์สินสภาพคล่อง ส่วนตัวหรือว่าการลงทุน ยิ่งมีส่วนของการลงทุนมากจะยิ่งดีนะคะ

=> จ่ายหนี้ไม่ได้ทั้งหมด 

F.ทรัพย์สินรวม น้อยกว่า  K.หนี้สินรวม เรามีความมั่งคั่งสุทธิเป็นลบ ควรหาวิธีจัดการแก้หนี้

สัดส่วนหนี้สินและการลงทุนควรเป็นเท่าไหร่

หนี้สิน

สัดส่วนหนี้สินเป็นเพดานหนี้สูงสุดที่เหมาะสมกับกำลังความสามารถในการหารายได้ของเรา 

(K.หนี้สินรวม / F.ทรัพย์สินรวม) x 100 ผลลัพธ์ที่ได้ควรน้อยกว่า 50%

การลงทุน

สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ความมั่งคั่งของเรามีทรัพย์สินลงทุนอยู่เท่าไหร่ รู้ว่าแหล่งเงินหลังเกษียณมาจากไหน 

(E.ทรัพย์สินลงทุน / L.ความมั่งคั่งสุทธิ) x 100 ผลลัพธ์ที่ได้ควรมากกว่า 50%

แชร์ประสบการณ์ตรวจสุขภาพการเงินจาก workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ

ก่อนที่อภินิหารเงินออมจะวางแผนหรือแก้ปัญหาเรื่องการเงินให้ใคร ก็ต้องตรวจสุขภาพการเงินก่อนว่าตอนนี้เป็นอย่างไร เพื่อจะได้จัดการได้ถูกจุด หลายเคสที่เจอต้องการมีเป้าหมายเกษียณ คำนวณมาแล้วว่าจะต้องใช้เงินเกษียณหลายสิบล้าน แต่ไม่ค่อยมีสินทรัพย์ลงทุน หรือมีสวัสดิการของที่ทำงานเป็น PVD , กบข. นอกนั้นว่างเปล่า ไม่ได้ลงทุนเองเพิ่มเติมเลย

เรารู้ว่าคนที่มาลง Workshop ได้ฟังการวิเคราะห์แล้วจะต้องเสียใจแน่นอน แต่เราก็ต้องพูดตรงๆ เจ็บแต่จบ เพื่อให้เขาเข้าใจว่าหนทางเกษียณอีกยาวไกลนี้ควรจัดการเงินอย่างไร เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ รู้ตัวตอนนี้ดีกว่ารู้ตอนใกล้เกษียณที่กลับตัวทำอะไรไม่ได้แล้ว

หวังว่าบทความนี้นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้แฟนเพจได้อยู่กับตัวเอง ค่อยๆเขียนทรัพย์สินและหนี้สินว่าตอนนี้เป็นอย่างไร เพื่อใช้ในการวางแผนการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคตนะจ๊ะ

——————————

PR :  E-book , หนังสือเล่มและ Workshop

=> หนังสือ “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” 

สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน มีทั้งแบบ E-book และหนังสือเล่ม รายละเอียดในลิงค์นี้จ้า (รอบการสั่งหนังสือวันที่ 31 ส.ค. – 6 ก.ย. 63) https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3200110990026496

=> Workshopวิธีจัดการเงินขั้นเทพ เชียงใหม่และออนไลน์ทาง ZOOM 

ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทำให้รู้ว่าเป้าหมายการเงินของเราควรเตรียมเงินเท่าไหร่ สภาพคล่อง หนี้สินและการออมของเราเป็นอย่างไร สุดท้ายเลือกวิธีจัดการเงินที่เหมาะสมกับตัวเอง ถ้าอ่านหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพจบแล้วมาลง Workshop จะเข้าใจวิธีจัดการเงินของตัวเองมากขึ้น อ่านรายละเอียด workshop ได้ที่ลิงค์นี้จ้า https://bit.ly/3lcizjl

เพจอภินิหารเงินออม

สรุปสาระสำคัญ : พฤติกรรมการฝากเงินที่เปลี่ยนไปในสภาวะการแพร่ระบาด Covid-19 จาก สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)

เพื่อนๆ เคยได้ยินชื่อ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก สคฝ. หรือว่า DPA กันไหม?

และเพื่อนๆ รู้ไหมครับว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีหน้าที่สำคัญอย่างไร ?

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมงาน aomMONEY ได้มีโอกาสไปร่วมงานอีเวนต์ของทางสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยในงานได้มีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างเรื่อง “พฤติกรรมการฝากเงินที่เปลี่ยนไปในสภาวะการแพร่ระบาด Covid-19 รวมถึงตอกย้ำความมั่นใจเรื่องการคุ้มครองเงินฝากของประชาชนในสภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนแบบนี้” ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น เดี๋ยว aomMONEY ขอสรุปให้ดังนี้ครับ

เนื้อหาภายในงานจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อด้วยกันครับ

  1. ภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 และลักษณะการคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
  2. เปิดเผยข้อมูลการฝากเงินของคนไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 
  3. ข้อแนะนำและแนวทางการบริหารจัดการการเงินของประชาชน

1. ภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 และลักษณะการคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินของไทย นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) หรือ DPA กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนทั่วทุกมุมโลก โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเงินฝากแก่ผู้ฝาก ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทกับสถาบันการเงินภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากทั้ง 35 แห่ง ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 หมวดได้แก่

1. ธนาคารพาณิชย์ (19 แห่ง)

  • 1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
  • 2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 
  • 3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 
  • 5.ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 
  • 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) 
  • 7.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 
  • 8.ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) 
  • 9.ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 
  • 10.ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 
  • 11.ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) 
  • 12.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) 
  • 13.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) 
  • 14.ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) 
  • 15.ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) 
  • 16.ธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 
  • 17.ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) 
  • 18.ธนาคารเอเอ็นแซด (ไทย) จำกัด (มหาชน)
  • 19.ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)

2. สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (11 แห่ง)

  • 1.ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส 
  • 2.ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด 
  • 3.ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารอาร์ เอช บี จำกัด 
  • 4.ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น 
  • 5.ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด 
  • 6.ธนาคารดอยซ์แบงก์ ธนาคารมิซูโฮ จำกัด 
  • 7.ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ 
  • 8.ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น 
  • 9.ธนาคารอินเดียน โอเวอร์ซีส์

3. บริษัทเงินทุน (2 แห่ง)

