“ลงทุน SSF Extra กับ บลจ.กรุงไทย” พิเศษกว่า ดีต่อใจ

“การออม” เรื่องธรรมดาๆ ที่ใครหลายคนมักมองว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้ มีเวลาเดี๋ยวค่อยออม ตอนนี้ยังไม่พร้อม แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า การมีเงินออมในระยะยาว สำคัญกับอนาคตมากแค่ไหน แต่ตัวเลือกการออมที่มีอยู่หลากหลาย…

เราจะเลือกออมแบบไหนให้เกิดโอกาสผลตอบแทนที่คุ้มค่า 

นี่สิประเด็นที่ aomMONEY มองครับ!

วันนี้ aomMONEY ก็เลยอยากจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ “กองทุนรวมเพื่อการออม หรือที่เพื่อนๆ คุ้นกันในชื่อกองทุน SSF (Super Saving Funds) นั่นเองครับ สำหรับกองทุน SSF นี้…ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ ในการเลือกเก็บออมระยะยาว เนื่องจากกองทุนแบบดังกล่าว มุ่งเน้นให้ออมเงินระยะยาวผ่านการลงทุน แถมยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อถือครบ 10 ปี (นับแบบวันชนวัน)

และที่สำคัญครับ! เนื่องด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงนี้จากผลกระทบของโควิด – 19 ทางคณะรัฐมนตรีเขาก็ได้มีมติจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการออม ชนิดเพื่อการออมพิเศษ” หรือ กองทุน SSFX หรือ กองทุน SSF Extra (Super Saving Fund Extra) มุ่งเน้นการออมระยะยาวเหมือนกองทุน SSF นั่นแหละครับ แต่พิเศษกว่า SSF ปกติ ตรงที่ SSF Extra ใช้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปี 2563 ได้เพิ่มจาก SSF ปกติ มากสุดถึง 2 แสนบาท (โดยแยกจากวงเงินหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF ปกติ และไม่อยู่ภายใต้เพดานวงเงินหักลดหย่อนรวมในกองทุนเพื่อการเกษียณทั้งหมด ทั้งนี้ เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร) 

แล้วกองทุน SSF Extra พิเศษกว่ากองทุน SSF ปกติอย่างไร?

ตารางนี้จะแสดงให้เห็นความต่างระหว่าง  SSF Extra กับ SSF ปกติ ครับ

 กองทุน SSF Extraกองทุน SSF ปกติ
วัตถุประสงค์ส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชนและช่วยสร้างเสถียรภาพของระบบตลาดทุนส่งเสริมการออมระยะยาว
หลักทรัพย์ที่ลงทุนลงทุนหลักทรัพย์ใน SET/MAI
 เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV
ลงทุนได้ทุกหลักทรัพย์
ช่วงเวลาในการลงทุนลงทุนได้เฉพาะช่วง  1 มิถุนายน – 30 มิถุนายน 63 ตั้งแต่ปี 2563 – 2567 
สิทธิลดหย่อนภาษีได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มจาก SSF ปกติ 200,000 บาท*ได้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท*
ช่วงเวลาใช้สิทธิทางภาษีใช้ลดหย่อนภาษีได้เฉพาะปี 63 *ใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีที่ลงทุน 
ระยะเวลาในการถือครองเพื่อให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี10 ปีเต็ม นับแบบวันชนวัน
การสลับกองทุนสลับกองทุนได้ระหว่าง SSF Extra กับ SSF Extra เท่านั้นสลับกองทุนได้ระหว่าง SSF ปกติ กับ SSF ปกติ เท่านั้น
เงินลงทุนขั้นต่ำไม่มี
ความต่อเนื่องในการลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกปี 

*เงื่อนไขทางภาษีเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

ในขณะนี้กองทุนเพื่อการออม ชนิดเพื่อการออมพิเศษ หรือ กองทุน SSF Extra มีหลากหลายบลจ.ที่เริ่มเปิดให้ซื้อกองทุนกันแล้วนะครับ แต่ในวันนี้ aomMONEY อยากจะแนะนำ 2 กองทุน SSF Extra ที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจจาก บลจ.กรุงไทย ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันครับ

รู้จักกับกองทุน SSF Extra จาก บลจ.กรุงไทย

SSF Extraตัวแรกจากทาง บลจ.กรุงไทย ที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักเลย คือ กองทุนเปิดกรุงไทย 70/30 เพื่อการออม ชนิดเพื่อการออมพิเศษ หรือ “KT70/30S-SSFX”  ซึ่งความน่าสนใจของกองนี้ เป็นกองทุนรวมผสม ลงทุนหลักทรัพย์ใน SET/MAI และลงทุนในเงินฝาก ตราภาครัฐและตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี  โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับที่ https://bit.ly/2Y5ly3V

SSF Extraตัวที่สองจากทาง บลจ.กรุงไทย ที่อยากจะแนะนำอีกตัวก็คือ กองทุนเปิดกรุงไทย ก่อการดี เพื่อการออม ชนิดเพื่อการออมพิเศษ (KTESGS-SSFX) โดยเป็นกองทุนรวมตราสารทุน บริหารกองทุนเชิงรับ ซึ่งความน่าสนใจของกองนี้ เน้นลงทุนหลักในหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมมาภิบาล ทั้งนี้กองทุนสามารถลงทุนในหุ้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับที่ https://bit.ly/2Y5ly3V

ทั้งสองกองนี้สามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงไทย หรือ ผู้สนับสนุนการขาย หรือที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100

ทำไมต้องเป็น KTAM SSF Extra ดีต่อใจกว่าอย่างไร…?

1. ดีต่อใจกว่า…ข้อแรก สะดวก ซื้อผ่านธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ มีผู้สนับสนุนการขายกว่า 50 แห่ง

2. ดีต่อใจกว่า…ข้อสอง สามารถซื้อผ่านระบบออนไลน์ KTAM Smart Trade ได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. ดีต่อใจกว่า…ข้อสาม คล่องตัวกันแบบสุดๆ เพราะซื้อผ่านบัตรเครดิต KTC ได้ หรือใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาทได้ อ้อ อย่าลืมเช็คคะแนนกันดูนะครับ

4. ดีต่อใจกว่า…ข้อสี่เมื่อลงทุนทุกๆ 50,000 บาท รับเงินคืนอีก 100 บาท เข้ากองทุน KTSTPLUS เรียกได้ว่าพิเศษกันแบบสุดๆ ครับ (เงื่อนไขโปรโมชั่นเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

และดีต่อใจกว่าอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะมีให้เลือกลงทุนได้ถึง 2 นโยบาย คือ กองทุนรวมผสม และ กองทุนรวมตราสารทุน

และถ้าอยากรู้ว่ากองทุน SSF Extra จาก บลจ.กรุงไทย 2 กองนี้เหมาะกับใคร aomMONEY แนะนำว่าเหมาะกับเพื่อนๆ ที่ต้องการออมเงินระยะยาว เป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป โดยมีผลพลอยได้เป็นสิทธิในการลดหย่อนภาษี เพราะอย่างที่ทราบกันครับว่าการลงทุนในกองทุน LTF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว

ทั้งนี้กองทุน SSF Extra จาก บลจ.กรุงไทย นี้!! มีเวลาในการเสนอขายมีแค่ 3 เดือนเท่านั้นนะครับ นั่นก็คือ ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย.2563 เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ คนไหนไม่อยากพลาด ก็คงต้องรีบกันหน่อยนะครับ ได้ทั้งออมเงินได้ทั้งลดหย่อนภาษี แถมไม่มีกำหนดขั้นต่ำด้วย เหมาะกับเพื่อนๆ ทุกคน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ครับ

และครั้งหน้า aomMONEY เราจะหยิบกองทุนไหนมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอีก ก็อย่าลืมติดตามกันนะครับ เรื่องการออมมีหลากหลายวิธี อย่าลืมเลือกออมเพื่อประโยชน์ของตัวเรากันด้วยนะครับ

