ลงทุนง่ายกว่าด้วย Principle TH App

ยังจำความรู้สึกตอนต่อคิวซื้อกองทุนรวมกันได้ไหม

สมัยที่ผมเข้าวงการการลงทุนใหม่ ๆ – ประมาณ 7 ปีที่แล้ว – การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องที่วุ่นวายและน่าปวดหัวมาก ผมต้องไปนั่งรอคิวที่ธนาคารจนเบื่อ ยิ่งถ้าเป็นช่วงสิ้นเดือน (คนมาทำธุรกรรม) หรือช่วงสิ้นปี (คนมาซื้อ LTF กับ RMF) ผมเคยทำลายสถิติโดยการซื้อกองทุนรวมที่ธนาคารโดยใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมงต่อกองทุนด้วย แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผมจัดพอร์ตโดยกระจายความเสี่ยงไว้ถึง 5 กองทุนรวม

Digitalization กลายเป็นเทรนด์สำคัญของการลงทุน

เรื่องการเงิน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ตอนผมนั่งรอคิวธนาคาร ผมคิดเสมอว่า มันจะดีแค่ไหนนะ ถ้าสามารถสั่งซื้อสั่งขายกองทุนรวมจากหน้าจอโทรศัพท์ได้ ตัดภาพกลับมาตอนนี้ บลจ. ต่าง ๆ พากันออกแอปพลิเคชันสำหรับซื้อขายกองทุนรวมออกมามากมาย เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับคนที่ลงทุนในกองทุนรวม

ผมคือแฟนบอยของบลจ. พรินซิเพิล มาอย่างต่อเนื่อง

หากถามผมว่า บลจ. ไหนที่ผมประทับใจและชอบลงทุนเป็นพิเศษ บลจ. พรินซิเพิล ต้องติดรายชื่อที่ผมตอบแน่นอน เหตุผลสำคัญเพราะว่า บลจ. พรินซิเพิล มีหลายกองทุนรวมที่ถูกจริตของผมมาก รวมทั้ง บลจ. เองถือว่าเป็น บลจ. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญลงทุนระยะยาวติดอันดับโลก ผมเห็นกองทุนรวมของ บลจ. พรินซิเพิล ติดรายชื่อกองทุนยอดเยี่ยมของ MorningStar อยู่เสมอ ๆ แถมเมื่อจัดอันดับกองทุนรวมเพื่อเลือกลงทุน ผมก็จะเจอรายชื่อกองทุนรวมของ บลจ. นี้ทุกครั้งไป

กองทุนสุดที่รักของผม คือ PRINCIPAL iPROP – A

โดยส่วนตัวของผม ผมเป็นคนชอบสินทรัพย์กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มาก โดยเฉพาะสำหรับพอร์ตที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก กองทุนรวมกลุ่มนี้น่าสนใจมาก ๆ เพราะให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยง กองทุนนี้จึงเป็นกองทุน Top Pick ของผมในกลุ่มนี้เสมอ เนื่องจากลงทุนได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนปิดโดยตรงเองจากตลาดหลักทรัพย์ แถมผลตอบแทนก็ยังดีต่อเนื่อง มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี

แต่ทุกอย่างจะง่ายขึ้นกับแอปพลิเคชัน Principal TH

Principal TH คือ แอปพลิเคชันที่ บลจ. พรินซิเพิล ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน โดยระบบการใช้งานก็ง่ายดายมาก ๆ หากใครเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยสำหรับแอปพลิเคชันนี้

สำหรับใครที่กังวลเรื่องการใช้งาน

ขอย้ำอีกครั้งว่าการใช้งานของแอปพลิเคชันนี้เรียบง่ายและสะดวกสบายมาก วันนี้ผมจะขอรับอาสามาเล่าภาพการใช้งานอย่างง่าย ๆ ให้ฟัง จะได้เห็นภาพกันว่าทุกอย่างมันง่ายกว่าที่คิดจริง ๆ ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเกาะจอชม Principal TH กันได้เลย

1) การสร้างบัญชี

เริ่มต้นการใช้งานแอปพลิเคชันด้วยการสร้างบัญชี จากตรงนี้ เราสามารถเริ่มต้นด้วยการกรอกข้อมูลส่วนตัวพื้นฐาน เช่น ชื่อ อายุ อีเมล หลังจากนั้นจึงทำแบบประเมินความเสี่ยงสั้น ๆ เพื่อที่ทาง บลจ. จะได้แนะนำกองทุนรวมที่เหมาะสมให้ได้ หลังจากนั้นจะมีการอ่านข้อกำหนดต่าง ๆ สร้างรหัสผ่าน และส่งการยืนยันไปที่อีเมลที่เรากรอกข้อมูลไว้

2) การยืนยันการเปิดบัญชี

การยืนยันการเปิดบัญชีจะค่อนข้างมีรายละเอียดมากสักหน่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อช่วยปกป้องข้อมูลของเราไม่ให้ใครมาปลอมแปลงกันได้ ก่อนเริ่มขั้นตอนนี้ เราต้องเตรียมเอกสารเพื่ออัพโหลดลงในแอป ได้แก่ บัตรประชาชน สมุดบัญชีเงินฝากที่จะใช้รับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน และสำเนาทะเบียนบ้านหรือใบเรียกเก็บเงินของบัตรเครดิต (กรณีที่ที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับที่อยู่ในบัตรประชาชน) 

จากนั้นเริ่มขั้นตอนเปิดบัญชีด้วยการเข้าไปยืนยันการเปิดบัญชีในอีเมล หลังจากนั้นจึงต้องส่งข้อมูลยืนยันตัวตน ได้แก่ ภาพถ่ายคู่กับบัตรประชาชน ถ่ายภาพบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านหรือใบเรียกเก็บเงินของบัตรเครดิต(กรณีที่ที่อยู่ปัจจุบันไม่ตรงกับที่อยู่ในบัตรประชาชน) นอกจากนั้นก็จะเป็นการระบุข้อมูลส่วนตัวทั่ว ๆ ไป ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการรับรหัส OTP มากรอก การยืนยันตัวตนก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

3) การซื้อกองทุนรวม

การซื้อกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชัน Principal TH สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ โดยการเลือกหัวข้อกองทุนแล้วเลือกกองทุนที่ชอบ ระบุจำนวนเงิน กดซื้อ กดยอดรับเงื่อนไข ระบุรหัสผ่าน หลังจากนั้น แอปพลิเคชันก็จะส่งเราไปยังหน้าแอปพลิเคชันของธนาคารให้เราเลือกชำระเงิน สะดวกรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที

4) การลงทุนเพิ่ม

การลงทุนเพิ่มในกองทุนเดิมคล้ายกับการซื้อกองทุนใหม่ เพียงแต่เราสามารถกดซื้อเพิ่มจากกองทุนในพอร์ตเราได้เลย ระบบการชำระเงินเหมือนกับการซื้อครั้งแรก

5) การขายคืน

การขายคืนกองทุนรวมที่เราถืออยู่สามารถทำได้ง่ายมากเช่นกัน เราสามารถกดเข้าไปในพอร์ตที่เราถืออยู่ กดขาย ระบุจำนวนเงิน หรือจำนวนหน่วย หรือทั้งหมด ระบุรหัสผ่าน เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

6) การสับเปลี่ยน

การสับเปลี่ยนก็เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่ทำจากพอร์ตเราได้โดยตรง ขั้นตอนคือเราเลือกกองที่เราต้องการสับเปลี่ยน ก่อนจะเลือกกองทุนปลายทางใหม่ที่อยากได้ ระบุจำนวนเงิน หรือจำนวนหน่วย หรือทั้งหมด เรียบร้อยแล้วก็ใส่รหัสผ่านได้เลย