  • 1.บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) 
  • 2.บริษัทเงินทุน แอ็ดวานซ์ จำกัด (มหาชน)

4. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (3 แห่ง)

  • 1.บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เอสเบ จำกัด 
  • 2.บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เวิลด์ จำกัด 
  • 3.บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด

ซึ่งทางสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคุ้มครองทันทีในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน ในบัญชีเงินฝาก 5 ประเภท ได้แก่

  • 1. เงินฝากกระแสรายวัน 
  • 2. เงินฝากออมทรัพย์ 
  • 3. เงินฝากประจำ 
  • 4. บัตรเงินฝาก 
  • 5. ใบรับฝากเงิน 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินฝากคืนภายใน 30 วัน ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด แต่ก็จะมีการเข้าใจผิดอยู่บ้างสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือเงินฝากบางประเภทที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ยกตัวอย่างเช่น

  • 1. เงินฝากประเภทที่เป็นเงินตราต่างประเทศ  
  • 2. เงินลงทุนในตราสารต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน (SSF) (RMF) 
  • 3. เงินฝากสหกรณ์ 
  • 4. แคชเชียร์เช็ค ตัวแลกเงิน 
  • 5. เงินอิเล็กส์ทรอนิกส์ (e-MONEY)

โดยปัจจุบัน “วงเงินคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 5 ล้านบาท ทั้งนี้ วงเงินคุ้มครองดังกล่าว สามารถครอบคลุมการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝาก 80.51 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 99.63 ของผู้ฝากทั้งระบบ สำหรับเงินฝากที่เกินวงเงินการคุ้มครอง ผู้ฝากมีโอกาสได้รับเงินฝากคืนเพิ่มเติม จากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการในภายหลัง”

2. เปิดเผยข้อมูลการฝากเงินของคนไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563

จากข้อมูลสถิติการฝากเงินในสถาบันการเงิน ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเงินฝากย้อนหลัง 3 ปี พบแนวโน้มจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองของระบบสถาบันการเงินเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 2560 – 2562 มีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง จำนวน 12.54 ล้านล้านบาท 13.02 ล้านล้านบาท และ 13.56 ล้านล้านบาท ตามลำดับ

และจากข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน พบว่า ประเทศไทย มีจำนวนผู้ฝากในระบบสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองของ สคฝ. รวม 80.82 ล้านราย โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.38 หรือราว 1.1 ล้านราย และมีจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองมีจำนวนทั้งสิ้น 14.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.12 เมื่อเทียบกับข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2562 โดยกว่าร้อยละ 98 เป็นผู้ฝากรายย่อยที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท

“สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) เผยสถิติผู้ฝาก 6 เดือนแรก รวม 80 ล้านราย ย้ำมาตรการคุ้มครองเงินฝากมั่นคงสูง พร้อมเปิดศูนย์บริการให้ความรู้การคุ้มครองเงินฝาก 1158 และช่องทางออนไลน์ ให้ข้อมูลการคุ้มครองแก่ประชาชน”

3. ข้อแนะนำและแนวทางการบริหารจัดการการเงินของประชาชน

จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันปริมาณเงินฝากมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ฝากเกือบทุกกลุ่ม โดยปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่ม “ผู้ฝากบุคคลธรรมดา” และ “ผู้ฝากภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และกองทุนต่าง ๆ” อีกทั้งมีการขยายตัวในทุกระดับวงเงินฝาก โดยเกือบครึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากในระดับเงินฝากวงเงินสูงกว่า 25 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี จากปริมาณเงินฝากที่ขยายตัวในอัตราสูง เป็นผลมาจากความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนมาเข้าเงินฝากมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเงินฝากมีความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดเงินที่ผลตอบแทนลดลง และยังมีแนวโน้มการออมเพื่อสำรองการใช้จ่ายในอนาคต

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลผลตอบแทนตามประเภทสินทรัพย์เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ระหว่าง 2553 – 2562 พบว่า

  • ผลตอบแทนการฝากเงินประเภทออมทรัพย์อยู่ที่ร้อยละ 0.72 
  • ประเภทฝากประจำ 1 ปีอยู่ที่ร้อยละ 1.88 
  • ประเภทพันธบัตร 3 ปีอยู่ที่ร้อยละ 2.41 
  • ทองคำอยู่ที่ร้อยละ 2.31 
  • JUMBO25 (หุ้น) อยู่ที่ร้อยละ 10.01 

ทั้งนี้แม้ว่าการฝากเงินยังเป็นช่องทางที่มั่นคงและมีความปลอดภัยสูง แต่ผู้ฝากยังสามารถพิจารณาการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ตามความเหมาะสมและความต้องการของตนเอง โดยต้องพิจารณาและศึกษาการจัดสรรสินทรัพย์อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยในการบริหารการเงินอย่างยั่งยืน ขณะนี้ สคฝ. อยู่ระหว่างการศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อพิจารณาขยายการคุ้มครองในอนาคต นายทรงพล กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้เราสามารถสอบถามข้อมูลการคุ้มครองเงินฝากเพิ่มเติมได้ที่ www.dpa.or.th ศูนย์บริการให้ความรู้การคุ้มครองเงินฝาก โทร. 1158 และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/dpathailand

#DPA #สถาบันคุ้มครองเงินฝาก #คุ้มครองทุกจังหวะชีวิต

ทีมบรรณาธิการ aomMONEY

ลงทุนกับความปลอดภัยอันประเมินมูลค่าไม่ได้กับซูบารุ

เมื่อวิกฤตมาถึง เราจึงได้เห็น New Normal เกิดขึ้น

โลกในช่วงที่ผ่านมาทำให้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครจะรู้ว่าอยู่ดี ๆ จะมีเหตุการณ์โรคระบาดที่ทำเอาคนปั่นป่วนไปทั้งโลก ปิดน่านฟ้าอำลาสนามบิน คำว่าความเสี่ยงกลายมาเป็นคำที่ถูกพูดถึง มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยไม่ได้แปลว่าเกิดขึ้นไม่ได้ 

New Normal ของยุคสมัยนี้จึงว่าด้วยการจัดการความเสี่ยง ทำอย่างไรให้สิ่งที่ไม่คาดฝันมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด และหากเกิดขึ้น เราจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร

ความจริงแล้ว “ชีวิต” เป็นเรื่องที่ประเมินมูลค่าได้

ถ้าชีวิตเรามีมูลค่า 1,000,000 บาทจนวันหนึ่งเราออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วบังเอิญเมา มีอยู่ 2  ทางเลือกคือ ขับรถกลับเอง และ จ้างบริการขับรถส่งถึงบ้าน โดยมีค่าบริการ 1,000 บาท หากคิดค่าบริการยามปกติก็ถือว่าราคาสูงใช้ได้ 

แต่หากเรานำค่าบริการ 1,000 บาท มาปิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าของชีวิต 1,000,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.1% ของมูลค่าชีวิตเท่านั้น นับว่าน้อยและคุ้มค่ามากๆ นี่คือตัวอย่างการประเมินมูลค่าชีวิต ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตประจำวันของเรา

แต่ความจริงสมองของเราไม่ได้ทำงานตรงไปตรงมาขนาดนั้น

คุณคงอ่านบทความนี้ไปและคิดไปด้วยในเวลาเดียวกันว่า ฉันไม่เคยคิดอะไรแบบนี้สักครั้ง หากถามคนที่เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุทุกคน เราคงจะได้ยินคำตอบประมาณว่า ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง 

ถูกต้องแล้ว มนุษย์มีอคติที่เรียกชื่อว่า Overconfidence Bias หรือความมั่นใจในตัวเองเกินเหตุ ความมั่นใจจำพวกที่คิดว่าเรื่องเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับเราก็เป็นอะไรแบบนั้น ยิ่งรู้จะยิ่งทำให้เราระวัง ความเสี่ยงมีมูลค่าและอย่าใช้อคติใด ๆ เพื่อหลบเลี่ยงมัน

ความปลอดภัยบนท้องถนนคือปัจจัยสำคัญในชีวิต

จากข้อมูลย้อนหลังในปี พ.ศ.2558 จากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนนับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 หรือเทียบเท่ากับอัตราการเกิดที่ 22.3 ต่อประชากร 100,000 คน คำถามคือทุกองค์ประกอบในชีวิตของเราได้มีการควบคุมปัจจัยความเสี่ยงได้อย่างพร้อมแล้วหรือเปล่า วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงชวนทุกคนมารู้จักกับ Subaru Forester 2.0i-S EyeSight อีกหนึ่งรถยนต์พร้อมเทคโนโลยีที่จะมาช่วยปิดความเสี่ยงบนท้องถนนในยุค New Normal แบบนี้

Subaru Forester 2.0i-S EyeSight ประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีความปลอดภัยมากกว่า 100 รายการ

หากพูดถึงรถยนต์ที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยมาเป็นสิ่งสำคัญ 

แบรนด์ซูบารุต้องเป็นหนึ่งแบรนด์ในดวงใจที่ผู้บริโภคหลายคนนึกถึง วันนี้ลงทุนศาสตร์จะพาทุกคนเจาะลึกลงไปอีกว่า ความปลอดภัยที่ซูบารุ มองเห็นและให้ความสำคัญมีอะไรบ้าง และผู้บริโภคจะได้อะไรจากเทคโนโลยีความปลอดภัยตัวท็อปอย่าง Subaru Forester 2.0i-S EyeSight

1) EyeSight Driver Assist

คือเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนดวงตาอีกคู่ ช่วยเสริมปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่บนท้องถนนหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าการที่มนุษย์มีดวงตา 2 ดวงถือเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ทางชีววิทยา เพราะนั่นช่วยลบจุดบอดของข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อมีสอง ความปลอดภัยก็เพิ่มมากขึ้นโดยซูบารุนำเรื่องนี้มาพัฒนาเป็นหลักยึดในการสร้างนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยให้กับผู้ขับขับขี่มากมาย อันได้แก่

  • Pre – Collision Braking System ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุ 
  • Pre – Collision Throttle Management ระบบช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์ก่อนการชน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงการชนด้านหน้า
  • Adaptive Cruise Control ระบบปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามรถคันหน้า สะดวกสบายเวลารถติด หรือขับทางไกล ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเท้าเพื่อเหยียบคันเร่งหรือเบรกให้เมื่อย
  • Lane Sway & Departure Warning ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลนและรถเบี่ยงออกจากเลน
  • Lead Vehicle Start Alert ระบบแจ้งเตือนเมื่อการจราจรด้านหน้าเคลื่อนที่

2) Subaru Global Platform

เป็นโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย ตั้งแต่เพิ่มความมั่นคงของตัวรถ ลดการสั่นสะเทือน ลดพลังงานในกรณีที่เกิดการชนปะทะ เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารที่อยู่ในตัวรถ

3) Symmetrical All – Wheel Drive

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตรที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และความปลอดภัยในทุกสภาวะการเดินทาง เช่น สภาพถนนเปียกและลื่น ดินโคลน หรือเนินสลับ

4) Boxer Engine

คือเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์แบบสูบนอนอันเป็นเอกลักษณ์ของซูบารุ เครื่องยนต์ถูกจัดวางอย่างสมมาตรและในจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เพิ่มความมั่นคงให้กับตัวรถ ลดความเสี่ยงในการพลิกคว่ำ เพิ่มความสามารถในการรักษาสมดุล และลดการสั่นสะเทือนเพื่อสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง

ความปลอดภัยของ Subaru Forester 2.0i-S EyeSight เข้าถึงได้ในราคาเพียงประมาณ 1.47 ล้านบาท

ข้อมูลเพิ่มเติมชุดแต่ง จีที สำหรับ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์

คลิก: https://www.subaru.asia/forestergt/

เรา – ในฐานะนักลงทุน – คงต้องมาทำการประเมินมูลค่ากันซ้ำอีกครั้งและอีกครั้งว่า เรามีโอกาสเข้าถึงความเสี่ยงมากแค่ไหน และการลงทุนเพื่อลดโอกาสความเสี่ยงคุ้มค่าหรือเปล่า ด้วยการการันตีจากรางวัลมากมายที่ทำให้มั่นใจในซูบารุมากขึ้นได้ เช่น

