ขายทองคำแท่ง ต้องเสียภาษีไหม? ช่วงนี้มีเรื่องต้องใช้เงิน

พรี่หนอมครับ ขายทองคำแท่ง ต้องเสียภาษีไหม? แบบว่าช่วงนี้มีเรื่องต้องใช้เงิน คำถามนี้ส่งมาทางแฟนเพจ พร้อมกับข้อสงสัยในใจ และที่แน่ๆ แปลว่าคนถามนี้มีเรื่องต้องใช้เงินด่วนจริง แต่ยังคงอิงเรื่องภาษีอยู่  

ถ้าให้ตอบคำถามนี้แบบสั้น ๆ นั่นคือ ไม่เสียภาษี ไม่ว่าจะมองจากหลักการของกฎหมาย หรือสามัญสำนึกก็ตาม เพราะการขายในลักษณะนี้ไม่ได้ประกอบในลักษณะของธุรกิจ แต่เป็นการขายทรัพย์สินส่วนตัวที่เรามี ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(9) นั่นเอง

มาตรา 42 (9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

โดยการขายทรัพย์สินส่วนตัวนั้น จะถือเป็นการเข้าเงื่อนไขของคำว่า มิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เพราะขายไปเพื่อให้ได้เงินมา หรืออารมณ์เราขายของที่เราซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ที่ไม่ได้ทำในรูปแบบธุรกิจนั่นเองครับแต่ถ้าเป็นการประกอบธุรกิจอันนี้ต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติอยู่แล้ว (และบางกรณีอาจจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย) เนื่องจากเป็นการได้มาซึ่งรายได้ หรือพูดง่าย ๆ มันคือ การมุ่งค้าหากำไรตามกฎหมายนั่นเองครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร บริษัทโดนส่งกับเขาด้วยไหม?

กรณี ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร ถ้าผมเปิดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน (นิติบุคคล) จะโดนส่งกับเขาด้วยไหม? แล้วยอดเงิน 2 ล้านบาทนี่นับยังไงดี ปวดหัวจังเลยครับพรี่หนอม

คำถามนี้น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นเรื่องของนิติบุคคลครับ ซึ่งถ้าเรามองที่ประเด็นแรก คือ บัญชีธนาคารที่เข้าเงื่อนไขต้องนำส่งข้อมูลให้สรรพากรนำส่งข้อมูลนั้น มันเป็นทั้งบัญชีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลใช่หรือไม่ ?

คำตอบ คือ ใช่ครับ ใช่ครับ เพราะกฎหมายนี้พูดถึง บุคคล ซึ่งคำว่าบุคคลจะหมายความรวมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเข้าด้วยกันครับ

มาตรา ๓ สัตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาเฉพาะที่อยู่ในความครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

จะเห็นว่ากฎหมายเขียนแค่คำว่า “บุคคล” ไว้ ซึ่งหมายความรวมตามที่ว่าครับ ไม่สามารถหมายถึงแต่บุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้นในกรณีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ก็ต้องใช้กฎหมายนี้ด้วยครับผม

ส่วนประเด็นที่สอง คือ เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า ยอดโอนเข้าบัญชี 400 ครั้ง/ปี และยอด 2 ล้านบาท ซึ่งหลายคนสงสัยว่าตัวยอด 2 ล้านบาทคือต้องโอนเข้าเป็นก้อนครั้งเดียวเหมือนฟอกเงินนั้น  หรือยอดโอนเข้าทั้งปีรวมกันได้ 2 ล้านบาทโดยใช้จำนวนเงินแทน

คำตอบ คือ ยอด 2 ล้าน คือ ยอดรวมทั้งปีครับ ถ้ารวมเข้าทุกบัญชีในธนาคารนั้นถึง 2 ล้านบาท
และจำนวนครั้งถึง 400 ครั้งต่อปี ก็ต้องถูกส่งครับ ส่วนเรื่องแบบฟอร์มแจัง ปปง กรณีธุรกรรมเงินสด 2 ล้านบาทเป็นอีกเรื่องครับ

ธุรกรรมลักษณะเฉพาะตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้
(๑) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป
(๒) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้งและมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป

จะเห็นว่าข้อกฎหมายก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ยอดรวมเงิน นะครับ ไม่ใช่ยอดแต่ละครั้งและดูรายการเป้นรายปี ซึ่งบังคับใช้จริงจังคือปี 2563 นี่แหละครับผม

หวังว่าคำตอบเรื่องนี้จะช่วยให้ใครหลายคนเข้าใจกฎหมายเรื่องนี้กันมากขึ้นนะครับ เพราะมีคำถามถามเข้ามาบ่อยมาก ๆ เลย และถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ผมฝากคลิปนี้ไว้ด้วยนะครับ

https://youtube.com/watch?v=oj3NRez_g0o%3Fwmode%3Dopaque

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

สามีภรรยามีรายได้ร่วมกัน ยื่นภาษียังไงดี เสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยไหม?

