9 ข้อที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจรับบริจาคผ่านบัญชีตัวเอง

อยากระดมเงินช่วยเหลือคนอื่น แต่รับเงินผ่านบัญชีตัวเราเองได้ไหม แบบนี้จะเจอปัญหาอะไรบ้างครับพรี่หนอม ? 

สำหรับคนที่อยากรับบริจาคผ่านบัญชีตัวเอง ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง จัดการอย่างไร มีปัญหาภาษีอะไรที่ควรระวัง ไปจนถึงเราควรตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ไหม ลองมาดูหลักการใน 9 ข้อนี้กันครับ 

1. แยกบัญชีออกมาให้ชัดเจน ถ้าเป็นไปได้เปิดบัญชีใหม่ได้ยิ่งดี เพราะการเปิดบัญชีใหม่เป็นการแสดงความโปร่งใสและความสะดวกในการจัดการ

2. บริจาคในช่วงเวลาจำกัด ถ้าหยุดบริจาคเมื่อไรให้ปิดบัญชี การทำแบบนี้จะทำให้เราสามารถควบคุมยอดเงินเข้าได้อย่างชัดเจน และการปิดบัญชีก็แปลว่าเราจะได้รู้ว่าเงินทั้งหมดมีเท่าไร? และเราจะได้พิสูจน์ว่าไม่มีลับลมคมในกับเรื่องนี้

3.  เตรียม Statement ไว้ให้พร้อม ไม่ต้องรอให้ใครร้องขอจากเรา บางทีเอาจากออนไลน์ได้เลยนะ นี่คือหลักฐานสำคัญของเงินเข้าและออก เพื่อพิสูจน์ยอดการเคลื่อนไหวในบัญชีให้ชัดเจนที่สุดครับ

4. เงินที่รับมาต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ควรเอาไปใช้ในเรื่องอื่นไม่ว่ากรณีใดๆ คนที่บริจาคให้เขาจะเสียใจได้ ข้อนีไม่ได้ทำเพื่อบัญชีและภาษี แต่ทำเพื่อความน่าเชื่อถือล้วนๆ ดังนั้น อย่าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ครับ

5. เก็บหลักฐานการใช้เงินไว้ให้พร้อม ทำบัญชีรายรับรายจ่ายรอไว้ด้วยนะ เพราะหลักฐานตรงนี้สำคัญมากเลย ข้อนี้เน้นเลยว่าจำเป็นที่สุด เพราะสิ่งที่พิสูจน์ได้ดี คือ บัญชีรายรับรายจ่ายที่บอกว่าเราไม่ได้เอาเงินไปทำอะไรนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ ส่วนหลักฐานการจ่ายต่างๆ ก็ใช้พิสูจน์รายจ่ายในบัญชีอีกทีว่ามีที่มาที่ไป ไม่ใช่ไก่กา

6. ไม่อยากโดนภาษี ต้องทำเป็น “ตัวแทน” เงินที่เข้าบัญชี = เงินที่ออกจากบัญชี และต้องมีการพิสูจน์ได้ (ตามที่เขียนไว้ข้อ 3-5) สำหรับการเสียภาษี จะถือเป็นเงินได้ของเราก็ต่อเมื่อเราได้ประโยชน์ แต่ในกรณีที่เราไม่ได้ประโยชน์ โดยเงินเข้า = เงินออก แบบนี้จะบอกได้ว่ามันไม่ใช่รายได้ ซึ่งการจะบอกแบบนี้ ก็ต้องกลับไปแม่นที่หลักฐานและรายการเดินบัญชีต่าง ๆ นี่แหละครับ

7. แต่อย่างไรก็ดี คุณอาจจะโดนธนาคาร ส่งข้อมูลให้สรรพากรตามเงื่อนไขได้อยู่ดี (เงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้ง / 400 ครั้ง + 2 ล้านบาท) หากมีจำนวนครั้งที่เงินเข้า หรือจำนวนเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คุณย่อมถูกส่งข้อมูลให้สรรพากรตรวจสอบ แต่ข้อมูลนี้ไม่เกี่ยวกับการเสียภาษีนะครับ เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลไว้ตรวจสอบเฉย ๆ ใครที่ไม่ทราบเรื่องนี้ แนะนำอ่านบทความ ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เพิ่มเติมครับ

8. ห้ามเอาส่วนนี้ไปใช้สิทธิด้านภาษี ไม่ว่าจะเป็น การลดหย่อนภาษี(บุคคล) หรือ หักค่าใช้จ่าย 2 เท่า (นิติบุคคล) ข้อนี้ไม่ควรนำไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพราะสังคมจะเกิดคำถามแน่นอน และมันคือการทำผิดวัตถุประสงค์กลายๆ ดังนั้นอย่าหาทำ !

9.  ทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมตอบคำถามทุกอย่างเสมอ หากมีใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ข้อสุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ เพราะเราเป็นตัวแทน ซึ่งแปลว่าเรามีหน้าที่ต้องจัดการให้ลุล่วง ไปจนถึงตอบข้อสงสัยของสังคม ถ้าเราอาสามาทำหน้าที่นี้ เราต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบครับ

บทสรุปสำหรับเรื่องนี้ คือ ถ้าหากเราไม่พร้อมรับเงินผ่านบัญชี หรือ จัดการได้ตามหลักการทั้งหมด 9 ข้อนี้ การให้เลขบัญชีบริจาคแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

5 ปัญหาเรื่องเงินยอดฮิตของชีวิตมนุษย์เงินเดือน พร้อมวิธีมูฟออนฉบับ aomMONEY

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่หลายคนเลือกเส้นทางการเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็เพราะมีรายรับจากรายได้ที่สม่ำเสมอ หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเงินเดือนนั่นแหละครับ แต่ถึงแม้จะมีรายรับเข้ามาทุกเดือน รายจ่ายที่มีในชีวิตประจำวันก็ทำเอาหลายๆ คนอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก บางคนถึงจะเงินเดือนสูงก็จริง แต่ภาระก็มักเยอะตามไปด้วย แถมพอเจอวิกฤต COVID-19 ก็ยิ่งช้ำหนัก บ้างโดนลดเงินเดือน โดนลดค่าคอมมิชชั่น บางคนจะหยิบยืมเงินเพื่อนหรือญาติเพื่อมาใช้ระหว่างเดือนก็ไม่ได้ เพราะทุกคนก็ลำบากเหมือนกัน aomMONEY จะพามาดู  5 เรื่องยอดฮิตทางการเงินที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนต้องเจอ พร้อมทางออกปัญหาเงินตึงมือไม่พอใช้ระหว่างเดือนกันครับ

1. มีหนี้สิน

แน่นอนว่าทุกคนเมื่อทำงานแล้วก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็จะเริ่มผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อต้องการมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ส่วนมากมักจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ และมีระยะเวลาผ่อนยาวนาน

2. หาเลี้ยงครอบครัว

มนุษย์เงินเดือนหลายคนต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือถ้ามีลูก ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ อีกมากมายก็ยังรออยู่

3. ส่งเงินให้บุพการี

สังคมไทยเน้นความกตัญญูครับ กว่าที่เราจะมาถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการส่งเสียเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อเรามีงานทำ มีเงินเดือน ก็แบ่งเงินเดือนไปให้ผู้ที่เลี้ยงดูเราเป็นการตอบแทน

4. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

มนุษย์เงินเดือนมักจะมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าภาษีสังคม ฯลฯ ซึ่งถ้ามีเงินเดือนน้อยเหมือนเงินทอนอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งเบียดเบียนให้รายรับน้อยลงไปอีกครับ

5. เหตุการณ์ไม่คาดฝัน

นอกเหนือจากที่กล่าวมา บางครั้งมนุษย์เงินเดือนก็ต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝัน ที่ทำให้ต้องใช้เงินจำนวนมากอย่างกะทันหัน เช่น รถเสีย บ้านทรุด ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ถ้าไม่มีเงินเก็บสำรองไว้นี่ลำบากแน่ๆ

แล้วเราจะมูฟออนได้อย่างไร?