  • ในปี พ.ศ. 2563 ซูบารุ ฟอเรสเตอร์เมื่อติดตั้ง EyeSight ได้รับรางวัล SAFETY PICK + (TSP +) จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS)
  • EyeSight ยังได้รับรางวัล Forester และ XV  Advanced Vehicle Triple Plus ในโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ของญี่ปุ่นปี 2018-2019 (JNCAP)
  • Subaru Global Platform ช่วยให้ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ได้รับรางวัล Grand Prix จาก JNCAP 2018-2019
  • การยึดเกาะถนนและการควบคุมที่โดดเด่นโดย Symmetrical All-Wheel Drive ช่วยให้ซูบารุอยู่ในอันดับที่ 1 ในการประเมินความพึงพอใจจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน
  • ความสมดุลที่เหนือกว่าที่ได้จากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าของ Boxer Engine นิตยสาร Newsweek ของอเมริกายกย่องให้ซูบารุเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านความปลอดภัย คลิก : https://www.subaru.asia/th/th/why-subaru/safety.php#safetyfeatures

โดยซูบารุเองก็จริงจังกับตลาดไทย และมีโรงงานประกอบในประเทศไทยด้วย

ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงและเป็น บริษัทสำคัญในภาคธุรกิจยานยนต์ สังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการจัดจำหน่าย ที่มีการดำเนินงานในสิงคโปร์ กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ไทย และเวียดนาม นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2500 ทรัพย์สินของบริษัทในเครือมีการเติบโตอย่างมากโดยการขยายธุรกิจที่หลากหลายขึ้นและทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต การจัดจำหน่ายและการค้าปลีก

มอเตอร์ อิมเมจ คือ บริษัทในเครือตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2529 ในฐานะผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในทวีปเอเชีย โดยมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ และเปิดสาขาในประเทศกัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศจีนตอนใต้ ไต้หวัน เวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 Subaru Corporation ได้ประกาศร่วมทุนกับ TC Manufacturing and Assembly (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Tan Chong International Limited (TCIL) เพื่อการประกอบรถยนต์ซูบารุในไทย และกระจายสู่ตลาดต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ รถยนต์ซูบารุที่ผลิตขึ้นในมาเลเซียและไทยจะถูกจัดจำหน่ายโดยมอเตอร์ อิมเมจ ผ่านเครือข่ายของซูบารุ

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จัดการได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน คือหลักปรัชญาที่ใช้ได้จริงยิ่งกว่าจริงไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน คำถามคือเมื่อความไม่แน่นอนมาถึง เราสามารถจัดการรับมือกับความเสี่ยงนั้นไว้ได้อย่างดีแล้วหรือเปล่า ความไม่แน่นอนอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิต แต่มันคงจะดีที่สุด ถ้าในวันที่เกิดความไม่แน่นอนเหล่านั้นขึ้น เรามีเทคโนโลยีที่ดีที่คอยช่วยดูแลรักษาและปิดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ลง

สุดท้ายก็ขอฝากแบรนด์ซูบารุไว้เป็นผู้นำด้านความปลอดภัยในดวงใจ

หากใครสนใจลดความเสี่ยงบนท้องถนนด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยกว่า 100 ประเภทก็อย่าลืมไปค้นพบความสุข เติมเต็มทุกความปลอดภัยได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศได้เลย 

สำหรับข้อเสนอพิเศษพร้อมทดลองขับ คลิก : https://hubs.ly/H0tH9bL0

จิ้มเครื่องคิดเลขกันสักหน่อย ความเสี่ยงแม้ลดจนเหลือศูนย์ไม่ได้ แต่ทำให้มันลดลงได้ก็เป็นเรื่องดี

ลงทุนศาสตร์

———————————————–

ข้อมูลราคาประจำเดือน สิงหาคม พ.ศ.2563 บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความนี้เป็น Advertorial

AIA เปิดตัว AIAIMT ขึ้นแท่น บลจ. AUM อันดับ 3 พร้อมออก 5 กองทุนใหม่

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ผมได้รับเชิญไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) หรือเราเรียกกันสั้นๆว่า AIAIMT (AIA Investment Management Thailand) งานเปิดตัวนี้จัดที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนะครับ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในวงการการลงทุนของประเทศไทยมากเพราะ บลจ.นี้มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารงานกว่า 8.47 แสนล้านบาทแถมในงานก็ยังเจอสื่อและอินฟลูเอนเซอร์วงการการเงินด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าทุกคนให้ความสำคัญกับงานนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

การตั้ง AIAIMT ก็ถือเป็นการเดินหน้าอีกก้าวที่สำคัญของ AIA ที่จะมาบริหารจัดการกองทุนรวมภายใต้กรมธรรม์ Unit Linked ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังมาแรงเพื่อใช้ในการวางแผนทางการเงิน ป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นในยุคดอกเบี้ยต่ำ

ทั้งนี้กรมธรรม์ Unit Linked นั้นก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย ทำให้การเข้ามาของ AIAIMT สร้างการแข่งขันจากการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับตลาดและผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สุดก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆ ทุกคนนะครับ ทั้งนี้ AIA ก็ชูจุดเด่นในเรื่องของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวมที่ลดลงและสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

ดร. มาร์ค โคนิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน กลุ่มบริษัทเอไอเอ ได้เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มบริษัท AIA เป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประสบการณ์ด้านการลงทุนใน 18 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 150 คนจากทุกภูมิภาคของโลก ซึ่ง AIA ได้เห็นศักยภาพในการบริหารสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลของ AIA ประเทศไทย ทั้งในการลงทุนตราสารหนี้ ตราสารทุน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การสนับสนุนด้านทรัพยากรหลายภาคส่วนจากกลุ่มบริษัท AIA

ซึ่งตลอดระยะเวลา 82 ปี AIA ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของประเทศ โดยปัจจุบันกว่า 1 ใน 3 ของกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยเป็นของ AIA การเปิดตัว บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท

บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์อย่างยาวนานและบริหารจัดการการลงทุนทางการเงินมากกว่า 30 ปี บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จะมุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายการลงทุนเพื่อความยั่งยืน และ ประกอบธุรกิจโดยยึดหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ซึ่งการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพและคุณธรรมจะสามารถเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน”

นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการสินทรัพย์ของ AIA ประเทศไทย และเงินประกันชีวิตควบการลงทุนหรือ Unit Linked เพื่อมอบบริการลงทุนและผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ปัจจุบัน บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารงานกว่า 8.47 แสนล้านบาท พร้อมประสบการณ์กว่า 30 ปีทั้งในตลาดไทยและสากล ซึ่ง บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จะประสานความร่วมมือกับเครือข่ายการลงทุนของกลุ่มบริษัท AIA ทั่วโลก ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