“คู่สามีภรรยามีรายได้ ต้องเอามายื่นภาษีเงินได้ร่วมกันไหม ไม่รวมได้ไหม เพราะไม่อยากจด VAT” คำถามนี้น่าสนใจในประเด็นของ ภาษีเงินได้ และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เราต้องเอามาพิจารณากันต่อ เพราะสองเรื่องนี้สำหรับคู่สามีภรรยา มีวิธีการคิดและจัดการที่แตกต่างกันครับ 

ทีนี้มาดูกันก่อน คำถามเต็ม ๆ ถามว่า “ถ้าผมกับแฟนจดทะเบียนสมรสแล้ว ทั้งสองคนมีรายได้ 40(8) ทั้งคู่ต้องยื่นรวมกันไหมครับหรือเราสามารถแยกยื่นได้ครับ เพราะว่าเราทำกันคนละธุรกิจเกันซึ่งถ้ารวมกันมันอาจจะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เห็นว่าถ้าเกินแล้วต้องไปจด Vat ครับ”

ถ้าจะตอบคำถามนี้ให้ชัด ๆ เรามาแยกประเด็นกันก่อน ออกเป็นเรื่องของ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ครับผม

ประเด็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
กรณีสามีภรรยา

ประเด็นสำคัญของภาษีเงินได้ของสามีภรรยานั้น จะอยู่ที่คำว่า มีรายได้ร่วมกันหรือเปล่า หรือ ต่างคนต่างมีรายได้ ซึ่งถ้ากรณีนี้ ไม่มีรายได้ร่วมกัน (ไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกัน) และแยกประเภทของงานออกมาชัดเจนไม่ได้เกี่ยวข้อง จะถือว่า ต่างฝ่ายต่างมีรายได้ ดังนั้นสามารถแยกยื่นภาษีเงินได้ของใครของมันได้เลยครับ

แต่ถ้าหากมีรายได้ร่วมกัน เป็นกิจการที่ช่วยกันทำและสร้างขึ้นมาแบบนี้จะมีทางเลือกให้เลือกระหว่าง แบ่งสัดส่วนของรายได้เพื่อยื่นภาษีระหว่างสามีภรรยา (กรณีเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 สามารถแบ่งตามสัดส่วนที่ตกลงกันได้ เช่น สามี กับ ภรรยา แบ่งคนละครึ่ง หรือ สามี 80 ภรรยา 20 หรือจะแบ่งโดยวิธีอื่น ๆ) หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ จะนำมายื่นภาษีรวมกันทั้งคู่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม
ผมแนะนำคลิปยื่นภาษีสำหรับคู่สามีภรรยาด้านล่างนี้ครับ

ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีสามีภรรยา

โดยปกติในกรณีที่สามีภรรยามีรายได้แยกกัน ถ้าใครมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทและอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองกันไป โดยการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในชื่อของตัวเอง และถือว่าเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มครับ 

แต่ถ้ากรณีช่วยกันทำงานสร้างรายได้ และมีรายได้ร่วมกันนั้น หากมีรายได้รวมกันเกิน 1.8 ล้านบาท และเป็นรายได้ที่ต้องจด VAT ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะถือว่ามีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ว่าจะใช้สิทธิแบ่งรายได้ยื่นภาษีเงินได้กันก็ตามครับ

ยกตัวอย่างเช่น สามีภรรยาคู่หนึ่งทำงานร่วมกันจนมีรายได้ 3 ล้านบาท แม้ว่าจะแบ่งยื่นภาษีเงินได้กันคนละ 1.5 ล้านบาท (แบ่ง 50:50) แต่ยังถือว่ามีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทนั่นเองครับ 

สาเหตุ้ที่เป็นแบบนี้เนื่องจากหลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีเงินได้แยกออกจากกัน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจะดูที่ การประกอบกิจการ (ถ้าร่วมกันเกิน 1.8 ล้านก็ต้องจด) แต่ภาษีเงินได้จะดูที่บุคคล (ในกรณีที่แบ่งกันได้ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลไป) ดังนั้นต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีนะครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

7 จุดน่าสนใจ “หุ้น STGT” ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก น้องใหม่มาแรงในยุค New Normal

การระบาดของ Covid-19 ส่งผลกระทบหนักต่อโลกธุรกิจ บางบริษัทต้องปิดตัว แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส อย่างที่เราเห็นกันว่าธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มีอัตราขยายตัว และเป็นเซคเตอร์ที่เติบโตมากในตลาดหุ้น ซึ่งอีกหนึ่งธุรกิจที่มาแรงสุดๆ ตั้งแต่ไวรัสระบาดใหม่ๆ แต่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ถุงมือยาง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ของแพทย์หรือพยาบาลอีกต่อไป แต่เราเห็นคนทั่วไปสวมถุงมือยางตอนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไปธนาคาร หรือเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า 

ปรากฏการณ์นี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) นั่นเอง

สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย หรือ MARGMA ระบุว่าในช่วงปี 2553-2562 ทั่วโลกมีอัตราการขยายตัวของความต้องการใช้ถุงมือยาง เฉลี่ยอยู่ที่ 8% ต่อปี ยิ่งในช่วงภาวะ Covid-19 แบบนี้ ความต้องการถุงมือทางการแพทย์ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นถึง 57% จากเหตุการณ์ปกติ โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 มากถึง 6,355 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 2 แสนล้านบาท) โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ที่มีอัตราเติบโตถึง 192% เลยทีเดียวครับ

