“6 Jars Money Management” เทคนิคบริหารเงินช่วง COVID

aomMONEY ขอแนะนำให้รู้จักกับทฤษฎี 6 Jars Money Management หรือ วิธีบริหารเงินแบบ 6 กระปุก รับรองว่าถ้าทำได้ตามนี้ เราจะมีเงินออมในทุกมิติอย่างไร้กังวลแน่นอน

ทฤษฎีนี้คิดค้นโดยที ฮาร์ฟ เอคเคอร์ นักธุรกิจมหาเศรษฐี ผู้เขียนหนังสือ “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” (Secrets of the Millionaire Mind) สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก เขาแนะนำวิธีการบริหารเงินที่เราได้รับมาในแต่ละเดือน ด้วยการแบ่งเงินออกเป็น 6 กระปุกดังต่อไปนี้

1. กระปุกรายจ่ายประจำ (55%)

สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าอาหาร, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าเดินทาง รวมถึงการผ่อนชำระหนี้ต่างๆ เช่น บ้าน รถ บัตรเครดิต

2. กระปุกการลงทุน (10%)

นำไปลงทุนอะไรก็ได้เพื่อให้เงินงอกเงย เช่น หุ้น กองทุน สลากออมสิน ทองคำ ประกันสะสมทรัพย์ เงินฝากดอกเบี้ยสูง

3. กระปุกการศึกษา (10%)

ใช้พัฒนาตนเองในด้านต่างๆ เช่น ลงเรียนคอร์สที่สนใจ สัมมนาอบรม เวิร์กช็อป ซื้อหนังสือ หรือเก็บไว้ยาวๆ เพื่อศึกษาต่อ

4. กระปุกการออมระยะยาว (10%)

เก็บเงินส่วนนี้ไว้เพื่อใช้จ่ายก้อนใหญ่หรือระยะยาว เช่น ดาวน์บ้าน รถ คอนโดฯ สินสอดแต่งงาน ค่าเล่าเรียนของลูก หรือไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เราเรียกเงินส่วนนี้ว่า “เงินสำรองฉุกเฉิน” คือเมื่อถึงคราวจำเป็นก็นำออกมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

5. กระปุกให้รางวัลตัวเอง (10%)

อดทนทำงานเก็บเงินเพื่ออนาคตของตัวเองขนาดนี้ ก็ต้องให้รางวัลตัวเองกันบ้าง เงินส่วนนี้สามารถเอาไปทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เช่น ดูหนัง ช้อปปิ้ง กินอาหารดีๆ ซื้อบัตรคอนเสิร์ต ทำสปา เสริมสวย

6. กระปุกแบ่งปัน (5%)

เราสามารถตอบแทนสังคมได้ ด้วยการนำเงินส่วนนี้ไปบริจาคหรือทำบุญ เช่น ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากไร้ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ค่าอาหารน้องหมาแมวจรจัด รวมไปถึงการซื้อของขวัญให้เพื่อน

ตัวอย่างง่ายๆ

นาย aomMONEY พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีเงินเดือน 25,000 บาท ถ้าบริหารเงินตามทฤษฎี 6 Jars Money Management เขาก็จะต้องแบ่งเงินดังนี้

กระปุกรายจ่ายประจำ (55%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (55/100) = 13,750 บาท

กระปุกการลงทุน (10%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (10/100) = 2,500 บาท

กระปุกการศึกษา (10%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (10/100) = 2,500 บาท

กระปุกการออมระยะยาว (10%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (10/100) = 2,500 บาท

กระปุกให้รางวัลตัวเอง (10%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (10/100) = 2,500 บาท

กระปุกแบ่งปัน (5%)

วิธีการแบ่งเงินคือ 25,000 x (5/100) = 1,250 บาท

เพียงเท่านี้สถานะทางการเงินของ นาย aomMONEY ก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจนมีเงินออมในยามเกษียณแล้ว

คำแนะนำจาก aomMONEY

ทฤษฎี 6 Jars Money Management ไม่ได้มีกฎบังคับตายตัว เพราะแต่ละคนก็มีความจำเป็นในชีวิตแตกต่างกัน ดังนั้นสัดส่วนในการเก็บออมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และมือใหม่อย่าเพิ่งหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป ปรับตัวไปทีละนิดดีกว่าครับ

สุดท้ายอย่าลืมว่าเริ่มก่อน…รวยก่อน

ลงมือทำเลยครับ ลองดูแล้วจะรู้ว่าชีวิตดีขึ้นจริงๆ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“7 เรื่องเงินต้องทบทวน” ถ้าอายุ 30 แต่ยังไม่มีอะไรเลย!

หลายๆ คนในตอนนี้น่าจะอยู่ในกลุ่มวัยทำงานช่วงอายุ 23-30 ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเริ่มสร้างฐานะเพื่อความมั่นคงใช่มั้ยครับ แต่หลายๆ คนกลับตรงกันข้าม เพราะบางคนก็ยังมีหนี้สิ้นจากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดที่ต้องตามใช้กันอยู่ หรือ บางคนมีภาระที่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายในครอบครัว หรือถ้าหนักหน่อยก็มีภาระหนี้สินของที่บ้าน ที่เราต้องมาช่วยเหลืออีกทาง

ไม่เป็นไรครับ …

เพราะต้นทุนชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน นั่นคือเรื่องจริง

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่หมายความว่าเราจะเริ่มต้นสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองไม่ได้ วันนี้ aomMONEY เลยขอมาให้ความรู้กับเพื่อนๆ ในหัวข้อ 7 เรื่องเงินต้องทบทวน ถ้าอายุ 30 แต่ยังไม่มีอะไรเลย มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง?

1. รู้ตัวเองก่อนว่างมีอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “ทรัพย์สิน” กับ “หนี้สิน”

หากว่าเพื่อน ๆ ทำงานได้เงินเดือนๆ นึงหลักหลายหมื่น แต่กลับมีรายจ่ายไปกับหนี้สูงพอๆ กับรายรับ สิ่งที่ควรใส่ใจอย่างแรกเลย คือ ลิสต์รายการของทรัพย์สินเพื่อเปรียบเทียบกับหนี้สินที่มีทั้งหมดครับ และถ้าหากมานั่งงงว่า เฮ้ย! เราก็มีสินทรัพย์เยอะนะ ทั้ง iphone , Ipad , กล้องถ่ายรูปแพงๆ ฯลฯ แต่ทำไมยังจนอยู่ มีแต่หนี้สิน

คิดง่ายๆ เลยครับ Iphone จำนวน 1 เครื่อง ราคาประมาณ 25,000-30,000 แต่ราคาขายต่อมันก็หายไปแทบจะครึ่งต่อครึ่งแล้วครับ แค่นี้ก็พอจะมองออกแล้วใช่มั้ยครับว่าเพื่อนๆ ต้องเริ่มกลับมาวางแผนการเงินให้ตัวเองได้แล้ว เริ่มต้นง่ายๆ ที่เริ่มสะสมทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หุ้น กองทุนรวม เป็นต้น

2. สร้างงบการเงินในแบบของตัวเองได้แล้ว

แม้เพื่อนๆ จะหาเงินได้มากแค่ไหน แต่หากบริหารเงินไม่ดี เงินที่ได้มาก็จะหายไปง่ายๆ เรียกว่า ‘รวยเดย์ รวยกันแค่วันสิ้นเดือน” ดังนั้นสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องให้ความสนใจในลำดับถัดมา คือ การสร้างงบรายจ่าย หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ให้เริ่มต้นจากงบการเงิน 50-30-20 ของ Elizabeth Warren ดูครับ

*รายละเอียดเพิ่มเติม https://goo.gl/01eSK9

3. เริ่มทยอยปลดหนี้ให้หมดได้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ , ค่าบัตรเครดิต, หรือแม้แต่ค่าผ่อนสินค้า 0% ต่างๆ นั่นเพราะยิ่งปลดหนี้เร็วเท่าไหร่ เราก็สามารถนำเงินไปต่อยอดได้มากขึ้นเท่านั้นครับ และถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะปลดหนี้ยังไงดี แนะนำว่าให้เริ่มจากดูว่าเรามีหนี้ทั้งหมดกี่ราย, จำนวนเงินที่เป็นหนี้ของแต่ละราย และอัตราดอกเบี้ย จากนั้นให้จัดลำดับหนี้โดยให้หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ด้านบนและเริ่มต้นปลดหนี้จากก้อนนั้นก่อน แล้วค่อยๆทยอยปิดหนี้ก้อนอื่นๆ ต่อไปจนหมดครับ

4. บริหารความเสี่ยงให้เป็น

การมีสติช่วยให้เราผ่านทุกปัญหาได้ เพราะสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้คือเรื่องของความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะโสดหรือไม่ก็ตาม ความเสี่ยงที่ควรพิจารณามี 3 ด้านคือ

  1. ความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพ เริ่มจากการคิดว่าหากเราเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ครอบครัวจะต้องลำบากเพราะขาดกำลังสำคัญรึเปล่า? หากคำตอบคือใช่ เราลองบริหารความเสี่ยงโดยการซื้อประกันดีมั้ย?
  2. ความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน นั่นก็คือหากเราหยุดทำงาน (ไม่ว่าจะลาออกหรือไม่อยากลาออกก็ตาม) เรามีความพร้อมรึยัง? หากไม่มีสิ่งแรกที่ควรทำคือสำรองเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายเอาไว้ก่อน
  3. ความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต เช่น หากวันหนึ่งสาวๆขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ เรามีประกันภัยรถยนตร์รึเปล่า? ถ้าไม่มีจะซื้อมั้ย? ซื้อประกันแบบไหนดี?