7) การตั้งค่าแผนทำรายการอัตโนมัติ

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนแบบสม่ำเสมอ ฟังก์ชันการตั้งซื้ออัตโนมัติเป็นฟังก์ชันที่ขาดไม่ได้ และแอปพลิเคชันนี้ก็มีให้บริการแน่นอน เราสามารถเลือกหัวข้อการชำระเงิน ก่อนจะเลือกแผนการลงทุนอัตโนมัติ เลือกกองทุน เลือกจำนวนเงิน เลือกระยะเวลาที่ต้องการทำรายการต่อเนื่อง ใส่รหัสผ่าน เท่านี้ เราก็สามารถสร้างแผนการออมการลงทุนระยะยาวได้ โดยไม่ต้องพะวงเข้ามาซื้อ ๆ ขาย ๆ อยู่เป็นประจำ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงรู้สึกว่าแอปพลิเคชันนี้มีประโยชน์มาก

พิเศษ! 2 ต่อ เฉพาะลูกค้า Principal TH เท่านั้น

ต่อที่ 1 เมื่อเปิดบัญชี/ลงทะเบียนกับ Principal รับฟรี! Starbucks e-coupon มูลค่า 200 บาท ถึง 30 มิ.ย. นี้ หรือจนกว่าจะครบ 100 ท่านแรก

ต่อที่ 2 ซื้อกองทุนกับ Principal TH ตั้งแต่ 100,000 บาท รับฟรี! Starbucks e-coupon มูลค่า 200 บาท ถึง 30 มิ.ย. นี้ 

แปลว่า หากลูกค้าลงทุน 100,000 บาท 1 ปี เท่ากับได้ส่วนลด หรือผลตอบแทนเพิ่ม 400 บาทต่อปี แล้วยังได้ค่ากาแฟอีก 200 บาทด้วย

โหลดเลย! ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีข้อผูกมัดวุ่นวายใด ๆ ทั้งสิ้น โหลดเลยได้ที่ https://www.principal.th/th/principalTH.html แล้วการลงทุนของคุณจะง่ายกว่าเดิม

ลงทุนศาสตร์

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลของกองทุนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวมที่เปิดเผยไว้ในแหล่งต่างๆ หรือให้ขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ก่อนการตัดสินใจลงทุน/ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

กอง PRINCIPAL iPROP ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ อาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้

บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

@ สงวนลิขสิทธิ์ 2018 บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรช์ ประเทศไทย ข้อมูลนี้

(1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล
(2) ขอสงวนสิทธิ์ในการลอกเลียน หรือเผยแพร่
(3) ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วนและความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวช่วย “ออมเพื่อเกษียณ” เริ่มเร็วยิ่งดี

“วิกฤติ Covid-19” อาจทำให้หลายคนต้องเจอกับความยากลำบากทางด้านการเงิน บางคนต้องไปหยิบเงินออมที่มีเพื่อนำมาใช้จ่ายเฉพาะหน้าไปก่อน วันนี้ aomMONEY ขอนำเสนอเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับแนวทางการออมเงินเพื่อเกษียณ โดยผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้ความรู้ในครั้งนี้ ก็คือ “คุณศิษฏศรี นาคะศิริ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับธุรกิจออกแบบการลงทุนและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในประเด็นหัวข้อ การออมเพื่อเกษียณภายหลัง Covid-19

วิกฤต Covid-19 ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาวะการออมของคนไทยอย่างไร?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : ค่าเฉลี่ยโดยทฤษฎีการออม ควรจะเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 3-6 เดือนของรายจ่ายแต่ละเดือน แต่ในภาวะวิกฤตในลักษณะนี้ ระดับการออมก็จะต้องมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาที่คนไทยออมกันน้อย เพราะมักจะเข้าใจกันว่าเงินจะต้องเหลือใช้ก่อน แล้วค่อยออม ซึ่งโดยหลักของพฤติกรรมคน ถ้าบอกว่าเหลือแล้วค่อยออม ก็มักจะไม่เหลือ

จริง ๆ แล้วการออมเป็นวินัยค่ะ ถ้าเราออมสม่ำเสมอ ผลตอบแทนของการออมจะสะสมไปเรื่อย ๆ เราก็จะเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น จากตัวเลขบอกว่าถ้าเราออมเร็วขึ้น 10 ปี สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นเท่าตัว

มันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเงินมากหรือน้อย…

เพียงแต่ว่าขอให้เริ่มเร็วและควรจะรองรับภาวะวิกฤตไว้ด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรืออยู่ในระหว่างเปลี่ยนผ่านงาน เงินก้อนนี้ก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้

วิกฤต Covid-19 จะทำให้การออมเป็น New Normal ของคนไทยในอนาคต?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : เราน่าจะเห็นกันแล้วว่า ผลของการไม่ออม มันคือความไม่แน่นอนของการงานหรือว่าสิ่งที่จะมากระทบกับรายได้ แล้วเราก็จะเห็นปัญหาในเชิงสังคมทุกวันนี้ เช่น การกระจายรายได้ที่อาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งมีปัญหาอยู่แล้ว พอเกิดวิกฤตแล้วคนที่ออมน้อยหรือรายได้น้อยก็จะเกิดปัญหามากขึ้น หลังจากนี้ก็เชื่อว่าคนจะตื่นตัวในการออมมากขึ้น นี่จะเป็น New Normal ที่เราจะเห็นสิ่งดีๆ ในสังคมไทยค่ะ

“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ได้รับผลกระทบจากวิกฤต Covid-19 ไหม?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะบริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพ เราจะเห็นการลงทุนของเขา 40% ในพันธบัตรหรือเงินฝาก ซึ่งปลอดภัยมาก แล้ว 30% ก็จะซื้อหุ้นกู้บ้าง แต่พอเข้าไปดูนะคะ แม้เหตุการณ์ที่เรียกว่า Default หรือผิดนัด กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแทบไม่ลงในของเหล่านี้เลย ประมาณ 0.026 คือน้อยมาก คือ ปลอดภัยมาก ก็เลยไม่ค่อยได้รับผลกระทบในภาวะช่วงนี้เท่าไหร่ 

แต่ทั้งนี้เราก็ควรแบ่งการลงทุนให้หลากหลายด้วยค่ะ เพราะถ้าเราเลือกการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ ก็ต้องยอมรับว่ามันก็จะมีความเสี่ยงอีกแบบ คือ “เกษียณแล้วเงินไม่พอใช้” แล้วตอนนี้ก็มีการคาดการณ์ว่าอายุเฉลี่ยของคนไทยก็จะยืนยาวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้หญิง ภาวะวิกฤตอย่างนี้ เรารู้สึกว่ากองทุนสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ปลอดภัย แต่เราก็ต้องคิดถึงในเรื่องผลตอบแทนด้วย เพราะเป้าหมายของเราเป็นเรื่องผลตอบแทนเมื่อเกษียณ 

อยากแนะนำว่าถ้าอายุยังน้อยแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงมากนิดหนึ่ง เพราะว่าเรายังมีเวลาอีกนานกว่าจะเกษียณ แล้วค่อยๆ ไปลดสัดส่วนเอาตอนที่ใกล้ๆ เกษียณ ช่วงหนุ่มสาวอาจจะมีสัดส่วนของหุ้นมากหน่อยเพื่อผลตอบแทน

สิทธิประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มากกว่า

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : เครื่องมือที่ใช้รองรับการเกษียณจะมีหลายตัว แต่ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจมีสิทธิประโยชน์บางอย่างที่เหนือกว่าตัวอื่น คือ

