เพราะเราต้องถือครองไปอีก 10 ปี ดังนั้น SSF ที่ดีต้องดูที่อะไร ?

ในปีนี้ 2563 ตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่มาแรงคงไม่พ้น SSF กับ SSFX ที่มีนโยบายและสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนแตกต่างกันไป ซึ่งสรุปออกมาได้ดังรูปนี้ครับ

หมายเหตุ : SSF จะมีเงื่อนไขเมื่อรวมกับกลุ่มเกษียณอย่าง ประกันบำนาญ, RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติแล้ว ต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาทอีกด้วยครับ

ประเด็นสำคัญ คือ การถือยาว 10 ปี (แบบเต็มปี)

จากประสบการณ์ของผม พบว่าสาเหตุที่หลายคนลังเลไม่กล้าลงทุนนั้น อยู่ที่การถือครอง 10 ปีเต็มนั่นเองครับ เพราะมองว่าต้องใช้เวลานาน ไม่แน่ใจว่าจะรอไหว รวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับนั้นจะคุ้มค่าหรือเปล่า

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองให้มากกว่าเรื่องของการลดหย่อนภาษี เราจะเห็นว่าสิ่งที่สำคัญคือ “การเลือกลงทุน” ในกองทุน SSF หรือ SSFX ที่มีนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเราใน 10 ปีข้างหน้า ร่วมกับการสร้างผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีมากกว่าการเก็งกำไรจากการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้ากองทุนที่เราถือนั้น จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ซึ่งหนึ่งในตัวอย่าง คือ การลงทุนตามแนวคิด ESG เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยแนวคิดเรื่อง ESG จะให้ความสำคัญกับความผิดรับชอบในด้าน 3 ด้านหลัก คือ 

  • สิ่งแวดล้อม (Environmental) 
  • ด้านสังคม (Social) 
  • ด้านบรรษัทภิบาล (Governance)

เพราะเชื่อว่าการมีแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับสังคม และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ

กองทุน SSF และ SSFX ที่ยึดหลักการลงทุนในธุรกิจที่มี ESG

ทาง Aberdeen Standard เป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดหลักแนวคิดลงทุนในธุรกิจที่มี ESG ได้ออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวม 2 นโยบาย ได้แก่ ABTESSF – Aberdeen Standard Thai Equity SSF- Super Savings และ ABTESSFX – Aberdeen Standard Thai Equity SSF- Super Savings Extra ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 80% ของสินทรัพย์สุทธิ และเน้นลงทุนในธุรกิจกลุ่มพลังงาน การค้าเชิงพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ การเงินและอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่ามีความมั่นคงในวิกฤต ณ ตอนนี้

โดยจุดแข็งของทาง Aberdeen Standard นั้น มาจากการลงทุนที่ยึดหลักลงทุนในธุรกิจที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม รวมถึงยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนใน 40 กว่าประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก

นอกจากนั้น ถ้าใครเคยติดตามปรัชญาการลงทุนของ Aberdeen Standard คงจะพอทราบว่า นโยบายการลงทุนอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เน้นในประเด็นของการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กร โดยไม่ใช่แค่ทำความเข้าใจ แต่มองไปถึงการพัฒนาธุรกิจร่วมกันเพื่อให้มูลค่าการลงทุนของนักลงทุนได้ดีที่สุดในระยะยาว

แนวคิดนี้นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนสำหรับ SSF และ SSFX ที่เหมาะสมกับใครหลายคนที่มองเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในธุรกิจที่มีแนวคิด ESG ร่วมกับกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการคุณค่าในธุรกิจมากกว่าเก็งกำไร  เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของเราครับ

สุดท้ายนี้ผมขอย้ำไว้อีกทีว่า การลงทุนที่ดีที่สุดนั้น ต้องไม่ได้เพียงแค่การประหยัดภาษี แต่ต้องได้ความมั่นใจในการลงทุนจากสินทรัพย์ที่เราเชื่อได้ว่ามีความมั่นคงและคุณภาพที่จะทำให้ได้รับผลตอบแทนในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างเหมาะสม

….เพราะเงินของเราทุกคนมีความสำคัญครับ

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจกองทุน SSFX และ SSF ของบลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด สามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ 0-2352-3388 เว็บไซต์ www.aberdeenstandard.com/thailand หรือติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE official account: @ASInvestmentsTH

คำเตือน ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

บทความนี้เป็น Advertorial

3 ข้อคิด ก่อนตัดสินใจซื้อ SSFX

ตัวช่วยลดหย่อนภาษีในตอนนี้ที่หลายคนกำลังพูดถึง คงหนีไม่พ้น SSFX ที่เป็นกองทุนรวมเพื่อการออมแบบพิเศษ และมีช่วงเวลาจำกัดของการลงทุน ซึ่งตอนนี้หลายคนกำลังสงสัยและตัดสินใจว่า จะซื้อดีไหม? และจะซื้อเท่าไรดี? ผมมีหลักการ 3 ข้อมาแนะนำกันครับ

1. เข้าใจสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญก่อน

นั่นคือ เราสามารถซื้อกองทุน SSFX เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท โดยไม่มี % ของรายได้มากำหนดเพดานซื้อ และสิทธิประโยชน์ตรงนี้แยกออกจาก SSF ตัวปกติ และกลุ่มกองทุนเกษียณที่ไปรวมกันอยู่ในวงเงิน 500,000 บาทด้วย

แต่อย่างไรก็ดี สิทธิประโยชน์ตรงนี้มีตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ คือ เราสามารถซื้อได้ภายใน 30 มิถุนายน 2563 นี้เท่านั้น และถ้าตัดสินใจซื้อแล้ว ต้องถือครองไปเป็นเวลา 10 ปีปฎิทินเต็ม เช่นเดียวกับ SSF ปกติ ถึงจะสามารถขายหน่วยลงทุนได้

2. เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง

ทั้งฐานภาษีที่ต้องเสีย และจำนวนเงินหมุนเวียนที่คงเหลืออยู่เพื่อให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุด และยังมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิต

ถ้าใครสามารถลองเช็คตัวเองได้ว่าเราจะประหยัดภาษีได้เท่าไรจากการลงทุนใน SSFX ก็เป็นทางออกที่ดีที่ช่วยตัดสินใจได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น นายบักหนอม เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 1,500,000 บาท โดยมีประกันสังคมจำนวน 9,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% ของเงินเดือนทั้งปีจำนวน 75,000 บาท ถ้าเราลองเปรียบเทียบการวางแผนลดหย่อนภาษีทั้ง 3 กรณี ดังนี้

  1. กรณีแรก มีค่าลดหย่อนส่วนตัว + ประกันสังคม + กองทุนสำรองเลียงชีพตามปกติ โดยไม่ได้วางแผนภาษีเพิ่ม
  2. กรณีที่สอง มีการซื้อ RMF จำนวน 200,000 บาทเพิ่มจากกรณีแรก
  3. กรณีที่สาม มีการซื้อ RMF 200,000 บาท และ SSFX 200,000 บาทเพิ่มจากกรณีแรก

เมื่อนำมาคำนวณภาษีจะเห็นความแตกต่างดังนี้ครับ

จะเห็นว่าการวางแผนภาษีโดยมีค่าลดหย่อนส่วนนี้ จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้นตาม % ของอัตราภาษีในแต่ละขั้น แต่อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด คือการบริหารจัดการเงินสดให้เพียงพอในการวางแผนภาษีของเราด้วยนะครับ

3. เข้าใจว่าเราต้องการลงทุนแบบไหน

เพราะกองทุน SSFX มีให้เลือกหลากหลายนโยบายการลงทุน แต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนใน SETไม่ต่ำกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิ

นั่นแปลว่าเราต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนได้เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่า และเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราได้อย่างเหมาะสม

โดย 2 ข้อแรกที่ว่ามานั้น เป็นหลักการพื้นฐานของคนทุกคน แต่ข้อ 3 นั้นคือการมองในวิธีการตัดสินใจของรายบุคคลกันไปว่าชอบลงทุนแบบไหนอย่างไรมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าสังเกตดู จะเห็นว่า SSFX ทั้งหมดมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทย แต่ใช้กลยุทธ์ในการลงทุนแตกต่างกันไป เพราะหุ้นไทยมีหลายกลุ่ม หลายประเภท ถ้าหากเราเข้าใจนโยบาย ความเสี่ยง โอกาสของผลตอบแทน และค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

โดยการปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา หลายคนมองว่าเป็นโอกาสที่น่าลงทุนในช่วงนี้ แต่ก็มีปัญหาที่คาใจอยู่คือ 10 ปีที่ต้องถือครอง SSFX ว่านานไปหรือเปล่า ถ้าดูจากผลตอบแทนของ SET100 ที่ผ่านมาเมื่อ 10 ปีก่อนก็จะเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยอยู่ จริงไหมครับ?