5. คุณต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน

คิดจาก (รายจ่ายปกติต่อเดือน x 6 เดือน = เงินสำรองฉุกเฉินที่ควรมี) เงินจำนวนนี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าด้านการเงินได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินคนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้เรากลับเข้าไปอยู่ในวงจรหนี้อีกครั้ง

6. ศึกษาเรื่องภาษีได้แล้ว

ยิ่งรายได้มาก ก็อย่าลืมว่าภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะถือเป็นกฏหมายที่ทุกคนในชาติต้องปฏิบัติตาม สิ่งที่สาวๆควรศึกษาคือกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนหรือการละเว้นใดๆก็ตาม

7. วางแผนเกษียณหรือยัง?

“แก่ไม่ว่า แต่อย่าแก่แบบไม่มีเงินครับ” ที่บอกแบบนี้เพราะอยากให้วางแผนเกษียณกันไวๆ ยิ่งวางเร็วยิ่งดี ดังนั้นการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็เพื่อผลประโยชน์สำหรับเราเองครับ ไม่ต้องลำบากลูกหลาน!!!

คำแนะนำจาก aomMONEY

เราทุกคนควรเตรียมพร้อมทางด้านการเงินเสมอ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีอะไร เราก็ยังเริ่มต้นได้ สิ่งสำคัญคือศึกษาหาความรู้และเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี อย่ามาเริ่มตอนที่ใกล้เกษียณ ไม่มีแรงจะทำงานแล้วเลยครับ ด้วยความปรารถนาดีครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทักษะการเอาตัวรอดของนักลงทุนรายย่อย หลัง COVID-19 เพื่อการเติบโตในอนาคต

วันนี้ aomMONEY ขอหยิบบทสัมภาษณ์ของอีกแขกรับเชิญที่พิเศษไม่แพ้ท่านอื่น จาก งาน aomMONEY Investment Conference 2020 อย่าง ภก. กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ ในประเด็นหัวข้อ ทักษะการเอาตัวรอดของนักลงทุนรายย่อย หลัง COVID-19 เพื่อการเติบโตในอนาคต จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาติดตามกันเลยได้ครับ

บทเรียนของนักลงทุนรายย่อยจากวิกฤตในตลาดหุ้นที่ผ่านมา

ลงทุนศาสตร์ :  ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนน่าจะได้เห็นภาพและเข้าใจมากๆ กับตลาด ที่ผ่านมาจากสถานการณ์ COVID-19 คือ “การคาดเดาตลาด” เป็นสิ่งที่แทบจะคาดเดาไม่ได้ ถ้าเราจำเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาได้ จะเห็นว่าตลาดทำ Circuit Breaker 3 ครั้งมากถึง 2 วันติด และตลาดลงไปถึง 950 – 960  จุด ตอนนั้นทุกคนก็เต็มไปด้วยความกังวล แต่ภาพรวมตลาดหุ้นตอนนี้ คือ ฟื้นตัวมากกว่า 30% แล้ว 

ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนน่าจะได้คำตอบเป็นไอเดียในการลงทุนก็คือ “จริงๆ แล้วมันไม่มีใครสามารถทำนายตลาดหุ้นได้อย่างแท้จริง” ถึงแม้ว่าภาพที่เกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่เราก็ไม่สามารถจะวิเคราะห์หรือคาดการณ์อนาคตได้มากขนาดนั้น หลายคนที่กังวล เลือกไม่กลับมาถือหุ้นอีก ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด เพราะในอนาคตตลาดหุ้นอาจจะตกกลับไปอีก หรืออาจจะวิ่งไปต่อก็ได้ ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้โฟกัสที่วินัยการลงทุนหรือว่าแบบแผนการลงทุนของเรามากกว่า มากกว่าการที่จะมุ่งไปยังเรื่องของการคาดเดาตลาดที่มันค่อนข้างพิสูจน์ชัดเจนว่า จริงๆแล้วมันแทบคาดเดาไม่ได้เลย

ข้อได้เปรียบ/ข้อเสียเปรียบของการเป็นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้น

ลงทุนศาสตร์ : ข้อได้เปรียบ คือ ช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก ผมว่านักลงทุนรายย่อยได้เปรียบกว่านักลงทุนสถาบันหรือว่านักลงทุนที่เป็นกองทุนรวม หรือว่า โบร์กเกอร์ , Prop Trade ,  ต่างชาติ ผมว่านักลงทุนที่เป็นบัญชีบุคคลได้เปรียบมากๆ ในข้อหนึ่งก็คือ เรื่องของจิตวิทยาการลงทุน อย่าลืมนะครับว่าการที่เราถือเงินคนอื่นไม่ว่าจะในฐานะของกองทุนรวม ของ Prop Trade หรือของต่างชาติ มันต้องตอบคำถามเจ้าของเงินเสมอว่าหุ้นจะตกอีกไหม ทำไม NAV ถึงลดลง ทำไมถึงผลประกอบการออกมาขาดทุน แต่ถ้าเป็นนักลงทุนรายย่อยเราไม่ต้องตอบ เราตอบแค่ตัวเอง 

ดังนั้นสิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดของนักลงทุนรายย่อย ก็คือเรื่องของความเป็นอิสระ เราสามารถคิดได้เลือกได้ รวมไปถึงแม้กระทั่งเราสามารถตัดสินใจผิดได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรา Cut Loss ไปตอน 1,000 จุด เราอาจจะเห็นว่าถ้าเราเป็นนักลงทุนแบบ Technical เราเห็นว่าตลาดทำ  Dead Cross แล้ว ตลาดลงแล้ว สัญญาณขายมาแล้ว เราตัดสินใจขายไปตอนที่ 1,000 จุด แป๊บเดียวตลาดเด้งมา 2 วันตลาดเด้งกลับมาจุดเดิม เราอาจจะขาดทุนเยอะแยะ แต่เราไม่ต้องตอบคำถามใคร 

ดังนั้นการจัดการเรื่องวิธีคิด การจัดการอารมณ์ การ Manage ตลาด การจัดการพอร์ต สำหรับนักลงทุนรายย่อยง่ายกว่าเยอะ ลองคิดถึงเจ้าของเงินเยอะๆ อย่างกองทุนรวมต้องรับโทรศัพท์ทุกวัน ช่วงที่ผ่านมาตลาดลงจาก 1,500-1,600 มาเหลือ 1,100 จุด ใครที่เป็นนักวางแผนการเงินต้องคุยกับลูกค้าแทบทุกวัน ลูกค้าถามทุกวันว่าทำไมเงินลดลงตลอดเลย แต่พอเป็นเงินของตัวเองเรามีอิสระมากเราเลือกได้ เราคล่องตัวว่าจะเข้าตัวไหนออกตัวไหน มันเป็นอิสระของเรา 

แต่แน่นอนมันมีข้อเสีย และข้อเสียที่สำคัญที่สุดสำหรับผมซึ่งมันไม่ใช่ข้อเสียที่ใหญ่เลย ก็คือเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เราต้องยอมรับความจริงว่าการนักลงทุนรายย่อยหลายครั้ง เราเข้าเข้าถึงข้อมูลได้ยากกว่านักลงทุนที่มีเงินเยอะ อย่างเช่น Analyst Meeting เราอาจจะไม่สามารถเข้าร่วมได้ หรือว่าการเข้าถึงข้อมูลที่เชิงลึกต่างๆ ที่บริษัทส่วนใหญ่จะให้กับนักลงทุนที่มีเม็ดเงินจำนวนมากเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มกองทุนรวม นักลงทุนรายย่อยอาจต้องรอ Opportunity Day อาจต้องรอ 56-1 หรือรอ บทวิเคราะห์ออกมา 

แต่ถามว่าเป็นจุดสำคัญไหม ผมมองว่าไม่ได้สำคัญมาก ถ้าเราลงทุนระยะกลาง – ยาว เพราะว่าจริงๆ แล้วการรู้ปัจจัยพื้นฐานล่วงหน้าซักวันสองวันเนี่ยอย่างมากหุ้นก็ขึ้นไป 1 ลิ่ง ซึ่งปัจจุบัน 1 ลิ่ง ก็คือ 15% ซึ่ง 15% ในระยะยาวสมมติ 3 ปี 5 ปี 15% ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะเลยนะครับ ถ้าเรามองว่ามันจะขึ้นเป็น 100% 15% ก็แค่นิดเดียว 10% กว่าๆ 

ดังนั้นผมมองว่าการเป็นนักลงทุนรายย่อยในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน มีข้อดีนะครับ แล้วยิ่งเงินเราน้อยเราคล่องตัวจะเข้าตัวไหนออกตัวไหน มัน Switch ตัวได้รวดเร็ว ยังไงผมก็มองว่าช่วงที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยก็ค่อนข้างที่จะได้ประโยชน์เยอะครับ

ตลาดหุ้นไทยในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนรายย่อย?