การก่อตั้ง บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์จะได้เปิดประตูสู่การลงทุนระดับโลก ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นลงทุนเคียงข้างลูกค้าด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ผ่านความชำนาญและประสบการณ์ระดับโลก พร้อมใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมีความปลอดภัยสูงสุดมาใช้งาน และเพิ่มผลตอบแทนที่ดีขึ้นด้วยการขยายช่องทางในการลงทุนระดับสากล ผ่านเครือข่ายและพันธมิตรที่มีชื่อเสียงยาวนานร่วม 100 ปี เช่น BlackRock, Wellington Management และ Baillie Grifford ซึ่ง บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จะนำเงินลงทุนของลูกค้าไปลงทุนด้วยความใส่ใจเสมือนเป็นเงินลงทุนของเราเอง

AIAIMT ได้มีการจัดตั้งกองทุนรวมจำนวน 9 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุนและกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ 4 กองทุน โดยเน้นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งในงานแถลงข่าวได้มีการเปิดตัวแล้ว 5 กองทุนนะครับ ส่วนกองทุนรวมต่างประเทศจะมีการเปิดตัวเร็วๆนี้

สำหรับกองทุนรวมที่เปิดตัวแล้วมีดังนี้ครับ ผมสรุปมาให้เบื้องต้นเป็นตารางนะครับ ซึ่งในเวปไซต์ของทาง AIA ได้มีหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ของทั้ง 5 กองทุนเอาไว้แล้วนะครับ สามารถลองนำไปศึกษาเพิ่มเติมได้

แน่นอนว่ากองทุนที่ทาง AIA นำเสนอนั้นจะต้องซื้อผ่านประกันชีวิตควบการลงทุน Unit Link ซึ่งเบี้ยประกันส่วนแรกจะนำไปชำระเบี้ยประกันชีวิต และเงินส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนตามสัดส่วนที่เราได้จัดพอร์ตการลงทุนไว้ พอเป็นแบบนี้แล้วผลตอบแทนของ Unit Link อาจจะน้อยกว่าการซื้อกองทุนรวมโดยตรง แต่ประกันในรูปแบบนี้ให้ความคุ้มครองชีวิตหากเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่

AIA ISSARA PLUS : เน้นความคุ้มครองชีวิตและแผนสุขภาพระยะยาว

AIA SMART SELECT : เน้นความคุ้มครองชีวิตและเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ

AIA SMART WEALTH : เน้นสะสมความมั่งคั่งพร้อมคุ้มครองชีวิต

หากใครสนใจวางแผนคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และแผนการเงินตามเป้าหมายต่างๆ ก็ลองสอบถามตัวแทนของ AIA ให้เล่ารายละเอียดในแต่ละผลิตภัณฑ์ได้เลยนะครับ

พิเศษแบบสุดๆ ตอนนี้ทาง AIA เขามีโบนัสพิเศษยามเกษียณ สำหรับลูกค้าของ เอไอเอ อิสระพลัส และ เอไอเอ อิสระ เพรสทีจ พลัส หากเราเข้าเงื่อนไขดังนี้

ผู้เอาประกันอายุครบ 55 ปีขึ้นไป ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์

กรมธรรม์มีผลบังคับใช้อย่างน้อย 10 ปี

มีการชำระเบี้ยประกันหลักเพื่อความคุ้มครอง อย่างน้อย 10 ปี (จ่ายครบทุกงวด)

บริษัทจะมีการจ่ายโบนัสพิเศษยามเกษียณในอัตราร้อยละ 0.45 ต่อปี ซึ่งคำนวณจากมูลค่ารับซื้อคืนของหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อการคุ้มครอง โบนัสนี้จะจ่ายเป็นรายเดือน หลังจากที่เราเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อ โบนัสนี้จะจ่ายในวันตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หากเดือนไหนไม่มีวันที่ระบุไว้จะใช้วันสุดท้ายของเดือนในการคำนวณ

ทั้งนี้บริษัทจะนำโบนัสพิเศษยามเกษียณไปซื้อหน่วยลงทุนตามการจัดสรรการลงทุนครั้งล่าสุดที่ราคาขายหน่วยลงทุน ณ วันที่ประเมินราคาหลังจากการครบรอบเดือนของกรมธรรม์ หากเราคิดเป็นต่อเดือนก็คือเอา อัตราโบนัสพิเศษยามเกษียณมาหาร 12 เดือนครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นของกองทุนและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนของ AIA ซึ่งเราสามารถสอบถามตัวแทนประกันชีวิตและศึกษาข้อมูลประกันแบบ Unit Link ด้วยตัวเองเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aia.co.th/th/our-products/unit-link.html หรือโทร  0-2353-8784

วันนี้พี่ต้าร์ขอลาไปก่อน ไว้มีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานอะไรที่สนุกและน่าสนใจ จะมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกันอีกนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนพันธบัตรง่าย ๆ ผ่านวอลเล็ต สบม.

หลายคนคงอยากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

ยุคสมัยที่ผมเด็ก ๆ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ แถมวิธีการซื้อก็ลำบาก ต้องไปยืนต่อแถวที่หน้าธนาคาร พันธบัตรรัฐบาลจึงเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่เข้าถึงไม่ง่ายนักมาแต่ไหนแต่ไร จนมาถึงปัจจุบัน การเข้าถึงก็ยังไม่ได้เรียกว่าง่ายเสียทีเดียว การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลใช้เงินค่อนข้างสูง การจองซื้อก็ต้องไปที่ธนาคาร แต่ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ธนาคารกรุงไทยได้พัฒนาระบบการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลออนไลน์ ทุกอย่างจบได้แค่ปลายนิ้ว

แก้ Pain Point ด้วย Blockchain

ปัญหาเรื่องการเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนรายย่อยเป็นที่พูดถึงกันมานานแล้ว สุดท้ายก็มาสิ้นสุดที่เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพโครงสร้างหลังบ้านในการซื้อขาย กลายมาเป็นวอลเล็ตสบม. (วอลเล็ตสะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซื้อขายผ่านระบบดิจิทัล ออนไลน์ จากที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญ ด้วยจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นที่ลดลง

พันธบัตรชุดใหม่จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 25 สิงหาคม 2563

พันธบัตรรัฐบาลชุดนี้จะมีอายุ 4 ปี อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.70% ต่อปี และจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 งวด ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารไม่สูงมากนัก ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ขอแค่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น หน่วยลงทุนราคา 1 บาท ลงทุนขั้นต่ำ 100 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท จบปัญหาที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการลงทุน

การลงทุนก็ง่ายมากเพียงใช้วอลเล็ต สบม.