  1. เราได้เงินสมทบจากนายจ้างเพิ่ม สมมติว่าเราจ่ายไป 1,000 บาทในแต่ละเดือน นายจ้างจะจ่ายให้อีก 1,000 บาท ถ้าเราเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี แล้วเกษียณ 60 ปี สมมติว่าผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ดังนั้นพอเกษียณแล้วเราจะมีเงิน 3 ล้านบาท ถ้าหลังเกษียณต้องอยู่ไปอีก 20 ปี ก็เท่ากับว่าแต่ละเดือนเราจะมีเงินใช้ 12,000 บาท เงินก้อนนี้ก็จะช่วยเราไปได้เยอะ
  2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่เหมือนการลงทุนแบบอื่น ตรงที่ตลอดเส้นทางการลงทุนจะไม่โดนหักภาษี แถมช่วยลดภาษีรายได้ส่วนบุคคลของเราด้วย และเงินก้อนพอเอาออกมาก็ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน ไม่เหมือนกับการเอาเงินไปฝาก หรือไปซื้อพันธบัตร ที่ดอกเบี้ยเรายังต้องจ่ายภาษี เพราะรัฐบาลส่งเสริมให้พวกเราพึ่งพิงตัวเอง โดยสะสมเงินออมเพื่อรองรับการเกษียณ
  3. เงินที่สะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกระบวนการบริหารจัดการจาก บลจ. ซึ่งเป็นมืออาชีพในการบริหารการลงทุน และมีคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาช่วยสอดส่องให้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้แต่ละงวดเขาก็จะมารายงานผลการลงทุน และสรุปภาวะการลงทุนให้เราทราบอีกด้วย
  4. หากต้องโยกย้ายเปลี่ยนงาน ก็มีความยืดหยุ่นให้เพียงพอที่จะไม่ทำให้เราเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีตรงนั้นไป

ถ้าบางคนเคยส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นประจำ แต่ตอนนี้ถูกไล่ออก ควรทำอย่างไร?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : แนะนำอย่างนี้ค่ะ เนื่องจากว่ารัฐบาลให้สิทธิประโยชน์เราในเรื่องภาษี เพื่อการออมระยะยาว ดังนั้นจึงมีเงื่อนไข เราจะได้สิทธิประโยชน์นี้เมื่อเราออมต่อเนื่อง 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี กรณีเกิดวิกฤตอย่าง Covid-19 ถ้าเรายังต้องการสิทธิประโยชน์ตรงนี้ ก็ควรที่จะคงไว้นะคะ มันมีทางเลือกมากมาย คือเราคงเงินไว้กับกองเดิมก่อนก็ได้ แล้วพอเราย้ายงาน นายจ้างใหม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราก็ค่อยย้ายไป เงินของเราก็จะต่อเนื่อง ไม่โดนเรื่องการจ่ายภาษี 

หรืออีกทางหนึ่ง ถ้าเราไม่แน่ชัดว่าเราจะทำงานบริษัทต่อหรือเปล่า เราอยากจะไปทำอาชีพอิสระ ก็ย้ายไป RMF for PVD ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 59 กอง 10 บลจ.ที่ให้บริการตรงนี้ แล้วก็มีทางเลือกในการลงทุนทุกประเภท ก็จะเป็นความต่อเนื่องแล้วก็เป็นวิธีบริหารในเรื่องของภาษีค่ะ แต่อยากฝากสำหรับคนที่จำเป็นต้องนำเงินออกมาใช้ก่อน ถ้าพ้นจากจุดที่ลำบากแล้วก็อยากจะให้เริ่มต้นกลับมาออมใหม่ เพราะว่าเวลาที่เราจะเข้าสู่การเกษียณมันกำลังนับถอยหลังไปเรื่อยๆ

RMF for PVD มีรายละเอียดอย่างไร?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : อันนี้ไม่เหมือน RMF ทั่วไปที่มีเงื่อนไขว่าทุกปีต้องส่งเงินเข้าไป แต่อันนี้รองรับเหตุการณ์แบบนี้ คือขอให้คงเงินไว้ใน PVD เงื่อนไขเท่าเดิม ส่งอย่างน้อย 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 แต่ไม่ต้องส่งเงินทุกๆ งวดเหมือน RMF แค่ต่างไปจาก PVD เดิมตรงที่จะไม่มีนายจ้างช่วยเราเพิ่ม

หมายความว่าเงินก้อนนี้ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ไปเจอกันอีกทีตอนเกษียณเลย?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : ถูกค่ะ แต่ทุกปีก็จะมีคนเกษียณจากกองทุนนี้ประมาณ 20,000 ราย บางคนอาจจะรู้สึกว่าได้เงินก้อนใหญ่มาแล้ว ก็จะนำเงินออกไปทั้งหมดเลย แต่อย่าลืมว่าถ้าเราต้องอยู่จนถึงอายุ 80 ปี การนำเงินทั้งหมดออกมามันก็จะไม่ได้งอกเงย แล้วถ้าไม่ได้มีวินัยที่ดีก็อาจจะใช้หมดก่อน จริง ๆ แนะนำว่าค่อย ๆ ทยอยนำเงินออกไปจะดีกว่า วิธีการก็ไม่ยาก แค่ติดต่อคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วทางบริษัทจัดการก็จะดำเนินเรื่องให้ กลไกการบริหารก็จะดำเนินต่อเนื่องไปเลย

“นโยบายการลงทุน” เราควรดูปัจจัยไหนเป็นหลัก?

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : หัวใจของการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนอยู่ที่ความเสี่ยงที่เรารับได้ แต่การพูดเป็นอายุ อายุมันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใหญ่เหมือนกัน เพราะอายุน้อย ๆ ยังมีเวลาอีกมากในการสะสมเงิน จริง ๆ แล้วถึงเราอายุ 40-50 ปี แต่ถ้ารู้สึกว่าเรามีทางเลือกด้านรายได้มากมาย หรือว่าอาจจะมีฐานะที่มั่งคั่งอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะทำให้เหมือนกับทฤษฎีของอายุได้ เช่น อายุมาก แต่ก็ยังลงทุนในสัดส่วนที่เป็นหุ้นมากหน่อย ทั้งหมดนี้อยู่ที่เราเลือก แต่ว่าอายุเนี่ยเป็นคำแนะนำสำหรับคนกลุ่มใหญ่ เพื่อทำให้การลงทุนของเขาง่ายขึ้น

คำแนะนำถึงเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คุณศิษฏศรี นาคะศิริ : จริง ๆ เรากำหนดการสะสมขั้นต่ำแค่ 2% เท่านั้น แค่เหมือนกับแบ่งบางส่วนมาตรงนี้ด้วย เพราะว่าอยากจะไปลงทุนให้สร้างผลตอบแทนเยอะตามวัย ก็เป็นอะไรที่ถูกต้องแล้ว เพราะเขาจะได้มีประสบการณ์การลงทุน และในที่สุดแล้วทุกคนต้องเจอกับการเกษียณ หรือว่าการที่จะต้องออกจากงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เป็นเหมือนความปลอดภัยในระยะยาว ขอแค่สมัครเพียงครั้งเดียว เริ่มเร็วได้ก็จะยิ่งดีที่สุดค่ะ

และนี่คือบทสัมภาษณ์ “คุณศิษฏศรี นาคะศิริ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับธุรกิจออกแบบการลงทุนและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในประเด็นหัวข้อ การออมเพื่อเกษียณภายหลัง Covid-19

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวคิดการออมเพื่อเกษียณภายหลัง Covid-19 หลายคนอาจไม่คาดคิดว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี่ล่ะ ที่จะช่วยให้เรามีเงินก้อนในช่วงบั้นปลายชีวิต

ดังนั้นแล้วเริ่มออมตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายนะครับ

และถ้าเพื่อนๆ อยากชมวีดีโอสัมภาษณ์แบบตัวเต็ม สามารถดูได้ที่วีดีโอด้านล่างนี้เลยครับ 

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=HCMPpZ5chBw%3Fwmode%3Dopaque

“การออมเพื่อเกษียณภายหลัง Covid-19”

โดย “คุณศิษฏศรี นาคะศิริ”ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับธุรกิจออกแบบการลงทุนและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรในยุค New Normal?