โดยเหตุผลที่ผมยกตัว SET100 มาเปรียบเทียบ เพราะมองว่าหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนใน SSFX นั้นมีทางเลือกในกองทุน Passive Fund ที่ลงทุนโดยอ้างอิงดัชนีของตลาด เน้นผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้น โดยมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า

โดยหุ้นในกลุ่มนี้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เป็นผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม จะมีข้อดีในแง่ความมั่นคงของบริษัทที่ไปลงทุน และการกระจายความเสี่ยงของกองทุนด้วย เพราะไม่ได้ลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดเฉพาะเจาะจง ดังนั้นถ้าใครมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยจะมีการเติบโตกว่า ณ วันนี้แน่นอน การเลือกลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในดัชนีก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

หนึ่งในกองทุน SSFX ที่ลงทุนในดัชนี กองทุน KFS100SSFX 

โดยกองทุนที่จะพามาทำความรู้จักเพิ่มเติมในบทความนี้ คือ กองทุน KFS100SSFX หรือ กองทุนเปิดกรุงศรี SET 100 – เพื่อการออมพิเศษ ที่เป็นกองทุน Passive Fund ค่าธรรมเนียมไม่แพง เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ตามดัชนี SET 100 และมีการพิจารณา “จ่ายปันผล” ให้นักลงทุนเป็นระยะๆ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุนด้วยครับ ลองมาดูรายละเอียดตามรูปนี้ได้เลยครับผม

โดยกองทุนนี้เปิดขายถึง 30 มิ.ย. 63 โดยมีโปรโมชั่นให้อีกต่อหนึ่งคือ เมื่อลงทุนใน SSFX รวมกับ SSF และ RMF ที่ร่วมรายการรับหน่วยลงทุน KFCASH-A มูลค่า 100 บาท ต่อยอดเงินลงทุนสะสมทุกๆ 50,000 บาท (โปรดศึกษารายละเอียดจากเอกสารของบริษัท)

รวมถึงสามารถซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีที่ร่วมรายการ (การซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายและคะแนนสะสมบัตรเครดิต)

ดังนั้นถ้าใครมองว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ 3 ข้อที่ว่ามา ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทีนี่ครับ … https://www.krungsriasset.com/TH/News/Promotion/Krungsri_KFS100SSFX.html

สุดท้ายที่อยากฝากไว้สำหรับการลงทุนในกองทุน SSFX ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออม ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า  เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน / ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนหุ้นยุคใหม่กับ AI ผู้ช่วยคนเก่ง

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงเวลาแบบนี้ ในจังหวะที่ดัชนีตลาดหุ้นได้ปรับตัวลดลงจากเหตุการระบาดของโรค COVID-19 แบบนี้ ผมเชื่อว่าตอนนี้ใครหลาย ๆ คนที่ติดตามเพจคลินิกกองทุนแห่งนี้ ก็คงคันไม้คันมือเริ่มที่จะอยากลงทุนกันแล้วใช่ไหมครับ เพราะว่าช่วงหลัง ๆ ผมมักจะได้คำถามหลังไมค์มาว่า ตอนนี้ลงทุนได้รึยัง

ผมคงต้องบอกว่าตามตรงว่า ไม่รู้เหมือนกันครับ ซึ่งถ้ารู้อนาคตได้ ผมคงไม่ได้มาเขียนเพจลงทุนอยู่อย่างนี้ครับ คงไปเป็นหมอดูแทนครับ

แต่ผมต้องบอกว่าการลงทุนในช่วงวิกฤตแบบนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาวมากว่าขาดทุนแน่ ๆ เพราะว่าตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากครับ

โดยถ้าพิจารณาถึงความถูก-แพงของตลาดหุ้นไทย โดยดูจากอัตราส่วน P/E ณ วันที่ 17 เมษายน ที่ตลาดหุ้นไทยปิดอยู่ที่ 1239.24 มี P/E อยู่ที่ประมาณ 13.5 ซึ่งตำ่กว่าค่า P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ P/E 15.6 (คล้าย ๆ กับว่า 5 ปีที่ผ่านมาเราซื้อหุ้นในราคา 15.6 บาท แต่ตอนนี้ราคาลงมาที่ 13.5 บาทซึ่งต่ำกว่าที่เคยซื้อมา) ซึ่งถือว่าน่าที่จะเริ่มทยอยลงทุนได้ และได้ราคาหุ้นไม่แพงครับ

พอถึงตรงนี้คงมีคำถามแล้วว่าลงทุนในหุ้นตัวไหนดี ? เป็นคำถามที่ดีมากครับ เพราะว่าตลาดหุ้นไทยมีหุ้น 700-800 ตัว จะเลือกหุ้นที่ดีได้อย่างกัน บางครั้งผมเองก็ต้องใช้เวลานานมากในการหาหุ้นที่น่าสนใจ และก็มีหลายครั้งเลยครับที่มีอาการเสียดายหุ้นบางกลุ่ม บางตัวที่เราไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลไม่พอ อาจจะเพราะมีเวลาไม่พอ หรือลืมไปบ้าง มองไม่ทั่วถึงครับ

ในช่วงที่ผมยังอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ ในบางครั้งก็มีผู้ช่วยในการหาข้อมูล ซึ่งก็ทำให้เราประหยัดเวลามากขึ้น ได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้นจากความเห็นของน้อง ๆ นักวิเคราะห์ครับ แต่ก็ต้องเอาข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องอยู่ดี เพราะว่าน้อง ๆ เองก็ทำงานหนัก ข้อมูลที่ได้มาอาจจะต้องมีการแก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อมูลบางอย่างเพื่อให้ได้มุมมองที่ดีมากขึ้นครับ

ทีมนักวิเคราะห์ในหลักทรัพย์เองก็ต้องมีทีมที่ใหญ่มากพอที่จะวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย มากมายพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ครอบคลุมหุ้นทุกตัวเผื่อว่ามีตัวไหนน่าสนใจ และโดดเด่นขึ้นมานั่นเองครับ

ทุกอย่างที่ผมกล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อจำกัดในการลงทุนของทั้งนักลงทุนรายย่อย และ นักลงทุนสถาบัน หรือฝั่งผู้จัดการกองทุนครับ

แต่ในยุคสมัยนี้ มีพัฒนาการด้าน Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) ก็มีการพัฒนาไปมากขึ้น ทั้งนี้หลาย ๆ ที่ก็เริ่มมีการนำ ML และ AI มาใช้เพื่อการดูแลพอร์ตการลงทุน หรือเพื่อการวิเคราะห์หุ้น เพื่อคัดเลือกหุ้นมาลงทุนในแต่ละช่วงเวลาของการลงทุนครับ

ซึ่งวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Deepscope Platform ซึ่งเป็นอีก Platform นึงที่จะช่วยทำให้การลงทุนในหุ้นง่ายมากขึ้นกว่าเดิมครับ

Deepscope เป็น startup จากไทยที่มีการร่วมทุนจากทั้ง ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร , สิงคโปร์ และประเทศไทย เพื่อ สร้าง platform ที่วิเคราะห์หุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินทุกตัวทั้งตลาดทุกวัน แบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อนำเสนอหุ้นหรือการลงทุนที่ดีที่ชนะตลาดให้กับ นักลงทุนรายย่อย, โบรกเกอร์, ผู้บริหารกองทุน และ ฝ่ายงานวิจัย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลตอบแทน

ทีมงานของ Deepscope จะประกอบไปด้วยนักลงทุน, software engineer ที่ทำงานให้กับ worldclass financial platform มาทั่วโลกทั้ง Thomson Reuters และ DST system จึงสร้างระบบวิเคราะห์อัตโนมัตินี้ขึ้นมา

โดยปกติแล้ว ML ที่มีอยูโดยทั่วไปจะมีมากมายหลายแบบเลยครับ ตั้งแต่ Neural Network Stock Market Prediction, Case based reasoning Stock Market Prediction, Fuzzy Logic Stock Market Prediction, Hybrid Learning Stock Market Prediction และ Genetic Algorithm Stock Market Prediction

และ ML ที่ทาง Deepscope เลือกมาใช้คือ Genetic Algorithm (GA) โดยทางทีมงานของ Deepscope ได้ทำการทดลอง ML มาหลาย pattern เช่น Neural Network แต่พบว่าตัว Genetic Algorithm จะเหมาะกับการวิเคราะห์คุณภาพของสินทรัพย์ทางการเงินที่มีหลากหลายปัจจัยครับ

โดยเจ้า GA เป็น algorithm ได้แรงบันดาลใจมาจากทฤษฎีวิวัตนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน คล้าย ๆ กับการจำลองการทำงานจากทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่จะพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าเสมอเพื่อให้อยู่รอดได้ ทำให้ GA เป็นอัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาคำตอบโดยมีการเรียนรู้ข้อมูลและปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ให้ลองคิดถึงลักษณะการเจริญเติบโตของมนุษย์จะเข้าใจง่ายขึ้น จากรุ่นพ่อแม่เรา รุ่นเรา ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานเรา ในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละรุ่นจะประกอบไปด้วยวิทยาการ เทคโนโลยี และข้อมูลที่ต่างกัน ทำให้ในแต่ละรุ่นจะมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เกิดการปรับตัวเองในแต่ละรุ่น เพื่อให้สามารถอยู่รอดในแต่ละช่วงเวลาได้เสมอ

Genetic Algorithm ได้มีการนำไปใช้ในงานหลากด้าน เช่น การค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งสินค้า การจัดตารางงาน การจัดการทรัพยากรในการทำงาน การพยากรณ์แนวโน้มได้ดีอันที่จริงยังสามารถไปประยุกต์ใช้ได้ในอีกหลายด้านเลยครับ

https://youtube.com/watch?v=SoWml4i5y3s%3Fwmode%3Dopaque

สำหรับการลงทุนนั้น Deepscope จะให้ AI ทำการวิเคราะห์คุณภาพ หรือ quality เชิงลึกก่อน โดยวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของบริษัทเพื่อความมั่นคงอย่างน้อย ๆ 5 ปี แล้วก็ดูต่อด้วยประสิทธิภาพในการทำกำไรทีละไตรมาส จนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น รายได้กำไรโตขึ้นเรื่อยๆ กระแสเงินสดมากขึ้น หนี้น้อยลง ทำให้ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าหุ้นนี้ปัจจุบันและอนาคตจะเป็นอย่างไร 

ยังทำให้เราได้พบกับหุ้นเพชรในตม ที่คนในตลาดไม่เคยคาดการณ์ไว้และ AI จะวิเคราะห์หุ้นทั้งตลาดแบบ bottom up ไม่ตัดบางกลุ่มอุตสาหกรรมทิ้งไป เนื่องจากแม้บางช่วงที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมไม่ดีดังเดิมก็อาจจะยังมีผู้ชนะของกลุ่มที่ทำได้ดีกว่าใครเพื่อนอยู่

ด้วยการวิเคราะห์แบบเชิงคุณภาพแบบนี้ ผลก็คือหุ้นที่เลือกมานั้นมีทั้งแบบโตเร็ว, มั่นคง, ปันผลดี, turnaround, หรือ เพิ่งเข้าตลาดมาใหม่แต่มีแนวโน้มที่ดี ให้นักลงทุนตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

หลังจากนั้นถึงจะมาวิเคราะห์จังหวะเข้าซื้อขาย แน่นอนว่าทาง Deepscope ได้แยกส่วนนี้ออกจากคุณภาพการเลือก ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการวิเคราะห์ทาง technical ด้วย indicator ต่างๆ รวมถึงการซื้อขายของผู้บริหาร กระแสข่าวในสังคม รวมไปถึงการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่าง ๆ อีกด้วยครับ โดยรวมแล้วก็คือวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและจังหวะเข้าซื้อรวมเป็นจำนวณ 70 ปัจจัย เรียกได้ว่าครบทุกมุมมองที่นักวิเคราะห์ทั่วไปจะใช้เวลานานมากกว่าจะทำได้ครบทั้งหมดนี้