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

ควรเก็บเอกสารไว้กี่ปี? ถ้าไม่อยากมีปัญหาเวลาสรรพากรตรวจย้อนหลัง

“เอกสารหลักฐาน ควรเก็บไว้กี่ปีครับ ถ้าไม่อยากมีปัญหาเวลาสรรพากรตรวจย้อนหลัง” หนึ่งในคำถามที่ถามกันบ่อยในช่วงยื่นภาษี โดยเฉพาะช่วงคนที่มีรายละเอียด ค่าลดหย่อน เยอะแยะเต็มไปหมด ยิ่งจะสงสัยในประเด็นนี้ เพราะยิ่งเก็บไว้นานก็รกบ้าน เดี๋ยวจะโดนคอนโด มาริเอะบ่นว่าได้ว่าจะเก็บเอกสารที่ไม่สปาร์คจอยเหล่านี้ไว้ทำไมกันนะ

ดังนั้น ถ้าเอาแค่คำตอบสั้นๆ พรี่หนอมขอตอบว่า “5 ปี” ก็พอแล้วครับ แต่ถ้าให้ตอบยาว ๆ ก็มาจากหลักการอำนาจในการตรวจสอบย้อนหลังของทางสรรพากรที่มีตามกฎหมา

นั่นคือ รณียื่นภาษี สรรพากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้สูงสุด 5 ปี แต่ถ้าเป็นกรณีไม่ยื่นภาษีกรมสรรพากรสามารถตรวจย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ครับ 

แต่อีกข้อเท็จจริงหนึ่ง คือ ถ้าคนไหนไม่ยื่นภาษี มักจะไม่เก็บหลักฐานอยู่แล้วครับผม ดังนั้นกรุณาเก็บไว้ 5 ปี สำหรับคนที่ยื่นภาษีนะครับ

โดยข้อกฎหมายที่ใช้บังคับ คือ มาตรา 19 ประมวลรัษฏากร กับมาตรา 193/30 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครับผม


ถ้าใครว่าง ๆ ลองอ่านกฎหมายดูได้ครับ

มาตรา 19 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือ กฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี 


สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ จุ๊บๆ 

ตำนานการต่อสู้หนี้กว่า 15 ปีของสวนสยาม “คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ”

“สวนสยาม (Siam Park City)” หรือที่รู้จักกันในนามของ “สวนสยาม ทะเลกรุงเทพ” ตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Siam Amazing Park นับเป็นการรีแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ โดยผู้ก่อตั้งสวนสนุกแห่งนี้ คือ คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ จากกระเป๋ารถเมล์สู่มหาเศรษฐีหมู่บ้านจัดสรรที่มีเงินเป็นพันล้าน สู่การลงทุนสร้างสวนสนุกขนาดใหญ่ในเมืองไทย

อะไรคือจุดเริ่มต้นและปัญหาที่ทำให้สวนสยามเป็นหนี้ยาวนานกว่า 15 ปี และแม้จะโดนฟ้องล้มละลาย คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ก็ไม่เคยปล่อยมือจากสวนสนุกแห่งนี้ กว่าจะข้ามผ่านมาถึงวันนี้ ต้องผ่านกับเรื่องราวอะไรมาบ้าง

วันนี้ aomMONEY INSPIRED ขอนำเสนอเรื่องราวของคุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ เจ้าของสวนสยามผ่านบทสัมภาษณ์นี้ครับ

เริ่มต้นจากการเป็น “กระเป๋ารถเมล์” เพราะที่บ้านยากจน

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : เราเริ่มต้นจากการเป็นกระเป๋ารถเมล์ เพราะที่บ้านยากจน มีพี่น้อง 8 คน เราต้องไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ เพื่อหัดขับรถยนต์ หลังจากขับรถได้ระยะหนึ่ง ต้องล้างรถให้เก่งด้วย  เพราะสมัย 70 – 80 ปีก่อน การดูแลรักษารถมันยังไม่ค่อยมี เขาจะหวงรถกันมาก เพราะฉะนั้นการเป็นกระเป๋ารถเมล์ต้องขยันล้างรถ ถึงจะมีโอกาสได้หัดขับรถยนต์

“กระเป๋ารถเมล์” เจออันตรายร้อยแปด จนคิดเลิกทำ

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : อาชีพกระเป๋ารถเมล์ ถ้าเกิดรถมันชนกัน แล้วเป็นอะไรไป ผมคิดแล้วว่าชีวิตเราไม่รอดแน่ ผมเลยบอกคุณแม่ว่า ผมจะเลิกเป็นกระเป๋ารถเมล์ ผมขับรถเป็นแล้ว ให้คุณแม่หาเงินซื้อรถกระบะเพื่อจะรับ – ส่งสินค้าหน่อย เพราะไม่มีเงินที่จะไปดาวน์ เมื่อไม่มีเงินผมเลยบอกว่า แม่เล่นแชร์สิ มือละ 500 ตอนนั้นญาติพี่น้องเราตลาดบางบัวไม่มีใครยอมจ่ายเงิน เพราะบ้านเรามันจน เขากลัวว่าผมจะทำงานไม่จริง ทิ้งภาระให้แม่ หรือไม่ก็เห็นว่าเราจน คงไม่มีปัญญาไปชำระหนี้เขา อันนี้ผมคิดเองนะ แต่ผมโชคดีครับ… พี่สาวเขาแต่งงานไปแล้วกลับมาบ้าน เขาพอมีฐานะ พี่สาวก็เอาเรื่องเราไปเล่าให้พี่เขยฟัง เขาเห็นว่า ควรจะสนับสนุน เพราะพ่อพี่เขยเขาชอบใจผม รักผม ในฐานะเป็นอากู๋เขาก็ให้ยืม 5,000 บาท ผลสุดท้ายเราก็ได้รถมาเริ่มขับรถรับจ้าง

“ขับรถรับจ้างไม่หยุด” ไม่พัก เพื่อใช้หนี้ให้หมด

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ผมต้องขับรถ 24 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาประมาณตี 2 รับพันธุ์ปลาที่ชาวนาไปล้อมอวนมา เอาไปส่งที่ตลาดหัวลำโพง จากนั้นเลยไปสะพานปลาไปรับปลาทู เราไปถึงหัวลำโพงตี 3 ไปถึงสะพานปลาตอนตี 4 พอตี 5 ประมูลปลาเสร็จก็ออกจากสะพานปลาตอน 6 โมง มาส่งที่บางบัว บางเขน สะพานใหม่ ดอนเมือง รังสิต และกลับมาที่สถานีรถไฟหลักสี่ เอาควาย เอาวัวมาเลี้ยงไว้ที่นั่น เพื่อที่จะไปโรงฆ่าสัตว์ ด้วยความสงสารเขาก็ให้เราไปบรรทุกฟางมาเลี้ยงวัว วัวเจ็บเราก็รับวัวขึ้นไปบนรถ เพื่อที่จะนำไปส่งโรงฆ่าสัตว์

บ่าย 2 โมง กลับมาถึงบ้านมีเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านิดหน่อย พอ 4 โมง ต้องรับเข่งรับผักนำไปซื้อของที่ตลาดท่าเตียน และปากคลองตลาด ลงของเสร็จเรียบร้อยก็ขับไปที่สะพานใหม่ เถ้าแก่อิวคิมที่เป็นเจ้าของตลาดยิ่งเจริญมีโรงงานฆ่าหมู ก็ต้องรับหมูไปส่งเขียงหมูต่าง ๆ ส่งเสร็จก็กลับมารับพันธุ์ปลาที่เดิม วนเวียนอยู่แบบนี้ 3 – 4 ปี ถึงจะเริ่มใช้หนี้หมด

ขยับขยายจากขับรถรับจ้าง เปลี่ยนมาเป็น “พ่อค้าพันธุ์ปลา”

ขับรถอยู่ระยะหนึ่ง อาจารย์ที่ม.เกษตรแนะนำให้ขายพันธุ์ปลา ทางมหาวิทยาลัยเขาอยากจะทำปลาแบบผสมเทียม รีดปลาลงมาใส่กระชัง เอาเชื้อมาผสมเป็นเทียม แล้วก็คัดปลาขาย เขาเลยตั้งชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อมรพันธุ์ ผมก็เริ่มเป็นเฒ่าแก่ สุรินทร์ มุทุตานนท์ เขาทำรายการวิทยุของเกษตร เขาโฆษณาให้ว่า นายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อมรพันธุ์ ได้มีพันธุ์ปลาจำหน่าย กระจายข่าวออกไปของเกษตรด้วย พันธุ์ปลาก็เกิดขายดี เราจึงมีฐานะค่อย ๆ ดีขึ้น

“พ่อค้าพันธุ์ปลา”สู่ “มหาเศรษฐีเจ้าของหมู่บ้านจัดสรร”