เนื่องมาจากงาน aomMONEY Investment Conference 2020 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา และได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

วันนี้ aomMONEY ขอนำบทสัมภาษณ์ จาก ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร หัวเรือใหญ่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือ SET ในประเด็นหัวข้อ “ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรในยุค New Normal?”

“COVID-19 ไม่ใช่เรื่องใหม่” วิกฤตเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : จริงๆ แล้ว วิกฤตเศรษฐกิจ COVID-19 ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จริงๆ แล้ววิกฤตเศรษฐกิจในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี นับแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 – 2009 จนมาปี 2020 เกิดวิกฤต COVID – 19 

ในปี 1997 – 1998 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลกระทบต่อชาติในเอเชีย ซึ่งไทยเองในขณะนั้น GDP – 7.6% แต่ภาพรวมทั้งโลก GDP ยัง +2.5%  โดยปัจจัยที่ทำให้ฟื้นตัวกลับมา คือ การลดค่าเงินบาทและกระตุ้นการส่งออก  

ต่อมาในปี 2008 – 2009 เกิดวิกฤตวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ครั้งนี้ส่งผลกระทบจากฝั่งยุโรปมากกว่า ไทยเลยไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่เมื่อเทียบจากวิกฤตก่อนหน้านี้ ประกอบกับจีนซึ่งถือเป็นชาติเอเชียที่มีการเติบโตที่ดี โดยในขณะนั้น GDP ของไทย – 0.7% ขณะที่ภาพรวมทั้งโลก GDP – 1.7% โดยสิ่งที่ทำให้โลกฟื้น คือ มาตราการกระตุ้นทั่วโลก

สำหรับ COVID – 19 ในปี 2020 นี้เป็นวิกฤตที่ทั้งโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งจากการคาดการณ์ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ -5.5% โดยทั่วโลกใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการการช่วยเหลือและเยียวยาทางด้านการเงินการคลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ในไทยการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและเยียวยา แต่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้วิกฤตนี้หมดความกังวล คือ “วัคซีน” เพราะวิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจ แม้ว่าจะเป็นอีกวิกฤตที่เกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา

“วิกฤตครั้งนี้เกิดจากความทับซ้อนในหลายปัจจัย”

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : วิกฤตครั้งนี้หลายคนเรียกวิกฤต COVID – 19 แต่จริงๆ แล้ว นับตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เกิดความทับซ้อนในหลายปัจจัย หากจำกันได้ตลาดทุนของเราเปิดที่ 1,500 จุด จนกระทั่ง

  • เดือนมกราคม เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างทางสหรัฐฯ กับอิหร่าน 
  • เดือนกุมภาพันธ์ เกิดการแพร่ระบาดของ COVID – 19 ไปยังทั่วโลก 
  • เดือนมีนาคม เกิดสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุฯ กับรัสเซีย 
  • เดือนเมษายน เจอกับภัยแล้งที่เรื้อรัง

ส่วนล่าสุดกลับมามีประเด็นอีกครั้ง สำหรับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีหลากหลายปัญหาถาโถมเข้ามา

“มาตรการการเงินการคลัง คือ ปัจจัยที่สำคัญในการประคองวิกฤตให้ดีขึ้น”

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : สำหรับปัจจัยบวกที่สำคัญในการประคองวิกฤตนี้ให้บวก คือ มาตรการการเงินการคลังจากแต่ละประเทศที่เยอะ โดยญี่ปุ่นเองกระตุ้นสูงถึง 21% จาก GDP ส่วนของไทยเองอยู่ที่ 10% เช่นเดียวกับสหรัฐ ทุกประเทศร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งเงื่อนไขสำคัญ คือ “การมีวัคซีน”

“New Normal” ในมุมของเศรษฐกิจ คือ “3 Lows , 3 Highs”

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : “New Normal” ในมุมของเศรษฐกิจ อันแรกคือ “3 Lows , 3 Highs” โดยในมุม Low หรือ ต่ำลง คือ “ภาวะเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และดอกเบี้ย” ขณะที่ Highs หรือ สูงขึ้น คือ “การว่างงาน หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ”

โครงการที่เชื่อมโยงกับภาครัฐ อะไรที่เกี่ยวกับภาครัฐฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จากนี้ในความปกติใหม่จะมีการใช้ Unconventional policy มากขึ้น เช่น ร้านอาหารที่จากที่นั่งได้ 20 – 30 คนภายในร้านหรือเพียงแค่โต๊ะละคน ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้กับธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยี สุขภาพ การเกิดขึ้นของ De – globalization รวมทั้งการมาของ More digitization

ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรในยุค New Normal?

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : ในส่วนของตลาดทุน จากปัญหาดังกล่าวทำให้กราฟอัตราผลตอบแทนดัชนีหลักทรัพย์อาเซียนตกลงไปค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ไทย แต่รวมไปทั่วโลก โดยแต่ละประเทศเทศมีการจัดการปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอกที่แตกต่างกันไป ประเทศไทยเองก็มีการล็อคดาวน์ โดยฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ 

หลายสาขาธุรกิจได้รับอานิสงส์ที่ดีจาก COVID อย่าดูแค่ภาพรวมเพียงอย่างเดียว เราต้องดูที่ภาพย่อยด้วย แม้สภาพัฒน์ฯ จะประกาศออกมาว่าไตรมาสที่ 1 GDP ไทย -1.8% โดยทั้งปีคาดว่า -5.5% ซึ่งในไตรมาสที่ 2 -4 จะลดลงตามลำดับ เพราะมีผลกระทบมาจากไตรมาสที่ 1 

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมองลงมาในหลาย Sector ไม่ได้กระทบทุก Sector ที่กระทบอย่างหนัก คือ ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว -20% ก่อสร้าง -10% อย่างไรก็ดีในส่วนของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับโต เนื่องจาก WFH รวมทั้งธุรกิจการค้าการขาย ค้าปลีกเยอะขึ้น เรื่องของ ICT การใช้ข้อมูล เครื่องมือสื่อสาร ขยายตัวได้ดี

“ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ”

ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร : หากพูดในเรื่องของการปรับตัว หลายธุรกิจเริ่มดำเนินการ อาทิ การเน้นสุขลักษณะเป็นจุดขายและใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ในส่วนของประเทศเอง มีตลาดหลักทรัพย์ถือเป็น “แหล่งระดมทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ” เพื่อให้บริษัทฯ ใช้เงินทุนตรงนี้ไปฟื้นฟู มีเรื่องระดมทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มทุนผ่านหุ้นเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตลาดทุนพร้อมเป็นแหล่งระดมทุน เป็นแหล่งการออมระยะยาวในอนาคตรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทุกวิกฤตมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส ฉะนั้น ติดตาม อย่าตื่นตระหนก และมองโอกาสในวิกฤต ติดตามข้อมูลให้ดี

และนี่คือบทความสรุปในหัวข้อ “ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรในยุค New Normal” จาก ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร หัวเรือใหญ่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือ SET ที่ทางทีมงาน aomMONEY สรุปมาให้เพื่อนๆ อ่านกัน ส่วนใครที่อยากชมการสัมภาษณ์เวอร์ชั่นวีดีโอ คลิกดูได้เลยที่ด้านล่าง 

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=QVe5nLD4FgI%3Fwmode%3Dopaque

“ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไรในยุค New Normal” 

จาก ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร หัวเรือใหญ่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือ SET

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“วางแผนการเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวย” คนไม่มียิ่งต้องทำ!