ทั้ง 5 เรื่องนี้ทำให้มนุษย์เงินเดือนเงินตึงมือ แล้วเราจะมูฟออนจากวงกลมนี้อย่างไรดีนะ? aomMONEY ขอแนะนำทางออกของปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน อย่างบัตรเงินด่วน Xpress Cash (เอ็กเพรสแคช) จากธนาคารกสิกรไทย เราลองมาทำความรู้จักและพิจารณาข้อมูลต่างๆ กันครับว่าบัตรนี้สามารถช่วยเราได้อย่างไรบ้าง และควรใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ ไม่สร้างปัญหาทางการเงินเพิ่มให้กับเรา

บัตรเงินด่วน Xpress Cash (เอ็กเพรสแคช)

บัตรนี้สามารถใช้รูดซื้อของ กดเงินสด และรูดผ่อนสินค้าได้ในบัตรเดียว สะดวกดีนะครับ และยังให้วงเงินสินเชื่อเงินสดสูง 5 เท่าของรายได้ หรือสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท สมัครง่ายแค่มีเงินเดือนตั้งแต่ 7,500 บาทขึ้นไป อนุมัติไว ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันใดๆ หรือถ้าสมัครบัตรแล้วไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่เสียดอกเบี้ยด้วยครับ

มาดูกันดีกว่าว่าบัตรเงินด่วน Xpress Cash เอ็กเพรสแคช นี้จะช่วยให้เรามีทางออก และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง

กดเงินสด

เมื่อเราต้องการเงินสดไปหมุนใช้จ่าย เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น บัตรเงินด่วน Xpress Cash จะเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตเรา โดยสามารถจ่ายคืนได้สบายๆ ดังนี้ครับ

1. สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท/เดือน

ชำระเงินคืนขั้นต่ำ 5% หรือไม่ต่ำกว่า 500 บาท (ขึ้นอยู่กับยอดคงค้างชำระในใบแจ้งหนี้จำนวนใดจะสูงกว่า)

2. สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน

ชำระเงินคืนขั้นต่ำ 3% หรือไม่ต่ำกว่า 200 บาท (ขึ้นอยู่กับยอดคงค้างชำระในใบแจ้งหนี้จำนวนใดจะสูงกว่า)

aomMONEY ขอยกตัวอย่างการใช้งานง่ายๆ ดังนี้

หากเราเป็นพนักงานบริษัททั่วไป ที่มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องการกดเงินสดจากบัตร Xpress Cash จำนวน 10,000 บาท ก็สามารถเลือกชำระคืนขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5% หรือไม่ต่ำกว่า 500 บาท สำหรับอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็นไปตามตารางนี้ครับ

จำนวนวันอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ย (บาท)
127%7.40
727%51.79
1527%110.96
3027%221.92

ยอดที่ต้องชำระทั้งหมด 10,221.92 บาท
ยอดชำระขั้นต่ำ 10,221.92 x 5% = 511.10 บาท
(*ดอกเบี้ยและผลการคำนวณเป็นตัวเลขโดยประมาณการเท่านั้น)

รูดซื้อสินค้า

บางครั้งเราก็ต้องซื้อของที่จำเป็น แต่เงินสดก็ไม่มี บัตรเครดิตก็ไม่พร้อม เราสามารถใช้บัตรเงินด่วน Xpress Cash รูดซื้อสินค้าที่จำเป็นนั้นๆ ไปก่อนได้ และถ้าได้เงินมาก็รีบมาจ่ายคืนให้หมดนะครับ

รูดผ่อนสินค้า

การซื้อของชิ้นใหญ่ๆ ผ่านบัตร Xpress Cash ด้วยการรูดผ่อนสินค้า จะช่วยให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่หนักอึ้ง กลายเป็นเรื่องชิลๆ ไปได้เลยครับ โดยสามารถเลือกผ่อนสินค้าได้นานสูงสุด 36 เดือน ยกตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้รูดผ่อนสมาร์ทโฟน ราคา 30,000 บาท นานสูงสุด 36 เดือน

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) 0.79% = 30,000*0.79% = 237 บาทต่อเดือน
ผ่อนเดือนละ 1,070.33 บาท

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ขาดสภาพคล่อง มีภาระเยอะ ต้องหมุนเงินเพื่อใช้จ่าย หรือต้องการผ่อนซื้อสินค้า การมีบัตรเงินด่วน Xpress Cash (เอ็กเพรสแคช) ที่สามารถ “รูด กด ผ่อน” ครบจบในบัตรเดียว ก็เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ เลยครับ หรือถ้ามีไว้แต่ไม่ได้ใช้ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร ดังนั้นแค่พกไว้ก็อุ่นใจแล้วแน่นอน ทั้งนี้อย่าลืมใช้บัตรควบคู่ไปกับวินัยทางการเงินที่ดีด้วยนะครับ ควรชำระเต็มจำนวนให้ตรงเวลาทุกครั้ง หรือเมื่อได้ค่าคอมมิชชั่น โบนัส ก็นำมาโปะหนี้ที่มี เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็จะมูฟออนจากการใช้เงินแบบเดือนชนเดือน โดยที่ไม่ต้องสร้างหนี้สินเพิ่มแล้วครับ

และตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ ถ้าสมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 2563 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 30 วันไปเลยเมื่อรูดซื้อสินค้าเต็มจำนวน หรือกดเงินสด สามารถสมัครบัตรเงินด่วน Xpress Cash (เอ็กเพรสแคช) ได้ที่ธนาคารกสิกรไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติม ตามลิงก์นี้ไปเลยครับ https://kbank.co/3iJ2y2Z

ฐานะการเงินของเราเป็นบวกหรือติดลบ ดูได้จากทรัพย์สินและหนี้สิน

เราหาเงินได้แล้วเก็บไว้ที่ไหน ดูได้ที่งบการเงินส่วนบุคคลส่วนของ “ทรัพย์สินและหนี้สิน” ทำให้รู้ว่าตอนนี้ฐานะการเงินของเราเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วจะได้เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองแล้วเริ่มต้นวางแผนการเงินได้แบบมีทิศทางมากขึ้น ถ้าฐานะเป็นบวกก็สบายใจได้ส่วนหนึ่ง แล้วต้องรักษาได้ดีแบบนี้ต่อไป แต่ถ้าออกมาเป็นลบก็ต้องหันมาแก้ปัญหาก่อน ถึงจะเริ่มวางแผนเพื่ออนาคตนะคะ