ลงทุนศาสตร์ : ต้องตอบแยกเป็นอย่างนี้นะครับ ถ้าลงทุนในดัชนีหรือกองทุนรวมที่เน้นหุ้นขนาดใหญ่  Set 50 / Set 100 อันนี้ผมไม่กล้าฟันธงว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีไหมในระยะยาว เพราะว่าผมก็ยัง Question เยอะอยู่กับภาพการเติบโตในระยะยาวของประเทศไทย เพราะว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการในเวลาสักประมาณ 2 ปี แน่นอนว่าการตั้งคำถามของผมก็ไม่ได้แปลว่ามันถูกหรือมันผิด แต่ถ้าเป็นส่วนของการเลือกหุ้นรายตัว โดยส่วนตัวผมก็ยังเชื่อถือว่าถ้านักลงทุนมีความขยันที่มากเพียงพอ หรือว่ามีความพยายามมากเพียงพอมันก็ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับที่เปลี่ยนชีวิตได้ประสบความสำเร็จได้อยู่แล้ว

แน่นอนว่าคำว่าเปลี่ยนชีวิต ประสบความสำเร็จของแต่ละคนมันมีนิยามที่ไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าคุณจะต้องได้ปีละ 100% ปีละ 200% แบบเปลี่ยนชีวิตเห็นหน้าเห็นหลัง แค่ได้ผลตอบแทนปีละ 10% ต่อเนื่องซัก 10-20 ปี คุณก็ถือว่าเป็นสุดยอดนักลงทุนแล้วโดยค่าเฉลี่ย 

ยกตัวอย่างผมเอง ปีนี้ผมเข้าตลาดมาปีนี้เป็นปีที่ 6 นะครับ ไม่ว่าตลาดจะดีหรือจะแย่แค่ไหน ผมก็ยังมีหุ้นที่ได้ผลตอบแทนเกิน 100% ทุกปี บอกเลยว่าอันนี้เราไม่ได้อวดนะ เพราะผลตอบแทนแย่ๆ มันก็มีแล้วก็มาถัวกันบ้างแหละ แต่โดยภาพรวมแล้วเนี่ยคือมันก็ยังดี ผมเข้าตลาดมาตอน 1,600 คนก็พูดกันว่ามันจะหมดยุคทองของตลาดหุ้นไทยแล้ว ไม่ขึ้นจาก 200 จุดไปเป็น 1,600 แล้วนะ มันจะไปที่ไหนต่อได้ 

แต่ผมอยู่ในตลาดมา 6 ปี ตอนเข้าตลาดจำได้เลยตอนนั้นตลาด 1,588 จุด นั่นเป็นวันแรกที่เข้านะครับจนถึงวันนี้มันเหลือ 1,300  แต่ความมั่งคั่งโดยรวมของผมมันขึ้นไปหลายสิบเท่าแล้ว หรือว่าผมยังได้หุ้นเด้งมาสักประมาณ 20 ตัวได้แล้ว ก็เป็นการพิสูจน์ว่าจริงๆ แล้ว ตลาดหุ้นยังมีที่ให้ความสำเร็จของเราอยู่เสมอ แต่เราต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า เราจะมีความพยายามมากพอที่จะไปถึงมันหรือเปล่า ?

คำพูดที่ว่ากันว่ามันมีแค่นักลงทุน 20% เท่านั้นที่จะอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ 

และจะมีนักลงทุนแค่ 5% เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ

ผมเชื่อนะครับถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำพูดที่ดูไม่วิทยาศาสตร์และไม่มีอะไรรับรองงานวิจัยจริงจัง แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้ระดับนึง เพราะว่าโดยประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมก็เห็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ประมาณนี้ครับสัก 5% ได้ ดังนั้นต้องถามตัวเองว่าเราพยายามมากพอที่จะไปอยู่ใน 5% นั้นหรือเปล่า 

หรือถ้าเราจะไม่ได้อยากเปลี่ยนชีวิตขนาดนั้น ต้องการแค่ลงทุนเพื่อการเกษียณ มีชีวิตรอดได้ เรามีความพยายามมากพอที่จะเป็น 20% ที่อยู่รอดในตลาดหุ้นหรือเปล่า ถ้าพยายามมากพอผมว่ายังไงก็ยังมีช่องทางให้เราอยู่เสมอครับ

3 ทักษะสำคัญของนักลงทุนรายย่อยที่จะอยู่รอดได้ทุกๆ สถานการณ์

ลงทุนศาสตร์ : ผมขอไล่ลำดับตามความสำคัญและความจำเป็นนะครับ 

1. “ความรู้” เป็นข้อแรกที่ผมรู้สึกว่าสำคัญที่สุด

นักลงทุนจำนวนมากโฟกัสไปที่เรื่องของเวลาเรื่องของเงินทุน ผมมองว่าจริงๆ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เวลาน้อยมากต่อวัน มีเวลาแค่วันละ 30 นาที แต่ถ้ามีความรู้มากพอมันก็สามารถ Wrap up ทุกอย่างได้ หรือว่า ทุน อันนี้คือยิ่งไม่สำคัญใหญ่เลย บางคนบอกต้องมีเงินเป็นหลักล้านเท่านั้น ผมบอกว่าที่จริงๆ แล้วการลงทุนมันเป็นเรื่องของเปอร์เซ็นต์คือ มีเงินหมื่นล้าน การลงทุนได้เปอร์เซ็นต์เดียว ก็ยังแพ้คนที่มีเงิน 1 ล้านแต่ลงทุนได้ 100% ผมว่าเราควรจะวัดกันที่เปอร์เซ็นต์เป็นหลัก  

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความรู้  ผมย้ำอยู่บ่อยๆ ว่าความรู้ในตลาดหุ้นมันไม่ใช่ความรู้ที่เป็นความรู้ที่หยุดนิ่ง มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงทุกวัน มันไม่ได้หมายความว่าความรู้ที่เรามีอยู่วันนี้มันจะใช้ได้ตลอดไป มันเป็นเรื่องของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงแรกอาจต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการจะต้องปูพื้นฐาน เราอาจจะต้องมีพื้นฐานที่ค่อนข้างจะนิ่งสัก 70% อีก 30% อาจจะเป็นพลวัตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ปีหน้ามีแนวทางมีมุมมองอะไรใหม่ๆ ก็ปรับ

2. การมีวินัย

นักลงทุนทุกคนที่ประสบความสำเร็จที่ผมเห็นในชีวิตนี้ ทุกคนเป็นคนที่มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เป็นคนที่ตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าซื้อหุ้นเพราะอะไร ขายหุ้นเพราะอะไร แล้วก็ถือหุ้นเพราะอะไร ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ผมรู้จักคนที่มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน หมื่นล้านก็รู้จักหลายคน ทุกคนมีมุมมองที่ค่อนข้างจะแข็งแรง แล้วก็ตอบโจทย์ตัวเองได้มากว่าเขาทำอะไรอยู่ แล้วก็จะทำอะไรต่อไป 

ดังนั้นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยกตัวอย่าง ช่วงที่ตลาดลงมาเยอะๆ หลายคนถามผม ผมก็บอกว่าหุ้นมันถูกนะ ถ้าคุณประเมินมูลค่าหุ้นแล้วคุณคิดว่ามันถูก คุณก็ซื้อได้ แต่ก็จะมีหลายคนที่มองว่ามันเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ จริงๆ แล้วมันก็วิกฤตนั่นแหละ ก็ไม่ได้เถียง แต่ถ้ามองว่าอีก 3 ปี  5 ปี ประเทศไทยยังอยู่ ประเทศไทยยังไม่ล่มสลาย การซื้อหุ้นในวันนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่ถ้าคุณคิดว่า COVID-19 ครั้งนี้จะเอาแบบโลกสลายไปเลย มันก็โอเคคุณไม่ซื้อ ก็คงไม่แปลก เพราะว่าถ้ามันแย่ขนาดนั้น หุ้นทุกคนก็คงล้มหมด ดังนั้นวินัยเป็นเรื่องสำคัญ 

3. สุดท้ายคือ Passion

อีกข้อหนึ่งที่ผมค้นพบจากการได้พูดคุยกับนักลงทุนเก่งๆ จำนวนมาก ก็คือว่าความรักต่อการลงทุน ชอบที่จะอยู่กับมันจริงๆ เป็นปัจจัยสำคัญมาก ตลาดหุ้นมีนักลงทุนจำนวนมากที่เข้ามาแล้วก็ออกไป ไม่ว่าเขาจะกำไรหรือว่าเขาจะขาดทุน บางคนกำไรแล้วก็สนุกแล้วก็ออกไป หรือว่าบางคนขาดทุน เข็ดแล้วก็ออกไป แต่คนที่อยู่รอดในระยะยาว มันคือคนที่มี passion ที่จะอยู่ หมายความว่ากำไรฉันก็จะอยู่ต่อ ขาดทุนฉันก็จะอยู่ต่อ ซึ่งความอึด ความเหนียว ความพยายามที่จะอยู่อย่างต่อเนื่อง ต้องประกอบขึ้นด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่าง อย่างน้อยก็ต้องมีความหลงไหลใฝ่ฝันในการจะเป็นนักลงทุนระดับหนึ่ง ดังนั้นผมจะพูดเสมอว่า มีความรู้แล้วมีวินัยแล้ว อย่าลืมเติม passion กับมันด้วย อย่าลืมความสุข อย่าลืมสนุกที่จะเป็นนักลงทุน เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรายืนอยู่ได้ในระยะยาวครับ

มุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นหลังจากผ่านวิกฤต COVID-19

ลงทุนศาสตร์ : ผมมีมุมมองกับแนวทางการลงทุนเหมือนเดิม มุมมองต่อตลาดค่อนข้างจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ตลาดลงมา 500 จุด ผมก็ยังใช้ทักษะแบบเดิมในการลงทุน แล้วก็ยังทำกำไรจากมันได้อยู่ มันค่อนข้างจะพิสูจน์ได้ว่าความเชื่อที่ผมมี ไม่ใช่ความเชื่อที่ผิด ก็ยังสามารถหาเงินได้อยู่ตามปกติ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมยังลงทุนตามวิธีเดิมที่ใช้ตอนตลาดหุ้น  1,700 , 1,500 / 1,700 , 1,500 ลงทุนยังไง  1,200  1,300  ก็ยังลงทุนแบบนั้น ผมเชื่อมั่นว่าชุดความคิดที่ผมมี มันค่อนข้างจะอยู่ตัว แล้วก็ทำกำไรได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมได้จากวิกฤตครั้งนี้  คือ ความหวังในการลงทุน เพราะว่ามันพิสูจน์ได้ชัดว่าตลาดยังมีความตื่นเต้น ตกใจกับปัญหาอะไรมากมายค่อนข้างจะเกินจริงเสมอ และอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปบางจุดเสมอ ซึ่งนักลงทุนต้องการสิ่งนี้ 

เพราะถ้าคนทั้งตลาดคิดเหมือนกัน เก่งเหมือนกันหมด เราจะหาส่วนต่างจากการลงทุนไม่ได้ แต่การที่ตลาดตกใจมากในบางวัน แล้วก็ตื่นเต้นมากในบางวัน เป็นโอกาสของนักลงทุนที่มีสติแล้วก็ใจเย็นพอ สามารถหาผลกำไรจากนั้นได้ ผมรอวิกฤตมาเป็นเวลานานมาก แล้วก็ได้เจอมันจริงๆ แล้วก็เป็นการรอคอยที่คุ้มค่า หมายถึงว่า ผมได้ซื้อหุ้นที่อยากซื้อหลายๆ ตัว ในมูลค่าที่ค่อนข้างจะสมเหตุสมผลมาก แล้วก็ยินดีที่จะถือมันในระยะยาวสักหน่อย เพราะว่าจริงๆ ธุรกิจนี้ ถ้าผ่าน COVID-19 ไปได้ก็ยังดูดีอยู่ 