ล่าสุดตลาดหุ้นก็ตอบรับการเปลี่ยนแปลงแบบ New Normal นี้เช่นกัน นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับหุ้นถุงมือยางมากขึ้น ดังนั้นวันนี้ aomMONEY ขอแนะนำหุ้น IPO น้องใหม่มาแรงอย่าง “STGT” จาก บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) ที่กำลังน่าจับตามอง ด้วย 7 เหตุผลต่อไปนี้

1. เป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และอันดับที่ 3 ของโลก

บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT เป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยแบ่งธุรกิจเป็น 2 กลุ่มคือ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติ (Latex Glove) ประกอบด้วย ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง และถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และอีกธุรกิจหนึ่งคือการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางไนไตรล์ (Nitrile Glove) ที่ผลิตจากน้ำยางสังเคราะห์ มีกำลังการผลิตติดตั้งในปี 2562 รวมทั้งหมด 27,153 ล้านชิ้น ขณะนี้มีโรงงาน 3 แห่งใน จ.สงขลา, สุราษฎร์ธานี และตรัง โดยส่งออกไปจำหน่าย 95 ประเทศทั่วโลก มีการขยายตลาดใหม่ไปยังอินเดีย แอฟริกาใต้ และประเทศในแถบละตินอเมริกา ที่กำลังพัฒนาระบบสาธารณสุขและสุขอนามัยอีกด้วย

2. ผลการดำเนินงานเติบโต 184%

ในปี 2562 บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ มีรายได้รวม 12,224.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3% และมีกำไรสุทธิ 613.91 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2563 มีรายได้รวม 3,873.28 ล้านบาท ถือว่าเติบโต 28.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 421.89 ล้านบาท เติบโต 184.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ เลยครับ

3. ขยายกำลังการผลิต ตอบโจทย์ชีวิต New Normal

ที่ผ่านมาภาพรวมของอุตสาหกรรมถุงมือยางทั่วโลกนั้นเติบโตมาตลอด โดยในปี 2562 มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 12.2% ต่อปี นับจากปี 2559 ยิ่งตอนนี้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการระบาดของ Covid-19 และวิถีชีวิตแบบ New Normal อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้ทั่วโลกมีความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทาง บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ จึงตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งในปีนี้ให้มากกว่า 30,000 ล้านชิ้น ก่อนจะเพิ่มเป็น 50,000 ล้านชิ้นในปี 2568 และ 100,000 ล้านชิ้นในปี 2575 ด้วยเทคโนโลยีระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

4. ชื่อเสียงแข็งแกร่ง มีคู่แข่งน้อย

ถุงมือยางของ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ ถือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทางการค้าที่แข็งแกร่ง โลดแล่นอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี มีสินค้าหลากหลาย ซึ่งทุกอย่างมาจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล จึงเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจจากลูกค้า นอกจากนี้ก็ยังมีคู่แข่งในตลาดไม่มากนัก เนื่องจากธุรกิจการผลิตถุงมือยาง จะต้องได้รับใบอนุญาต และใบรับรองมาตรฐาน เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทำให้ผู้ผลิตรายใหม่มีข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาด

5. บริหารจัดการวัตถุดิบและต้นทุนได้เอง

ทางแบรนด์มีผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เช่น การกำหนดคุณภาพของน้ำยาง การคิดค้นสูตรน้ำยางข้นรูปแบบใหม่ การสั่งซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ฯลฯ เรียกได้ว่าสามารถบริหารจัดการได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

6. ทีมผู้บริหารคือตัวจริงด้านธุรกิจ

ท่ามกลางพิษ Covid-19 ที่หลายกิจการต้องปิดตัว แต่ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ ก็สามารถยืนหยัดฝ่าฟันวิกฤตมาได้ แถมยังมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ด้วยทีมผู้บริหารมากประสบการณ์ และเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ รวมถึงทีมพนักงานที่มีความสามารถ

7. ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากจะเป็นบริษัทใหญ่ที่เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ก็ยังไม่ทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน โดยทาง บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ สนับสนุนการจัดกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน รวมถึงมีการเปิดโอกาสให้ชุมชน สังคม หรือผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบ สามารถเสนอแนะ ร้องทุกข์ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัทฯ ได้อีกด้วย

ทั้ง 7 ข้อนี้ทำให้ “หุ้น STGT” จาก บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ เป็นหุ้น IPO ที่กำลังมาแรง น่าจับตามองในกลุ่มนักลงทุนมากๆ เลยครับ อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มสนใจรายละเอียดของหุ้น STGT นี้แล้วใช่ไหมล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

เราไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่า

บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ มีทุนจดทะเบียน 1,434,780,000 บาท คิดเป็นจำนวน 1,434,780,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนที่ชำระแล้ว 990,000,000 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 444,780,000 หุ้น ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.แล้ว โดยคาดว่าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาสที่ 3/2563