ภาพรวมฐานะการเงิน

แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ทรัพย์สินและหนี้สิน ดังนี้

ทรัพย์สิน

ทรัพย์สินสภาพคล่อง

เราต้องการใช้ตอนไหน ถอนเงินออกมาใช้ทันที แม้ว่าดอกเบี้ยต่ำ แต่เงินต้นอยู่ครบ เหมาะกับเก็บเงินฉุกเฉิน เก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านหรือดาวน์รถ

ทรัพย์สินส่วนตัว

เราไม่คิดจะขาย เป็นของรักของหวง มีความรู้สึกผูกพัน ต้องการเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

ทรัพย์สินลงทุน

ทำให้เงินเติบโต มีทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นและเก็บระยะยาวใช้หลังเกษียณ วางแผนไว้ว่าเงินแต่ละก้อนจะใช้ตอนอายุเท่าไหร่ เพื่อเกลี่ยเงินให้มีใช้ตลอดชีวิต

หนี้สิน

รวมกันแล้วควรมีประมาณ 40 – 45% ของรายได้ เพื่อจะได้ไม่สร้างภาระหนักมากเกินไปจนกลายเป็นคนหนี้สินล้นพ้นตัว แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

หนี้ระยะสั้น ควรมีไม่เกิน 20% ของรายได้

กู้มาแล้วต้องรีบคืนเงิน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด โรงรับจำนำ ยืมเงินคนอื่น ฯลฯ หนี้แบบนี้เราควรปลดหนี้เร็วๆ ไม่งั้นเจอดอกเบี้ยแพง

หนี้ระยะยาว ควรมีไม่เกิน 20 – 25% ของรายได้

กู้มาแล้วผ่อนระยะยาวหลายปี เช่น เงินกู้ กยศ. ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้สหกรณ์ ฯลฯ ดอกเบี้ยต่ำกว่าหนี้ระยะสั้น

ตัวอย่าง เรามีรายได้เดือนละ 30,000 บาท

ควรมีหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 6,000 บาท 

หนี้ระยะยาวไม่เกิน 6,000 – 7,500 บาท 

รวมหนี้สินผ่อนหนี้สินต่อเดือนไม่ควรเกิน 12,000 – 13,500 บาทของรายได้ 

เราจะมีเงินออมเพื่ออนาคตและเหลือใช้จ่ายส่วนตัวส่วนอีก 16,500 – 18,000 บาท

หนี้สินที่ทำให้เราสบายตัวควรเป็นเท่าไหร่

วิธีคำนวณ คือ

(หนี้สินรวม / ทรัพย์สินรวม) x 100 ผลลัพธ์ที่ได้ควรน้อยกว่า 50%

=> นำยอดหนี้ทั้งหมดของเรามารวมกัน เรียกว่า “หนี้สินรวม”

=> นำมูลค่าทรัพย์สินของเราทั้งหมดมารวมกัน เรียกว่า “ทรัพย์สินรวม”

=> นำหนี้สินมาหารทรัพย์สินแล้วคูณ 100 สิ่งที่จะเกิดขึ้น…

1. ถ้าได้ผลลัพธ์น้อยกว่า 50% เรามีความมั่งคั่งเป็นบวก 

พยายามรักษาระดับให้ต่ำแบบนี้ต่อไป แปลว่า เราสามารถขายทรัพย์สินแล้วมาจ่ายหนี้ได้ทั้งหมด เงินที่เหลือในแต่ละเดือนสามารถวางแผนเพื่ออนาคตได้อย่างเต็มที่

2. ถ้าผลลัพธ์เกินกว่า 50% เรามีความมั่งคั่งติดลบ 

เพราะมีหนี้มากเกินไป ต้องแก้ไขหนี้อย่างจริงจัง เข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ว่าควรจัดการตัวเองอย่างไรหรือเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้

ถ้าเราแยกทรัพย์สินและหนี้สินได้แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองมีฐานะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้วางแผนจัดการเงินได้เหมาะสมกับสภาพคล่องในปัจจุบันให้ได้มากที่สุดนั่นเองจ้า

————

PR : คอร์สการเงินและ E-book

=> ขาย E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอนวิธีการสั่ง E-book และหนังสือเล่มในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

มีเงินใช้จ่ายแบบไม่ต้องทำงาน

เราทำงานเก็บเงินวันนี้ เพื่อแบ่งเงินไว้ใช้จ่ายในวันที่ไม่ต้องทำงานหลังอายุ 60 เราเลือกได้ว่าตอนนั้นจะใช้ชีวิตแบบไหน…

  • หยุดทำงานแล้วใช้เงิน แจกจ่ายเงินให้ลูกหลาน ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
  • ทำงานเบาๆ เน้นหาเพื่อนคุยแก้เหงา
  • มีเงินใช้จ่ายดูแลตัวเอง เจ็บป่วยมีเงินรักษา

หลังเกษียณต้องการใช้เงินเท่าไหร่

ช่วงที่เรากักตัวอยู่บ้าน “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เป็นการจำลองสถานการณ์ช่วงเกษียณได้เป็นอย่างดีว่าตอนนั้นจะเป็นอย่างไร หลายคนผ่านมาได้เพราะเงินฉุกเฉินที่ตุนไว้ก่อนหน้านี้ ในขณะที่อีกหลายคนมีเงินเก็บน้อยเกินไปไม่พอใช้จนต้องสร้างหนี้เพิ่มเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย พอได้กลับไปทำงานก็ยังมีเงินมาจ่ายหนี้ได้

แต่อย่าลืมว่าชีวิตหลังอายุ 60 จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เราไม่มีโอกาสแก้ตัวอะไรได้อีกแล้ว ทำให้เราต้องวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ว่าหลังเกษียณต้องการใช้เงินเท่าไหร่ จำนวนเงินที่ต้องใช้นั้นขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เรามาดูแนวทางการวางแผนเพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ

ตัวอย่าง ตอนนี้เราอายุ 30 เกษียณอายุ 60 คาดว่าจะเสียชีวิตอายุ 80 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท มีแนวคิดวางแผนจัดการเงินอย่างไร หากเราดูแลตัวเองดีอาจจะอายุมากกว่า 80 ควรวางแผนสร้างทางเลือกให้ตัวเองเผื่ออายุยืนด้วยว่าจะนำเงินก้อนไหนมาใช้จ่าย

เริ่มต้นจาก…

A. จำนวนเงินที่เราจะใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ (ช่องสีม่วง)

=> ทำใน Excel ตั้งแต่อายุ 60 – 80 ปี (เผื่ออายุเกินด้วยจะดีมากๆ)

=> คิดแบบรวมไม่รวมเงินเฟ้อและรวมเงินเฟ้อ ว่าแต่ละปีใช้เงินเท่าไหร่

=> ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาล การนอนติดเตียงในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต

เราต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นแปลว่าเราต้องขยันมีความสามารถมากขึ้นให้เหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทที่จ้างเรามีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จึงต้องเพิ่มราคาขายสินค้า เพื่อจะได้รักษากำไรให้เติบโต สุดท้ายราคาสินค้าในตลาดแพงขึ้น นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งของเงินเฟ้อ

ถ้าสินค้าของกินของใช้แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% จึงเป็นที่มาของตารางนี้ในช่องสุดท้ายแบบรวมเงินเฟ้อ คือ จากอายุ 30 เงินที่คิดว่าจะใช้ปีละ 360,000 บาท พอถึงอายุ 60 รวมเงินเฟ้อแล้วเราจะต้องใช้เงิน 878,814 บาท