เปิดซื้อขายพันธบัตรแบบดิจิทัล ระบบแสดงผลการซื้อขายเป็นรายนาที แสดงการถือครองในวอลเล็ตทันที ไม่ต้องรอ 15 วันเหมือนที่ผ่านมา อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมในการลงทุนมาก ขายกี่ครั้งก็ประสบความสำเร็จเสมอ วันนี้การต่อยอดด้วยการซื้อขายออนไลน์จึงเป็นหมุดหมายใหม่ของการต่อยอดความสำเร็จที่ดี ต่อไปเราอาจจะได้เห็นการวางแผนการเงินการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ขั้นตอนการลงทะเบียนวอลเล็ต สบม. ไม่ยากเลย

หากใครมีแอปพลิเคชันเป๋าตังอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีเดิมได้เลย รับเงินดอกเบี้ยเข้าในวอลเล็ตได้ทันที แต่สำหรับใครที่เป็นลูกค้าใหม่ จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ก่อน ตรงนี้แนะนำให้ทำเลยทันที เพราะ 25 สิงหาคม 2563 นี้ก็จะเปิดขายพันธบัตรรอบใหม่กันแล้ว

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง ผ่าน App Store หรือ Google Play

หลังจากดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ลงทะเบียนผู้ใช้ใหม่ในแอปพลิเคชันเป๋าตังได้เลยตามขั้นตอน

ขั้นตอนการลงทะเบียนวอลเล็ต สบม.

1. กดเลือกวอลเล็ต สบม.

2. ถ่ายรูปบัตรประชาชน 

3. ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า

4. กรอกข้อมูลตามกฎหมายการลงทุนพันธบัตร

ขั้นตอนการลงทะเบียนวอลเล็ต สบม. สำหรับลูกค้าธนาคารกรุงไทย

1. กดเลือกลงทุนพันธบัตรออมทรัพย์ผ่าน Banner

2. กรอกที่อยู่ตามบัตรประชาชน

3. กรอกข้อมูลตามกฎหมายการลงทุนพันธบัตร

เติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม.

1. เลือกเติมเงิน

2. แสกน QR code หรือกรอก Wallet ID เพื่อเติมเงินผ่านพร้อมเพย์

3. เงินเข้าวอลเล็ต สบม.

การผูกบัญชีกรุงไทยกับวอลเล็ต สบม. เพื่อใช้ระบบการตัดเงินอัตโนมัติ

1. กดเมนูการตั้งค่าหรือ Setting ทางหน้าแรก และกดเลือกการผูกบัญชีกรุงไทยกับวอลเล็ต

2. ผูกบัญชีกรุงไทยกับวอลเล็ต โดยยืนยันตัวตนด้วย User และ Password ของ Krungthai NEXT หรือบัตร ATM ธนาคารกรุงไทย

3. รับ OTP ด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้กับบัญชีกรุงไทย

4. ผูกบัญชีสำเร็จ

ขั้นตอนการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์

1. เลือกซื้อ/ขายพันธบัตร

2. เลือกประเภทพันธบัตรออมทรัพย์

3. ระบุจำนวนเงินและยืนยัน

4. ตรวจสอบสลิปการสั่งซื้อพันธบัตร

ขั้นตอนการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ กรณีผูกบัญชีธนาคารกรุงไทยกับวอลเล็ต สบม.

1. เลือกซื้อ/ขายพันธบัตร

2. เลือกประเภทพันธบัตรออมทรัพย์

3. ระบุจำนวนเงินและยืนยัน (ระบบจะโอนเงินจากบัญชีกรุงไทยที่ผูกไว้กับวอลเล็ตเพื่อนำไปซื้อพันธบัตร)

4. ตรวจสอบสลิปการสั่งซื้อพันธบัตร

ชวนทุกคนไปเปิดวอลเล็ต สบม. กัน

ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลชุดนี้ก็สามารถเปิดไว้ก่อนได้ หากวันเปลี่ยนใจจะมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องมาลงทะเบียนหรือผูกบัญชีใหม่อีก การลงทะเบียนก็ง่ายแสนง่ายตามที่อธิบายในบทความนี้ได้เลย

พันธบัตรรัฐบาลจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ลืมภาพคนไปยืนต่อแถวรอซื้อพันธบัตรที่หน้าธนาคารแบบเดิม ๆ ได้เลย ตอนนี้เราสามารถกดซื้อขายเพียงปลายนิ้วที่หน้าแอปพลิเคชันได้แล้ว ยืนยันผลในเวลาไม่กี่นาที แถมยังบอกสถานะการถือครองได้อีกด้วย อย่าลืมไปลงทะเบียนวอลเล็ต สบม. กันไว้ 25 สิงหาคมนี้ เขาจะเปิดขายพันธบัตรรัฐบาลรอบใหม่กันแล้วนะ ลุย! 

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินก้อนของลูกควรจัดการอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ผ่านมามีแฟนเพจของเพจอภินิหารเงินออมที่เป็นคุณแม่มือใหม่อ่าน E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำได้ 70% ของเล่ม น้องอยากรู้ว่าตัวเองควรจัดการเงินอย่างไรและเงินเก็บของลูกที่อยู่ในออมทรัพย์ควรย้ายไปเก็บไว้ที่ไหน ถ้าอยู่เชียงใหม่ก็คงนัดเจอกันได้ แต่เขาอยู่ กทม. จึงใช้วิธี workshop ออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM 

 

อภินิหารเงินออมมองว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ จึงมาสรุปให้กับคุณแม่ท่านอื่นๆเก็บไว้อ่านเป็นแนวทางจัดการเงินให้ลูกของตัวเอง ไม่จำเป็นจะต้องทำตามเป๊ะๆ ควรนำไปปรับใช้ให้เข้ากับครอบครัวของตัวเองนะจ๊ะ

 