แบ่งการเสนอขายหุ้น IPO เป็น 4 กลุ่มดังนี้

  1. เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 432,780,000 หุ้น
  2. เสนอขายแก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี และบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 2,000,000 หุ้น
  3. เสนอขายแก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ และบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 10,000,000 หุ้น โดยจะเสนอขาย ณ วัน IPO จำนวนไม่เกิน 4,000,000 หุ้น และส่วนที่เหลืออีก 6,000,000 หุ้นจะถูกเสนอขายในปีที่ 1-2 ภายหลังวัน IPO
  4. หุ้นที่เหลือจากการจัดสรรในส่วนที่ 2 และ 3 (ถ้ามี) จะเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ

ทาง บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ฯ จะนำเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ไปใช้ขยายกำลังการผลิต และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ติดตั้งระบบ SAP (ระบบงานที่ควบคุมการบริหารทรัพยากร ผู้บริหารสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานะของบริษัทได้) ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

เรียกได้ว่า “หุ้น STGT” ถือเป็นน้องใหม่ในตลาดหุ้นแบบ New Normal เลยก็ว่าได้นะครับ

แต่ก็ใช่ว่าจะมาไวไปไว เพราะมีความน่าสนใจทั้งตัวผลการดำเนินงานของบริษัท และทั้งแนวโน้มเทรนด์โลกเลยทีเดียว ใครที่อยากเพิ่มหุ้น IPO ของ STGT เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ก็สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ 

aomMONEY สัญญาว่าจะนำข้อมูลการลงทุนดีๆ มาฝากกันอย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมติดตามนะครับ

บ.ก.aomMONEY

สามารถกด Like เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ aomMONEY

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

aomMONEY Clinic : https://www.facebook.com/groups/aommoneyclinic/

สนใจโฆษณาติดต่อ :

Tel: 092-708-5757 (ตงตง)

Email: [email protected]

200,000 บาท เงินออมขั้นต่ำที่เราต้องมี!!

เริ่มสงสัยแล้วใช่มั้ยคะว่า “ทำไมต้อง 200,000 บาท” อภินิหารเงินออมได้แนวคิดมาจากการใช้เงินครั้งสุดท้ายในชีวิตของเราที่คนอื่นจ่ายให้ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000 บาท เรียกง่ายๆว่าเงินที่เตรียมไว้เผื่อ “อายุสั้น”

อายุของเราสั้นยาวไม่เท่ากัน

  • ถ้าเราอายุยืน : มีเวลาเหลือเฟือที่จะทำงานหาเงินมาดูแลครอบครัวได้ แนวคิด คือ หาวิธีเก็บเงินให้ยาวนานที่สุด เพื่อจะได้มีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณและเผื่อมีอายุยืนยาวกว่าที่คิดไว้ ตอนนี้หลายคนทำกันอยู่แล้ว เช่น การลงทุนกองทุนรวมหุ้น หุ้นรายตัว ทองคำ ฯลฯ

  • ถ้าเราโชคร้ายอายุสั้น  : รายได้ที่จะเข้ามาในอนาคตก็จะหายไปด้วย แล้วเงินก้อนสุดท้ายที่จะใช้เผาร่างกายของตัวเองและมีเงินบางส่วนดูแลครอบครัวน่าจะต้องใช้เงินขั้นต่ำ 200,000 บาท (จำนวนเงินควรปรับให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวของตัวเองนะคะ)

ปล.ถ้าเรามีเงินจากสวัสดิการที่ทำงาน เช่น ค่าฌาปนกิจ ประกันสังคม ประกันกลุ่ม ฯลฯ มาดูแลเรื่องค่าจัดงานศพ เงินก้อน 200,000 บาทที่เราเก็บไว้นี้ก็จะกลายเป็นเงินที่ดูแลครอบครัว จ่ายหนี้บ้าน หนี้รถ ค่าเรียนลูก ฯลฯ

วิธีเตรียมเงินเผื่ออายุสั้นมี 2 วิธี 

แนวทางที่ 1 ทางตรง : เราเก็บเงินเอง

ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาเงินต้น เช่น ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ฝากประจำ เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน ไม่ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงสูงอย่างเช่นการลงทุนหุ้น เพราะการลงทุนมีขึ้นและลง ถ้าบังเอิญเสียชีวิตตอนหุ้นตก เงินมูลค่า 200,000 บาทก็จะลดลงด้วย ความไม่แน่นอนเหล่านักลงทุนน่าจะทราบดีอยู่แล้วนะจ๊ะ

200,000 บาท เงินออมขั้นต่ำที่เราต้องมี!!

ที่มา : E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ 

ตัวอย่าง การเก็บเงิน 200,000 บาทที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 1.5% เวลาการเก็บ 3 ปีและ 5 ปี ทำให้เราต้องเก็บรายเดือนเท่าไหร่?