ถ้าเราเคยดูละครที่สมัยก่อนข้าวจานละ 1 บาท หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้วราคาทองคำประมาณ 800 บาท ปัจจุบันราคาเกือบ 30,000 บาท สาเหตุเกิดจากเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินเปลี่ยนไป เพราะ “แต่ละช่วงเวลามูลค่าของเงินไม่เท่ากัน”  ทำให้ในอนาคตเราซื้อของได้เท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินมากขึ้นนั่นเอง

B. หลังเกษียณเราได้รับเงินจากที่ไหนบ้าง (ช่องสีส้มมีตัวเลข 1-4)

หมายเลข 1 รับเงินก้อนรายปีด้วยจำนวนเงินที่แน่นอน เรารู้ตั้งแต่วันนี้ว่าอนาคตตอน 60 จะได้เท่าไหร่ ให้เอามาใส่ในตารางไว้ก่อน เช่น เงินบำนาญข้าราชการ เงินประกันสังคมกรณีชราภาพ ประกันบำนาญ เบี้ยผู้สูงอายุ ฯลฯ

หมายเลข 2 – 4 เงินรายปีจากดอกผลของเงินลงทุน ที่แต่ละปีได้รับไม่เท่ากัน ในภาพนี้เป็นตัวอย่างการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังของหุ้นบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวมที่จ่ายเงินปันผล แล้วถ้านำเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้ตอนออกจากงานอายุ 60 ไปไว้ที่ตราสารหนี้ก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนคงที่

สุดท้ายเราจะคำนวณคร่าวๆได้ว่า A หลังเกษียณจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ แล้วดูว่าช่อง B เราคาดว่าจะได้รับเงินจากที่ไหนบ้าง ทำให้รู้ว่าตอนนี้เราควรเก็บเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่เพื่อจะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณในแบบที่เราต้องการ อ่านจบแล้วลองนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับแผนการเงินของตัวเอง ยืนได้ด้วยขาของตัวเองโดยไม่ต้องร้องขอรอความช่วยเหลือจากคนอื่นนะคะ

———

PR :  E-book และหนังสือ

=> ขาย E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอนวิธีการสั่ง E-book และหนังสือเล่มในลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3107277445976518/?type=3&theater

เพจอภินิหารเงินออม

ได้เงินรางวัลจากการชิงโชค ต้องเอามายื่นภาษีไหม?

“ได้เงินรางวัลจากการชิงโชค ต้องส่งภาษีไหม ส่งเป็นข้อไหนคะ ขอบคุณค่ะ” 

คำถามนี้เป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน นั่นคือ เงินได้จากชิงโชค ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แปลว่าเราต้องเอามายื่นภาษีให้ถูกต้องนั่นเองครับ

ถึงแม้ว่า เงินได้จากชิงโชค จะถูกหักภาษีไว้ 5% แต่ภาษีที่ถูกหักไว้ไม่ได้แปลว่าจบ (Final TAX) แต่มันเป็นการนำส่งล่วงหน้าเพียงเท่านั้น ดังนั้นเราต้องเอารายได้มายื่นให้ถูกต้อง แล้วเอาภาษีที่ถูกหักมาหักออกจากภาษีที่คิดคำนวณได้นั่นเอง

โดยเงินได้จากชิงโชค เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 เพราะไม่เข้าประเภทไหนในเงินได้ 7 ประเภทตามกฎหมาย และไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ให้ช่องทางไว้ จึงต้องหักค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น 

แต่ก็ไม่รู้จะเอาค่าใช้จ่ายจริงอะไรมาหักเหมือนกัน เลยกลายเป็นว่าโดยปกติแล้ว เงินได้จากการชิงโชคแบบนี้มักจะไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ต้องเอามาคำนวณและเสียภาษีเต็มจำนวนเลยครับผม

สรุปทั้งหมดสั้น ๆ อีกที คือ

1. ได้รางวัลจากการชิงโชคต้องเอามายื่น
2. ต้องยื่นเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามกฎหมาย
3. เงินได้ก้อนนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้
4. คำนวณภาษีแล้ว เอาภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้มาหักออ
5. ความจริง คือ มักจะต้องเสียภาษีเพิ่ม ยิ่งมีเงินได้เยอะยิ่งเสียเยอะ

ดูคลิปนี้ประกอบอีกทีก็ได้ ว่าเยอะแค่ไหน …

คำแนะนำ คือ เวลาจะส่งชิงโชค แนะนำให้ส่งชื่อคนที่มีรายได้น้อยที่สุด หรือไม่มีรายได้แต่ต้องระวังเขาจะเอาเงินไปเมื่อได้รางวัล เพราะมันเป็นชื่อเขาอ่ะครับ (ฮ่า)

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

มีรายได้นอกระบบ แต่อยากยื่นภาษีให้ถูกต้อง ทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า?

มีรายได้นอกระบบครับ ผมทำงานมีเงินเดือนตามปกติ แต่ไม่ได้เข้าประกันสังคม แบบนี้ยื่นภาษียังไงดี ? อยากยื่นภาษีให้ถูกต้องจะทำได้ไหม?

คำถามเต็ม ๆ คือ ขอสอบถามหน่อยครับ ผมเงินเดือน 20,000 บาททำเป็นผู้จัดการร้านอาหาร ไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม เงินเดือนนี้เป็นการโอนจากบัญชีเจ้าของร้าน มาใส่ในบัญชีผมโดยตรงแบบนี้ทุกเดือน ถ้าผมอยากยื่นภาษี แบบนี้จะยื่นภาษียังไงดี ?

คำตอบ คือ ยื่นได้เลยครับผม เพราะไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในระบบประกันสังคมถึงจะสามารถยื่นภาษีได้ (เอาจริง ๆ เงินได้ผิดกฎหมายหลายตัวก็ต้องยื่นภาษีเหมือนกันครับ) 

แต่สิ่งทีต้องระวัง คือ เงินได้ตัวนี้จะยื่นเป็นประเภทไหนตามกฎหมายระหว่าง เงินเดือน (ประเภทที่ 1) หรือ ค่าจ้าง (ประเภทที่ 2) ซึ่งถ้าหากไม่มีสัญญาจ้างแรงงานที่ชัดเจน (คาดว่าไม่น่าจะมี) อาจจะต้องยื่นเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 แทนครับ ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายและการคำนวณภาษีก็มีหลักการคล้ายกับมนุษย์เงินเดือนปกตินี่แหละครับ

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าลองคำนวณดูแล้ว กรณีนี้น่าจะไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วครับ เพราะเงินได้สุทธิน่าจะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายครับ (จากข้อมูลที่ให้มา ถ้ามีรายได้ในแต่ละเดือนเท่านี้ และไม่มีรายได้อื่นเพิ่มนะครับ)

สรุปคือ ไม่ว่าจะรายได้แบบไหน ถ้าอยากยื่นภาษี ยื่นได้เลยจ้า เพียงแต่ว่า เราต้องรวบรวมข้อมูลเราให้ถูกต้องครับผม ไม่งั้นจะมีปัญหาย้อนหลังได้ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ขายของมือสอง อยากเสียภาษีแบบหักค่าใช้จ่ายจริง ต้องทำแบบไหนยังไง?

ทำอาชีพซื้อขายของมือสอง (แบบซื้อมาขายไป) แต่อยากหักค่าใช้จ่ายจริงในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบนี้ต้องทำยังไงบ้าง?