เคยไหมครับเวลาที่อ่านบทความเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน แล้วรู้สึกว่าเราจะทำได้จริง ๆ เหรอ บางครั้งก็คิดว่า “ใช่สิ คนรวยก็พูดได้นี่ เพราะพวกเขามีเงินเหลือกินเหลือใช้ จะวางแผนล่วงหน้าได้ก็ไม่แปลก”

ช้าก่อนครับ…จริงๆ แล้วการมีเงินเก็บออมเนี่ย ส่วนหนึ่งก็มาจากการวางแผนการเงินนี่ล่ะ ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

ทำไมเราถึงต้องวางแผนการเงิน?

aomMONEY ขอยกตัวอย่างจากสถานการณ์ Covid-19 ที่หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ ต้องระงับกิจการชั่วคราว หรือปิดตัวถาวร ทำให้สถานะทางการเงินของหลายๆ คนเข้าขั้นวิกฤต มีรายจ่าย แต่ไม่มีรายรับ เรายิ่งเห็นได้ชัดเลยครับว่าคนที่วางแผนทางการเงินมาตลอด ยังพอเอาตัวรอดได้ เพราะมีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรวางแผนการเงิน

ส่วนคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน จนไม่มีเงินเก็บเลยสักบาท แถมยังมีหนี้สินพะรุงพะรัง แบบนี้ยิ่งต้องวางแผนการเงินเลยครับ เพราะถ้าเราไม่คิดวางแผน เงินก็จะไหลออกจากกระเป๋าเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แบบนี้ทำงานอีกกี่สิบปีก็ไม่มีเงินเก็บแน่ๆ

ทำงานหนักก็ต้องใช้เงิน เพราะไม่อยากใช้เงินตอนแก่?

aomMONEY เข้าใจเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ เราทำงานหาเงินมาด้วยน้ำพักน้ำแรง การซื้อความสุขหรือให้รางวัลตัวเองบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ ถ้าการซื้อนั้นเป็นไปอย่างมีสติ และอยู่ในงบประมาณที่ตัวเองจ่ายไหว ไม่ได้เกินตัว แต่อย่าตามใจตัวเองบ่อยเกินไป เดี๋ยวจะไม่เหลือเงินเก็บไว้ใช้ยามบั้นปลายเลย ของบางอย่างก็ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ถึงอย่างไรก็ต้องเก็บออมเผื่อไว้ในยามเกษียณด้วยครับ

อยากเริ่มวางแผนการเงินต้องทำอย่างไร?

aomMONEY ขอเสนอ 5 วิธีวางแผนการเงิน สำหรับมือใหม่หัดออม ดังนี้ครับ

1. หยุดก่อหนี้

อันดับแรกคือทำเช็กลิสต์ออกมาเลยว่าเรามีหนี้อะไรบ้าง จัดลำดับความสำคัญแล้วทยอยสะสางให้หมด โดยเฉพาะหนี้ที่ก่อให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม เช่น หนี้บัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน ต้องเสียดอกเบี้ยแพงๆ ยิ่งต้องเคลียร์ให้จบเร็วที่สุด และ “หยุดก่อหนี้เพิ่ม” จะได้เริ่มเก็บเงินกันสักทีครับ

2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

เรื่องพื้นฐานที่เราทำกันตั้งแต่สมัยประถมฯ อย่างการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายนี่ล่ะครับ จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้อย่างราบรื่น หมั่นจดบันทึกให้เป็นนิสัย แล้วคอยสังเกตว่ารายจ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็น ก็ให้ตัดออก …ไม่ใช่ว่าให้ลบรายการออกจากบัญชีนะครับ แต่หมายถึงให้ลด ละ เลิกการใช้จ่ายอันนั้น (ฮา) หลักการง่ายๆ คือรายรับต้องมากกว่ารายจ่าย การเงินของเราจึงจะไม่มีปัญหา

3. เงินเดือนออกปุ๊บ หักออกไว้เก็บทันที

บางคนยังเข้าใจผิดว่าเงินออมก็คือเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายแต่ละเดือน แต่จริงๆ แล้วเงินออมต้องถูกหักออกจากรายรับ แล้วส่วนที่เหลือค่อยนำไปใช้จ่ายต่างหาก ท่องไว้ครับ “รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย” ดังนั้นพอเงินเดือนเข้าแล้ว ให้หักออกไปเข้าบัญชีเงินออมทันที แรกๆ หากยังมีภาระหนี้สินเยอะก็หักสัก 10% แต่ถ้าเริ่มบริหารจัดการได้แล้วก็เพิ่มเป็น 20% ได้ครับ

4. ตั้งเป้าหมายทางการเงิน

หลังจากที่เริ่มมีเงินออมแล้ว สเต็ปต่อไปก็คือการจัดสรรเงินออมและตั้งเป้าหมายครับ เช่น เงินออมสำรองยามฉุกเฉิน เงินออมเพื่อการลงทุน เงินออมเพื่อซื้อบ้าน/รถ เงินออมเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศ เงินออมในยามเกษียณ ฯลฯ เป้าหมายเหล่านี้จะช่วยให้การออมเงินของเราแน่วแน่มากขึ้น

5. ลงทุนให้เงินเก็บงอกเงย

เมื่อการเงินของเราเริ่มมีสภาพคล่องแล้ว ก็สามารถนำเงินออมส่วนหนึ่งมาลงทุนได้ครับ ซึ่งก็มีหลากหลายประเภททั้งการฝากบัญชีออมทรัพย์ ซื้อสลาก กองทุนรวม พันธบัตร หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ความเสี่ยงน้อยก็ได้ผลตอบแทนน้อย ความเสี่ยงมากก็ได้ผลตอบแทนมาก แล้วแต่ว่าใครจะเลือกแบบไหน แต่อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

คำแนะนำจาก aomMONEY

ใครที่ไม่เคยวางแผนการเงินมาก่อน เริ่มวันนี้ก็ยังทันครับ “ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการออมเงิน” แต่ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี ทำตอนนี้ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย ครั้งหน้า aomMONEY จะนำเสนอบทความทางการเงินเกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทำปฏิทินใช้เงินเดือนหน้า เราจะรู้ว่าต้องใช้เงินทำอะไรบ้าง

“ปฏิทินใช้เงินเดือนหน้า” ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของรายจ่ายเดือนต่อไปว่าตั้งระบบออมเงินอัตโนมัติวันไหน มีหนี้อะไรที่ต้องจ่ายบ้าง จ่ายวันไหน เท่าไหร่ สุดท้ายก็จะรู้ว่าเดือนนี้เราสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ มีวิธีการทำอย่างไร อ่านได้ในบทความนี้เลยจ้า  

ทำปฏิทินใช้เงินเดือนหน้า เราจะรู้ว่าต้องใช้เงินทำอะไรบ้าง

วิธีสร้างปฏิทินใช้เงิน

1. ปฏิทินเดือนต่อไป 

ใช้ปฏิทินตั้งโต๊ะ แขวนผนัง บนมือถือหรือแท็บเล็ตก็ได้ ถ้าเขียนแล้วควรวางไว้ในที่ที่เรามองเห็นง่ายๆ เดินผ่านแล้วเจอบ่อยๆ ยิ่งดี ทำให้เรารู้ว่าเดือนหน้ามีรายจ่ายอะไรตั้งรออยู่บ้าง จะได้ไม่เผลอใจใช้เงินหมด

2. ใส่ตัวเลข

นำเงินออมและรายจ่ายคงที่มาใส่ในปฏิทินว่าจะต้องใช้เงินวันที่เท่าไหร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

=> เงินออม เช่น ใส่กระปุกออมสิน ฝากประจำ DCA หุ้นหรือกองทุนรวม ฯลฯ

=> หนี้สินต่างๆ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินกู้สหกรณ์ ตั๋วจำนำ สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ 

แต่ละรายการต้องใช้เงินเท่าไหร่บ้าง นำมาเขียนไว้ในปฏิทินใช้เงิน รวมถึงใส่ข้อความเพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เช่น ผ่อนงวดสุดท้ายแล้วจ้า , อีก 2 งวดจะหมดหนี้ 

3.  เราใช้จ่ายส่วนตัวเท่าไหร่

หลังจากใส่ตัวเลขทุกอย่างครบแล้ว ก็มาดูว่าเดือนนี้เราใช้จ่ายเงินส่วนตัวได้เท่าไหร่ จากตัวอย่างในภาพมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท DCA กองทุน 3,000 บาท และรายจ่ายหนี้สิน 20,000 บาท  