ถ้าไม่มีวิกฤตแบบนี้ ไม่มีปัญหาแบบนี้ เราก็อาจจะไม่ได้สร้างชีวิตหรือเปลี่ยนชีวิตอย่างที่นักลงทุนจำนวนมากในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จ มีพอร์ตหลักพันหลักหมื่นล้าน ก็สร้างตัวเองมาจากต้มยำกุ้งหรือสร้างตัวเองมาจาก Subprime ทั้งนั้น 

ดังนั้น วิกฤตในด้านหนึ่งมันเป็นการเขย่าตลาดเอาคนบางกลุ่มออกจากตลาดไปก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นการสร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการที่ตลาดยังมีวิกฤตอยู่ ผมก็เชื่อว่ามันก็เป็นนิมิตหมายอันดีว่า ถ้ามันมีวิกฤตก็แปลว่ามันยังมีโอกาสที่จะทำให้เราสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

และนี่คือบทสัมภาษณ์จาก ภก. กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ ในประเด็นหัวข้อ ทักษะการเอาตัวรอดของนักลงทุนรายย่อย หลัง COVID-19 เพื่อการเติบโตในอนาคต  aomMONEY คิดว่าวันนี้นักลงทุนรายย่อยทุกคนน่าจะได้มุมมองและทักษะที่สำคัญในการลงทุนหลังช่วง COVID-19

aomMONEY ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝ่าวิกฤต  COVID-19  ไปได้ด้วยกันครับ

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=i_EDX5FuxHI%3Fwmode%3Dopaque

ทักษะการเอาตัวรอดของนักลงทุนรายย่อย หลัง COVID-19 เพื่อการเติบโตในอนาคต 

 ภก. กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของเพจลงทุนศาสตร์

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA

ก่อนหน้านี้มีแฟนเพจถามมาในเพจอภินิหารเงินออมว่า…  

แอดแนะนำ กองทุนสำหรับคนเริ่ม DCA ได้ไหมคะ ตอนนี้อ่านจนงงไปหมด?

แอดมินมองว่าหลายคนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกับน้องคนนี้ เราอ่านเรื่องกองทุนมาเยอะมาก รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นลงทุน แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกกองทุนอะไร บทความนี้เป็นแนวทางที่แอดมินเลือกใช้ ขอยกตัวอย่างกองทุนจริงเพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนของกองทุนรวมทั้งหมดนะคะ ความจริงมีวิธีเลือกกองทุนเพื่อ DCA หลายแบบมากๆ เพราะแต่ละคนมีความชอบและความถนัดแตกต่างกัน อ่านจบแล้วควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองนะจ๊ะ

 

DCA คืออะไร?

ภาพกราฟเส้นสีส้มนี้เป็นราคากองทุนรวมหุ้น SET50 ของ บลจ. แห่งหนึ่ง เราจะเห็นว่าราคาตั้งแต่ปี 2544 ถึงตอนนี้ปี 2563 มีราคาขึ้นๆลงๆตลอดเวลา หากเรารอว่าจะซื้อช่วงที่ราคาถูกที่สุด เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน ในขณะที่บางคนเห็นราคาถูกแล้วก็ยังไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวราคาลดลงไปอีก บางครั้งราคาขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไม่ซื้อเพราะกลัวซื้อแพงไป วิธีการลงทุนที่ตัดความกังวลเหล่านี้ออกไป คือ DCA

แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA

 

DCA ย่อมาจาก Dollar Cost Average เป็นวิธีการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เราซื้อทุกๆเดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ไม่สนใจเรื่องราคาว่าตอนนั้นราคาถูกหรือแพง เช่น ซื้อกองทุนเดือนละ 1,000 บาท 

  • ตอนนี้ราคากองทุน 50 บาท เราก็ซื้อได้ 20 หน่วย

  • ราคาลดลงไป 30 บาท เราก็ซื้อได้ 33 หน่วย

  • ราคาขึ้นไปที่ 80 บาท เราก็ซื้อได้ 12.5 หน่วย

เราจะเห็นว่าถ้าราคากองทุนลดลง เราจะซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวนมากขึ้น แต่ถ้าราคากองทุนเพิ่มขึ้น เราจะซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลง ราคาที่เราได้รับจะเป็นราคาเฉลี่ยที่ไม่ใช่ราคาสูงสุดหรือต่ำสุด ตอนนี้เรารู้แล้วว่า DCA คืออะไร ต่อไปเป็นแนวทางก่อนตัดสินใจเลือกกองทุน

 

2 ขั้นตอนก่อนเลือกกองทุน DCA

แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA 

1. เริ่มต้นจากถามตัวเองว่า “เราต้องการใช้เงินก้อนนี้ตอนไหน”

 

=> ถ้าต้องใช้เงินก้อนนี้อีก 1 – 3 ปี 

เช่น ซ้อมผ่อนรถก่อนที่จะซื้อรถจริงๆ สะสมเงินท่องเที่ยวต่างประเทศ ค่าเทอมของลูกปีหน้า ฯลฯ เป็นการสะสมเงินระยะสั้น สิ่งสำคัญ คือ เงินต้นจะต้องปลอดภัย ควรเลือกเป็นกองทุนรวมความเสี่ยงค่อนข้างต่ำระดับ 1 – 4 แม้ผลตอบแทนไม่สูง แต่เงินต้นค่อนข้างนิ่ง

 

=> อีก 10 กว่าปีจะใช้เงินก้อนนี้ 

เช่น เงินส่งลูกเรียนมหาลัย เงินเกษียณ ฯลฯ ควรเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น แม้ว่าระหว่างการลงทุนอาจจะมีบางช่วงที่ขาดทุน แต่ระยะเวลามากกว่า 10 ปี ทำให้โอกาสขาดทุนลดลง

 

เรามาดูตัวอย่างจริงเพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ

ถ้าเราเลือกที่เก็บรักษาเงินให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จะใช้เงิน เป้าหมายของเราก็จะสำเร็จตามที่คิดไว้ ตัวอย่าง เปรียบเทียบการลงทุนแบบ DCA เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 และ 10 ปี ระหว่างภาพฝั่งซ้ายเป็นกองทุนความเสี่ยงต่ำระดับ 1 กับฝั่งขวาเป็นกองทุนความเสี่ยงสูงระดับ 6 นั้นทำให้เงินลงทุนของเราเป็นอย่างไร 

 

การลงทุนระยะเวลา 3 ปี

แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA

  • ฝั่งซ้าย : กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำระดับ 1 จากเงินลงทุน 36,000 บาท เงินของเราจะเติบโตประมาณ 36,625 บาท คิดเป็นกำไร 1.17% ต่อปี กราฟเส้นสีฟ้าเป็นราคาของกองทุนรวมจะขึ้นทีละนิด ไม่หวือหวา  ส่วนเส้นสีเขียวเป็นต้นทุนเฉลี่ยของเรา เงินต้นค่อนข้างนิ่งๆ

  • ฝั่งขวา : กองทุนรวมความเสี่ยงสูงระดับ 6 จากเงินลงทุน 36,000 บาท ลดเหลือประมาณ 31,580 บาท คิดเป็นขาดทุน 10.11% ต่อปี เราจะเห็นว่ากราฟเส้นสีฟ้าที่เป็นราคากองทุนรวมจะขยับขึ้นลงตลอดเวลา นี่เองที่เรียกว่า ความผันผวน ส่วนเส้นสีแดงเป็นต้นทุนเฉลี่ยของเรา ที่มีทั้งช่วงที่ได้กำไรกับขาดทุนสลับกันไป หากเราต้องใช้เงินก้อนนี้ในปีที่ 3 เงินลงทุนก็จะหายไป หากรอเวลาอีกหน่อยการขาดทุนก็จะน้อยลง

สรุปว่า… 

ถ้าเรามีเป้าหมายระยะสั้น ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ แม้จะได้ผลตอบแทนต่ำ แต่เงินต้นอยู่ครบ ได้ใช้เงินตามที่วางแผนไว้แน่นอน ในขณะที่การลงทุนความเสี่ยงสูง แม้ว่าได้รับผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ระยะสั้นมีโอกาสขาดทุนจำนวนมากเช่นกัน

การลงทุนระยะเวลา 10 ปี

แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA

  • ฝั่งซ้าย : กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำระดับ 1 จากเงินลงทุน 120,000 บาท เงินของเราจะเติบโตประมาณ 128,994 บาท คิดเป็นกำไร 1.45% ต่อปี กราฟเส้นสีฟ้าเป็นราคาของกองทุนรวม ส่วนเส้นสีเขียวเป็นต้นทุนเฉลี่ยของเรา

  • ฝั่งขวา : กองทุนรวมความเสี่ยงสูงระดับ 6 จากเงินลงทุน 120,000 บาท เติบโตประมาณ 167,911 บาท คิดเป็นกำไร 6.25% ต่อปี แม้ว่าเส้นสีฟ้าที่เป็นราคากองทุนรวมจะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ในขณะที่เส้นสีเขียวต้นทุนเฉลี่ยของเรามีกำไร 

สรุปว่า…

 ถ้าเรามีเป้าหมายระยะยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ควรเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้นและลดโอกาสขาดทุน 

 

2. จำนวนเงินลงทุนรายเดือน

แอดมินมองว่าหากเงินลงทุนน้อย แล้วกระจายหลายกองทุน ผลตอบแทนที่ได้จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก เช่น เงินลงทุน 500 บาท ซื้อกระจาย 5 กองทุนๆละ 100 บาท มันมากเกินไป 