และจุดที่พีคที่สุดก็คือ ตัว AI จะปรับตัวของมันเองเหมือนมีชีวิตของตัวเองครับ เพื่อหาปัจจัยการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปช่วยเลย ให้ลองจินตนาการว่า เมื่อ 10 ปีก่อน เรามองว่าหุ้นที่มีหนี้สูงค่อนข้างเสี่ยงมาก แต่พอมาตอนนี้บางบริษัทที่มีหนี้สูงแต่กลับมีความสามารถในการนำหนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ดีกลับเก่งยิ่งกว่า สิ่งเหล่านี้ AI จะปรับวิธีการคิดของตัวเองให้ได้เลยจากการทดสอบกับข้อมูลมากมาย โดยที่อาจจะทั่วถึงและรวดเร็วกว่าเราทำเองเสียด้วยซ้ำ

ถ้าให้คนเลือกหุ้นด้วยวิธีการทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำอย่างมากก็ได้หุ้นแค่ 2-3 ตัวภายในเวลาประมาณ 2-3 วัน แต่ทาง Deepscope จำลองตัวเองเป็นนักวิเคราะห์ นักลงทุนมืออาชีพถึง 700-800 คน ในเวลาพร้อม ๆ กันครับ ถือว่าทุ่นแรงเราไปได้อย่างมากเลยครับ

เครื่องมือดี ๆ แบบนี้ นอกจากนักลงทุนทั่วไปที่สามารถนำมาใช้ได้แล้ว การนำ AI จาก Deepscope มาช่วยเหลือ Fund Manager ในการบริหารกองทุนก็สามารถทำได้ด้วยครับ ซึ่งจากที่ต้องมี Fund management และ ทีมงานอย่างน้อย ๆ 5-7 คน ในการบริหารกองทุน 10 กองทุน ก็ทำให้เหลือเพียง Fund manager คนเดียวก็สามารถที่จะบริหารกองทุนเป็น 10 กองทุนได้พร้อม ๆ กันครับ

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องผลตอบแทนกันครับ โดยหลังจาการทดสอบ และ ทดลองใช้งานผลที่ได้ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงและชนะ benchmark อย่าง SET TRI ถึงเท่าตัวเลยทีเดียวครับ

ผลตอบแทนจากการทดสอบของกองทุนแบบสมดุล หรือ Balance Fund ที่ Deepscope ทำกับ บล.พาร์ทเนอร์ โดยเทียบกับ SET TRI

ผลตอบแทนจากการทดสอบของกองทุนแบบ High Growth ที่ Deepscope ทำกับ บล.พาร์ทเนอร์

แต่บอกไว้ก่อนนะครับ AI ของทีมงานที่ Deepscope.com นั้นไม่ได้จัดการซื้อขายหุ้นให้นะครับ แต่ตัวระบบจะเน้นไปที่การวิเคราะห์หุ้นที่น่าสนใจ และ จังหวะของการลงทุน รวมถึงการบริหารพอร์ตให้กับนักลงทุน หรือ ผู้จัดการกองทุนเท่านั้นครับ

ซึ่งถ้านักลงทุนอยากให้ AI แบบ Deepscope ลงทุนให้อัตโนมัติเลย โดยมีผู้จัดการกองทุนของ บล.ชื่อดังผู้มีประสบการณ์ช่วยติดตามดูอีกชั้นเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นแบบนี้แล้วละก็ ต้องบอกว่าความฝันไม่ไกลเกินจริงแล้วครับ

เพราะว่าตอนนี้มีข่าวดี คือ มีบางกองทุนที่ใช้ AI มาวิเคราะห์คุณภาพของบริษัทที่ให้ผลการทดสอบดีดังรูปด้านบนจากทางทีม Deepscope ออกมาแล้วครับ

โดยทาง Deepscope นั้นได้ทำงานร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฯ ต่างๆ เพื่อออกกองทุนแบบ AI นี้มาให้ลงทุนได้แล้ว ถ้าอยากลองก็สามารถติดต่อเปิดบัญชีกับ IC ผู้มีใบอนุญาติได้เลยครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ AI ของทาง Deepscope นี้ น่าสนใจใช่ไหมครับ การลงทุนในยุคหน้า ผมว่านักลงทุนเองก็ต้องมีเพื่อน หรือ ผู้ช่วยที่มีความสามารถ เพื่อให้เราตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น เร็วขึ้น เหมือนกับ Superhero ส่วนใหญ่ที่ต้องมีคู่หู หรือเหมือนกับ แบทแมนที่ต้องมีโรบินนั่นแหละครับ

สุดท้ายก่อนจะจากกันไป ผมอยากจะบอกว่าในวิกฤตแบบนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลงทุน แต่ถ้ารอให้ตลาดดีก่อน หรือมั่นคงมาก ๆ ผมคิดว่าก็อาจจะได้หุ้นที่แพงไปมากแล้วก็ได้ครับ

ดังนั้น ถ้าเรามาเริ่มต้นลงทุนกันโดยมีผู้ช่วยดี ๆ แบบ Deepscope นี้ละก็ ผมเชื่อว่าก็น่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ นอกจากนี้ก็ยังได้ความสบายใจถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะผันผวนระหว่างทาง เพราะอย่างน้อย ๆ ระบบ AI ก็จะเลือกหุ้นที่ดี และดูแลพอร์ตอย่างไม่หยุดพักผ่อนให้กับเรานั่นเองครับ

วันนี้ผมหมอนัทต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

สามารถเข้าไปใช้แพลตฟอร์ม AI ของ Deepscope ได้ฟรีที่: https://deepscope.com/th/

หากสนใจในกองทุน AI อัตโนมัติ ที่ Deepscope มีส่วนเข้าไปพัฒนา ก็มาลงทะเบียนรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง: https://deepscope.com/questionnaire/

บทความนี้เป็น Advertorial

ขายเนื้อสด (สัตว์) ไม่แปรรูป ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไหม?

“ขายเนื้อสด (สัตว์) ไม่แปรรูป ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไหม?” คำถามนี้ต้องขยายความเพิ่มเติมก่อนว่าเป็นการขายในรูปแบบเนื้อสดบรรจุใส่แพ็คซีนสูญญากาศ โดยมีขายผ่านออนไลน์ให้กับลูกค้า และมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี 

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถดูเพิ่มเติมได้ทีคลิปด้านล่างนี้ก่อนครับ

ทีนี้มาถึงคำตอบกันบ้าง เรามักจะได้ยินว่า การขายเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการแปรรูปจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามข้อกฎหมายที่ระบุไว้ดังนี้ครับ 

มาตรา 81(1)(ข) การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และในกรณีสัตว์ไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ส่วนต่างๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสด หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง หรือด้วยการจัดทำหรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่น หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีก หรือขายส่งด้วยวิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง ทำให้แห้ง บด ทำให้เป็นชิ้นหรือด้วยวิธีอื่น แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรม ตามลักษณะ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

อยากให้สังเกตคำว่า อยู่ในสภาพสด หรือ รักษาสภาพไว้มิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งหรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่งตรงนี้ ซึ่งถ้ากรณีเนื้อสดบรรจุใส่แพ็คซีนสูญญากาศตรงนี้ เข้าเงื่อนไขที่ว่ามา คือ รักษาความสดเท่านั้น ย่อมถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มครับ

แต่หากมีการนำสัตว์ดังกล่าวมา ปรุงแต่งด้วยการใส่สารปรุงรสหรือสารกันเสีย หรือสารอื่นใด รวมถึงแปรสภาพเป็นอาหาร ที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะหรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรม ที่มีการบรรจุอย่างมั่นคง จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นั่นเองครับ

สำหรับคนที่มีคำถามเรื่องการแปรรูปอาจจะเช็คเพิ่มเติมจาก คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 29/2535 เรื่อง การขายสัตว์ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตามมาตรา 81(1)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 1  การขายสัตว์ไม่มีชีวิต เนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ในราชอาณาจักรในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 

(1) การขายผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งเกิดจากการนำเนื้อสัตว์ ส่วนต่าง ๆของสัตว์ ไข่ และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ มาจัดทำโดยปรุงแต่งด้วยการใส่สารปรุงรสหรือสารกันเสีย หรือสารอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน และผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวยังคงลักษณะเป็นเนื้อสัตว์ ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ไข่ และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ที่อยู่ในสภาพสด หรืออยู่ในลักษณะที่รักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียในระหว่างขนส่ง หรืออยู่ในลักษณะที่รักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่ง ทั้งนี้ เฉพาะที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ผนึกในลักษณะมั่นคง 

(2) การขายน้ำมันที่สกัดจากสัตว์ ไม่ว่าจะมีสารปรุงรสหรือสารกันเสีย หรือสารอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันผสมอยู่ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ เฉพาะที่บรรจุกระป๋องภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ผนึกในลักษณะมั่นคง

(3) การขายน้ำนมจากสัตว์ที่ได้นำมาจัดทำหรือปรุงแต่งไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ และไม่ว่าจะบรรจุกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ผนึกในลักษณะมั่นคงหรือไม่แต่ไม่รวมถึงนมสดที่มิได้มีการปรุงแต่ง รสกลิ่น หรือสี

(4) การขายเนื้อสัตว์ ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม สัตว์ไม่มีชีวิต และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ ที่ได้แปรรูปหรือแปรสภาพเป็นอาหารหรือสินค้าอื่นที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) แล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าอาหารหรือสินค้าอื่นนั้นจะบรรจุกระป๋อง ภาชนะ หรือหีบห่อ ที่ผนึกในลักษณะมั่นคงหรือไม่

หรือลองดูแนวคำตอบเพิ่มเติมที่ขยายความไว้ตามข้อหารือที่ กค 0811/พ.4701 นี้ก็ได้ครับ