แนวคิด

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

30,000 – 3,000 – 20,000 = 7,000 บาท

สรุปว่าเดือนนี้เรามีเงินใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน 7,000 บาท แล้วหารว่าใช้จ่ายได้วันละเท่าไหร่ เพื่อให้พอใช้ถึงสิ้นเดือน ถ้าครบเดือนยังใช้เงินไม่หมด เราสามารถนำเงินมาออมต่อได้นะคะ

?หากใครไม่ชินกับการจดบัญชีรายรับรายจ่าย ลองใช้วิธีแบ่งเงินแบบนี้ควบคุมเงินของตัวเองได้ อ่านแล้วควรนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองนะจ๊ะ

————–

PR : E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม 

ทำปฏิทินใช้เงินเดือนหน้า เราจะรู้ว่าต้องใช้เงินทำอะไรบ้าง

“วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/2Xk7wJO

เพจอภินิหารเงินออม

เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับเงินฉุกเฉิน

ช่วงเวลานี้มันเป็นการทดสอบว่า “เงินฉุกเฉิน” ที่เราเก็บไว้ 3 – 12 เดือนของค่าใช้จ่าย มันเพียงพอตามที่คิดไว้หรือไม่ บางครั้งเราคิดว่าตุนเงินไว้มากพอแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงกลับมีรายจ่ายที่ไม่คาดคิดเข้ามาซะงั้น ทำให้เงินฉุกเฉินหายเกลี้ยงในพริบตา  ถึงเวลานี้ก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป เช่น หารายได้เพิ่ม ลดรายจ่าย ขายกองทุน หุ้นหรือขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย ในขณะที่หลายคนเลือกที่จะใช้เงินกู้ฉุกเฉิน

 

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนกู้ฉุกเฉิน

หลายคนมองว่าเวลาเดือดร้อนที่ต้องใช้เงินเร่งด่วนจริงๆ เรายังมีวงเงินกู้เหลืออยู่ มีบัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดอีกหลายใบที่ใช้ได้ ทั้งหมดนี้เป็นการใช้เงินในอนาคต เป็นการสร้างหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ก่อนจะตัดสินใจใช้เงินกู้ก็ต้องประเมินตัวเองว่าสามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยไหวหรือไม่ เพดานหนี้ของตัวเองว่าอยู่ระดับไหน  ดังนี้

  • เราควรมีหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ เพราะส่วนที่เหลืออีก 60% เป็นเงินออมและรายจ่ายส่วนตัว สมมติว่าเราได้รับเงินเดือน 30,000 บาท เพดานหนี้ของเราไม่ควรเกิน 12,000 บาท 

  • หนี้สินต่อทรัพย์สิน ไม่ควรเกิน 50%  มีวิธีการคำนวณ ดังนี้

    • นำหนี้สินที่เหลืออยู่ทั้งหมดมารวมกัน เช่น หนี้บ้านที่เหลือ กยศ. หนี้ผ่อนรถ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ฯลฯ 

    • นำทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเรามารวมกัน  เช่น เงินฝาก บ้าน รถยนต์ กองทุนรวม หุ้น ที่ดิน มูลค่าเงินสดในประกัน ฯลฯ 

    • นำหนี้สินหารทรัพย์สินแล้วคูณ 100 

 

มันเหมือนการออกกำลังกายที่เรารู้ว่าจุดไหนที่เรียกว่าเหนื่อย หายใจไม่ทัน นั่นแสดงว่าเราจะต้องหยุด เพื่อให้ร่างกายได้พักเหนื่อย การรู้เพดานหนี้สินของตัวเองก็เช่นกัน ทำให้ประมาณได้ว่าควรใช้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลหรือกู้ยืมอื่นๆได้อีกเท่าไหร่ ถ้ามีมากเกินไปก็ต้องพักบ้างเพื่อไม่สร้างภาระหนักให้ตัวเองมากเกินไปนะคะ 

 

เมื่อวันหนึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านไป เงินฉุกเฉินทำให้เราฝ่าวิกฤตช่วงนี้ไปได้ เรากลับไปทำงานเหมือนเดิมหรือเริ่มต้นกับงานใหม่ มีรายได้กลับเข้ามาอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เติมเงินฉุกเฉินให้เต็มเป็นอันดับแรก จากวิกฤตครั้งนี้ทำให้รู้แล้วว่าตอนนี้เราควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

 

การแบ่งเก็บเงินฉุกเฉิน

สมมติว่าเราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 6 เดือนของค่าใช้จ่าย เช่น มีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉิน 60,000 บาท อาจจะแบ่งเก็บไว้ 2 บัญชี เช่น

=> บัญชีที่ 1 เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง  ถอนใช้ได้ทันที 30,000 บาท

=> บัญชีที่ 2 กองทุนรวมตลาดเงิน มีระยะเวลาถอน 1 วัน 30,000 บาท 

ทั้งสองบัญชีนี้มีสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ สามารถรักษาเงินต้นของเราไว้ได้ ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินควรใช้บัญชีที่ 1 ให้หมดก่อน หากไม่พอค่อยใช้บัญชีที่ 2 เรื่องจำนวนเงินที่เก็บแต่ละบัญชีควรปรับให้เหมาะสมกับตัวเองนะจ๊ะ อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างจ้า ส่วนช่วงที่เติมเงินฉุกเฉินให้เต็มอาจจะแบ่งเก็บทีละบัญชีที่บัญชีที่ 1 และ 2 ตามลำดับหรือว่าจะเก็บพร้อมกันทั้ง 2 บัญชีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคนนะคะ

ตัวอย่างที่เก็บเงินฉุกเฉิน

 เปรียบเทียบเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับเงินฉุกเฉิน

เปรียบเทียบกองทุนรวมตลาดเงิน

เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับเงินฉุกเฉิน

ช่วงเวลาวิกฤต “เงินเก็บ” หาได้เร็วกว่า “เงินกู้” ที่ต้องรอคิวนานแล้วยังได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินอีกด้วย อ่านบทความนี้จบแล้วเริ่มคำนวณว่าเราควรมีเงินฉุกเฉินเท่าไหร่ แล้วออมเงินทันที สิ่งที่คิดไว้ถึงจะเป็นจริงนะคะ 

PR :เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับเงินฉุกเฉินE-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/2Xk7wJO

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

เพจอภินิหารเงินออม

พันธบัตรรัฐบาล “เราไม่ทิ้งกัน” ทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันอย่างไร?

ในที่สุดก็ออกมาแล้วกับ “พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่นเราไม่ทิ้งกัน” แบบไร้ใบตราสาร วงเงินทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท เพื่อระดมทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังทรุดตัวอย่างหนัก เพราะการระบาดของ Covid-19 โดยเริ่มจำหน่ายไปแล้วเมื่อวานเป็นวันแรก

พันธบัตรออมพิเศษ รุ่นเราไม่ทิ้งกัน

แบ่งเป็น 2 รุ่น

1. รุ่นอายุ 5 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 

2. รุ่นอายุ 10 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 14 พฤษภาคม 2573

อัตราดอกเบี้ยสำหรับรุ่นอายุ 5 ปี

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 2.40 ต่อปี

แบ่งเป็น

  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 1 ร้อยละ 2.00
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 2-3 ร้อยละ 2.25
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 4 ร้อยละ 2.50
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 5 ร้อยละ 3.00

อัตราดอกเบี้ยสำหรับรุ่นอายุ 10 ปี

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 3.00 ต่อปี

แบ่งเป็น

  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 1-3 ร้อยละ 2.50
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 4-8 ร้อยละ 3.00
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 9 ร้อยละ 3.50
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปี ปีที่ 10 ร้อยละ 4.00

จ่ายดอกเบี้ยเมื่อไร?