=> จำนวนเงิน DCA เดือนละ 1,000 บาท ควรซื้อ 1 – 2 กองทุน

=> จำนวนเงิน DCA เดือนละ 3,000 บาท ซื้อ 2 – 3 กองทุนแล้วจัดพอร์ตตามสัดส่วนการลงทุนในแบบทดสอบความเสี่ยงที่เราได้ทำตอนเปิดบัญชีกองทุน ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทไหน พร้อมกับคำแนะนำการจัดสรรเงินลงทุนว่าควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ ปานกลางและสูงสัดส่วนเท่าไหร่

 แนวคิดก่อนเลือกกองทุนเพื่อ DCA

ที่มา : E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ

 

สุดท้าย!! เลือกซื้อกองทุนตามวิธีที่ได้ศึกษามา สิ่งสำคัญ คือ ควรมีวินัยการลงทุนอย่างเคร่งครัด

 

ตัวอย่าง เรามีเป้าหมายเก็บเงินเพื่อเกษียณอีก 15 ปีข้างหน้า มีงบ DCA เดือนละ 1,000 บาท จากการทำแบบทดสอบความเสี่ยง บอกว่าเราเป็นนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง

1. การลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปี เราก็มองหากองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 ขึ้นไป เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาฯ ทองคำ ฯลฯ

2. ซื้อกองเดียว 1,000 บาท หรือซื้อ 2 กองๆละ 500 บาท (ควรดูขั้นต่ำของกองทุนที่เราสนใจด้วยว่าเริ่มต้นเท่าไหร่)

3. จากนั้นก็เลือกว่าจะซื้อกองทุนรวมประเภทไหน แล้วเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน หากเป็นกองทุนรวมต่างประเทศก็ต้องดูเรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสมมติว่าเลือกกองทุนหุ้นไทย แบบ Passive set 50 เราก็นำทุกกองที่เป็น Set 50 มาเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนแล้วเลือกครั้งสุดท้ายว่าจะซื้อกองทุนรวมชื่ออะไรหนะจ๊ะ

 

สรุปแนวคิดก่อนเลือกองทุนเพื่อ DCA คือ 

ต้องรู้เป้าหมายของตัวเองก่อนว่าจะใช้เงินก้อนนี้ตอนไหน 

มีงบเท่าไหร่แล้วค่อยเลือกกองทุนเพื่อ DCA จ้า

————

PR : E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม #วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำ อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/2Xk7wJO

 

 

เพจอภินิหารเงินออม

 

จ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว ตอนจ่ายภาษีสิ้นปีต้องทำยังไง?

คำถามในตอนนี้มีอยู่ว่า ถ้าปีที่แล้ว จ่ายภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ไปแล้ว เราจะต้องยื่นภาษีสิ้นปีแบบไหนยังไง? ตอนยื่นเอายอดภาษีครึ่งปีไปหักตอนไหน หรือ ยื่นเฉพาะรายได้ครึ่งปีหลังหรือเปล่า ? งงไปหมดแล้ว ขอคำตอบด้วยจ้า 

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันก่อนครับ นั่นคือ 

ภาษีสิ้นปี = คำนวณภาษีทั้งปี (12 เดือน)

ดังนั้นการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี จะคำนวณจากรายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบปี (12 เดือน) ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม ของทุกปี โดยมีหน้าที่ยื่นภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

โดยปกติคนทั่วไปที่ไม่ได้มีรายได้ประเภท 5-8 จะมีหน้าที่ยื่นแค่ภาษีสิ้นปีปีละ 1 ครั้ง ด้วยแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด 90 หรือ ภ.ง.ด. ตอบปัญหาภาษีแบบภาษาคน 

ภาษีครึ่งปี = คำนวณภาษีครึ่งปี (6 เดือนแรก)

ส่วนการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี คือ การคำนวณภาษีสำหรับคนที่มีรายได้ประเภทที่ 5-8 เกินกว่า 60,000 บาท ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี แล้วยื่นภาษี หรือจ่ายภาษีล่วงหน้า (ถ้าคำนวณแล้วมียอดต้องจ่าย) ให้กับสรรพากรไว้ ด้วยแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด.94 โดยมีหน้าที่ยื่นภาษีภายในเดือนกันยายนของปีนั้น

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = ถูกคนจ่ายหักไว้ล่วงหน้า

ส่วนภาษีอีกตัวคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่เราโดนคนจ่ายเงินให้หักไว้ล่วงหน้าและนำส่งให้กับสรรพากร ซึ่งตรงนี้เรามีหน้าที่เก็บหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละปีมารวบรวมไว้ แล้วเอามายื่นภาษีให้ถูกต้อง (กรณีที่ไม่ใช่ Final TAX) แล้วนำยอดภาษีที่คิดได้มาหักออกจากภาษีเงินได้สิ้นปีที่ต้องเสีย

ภาษีที่ต้องจ่าย หรือ ขอคืน ในแต่ละปี
มีวิธีคำนวณมาจาก
ภาษีสิ้นปี – ภาษีครึ่งปี – ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ดังนั้น ถ้าเราจ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว หน้าที่ของเราคือเก็บใบเสร็จและยอดเงินไว้ และถ้าเราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปีด้วย เราก็มีหน้าที่เก็บหนังสือรับรองการหักภาษีเช่นเดียวกัน

เมื่อถึงเวลายื่นภาษีสิ้นปี เรานำรายได้ทั้งปี มาก็กรอกข้อมูลรายได้ทั้งปีตามปกติ และกรอกภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทของรายได้ สุดท้าย มากรอกภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปในหน้าสุดท้าย ก็จะได้คำตอบว่า เราต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม? หรือว่า ได้คืนภาษีจำนวนเท่าไร ดังนั้นทำความเข้าใจความสัมพันธ์เรื่องนี้ จะช่วยให้เราวางแผนและจัดการภาษีได้ถูกต้องครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

บริษัทจ่ายเงินเดือนให้ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นภาษี ทำไงดี?

บริษัทจ่ายเงินเดือนให้ แต่พอครบปีไม่มีเอกสารใดๆให้เลย ไม่รู้ว่ารายได้เท่าไร แบบนี้ต้องยื่นภาษีไหม ไม่ยื่นภาษีได้หรือเปล่า พอดีไปถามเพื่อนมา เพื่อนบอกว่าไม่ต้องยื่น แบบนี้ได้เหรอ?

ประโยคข้างต้นนี้คือประโยคคำถาม แต่คำตอบนั้นดูจากหลักการสำคัญ อยู่ 2 ข้อ คือ มีรายได้ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษี และ ต่อให้ไม่มีหลักฐานก็สามารถยื่นภาษีได้

1. รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษี ดูจากไหน ? 

สำหรับคนที่มีรายได้เงินเดือนอย่างเดียว (โสด) ถ้าทั้งปีมีรายได้เกิน 120,000 บาท มีหน้าที่ต้อง ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ว่าจะไม่เสียภาษีก็ตาม ซึ่งถ้าหากเรามีรายได้เกินตามที่ว่ามา ก็ต้องทำหน้าที่ประชาชนโดยการยื่นภาษีให้ถูกต้องครับ

มาตรา 56 ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น

    (1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๖๐,๐๐๐ บาท
    (2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท
    (3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท หรือ
    (4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา ๔๐ (๑) ประเภทเดียวเกิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท

2. ต่อให้ไม่มีหลักฐานก็สามารถยื่นภาษีได้

ถ้าใครเคยยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านอินเตอร์เน็ต จะรู้ว่าเราสามารถหลักฐานตอนยื่นภาษีไม่จำเป็นต้องมี ขอแค่เรากรอกตัวเลขรายได้ถูกต้องก็พอแล้ว ส่วนเรื่องการตรวจสอบเอกสารจะเป็นการขอเพิ่มเติมจากทางพี่สรรพากร ในกรณีที่สงสัยว่าข้อมูลที่เรายื่นภาษีนั้นไม่ถูกต้องครับ

ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่าทั้งปีเรามีรายได้เท่าไร ก็สามารถยื่นภาษีได้เลย ไม่ต้องรอเอกสารให้เสียเวลา ซึ่งถ้าหากใครทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่นครับ เพราะเรามีข้อมูลนั่นเองครับ

หน้าที่ของนายจ้าง
ในการจัดการเอกสารภาษี

แต่อย่างไรก็ดี กรณีมนุษย์เงินเดือนแบบนี้ นายจ้างหรือบริษัทมีหน้าที่ต้องออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดไปให้กับเราครับ เช่น เงินเดือนปี 2562
นายจ้างต้องออกให้ก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 และโดยปกตินายจ้างมีหน้าที่ต้องออกให้แม้ว่าจะไม่มียอดถูกหักภาษีไว้ก็ตาม เพื่อให้เราใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษีครับ

มาตรา 50 ทวิ ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสองฉบับ มีข้อความตรงกันในกรณีและตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
    (1) ในกรณีตามมาตรา 3 เตรส ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
    (2) ในกรณีตามมาตรา 50(1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
    (3) ในกรณีตามมาตรา 50(2) (3) หรือ (4) ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
    หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
    อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ในกรณีที่เห็นสมควร

ดังนั้นกรณีนี้ สรุปว่า เราควร ติดตามเอกสารจากนายจ้างก่อน ถ้าได้ก็เอามายื่นภาษีให้ถูกต้อง แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ลองเช็คดูยอดรายได้ในช่วงปีที่ผ่านมาแล้วยื่นภาษีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ดอกผลเงินประกันค่าไฟฟ้าที่ได้รับมา ต้องเอายื่นเสียภาษีไหม?