เพาะพันธุ์ปลาอยู่ระยะหนึ่ง คุณบุญชู เธียรสวน ซึ่งอยู่ตลาดเดียวกัน เขาเป็นเศรษฐีที่ดิน เขาบอกว่า ไชยวัฒน์อย่าเลยดีกว่า…ค้าพันธุ์ปลาไม่รวยหรอก เพาะพันธุ์ปลาเราได้เท่าที่ฝีมือเราทำออกมา บางทีเหลือก็ไม่มีใครซื้อ โตมันเองบ้าง กินกันเองบ้าง ตายเหลือน้อยขายทุนก็มี ทำเป็นอาชีพแล้วก็ควรจะทำเป็นเรื่องจริงจัง ทำอาชีพที่ไม่ตาย

เราเลยถามเขาว่า ทำยังไงดี เขาเลยบอกว่า ลองมาจัดสรรที่ดิสิ เพราะว่าที่ดินไม่ตาย มีวันเติบโตตลอด ผมก็เลยไปวางแผนกับเพื่อนว่า จะซื้อที่ดินจัดสรรยังไง สมัยนั้นอาจารย์สุนทร เปรมฤทัย เขายังจัดสรรแบบกระดาษอยู่  เอากระดาษมาขีดแบ่งที่เป็นล็อค ๆ และขายให้ผ่อนระยะยาว คุณบุญชูแนะนำให้รู้จักและคุยกันว่า เขาขายจัดสรรที่ดินอย่างเดียว เรามาปลูกบ้านขายกันดีกว่า

ตอนปลูกบ้านขายผมไม่รู้เลยว่า ไม้หน้าสาม ไม้หน้าหก เป็นอย่างไร เหล็กกี่นิ้ว ตะปูกี่หุน เราก็ไม่รู้ ปรากฎว่าบ้านขายดีมาก เลยตั้งชื่อให้เกียรติแก่ประธานเราที่เขาแนะนำ “หมู่บ้านเธียรสวน 1” คาดไม่ถึงเลยว่าชีวิตจะเปลี่ยนแปลงเร็ว จากเธียรสวน 1 เธียรสวน 2 อมรพันธุ์ 3 สลับกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างอมรพันธุ์กับเธียรสวน ต่อมาผมเลยเอาอมรพันธุ์หมด พอบ้านขายดีการเสียภาษีเราต้องทำให้ถูกต้อง ค่อนข้างที่จะยุ่งยาก ผมเลยบอกว่า งั้นเราตั้งเป็นบริษัทดีกว่า ตั้งเป็น ช.อมรพันธุ์ จำกัด โดยมีบุญชู เธียรสวน เป็นประธาน ตั้งเป็น 3 ช. เธียรสวน ไชยวัฒน์ ชาตรี คุณชาตรีเป็นนายทุนที่เขาให้กู้เงินมาปลูกบ้าน พอตั้งเป็นบริษัท หมู่บ้านก็ขายดิบขายดี ความเป็นเศรษฐีก็มาถึง

ความเป็นเศรษฐีก็มาถึง ก็หันมาเริ่มต้นลงทุนกับ “สวนสนุก”

ตอนนั้นเราก็ยิ่งใหญ่ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผมก็คิดขึ้นมาว่า ชีวิตเราเกิดมาให้บริการตลอด นายผม คือ คุณชาตรี โสภณพาณิช เลยบอกว่า งั้นเรามาสร้างสวนสนุกกันดีกว่า ผมชอบงานบริการอยู่แล้ว ขับรถก็บริการรับใช้เขา ปลูกบ้านขายก็รับใช้เขา งั้นมาทำสวนสนุกบ้างดีกว่า ปรึกษาหารือกัน ตกลงจะไปสหรัฐอเมริกา เราเลยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและต้องมีล่าม ไปทั้งที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ขึ้นเครื่องบินยังกลัว เพราะเรามีความรู้แค่ ป.4 ถ้าเราอยู่การเมืองเราก็เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นได้แค่ที่ปรึกษา เพราะความรู้เราไม่ถึง แต่ความเสียสละ ความกล้าหาญ การตัดสินใจ การคิดการไกลเนี่ยพอไหว

ได้ไปศึกษาสวนสนุกจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา พอมาเมืองไทยรายงานให้คุณชาตรีทราบว่า ทางดิสนีย์แลนด์เขามีลิขสิทธิ์ เราเอาเข้ามาเราเสียค่าลิขสิทธิ์เยอะ เขาบอกว่ามันไม่คุ้ม ลงทุนไม่ได้หรอก สมัยก่อนมีนบุรีมีทางมาทางเดียว ถาม 3 – 4 คำ เขาก็ไม่เอาแล้ว รถเข้ามาได้วันละกี่คัน มีรถไฟฟ้ามั้ย มีรถเมล์วิ่งมั้ย ที่จอดรถมีกี่คัน แค่นี้ก็บอก No! คุณไม่ต้องสร้างหรอก รายได้ของคนไทยค่าแรงขั้นต่ำช่วงนั้น 60 บาท เขาบอกว่า สร้างไม่ได้หรอก ไม่ต้องสร้าง

พอบอกไม่ต้องสร้าง ผมจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะสิ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไป ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ เจ้าของหมู่บ้านจัดสรรรายใหญ่ จะสร้างดิสนีย์แลนด์เมืองไทยในพื้นที่มีนบุรี นายบอกสร้างไม่ได้ เพราะเขาวิเคราะห์มาแล้วว่า คนไทยยังเที่ยวสวนสนุกไม่เป็น ที่ไม่เป็นเพราะว่าคุณเสียเงินสร้างสวนสนุก เขาเล่นไม้กระดกที่โรงเรียน ที่บ้าน ที่ไหนก็มี เล่นไล่จับ เล่นอี่ เลยเปลี่ยนใหม่ไปที่ญี่ปุ่น ไปดูเรื่องทะเล เพราะใครอยู่ชายทะเล รัฐบาลส่งเสริมให้เอาขึ้นมาบนบก ดูดน้ำทะเลมากรองให้สะอาดแล้วทำคลื่น เพราะคลื่นที่ญี่ปุ่นมันแรง เขาเลยทำทะเลจำลอง หมู่บ้านแถวชายทะเลจะมีเศรษฐกิจดี มีคนไปเที่ยวเยอะ รัฐบาลเขาก็ส่งเสริม

เรามาเล่าให้นายฟัง นายบอกไม่เอาละ อาชีพไหนที่คุณเคยทำแล้วรวย คุณไปทำอาชีพนั้นเถอะ อาชีพนี้ไม่เหมาะแล้วล่ะ เพราะสำรวจมาแล้วว่า คนไทยค่าแรงวันละ 60 บาท ไม่สามารถไปเที่ยวสวนสยามได้ ถ้าคุณทำราคาสูงเขาก็ไม่เข้า ราคาต่ำค่าบำรุงก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นเลิกดีกว่า ผมเลยตัดสินใจจะทำคนเดียว เมื่อเราอวดเก่งโดยที่ไม่มีความรู้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปรับปากกับนายว่า จะสร้างคนเดียว เราจำเป็นต้องมาสร้างคนเดียวตามคำพูด เพราะเราให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า จะสร้างสวนสนุก ลงทุนคนละ 1 – 2 พันล้าน เสร็จแล้วไม่สร้าง ผมบอกว่า “ชีวิตนี้ผมก็อยู่ไม่ได้แล้ว ผมเป็นนักธุรกิจตัวอย่าง พูดอะไรแล้วทำไม่สำเร็จ ผมเลิกดีกว่า”

ที่มาของชื่อ “สวนสยาม”

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ตอนนั้นไม่มีความรู้มากมายนัก แต่เราได้ไปต่างประเทศ ถ้าบอกว่า มาจากประเทศไทย ฝรั่งไม่รู้จัก แต่ถ้าเราบอกว่า มาจากสยาม ฝรั่งร้องอ๋อทันที ผมเลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรตั้งชื่อให้ต่างชาติรู้เรื่องด้วย เลยใช้ชื่อว่า “สวนสยาม” แต่พอผมตั้งชื่อ ก็มีอาจารย์ที่เป็นพรรคพวกในวงการนักแสดง บอกกับประชาสัมพันธ์ของผมว่า ให้มาบอกผมหน่อย คำว่าสยามอย่าไปตั้งเลย เจ๊งมาเยอะแล้ว เพราะคำมันสูงไม่ควรนำมาตั้ง สยามทำให้ประเทศไทยเป็นเอกราชมาตลอด แต่เราเป็นปวงชนชาวไทย คำว่าสยามผมว่าเป็นมงคล แต่ที่บอกว่าเจ๊งผมว่าการจัดการบริหารเขาไม่ดี ผมไปต่างประเทศ พอบอกว่า มาจากสยาม ผมภูมิใจมาก