สมมติว่าลูกเพิ่งเกิด ตอนนี้มีเงินก้อนอยู่ในบัญชีออมทรัพย์เตรียมไว้ให้ลูก 200,000 บาท ถ้าเราต้องการย้ายเงินไปอยู่ที่อื่น ควรจะเก็บไว้ที่ไหน เท่าไหร่ มีแนวทางการตัดสินใจอย่างไร

 เงินก้อนของลูกควรจัดการอย่างไร

แนวทางการตัดสินใจ

 

ข้อที่ 1 : เราต้องการใช้เงินก้อนนี้ตอนไหน เรียกง่ายๆว่าตั้งเป้าหมายการเงินของเรานั่นเองจ้า เช่น ต้องการแบ่งเงิน 200,000 บาทออกเป็น 3 ส่วน 

A : เก็บไว้เพื่อค่าเทอมชั้นประถม อีก 6 ปีข้างหน้า

B : จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้ลูก

C : เก็บไว้เป็นเงินก้อนของขวัญในวันที่ลูกเรียนจบ อีก 20 ปีข้างหน้า

 

ข้อที่ 2 : แบ่งเงินก้อนเป็นส่วนๆว่าแต่ละเป้าหมายใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ ในตัวอย่างนี้มีเงินก้อน  200,000 บาท  

A : ค่าเทอม 100,000 บาท

B : ประกันสุขภาพ 30,000 บาท

C:  เงินของขวัญให้ลูก 70,000 บาท 

ข้อที่ 3 : เลือกวิธีเก็บเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินและช่วงเวลาที่จะต้องใช้เงิน 

A : ค่าเทอมอีก 6 ปีข้างหน้า เป็นเป้าหมายระยะกลาง ควรเก็บเงินที่ความเสี่ยงต่ำ – ปานกลาง อาจจะเก็บไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม สลากออมสิน

B : ประกันสุขภาพเหมาจ่ายของบริษัท XXX โดยเปรียบเทียบประกันสุขภาพเด็กว่าที่ไหนให้ความคุ้มครองตามงบที่เราต้องการ 

C:  เงินของขวัญให้ลูกอีก 20 ปีข้างหน้า เป็นเป้าหมายระยะยาว นำเงินมาจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อทำให้เงินเติบโต ควรปรับสัดส่วนการลงทุนอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เช่น นำเงิน 70,000 บาท ไปจัดพอร์ตการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% อีก 20 ปีข้างหน้าจะมีเงินก้อนให้ลูกประมาณ 185,730 บาท

 

!!สุดท้ายทำให้เรารู้ว่าควรแบ่งเงินก้อน 200,000 บาทนี้ไปไว้ในที่ไหนบ้างนะจ๊ะ

 

แนวคิดหลัก คือ ต้องรู้ก่อนว่าเรามีเป้าหมายการเงินอะไรแล้วนำมาจับคู่กับวิธีเก็บเงิน มันเหมือนตอนที่เราป่วย คุณหมอจะต้องรู้ก่อนว่าเรามีอาการและป่วยเป็นโรคอะไร(เป้าหมายการเงิน) แล้วค่อยสั่งยามารักษาอาการป่วยของเรา (วิธีการเก็บเงิน) กินยาให้ถูกกับโรค เราถึงจะหายป่วยนะจ๊ะ

 

————————

? PR : Workshop และ E-book

=> จองเวลา Workshop วิธีจัดการเงินขั้นเทพ @เชียงใหม่ ถ้าใครต้องการออนไลน์ผ่าน ZOOM ก็ส่ง inbox วันและเวลาที่จะจองเข้ามาได้จ้า แอดมินจะบอกวิธีโอนเงิน  อ่านรายละเอียด https://bit.ly/2POuvcv

=> หนังสือ “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน มีทั้งแบบ E-book และหนังสือเล่ม รายละเอียดในลิงค์นี้จ้า https://bit.ly/2Y0ieWO

 

เพจอภินิหารเงินออม

ลงทุนกองทุนรวมแบบใหม่ ได้ทั้งโอกาสรับผลตอบแทน ได้ทั้งประกันสุขภาพและอุบัติเหตุกลุ่ม

ถ้าถามนักลงทุนหลายๆ คนว่า ลงทุนในกองทุนรวมได้อะไรบ้าง? คำตอบส่วนใหญ่คงไม่พ้น โอกาสของกำไร (โอกาสสร้างผลตอบแทนจากการขายหน่วยลงทุน) และรวมถึงโอกาสในการได้รับเงินปันผล (ถ้ากองทุนรวมนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) ใช่ไหมครับ

แต่ถ้าใครรู้จักกับ กองทุนเปิดกรุงไทย ยกกำลังสุข(ภาพ) หรือ Krung Thai Happy Health (KTHH) อาจจะต้องเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ เพราะการลงทุนในกองทุนรวมนี้จะได้ “ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุกลุ่ม” มาด้วย 

ใช่ครับ… ฟังไม่ผิดหรอกครับ ลงทุนแล้วได้ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุกลุ่มด้วย และไม่ใช่การได้แบบเป็นของแถม แต่มันเพิ่มขึ้นตามมูลค่าเงินลงทุนด้วยครับ แต่ก่อนที่จะไปว่าถึงเรื่องราวของประกัน ผมขอเชิญหันกลับมาทำความรู้จักกับกองทุนนี้ให้ดีก่อนครับ 

รู้จักกับกองทุนเปิดกรุงไทย ยกกำลังสุข(ภาพ)

สำหรับกองทุน KTHH เป็นกองทุนใหม่ที่เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 3-21 สิงหาคม 2563 โดยมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (Fund of Funds) หลากหลายประเภท ตั้งแต่หน่วย CIS กองทุนรวมอีทีเอฟ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยมีกลยุทธ์ในการบริหารแบบ Active Management (หรือเอาชนะผลตอบแทนของตลาด) นั่นเองครับ ซึ่งกรอบการลงทุนสามารถเป็นได้ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

โดยตัวอย่างพอร์ตการลงทุนตามตารางด้านบน ใช้สมมติฐานในการลงทุนกองทุน Fund of Fund ของ KTAM และมีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มที่ 1.50% ต่อปี และมีการปรับพอร์ต (Rebalance) ในทุกๆเดือนตามสัดส่วนดังนี้ครับ