  •  เราต้องการเก็บเงินให้ได้ภายใน 5 ปี (60 เดือน) ควรเก็บเงินเดือนละ 3,212 บาท
  •  ถ้าต้องการเก็บเงินให้ได้ภายใน 3 ปี (36 เดือน) ควรเก็บเงินเดือนละ 5,435 บาท

ภายในเวลา 3-5 ปีที่เก็บเงินก้อนนี้ เราต้องดูแลตัวเองให้ดีเพื่อเก็บเงินให้ครบตามที่ตั้งใจไว้ แฟนเพจสามารถคำนวณเงินเก็บรายเดือนได้จากการใช้เครื่องคิดเลขทางการเงินที่แอดมินเคยรีวิววิธีการใช้งานไปก่อนหน้านี้ ในคลิปนี้ตั้งแต่นาทีที่ 17 https://bit.ly/3eNlfA5

แนวทางที่ 2 ทางลัด : เราโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน

เราซื้อประกันรถยนต์เพราะต้องการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันภัย เกิดเหตุรถชนประกันเข้ามาจัดการให้ การซื้อประกันชีวิตก็เช่นกัน เพราะเราต้องการโอนความเสี่ยงของชีวิตให้กับบริษัทประกัน เรามีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิต ประกันจ่ายเงินให้ตามแบบประกันที่เราซื้อ ซึ่งเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับจำนวนเงินความคุ้มครองชีวิต เพศและอายุ

จากแบบประกันทั้ง 5 แบบ คือ ชั่วระยะเวลา ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ บำนาญและควบการลงทุน ซึ่งประกันแต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายการเงินแตกต่างกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน http://bit.ly/2kr0uUc ในตัวอย่างนี้เลือกแบบประกันที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองสูง จ่ายเบี้ยประกันถูกและมีมูลค่าเงินสด คือ แบบประกันตลอดชีพ 

200,000 บาท เงินออมขั้นต่ำที่เราต้องมี!!

ที่มา : บทความเราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน http://bit.ly/2kr0uUc

ตัวอย่าง นางสาวอภินิหารเงินออม อายุ 22 ปี ซื้อประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 20/99 ความคุ้มครอง 200,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันปีละ 3,086 บาท (เดือนละ 258 บาท) ระยะเวลา 20 ปี รวมจำนวน 61,720 บาท (แต่ละบริษัทเบี้ยประกันไม่เท่ากัน ควรสอบถามตัวแทนประกันของตัวเองนะคะ)

สิ่งที่จะเกิดขึ้น…

=> อายุสั้น : ถ้านางสาวอภินิหารเงินออมเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 22 – 98 มีเงินค่าจัดงานศพตัวเองและดูแลครอบครัวแน่นอน 200,000 บาท

=> อายุยืน : ถ้าดูแลตัวเองดีถึงอายุ 99 มีเงินก้อนสุดท้ายดูแลตัวเอง 200,000 บาท (ถ้าจำเป็นต้องการใช้เงินก่อนอายุ 99 สามารถกู้กรมธรรม์หรือปิดแบบประกันนำเงินมาใช้ได้ ตามมูลค่าเงินสดในขณะนั้น)

ตอนนี้เราควรเริ่มทำอะไร

  • หลังจากทำงานมาหลายปีน่าจะมีเงินเก็บไว้หลายที่ สรุปทรัพย์สินในกระดาษหรือใน Excel ว่ามีอะไร เท่าไหร่ คิดมูลค่าปัจจุบันตามกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้น สาเหตุที่คิดมูลค่าปัจจุบันเพราะเวลาที่ครอบครัวได้รับมรดกของเราไปแล้ว แม้ว่าตอนนั้นกองทุนหุ้นยังขาดทุนก็จะขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย
  • ควรแบ่งทรัพย์สินออกมาว่าเงินแต่ละก้อนเก็บไว้เพื่อเป้าหมายอะไร เช่น เงินฉุกเฉิน เงินดูแลพ่อแม่ เงินเกษียณ เงินเผื่ออายุสั้น เงินค่าเทอมลูก ฯลฯ เพราะแต่ละเป้าหมายเก็บเงินคนละที่กัน ถ้ามีเงินสะสมเผื่ออายุสั้นเกิน 200,000 บาทแล้วก็อุ่นใจไปเก็บเงินเพื่อเป้าหมายอื่นต่อไป

สรุปว่า…

1. เราควรมีเงินออมขั้นต่ำ 200,000 บาท เอาไว้ดูแลร่างไร้วิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย

2. วิธีการเก็บเงินมี 2 แบบ คือ ทางตรงที่เราเก็บเอง ทางลัดที่โอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน

3. เริ่มทำทันที ขอแค่เริ่มต้นจะใช้วิธีอะไรก็ได้ตามที่เราสะดวกเลยจ้า

PR :  E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” เป็นความรู้การเงินและ Workshop เพื่อสร้างความเข้าใจและวิธีนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านสารบัญของ E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/3eeO33Q

เพจอภินิหารเงินออม

มีรายได้ค่าเช่า เอาค่างวดผ่อนธนาคารมาหักค่าใช้จ่ายได้ไหม?