“ลงทุนกับสวนสยาม” จนต้องขายบริษัททั้งหมด

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ผลสุดท้าย… ผมต้องขายบริษัทในเครือทั้งหมด บริษัทจัดสรรที่ดิน ช.อมรพันธุ์ บริษัทอมรพันธุ์ แต่ไม่ได้ขายทีเดียว ทยอยขายเอามาลงทุน อุดหนี้ไม่ทัน เราเก็บค่าเข้าครั้งแรก 60 บาท ค่าบำรุง ค่าคลอรีน ค่าใช้จ่ายไม่พอ บางคนมาเกาะรั้วดูอย่างเดียว เราก็เกิดสงสาร ไม่เข้าเพราะไม่มีเงินซื้อบัตร เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เปิดให้เข้าฟรีบ้าง แจกบัตรฟรีบ้าง เห็นมากลุ่มใหญ่ ๆ ไม่มีเงินเดือนตาละห้อยกลับไป เราก็ให้เข้ามาเที่ยวเลย นายผมถามว่า จะทำธุรกิจหรือการกุศล จะเอากล่องหรือจะเอาเงิน ถ้าเอากล่องก็อยู่ไปแบบนี้ แต่ถ้าเอาเงินก็ปิดแล้วจัดสรรซะ ผมบอกผมทำไม่ได้ ผมเดินมาไกลแล้ว บ้านจัดสรรมีกำไรเยอะ น่าจะลงทุนไปทางนั้นดีกว่านะ ไม่ควรมาลงทุนในสิ่งที่ไม่ได้กำไร ผมบอกไม่ได้หรอกครับ ผมต้องเอาชนะให้ได้ จากนั้นมาเรากับคุณชาตรีก็แยกทางเดินกัน

“ขาดทุนหนัก” แต่ไม่เคยยอมแพ้

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ผมคิดว่าผมยอมตายทีนี้แล้ว พูดจริง ๆ ผมเป็นคนหัวดื้อ ถ้าอะไรที่ทำไม่สำเร็จ เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ของเราทำกับมือเอง คิดกับมือเอง ยังทำไม่สำเร็จเลย เราไม่รู้จะหนีไปทำไม หนี้สินหนีไปมันก็ไม่ได้หมดไป มันก็ติดไปอยู่อย่างนั้น หนี้มันไม่พ้นตัว เหมือนทำบาปมันก็ติดตัวจนวันตาย

ภรรยาร้องไห้ทุกวัน บ้านก็ถูกยึด

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ภรรยาผมเขาร้องไห้ทุกวัน ขนาดบ้านผมภรรยาเป็นเศรษฐี เขายังผ่อนคอนโดเตรียมเอาไว้ว่า พอลูกเรียนจบมา ถ้าบ้านโดนยึดไปหมด ก็ไม่เป็นไร เขาก็ไปอยู่คอนโดกัน เขาก็ปลงกับผม ไม่รู้จะทะเลาะกันเพื่ออะไร ทะเลาะกันผมก็ไม่ได้สนใจ ผมก็มาทำของผมทุกวัน ผมมีปรัชญาอันหนึ่งเพื่อฝากไว้ถึงคนสู้จะทำ “อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำงานด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความซื่อสัตย์ เคารพหลักเกณฑ์ ตรงไปตรงมา ทุกอย่างชนะหมด” เปรียบเทียบได้ว่า เหล็กแข็งแค่ไหน ถ้าเอามาลนไฟก็สามารถตีเป็นมีดได้ เพราะฉะนั้นต้องใจเย็น ๆ การทำธุรกิจแล้วไม่ล้มละลายเนี่ยไม่มี แต่ต้องซื่อสัตย์อย่างเดียว

ขนาดผมเมื่อก่อนเช็คเด้งทุกวัน ใคร ๆ ก็บอก โอ้ย! สวนสยามเนี่ย เช็คชั่วไม่ใช่เช็คชัวร์ ผมบอกว่า เวลาจนมันก็แบบนี้แหละ เมื่อก่อนที่ผมจ่ายไปเนี่ยไม่มี ตอนที่ร่ำรวยคนก็เอาของมาให้เราเป็นเดือน เรียกมาเก็บเงินยังไม่ยอมมาเก็บเลย แต่พอเวลาที่จน โทรสั่งของ ของยังไม่ทันมาส่ง เขาก็บอกเอาเงินมาก่อนของถึงไป เครดิตสำคัญมากในตัวมนุษย์ ถ้าเรามีเครดิตเหมือนเรามีเงินหลายหมื่นล้าน แต่ถ้าเราไม่มีเครดิตเลย มีเงินหลายหมื่นล้านก็เหมือนคนจน พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ จะซื้ออะไรเขาก็มองหน้าแล้ว เครดิตอยู่ที่เราปฏิบัติตัว มันไม่ต้องสร้าง และไม่มีใครให้ได้

ต่อสู้กับหนี้สวนสยามอยู่ 15 ปี จนข้ามผ่านมาได้

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : สวนสยามขาดทุนมาตลอด ทรัพย์สินเรามีเยอะ เราก็ขายมาจ่ายทั้งต้นทั้งดอก อุดหนี้ไป 10 ปีกว่า ไม่มีเงินให้จ่ายแล้ว ที่เหลือน้อยเต็มที ที่จะขายก็ขายไม่ได้ เลยเอาบ้านทรงไทยที่สามแยกเกษตรไปจำนำ เอาที่ดินส่วนตัวของภรรยามาจำนำ ภรรยาร้องไห้แล้วบอกว่า ไปทุ่มแบบนี้มันจะได้อะไร เราก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะเมื่อคนเราจะสู้แล้ว ต้องสู้ให้หมด ถ้าเกิดมันเจ๊งอีกก็ไปบวชซะ เพราะไม่รู้จะอยู่ทำไมแล้ว ถ้าเราสู้จนถึงขนาดหมดเนื้อหมดตัว มันก็อยู่ไม่ได้แล้ว ผมเอาที่ไปจำนำจนไม่มีเหลือ อยู่ได้ 5 ปี มันก็เกิดหมดแล้วไม่ฟื้นอีก คนก็สมน้ำหน้า คิดอะไรแปลก ๆ ไม่ดูตัวเอง คนที่ทำสวนสนุกส่วนมากต้องเป็นเศรษฐี มูลนิธิ หรือคนที่เหลือกินเหลือใช้เต็มที เพราะมันไม่ใช่อาชีพธุรกิจ แต่เป็นอาชีพให้บริการ

ผมก็บอกว่า ชาตินี้เราได้สร้างแล้ว มันจะมีอะไรเกิดก็ให้มันเกิดช่วงนั้นเลยไม่มีเงินชำระหนี้ธนาคาร 5 ปีต่อมา เราโดนฟ้องล้มละลาย โดนฟ้องให้ชำระหนี้ มันไม่มีอะไรจะใช้หนี้แล้ว ไม่มีอะไรให้ขายแล้ว เหลือแต่ตัว มีคนบอกว่า งั้นหนีไปอเมริกาสิ หนีไปอยู่ที่อื่น อยู่ทำไมประเทศไทย เมื่อทำดีไม่ได้ดี เราก็หนีซะ ผมก็บอกว่า เกิดเป็นคน เราต้องสู้ให้ถึงที่สุดก่อน ถ้าเราไม่สู้ให้ถึงทีสุด เขาเรียกว่ายังไม่รู้แพ้รู้ชนะ