สินค้าตามมาตรา 81(1)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเป็นกรณีการขายสัตว์ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนมและวัตถุพลอยได้จากสัตว์ ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสด หรือรักษาสภาพไว้มิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่ง หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่ง แต่การขายสัตว์ดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีการนำสัตว์ดังกล่าวมาแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะหรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์อาหารจึงหมายถึงอาหารสำหรับคนเท่านั้น

อ้อ ต้องแยกเรื่องให้ดีด้วยนะครับ เพราะกรณีนี้เราคุยกันเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียว ส่วนเรื่องภาษีเงินได้ ต้องเสียอยู่แล้ว โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบของการทำธุรกิจครับว่าเป็นบุคคล หรือ นิติบุคคล

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม   

5 เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อหุ้นเพิ่มทุน MINT

MINT คือ ดาวเด่นหุ้นท่องเที่ยวและอาหารในตลาดหุ้นไทย

MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดเป็นผู้เล่นชั้นแนวหน้าด้านท่องเที่ยวและอาหารในตลาดหุ้นไทย ด้วยเป็นเจ้าของแบรนด์โรงแรมชั้นนำอย่างอนันตรา และแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังมากมาย เช่น Sizzler, Swensen’s และ Pizza Company โดย MINT ถือเป็นอีกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนระดับมหาศาลในตลาดหุ้นไทย จากมูลค่ากิจการหลักพันล้านในวันเก่ากระโดดขึ้นมาแตะมูลค่ากิจการหลักแสนล้านในวันนี้

COVID – 19 ทำให้ทุกอย่างลำบาก แต่กำลังจะผ่านไป

โรคระบาด COVID – 19 รอบนี้หนักหน่วงเกินกว่าที่หลายฝ่ายจินตนาการไว้ ทั้งเรื่องการจำกัดการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ การปิดห้างร้านชั่วคราว ทั้งหมดล้วนทำให้ธุรกิจสะดุด แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส หุ้น MINT ถือเป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ราคา 13.50 บาท เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะวิ่งกลับไปทำจุดสูงสุดที่ 26.25 บาท ในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงเกือบ 100% กับนักลงทุนหุ้น MINT บางส่วน

แต่ตอนนี้ MINT กำลังจะออกหุ้นเพิ่มทุนรอบใหม่

MINT ถือเป็นอีกหนึ่งกิจการในตลาดหุ้นที่มีการหาเงินทุนในการขยายกิจการอย่างสม่ำเสมอ อย่างที่ทราบกันดีว่า MINT ถือเป็นเจ้าพ่อในการควบรวมกิจการและขยายขนาดธุรกิจอย่างรวดเร็ว MINT หาเงินทุนหลายช่องทางอยู่สม่ำเสมอ และนี้จะเป็นอีกครั้งที่ MINT เพิ่มทุน ลงทุนศาสตร์จึงชวนทุกคนมาดูเรื่องสำคัญ 5 อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ MINT กัน

1. การท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัว

ทันทีที่รัฐบาลประกาศผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มโรคระบาดในระดับที่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ และร้านอาหารเปิดได้อย่างอิสระ โรงแรมในเขตท่องเที่ยวที่ขับรถไปได้ถึงก็แทบจะระเบิด เพราะคนที่อัดอั้นกับการอยู่บ้านมานานเริ่มออกมาเที่ยว ดีมานต์ทุกโรงแรมและร้านอาหารในหัวหินแทบล้น นี่เป็นสัญลักษณ์สำคัญว่ากลุ่มท่องเที่ยวกำลังจะกลับมา พฤติกรรมของคนจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน การผ่อนคลายมากขึ้นจะส่งเสริมให้ธุรกิจโรงแรมเติบโต

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในไทย แต่ทั่วภูมิภาคเอเชียก็มีสัญญาณแง่ดีแบบนี้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมไปถึงการพิจารณาเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ปราศจากโรคระบาดกลับมาท่องเที่ยวซึ่งกันและกันได้อีกครั้ง พายุร้ายกำลังจะพัดผ่านไป หากไม่มีการระบาดซ้ำเติมรุนแรง นี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าจุดต่ำสุดของภาคท่องเที่ยวได้ผ่านไปแล้ว อย่างน้อยทุกประเทศก็เรียนรู้การรับมือกับโรคร้ายได้ดีกว่าก่อนหน้านี้มาก

แต่ในส่วนของภูมิภาคยุโรปก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน ประเทศฝั่งยุโรปก็เริ่มผ่อนปรนมาตรการกันลงมาบ้างแล้ว อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสเปนกลับมาเปิดประเทศ MINT มีธุรกิจโรงแรมเครือใหญ่ คือ NHH อยู่ที่ยุโรป จุดเด่นคือเน้นกลุ่มลูกค้าภายในประเทศและประเทศใกล้เคียง นั่นคือลูกค้ากลุ่มแรกที่คาดว่าจะกลับมาหลังวิกฤต COVID – 19 เริ่มฟื้นตัว

2. ร้านอาหารไมเนอร์พร้อมรับวิกฤตอยู่แล้ว

หากเทียบกับความสามารถด้านการส่งอาหารถึงบ้าน เครือ MINT เป็นถึงผู้บุกเบิกของประเทศไทย เพราะระบบเดลิเวอรี่ในเครือ 1112 ถูกใช้งานมาก่อนแพลตฟอร์มอื่นเป็นสิบปี เมื่อวิกฤตการปิดหน้าร้านมาถึง MINT จึงสามารถรับมือได้อย่างรวดเร็ว อัตรากำไรขั้นต้นก็ไม่จำเป็นต้องเสียให้กับคนกลางเมื่อทำการส่งด้วยตนเอง แถมการที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้มานาน แบรนด์ในเครือ 1112 ก็กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อต้องการสั่งอาหารมากินที่บ้าน

และเมื่อกลับมาเปิดร้านอาหารได้ MINT ก็ปรับตัวได้อย่างว่องไว ทุกมาตรการตอบสนองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการได้เป็นอย่างดี อย่างสลัด Sizzler ที่มีพนักงานตักให้ก็กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียจนหลายคนต้องไปลองใช้บริการด้วยตนเอง แม้จะสะดุดไปบ้าง แต่ก็ลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การกลับมาทำธุรกิจได้ตามปรกติหลังเปิดห้างสรรพสินค้า กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ความแข็งแกร่งของร้านอาหารในเครือไมเนอร์ได้เป็นอย่างดี

3. ความทนทานต่อวิกฤตของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน

นี่ไม่ใช่วิกฤตแรกของ MINT และก็จะไม่ใช่วิกฤตสุดท้ายด้วยเช่นกัน ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตหนัก ๆ ด้านการท่องเที่ยวมาแล้วหลายครั้ง และ MINT ก็กลับมาได้ทุกครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหา องค์กรจะได้เรียนรู้เรื่องการจัดการภายในในช่วงวิกฤตได้เป็นอย่างดี

เมื่อวิกฤต COVID – 19 มาถึง MINT เองก็ขยับตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางรายการออก รวมไปถึงต่อรองลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลง อย่างเช่นค่าเช่าสถานที่ ผลที่เกิดขึ้น คือ MINT สามารถลดต้นทุนบางส่วนได้สูงถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

4. หุ้นเพิ่มทุนกำลังจะมาแล้ว

MINT ต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน ด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 716 ล้านหุ้น ในอัตราไม่ต่ำกว่า 6.45 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุนใหม่ โดยคาดว่าจะได้รับเงิน 1 หมื่นล้านบาท และการออกหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุน หรือ Perpetual Bond อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเป็นการระดมเงินได้รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท MINT จะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลงมาอยู่ที่ระดับ 1.3 เท่าได้ภายในปีนี้

5. พิเศษ MINT – W7 สำหรับผู้ถือหุ้น

นอกจากการออกหุ้นเพิ่มทุนแล้ว บริษัทยังจะมีการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือ MINT – W7 ให้กับนักลงทุนเดิมด้วย โดยอัตราส่วนคือ 17 หุ้นเดิมต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ บริษัทได้รับประโยชน์คือคาดว่าจะได้รับเงินอีก 5,000 ล้านบาท ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนนักลงทุนเองก็สามารถเลือกได้ว่าจะถือไว้เพื่อใช้สิทธิเพิ่มทุน หรือจะนำไปขายในตลาดรองอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ได้ มีเวลาคิดอีกประมาณ 3 ปี

MINT คือ หุ้นแข็งแกร่งตัวหนึ่งในตลาดหุ้นไทย

ประเด็นนี้พิสูจน์มาแล้วอย่างมากในผลประกอบการที่ผ่านมาในอดีต เมื่อประสบวิกฤต MINT เคลื่อนไหวและปรับตัวได้ไวเสมอ การระดมทุนเพิ่มถือเป็นการสร้างโอกาสให้ธุรกิจฟื้นจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่ง นักลงทุนที่สนใจสามารถพิจารณาประเด็นนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนเพิ่มทุนได้ ทั้งผู้ถือหุ้นเดิมที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือนักลงทุนรายใหม่ที่จะเข้าซื้อหุ้นเพื่อรับสิทธิทั้งซื้อหุ้นเพิ่มทุนและใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญในเวลาเดียวกัน

ท้องฟ้าเริ่มเปิดแล้ว นี่อาจจะเป็นเวลาที่ภาคท่องเที่ยวและการบริโภคจะกลับมา

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนให้ดีอย่ามองข้าม “คุณภาพ” และ “คุณธรรม”

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่านครับ หลังจากที่สถาณการณ์โดยรวมของ COVID-19 ในบ้านเรานั้นกำลังจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การลงทุนตลอดช่วงที่ผ่านมาก็ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นมาได้บ้าง ตามความหวัง ความมั่นใจ และ เงินที่สะพัดจากทั่วโลกในขณะนี้แต่ก็แน่นอนครับว่าการปรับตัวขึ้นมาของตลาดหุ้นเองก็มีความผันผวนไม่น้อยเลยในระหว่างทางที่ผ่านมา

ในช่วงนี้จึงมีคำถามเข้ามาหลังไมค์ในเพจคลินิกกองทุนนี้เสมอ ๆ ว่า จะลงทุนในช่วงที่มีความผันผวนช่วงนี้ได้อย่างไรบ้าง ? หุ้นจะไปต่อไหม ? หรือว่าหยุดลงทุนไปก่อน ? ขายทำกำไรดีไหม ? หรือว่าให้ทยอยลงทุนได้ ? ซึ่งคำถามนี้ ผมคิดว่า ผมตอบได้ทันทีเลยครับว่า “ไม่รู้สิครับ !!” อ้าว….