คำถามนี้ เราต้องกลับมา คุยกันที่หลักการก่อน นั่นคือ กรณีเป็นบุคคลธรรมดาที่มีอาชีพขายสินค้าแบบซื้อมาขายไปนั้น การคำนวณภาษีเงินได้สำหรับกรณีนี้ จะถือว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ 8

ซึ่งเงินได้ประเภทที่ 8 นี้ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ระหว่างแบบเหมา 60% หรือแบบจริง (ตามจำเป็นและสมควร)

ถ้าหากไม่อยากหักเหมาเพราะมองว่าต้นทุนจริงมากกว่า 60% พรี่หนอมมีคำแนะนำให้ตามนี้ครับ

1. บัญชีรายรับรายจ่ายต้องชัด หลักฐานเบื้องต้นของเราต้องมีก่อน เพื่อพิสูจน์รายได้และค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

2. เอกสารประกอบต้องมี เพราะพี่สรรพากรอาจจะขอดูก็ได้ และต้องตรงกับบัญชีด้วย ไม่งั้นตายแน่นอน เพราะมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

3. รายจ่ายควรเกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ใช่เอารายจ่ายในชีวิตประจำวันมายุ่ง เพราะต้องสอดคล้องกับที่มาของรายได้

คำแนะนำเพิ่มเติม คือ การเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาหรือจริง เราสามารถเลือกใช้ได้ปีต่อปี ปีนี้จริง ปีหน้าเหมา แบบนี้ได้เลยจ้า ลองเอาไปพิจารณากันดูนะครับ เผื่อว่าจะช่วยให้จัดการภาษีได้ดีขึ้นครับ

ถ้าใครอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แนะนำคลิปนี้ครับผม…

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

SSF-EXTRA ซื้อไม่ทันแล้ว แบบนี้ทำยังไงดี?

วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซื้อ SSFX ได้วันสุดท้าย
อย่าลืมเช็คเงื่อนไข ตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะซื้อ

พรี่หนอมเขียนประโยคนี้ไว้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เพื่อระบุว่า SSFX หรือ กองทุนรวมเพื่อการออม (พิเศษ) ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาตามมาตรการภาษีในช่วง Covid-19 สามารถซื้อได้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้

1. กองทุน SSFX ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ไทยไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิ

2. ต้องถือครองไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี (นับจากวันที่ซื้อแบบปีชนปี ไม่ใช่ปีปฎิทิน)

3. ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ไม่มี % ของรายได้มากำหนด ไม่รวมกับกลุ่มไหน

โดยกองทุนนี้จะซื้อได้ในระยะเวลาจำกัด ตั้งแต่ เม.ย. – มิ.ย. 2563 เท่านั้น


แต่ถ้าหากใครยังซื้อไม่ทัน ก็ต้องบอกว่ายังเหลืออีกตัวหนึ่งที่ออกมาเป็นค่าลดหย่อนคู่กันกับ SSF-EXTRA นั่นคือ SSF ซึ่งมีเงื่อนไขคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าจะมีการลงทุนที่แตกต่างกันเล็กน้อย (SSF ลงทุนได้กว้างกว่าในสินทรัพย์หลายประเภท) และ เพดานการซื้อรวมกับกลุ่มเกษียณต้องไม่เกิน 500,000 บาท (รวมถึงกำหนด % ไว้ที่ 30% ของรายได้ด้วย) 

ดังนั้นถ้าหากใครซื้อ SSF-EXTRA ไม่ทัน แล้วยังอยากลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม อาจจะลองมองดู SSF เป็นทางเลือกหนึ่ง หรือจะยังเลือกกลับไปซบ RMF เหมือนเดิมก็ได้ หรือแม้แต่จะย้ายไปที่กลุ่มอื่นเลยเช่นประกันประเภทต่างๆ อันนี้แล้วแต่ที่สบายใจครับ แต่คำถามหลักๆ ที่อยากฝากไว้สำหรับการตัดสินใจในการซื้อกองทุนใดก็ตามเพื่อลดหย่อนภาษี คือ

1. เสียภาษีไหม? ถ้าไม่เสียภาษีควรซื้อกองทุนปกติ

2. มีเงินซื้อไหม? ต้องใช้เงินหรือเปล่า ถ้ากระแสเงินสดไม่ดี ไม่ควรซื้อ เพราะถ้าต้องใช้เงินขึ้นมาจะลำบาก

3. พร้อมรับความเสี่ยงไหม? กองทุนที่เราซื้อลงทุนในสินทรัพย์อะไร ต้องมองให้เข้าใจและรู้ว่ามีความเสี่ยงแบบไหนบ้าง

4. ถือตามอายุที่กฎหมายกำหนดได้ไหม รอคอยไหวหรือเปล่า เพราะถ้าซื้อมาแล้วขายก่อน อันนี้ผิดเงื่อนไข จะวุ่นวายภายหลังได้นะ

5. มีแผนการลงทุนไหม ชอบกองทุนไหนบ้าง (เลือกหรือยัง?) พอร์ตการลงทุนแบบไหน (วางแผนไว้ไหม?) ตรงนี้อาจจะสำคัญกว่าการลดหย่อนภาษีเสียด้วยซ้ำครับ

ถ้าผ่าน 5 ข้อนี้ได้ ผมว่าเราตอบได้ครับว่าควรซืื้อแบบไหนอะไรดี และถ้าใครตัดสินใจได้แล้วก็ขอให้ประสบความสำเร็จในทางที่ตัวเลือกครับผม

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน KBSPIF

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ในช่วงนี้ที่สถานการณ์การลงทุนต่างๆ ไม่เป็นใจ และมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นไทย หรือแม้แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศก็มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวผันผวนมากขึ้น

ถ้าในสถานการณ์ปกตินั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมามากๆ ก็ถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้น แต่เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ส่งผลให้บางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนทำกำไรได้ไม่ดีพอควร การจ่ายเงินปันผลอาจจะลดลงได้ ทำให้ไม่ค่อยมีความน่าสนใจสักเท่าไร ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนควรคิดและวิเคราะห์ให้มากขึ้นก่อนลงทุนครับ

นอกจากนี้ สงครามราคาน้ำมันของซาอุฯ และรัสเซีย เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันนั้น ก็มีโอกาสที่จะทำให้ประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ๆ ในบ้านเราลดลงไปอีก ดังนั้น แสดงว่าตลาดหุ้นไทยยังอาจจะมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกพอสมควร

ยกเว้นว่าถ้านักลงทุนเป็นนักลงทุนที่ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่นการทำ Dollar-cost average (DCA) ผมก็แนะนำให้ลงทุนอย่างมีวินัยต่อเนื่องไปก็จะมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีได้ครับ แต่ก็ต้องรอนานพอสมควรเลยครับ

คราวนี้ เรามาดูอีกสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่มักจะเอาเงินไปหลบไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วหากเราพิจารณาถึงเรื่อง โรคระบาด และราคาน้ำมันที่ตกต่ำนาน ๆ เข้าก็อาจจะก่อให้ตราสารหนี้บางประเภทมี Credit Default เกิดขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อตัวตราสารหนี้ที่เราย้ายไปลงทุนด้วยครับ

แสดงว่าการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้อาจจะยังไม่พอครับ อาจจะต้องมองหาการลงทุนอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น กองทุนทองคำ หรือ สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ อีก