สุดท้ายที่ดินพื้นนั้นผมก็ขายได้ ขายแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ที่ลาดพร้าว ชำระหนี้ธนาคารจนหมด เราก็มาเริ่มตั้งตัวกันใหม่ จากนั้นด้วยความอยู่ทน ด้วยคนสงสาร คนก็มาช่วยกันอุดหนุน ก็มีกำไรเกิดขึ้น ทรัพย์สินที่ผมขายไปรวมแล้วเป็นหมื่นล้าน เราถือว่าชีวิตเราเกิดมาไม่มีอะไร ทรัพย์สินก็มาจากรายได้ส่วนหนึ่งที่นายเขาช่วยเหลือ อีกส่วนหนึ่งก็จากประชาชนช่วยเหลือมา เราขายบ้านได้กำไรก็เท่ากับคืนสังคมไปก็แล้วกัน คิดแล้วสบายใจดี พอมาถึงตรงนี้ เมื่อมีกำไรเราก็ซื้อเครื่องเล่น กู้ธนาคารใหม่และกู้ไทยธนาคารมา ซื้อเครื่องเล่นมาลงทุนไปอีก 3,000 กว่าล้าน 5 ปี เราก็ผ่อนเขาหมด ทั้งหมด 7 ปี ถึงผ่อนธนาคารหมด

ขอแค่คนระลึกถึงไว้ว่า “สวนสยาม” สวนสนุกแห่งนี้ เด็ก ป.4 ชื่อนายโอ๊ย แซ่อึ้ง สร้างไว้ แค่นั้นพอ…

คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ : ถ้าถามว่าอยากฝากอะไรถึงคนรุ่นหลัง ผมขอแค่ว่าให้คนระลึกถึงว่าสวนสนุกแห่งนี้ เด็กป.4 ชื่อนายโอ๊ย แซ่อึ้ง สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยได้ แค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้ว สิ่งที่มนุษย์เราเกิดมาทุกวันนี้ มันอยู่ได้เพราะสมอง แต่สมองตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ไอทีด้วย แต่ถ้าใช้ไอทีอย่างเดียวไม่มีสมอง ไอทีก็เป็นของตาย มันทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าคุณเอากล้องมาถ่าย ไม่มีใครเซ็ต ไม่มีใครจับวาง ถ่ายไปก็ไม่มีประโยชน์ มันเป็นเหมือนของคู่กัน ความขยันยังต้องอยู่ แต่ขยันให้น้อยลงใช้ไอทีช่วยมากขึ้น ความรู้หาเพิ่มขึ้น เปิดโลกให้กว้าง วิสัยทัศน์ยาว แค่นี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้วโลกนี้

บทสัมภาษณ์เวอร์ชั่นเต็มรูปแบบ VDO

https://youtube.com/watch?v=WafgeceQyR8%3Fwmode%3Dopaque

และนี่เป็นเรื่องราวของ “คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” เจ้าของ “สวนสยาม” สวนสนุกชื่อดังที่ผ่านอุปสรรคมากมาย กว่าจะมาเป็นสวนสยามในวันนี้ จากกระเป๋ารถเมลล์ที่เคยไปขอยืมเงิน 5,000 เพื่อดาวน์รถ มาเป็นคนขับรถรับจ้าง สู้ชีวิตจนพลิกสู่มหาเศรษฐีที่มีเงินเป็นพันล้าน

ทีมงาน aomMONEY หวังว่าเรื่องราวของ “คุณไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” จะสร้างแรงบันดาลใจให้เราทุกคน ไม่มากก็น้อยนะครับ

บ.ก. aomMONEY

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ปรับโครงสร้างหนี้ VS รีไฟแนนซ์ แตกต่างกันอย่างไร?

ท่ามกลางบรรยากาศวิกฤตโควิดในขณะนี้ นอกจากการแพร่ระบาดที่พ่นพิษไปยังวงล้อของเศรษฐกิจยังส่งผลระยะยาวไปสู่ประชาชน โดยเฉพาะการถูกเลิกจ้าง ลดเงินเดือนและอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินจนเป็นภาระที่เพิ่มพูน หลายๆ คนในช่วงนี้จึงมองหาทางออกด้วยการ “ปรับโครงสร้างหนี้” และ “การรีไฟแนนซ์” ในทรัพย์สินที่ตนมีเพื่อลดรายจ่าย

ทว่าหลายคนยังไม่รู้ว่า “การปรับโครงสร้างหนี้ กับ การรีไฟแนนซ์” นั้นแตกต่างกันอย่างไร เพื่อไขข้อสงสัยและเลือกใช้วิธีดังกล่าวอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ทาง aomMONEY ไม่รอช้าที่จะสรุปมาให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

“การปรับโครงสร้างหนี้” หรือ “Restructuring”

จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราไม่สามารถผ่อนหรือชำระหนี้สินตามที่ธนาคารกำหนดหลายงวดติดต่อกัน ซึ่งอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น ถูกเลิกจ้างจากโควิด หรือ ประสบอุบัติเหตุจนไม่มีรายได้มาชำระ โดยสิ่งที่เราต้องทำ คือ ชี้แจงถึงสาเหตุและปัญหาให้กับทางธนาคารทราบทันที เพื่อหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่ธนาคารจะช่วยในการประนอมหนี้และเสนอให้เราปรับโครงสร้างหนี้

ยกตัวอย่าง เช่น จากที่ต้องผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ธนาคารอาจจะปรับโครงสร้างหนี้ แล้วลดให้ผ่อนเดือนละ 5,000 บาท โดยยอดดังกล่าวอาจจะเป็นดอกเบี้ย จนกว่าเราจะปรับแก้ปัญหาส่วนตัว ค่อยกลับมาผ่อนเหมือนเดิม

“การรีไฟแนนซ์” หรือ Refinance

คือ การย้ายผ่อนสินเชื่อเดิมจากธนาคารนึงไปอีกธนาคารหนึ่งหรือธนาคารใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า โดยการรีไฟแนนซ์นี้หลักๆ จะเป็น บ้านและคอนโด ซึ่งส่วนมากนิยมรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปี เนื่องจากเวลากู้บ้านหรือคอนโด เราจะได้รับดอกเบี้ยที่ถูกใน 3 ปีแรกนั้นเอง

การปรับโครงสร้างหนี้ ? การรีไฟแนนซ์

เพราะฉะนั้นการรีไฟแนนซ์ ไม่ใช่ การปรับโครงสร้างหนี้แต่อย่างไร เพราะการรีไฟแนนซ์ คือ การขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารในการผ่อนชำระค่างวด ซึ่งจะทำให้เราประหยัดเงินได้มากกว่า โดยเราไม่เสียประวัติทางการเงิน แค่ต้องเตรียมตัวในการรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปี ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ คือ การจัดการตัวเองในเรื่องของการผ่อนชำระยอดค่าใช้จ่ายที่ค้างมาหลายงวด โดยไม่หนีหายไป แต่เป็นการปรึกษาและหาทางออกร่วมกัน โดยอาจผ่อนปรนด้วยการชำระน้อยลง ซึ่งยอดที่จ่ายจะเป็นดอกเบี้ย

คำแนะนำจาก aomMONEY

หากประสบปัญหาในเรื่องค่างวดที่ต้องจ่ายรายเดือนกับทางธนาคาร ไม่ควรค้างจ่ายไว้นานแต่ควรไปปรึกษาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนการรีไฟแนนซ์ คือ การมองหาโอกาสในการลดดอกเบี้ยในการจ่ายค่างวด โดยเงินที่เหลือสามารถนำไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ ได้ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ การรีไฟแนนซ์ ควรประเมินสถานการณ์และวางแผนให้ดี

สำหรับบทความในครั้งหน้า ทาง aomMONEY จะนำเสนอในเรื่องใด รอติดตามกันนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“การเงินและความรัก” ความสัมพันธ์จะดี อยู่ที่เงินตราจริงหรือ?

สมัยก่อนเราคงเคยได้ยินคำว่า “กัดก้อนเกลือกิน” ใช่ไหมครับ คือความรักในรูปแบบที่ว่าถึงแม้ยากลำบากแต่ขอให้มีคนรักเราจริงก็สามารถฟาฝ่าอุปสรรคไปได้ แต่พอยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเราอาจจะรู้สึกว่าเคสแบบนี้เกิดขึ้นน้อยลงเพราะอะไร?