เริ่มจ่ายครั้งแรกวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563

จ่ายดอกเบี้ยกี่ครั้งต่อปี?

จ่ายดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี (หักภาษี 15%)

ครั้งที่ 1 คือ 14 พฤษภาคม ของทุกปี

ครั้งที่ 2 คือ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี

*จนกว่าพันธบัตรจะครบกำหนดไถ่ถอน

เริ่มจำหน่ายเมื่อไร?

ช่วงที่หนึ่ง : 14-20 พ.ค. สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

จำกัดวงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน2 ล้านบาท/คน/ธนาคาร

ช่วงที่สอง : 21-27 พ.ค. สำหรับประชาชนที่มีสิทธิ์ซื้อ

จำกัดวงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน2 ล้านบาท/คน/ธนาคาร

ช่วงที่สาม : 28 พ.ค.-10 มิ.ย. สำหรับประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไร

ขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่จำกัดวงเงินซื้อสูงสุด

*วงเงินแต่ละช่วงจะไม่นับรวมกัน เช่น คุณลุง aomMONEY อายุ 65 ปี สามารถเข้าซื้อพันธบัตรช่วงที่ 2 และ 3 ได้ด้วย

ซื้อได้ที่ไหน?

  1. ซื้อผ่าน BOND DIRECT Application 
  2. ช่องทางของธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
  3. ซื้อผ่านเครื่อง ATM, ระบบอินเทอร์เน็ต และ Mobile Application โดยธนาคารผู้จัดจำหน่ายจะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ซื้อทันทีเมื่อสิ้นสุดการทำรายการซื้อ
  4. ซื้อผ่านเคาน์เตอร์ ชำระได้ทั้งเงินสด, หักบัญชีเงินฝาก หรือเช็ค (ยกเว้นวันที่ 10 มิถุนายน 2563 ไม่รับชำระด้วยเช็ค) โดยสั่งจ่าย “บัญชีจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง รุ่นอายุ 5 ปี” หรือ “บัญชีจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษของกระทรวงการคลัง รุ่นอายุ 10 ปี”

ใครซื้อได้บ้าง?

  1. บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  2. สภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ และนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร

คำแนะนำจาก aomMONEY

อย่างที่ aomMONEY บอกอยู่เสมอว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ถ้าเสี่ยงมากก็ได้ผลตอบแทนมาก ถ้าเสี่ยงน้อยก็ได้ผลตอบแทนน้อย สำหรับใครที่ต้องการเก็บเงินไปพร้อมๆ กับการสร้างผลตอบแทนที่ความเสี่ยงไม่สูง แต่ได้ดอกเบี้ยดีกว่าฝากเงินไว้ในธนาคารเฉยๆ การซื้อพันธบัตรก็เป็นการลงทุนที่เหมาะสมและน่าสนใจครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

นักบัญชีที่เราจ้างมา มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ?

“ผมจ้างสำนักงานบัญชีมาทำบัญชีให้ แต่ว่า ในทุกๆ เดือนกลับไม่มีข้อมูลอะไรให้ที่ทำให้ผมรู้ว่าธุรกิจ กำไรหรือขาดทุน  อันนี้เป็นเรื่องปกติไหมครับ ???

หลายคนคงมองว่าการจ้างนักบัญชีมาทำให้งานให้แล้ว คือ การหมดภาระทุกอย่าง แต่จริงๆอาจจะต้องมาคุยกันว่า “ตกลงกันไว้ว่ายังไงบ้าง” นี่คือสิ่งที่ต้องเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่แรกก่อนว่าจ้างงานครับ

สำหรับคนที่สงสัยขึ้นมาว่า แล้วจริงๆ “นักบัญชีมีหน้าที่ทำอะไร?” ขออนุญาตตอบแทนในฐานะนักบัญชีว่า โดยหลักการโดยทั่วไปแล้ว “นักบัญชีมีหน้าที่ดูแลความถูกต้อง ของการบันทึกรายการทางบัญชีและการจัดทำงบการเงินให้ครบถ้วนตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมถึงเป็นไปตามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี รวมถึง  พ.ร.บ. การบัญชี 2543 ตามที่กำหนดไว้

ส่วนคนที่ถามว่าต้องจ้างไหม คำตอบ คือ “ต้องจ้าง” ถ้ามีการประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลเพราะกฎหมายกำหนดไว้ครับ 

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หมายความว่า ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ (มาตรา 4) ซึ่งประกอบด้วย (มาตรา 8 วรรค 1)

1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ซึ่งได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
2) บริษัทจำกัด
3) บริษัทมหาชนจำกัด
4) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
5) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

โดยคำว่า “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ยังหมายความถึง ผู้ที่รับผิดชอบโดยจัดต้องให้มี “ผู้ทำบัญชี” ซึ่งมีคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดตามมาตรา 7(6) และมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทาบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริงและถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 19 วรรค 1) 

 อันนี้คือหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ความต้องการมากกว่านั้นในฐานะการทำงานของนักบัญชีก็ขึ้นอยู่กับว่าตกลงกันกับเจ้าของธุรกิจแบบไหนอย่างไรครับ? 

เพราะบางกิจการไม่ได้ต้องการให้นักบัญชีมีหน้าที่มากกว่า ส่งภาษี ทำงบการเงิน เพราะธุรกิจเองก็ไม่ได้สนใจข้อมูลที่นำส่งอยู่แล้ว

ส่วนบางกิจการอาจจะต้องการมากกว่านั้นเพราะว่าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมในการตัดสินใจในการทำงานของธุรกิจ อยากได้เพื่อนคู่คิด ที่ปรึกษาด้านภาษี ไปจนถึงผู้ช่วยในการวางแผนการเงินอื่นๆ ก็มีเช่นเดียวกันครับ 

ดังนั้น สิ่งที่จะตอบได้ว่า เราต้องการนักบัญชีแบบไหน ขึ้นอยู่กับมุมมองของเจ้าของกิจการว่าต้องการอะไรจากนักบัญชี ในฐานะผู้ให้บริการบ้าง ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ อยู่ที่เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ที่ตอบว่าจะเลือกแบบไหนยังไงครับ? 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ขอคืนภาษีย้อนหลังได้สูงสุดกี่ปี นับยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

“พรี่หนอมครับ ช่วงนี้ผมช็อตเงิน เลยอยากรู้ว่า เราสามารถขอคืนภาษีย้อนหลังได้กี่ปี” หลายคนอยากรู้ว่า นับเวลาขอคืนภาษีย้อนหลังยังไง ขอคืนยังไงได้บ้าง เอกสารที่ต้องใช้มีอะไรต้องเตรียมหรือเปล่า มาครับ เดี๋ยวทั้งหมดนี้จะตอบให้อ่านกัน

ถ้าให้ตอบคำถามนี้สั้นๆ คือ ขอคืนภาษีย้อนหลังได้ 3 ปี เพราะกฎหมายบอกไว้ว่า เราสามารถยื่นขอคืนภาษี ย้อนหลังได้สูงสุดถึง 3 ปี นับจากวันสุดท้าย ของกำหนดเวลายื่นรายการภาษี ตามนี้

มาตรา 27 ตรี เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่
(1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
(2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด

อ่านกฎหมายแล้วงงใช่ไหม ไม่เป็นไร ลองดูตามนี้ ยกตัวอย่างเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยปกติกฎหมายกำหนดว่า ต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

ดังนั้นในเดือนมีนาคม 2563 เราสามารถยื่นขอคืนภาษี สำหรับปี 2559 ได้อยู่นะ เพราะปี 2559 นั้น เรามีสิทธิยื่นภาษีวันสุดท้าย ภายในวันที่ 31 มีนาคมม 2560 นั่นเอง เมื่อนับมาถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2563 ก็แปลว่ายังไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้ แบบนี้สามารถขอคืนได้แน่นอนจ้า