ผลการดำเนินงานในอดีตที่ได้จากตัวอย่างพอร์ตการลงทุนข้างต้น มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ดังนั้น ถ้าเรามองภาพรวมของการลงทุนในกองทุนนี้ (เฉพาะส่วนของการจัดพอร์ทและนโยบายการลงทุน) ก็จะเห็นว่ากองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระยะกลางหรือระยะยาว และสามารถรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (จากการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ) ร่วมกับการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป (ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความเสี่ยงของแต่ละคนที่ยอมรับได้แล้วล่ะครับ)

แต่อย่างที่บอกไปครับ โอกาสการได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนนี้ไม่ได้มีแค่การลงทุน แต่เขายังพูดในเรื่องของประกันสุขภาพและอุบัติเหตุกลุ่มด้วย โดยผู้ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป จะได้รับแผนความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุที่ดูแลจากทางทิพยประกันภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้ครับ

โดยหลักการของการได้รับความคุ้มครองตามแผนการลงทุนนั้นจะมีรายละเอียดดังนี้ครับ

ความคุ้มครองตามแผนการลงทุนที่ได้รับในแต่ละช่วงเวลา

  1. กรณีซื้อหน่วยลงทุน ณ วันที่ IPO โดยมีมูลค่าเงินลงทุนเป็นไปตามที่กำหนด จะได้รับความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดจากเดือนที่จดทะเบียนกองทุนเป็นต้นไป (อย่างในกรณีนี้ความคุ้มครองจะเริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2563 ครับ)
  2. กรณีซื้อหน่วยลงทุนหลังจากวันที่ IPO หากเป็นการซื้อภายในวันที่ 20 ก่อนเวลา 15.30 น. ของเดือนนั้น ๆ วันที่จะได้รับสิทธิ์คุ้มครองคือวันที่ 1 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลงทุน แต่ถ้าหากซื้อหลังวันที่ 20 จะได้รับความคุ้มครองในวันที่ 1 ของเดือนที่ถัดจากเดือนที่ลงทุน 2 เดือนครับ เช่น
    1. ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 18 กันยายน 2563 ได้รับความคุ้มครองวันที่ 1 ตุลาคม 2563
    2. ซื้อหน่วยลงทุนวันที่ 21 กันยายน 2563 ได้รับความคุ้มครองวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563

โดยความคุ้มครองจะสิ้นสุดในกรณีที่มีมูลค่าเงินลงทุนคงเหลือต่ำกว่า 50,000 บาท (มูลค่าเงินลงทุนคงเหลือ = มูลค่าเงินที่ผู้ถือหน่วยซื้อ / สับเปลี่ยนเกองทุน – มูลค่าเงินที่ผู้ถือหน่วย ขาย /สับเปลี่ยนออกจากกองทุน) โดยวันสิ้นสุดความคุ้มครองจะเป็นวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ทำรายการขายหน่วยลงทุนครับ เช่น ขายหน่วยลงทุนวันที่ 22 กันยายน 2563 จะถือว่าสิ้นสุดความคุ้มครองในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 หรืออีกกรณีหนึ่งคือ กรณีกรมธรรม์ประกันสิ้นสุดข้อตกลงกับทางกองทุนเปิดกรุงไทย ยกกำลังสุข(ภาพ) กับ บริษัทประกันภัย

การคิดต้นทุนเฉลี่ยในการได้รับสิทธิความคุ้มครอง

โดยหลักการของการคิดแผนการลงทุนนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามมูลค่าเงินลงทุน (ต้นทุนสะสมของเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน) ที่แตกต่างกันไป และมีเงื่อนไขในการคำนวณตามตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

จากตัวอย่างแรก จะเห็นว่ากรณีแผนประกัน (ความคุ้มครอง) จะเปลี่ยนตามต้นทุนสะสมของเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งหากมีการลงทุนเพิ่มแล้วถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถได้ปรับแผนประกันตามสิทธิที่ได้รับจาก 1 เป็น 2 และกลับลงมาเป็น 1 เมื่อต้นทุนต้นทุนสะสมของเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนเปลี่ยนแปลงครับ

จากตัวอย่างที่สอง แผนประกัน (ความคุ้มครอง) จะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการขายหน่วยลงทุน และถ้าหากขายหน่วยลงทุนจนมีมูลค่าต้นทุนสะสมของเงินลงทุนต่ำกว่ามูลค่าที่กำหนดไว้คือ 50,000 บาท จะถูกบังคับขายหน่วยลงทุนทั้งหมด และหมดสิทธิได้รับความคุ้มครอง

จากตัวอย่างที่สาม แผนประกัน (ความคุ้มครอง) จะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการขายและซื้อหน่วยลงทุน โดยดูจากมูลค่าต้นทุนสะสมของเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้สนใจในมูลค่าของหน่วยลงทุน (NAV) ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่

จากตัวอย่างสุดท้าย กรณีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวจะเห็นว่าแผนประกัน (ความคุ้มครอง) ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าต้นทุนสะสมของเงินลงทุนเมื่อไร แผนประกันจะถูกปรับเปลี่ยนตามมูลค่าต้นทุนสะสมของเงินลงทุนเช่นกันครับ

ดังนั้นโดยสรุปของความคุ้มครองที่ได้รับ จะพิจารณาจาก 2 ปัจจัย คือ วันเวลาที่ซื้อหน่วยลงทุน และ มูลค่าของต้นทุนสะสมของเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนในการลงทุนนั่นเองครับ 

ค่าธรรมเนียม

สำหรับในส่วนของค่าธรรมเนียม ทางกองทุนมีการคิดค่าบริหารจัดการดังนี้ครับ

แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนของ KTAM เหมือนกัน ทางกองทุนนี้จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการซ้ำซ้อนกับกองทุนปลายทางครับ

บทสรุป

โดยรวมแล้ว นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนของนักลงทุนที่ต้องการทั้งโอกาสจากการลงทุนและประกันสุขภาพและอุบัติเหตุกลุ่มที่ช่วยคุ้มครองความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ซึ่งถ้าหากใครต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนนี้ ดูได้ที่ https://www.ktam.co.th/mutual-fund-detail.aspx?IdF=416 หรือ ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 ในเวลาทำการ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือ สามารถสอบถามแผนการคุ้มครองสุขภาพได้ที่: บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ศูนย์บริการลูกค้า 1736 กด 1

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ของประกันสุขภาพและอุบัติเหตุและเงื่อนไขกรมธรรม์เพิ่มเติมเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจลงทุน / กองทุนมีปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง และความเสี่ยงจากราคาผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น และกองทุนนี้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save