ใช่ครับ ผมคิดว่ากูรูคนไหน ๆ เองก็ตอบไม่ได้อย่างชัดเจนหรอกครับว่า ภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ถ้าตอบได้น่าจะเป็นหมอดูมากกว่ากูรู หรือนักลงทุนแน่ ๆ ครับ

แต่สิ่งที่นักลงทุนควรทำในช่วงเวลาแบบนี้ก็คือ การเข้าใจพื้นฐานของบริษัทที่เราลงทุน หรือ เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้ดี และมองให้เห็นเนื้อแท้ของการลงทุนหุ้นในระยะยาวมากกว่าไปเก็งว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เพราะว่าการลงทุนนั้นไม่ใช่การเกมส์ระยะสั้น แต่เป็นเกมส์ที่มีลักษณะเหมือนกับการวิ่งมาราธอน

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนระยะยาว ก็คือมูลค่าแท้จริงของกิจการนั่นเองครับ ต่อให้ระหว่างทางจะมีเงินมากจากต่างชาติ หรือมีแรงซื้อ แรงขายเข้ามามากเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว ราคาหุ้นก็จะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าใกล้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น ๆ ครับ

รวมไปถึง “คุณภาพ” ของหุ้น หรือของกิจการเองก็เป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากบริษัทที่ดี มีคุณภาพนั้น ต่อให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่บริษัทมีผู้บริหารที่ดี และรวมถึงมีกลยุทธ์ที่ดี ก็สามารถที่จะเติบโตได้แม้ในยามที่เกิดวิกฤตนั่นเองครับ

พอพูดถึงเรื่องของ “คุณภาพ” ขึ้นมาทีไร ผมเชื่อว่านักลงทุนที่ติดตามเพจคลินิกกองทุน แห่งนี้จะนึกถึง บลจ. นึงอยู่เสมอ ๆ ครับนั่นก็คือ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ที่มีปรัชญาในการลงทุน หรือ investment philosophy ที่หนักแน่นมาโดยตลอด คือการลงทุนที่เน้นเรื่องของ คุณภาพ ต้องมาก่อนเสมอ

โดยที่แนวทางการลงทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด จะเน้นการเลือกหุ้นแบบ bottom up หรือ โดยจะทำการเข้าไปศึกษาบริษัท ฯ ที่น่าลงทุน ดูรายละเอียด งบการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน ภาพรวมธุรกิจ และเลือกหุ้นด้วยความมั่นใจว่าจะมีการเติบโตของตัวบริษัท ฯ พร้อมกับการทำกำไรที่แข็งแกร่งได้ในระยะยาว พยายามคัดเลือกบริษัท ที่หลาย ๆ คนยังไม่เห็นโอกาสการเติบโตในระยะยาวออกมาจากตลาดหุ้นที่มีความผันผวน

ส่วนสไตล์การซื้อหุ้น หรือ การปรับเปลี่ยนหุ้นเพื่อการลงทุน ก็จะเป็นแบบ Buy and Hold คือ เมื่อเลือกหุ้นที่น่าสนใจตามแบบฉบับ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด เป็นที่เรียบร้อย ก็จะถือระยะยาว ไม่ค่อยขายปรับมีการปรับสัดส่วนหุ้นในกองทุน หากไม่จำเป็น หรือ พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไป ถึงขนาดที่หุ้นบางตัว บลจ. นี้ถือกันเป็น 10 ปีเลย ส่วนผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนในสไตล์แบบนี้ก็ทำได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ

และในลำดับถัดมาก็คือ การเน้นการลงทุนแบบที่มี “คุณธรรม” อีกด้วย หรือถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดมากขึ้นก็คือ ทางบลจ. จะเน้นลงทุนในบริษัทที่มี ESG ครับ

บริษัทที่มี ESG ก็คือ กองทุนที่ไปลงทุนในบริษัทที่มีการจัดการที่ดีใน 3 เรื่องนี้ครับ คือ

  1. เป็นบริษัทที่มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (Environmental) เช่นเป็นบริษัทที่สามารถลดมลพิษในการผลิตสินค้าต่าง ๆ ได้ ใช้พลังานอย่างคุ้มค่า มีการกำจัดของเสียอย่างเป็นระบบ ฯลฯ
  2. เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Soical) ยกตัวอย่างเช่น เป็นบริษัทที่มีการจ้างงานทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และ ผู้สูงอายุตามสัดส่วน ไม่กีดกันคนด้วยความอาวุโส หรือเพศสภาพแต่ดูที่ความสามารถ และให้พนักงานได้ช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส มีการจูงใจให้พนักงานทำความดีต่อสังคม หรือให้คนในสังคมรอบ ๆ โรงงานต่าง ๆ มาช่วยงานในโรงงานนั้น และ ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้อยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคม และการทำงานของพนักงานดีขึ้น
  3. เป็นบริษัทที่มีการจัดการ และ ธรรมาภิบาลที่ดี (Governance) เช่น มีการจัดโครงสร้างของบริษัทที่ดีเพื่อลดการขัดผลประโยชน์ หรือ Conflife of interrest ของผู้บริหาร มีคนคอยตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารอย่างถูกต้อง มีกระบวนการตรวจขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เพื่อลดการคอรัปชั่นของบริษัทลง ฯลฯ 

ซึ่งถ้าหากบริษัทไหนที่เข้าเกณฑ์ใน 3 ข้อนี้ แล้วละก็บริษัทนั้นจะมีโอกาสมีความยั่งยืนในด้านธุรกิจ และเป็นบริษัทที่มีโอกาสเติบโต รวมไปถึงได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจนั้น ๆ มีความยั่งยืนนั่นเองครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถ้าบริษัทมีการจัดการเป็นอย่างดี โอกาสที่จะเกิดเรื่องเสื่อมเสีย และ การฟ้องร้องต่าง ๆ ก็จะลดลง ค่าใช้จ่ายค่าปรับต่าง ๆ ก็จะลดลงครับ เพราะว่าถ้ามีเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา และโดนค่าปรับไปหลายพันล้านแบบนี้ บริษทเองก็จะเสียทั้งเงิน เสียชื่อเสียงที่มี และเสียทั้งลูกค้าไปด้วยครับ

เรียกได้ว่า ESG เป็นหัวใจของการทำธุรกิจในยุคสมัยใหม่ เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของผลตอบแทนนั้น ทาง MorningStar เองก็เคยเก็บสถิติ รวมถึงมีการให้คะแนนหุ้นในกลุ่ม ESG ด้วย และพบว่าการที่กองทุนหุ้นได้ลงทุนกับหุ้นที่มี ESG แล้วละก็ มีโอกาสได้การจัดอันดับของดาวที่สูงกกว่ากองทุนทั่วไป นั่นก็หมายถึงโอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีก็มีมากขึ้นนั่นเองครับ

เราอาจจะเคยได้ยินเพลง “ได้อย่าง……ก็ต้องเสียอย่าง” ของพี่ป้อม พี่โต๊ะ อัสนี-วสันต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนคนเราก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเท่านั้น แต่การลงทุนผ่านกองทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ให้ได้ทั้ง คุณภาพ และ คุณธรรม ที่ลงทุนระยะยาวแล้วได้ความสบายใจ พร้อมกับผลอบแทนครับ

นอกจากนี้ทีมงานกองทุนรวมทุกกองทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด จะคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังโดยอิงจากการวิเคราะห์ของทาง บลจ. เอง ที่เน้นการลงทุนในระยะยาว วิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง โดยมีทีมงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในกว่า 40 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก ช่วยบริหารอยู่อีกด้วยครับ

และขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อการลงทุนอีกขั้นก็คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรที่ทางบลจ. ได้ลงทุนอย่างเข้าใจ โดยทางบลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด จะเข้าหาบริษัทต่างๆ เพื่อที่จะเยี่ยมชมกิจการ และ ทำความเข้าใจกับการพัฒนาธุรกิจของบริษัทต่าง ๆ ที่ลงทุนอยู่ เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าการลงทุนให้กับนักลงทุนอย่างพวกเรานั่นเองครับ

ตลาดมักจะมองข้ามความมั่นคงจากผลตอบแทนของบริษัทที่มีคุณภาพไป การลงทุนอย่างมีคุณภาพสามารถลดความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอน และได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องแม้จะเจอสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิดก็ตาม

ซึ่งนักลงทุนที่ดีควรทำความเข้าใจพื้นฐาน และ คุณภาพของหุ้นมากว่าการลงทุนแบบฟังตาม ๆ กันมา เนื่องจากเราไม่ใช่นักเก็งกำไร ดังนั้นถ้าเราจะลงทุนในกองทุนสักกองทุนต่อเนื่องในระยะยาว เราก็ควรที่จะเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เวลาถือกองทุนไปยาว ๆ แล้วจะได้ไม่ต้องตื่นเต้นกับความผันผวนครับ

ผมเชื่อว่าถ้านักลงทุนเป็นคนที่ชอบสไตล์การลงทุนแบบ ได้หุ้นพื้นฐานดี ระยะยาวมีการเติบโตได้ ไม่ชอบการซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น ของผู้จัดการกองทุนแต่รักการซื้อแล้วถือยาวแบบนี้แล้ว

กองทุน ABTESSF & ABTESSFX ถือว่าเป็นคำตอบ

ของผู้ที่กำลังจะหากองทุน SSF/SSFX เพื่อลงทุน และได้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอย่างสบายใจในช่วงเวลา 10 ปีจากนี้ไป

และยิ่งในเดือนสุดท้ายของกองทุน SSFX ที่ได้สิทธิพิเศษมาก ๆ คือ นำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ 2 แสนบาท โดยที่ไม่ขึ้นกับสัดส่วนของรายได้เหมือนกับกองทุน SSF ปกติ

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ซื้อ ผมคิดว่ากองทุนของอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อย่าง ABTESSFX มีความน่าสนใจเพราะว่าการถือกองทุนยาว 10 ปีแบบนี้ การลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และคุณภาพที่ดีของหุ้นค่อนข้างจะมีความสำคัญมาก ๆ และ ผลตอบแทนย้อนหลังของแนวคิดการลงทุนแบบ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีเลยครับ

โดยสรุป ลงทุนในยุคที่รายจ่ายทางภาษีเยอะ ๆ แบบนี้ต้องเป็นกองทุนที่ดี “มีคุณภาพ” และ “คุณธรรม” ไปพร้อม ๆ กันจะได้ลดภาษีอย่างยั่งยืน และ สบายใจในการลงทุนครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับกองทุนที่ผม “หมอนัท” ได้หยิบมาพูดถึงกัน ในครั้งหน้าผมจะรีวิวกองทุนไหนอีก ก็สามารถติดตามกันได้ครับ

วันนี้ผมขอลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนในกองทุนรวม และลดหย่อนภาษีได้อย่างที่ต้องการ แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน

คำเตือน: คำเตือน ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

บทความนี้เป็น Advertorial

ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยหลัง Covid-19 จะเป็นอย่างไร?