เรื่องนี้มีสองปัจจัย 

  • ปัจจัยแรกก็คือ “ค่าครองชีพที่สูงขึ้น” เพราะในปัจจุบันด้วยอัตราเงินเฟ้อต่างๆ ค่าแรงเพียงหนึ่งคนนั้นไม่สามารถเลี้ยงดูสองชีวิต (หรืออาจจะมากกว่านั้นหากมีลูก)
  • ส่วนอีกประเด็นก็คือ “ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน” ของคนเราเปลี่ยนไป 

สมัยก่อนที่กัดก้อนเกลือกินอาจจะต้องการแค่ข้าวสารกรอกหม้อ มีที่ซุกหัวนอน แต่เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปปัจจัยพื้นฐานหลายคนก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ารถ ฯลฯเรียกได้ว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง เผลอ ๆ ถ้าการเงินมีปัญหาก็กระทบกับความสัมพันธ์อื่นๆตามไปด้วยนะครับ

ถ้าพูดแบบไม่ใจดำ “ความรักกับเรื่องเงินเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน” เรื่องหนึ่งที่ผมมักจะให้ความสำคัญเวลาที่จะคบกับใครสักคนก็คือ

“เขามีมุมมองต่อการบริหารจัดการเงินอย่างไร?”

เพราะมันสะท้อนว่าเขาจะสามารถประคับประคองให้ครอบครัวของเราในอนาคตนั้นไปรอดได้หรือไม่เช่นกัน หากเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายถ้าหากมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ก็อาจจะทำให้ลำบากใจได้ เผลอๆจะสร้างหนี้สร้างสินให้กับครอบครัว

ดังนั้นลองเรียนรู้มุมมองทางการเงินของอีกคน 

  • ไม่ว่าจะเป็นเขาชอบออมไหม? 
  • เป็นคนเล่นการพนันหรือเปล่า? 
  • เวลามีปัญหาทางการเงินเขาจะหาทางออกอย่างไร?

เรื่องนี้เป็นสิ่งละอันพันละน้อยที่สำคัญนะครับ เรียกได้ว่าสำคัญพอๆกับความรักที่มีให้ต่อกัน สมมุติเราไปรักใครสักคนมากๆ รักจนไม่ลืมหูลืมตา แต่เขาเป็นคนฟุ่มเฟือย มีอะไรเราก็ยกให้เขาตามใจเขาหมดเราลองถามตัวเองดูครับว่า แท้จริงแล้วเรามีความสุขหรือไม่ที่เป็น “พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้”

แต่ก็ไม่ควรที่ขนาดตระหนี่ถี่ถ้วนกับคนรักของคุณมากเกินไปแบบที่เขาอาจจะอึดอัดได้ เพราะความรักและความสัมพันธ์เป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของเหตุผลดังนั้นเราจำเป็นต้องบาลานซ์เรื่องนี้ให้ดีๆ หาจุดลงตัวให้ได้ ผมเชื่อว่าความรักของคุณจะมีความสุขและยืนยาวไม่เฉพาะแค่วันวาเลนไทน์นี้เลยครับ

คอลัมน์ #มีสลึงพึงบรรจบ โดย Mr.Priceless

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาชวนตระหนักคิด ช่วงวิกฤต COVID-19

ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตการเงินมาหลายต่อหลายครั้ง จนในวันนี้เราได้กลับมาเผชิญกับปัญหาวิกฤตการเงินอีกครั้งจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 และด้วยสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่อยู่ในตอนนี้ก็ทำให้ aomMONEY ฉุกคิดได้ถึงปรัชญาสำคัญปรัชญาหนึ่ง นั่นก็คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

aomMONEY เชื่อว่าหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” น่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญ ที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ โดยทางทีม aomMONEY ได้รวบรวมมาไว้แล้วในบทความนี้ครับ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

1. พอประมาณ

คำจำกัดความของคำว่า “พอประมาณ” ไม่ได้สื่อถึงความยากจน การอยู่อย่างลำบาก แต่หมายถึง “ความพอเพียง การประมาณตน และวางแผนทางการเงินที่ดี” ถ้าในสถานการณ์ COVID-19 แบบนี้ น่าจะเป็นการพอมีพอใช้ ลด ละ เลิก อะไรที่ไม่จำเป็น หรือประเมินแล้วเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยที่เกินฐานะเกินรายได้

อาทิ การซื้อสินค้าที่ยังไม่จำเป็นทันด่วน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่การซื้อของจากออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราอาจจะพักก่อน เพื่อนำเงินในส่วนนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไม่เดือดร้อน ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน รวมไปถึงอาจจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองในทุกเดือนต่อจากนี้ เพื่อตัดถอนสิ่งที่ไม่จำเป็น และใช้อย่างพอเพีย งเพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต

2. มีเหตุมีผล

การพอประมาณอาจเป็นตัวตั้งต้นที่ทำได้ยาก แต่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเรามีวิธีคิดแบบมีเหตุมีผลควบคู่ไป เช่น มุมมองที่ว่า ของมันต้องมีที่เราต้องซื้อในทุกครั้ง ลองคิดต่อดูว่ามีแล้วสร้างประโยชน์อย่างไรต่อการดำรงชีวิต ใช้แล้วนอกจากสร้างสุขยังสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำงานเพื่อหาเลี้ยงเงินด้วยหรือเปล่า หากมันสอดรับก็ซื้อ ในทางกลับกันหากไม่ได้สร้างประโยชน์อย่างหลากหลายหรือมากพอ เราก็ควรพักและหยุดการจับจ่ายใช้สอยไว้ก่อน ซึ่งการตัดกิเลสในส่วนสินค้าที่ยากได้ ก็เหมือนเราได้นั่งพัก

3. ภูมิคุ้มกัน

เราควรถอดบทเรียนจาก COVID-19 โดยเฉพาะเริ่มมองถึงการวางแผนระยะยาว อาทิ การมองหาประกันสุขภาพที่ใครหลายๆคนมองข้าม รวมทั้งการซื้อกองทุนเพื่อการออมระยะยาว ซึ่งการออมนี้ การันตีได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ว่าวิกฤตไหนจะเข้ามา การมีเงินออมไว้ สามารถก้าวข้ามและแก้ไขในทุกวิกฤตได้อย่างอุ่นใจ

4. สร้างความรู้

มิตินี้ คือ การมองหาองค์ความรู้ใหม่ๆในการเพิ่มพูนให้กับตัวเอง เพราะวิกฤต COVID-19 ได้สอนให้เราทำอะไรหลายอย่างที่เราไม่เคยทำ เช่น การทำงานที่บ้าน ฉะนั้น COVID-19 นี่แหละอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นในอนาคต และเราในฐานะพหูสูตก็คงต้องเปิดโลกทัศน์เพื่อพร้อมรับอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องคอยติดตามข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อแชร์เรื่องราวที่ดีต่างๆที่เป็นความรู้ใหม่ให้กับสังคม

5. มีคุณธรรม

หลังจากการสร้างตัวเองให้เป็นผู้รอดในวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนตระหนักถึง คือ การปรับจากการเป็นผู้รับจากมาตรการต่างๆ เป็นผู้ให้ให้กับสังคมบ้าง ในสัดส่วนที่เราไม่เดือดร้อน เช่น การทำความสะอาดบ้านและชุมชน การอาสาตนเป็นผู้ช่วยสังคมในด้านต่างๆ การยึดเอาประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง

คำแนะนำจาก aomMONEY

aomMONEY มองว่าเราสามารถนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาผนวกใช้ได้กับทุกสถานการณ์แม้กระทั่งวิกฤตของการดำรงชีวิต เป็นดั่งหลักคิดประจำจิตที่ผลิตคนให้มีความเข็มแข็งทั้งกายและใจ ทาง aomMONEY ขอน้อมนำและส่งต่อให้กับทุกคนนำไปปรับใช้อย่างมีความสุข แล้วเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1.5% มีตัวไหนบ้าง และบังคับใช้ไปถึงเมื่อไร

เมื่อไม่นานมานี้ กรมสรรพากร ประกาศลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1.5% อยากรู้ว่ามีตัวไหนบ้าง และตัวที่ไม่ได้หักในอัตรา 3% ได้ปรับลดลงด้วยหรือเปล่า? จะหาคำตอบได้ที่ไหนอย่างไรดี? 