ดอกผลเงินประกันค่าไฟฟ้าที่ได้รับมา ต้องเอายื่นเสียภาษีไหม ทำไมถึงถูกหักภาษีไว้ 5% มันมีอะไรซ่อนเร้นอยู่แน่ ๆ แบบนี้ต้องมีคำตอบ 

ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงได้รับ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ที่มีข้อความระบุว่า คืนดอกผลเงินประกัน และมีข้อความว่าเป็นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากทางการไฟฟ้าแล้วใช่ไหม

แม้ว่าจะเป็นยอดไม่มากนัก หลักหน่วย สิบ ร้อย แล้วแต่เงินประกันที่เราสะสมไว้ (แต่หลักๆ น่าจะเป็นหลักหน่วยนะ) โดยจะเห็นว่ามียอดที่เขียนว่า หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เมื่อคำนวณออกมาแล้วก็อยู่ในอัตรา 5% ซึ่งในเอกสารใบนั้นจะระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น ดอกผลหลักประกันค่าใช้ไฟฟ้า เงินสด

คำถาม คือ เงินก้อนนี้ต้องเสียภาษีไหม และเป็นเงินได้ประเภทไหนที่ต้องเสียภาษีกันแน่ หรือว่าสามารถปล่อย ๆ ไป ไม่ต้องยื่นภาษีก็ได้ เพราะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว

ถ้าให้ตอบปัญหาภาษีเรื่องนี้แบบตีความชัดๆ คงต้องบอกว่า มันคือเงินได้ประเภทที่ 4 หรือเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า มันไม่ใช่ ดอกเบี้ย หรือ เงินได้ ที่อยู่ในขอบเขตของการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และไม่สามารถใช้สิทธิ Final TAX ได้ตามมาตรา 48(3)

สำหรับคนที่งงว่า Final TAX คืออะไร ขออธิบายว่า Final TAX คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราสามารถเลือกใช้สิทธิหักไว้แล้วไม่ต้องยื่นภาษีได้อีก โดยปกติแล้วจะมี ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน

โดยเงินได้ ดอกผลเงินประกันค่าไฟฟ้า ส่วนนี้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ตามอัตราภาษีเงินได้ที่ระบุในมาตรา 50(2) จึงเป็นที่มาของการถูกหักภาษีไว้ 5% นั่นเอง เพราะเป็นการหักตามกฎหมายกำหนดไว้

ดังนั้น สรุปได้ว่า ดอกผลเงินประกันฯ ที่ว่านั้น คือ เงินได้ 40(4)(ก) ต้องเอามายื่นภาษี โดยไม่สามารถใช้สิทธิ Final TAX ได้ และภาษีที่ถูกหักไว้ เอามาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้

ส่วนหลายคนที่สงสัยว่า อ้าว แล้วเงินประกันค่าไฟฟ้าที่ได้รับคืนนั้น ต้องเอามาเสียภาษีไหม คำตอบก็คือ ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเงินเราตั้งแต่แรก และเมื่อเป็นเงินเรา ก็แปลว่ามันไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษีนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ทิศทางมาตรการด้านภาษีหลังสถานการณ์ COVID-19 จะเป็นอย่างไร?

บางคนแค่ได้ยินคำว่าภาษี ก็เสียวสันหลังแล้วใช่ไหมล่ะครับ แต่เพื่อนๆ ทราบไหมว่าระบบสาธารณสุขของบ้านเราที่แข็งแกร่งจนฝ่าด่าน COVID-19 มาได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการซัพพอร์ตจากภาษีของทุกคนนั่นเอง

วันนี้ aomMONEY ขอหยิบบทสัมภาษณ์ที่สุด Exclusive จาก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร” ในประเด็นหัวข้อ ทิศทางมาตรการด้านภาษีหลัง COVID-19 จะดำเนินไปทางไหน ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไป อ่านได้ในบทความต่อไปนี้เลยครับ

นโยบายด้านภาษีช่วง COVID-19 ของกรมสรรพากรมีอะไรบ้าง?

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ : เราใช้มาตรการภาษีช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ด้วยการทำให้เงินอยู่ในมือทุกคนได้มากขึ้น และนานขึ้น หลักๆ ก็จะมีการปรับนโยบายภาษีอย่างรวดเร็วเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ แบ่งเป็น 4 ข้อนะครับ

1. ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล

เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากตอนแรกที่มีกำหนดในเดือนมีนาคม เราก็เลื่อนออกไปยังเดือนมิถุนายน แล้วพอเห็นว่า Covid-19 ยังมีแนวโน้มระบาดต่อเนื่อง ก็ขยับอีกครั้งเป็นเดือนสิงหาคม ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล จากตอนแรกที่เดือนพฤษภาคมจะต้องจ่ายแล้ว เราก็ขยับไปเดือนสิงหาคมเช่นกัน และยืดเวลาการนำส่ง VAT สำหรับผู้ประกอบการ

2. สำหรับผู้เสียภาษีที่ต้องได้รับเงินคืน เราก็จะเร่งคืนเงินให้เร็วที่สุด

ครั้งนี้เราคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสูดเป็นประวัติศาสตร์เลย มีคนยื่นแบบขอคืนภาษีประมาณ 2.9 ล้านคน เราคืนไปแล้วประมาณ 95% คิดเป็นเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท ทั้งบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจ และมนุษย์เงินเดือน รวมถึงตอนนี้ก็สั่งการให้คืนภาษีนิติบุคคลโดยเร็วที่สุดเช่นกัน

3. ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเดิม 3% เหลือ 1.5%

เพื่อให้เงินไปอยู่ในกระเป๋าของผู้รับมากขึ้น

4. ใช้ภาษีเพื่อจูงใจให้คนทำกิจกรรม

อย่างตอนนี้มีปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ คนจ่ายหนี้ไม่ได้ ซึ่งสมัยก่อนทางสถาบันการเงิน หรือบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จะต้องยื่นฟ้องศาลก่อน จึงจะปรับโครงสร้างหนี้ได้ แต่ตอนนี้เราไปขอความร่วมมือให้สถาบันฯ ดำเนินการได้เลย เพื่อจูงใจให้คนปรับโครงสร้างหนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้บริษัทต่างๆ มีการเลิกจ้างพนักงานเพื่อสภาพคล่องทางธุรกิจ เราก็ออกนโยบายเลยว่าธุรกิจไหนที่คงลูกจ้างหรือแรงงานไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว สามารถนำเงินค่าจ้างแรงงานมาหักภาษีได้ 3 เท่าเลย ซึ่งเราก็ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ตอนนี้ขยายขอบเขตเป็นเดือนมีนาคมแล้ว ทั้งหมดนี้คือการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเพื่อลดภาระจ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ

“นโยบายด้านภาษี” หลังจากผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 จะเป็นอย่างไร?

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ : เราพยายามทำให้ตรงกลุ่มมากที่สุด และต้องเป็นนโยบายชั่วคราว เพราะทำในระยะยาวไม่ได้ เดี๋ยวจะกระทบโครงสร้างภาษี ในระยะต่อไปถ้าการระบาดหายแล้ว สิ่งที่มีแผนไว้ในช่วงฟื้นฟูคือการใช้ภาษีเปลี่ยนแรงจูงใจ พูดง่ายๆ คือสร้างดีมานด์ให้คนออกมาใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมคิดว่าหลังช่วง COVID-19 คนน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลง ดังนั้นการใช้จ่ายในประเทศจะสำคัญมาก เราก็เตรียมนโยบายภาษี เช่น แนวคิดการลดหย่อนภาษี 1 บาท มันสามารถสร้างให้คนใช้จ่ายได้มากกว่า 1 บาท เพื่อให้ธุรกิจกลับมาฟื้นฟูได้เร็ที่สุด

แนวทางต่อมา คือ ช่วงวิกฤต COVID-19 เราเห็นชัดเลยว่าคนหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันมากขึ้น ตอนนี้เราจึงเน้นเรื่องนี้มาก มีโครงการทำภาษีง่ายๆ ที่บ้าน (Tax from Home) ปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ง่ายขึ้น เราพยายามใช้โอกาสนี้ให้คนมาทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service) มากขึ้น โดยเชื่อว่ามันจะช่วยอำนวยความสะดวก และลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เช่น เรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่สมัยก่อนผู้รับเงินจะต้องเก็บหลักฐานเป็นกระดาษ แต่ตอนนี้เราจะให้ธนาคารที่เป็นตัวกลางตัดบัญชีให้เลย อันนี้ให้ผู้รับเงิน อันนี้ให้กรมสรรพากร มันก็จะง่ายขึ้น 

หรืออย่างใบกำกับภาษี ตอนนี้เราขอความร่วมมือกับธนาคารหลายแห่งให้ลดค่าธรรมเนียมสำหรับคนที่ทำธุรกรรม E-Service และอีกแผนหนึ่งคือให้คนหันมาทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ อนาคตอาจจะเอาใบนี้ไปขอสินเชื่อได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น และได้ดอกเบี้ยต่ำด้วย

ในอนาคตถ้าเราทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น?

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ : ใช่ครับ มันมี 3 ทางเลือกถ้าอยากให้คนหันมาทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างแรกคือใช้กฎหมายบังคับ แต่ในประเทศไทยจะใช้เป็นภาคสมัครใจ อีกประการหนึ่งคือสถานการณ์บีบบังคับ เช่น COVID-19 ทำให้คนไม่อยากจับเงิน ไม่อยากจับกระดาษ ไม่อยากไปใกล้ชิดกัน และประการสุดท้ายคือการใช้แรงจูงใจอย่างที่กล่าวไป

มีอะไรที่จะบอกประชาชนให้เตรียมตัวหรือวางแผนเกี่ยวกับเรื่องภาษีบ้าง?