แต่เดี๋ยวก่อน การยื่นขอคืนภาษีแบบนี้ เราจะยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตไม่ได้นะ ต้องไปยื่นกระดาษที่สรรพากรสาขาแทน เพราะว่ามันเป็นการยื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเอกสารรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ ก็เตรียมตามปกติไป 

แต่ถ้าหากเราไม่เคยยื่นภาษีปีนั้นมาก่อน เราจะต้องเสียค่าปรับแบบ 200 บาท กรณีที่ไม่เคยยื่นภาษีในปีนั้นมาก่อนด้วย เนื่องจากกฎหมายมีค่าปรับที่กำหนดไว้ให้เราต้องเสียเพิ่มเติม กรณีที่ไม่ยื่นแบบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดนั่นเองจ้า

ดังนั้น ณ ตอนนี้ (ปี 2563) สำหรับบุคคลธรรมดา เราสามารถขอคืนภาษี ปี 60 61 62 ได้นะ เพราะว่ายังมีเวลาอยู่ ใครที่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิก็รีบไปยื่นเพิ่มเติมได้เลยจ้า 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

TMRW ธนาคารดิจิทัลจาก UOB ที่มาคู่กับโปรโมชั่นบัตรเครดิตเงินคืนสะใจทุกไลฟ์สไตล์

คุณน่าจะเคยเห็นโลโก้ TMRW ตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆมากมาย หรือไม่ก็เห็นโลโก้นี้ที่ตู้ Kiosk มีสีสันโดดเด่นสะดุดตา ตามจุดต่างๆตรงสถานีรถไฟฟ้า ช้อปปิ้งมอลล์ ร้านกาแฟทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเค้าต้องการนำเสนอบริการรูปแบบใหม่เรียกว่า ธนาคารดิจิทัลจากยูโอบีให้บริการด้านเงินฝากและบัตรเครดิต มาพร้อมกับแอพคู่ใจ TMRW ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์หลายอย่างช่วยคุณจัดการเรื่องเงินได้อีกด้วย เพราะแอพจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้จ่ายและเก็บออม เพื่อแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับคุณตามไลฟ์สไตล์ของคุณ

บริการ TMRW ยังสอดคล้องกับเทรนด์สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เพราะสามารถชำระเงินที่ร้านค้าด้วยการแสกน QR ในแอพ TMRW หรือด้วยบัตรเครดิตแบบแตะจ่าย (Mastercard PayPass) ส่วนร้านค้าออนไลน์ก็สามารถชำระเงินด้วยการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือชำระผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ทำให้ไม่ต้องกลัวเงินหาย ไม่ต้องกลัวติดเชื้อ COVID-19 ผมว่ามันเป็นอะไรที่ใช่เลยตอบโจทย์การเว้นระยะห่างทางสังคม รู้มั้ยว่ายังมีประโยชน์กับประเทศชาติด้วยนะ เพราะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 และลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร เอาเงินงบประมาณที่เหลือนี้ไปพัฒนาประเทศทางด้านอื่นได้สบาย

พูดถึงบัตรเครดิตคนส่วนใหญ่ต้องการบัตรที่ใช้แล้วดูดีมีฐานะสามารถใช้ได้ทุกที่ทั่วโลก โปรโมชั่นบัตรเครดิตต้องเร้าใจกับร้านค้าที่คุณใช้บริการบ่อยๆ มีเงินคืนทุกการใช้จ่ายด้วยยิ่งดี บริการต้องรวดเร็วทันใจถามอะไรไปตอบได้หมด นอกจากนี้เวลาช้อปเพลินก็มีการแจ้งเตือนควบคุมค่าใช้จ่าย เวลาใบแจ้งหนี้มาจะได้ไม่ตกใจ ไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับที่จะหาบัตรเครดิตที่มีครบทุกความต้องการไว้ในบัตรใบเดียว แค่เรื่องโปรโมชั่นบัตรเครดิตรูดแล้วมีเงินคืนทุกการใช้จ่ายก็มีไม่กี่บัตรในตลาดที่ให้โปรโมชั่นนี้ได้ครับ

ผมว่าบัตรเครดิต TMRW ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะ เค้าออกแบบมาให้ครบทุกความต้องการ บัตรมีสีสันสดใสเหมาะกับคนรุ่นใหม่ มีลายเส้นคล้ายโลหะทำให้ดูหรูหรา โปรโมชั่นบัตรเครดิตจัดเต็มให้เงินคืน 2% กับร้านค้าในหมวดกิน เที่ยว ช้อป และเงินคืน 1% กับร้านค้าในหมวดอื่นๆ หากต้องการเงินคืนเพิ่มเป็น 3% แบบเลือกหมวดเองก็ทำได้ โดยต้องสมัครบัตรเครดิตคู่กับเปิดบัญชีเงินฝาก และทำภาระกิจให้สำเร็จในแต่ละเดือน

โปรโมชั่นบัตรเครดิตยังไม่หมดเท่านี้ เค้ายังมีรับเงินคืน 15% จาก 15 ร้านดังให้คุณคุ้มค่ามากกว่า โปรโมชั่นถึงเดือนสิงหาคม 2563 อาทิเช่น After you, KOI The’, Krispy Kreme, Grab Food, Food Panda, Lazada, Shopee, Tops, TrueMoney Wallet, Rabbit Line Pay, MRT ฯลฯ รายละเอียดโปรโมชั่นบัตรเครดิตตามลิงก์นี้เลยครับ https://www.tmrwbyuob.com/th/th/promotions.html

โปรโมชั่นบัตรเครดิตเยอะจุใจมั้ยครับ เพราะเค้าใช้ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบช่วยลดต้นทุนไปได้มาก เค้าก็เลยเอามาจัดโปรโมชั่นบัตรเครดิตได้เต็มที่ มาต่อเรื่องบริการกันบ้าง TMRW ใช้ AI ในการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้จ่ายและเก็บออมอย่างที่บอกไป และยังใช้ Chat Bot ตอบคำถามด้วยนะ ทำให้ตอบได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ดึกดื่นแค่ไหนก็ถามได้ไม่ต้องเกรงใจ ส่วนเรื่องแจ้งเตือนเค้าก็จะคอยเตือนเมื่อใช้ใกล้จะเต็มวงเงินบัตรเครดิต และสามารถเปลี่ยนรายการรูดเต็มเป็นผ่อนชำระรายเดือนได้อีกด้วย

สำหรับคนที่สนใจสมัคร โปรโมชั่นบัตรเครดิตรับเงินคืน 600 บาทเมื่อสมัครและมียอดใช้จ่าย 2,000 บาทขึ้นไปตามเงื่อนไขภายใน 45 วันหลังจากได้รับการอนุมัติ ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2563 และมีโปรโมชั่นเพิ่มเติมอีก 2 ต่อคือ รับ 200 บาท e-coupon เมื่อสมัครและยืนยันตัวตนที่ตู้ TMRW สำเร็จภายใน 14 วัน กับรับเงินคืน 200 บาท เมื่อฝากเงินเข้าบัญชี TMRW 2,000 บาทและใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต TMRW อย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 30 วันหลังจากเปิดบัญชีนะครับ

สำหรับวิธีการสมัครก็ไม่ยุ่งยากแค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ครับ

  1. โหลดแอพ TMRW ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเปิดบัญชีเงินฝาก และอัพโหลดเอกสารประกอบการสมัครต่างๆ
  2. ไปยืนยันตัวตนที่ตู้ TMRW กว่า 300 แห่ง ทั่วกทมและปริมณฑล ที่ใกล้บ้านคุณภายใน 14 วัน
  3. รอรับผลการอนุมัติและจัดส่งบัตรมาที่บ้าน

โปรโมชั่นบัตรเครดิตสำหรับลูกค้าใหม่และรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครตามลิงก์นี้เลยครับ https://www.tmrwbyuob.com/th/th/promotions.html

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save