คืองี้ ผมมีรายได้จากค่าเช่า จะเอาค่างวดผ่อนธนาคาร มาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ไหม? หลายคนมักจะเข้าใจผิดในประเด็นนี้ บทความในตอนนี้จะมาตอบคำถามให้พิจารณากันครับ

ยกตัวอย่างแบบนี้ก่อนครับ นายบักหนอมมีรายได้จากค่าเช่า 25,000 บาทต่อเดือน และนายบักหนอมต้องจ่ายค่างวดผ่อนธนาคาร 20,000 บาทต่อเดือน มีกระแสเงินสดเป็นบวกคือ 5,000 บาท 

อันดับแรก คือ รายได้ของนายบักหนอมในกรณี คือ 25,000 บาท ไม่ใช่ 5,000 บาทนะครับ เพราะรายได้ คือ สิ่งที่ได้เราได้รับก่อนหักค่าใช้จ่าย ดังนั้นแปลว่า นายบักหนอมต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่ามีรายได้จากค่าเช่าจำนวน 25,000 บาท นั่นเอง เงินผ่อนธนาคาร 20,000 บาท

ส่วนค่างวดผ่อน 20,000 บาท เอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ไหม? ก็ต้องตอบตรง ๆ เลยว่า ไม่ได้ครับ เพราะค่าผ่อนที่ว่าตัวนี้ ไม่ได้ถือเป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็นการจ่าย “หนี้สิน” ที่เราต้องใช้คืนในกรณีกู้เงินมาเท่านั้น ซึ่งถ้ามองในแง่ของความสัมพันธ์กับรายได้ก็จะพบว่ามันคือ ทางเลือกของการได้มาของสินทรัพย์ แต่ไม่ใช่รายจ่ายที่เกี่ยวกับการให้เช่านั่นเองครับ

โดยสิ่งที่นายบักหนอมทำได้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ กรณีที่มีรายได้จากค่าเช่าแบบนี้ จะเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีครับ นั่นคือ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือ หักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ามีค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีแบบไหนมากกว่า และคุ้มค่ามากที่สุดในการคำนวณภาษี นั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

วิธีตรวจสอบ ใบกำกับภาษีว่าใช้ขอคืนภาษีซื้อได้หรือเปล่า

เวลาได้ใบกำกับภาษีมามีวิธีตรวจสอบยังไงบ้างว่าใช้ได้ ? คำถามนี้ต้องถามกลับด้วยครับว่า คำว่า “ใช้ได้” ของใบกำกับภาษีนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 2 เรื่องทีต้องเช็คให้ดี นั่นคือ

1. ใบกำกับภาษีฉบับนี้ออกโดยผู้มีสิทธิ์ออก หรือจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้อง

เพราะถ้าผู้ออกไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี จะถือว่ามีปัญหาได้ครับ เพราะมันจะกลายเป็นใบกำกับภาษีที่ไม่ใช่ใบกำกับภาษี (นี่ไม่ใช่เพลงของ GETSUNOVA แต่มันแปลว่าใช้ไม่ได้แน่ ๆ ต่างหากครับ)

มาตรา 82/5 ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3
(1) กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่จะเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(2) กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือ ไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือ เพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
(6) ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

2. ใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

เพราะต่อให้ออกโดยผู้ที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี แต่มีข้อความไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย แบบนี้ก็ไม่สามารถใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อได้นั่นเองครับ

มาตรา 86/4 ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
    (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
    (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีและในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย
    (3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
    (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี
    (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
    (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
    (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
    (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ทีนี้มาถึงวิธีการตรวจสอบกันบ้างครับ ว่าเราจะตรวจสอบใบกำกับภาษีอย่างไรว่าใช้ได้ พรี่หนอมแนะนำให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ

1. ขอดูใบ ภ.พ. 20 ตัวจริง จากผู้ที่ออกใบกำกับภาษี (ในกรณีที่ติดต่อกันครั้งแรก) อันดับแรกคือการขอดูข้อมูลก่อนครับว่า มีใบ ภ.พ. 20 จริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมุลค่าเพิ่มถูกต้อง

2. ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ ที่ ระบบค้นหาข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งยังคงประกอบกิจการอยู่ ว่ามีรายชื่อถูกต้องไหม

3. เมื่อได้รับใบกำกับภาษีมา อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่าข้อความครบถ้วนไหม จะเช็คข้อความที่ต้องมีตามกฎหมายข้างต้น หรือเช็คจากอีบุ๊คคู่มือใบกำกับภาษีของกรมสรรพากรก็ได้ครับที่ คู่มือใบกำกับภาษี

ถ้าหากมีครบถ้วนแล้ว เราก็สามารถใช้ได้ครับ อันนี้ถือว่าผ่านคุณสมบัติ แต่อย่าตกม้าตายทำพลาด โดยใช้ภาษีซื้อในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการนะครับ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันทีครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ผ่อนรถสั้น-ยาว จ่ายดอกเบี้ยต่างกันเท่าไหร่?

ถ้าเราจำเป็นต้องซื้อรถเพราะขับไปทำงานได้สะดวกและสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่าเดิม มันก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าควรจะดาวน์เท่าไหร่ ผ่อนสั้นๆหรือยาว จำนวนกี่ปี สุดท้ายก็มาคิดว่าเราจะผ่อนไหวมั้ย ทั้งหมดนี้ถ้าเรามีข้อมูลและซ้อมออมเงินก่อนซื้อรถจริงๆ เพราะจะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นและลดการสร้างปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวนะคะ

เงินดาวน์และระยะเวลาผ่อน

ในตารางซ้ายมือเป็นตัวอย่างตารางผ่อนรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง มีให้เลือกตั้งแต่ดาวน์ 15 – 25% และจำนวนเดือนที่จะผ่อน 48 – 72 เดือน บางบริษัทมีให้ผ่อนถึง 84 เดือนนานจนลืมกันเลยทีเดียว ตารางนี้เป็นเพียงรถยนต์รุ่นเดียวเท่านั้น ส่วนรถรุ่นอื่นๆ ควรสอบถามตัวแทนขายรถยนต์จ้า