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ : เราพยายามทำให้ภาษีเป็นเรื่องง่ายและเป็นมิตรกับประชาชนมากขึ้น ใช้ดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ง่ายขึ้น มีการร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อทำระบบฐานข้อมูลตอบโจทย์การบริการผู้เสียภาษี ให้ตรงใครและเป็นที่พอใจของคนไทยมากขึ้น คนที่เสียภาษีถูกต้องจะได้รับบริการที่ดีขึ้น เช่น การคืนภาษีอย่างรวดเร็ว และเราก็จะมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมให้ผู้เสียภาษีครับ

และนี่คือบทความสรุปบทสัมภาษณ์จาก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับทิศทางมาตรการภาษีของกรมสรรพากรที่จะมาช่วยฟื้นฟูภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

ทาง aomMONEY หวังว่าหลังจากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปแล้ว เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ส่วนครั้งหน้าเราจะนำบทสัมภาษณ์ดี ๆ มาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามนะครับ

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=kMzE9utMIUA%3Fwmode%3Dopaque

ทิศทางมาตรการด้านภาษีหลังสถานการณ์ COVID-19 จะเป็นอย่างไร ?

โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

คุ้มค่าอย่างมีคุณภาพกับ “กองทุน SSF บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีในแง่ของการวางแผนด้านการเงินที่ดี คือ การมีเงินออม ซึ่งการออมเงินที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่ นอกจากนำไปฝากไว้ที่ธนาคารในรูปแบบของบัญชีประจำและสะสม หรือ หยอดกระปุกหมูตัวโตๆ ปัจจุบันอีกหนึ่งทางเลือกของการออมเงินระยะยาว คือ การลงทุนใน “กองทุน SSF” แล้วกองทุนดังกล่าว คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร aomMONEY ขอขยายความแบบสั้นๆ และเข้าใจง่ายดังนี้ครับ

กองทุน SSF คือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว หรือ SSF (Super Saving Funds) มีจุดเด่นในหลายด้าน เช่น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ กองทุนนี้ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภทสร้างความยืดหยุ่นที่ดี รวมถึงมีระยะเวลาถือครองที่นานและ เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการออมระยะยาวที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสม

ถือได้ว่าการมาของ กองทุน SSF ทำให้เราลืม LTF ไปได้เลย ซึ่ง กองทุน SSF เริ่มทยอยออกมาตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะทยอยขาย SSF ออกมาอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งกองทุนน่าสนใจที่ aomMONEY จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ คือ กองทุน SSF จาก บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) ซึ่งได้ออกกองทุน Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund

กองทุน Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund มีความน่าสนใจในหลากหลายด้าน ยกตัวอย่าง เช่น เน้นการลงทุนอย่างมีคุณภาพ โดยลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อย รายได้มั่นคง เพื่อลดความผันผวน ขณะเดียวกันยังโฟกัสไปที่ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำด้าน ESG หรือ บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อ สังคม และสิ่งแวดล้อม

จุดแข็งของ Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund ที่สำคัญ คือ การมีทีมและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 40 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกช่วยเติมเต็ม

โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนแบบนี้ ทีมที่มีประสบการณ์มีความสำคัญ อีกนัยยะสำคัญ คือ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กรต่างๆ เพื่อที่จะเข้าใจและพัฒนาธุรกิจของพวกเขาในการที่จะเพิ่มมูลค่าการลงทุนให้แก่ลูกค้าของเรา

กองทุน Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund ได้ออกผลิตภัณฑ์กองทุนรวม 2 นโยบาย ได้แก่

  •  ABTESSF – Aberdeen Standard Thai Equity SSF- Super Savings
  •  ABTESSFX – Aberdeen Standard Thai Equity SSF- Super Savings Extra

สำหรับกลยุทธ์การจัดสรรการลงทุนนั้น มุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน การค้าเชิงพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ การเงินและอื่นๆ ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความมั่นคงในภาวะวิกฤต COVID-19 แบบนี้

กองทุน Aberdeen Standard Thai Equity Super Savings Fund มุ่งส่งเสริมให้ทุกคนมองถึงการออมและการลงทุนที่คุ้มประโยชน์ในระยะยาว จากกลยุทธ์ ความเชี่ยวชาญ และการมองถึงประเด็นความยั่งยืนในเรื่อง ESG น่าจะทำให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกองทุน SSF จากค่ายนี้ สำหรับคนที่กำลังจดๆ จ้องๆ อยู่ว่าจะซื้อ SSF จากค่ายไหน กองของอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ชุดนี้น่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะความเชี่ยวชาญจากทีมงานด้านการลงทุนทั่วโลกมาช่วยเรา ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ทาง www.aberdeenstandard.com  หรือติดต่อตัวแทนขาย

aomMONEY มองว่า กองทุน SSF ถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นความปกติใหม่ หรือ New Normal ที่เราจะปรับทัศนคติและการดำเนินชีวิตในการวางแผนการออมระยะยาวให้กับเราเพื่อพร้อมรับกับวิกฤตต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดการณ์โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจกองทุน SSFX และ SSF ของบลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด สามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ 0-2352-3388 เว็บไซต์ www.aberdeenstandard.com/thailand หรือติดตามข่าวสารผ่านทาง LINE official account: @ASInvestmentsTH

คำเตือน ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

4 กลยุทธ์การลงทุนหุ้นที่นักลงทุน VI ต้องปรับหลัง COVID-19

ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เพื่อนๆ ที่เป็นนักลงทุนหุ้นสาย VI หลายคน เริ่มมีความกังวลกันใช่ไหมครับว่าภาพรวมของตลาดหลังจาก COVID-19 จะเป็นอย่างไร และต่อจากนี้เราต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการลงทุนอย่างไรบ้าง? 

ในวันนี้ aomMONEY ขอนำบทสัมภาษณ์ จาก “คุณกวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ในประเด็นหัวข้อพฤติกรรมของนักลงทุนระยะยาวมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนไปหลัง COVID – 19 จาก งาน aomMONEY Investment Conference 2020 มาสรุปให้เพื่อนๆ อ่านกันครับ

ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น อ่านกันได้เลย ^^

New Normal จะเกิดขึ้นไหมในตลาดหุ้น?

คุณกวี ชูกิจเกษม : อย่างแรกผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา มันแค่ History Repeats Itself  วิกฤตเศรษฐกิจมันจะมาตามวัฏจักร เราเป็นมนุษย์ มนุษย์ย่อมมีความกลัวเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเวลาเกิดวิกฤตเหตุการณ์อะไรขึ้นมา แม้จริงๆ มันจะเคยเกิดเหตุการณ์คล้าบๆ แบบนี้ขึ้นมาก่อน มันก็มีความกลัวเกิดขึ้น ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน 

อย่างวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ผ่านมา ก็เป็นความกลัวของเราอย่างหนึ่ง ตอนนั้นประเทศไทยระบบการเงินจะล่ม เงินบาทแทบจะไม่มีมีค่า ดัชนีหุ้นก็ลงมาเหลือ  200 จุด หรืออย่างเหตุการณ์ในต่างประเทศอย่าง 9/11 ที่เกิดในปี 2544 เหตุการณ์ในวันนั้นทุกคนกลัวหมด ซึ่งเหตุการณ์นั้นคล้ายกับเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในรอบนี้ตรงที่เกิด New Normal ทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนวิถีในการดำเนินธุรกิจ ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการขึ้นเครื่องบินใหม่ 

เพราะฉะนั้นคำว่า New Normal มันมีมาตั้งนานแล้ว มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแค่ครั้งนี้ สุดท้ายคำว่า New Normal มันจะกลายเป็นคำว่า New get used to it คือ ความเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้  เพียงแต่ว่าใครจะปรับตัวเข้ากับ New Normal ได้ดีกว่ากัน อย่างตอนวิกฤตต้มยำกุ้งก็มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่รอด ตอนซับไพรม์ก็มีนักลงทุนและธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่รอด ตอน 9-11 ก็มีนักธุรกิจและนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่รอด อย่างตอนที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ เราไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างไร จนวันนี้ทุกคนรู้ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่กับสึนามิอย่างไร นั่นคือ New Normal 

เช่นเดียวกัน ถ้าเราป้องกันไวรัส COVID-19 ได้ในระดับนึง ความกลัวก็จะค่อยๆ ลดลง เศรษฐกิจปรับตัวได้ ปีหน้าผมคิดว่าผลกระทบจาก COVID-19 จะลดลง ถึงแม้ว่า COVID มันจะยังไม่จบ ทุกอย่างจะปรับตัวเข้าสู่ New Normal ที่สุดท้ายแล้วเราจะ get used to it แล้วก็จะเคยชินไปกับมัน

ภาพรวมของเศรษฐกิจดูไม่ค่อยดี แต่ตลาดหุ้นกลับขึ้นสวนทางกัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?

คุณกวี ชูกิจเกษม : ไม่ เป็นไปไม่ได้ ผมมองว่าตลาดหุ้นยังไงก็ต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ ยังไงก็ต้องขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อะไรที่มันเพี้ยนไปจากตรงนั้น สุดท้ายแล้วมันจะวิ่งเข้าสู่สมดุลในที่สุด เราผ่านเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว Bubble ที่เกิดขึ้นใน Dot com ก็เคยผ่านมาแล้ว ที่บริษัทไม่มีกำไร ไม่รู้จะ  Valuation  อย่างไร ไม่รู้จะตัดสินใจพื้นฐานอย่างไร ก็เอารายได้แล้วกัน เอารายได้มาหารจำนวนหุ้น สุดท้าย Bubble ก็แตก เพราะมันไม่สามารถสวนทางไปได้ แล้วเราก็ไม่ได้เห็นแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว เราเห็น Black Monday ,Subprime ราคาวิ่งขึ้นไป สุดท้ายแล้วมันก็เกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น และบางอุตสาหกรรมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน 