ดังนั้น การเลือกสินทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น ในวันนี้ผมเลยจะขอพานักลงทุนทุกท่านไปรู้จักกับสินทรัพย์อีกประเภทที่น่าสนใจ น่าค้นหา น่าลงทุน แถมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 10 ปีเลยทีเดียว (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรประกาศกำหนด) โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศมีความเสี่ยงสูงแบบนี้ 

ซึ่งสินทรัพย์นี้ก็น่าจะได้โอกาสรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เอาชนะเงินเฟ้อได้ นักลงทุนน่าจะอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่าคืออะไร

นั่นก็คือ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” นั่นเองครับ

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ก็คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุน จากผู้ลงทุนทั่วไปทั้งรายย่อยและสถาบัน เพื่อเอาไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งต่าง ๆ ถนนและทางพิเศษ ท่าอากาศยาน โทรคมนาคม ฯลฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาของประเทศ และผู้ลงทุนเองก็จะมีโอกาสรับผลตอบแทนกลับมาด้วย

ส่วนรายได้ที่ได้รับ ก็จะมาจากการผู้ที่มาใช้บริการของโครงสร้างพื้นฐานนั่นเองครับ ก็ถือได้ว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้นน่าจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอพอสมควรเลยละครับ เนื่องจากว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น โครงสร้างพื้นฐานบางอย่างก็ยังคงจำเป็นต้องใช้บริการอยู่ดีครับ เช่น ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ยังคงต้องเปิดไฟ ชาร์ตแบตมือถือ อาบน้ำ แปรงฟัน หรือ โทรคุยงานกับหัวหน้า เดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า หรือทางด่วน

และต้องยอมรับว่าสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย ก็คือ พลังไฟฟ้า ที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยตรง หากไม่มีไฟฟ้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ไม่อาจจะดำเนินต่อไปได้ครับ

พอเขียนถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆ ท่านน่าจะทราบแล้วใช่ไหมครับว่าผมกำลังจะพูดถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานประเภทไหน…..ใช่ครับ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานแบบโรงไฟฟ้า นั่นเองครับ

ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ

“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี” (“KBSPIF”)

แต่ก่อนอื่น ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ ‘กลุ่มบริษัทน้ำตาลครบุรี’ กันก่อนที่จะไปรู้จักกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด และความน่าสนใจของ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี” หรือ  “KBSPIF” นี้ครับ

บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS ผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์มานานกว่า 55 ปีแล้ว เป็นผู้นำด้านธุรกิจอ้อย น้ำตาล และ ชีวพลังงาน ที่มีนโยบายมุ่งเสริมศักยภาพกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายให้มีความเข้มแข็ง และต่อยอดสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

โดยแผนดำเนินงานธุรกิจน้ำตาลของ KBS คือ เน้นไปที่ความเชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดน้ำตาล และ เน้นด้านเทคโนโลยีการผลิตมาช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทำให้ KBS สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ น้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายสีรำ น้ำตาลทรายธรรมชาติ น้ำตาลทรายขาวธรรมดา น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาวผสมซูคราโลส (Sucralose) เพื่อ ตอบสนองลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตรายย่อยและผู้บริโภคทั่วไป ทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกไปตลาดต่างประเทศในทวีปเอเชีย

เจาะลึก ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน KBSPIF’

เนื่องจากเป็นบริษัทที่ทันสมัย และเน้นเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็ทำให้บริษัท KBS นั้นมีธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิงอยู่ด้วยครับ ซึ่งจะดำเนินการโดย KPP หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด ที่ KBS ถือหุ้นอยู่ 99.99% ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าระบบผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกัน (Cogeneration System) กำลังการผลิตรวม 73 เมกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าระยะยาวให้กับหน่วยงานภาครัฐ และ KBS

ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 62 ของรายได้จากการขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลาประมาณ 20 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2582 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนและราคาเฉลี่ยถ่านหิน จำนวน 22 เมกะวัตต์ และ สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ร่วมกับ KBS จำนวน 3.5 เมกะวัตต์ซึ่งจะมีรูปแบบจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิของ KBSPIF ที่ปรับปรุงแล้ว รวมถึงมีนโยบายที่จะคืนสภาพคล่องส่วนเกินใดๆ (ถ้ามี) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนด้วยการลดทุน

ในส่วนของกองทุน KBSPIF นั้นมีมูลค่าระดมทุนรวมไม่เกิน 2,800 ล้านบาท โดยที่เสนอราคาขายหน่วยลงทุนหน่วยละ 10 บาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทโรงไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาวที่ดี และสม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุน

นอกจากโอกาสการรับเงินปันผลและส่วนคืนทุนแล้ว ผู้ลงทุนยังอาจจะได้ Upside จาก กำไร Capital gain ในอนาคต โดยทำการขายหน่วยลงทุนออกไปในช่วงที่ราคาขึ้นได้อีกด้วยครับ ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นกับการเติบโตของกอง KBSPIF ในอนาคตที่อาจจะมีสินทรัพย์อื่น ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นในกองทุนนี้ครับ

โดยกลุ่มน้ำตาลครบุรี จะเข้ามาถือหน่วยลงทุนของกองทุน KBSPIF นี้ด้วยครับ โดยถือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งผมคิดว่าการที่ บมจ. น้ำตาลครบุรีเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ก็ทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้มากขึ้นครับว่ากำลังลงทุนกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพดี

เมื่อทราบรายละเอียดของบริษัท และ ลักษณะของกองทุน KBSPIF แบบคร่าว ๆ กันไปแล้ว คราวนี้เรามาคุยเรื่อง ‘จุดเด่น’ ของกองทุน KBSPIF กันครับ

1มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

เนื่องจากโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คน ทำให้ไม่โดนผลกระทบใด ๆ จากสถานการณ์ Covid-19

โดยกองทุนฯ ไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าแต่อย่างใด (เช่น ค่าแรงงาน ค่าวัตถุดิบ เป็นต้น) ทำให้รายได้รวมของกองทุนมีความผันผวนต่ำ

ด้วยโครงสร้างรายได้เช่นนี้ ทำให้กองทุน KBSPIF ถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้โอกาสผลตอบแทนที่ดี  ความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนนั้นน้อยกว่าหุ้น และระดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่า มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอได้ครับ

2. KBSPIF ยังมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตจากโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของ KBS

ซึ่งมีแผนลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ ที่มีกำลังการผลิต 12,000 ตันต่อวัน จะทำให้มีจำนวนกากอ้อยเพิ่มขึ้น สามารถนำส่งกากอ้อยส่วนเพิ่มให้กับ บจก. ผลิตไฟฟ้าครบุรีซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม  โดยโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ อยู่ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 18 เมกะวัตต์

คราวนี้เรามาคุยกันต่อในเรื่องโอกาสการรับอัตราผลตอบแทนครับ

จากประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่ง 12 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 8.95% (ตามสมมติฐานที่คำนวณจากราคาเสนอขายหน่วยลงทุน ณ ราคาที่ 10 บาท ซึ่งเป็นการประมาณการสำหรับรอบปี ตั้งแต่ 1 เม.ย 63 – 31 มี.ค. 64 และไม่อาจรับรองผลได้ โดยเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.24% และเงินลดทุน 2.71%) โดยประมาณการอัตราผลตอบแทนภายใน (% Internal Rate of Return) มีอัตราประมาณ 7%* แน่นอนว่าด้วยโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีแบบนี้ จะสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอยู่พอสมควร