ก่อนอื่นต้องบอกว่า มาตรการภาษี ในช่วงโควิด19 มีเยอะมากครับ ซึ่งการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือเพียง 1.5% นั้นเป็นหนึ่งในมาตรการที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น (กฎกระทรวงฉบับที่ 361) ซึ่งหลักการทั้งหมดมีดังนี้ครับ

1. ปรับลดเฉพาะ อัตราหัก ณ ที่จ่าย 3% จากเดิมที่เคยหัก สำหรับอัตราอื่น ๆ เช่น 5% หรือ 2% หรือ 1% ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด

2. การปรับลดอัตราภาษี ณ ที่จ่าย จะลดในกรณีดังต่อไปนี้ …

2.1 กรณีจ่ายให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

  • เงินได้ตามมาตรา 40(2)
  • เงินได้ตามมาตรา 40(3) เฉพาะค่าสิทธิ์
  • เงินได้ตามมาตรา 40(6) และ 40(7)
  • เงินได้ตามมาตรา 40(8) ในส่วนจ้างทำของ รางวัล ส่วนลด ส่งเสริมการขาย

2.2 กรณีจ่ายให้กับบุคคลธรรมดา

  • เงินได้ตามมาตรา 40(6) และ 40(7)
  • เงินได้ตามมาตรา 40(8) ในส่วนจ้างทำของ รางวัล ส่วนลด ส่งเสริมการขาย

3. การลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทีว่านี้ ไม่ได้ลดเป็น 1.5% ตลอดไป แต่ลดให้ในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้น โดยกำหนดไว้ในช่วงตั้งแต่ 1 เม.ย. 63 – 30 ก.ย. 63

หลังจากนั้น จะยังลดอยู่ แต่ลดเฉพาะกรณีผู้จ่ายเงินจ่ายผ่านระบบ E-witholding TAX โดยลดเหลือ 2% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 64

สำหรับคนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถศึกษาได้จากลิงค์ด้านล่างนี้ในแฟนเพจ TAXBugnoms ได้เลยครับ 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ

ยื่นขอคืนภาษีไปแล้ว แต่กลับเจอเอกสารเพิ่ม ควรทำยังไงดี?

สำหรับคนที่ ยื่นขอคืนภาษีไปแล้ว แต่กลับเจอเอกสารเพิ่ม ควรทำยังไงดี? สิ่งที่ต้องเช็คให้ดี คือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนไหน ระหว่างตอนที่เรายื่นภาษีไปใหม่ๆ ยังไม่ได้ถูกตรวจสอบ หรือ เกิดขึ้นเมื่อเรายื่นไปแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอยู่ หรือ เราได้คืนภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่กลับเจอเอกสาร เพราะแต่ละช่วงเวลามีคำตอบที่แตกต่างกันครับ

กรณีแรก ถ้าเพิ่งยื่นภาษีไป ยังไม่ได้ถูกตรวจสอบเอกสาร แนะนำให้ยื่นเพิ่มเติมด้วยตัวเองก่อนเลยครับ โดยการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ (ถ้ายังไม่หมดระยะเวลายื่นภาษี) โดยเฉพาะปีภาษี 2562 ที่สามารถยื่นได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2563 กันเลยทีเดียว

แต่ถ้ายื่นภาษีไปสักพักแล้ว สถานะตอนนี้คือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอยู่ อาจจะต้องลองถามดูว่าควรทำอย่างไรดี? โทรไปติดต่อเจ้าหน้าที่จากข้อมูลในระบบข้อมูลการตรวจสอบขอคืนภาษี หรือ ลองอัพโหลดเอกสารเพิ่มเติมไปให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนก็ได้เหมือนกัน

หรือถ้าได้คืนภาษีเรียบร้อยแล้ว อันนี้ต้องยื่นเพิ่มเติมเข้าไปแทน เพราะว่ามันจบไปแล้วรอบแรก รอบที่เหลือคือการขอคืนเพิ่มเติมแล้วล่ะครับ 

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ส่วนตัวที่พรี่หนอม TAXBugnoms เคยพบเจอมา เจ้าหน้าที่จะบอกว่าให้ยื่นเข้ามาใหม่แต่ต้องรอตรวจสอบใหม่อีกทีหนึ่ง หรือพูดง่ายๆว่า กลับไปต่อคิวใหม่นะจ๊ะ รออีกสักพักค่อยเจอกัน (เราจะมาพบกันอีก เหย่)

ถ้าได้รับคำตอบแบบนี้จากเจ้าหน้าที่ เราต้องพิจารณาต่อว่า แล้วเราจะเอาแบบไหนยังไงดี? ถ้ายอดมันเยอะ ได้คืนภาษีเพิ่ม แลกกับการรอตรวจสอบมันคุ้มไหม ระยะเวลาอีกนานไป ก็ทำให้ได้คืนภาษีช้าลงด้วยนะ

หรือถ้ายอดน้อย ไม่ได้อะไรมาก ปล่อยทิ้งไปจะได้คืนภาษีไวกว่า รีบคว้ากระแสเงินสดตอนนี้ไว้เลย ไม่ต้องเสียเวลารอก็ได้ ตรงนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนครับ

ดังนั้น โดยสรุปคือ 

ถ้าเจอ ควรยื่นใหม่ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นใหม่แล้วต้องรอ ก็ตัดสินใจอีกทีว่ารอไหวไหม ถ้าไหวก็รอ ไม่ไหวก็ขอคืน อันนี้ก็ไม่ต้องฝืนอะไรมากมายครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “ประกันบำนาญ” การออมเพื่อชีวิตเกษียณที่มั่นคง

หลายคนมีความฝันอยากมีชีวิตวัยเกษียณที่สุขสบาย มีเงินใช้แบบไม่ขาดมือ แต่ในความเป็นจริง กลับยังไม่ได้วางแผนเกษียณหรือเริ่มต้นเก็บเงินออมเลยด้วยซ้ำ แล้วแบบนั้นความฝันของเราจะเป็นจริงได้อย่างไร

วันนี้ aomMONEY เลยอยากจะมาแนะนำอีกช่องทางการออมเงินที่ช่วยให้เรามีเงินใช้ในยามเกษียณ นั่นก็คือ “ประกันบำนาญ” นั่นเองครับ โดยจุดเด่น คือ “ประกันบำนาญ” จะมีการันตีเงินให้ชัดเจนว่าหลังเกษียณเราจะมีเงินใช้เท่าไหร่ ช่วยให้เราวางแผนเกษียณได้ง่ายขึ้นและเหมาะกับคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ในบั้นปลายชีวิตด้วยครับ

ประกันบำนาญคืออะไร?

คือ ประกันชีวิตรูปแบบที่เราจ่ายเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 1 ปี , 5 ปี , 10 ปี , 20 ปี หรือจนถึงปีสุดท้ายก่อนถึงอายุเกษียณ และจะประกันการจ่ายเงินคืนเราเป็นจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกปี ตั้งแต่เราเกษียณ ทั้งนี้แล้วแต่สัญญาของแต่ละที่นะครับ บางที่อาจจะเริ่มจ่ายตั้งแต่ 55 , 60 หรือ 65 ปีไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปีเลยครับ 

ยกตัวอย่าง

สมมติ ประกันบำนาญแบบ X 85/55

  • เลข 85 ที่อยู่ด้านหน้า คือ ระยะเวลาของอายุที่บริษัทประกันจะจ่ายบำนาญให้เรา ในที่นี้คือจนถึงอายุ 85 ปี
  • เลข 55 ที่อยู่ด้านหลัง คือ ปีที่บริษัทประกันเริ่มจ่ายเงินบำนาญให้เรา

โดยแต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขการส่งเบี้ยไม่เหมือนกันนะครับ บางที่ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ปีที่ทำจนถึงอายุครบ 55 ปี ตามสัญญา บางที่ก็เน้นจ่ายเร็ว 5 ปี แต่จ่ายเบี้ยหนักหน่อย ส่วนทุนประกันและเงินบำนาญจะเป็นเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับที่เราไปเลือกอีกทีครับ

3 ข้อดีของประกันบำนาญในมุม aomMONEY

1. มั่นใจได้ว่ามีเงินใช้ยามเกษียณ มีการันตีว่าหลังเกษียณ เราจะได้เงินคืนปีละเท่าไรอย่างชัดเจน จนกว่าจะครบกำหนด

2. วางแผนเกษียณได้ง่ายขึ้นเพราะรับผลตอบแทนชัดเจน

3.ไม่ต้องกังวลว่าเงินต้นจะหายเหมือนกับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุน 

4. ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ประกันบำนาญนั้น ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับประกันชีวิตและเอามาคิดลดหย่อนภาษีแยก โดยประกันบำนาญจะถูกนำไปคิดรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และกองทุนการออมแห่งชาติ โดยที่เงินสะสมทั้งหมดรวมกันแล้วสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

วิธีเลือกประกันบำนาญแบบ aomMONEY

เราจะมอง 2 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. เบี้ยประกัน

เนื่องจากประกันบำนาญเป็นการออมเงินในระยะยาว เราต้องมาดูความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันของเราด้วยว่าสามารถจ่ายไหวไหม จะมองแต่ว่าจะเก็บเงินไว้เพื่อยามเกษียณ แต่ปัจจุบันไม่มีเงินใช้ก็ไม่ได้นะครับ

2. สัดส่วนเงินคืนเมื่อเริ่มรับบำนาญ

แน่นอนว่าถ้าเราเลือกทำประกันบำนาญ สิ่งที่เราต้องการนอกจากการันตีเงินใช้ที่แน่นอนหลังเกษียณ นั่นก็คือ ได้รับผลตอบแทนที่สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ครับ ดังนั้นถ้าเบี้ยประกันเท่ากัน หลักเกณฑ์ใกล้เคียงกัน ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ไม่ต่างกันมาก aomMONEY จะเลือกกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดครับ

ประกันบำนาญควรทำตอนอายุเท่าไหร่?