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ก็กลับมาพบกับคอลัมน์ aomMONEY Investment Confernce กันอีกแล้วนะครับ ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงกันในประเด็นของ “ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย หลัง Covid-19” เราต้องขอย้ำกันก่อนนะครับว่าสิ่งที่จะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ คือ เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหนแล้วและเข้าใจว่าในอนาคตมันมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

เพราะฉะนั้นวันนี้เราลองมาอ่านบทสัมภาษณ์จาก ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน ว่ามองอนาคตภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลัง Covid-19 เป็นอย่างไรบ้าง ไปอ่านกันได้เลยครับ

ในมุมมองของ SCB EIC ตอนนี้มองเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ (SCB EIC) : ผมคิดว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มี 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะมีนัยยะต่อเศรษฐกิจในช่วงปีนี้และปีหน้า

เหตุการณ์ที่ 1

คือ การแพร่ระบาดของ Covid ในช่วงมกราคม หรือ กุมภาพันธ์ เรายังมองว่ามันเป็นเรื่องในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในประเทศจีน จนมันไม่กี่สัปดาห์พอถึงมีนาคม ก็กลายเป็นว่าโรคนี้ระบาดไปทั่วโลก แต่ข่าวดีก็คือว่าหลายๆ ประเทศรวมถึงไทย ก็ดูเหมือนจะ Flatten The Curve ได้แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ ตัวนี้ก็เป็นจุดหนึ่งซึ่งจะต้องติดตามต่อไป จากเหตุการณ์ที่ 1 มันทำให้ภาพเศรษฐกิจโลกเองก็เปลี่ยนไปรวดเร็ว ตอนนี้ทาง EIC ให้ประมาณการเศรษฐกิจโลกติดลบประมาณ -3.8% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1930 ตั้งแต่ The Great Depression 

เหตุการณ์ที่ 2

คือความพยายามที่จะ Flatten The Curve ก็คือการ Lock Down ทั่วโลก จะเห็นได้ว่า วันที่ 21 มีนาคม ไทยเราเริ่มมีความเข้มข้น แล้วก็จะเห็นว่าความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มาประมาณช่วงหลังจากที่ Lock Down เริ่มคลาย จากข้อมูลจริงของไตรมาส 1 ที่ออกมาแล้ว จะพบว่า “ประเทศไหนที่ Lock Down เข้มข้นมาก GDP ก็จะติดลบเยอะ ของเราไตรมาสหนึ่ง -1.8% เพราะว่าไตรมาสหนึ่งเรา Lock Down จริงๆ แค่สัปดาห์สุดท้ายของมีนาคม แต่ว่ากระทบรุนแรงจะมาในไตรมาส 2” ซึ่งเราก็มองว่าในช่วงที่มีการ Lock Down พฤติกรรมผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนไป สินค้าที่จะขายดีก็จะเป็นสินค้าจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารเรื่องสุขภาพ รวมถึงการที่คนอยู่บ้านมากขึ้นก็คือเรื่องการสื่อสาร แต่ตัวสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น สินค้าที่เกี่ยวกับเรื่อง Face to Face นันทนาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร จะติดลบมาก 

ไตรมาส 1 ก็จะเห็นชัดเจนเลยว่าสินค้าที่ยังผลิตออกมาขายได้ค่อนข้างดีก็คือ สินค้าพวกยา อาหาร แต่ว่าถ้าเป็นสินค้าประเภทที่ไม่ได้จำเป็นนัก อย่างเช่นสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ เสื้อผ้านั้นติดลบเยอะมาก แต่มีข่าวดีครับ ถ้ามาดูข้อมูล Real Time แน่นอนต้องบอกก่อนว่า ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านสนามบินหลักก็ยังติดลบ ใกล้ๆ ติดลบ 100% สนามบินภายในประเทศ มีขยับขึ้นมาบ้างแต่ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ โรงแรมกระทบมาก อัตราการเข้าพักต่ำมาก 18% การเดินทางแม้แต่ในเมืองเองก็ลดลง แต่จุดที่เริ่มขยับดีขึ้น คือตัวเลขของ Apple Mobility Index ก็จะเห็นว่าเรื่องการขับรถก็เริ่มมีการขยับขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังต่ำกว่าเดิมค่อนข้างมาก ช่วงที่ผ่านมาคนอยู่บ้านมากขึ้นเทียบกับในอดีต แต่ช่วงหลังที่กลับมาดีคือร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา กลับมาใกล้เคียงกับตอนก่อนเกิดวิกฤตแล้ว แต่การเดินทางของเรายังต่ำกว่าเดิมถึงประมาณ 40%

เหตุการณ์ที่ 3

เหตุการณ์สุดท้ายที่อยากจะเน้นย้ำ ก็คือ เหตุการณ์มาตรการความช่วยเหลือของภาครัฐ ทั้งไทยและของทางโลกออกมาขนาดใหญ่มาก แล้วก็มีหลายๆ แนวคิดเป็นความคิดนอกกรอบ การอัดฉีดเม็ดเงินการคลั ของญี่ปุ่น คิดเป็น 20% ของ GDP ของใช้ที่ออกมา 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 6.3% ของ GDP ซึ่งถือว่าใหญ่มาก ส่วนมาตรการของการเป็นแบงค์ชาติเองก็น่าสนใจ มีมาตรการที่นอกกรอบออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็น การเข้าไปซื้อสินทรัพย์ แบงค์ชาติก็ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ช่วยดูแลเรื่อง Yield ไม่ให้ผันผวนเกินไป มีมาตรการเจาะเฉพาะ SME Soft Loan 5 แสนล้านบาท มีมาตรการที่เข้าไปช่วยดูแลตลาด Money Market fund นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการพักหนี้ให้ลูกค้ารายย่อย ให้ SME มีมาตรการลดค่าธรรมเนียมสำหรับ FIDF จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดดอกเบี้ยลงไปได้อีก

นี่เป็นมาตรการต่างๆ ที่มีส่วนช่วยเศรษฐกิจ จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้พอออกมาจากธนาคารทั่วโลก หุ้นที่เคยตกลงไปประมาณ 30% ของสหรัฐเรียกว่า Bear Market ช่วงเดือนกว่าๆก็แล้วฟื้นตัวขึ้นมา ของไทยก็เช่นเดียวกัน ดัชนี Set ของเราตกไป 30% ตอนนี้ก็อาจจะฟื้นขึ้นมาซัก 20%

ถามว่าทำไมหุ้นถึงปรับตัวดีขึ้น แปลว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้วหรือยัง คงไม่ใช่ เพราะว่าปกติตลาดหุ้นจะเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง แล้วนอกจากนั้นก็คือเรื่องสภาพคล่องที่ธนาคารกลางอัดฉีดมาก็ช่วยทำให้ Sentiment ดีขึ้น ถ้ามาดู Earning จริงๆ ยังปรับลงอยู่ อันนี้ก็สะท้อนว่ามาตรการก็ออกมาช่วย ในเรื่อง Sentiment ได้ระดับหนึ่ง

สุดท้ายสำหรับ 3 เหตุการณ์ที่อยากจะทิ้งไว้ว่า แน่นอนว่ามันมีส่วนที่ดีของมาตรการ แต่ส่วนที่จะเป็นผลกระทบในระยะต่อไปก็คือ ในเรื่องของหนี้สาธารณะ “หลายๆ ประเทศหนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้นเยอะหลังจากนี้ ของไทยเอง EIC ประมาณว่าก่อนเกิดวิกฤติจะอยู่ประมาณ 43% ของ GDP หลังจากจบ Covid สิ้นปีหน้า อาจจะขึ้นไปถึงประมาณ 56-57% ของ GDP” ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีว่าเรามี  Quality  Room ในการอัดฉีด หรือว่าบางประเทศเขาไม่มี Room เท่าเรา ก็สะท้อนข้อดีของการที่เราเก็บสะสมความยืดหยุ่นไว้ แต่ในอนาคตข้างหน้าความยืดหยุ่นนี้ก็อาจจะน้อยลง

วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 40 กับ วิกฤต Covid-19 แตกต่างกันไหม?

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ (SCB EIC) : ค่อนข้างแตกต่าง GDP  ช่วงปี 97 ติดลบประมาณ 2.8% ปี 98 ติดลบประมาณ 7.6% หลังจากนั้นเราไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจแรงๆ แม้แต่ปี 2008 เองที่มีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ของเราก็ลงไปนิดหน่อยไม่ได้ติดลบมาก เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานเราค่อนข้างเข้มแข็งในช่วงนั้น แต่ของปีนี้ ตอนนี้ EIC มองไว้ที่ -5.6% ของปีนี้ แล้วปีหน้าอาจจะกลับมาเป็นบวกได้ แต่ต้องเรียนว่า Downside Risk ยังมีอยู่ค่อนข้างเยอะ ต้องติดตามให้ต่อเนื่อง

ที่นี้มันมีมิติอะไรบ้าง ที่สามารถเปรียบเทียบกันได้?