สมมติว่าเราสนใจรถยนต์ราคา 659,000 บาท เราได้ตารางผ่อนรถมาดูก่อนตัดสินใจ โดยเปรียบเทียบว่าเงินดาวน์มากน้อยและการผ่อนสั้นยาวนั้น เราจ่ายดอกเบี้ยแตกต่างกันประมาณเท่าไหร่

=> ดาวน์น้อย ผ่อนนาน

จ่ายดอกเบี้ยจำนวนมาก

ในช่องสี่เหลี่ยมสีส้ม เราดาวน์ 15% ใช้เงิน 98,850 บาทและกู้เงิน 560,150 บาท ผ่อนนาน 72 เดือน(6 ปี) ถ้าผ่อนครบแล้วสรุปว่าเราจ่ายดอกเบี้ย 100,522 บาท

=> ดาวน์มาก ผ่อนสั้น

จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

ในช่องสี่เหลี่ยมสีเขียว เราดาวฯ 25% ใช้เงิน 164,750 บาทและกู้เงิน 494,250 บาท ผ่อนนาน 48 เดือน(4 ปี) ถ้าผ่อนครบแล้วสรุปว่าเราจ่ายดอกเบี้ย 39,366 บาท

สรุปว่า…ดาวน์มากและผ่อนสั้นทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยจ่าย 100,522  – 39,366 = 61,156 บาท

วางแผนซื้อรถแบบนี้ ผ่อนครบแน่นอน

ถ้าเราอยากรู้ว่าตัวเองจะผ่อนรถไหวมั้ย ก็ต้องเก็บข้อมูลแล้วซ้อมออมเงินก่อน เริ่มจาอาจจะถามเพื่อนร่วมงานหรือค้นหาในสื่อออนไลน์ว่าซื้อรถ 1 คันน่าจะมีค่าใช้จ่ายอะไร เท่าไหร่ เช่น ค่างวด ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าดูแลรถ แต่งรถ ค่าที่จอด ฯลฯ

ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายน้ำมัน

นำรายจ่ายมาประมาณคร่าวๆว่าหลังจากซื้อรถมาแล้ว เราจะมีรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละกี่บาท คิดเป็นกี่ % ของรายได้ เพราะเราไม่ควรมีภาระหนี้เกิน 40% ของรายได้เพื่อชีวิตจะได้มีอากาศให้หายใจบ้าง เช่น รายได้เดือนละ 40,000 บาท ควรมีหนี้สินไม่เกินเดือนละ 16,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 24,000 บาทเป็นเงินออมและรายจ่ายส่วนตัว

สมมติว่าเราเก็บตัวเลขมาได้ประมาณนี้…

=> ค่าผ่อนรถ 11,117 บาทต่อเดือน
=> ค่าน้ำมัน (จากภาพข้างบน) ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน
=> ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน

รวมรายจ่ายประมาณเดือนละ 16,117 บาท นั่นแปลว่า เราควรซ้อมออมเงินเดือนละ 16,117 บาท นั่นเองจ้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้มี 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 เราทำได้

หากเราทำได้มากกว่า 6 เดือน แปลว่าการผ่อนอีก 48 เดือนข้างหน้า เราน่าจะปลดหนี้รถได้ แล้วนำเงินออมนี้มาเป็นเงินดาวน์รถเพิ่มขึ้นด้วย บางครั้งอาจจะโชคดีที่วันเซ็นสัญญารถยนต์อาจจะราคาลดลง เราก็จะได้ซื้อรถราคาถูกลงด้วย

แบบที่ 2 เราทำไม่ได้

ถ้าเราซ้อมออมเงินไป 1 – 2 เดือน แล้วรู้สึกอึดอัด ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเงินที่เหลือน้อยลงได้ มันเป็นสัญญาณแรกว่าเราอาจจะผ่อนไม่ไหวและมีโอกาสสร้างหนี้ก้อนอื่นๆตามมาอีกในอนาคต ตอนนี้ก็ต้องมานั่งคิดแล้วว่าควรมองรถที่ราคาถูกลงหรือหารายได้เพิ่มขึ้น 

สรุปว่า…

  1. ควรดาวน์มาก ผ่อนสั้นเพราะเราจ่ายดอกเบี้ยน้อย
  2. ซ้อมออมเงินให้มั่นใจก่อนเริ่มต้นซื้อรถจริงๆ

—–

PR : E-book ความรู้การเงินและ Workshop

สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นจริงกับการจัดการเงินของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมตัวองให้ผ่านไปได้ทุกวิกฤต รู้ว่าเพดานหนี้ของเราควรมีเท่าไหร่จะได้ไม่สร้างหนี้เกินความจำเป็น รวมถึงวิธีนำความรู้การเงินไปประยุกต์ใช้กับเป้าหมายการเงินของตัวเอง

แอดมินเขียนไว้ใน E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3dCv58z ถ้าซื้ออีบุ๊คไป อ่านแล้วมีคำถามเพิ่มเติมหรือสงสัยอะไรสอบถามได้ทันทีเลยจ้า

เพจอภินิหารเงินออม

มีรายได้ จะเสียภาษียังไง สรรพากรส่งยอดบิลมาเรียกเก็บไหม?