ยิ่งไปกว่านั้นโดยปกติผู้ลงทุนทั่วไปจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลร้อยละ 10 ของเงินปันผล แต่สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาไม่ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล เป็นเวลา 10 ปี นับจากวันตั้งกองทุน เหมือนเป็นโบนัสพิเศษสำหรับคนที่ชอบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากกรมสรรพากรเลยทีเดียวครับ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรประกาศกำหนด)

ในเรื่องของความเสี่ยง เช่น บางท่านอาจจะกังวลว่าแล้วโรงไฟฟ้าของ KPP จะมีปัญหาเรื่องความเพียงพอของวัตถุดิบหรือไม่ แม้ KBSPIF จะไม่ต้องรับผิดชอบค่ากากอ้อยซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักเพราะรับแต่รายได้ แต่ถ้า KPP มีปริมาณกากอ้อยไม่เพียงพอต่อการผลิตก็อาจจะกระทบต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้อันจะส่งผลต่อรายได้ของ KBSPIF ได้ครับ

แต่สำหรับประเด็นนี้ ทางกลุ่ม KPP ได้จัดการความเสี่ยงดังกล่าวโดยทำสัญญาจัดจำหน่ายวัตถุดิบในการผลิตระยะยาวกับ บมจ. น้ำตาลครบุรี เพื่อสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ตลอดอายุสัญญาของกองทุน KBSPIF ด้วยครับ

หมายเหตุ *อัตราผลตอบแทนภายในดังกล่าวคำนวณจากสมมติฐานการจัดตั้งกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 โดยระยะเวลาการลงทุนเท่ากับระยะเวลาภายใต้สัญญาการโอนผลประโยชน์ฯ ซึ่งใช้ประมาณการการรับรู้รายได้ของผู้ประเมินรายต่ำ (บริษัท ดิสคัฟเวอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด) และใช้สมมติฐานค่าใช้จ่ายของกองทุนอ้างอิงจากสมมุติฐานของบริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัดโดยประมาณการค่าใช้จ่ายของกองทุนต่อปีไม่เกินร้อยละ 1.2 ของมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุนและคำนวณจากมูลค่าระดมทุนสูงสุดที่ 2,800 ล้านบาท ทั้งนี้ประมาณการอัตราผลตอบแทนภายในดังกล่าวขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนอื่นๆ ซึ่งอาจไม่อยู่ในการควบคุมของทางกองทุนและบริษัทจัดการ อัตราผลตอบแทนภายในจริงจึงอาจมีความแตกต่างจากประมาณการนี้ ทางกองทุนและบริษัทจัดการ ไม่รับประกันอัตราผลตอบแทนภายใน และตัวเลขประมาณการทั้งสิ้นซึ่งนักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการลงทุนในหนังสือชี้ชวน

สรุป ทำไมต้อง KBSPIF

อย่างที่ผมได้บอกไว้ในตอนต้นครับ การลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงแบบนี้ การลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานมีโอกาสสร้างรายได้จากเงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ก็น่าจะเป็นทางเลือกการลงทุนที่ทำให้ผู้ลงทุนได้อุ่นใจได้

ดังนั้นจากโอกาสผลตอบแทนค่อนข้างจะไม่ผันผวนเนื่องจากกองทุนฯ รับเฉพาะกระแสรายได้จากค่าไฟฟ้า และไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโรงไฟฟ้า ทำให้ผมนึกถึงการลงทุนที่คล้าย ๆ กัน นั่นก็คือ กองทุนรวมตราสารหนี้ครับ

แต่การลงทุนกับตราสารหนี้นั้น เราอาจจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดี เนื่องจากแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำไปอีกสักระยะนั้น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานน่าจะเป็นตัวที่มาตอบโจทย์ในการลงทุนช่วงนี้ได้ดีกว่าการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวครับ

ดังนั้น ถ้าเราต้องการลงทุนแล้ว มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี สม่ำเสมอ มีโอกาสที่จะเติบโตได้ในอนาคต รวมถึงได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วละก็ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน KBSPIF ก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าลงทุนไม่น้อยในช่วงภาวะตลาดผันผวนช่วงนี้เลยครับ

เพราะว่าการลงทุนในกองทุนเหล่านี้ก็ยังคงมีความผันผวนอยู่ อย่างกองทุน KBSPIF นี้ ที่เวลาเข้าไปซื้อขายในตลาดแล้วก็อาจจะเจอความผันผวนบ้างเล็กน้อยได้เหมือนกันครับ แต่นักลงทุนก็ควรจะคิดถึงโอกาสการรับเงินปันผลที่สม่ำเสมอ รวมถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตได้ในอนาคต รวมถึง เราก็ควรที่จะมีการลงทุนในกองทุนอื่น ๆ เพื่อเอาไว้กระจายความเสี่ยง หรือโอกาสรับเงินปันผลคนละช่วงเวลา เพื่อให้ความสม่ำเสมอของโอกาสรับผลตอบแทนดีขึ้นไปอีกครับ  หรือเข้าไปดูข้อมูลของกองทุนนี้เพิ่มเติมที่ www.kbspif.com ครับ

และผมก็คิดว่า กองทุน KBSPIF นี้ก็เป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจ และอยู่ในอันดับต้น ๆ ในการนำมาอยู่ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีเลยครับ ที่สำคัญกองทุน KBSPIF จะเปิดให้จองซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรกในวันที่ 4-7 สิงหาคมนี้  ราคาเสนอขาย หน่วยละ 10 บาท (เริ่มต้นที่ 5,000 บาท ซื้อเพิ่มครั้งละ 1,000 บาท) ซึ่งสามารถ จองซื้อได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือผ่านระบบออนไลน์ www.moneyconnect.ktbnetbank.com

ขอให้ทุกท่านมีความสุขจากการลงทุนนะครับ ส่วนวันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลดังกล่าวจากหนังสือชี้ชวนซึ่งสามารถดาวน์โหลด (Download) ได้ที่ www.sec.or.th หรือ www.set.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-111-1111

ความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุน เช่น ความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง ความเสี่ยงจากเครื่องจักรเสื่อมสภาพ ความเสี่ยงด้านราคาและสภาพคล่องในตลาดรอง เป็นต้น

บทความนี้เป็น Advertorial

จัดการเงินให้ตอบโจทย์ชีวิตของเรา ตอน แผนสำรองของคนที่ต้องดูแลทุกคนในครอบครัว

เมื่อรายได้ของเราทำให้คนในครอบครัว…

  • มีข้าวกินอิ่มท้อง 
  • มีเงินผ่อนรถขับพาลูกไปส่งที่โรงเรียน 
  • มีเงินผ่อนบ้านให้พ่อแม่อยู่สบาย ฯลฯ 

หลายอย่างในชีวิตล้วนต้องใช้เงิน เราจึงต้องวางแผนการเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต ทั้งในช่วงที่มีความสุขและทุกข์ ด้วยการจากการจำลองสถานการณ์ ทั้งด้านดีและด้านร้าย เพื่อสร้างทางเลือกให้ชีวิตของตัวเอง