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ (SCB EIC) : ต้นตอของปัญหาต่างกัน วิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 มันเกิดจากภาคการเงินเป็นหลัก เพราะว่ามีปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้น ฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ นโยบายค่าเงินคงที่ที่ทำให้ทำให้เกิดหนี้ต่างประเทศสูง พอเกิดวิกฤตขึ้นมา ลอยค่าเงินบาทในเดือนกรกฎาคม ปี 97 ก็เกิดเป็น Negative  Demand Shock ขนาดใหญ่ แต่ผลกระทบจริงๆ มันกระจุกอยู่แค่ในโซนเอเชีย ส่วนอย่างอื่นยังเติบโตได้ดีอยู่ แต่รอบนี้มันต่าง เพราะมันเกิดขึ้นด้วยโรคระบาด  แล้วมันก็ Shock เข้าไปที่เศรษฐกิจจริงเลย ทำให้เกิดทั้ง Supply Shock และ Demand Shock พร้อมๆ กัน และก็เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลกพร้อมกัน

เมื่อกี้เราเรียนไปแล้วว่าระดับ GDP ในปี 98 ติดลบมากสุด -7.6% ตอนนี้เราอาจจะมองอยู่ที่ -5.6% แต่ต้องเรียนว่า  EIC กำลังจะปรับประมาณการณ์ สิ้นเดือนนี้เรากำลังจะออกประมาณการณ์ใหม่ ซึ่งต้องเรียนว่าแนวโน้มเป็นการปรับลง ยังมี Downside Risk อยู่พอสมควร

เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรอบต้มยำกุ้งส่วนใหญ่ จะกระจุกตัวอยู่ในภาคอสังหาฯ ภาคก่อสร้าง ภาคการเงิน และส่วนมากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ตอนนั้นยังมีภาคเกษตรเป็นตัว Buffer ให้เรา คนตกงานก็กลับไปอยู่ภาคเกษตรซึ่งตอนนั้นก็ยังไปได้ค่อนข้างดี แต่รอบนี้ผลกระทบมันจะกว้างกว่าเยอะ เนื่องจากมันมีเรื่อง Lock Down ด้วย แล้วก็กระทบกับเรื่องการท่องเที่ยว การส่งออก โดยเฉพาะ SME รอบนี้ผมว่ารายใหญ่อาจจะกระทบน้อยกว่า SME  เพราะ SME มีสายป่านสั้นกว่า แล้วถ้าเกิดเจอ Shock เข้าไปเรื่องรายได้ติดต่อกันหลายเดือน

แล้วที่สำคัญภัยแล้งทำให้ภาคเกษตรก็ติดลบด้วย ถ้าถามความรู้สึกของประชาชนทั่วไปรอบนี้จะหนักกว่า ถึงแม้ว่าตัวเลขต้มยำกุ้งอาจจะดูรุนแรงกว่า ผลกระทบสูงสุด อย่างที่เรียนไปแล้ว ต้มยำกุ้งอาจจะใช้เวลานานหน่อย กรกฎาคม ปี 40  เกิดการลอยตัวค่าเงินบาท แล้วไปพีคต่ำสุดจริงๆ ที่ประมาณไตรมาส 2 ของปีถัดไปปี 41

แต่รอบนี้ผลกระทบออกมาทันที ตอนนี้เราคิดว่าจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ในไตรมาส 2 แล้วก็หวังว่าจะค่อยๆปรับขึ้นแต่อย่างช้าๆ แล้วก็หวังว่าจะไม่มี  Second Round , Third Round ของ Covid ถ้าไม่มีก็ถือว่าไตรมาส 2 จะต่ำสุด

ส่วนการฟื้นตัวรอบนี้ จริงๆ แล้วโรคระบาดที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็น V-Shape พอคอนโทรลได้เร็วทุกอย่างมันกลับเป็นเหมือนเดิม แต่ Covid  นี้มันต่าง Covid ต่างจาก SARS ที่ SARS ติดต่อยาก อัตราการตายสูง แต่ Covid  อัตราการตายไม่สูง แต่ติดต่อง่ายมาก ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน การฟื้นตัวก็ไม่น่าจะเป็น V-Shape อันนี้คือความแตกต่างระหว่าง Covid กับต้มยำกุ้ง

ภาพรวมในอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ (SCB EIC) : ผมคิดว่าจุดสำคัญมีอยู่ 3 เรื่อง ก็คือ 

1. เรื่องการท่องเที่ยว

เพราะว่า อย่างที่ทราบดีเราพึ่งพาการท่องเที่ยวมาก ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 12% ของ GDP  ถ้ารวมของไทยด้วยก็เกือบๆ 20% ของ GDP ตอนนี้ EIC มองว่า ใน Best Case นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากตอนนี้ติดลบอยู่ 100% ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวทั้งปีในปีที่แล้วอยู่ที่ 40 ล้าน ปีนี้อาจจะอยู่ประมาณ 13 ล้าน แล้วอย่างที่เรียนเบื้องต้น เรากำลังจะปรับประมาณการอยู่ว่า Downside Risk อาจจะทำให้ตัวประมาณการนี้ถูกปรับลงอีกเล็กน้อย

ภาคการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นเร็วแค่ไหน ผมว่าปัจจัยที่สำคัญก็คือ เรื่องของวัคซีน ถ้ามีวัคซีนจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว แต่ถ้าวัคซีนมาช้า มันก็จะยืดออกไป ตอนนี้เรามองอยู่ประมาณไตรมาส 2-3 ปีหน้า ในการที่จะค้นพบวัคซีน ก็อาจจะกินเวลาไปถึงปี 2022 ดังนั้นเรามองว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศ กว่าจะกลับเข้ามาเท่ากับปี 2019 อาจต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ปี

2. การส่งออก

จริงๆ ตัวเลขไตรมาส 1 ส่งออกเรายังเป็นบวก แต่เมื่อวาน (22/5/63) ตัวเลขออกมาที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ จริงๆ ถ้าฟังข่าวผิวเผินเมื่อวานก็ยังเป็นบวก ข่าวบอกว่าบวก 2% แต่จริงๆ ถ้าหักทองคำและอาวุธ ถ้าหัก 2 ตัวนี้ออก ต้องบอกว่าเดือนเมษายนเริ่มแสดงอาการชัดเจน -13.4% บางตัวอย่างรถยนต์ติดลบประมาณ -53% นี่คือภาพส่งออก ซึ่งเราก็คิดว่าไตรมาส 2 น่าจะหดตัวต่อเนื่อง  ตามทั้งเรื่อง Supply Disruption แล้วก็ Lock Down ของต่างประเทศทำให้ Demand ลดลงด้วย

3. การใช้จ่ายภาคเอกชน

ต้องบอกว่าถึงแม้ Lock Down จะผ่อนคลายแล้ว แต่ EIC ยังมองว่า การฟื้นตัวของการใช้จ่าย ยังจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ  เพราะว่าถ้าไปดูปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดเรื่องการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงาน ก็จะค่อนข้างชะลอตัวบ้าง จะมีคนตกงานจำนวนมากประมาณ 3-5 ล้านคน เรื่องกันชนทางการเงิน เราก็ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องนี้ Sentiment ก็คือ Consumer  Confidence  Index ตอนนี้ก็ต่ำที่สุดตั้งแต่ไปเก็บข้อมูลมาในปี 1999

วันนี้ถ้าคนยังไม่มั่นใจ ก็น่าจะยังชะลอการใช้จ่าย อาจจะมีการออมเพิ่มขึ้น เผื่อไว้เพราะมีความไม่แน่นอน ตัวสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องตลาดทุน หุ้นตกไปทำให้มูลค่าของ Set หายไปประมาณ 2.6 ล้านๆ บาท ถ้าหักส่วนของนักลงทุนต่างประเทศไป ก็ทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนหายไป 2 ล้านล้าน

จุดแข็งและจุดอ่อนที่เราต้องรีบปรับสำหรับอนาคตกับเศรษฐกิจแบบนี้?

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ (SCB EIC) :  

จุดแข็ง

1) ระบบการแพทย์เราดี 

2) โครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี ที่เอื้อต่อเรื่องออนไลน์ Activity ต่างๆ เรามีความพร้อม 

3) หนี้สาธารณะที่ต่ำทำให้เรากระตุ้นเศรษฐกิจได้ 

4) ธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้มีความเข้มแข็ง สามารถช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ 

5) บริษัทขนาดใหญ่มีความมั่นคงดี 

แต่จุดอ่อนที่ชี้ให้เห็นคือ

1) เราพึ่งพาการท่องเที่ยวเยอะ 

2) โครงสร้างการจ้างงานของประเทศไทย แรงงานส่วนใหญ่กระจุกอยู่ใน 4 Sector ซึ่งค่าแรงโดยเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ แล้วก็ได้รับผลกระทบจาก Covid ค่อนข้างเยอะ แล้วก็เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการตกงานหรือรายได้สูญเสียค่อนข้างเยอะ  

3) ตลาดแรงงานเราค่อนข้างอ่อนแอมาก่อนหน้าแล้ว จำนวนชั่วโมงการทำงานลดลงต่อเนื่อง แล้วค่าแรงค่อนข้าง Flat มาหลายปี 

4) สถานการณ์การเงินของภาคครัวเรือน ตอนนี้มีอยู่ 72% ของครัวเรือนไทยที่ทรัพย์สินทางการเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายอยู่ 3 เดือน คือแปลว่า ถ้ารายได้ขาดไป 3 เดือน ก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก 

สุดท้าย 5) ธุรกิจค้าปลีก SME ตอนนี้เราเห็นสัญญาณการปิดกิจการเร่งตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว NPL รายย่อยเขาจะสูงกว่ารายใหญ่ อันนี้ก็เป็นจุดอ่อนต่างๆ ที่เราต้องรับมือกัน 

สุดท้าย ผมคิดว่าทุกวิกฤตเป็นโอกาส ถ้าเราสามารถเตรียมพร้อม ดูในเรื่องสภาพคล่องให้ดี แล้วอย่าลืมปรับตัวก่อน New Normal ที่เกิดขึ้นแน่ๆ ลงทุนใน Digital Technology ตอนนี้ก็เป็นจังหวะที่ต้องแบ่งปันกันเยอะๆ แบ่งปันเงินทอง สิ่งของ ความรู้ ที่สำคัญแบ่งปันน้ำใจและรอยยิ้ม เป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ

และนี่คือบทสัมภาษณ์ จาก จาก ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน aomMONEY เชื่อว่าเพื่อนๆ น่าจะได้รับข้อมูลดีๆ กันไปเยอะเลยใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมุมมองเศรษฐกิจจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความเหมือนและความต่างของทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งกับวิกฤต Covid ในปัจจุบัน

สุดท้ายแล้ววิกฤตก็ต้องผ่านพ้นไป 

อย่าลืมแบ่งปันน้ำใจและรอยยิ้มให้กันนะครับ 🙂

https://youtube.com/watch?v=9iBNDHAbYHg%3Fwmode%3Dopaque

“ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย หลัง Covid-19”

โดย ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ 

ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) 

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

สรรพากรลดอัตราภาษีจาก 3% เหลือ 1.5% แต่หัก 3% แบบเดิมได้ไหม?