บางคนคิดว่าทำประกันบำนาญตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย จะได้ผลตอบแทนมากกว่า aomMONEY ขอตอบว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ เพราะเงินบำนาญที่เราจะได้รับนั้น เป็นแพ็คเกจที่บริษัทประกันเขาคำนวณผลประโยชน์มาแล้ว เป็นจำนวนคงที่ไม่ผันผวนตามการลงทุนหรือช่วงอายุเลยครับ จะแตกต่างกันก็แค่เบี้ยประกันเท่านั้นเองครับ ถ้าเราทำประกันบำนาญตอนที่อายุยังน้อย เท่ากับว่า เราจะมีเวลาในการจ่ายเบี้ยประกันยาวขึ้น เบี้ยประกันที่เราจ่ายแต่ละปีก็จะน้อยกว่าคนที่ทำตอนอายุใกล้เกษียณครับ

คำแนะนำจาก aomMONEY

ประกันบำนาญจะจ่ายเงินคืนเราเมื่อเราเกษียณ เป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกปี จนกว่าจะครบกำหนด ดังนั้นจะทำให้เราคำนวนได้ง่ายขึ้นว่าเราต้องลงทุนอะไรเพิ่มนอกจากนี้ เพราะสามารถนำเงินที่ได้จากประกันบำนาญ ไปหักลบกับเป้าหมายเงินที่อยากมีใช้ต่อเดือนหลังเกษียณได้เลย  แล้วค่อยวางแผนต่อว่าจะสร้างเงินส่วนที่ขาดเพิ่มอย่างไรดี

และนี่คือข้อมูลของประกันบำนาญซึ่งเป็นอีกทางเลือกของการออมเงินเพื่อเกษียณที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ครับ และอย่าลืมติดตามเราในคอนเทนต์หน้านะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุน จาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“ทริคการใช้บัตรเครดิต” แบบชาญฉลาด ช่วงวิกฤต COVID-19

ในสถานการณ์ที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างนี้ การจับจ่ายใช้สอยด้วย “บัตรเครดิต” กลายเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีเงินสดจำกัด เพราะบัตรเครดิตมีระยะปลอดดอกเบี้ย ช่วยเรายืดระยะเวลาการจ่ายออกไปได้ และช่วยให้เราสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้ทันที รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ อาทิ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ และค่าไฟ เป็นต้น ทว่าหากรูดใช้มากจนเกินไป ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินในแต่ละเดือน สิ่งที่ตามมา คือ ภาระหนี้สินที่งอกเงยเหมือนดอกเห็ดในฤดูฝน รู้ตัวอีกทีคือจ่ายได้แค่ “จำนวนเงินขั้นต่ำ” สร้างปัญหาหนี้ระยะยาวตามมาภายหลัง

ฉะนั้นแล้ว…จะทำอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต? 

วันนี้ทีมงาน aomMONEY  จะมาแนะนำทริคการใช้ “บัตรเครดิต” แบบชาญฉลาด ในช่วงวิกฤต COVID-19 นี้ เพื่อเพื่อนๆ จะได้นำแนวทางไปปรับใช้อย่างเหมาะสม มีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ใช้บัตรเครดิตซื้อแต่ของที่จำเป็นจริงๆ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ การใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า ควรเลือกซื้อแต่สิ่งของที่จำเป็นจริงๆ โดยคำว่า “ของมันต้องมี” อาจจะต้องพักไปก่อน แต่ควรใช้แนวคิดที่ว่า “ของที่จำเป็น” เช่น ของกิน อาหาร และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันต่างๆ และที่สำคัญอย่าลืมเช็กว่าบัตรเครดิตที่เราใช้มีโปรโมชั่นอะไรกับร้านค้าที่เราซื้อบ้าง เช่น ส่วนลด หรือ Cashback ก็รีบลงทะเบียนก่อนจะซื้อสินค้า เพื่อความคุ้มค่าที่สุดครับ

2. ตั้งลิมิตการใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือน

เมื่อทราบอยู่แล้วว่ารายรับไม่ได้เท่าเดิม หรือกำลังเผชิญอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งจากการโดนหักลดเงินเดือน หรือเลิกจ้างก็ตามแต่ เรายิ่งควรตั้งลิมิตการใช้บัตรเครดิตอย่างรัดกุม ซึ่งควรตีกรอบไว้ที่ 10 – 20 % ของรายได้ เช่นรายรับ 10,000 บาท ไม่ควรรูดบัตรเครดิตเกิน 2,000 บาท เป็นต้น

3. วางแผนการชำระให้ดี “จ่ายเต็มจำนวน-ตรงเวลา”

อย่างที่ทราบกันดี ดอกเบี้ยบัตรเครดิตค่อนข้างสูงและพอกพูนเร็วมาก ฉะนั้นเราควรวางแผนการจ่ายอย่างรอบคอบ จ่ายเต็มจำนวนตามรอบบิล ตรงเวลา ไม่ควรค้างชำระ หากอย่างในสถานการณ์ COVID แบบนี้ ถ้าเพื่อนๆ ไม่มีจริงๆ ที่สุดแล้วก็ควรจ่ายที่ยอดขั้นต่ำ เพื่อรักษาเครดิตการเงิน และรีบปิดหนี้ให้เร็วที่สุด

4. ตรวจสอบใบแจ้งหนี้อย่างละเอียด

การตรวจสอบใบแจ้งหนี้ แม้เป็นเรื่องปกติที่เราต้องใส่ใจ แต่ในภาวะวิกฤตแบบนี้ เรายิ่งควรตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น แม้จะไม่มีความผิดพลาดแต่อยากฝึกให้ทุกคนมีวินัย เพื่อรักษาสิทธิและตรวจสอบค่าใช้จ่ายให้ตรงตามกับที่เราใช้ไป เพราะถ้าเราเป็นผู้ตรวจสอบอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งจะทำให้เราเห็นจำนวนหนี้ ซึ่งอาจจะเป็นแรงจูงใจในการชำระครั้งละมากๆ หรือจ่ายให้หมดไปไวๆ

5. นำแต้มสะสมบัตรมาใช้ซะเลย

หลายคนอาจไม่รู้ว่า หลังการใช้จ่ายบัตรเครดิต หลากหลายค่ายมักโปรโมชั่นการสะสมแต้ม หากเรานำแต้มในบัตรเครดิตที่มีอยู่ในขณะนี้มาตรวจสอบเพื่อรับสิทธิ์ ก็ถือเป็นอีกไอเดียในการลดการใช้จ่ายสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายเงินภายในบัตร ไหนๆ ก็มีแต้มแล้ว อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ บางทีอาจลดค่าใช้จ่ายและเงินในกระเป๋าได้ในจำนวนมากก็เป็นได้

คำแนะนำจาก บ.ก. aomMONEY

บัตรเครดิต มีประโยชน์ในทุกสถานการณ์ของการใช้ชีวิต แค่เราเรียนรู้ที่จะปรับใช้อย่างไม่เกินตัว และฉลาดที่จะใช้มัน สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนตระหนักไว้ บัตรเครดิต คือ การใช้เงินใช้อนาคต ฉะนั้นจงใช้อย่างชาญฉลาดเพื่อทำให้อนาคตเรามีสถานะการเงินที่สมดุล

สำหรับตอนหน้าจะมีบทความด้านการเงินตอนไหน น่าสนอย่างไร อยากให้ติดตามกับทาง aomMONEY นะครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save