สมมติว่าเราจำลอง 2 สถานการณ์ คือ

1. เรามีชีวิต : มีวันพรุ่งนี้

เรามีโอกาสสร้างรายได้ให้มากขึ้น แต่ละเดือนรู้ว่าควรจัดการเงินอย่างไรเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น ทำให้หนี้สินหมดเร็วขึ้น เงินท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว เงินค่าเทอมลูก เงินเกษียณของตัวเอง เงินดูแลพ่อแม่ ฯลฯ 

2. เราเสียชีวิต : จบแค่วันนี้

รายได้ที่จะสร้างให้ครอบครัว 10 กว่าล้านบาท หายไปแน่นอน สถานการณ์นี้เราควรมองว่าเพื่อให้ครอบครัวปรับตัวยอมรับความสูญเสียครั้งนี้จะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ถ้าขายทรัพย์สินที่เราเก็บสะสมไว้จะใช้ดูแลครอบครัวได้กี่เดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายช่วงปรับตัวนี้ของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล การเกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนทุพพลภาพ เจ็บป่วยนอนติดเตียง เพราะมีค่าใช้จ่ายอีกแบบหนึ่งที่อาจจะต้องเตรียมเผื่อไว้ด้วย

แอดมินขอยกตัวอย่างนี้เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

สมมติว่าเราอายุ 30 มีรายได้เฉลี่ยปีละ 500,000 บาท ถ้าทำงาน 20 ปีแบบเงินเดือนเท่าเดิมและไม่มีรายได้พิเศษ เรามีเงินให้ครอบครัวขั้นต่ำ 10,000,000 บาท  วางแผนสำรองกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ว่า หากเสียชีวิตจะมีเงินก้อนดูแลครอบครัวช่วงปรับตัวประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นก็หาวิธีเตรียมเงินเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย 500,000 บาท มี 2 แนวทาง คือ

1. สะสมเงินเอง

สรุปทรัพย์สินว่ามีมูลค่าปัจจุบันเท่าไหร่ ถ้าหักหนี้สินทั้งหมดแล้วจะเหลืออยู่กี่บาท ถ้ามีมากกว่า 500,000 บาท ก็อุ่นใจได้ว่าเราหายตัวไป ครอบครัวสามารถขายทรัพย์สินของเรามาจ่ายหนี้และเหลือใช้จ่ายในครอบครัวได้ 1 ปี ถ้ายังขาดอยู่ก็สะสมเพิ่มจ้า

เพื่อให้ละเอียดมากขึ้น ควรวางแผนไปเลยว่าสามารถขายอะไรได้บ้าง เช่น กองทุน หุ้น ทองคำ ติดต่อ บลจ.อะไรเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ขาย ผู้จัดการมรดกจะจัดการทรัพย์สินให้เราง่ายขึ้น

2. โอนความไม่แน่นอนให้บริษัทประกันชีวิต

แนวคิดนี้เหมือนการซื้อประกันรถยนต์ แม้ว่าเป็นเบี้ยประกันจ่ายทิ้งรายปี แต่เราก็ยังซื้อประกันรถยนต์เพื่อความอุ่นใจ เรื่องของประกันชีวิตก็เช่นกัน เราซื้อเพื่อสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว 

ประกันชีวิตแบบพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองสูง จ่ายเบี้ยประกันน้อยๆ มี 2 แบบ คือ ประกันที่เป็นเบี้ยทิ้ง(แบบชั่วระยะเวลา) และเบี้ยประกันที่จ่ายแล้วมีมูลค่าเงินสด (แบบตลอดชีพ) 

โจทย์ของเราสาวสวยผู้น่ารัก คือ ตอนนี้อายุ 30 มองว่าภายใน 10 – 15 ปีนี้เป็นช่วงกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ถ้าเรามีชีวิตอยู่ครอบครัวสุขสบาย สร้างเงิน 10,000,000 บาทได้แน่นอน แต่ถ้าหากบังเอิญเราเสียชีวิต คนที่เรารักต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าและอยู่อย่างยากลำบาก

เราต้องการแผนสำรองมีเงินก้อนทันที 500,000 บาท จ่ายตรงถึงคนในครอบครัว ตอนนี้จ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่บ้าง ข้อมูลเปรียบเทียบจาก https://www.itax.in.th/market/ (เบี้ยประกันแตกต่างกันไปตามเพศและอายุ เข้าไปในเว็บคำนวณของตัวเองได้หรือสอบถามตัวแทนประกันอีกครั้ง)

!!การฆ่าตัวตายประกันชีวิตไม่จ่าย แอดมินขอเขียนคำตรงๆ ธรรมดาที่เข้าใจง่าย อาจจะมีบางคำพูดที่ดูรุนแรง ทำให้บางคนไม่สบายใจหรือรับไม่ได้ แอดมินก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

แบบที่ 1 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา

  • เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองสูงมากๆ แต่จ่ายเบี้ยประกันน้อยสุดๆ
  • หลักการจำง่ายๆ คือ “ตายภายในเวลาที่ซื้อประกันเท่านั้นถึงได้รับเงิน”

ตัวอย่างหมายเลข 1 คือ Term 10 ของ AIA จ่ายเบี้ยประกันปีละ 1,482 บาท จ่าย เป็นเวลา 10 ปี ทุนประกัน(ความคุ้มครองชีวิต)  570,000 บาท แปลว่า เสียชีวิตภายใน 10 ปี ครอบครัวได้รับเงินปรับตัวรับความสูญเสีย 570,000 บาท หากเสียชีวิตปีที่ 11 เป็นต้นไปไม่ได้รับเงิน

แบบที่ 2 ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

  • เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองสูง จ่ายเบี้ยประกันน้อย ได้รับเงินก้อนคืน พ่วงกับประกันสุขภาพ
  • หลักการจำง่ายๆ คือ “อยู่หรือตายก็ได้รับเงินและมีเงินก้อนแน่นอนตอนเกษียณ”

ตัวอย่างหมายเลข 1 คือ ห่วงรัก พรีเมียร์ ของ กรุงเทพประกันชีวิต จ่ายเบี้ยประกันปีละ 8,672 บาท จ่ายเป็นเวลา 20 ปี ได้รับเงิน ดังนี้

ถ้าตั้งแต่วันนี้ – อายุ 90 เราเสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินปรับตัวรับความสูญเสีย 540,000 บาท 

วันนี้ – อายุ 90 จำเป็นต้องใช้เงิน กู้ประกันชีวิตเอาเงินมาใช้ได้ ดอกเบี้ยหน้าเล่มกรมธรรม์ +2%

ถ้าเราดูแลตัวเองดี อายุยืนถึง 90 มีเงินก้อนสุดท้ายดูแลตัวเอง 540,000 บาท

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าชีวิตมันไม่แน่นอน เราควรวางแผนจัดการเงินทั้งช่วงชีวิตขาขึ้นและขาลง จากเรื่องนี้ต้องการมีเงินสำรองให้ครอบครัวเพื่อปรับตัวรับความสูญเสีย 1 ปี  ทีทั้งแนวทางสะสมเงินเองและโอนความไม่แน่นอนให้บริษัทประกัน ถ้าใครสะดวกแบบไหนก็ทำแบบนั้นนะคะ

————-

PR :  E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” เคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน อ่านสารบัญและวิธีสั่งซื้อ E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

เพจอภินิหารเงินออม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save