ฉะนั้นสิ่งที่นักลงทุน  VI  มองคือ มองเหมือนเดิม ต่อให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไป เขาก็ยังคงมีคำถามอยู่ในใจเหมือนเดิมว่า ราคาหุ้นที่ขึ้นมาแพงแล้วหรือยัง ธุรกิจที่เขาจะซื้อ มันจะยั่งยืนอยู่ต่อไปจากนี้ได้อีกนานแค่ไหน ธุรกิจที่ร่วงลงไป มันจะสามารถกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติได้ไหม เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่คุณต้องตั้งคำถาม ถ้าไม่ชัดเจน ก็จะเป็นแบบ Warren Buffett  ไม่ชัดเจน คือ ขายและถือเงินสดก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทิ้งตลาดหุ้น การถือเงินสด คือ การเอาตัวรอด แต่ใครจะไปรู้การที่เขาถือว่า Cash is king รอบนี้ เขาอาจจะผิดก็ได้ อย่าไปซีเรียส เพราะ Warren Buffett เขาก็ผิดมาหลายรอบ แต่สิ่งที่เขาดีก็คือ เขาปลอดภัยไว้ก่อน อย่างการเลือกขายสายการบิน 

ยังไงผมก็ยังเชื่อว่าสายการบินต้องมี คุณจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาโดยรถไฟฟ้า มันคงไม่ใช่ หรือคนนั่งรถแล้วก็ไปต่อเรือ มันก็ไม่ใช่อีก เพราะฉะนั้นยังไงเครื่องบินก็ต้องมา เครื่องบินเริ่มเปิดได้ เพียงแต่ Warren Buffett เขามองไม่ชัดว่าสายการบินข้างหน้ามันจะล้มละลายไหม เขาก็เลยเลือกขายเพื่อเก็บเงินสดก่อนที่มันจะไปเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ แล้วเขาต้องติดเงินอยู่ 2 ปี 

Warren Buffett เขาค่อนข้างที่จะชัดเจนมากว่า “เงินสดของฉันสำคัญที่สุด”  เพราะฉะนั้นตัวตลาดหุ้นที่ขึ้นมา ถ้ามันเป็นไปตามที่นักลงทุนคิด มันก็คงจะขึ้นต่อ แต่พวก VI จะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เขาจะตั้งคำถามเหมือนอย่างที่ผมตั้งคำถาม แต่ปีหน้าก็ต้องมาติดตามดูกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทุกประเทศสร้างหนี้ไว้เยอะ 

ผมขอย้ำว่าการซื้อหุ้น เราซื้อที่ Valuation อย่าไปสนใจมากว่าเศรษฐกิจมันจะดีไม่ดี คือ ถ้าหุ้นของธุรกิจตัวไหนที่มันผ่านวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ แล้วกลับมาเป็น Normal ได้ สุดท้ายราคาหุ้นมันก็จะกลับขึ้นไปเอง

ภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีหลังต่อจากนี้?

คุณกวี ชูกิจเกษม : ครึ่งปีหลัง ผมมองว่าด้วยหุ้นที่ขึ้นมาเยอะแล้ว อาจจะขึ้นต่ออีกนิดนึง ตรงที่ผมเชื่อว่า สิ้นปีนี้เรื่อง COVID-19 น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น การระบาดจะเริ่มชะลอลง แล้วถ้าเราโชคดีเจอวัคซีน มันก็น่าจะทำให้หุ้นสามารถที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง 

แต่ด้วยถ้าโลกเราเต็มไปด้วยหนี้มากมายขนาดนี้ ผมยังมองไม่ออกว่า รัฐบาลแต่ละรัฐบาลจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างไร เพราะว่าผ่าน COVID-19 รอบนี้ประชาชนเองก็มีศักยภาพในการใช้จ่ายก็จะลดลง  รัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะว่าเขาไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วยตัวของเขาเอง 

แม้กระทั่งประเทศไทยเราเอง หนี้รัฐบาลแทบจะชนเพดานแล้ว ไม่ต้องนับประเทศอื่นชนไปนานแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะกระตุ้นอย่างไร ที่ผ่านมาเขาก็พยายามกระตุ้นแล้ว แต่ยุโรปกระตุ้นไม่ขึ้น ญี่ปุ่นกระตุ้นไม่ขึ้น มีแค่จีนกระตุ้นขึ้น แต่ตอนนี้จีนกับอเมริกาที่กระตุ้นขึ้นก็เถียงกันแล้ว ทะเลาะกันแล้ว  ซึ่งการทะเลาะกันของจีนกับอเมริกา อาจจะเป็น New Normal ใหม่ก็ได้ในปีหน้า

กลยุทธ์ในการลงทุนหุ้นหลังจาก COVID-19 นี้?

คุณกวี ชูกิจเกษม : ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้น่าจะลำบาก นั่นหมายถึงว่าเราอาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการ Stack Deflation ก็คือ เงินเฟ้อต่ำ เงินฝืด แต่ไม่มีการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นกลยุทธ์จริงๆ ก็คือ 

1. เลือกบริษัทที่ Defensive เป็นบริษัทขนาดใหญ่

2. แล้วก็มีแบรนด์เนมที่ดี มี Reputation ของบริษัทที่ดี 

3. ผ่านวิกฤตมาหลายรอบแล้ว แล้วเขาก็ผ่านไปได้ 

4. คุณต้องมองว่าแล้วอีก 30 ปี บริษัทเขาจะอยู่รอดอย่างไร

อย่างเช่น ผมมองว่ากลุ่มที่อาจจะถูก Disrupt เช่น กลุ่มธนาคาร คุณจะเข้าไปลงทุนไหม เพราะว่ามันไม่ใช่จะโดนแย่งแค่ค่าธรรมเนียม ในอนาคตคุณอาจโดนแย่งเรื่องของสินเชื่อก็ได้ คุณอาจจะโดนแย่งลูกค้า ผมก็กลัว Facebook มาเปิด Facebook Shop อันนี้เอาไว้รองรับ Libra เลยนะ

Google  ก็มี  Google Pay  ของเขา ถ้ามีสกุลเงินของเขาขึ้นมาจะเป็นอย่างไร Alibaba  ก็มี Alipay เดี๋ยวนี้คุณสังเกตให้ดีว่า ทุก  Eco System ของเขาเขาจะไม่ได้ให้ดอกเบี้ยเรา เขาให้ไม่ได้ไม่เหมือนแบงค์ แล้วคุณเอาเงินไปใส่ Wallet เขา ปรากฏว่าคุณจะได้  Benefit คล้ายๆ ดอกเบี้ย เช่น คุณซื้อสินค้าผ่าน wallet เขาคุณจะได้ส่วนลด 10% มันเหมือนเราได้ดอกเบี้ย 10% หรือได้รับ Cash Back  5% นี่คือการดึงดูดคนเข้ามาใช้ ซึ่งแบงก์ทำไม่ได้ แต่ Social Banking หรือ Eco System พวกนี้เขาทำได้

อันนี้ ผมยกตัวอย่างให้ดูว่าถ้าเราเห็นไม่ชัด เราก็อย่าเพิ่งลงทุน อย่ากงธุรกิจพลังงาน คุณเห็นชัดไหมว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร คุณคิดว่าน้ำมันจะมีคนใช้ต่อไปในอนาคตไหม เหมือนตอน Banpu ที่ถ่านหินไม่มีคนใช้ วันนี้เราก็ต้องระวัง นี่แค่เป็นไอเดียผมนะครับ เพราะว่าบางคนเขาก็อาจจะมองกันคนละแบบ เพราะฉะนั้นแต่ละคนมีมุมคิดของตัวเอง ขอให้คิดด้วยตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดได้ด้วยตัวเอง เวลามันเกิดอะไรขึ้นคุณจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นด้วยตัวเอง 

บทเรียนและคำแนะนำถึงนักลงทุนทุกท่าน

คุณกวี ชูกิจเกษม :  

1. วิกฤตมันมาแน่ แค่มาเมื่อไหร่ คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา

แม้ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม การลงทุนโดยการกระจายความเสี่ยง การลงทุนโดยไม่ไปมุ่งอยู่กับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากจนเกินไป จะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องเรียนรู้  แม้กระทั่ง VI ที่จะลงทุนหุ้นทั้งหมด ก็ต้องเป็นหุ้นหลายตัว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องรู้จักการที่เราจะต้องบริหารความเสี่ยง

2. คุณต้องมีวินัย

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นวิกฤต สิ่งที่คุณต้องทำ คือ อย่าเอาความกลัวเข้ามาเปลี่ยนชีวิต ทำให้คุณไม่กล้าที่จะลงทุน ฉะนั้นคุณต้องมีวินัยในยามที่เกิดวิกฤต เพราะทุกวิกฤตมันเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกัน ทุกวิกฤตก็ผ่านไปได้ เพราะฉะนั้นเวลาเกิดวิกฤตแล้วหุ้นลงมาแรงๆ เป็นโอกาสที่ดี มันเป็นวินัยที่คุณจะต้องทำ 

3. คุณต้องอดทน

เวลาเจอวิกฤตแบบนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องทำ คือ อดทน เมื่อมันออกจากปัญหานี้ไม่ได้คุณก็ต้องอดทน อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ สุดท้ายที่จะต้องเรียนรู้จากวิกฤตครั้งนี้ก็คือ วิกฤตครั้งนี้สอนให้รู้ว่า การให้สำคัญกว่าการรับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีส่วนเกินของชีวิต และที่สำคัญยิ่งคุณให้มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้น อันนี้ก็คือบทเรียนที่ได้จากวิกฤต  COVID-19 รอบนี้

และนี่คือบทความสรุปบทสัมภาษณ์ จาก “คุณกวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จาก งาน aomMONEY Investment Conference 2020 เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ทีมงาน aomMONEY หวังว่าบทความนี้จะให้ความรู้กับเพื่อนได้นำไปปรับใช้ด้านการลงทุนกันได้อย่างเหมาะสมนะครับ

ขอให้ทุกคนอดทนและสู้ไปด้วยกันครับ

บ.ก.aomMONEY

และถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากชม VDO สัมภาษณ์เวอร์ชั่นเต็ม ของ “คุณกวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จาก งาน aomMONEY Investment Conference 2020 สามารถคลิกชมได้ที่ VDO ด้านล่างนะครับ

https://youtube.com/watch?v=W3yfWte9sbo%3Fwmode%3Dopaque

พฤติกรรมของนักลงทุนระยะยาวมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนไปหลัง COVID – 19

โดย คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save