มีรายได้ จะเสียภาษียังไงดี ? จะมีใครส่งยอดบิลมาเรียกเก็บไหม ? คำถามนี้ชวนให้คิดต่อว่า เออ แล้วทำไมเราต้องมีหน้าที่ยื่นภาษีด้วยล่ะ สรรพากรไม่ส่งบิลมาเรียกเก็บเลยทีเดียวตอนสิ้นปี เรื่องนี้ลองมาทำความเข้าใจกันดูครับ

คำถามเต็ม ๆ ของเรื่องนี้ ถามมาว่า ผมมีรายได้ 4.5 เเสน บาทต่อปี โดยผมได้เงินมาหลายช่องทาง คือที่ผมสงสัยคือ ผมจะโดนเก็บภาษีจะโดนหักภาษียังไง คือจะมีบิลรวมยอดภาษี เเต่ละปีส่งมาบ้านของผมมางี้เหรอครับ  เเล้วพอจ่ายเเล้วค่อยยื่นภาษี ???

คำตอบแบบสั้นที่สุดและคมมาก คือ เสียภาษีเป็นหน้าที่ของเรา แต่การตรวจสอบภาษีเป็นหน้าที่ของสรรพากร เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ ส่วนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ประเมินภาษี หากผู้มีเงินได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง 

ถ้าลองดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพิ่มเติม จะเห็นว่าเขียนระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนครับ

มาตรา 56 ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น
    (1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๖๐,๐๐๐ บาท
    (2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท
    (3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท หรือ
    (4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท

มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร 

มาตรา 38 ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

ดังนั้น ถ้าเราประเมินภาษีตัวเองไม่ถูกต้อง หรือประเมินไว้โดยต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วล่ะก็ เจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถใช้อำนาจตรวจสอบได้ตามกฎหมายนั่นเองครับ

คำแนะนำเพิ่มเติม คือ เราต้องรีบยื่นภาษีให้ถูกต้องด้วยตัวเองก่อน อย่ารอใบมาที่บ้าน เพราะบอกเลยว่าใบนั้นจะไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีแน่ ๆ แต่คงจะเป็นเอกสารที่พี่สรรพากรเชิญเราไปพบที่สำนักงาน เพราะว่ามีคำถามอยากคุยด้วยนั่นเอง 

นอกจากนั้น อยากให้จำไว้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินมา ถ้าเป็นรายได้จากการทำงาน เกือบ 100% แปลว่าเราต้องเสียภาษีให้ถูกต้องอยู่แล้วครับ

จากคำถามทั้งหมด สรุปได้ว่า ถ้าเป็นเรื่องของภาษีเงินได้เราต้องรีบศึกษาก่อนว่า 

  • ภาษีคำนวณอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจหลักการที่ถูกต้อง
  • รายได้เราเป็นประเภทไหน – ต้องรู้ให้ชัด
  • ค่าใช้จ่ายของเราหักแบบไหนได้บ้าง – หักตามจริง หรือ แบบเหมา
  • วางแผนลดหย่อนภาษีอย่างไร – เพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด
  • ถ้าเราเข้าใจเรื่องทั้งหมดพวกนี้ ก็สามารถยื่นภาษีได้ถูกต้องครับ


อ้อ.. ก่อนจากกัน อยากฝากบอกไว้สั้น ๆ ว่า 

ใบเสร็จรับเงินจากสรรพากรนี่แหละ
คือ เกราะป้องกันปัญหาภาษีที่ดี ที่สุด

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปีก่อน เอามาขอคืนปีนี้ได้ไหม?

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปีก่อน เอามาขอคืนปีนี้ได้ไหม ?  แบบว่าถ้าจะยื่นภาษีปีปัจจุบัน จะเอาภาษีหัก ณ ที่จ่ายของปีก่อนที่เหลืออยู่มาใช้แทนได้หรือเปล่า ?

ยกตัวอย่างเช่น ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2563 แต่ยังมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายปี 2562
โดยที่เรายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ขอคืน แบบนี้เอามาใช้ได้หรือเปล่า

คำตอบ คือ ไม่ได้ครับผม เพราะถ้าเป็นยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายของปีไหน เราต้องเอามาใช้ขอคืนสำหรับปีนั้นเท่านั้น โดยได้สิทธิขอคืนภายใน 3 ปี หลังจากวันสุดท้ายของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดครับ

ถ้าใครเคยอ่านบทความ  ขอคืนภาษีย้อนหลังได้สูงสุดกี่ปี นับยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง? จะเห็นว่าผมพูดถึงกรณีนี้ ว่ามีกฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ครับ

มาตรา 27 ตรี เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่
(1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
(2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด

ดังนั้น ถ้าเรามีภาษีถูกหัก ปี 2562 เหลืออยู่ ต้องขอคืนในปี 2562 แบบนี้ถึงจะถูก โดยเราอาจจะเลือกยื่นเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี 2562 แทนก็ได้ครับผม โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาครับ 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save