สรรพากรประกาศลดอัตราภาษีจาก 3% เหลือ 1.5%  แต่อยากจะหักในอัตรา 3% แบบเดิมได้ไหม ? เพราะว่าสะดวกแบบนี้มากกว่า 

เป็นหนึ่งคำถามที่น่าสนใจสำหรับกรณีนี้ เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการภาษีที่กรมสรรพากรออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีสภาพคล่องมากขึ้นนั่นเองครับ ซึ่งถ้าใครยังไม่เข้าใจหลักการนี้ พรี่หนอมแนะนำให้ลองดูคลิปด้านล่างก่อนครับผม

ทีนี้มาถึงคำตอบของคำถาม ขอตอบสั้นๆ ก่อนว่า “ได้ครับ” เพราะว่าการหักนี้ เป็นการหักในอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามหักเกินไว้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้รับเงินหรือคนที่ถูกหักเขายอมหรือเปล่า?)

เพราะในทางปฎิบัติการหักไว้เกินกำหนด มักจะไม่ปัญหา เพราะว่าเอาไปใช้ได้อยู่ดีตอนยื่นภาษีเงินได้ปลายปี แต่ปัญหาจะตกอยู่กับผู้รับเงินแทน เพราะจะได้รับเงินน้อยลงกว่าเก่า เนื่องจากส่วนที่หักภาษีมากเกินไปนั่นเอง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ แบบนี้ครับ สมมติว่านายบักหนอมมีรายได้จากการรับจ้างทำของจำนวน 10,000 บาท ต้องถูกหักไว้ 1.5% คือ 150 บาท แต่คนจ่ายเงินขี้เกียจขอหักไป 300 บาท 

เงินที่นายบักหนอมได้รับนั้นจะลดลงจาก 9,850 บาท เป็น 9,700 บาท ดังนั้น นายบักหนอมได้เงินจากผู้ว่าจ้างน้อยลง

แต่เดี๋ยวก่อน!! คำว่าเงินน้อยลง ไม่ได้แปลว่า รายได้น้อยลงนะ เพราะรายได้นายบักหนอมยังเท่าเดิม คือ 10,000 บาท แต่ถูกหักภาษีไว้มากขึ้นแค่นั้นเองครับ ซึ่งอย่างที่บอกไปครับ ภาษีที่หักไว้มากขึ้นตรงนี้เมื่อเอารายได้ทั้งปีไปคำนวณภาษี ออกมาได้เท่าไร ก็ยังใช้หักได้เหมือนเดิมนั่นเอง

สมมติต่ออีกสักนิด ถ้ากรณีนี้ คำนวณมาแล้ว พบว่านายบักหนอมต้องเสียภาษี 1,000 บาท ถ้าหัก 1.5% ไว้คือมีภาษีถูกหักไว้ล่วงหน้าจำนวน 150 บาท ก็ต้องจ่ายภาษีที่เหลือ 850 บาท แต่ถ้าหัก 3% ย่อมแปลว่าถูกหักภาษีไว้ล่วงหน้า 300 บาทก็ต้องจ่ายภาษีที่เหลือ 700 บาทนั่นเอง แต่ภาษีที่ต้องเสียมันก็คือ 1,000 บาทเหมือนเดิมนี่แหละครับผม

สรุปอีกทีว่า การทำแบบนี้ ไม่ได้เสียภาษีมากขึ้น หรือว่าเสียภาษีน้อยลง แต่มันคือการหักภาษีไว้มากกว่าที่กฎหมายกำหนดนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ขายของออนไลน์ อยากจะยื่นภาษีให้ถูกต้อง ทำอย่างไรดี?

ขายของออนไลน์ อยากจะยื่นภาษีให้ถูกต้อง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี? อยากแนะนำให้เริ่มต้นจากบทความตอบคำถามภาษีเป็นภาษาคนในตอนนี้ครับ

เรื่องของเรื่อง คือ มีคำถามสอบถามมาทางแฟนเพจ TAXBugnoms ว่า ทำธุรกิจขายของออนไลน์พวกเสื้อ หมวก กระเป๋า มีรายได้อยู่ที่ 1,500,000 บาทต่อปี แบบนี้จะต้องเสียภาษีแบบไหนยังไงบ้าง ? 

หลักการคิด คือ รูปแบบของธุรกิจคือแบบไหน อย่างกรณีที่ตั้งคำถามมา รูปแบบคือ บุคคลธรรมดา ซึ่งการคำนวณภาษีตามวิธี “เงินได้สุทธิ” สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ 2 วิธี คือ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา และ หักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร (ตามจริง)

โดยจากข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เจ้าของตัวอย่างนี้ เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% และมีค่าลดหย่อนที่สามารถหักได้ คือ 120,000 บาท ทำให้เหลือเงินได้สุทธิ 480,000 บาท ดังนี้

รายได้ – ค่าใช้จ่าย(เหมา) – ลดหย่อน
= 1,500,000 – 900,000 – 120,000
= 480,000 บาท

หลังจากนั้นคิดภาษียังไงต่อดี? ถ้าเอายอดเงินได้สุทธิ 480,000 บาทต้องเอามาคิดภาษีอัตราก้าวหน้า ในอัตรา 5-35% ตามตารางอัตราภาษีเงินได้ จะได้ออกมาตามนี้ คือ

150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสีย
150,000 บาทต่อมาเสียอัตรา 5%
180,000 บาทต่อมาเสียเสียอัตรา 10%
รวมทั้งหมดคิดเป็นภาษี 25,500 บาท

ส่วนแรกนี่คือ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งถ้าใครยังไม่เข้าใจวิธีการคำนวณภาษีสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่คลิปด้านล่างนี้ หรือบทความ วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครับ

คำถามต่อมา คือ ถ้าหากรายได้ 1.8ล้าน ต้องจด Vat ใช่ไหม? อันนี้เป็นเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วครับ สมมติว่า ถ้าปีไหนขายได้ 2,000,000 บาท แบบนี้ต้องนำส่วนต่างของ 1,800,000 บาท นั่นคือ 200,000 มา x 7% = 14,000 บาท 

และถ้ามียอดเกิน 1.8 ล้านบาทเมื่อไร ต้องไปจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่เกิน โดยส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาทเป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะเริ่มเสียภาษี VAT 7% ต่อจากนั้นเป็นต้นมาหลังจากที่จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว คือ

ซึ่งแปลว่า ยอดขายจะมีปัญหาต่อจากนี้ คือ ธุรกิจสามารถบวกราคาเพิ่ม 7% ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้กำไรจะลดลงไปถึง 7%  รวมถึงต้องศึกษาเรื่องต่อไปนี้ด้วยครับ

1. การออกใบกำกับภาษีเต็มรูป หรืออย่างย่อ
2. การทำรายงานภาษีซื้อขาย สินค้าคงเหลือ
3. การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน

นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อ เพื่อให้การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องอีกทอดหนึ่ง ซึ่งผมอยากแนะนำให้ดูคลิปเพิ่มเติมเรื่องของการขายของออนไลน์กับการเสียภาษีด้านล่างดังนี้ครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

 

บุคคล จ้าง บุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?

“บุคคล” จ่ายเงินจ้าง “บุคคล” ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ? คำถามนี้มีหลายคน พรี่หนอมมีคำตอบที่ถูกต้องให้ตรงนี้ครับ โดยเริ่มจาก

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า หลักการของภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ถ้ากฎหมายกำหนดไว้ ผู้จ่ายมีหน้าที่หัก กฎหมายจะกำหนดหลักไว้ 3 ข้อ คือ เงินได้ประเภทไหน ใครมีหน้าที่หัก และหักในอัตรากี่ % ของเงินได้ครับ (ดูคลิปอธิบายได้ที่ด้านล่างนี้ครับ)

ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่า ถ้าเราเปิดร้านขายของ จดทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดา เรามีญาติมาช่วยงานและมีการจ่ายเงินค่าจ้างให้ญาติ แบบนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นสรรพากรไหม?

คำตอบ คือ เราเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าไปดูกฎหมายที่กำหนดให้บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ตามมาตรา 50 (1) กำหนดไว้ว่า 

 (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

โดยการจ่ายค่าจ้างให้ญาติ ถ้าเราจ่ายเป็นเงินเดือน ก็จะไปเข้ากฎหมายมาตรา 50 (1) ที่ว่ามา ดังนั้น การคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องคำนวณตามอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา (เหมือนบริษัทจ่ายเงินเดือนตามปกติ)

แต่พอคำนวณแล้ว เราอาจจะไม่ต้องหัก ถ้าพบว่าไม่ต้องเสียภาษี เช่น จ่ายเงินเดือนรวมแล้วไม่ถึง 310,000 บาทต่อปี หรือคิดเป็นเงินได้สุทธิแล้วไม่ถึง 150,000 บาท

ดังนั้น จะตอบว่าหักหรือไม่ต้องเข้าใจองค์ประกอบทั้งหมดก่อนครับ ถึงจะตอบได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่จำหลักการว่าหักหรือไม่ เพราะอาจจะทำให้เราพลาดประเด็นสำคัญไปครับผม

เวลาเจอคำถามแบบนี้ ผมมีคำแนะนำสำคัญอยู่ 3 ข้อให้ลองเช็ค คือ

1. เรามีหน้าที่หักภาษีใช่ไหม (กฎหมายกำหนด?)

2. เงินได้กฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้หรือเปล่า 

3. หักในอัตรากี่ % หรือมีการคำนวณภาษีแบบไหนยังไง ? 

ถ้าตอบคำถามพวกนี้ได้ จะเข้าใจภาษีหัก ณ ที่จ่ายและทำได้ถูกต้องมากขึ้นครับผม 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save