เมื่อคอนโด ไม่ใช่ บ้านหลังที่ 2 อีกต่อไป

รัชดาเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมของคนอยู่คอนโดมาก

ถ้าพูดถึงทำเลของคอนโดมิเนียมที่ครบครัน ตอบสนองทุกความต้องการ และมีราคาที่เข้าถึงได้ รัชดากลายเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของคนเมืองในยุคนี้ ด้วยจุดเด่นที่มีรถไฟฟ้าใต้ดินยิงยาวผ่านทำเลหลักของถนน ทำให้การเดินทางสะดวกมาก ออฟฟิศชื่อดังตั้งกันอยู่ทำเลนี้มากมาย ตอบโจทย์สำหรับคนที่นิยมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก

จุดเด่น คือ ราคาเข้าถึงและมีสิ่งอำนวยความสะดวก

หากเปรียบเทียบกับทำเลในโซนหัวใจของกรุงเทพอื่นราคาสินทรัพย์ต่อตารางเมตรราคายังสามารถเข้าถึงได้ ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้านก็ถือว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าชื่อดังตั้งอยู่ตลอดแนว เดินทางเชื่อมต่อไปสนามบินได้ง่าย ทำเลมีสถานศึกษา ตลาดนัดกลางคืน สวนสาธารณะ โรงพยาบาลชั้นนำอย่างครบครัน เรียกได้ว่าตอบโจทย์ครบในราคาที่คุ้มค่าจริงๆ

Siamese Exclusive Ratchada คือ คอนโดมิเนียมใหม่ย่านรัชดา – พระราม 9

บริษัทไซมิส แอสเสท จำกัด(มหาชน) มองเห็นศักยภาพของทำเลรัชดาภิเษก เพื่อเปลี่ยนโจทย์ใหม่ให้คนเมือง “เมื่อคอนโดมิเนียมไม่ใช่แค่บ้านหลังที่ 2 อีกต่อไป แต่ผู้ซื้อในยุคปัจจุบันเลือกจะมองเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้อย่างครบครัน” โครงการนี้จึงถูกเลือกจะปักแลนด์มาร์คลงบนที่ดินผืนนี้ 

ใครหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการคอนโดเพื่ออยู่ชั่วคราว

อาจจะเรียกอีกแบบได้ว่าเป็น “บ้านหลังที่ 2” คือไม่ได้ตั้งใจหรือเลือกที่จะอยู่ถาวร ประเด็นหลักน่าจะมาจากความไม่ครบของทำเลหรือสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้อาศัยจึงไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้าน ตรงนี้คือจุดที่ Siamese Exclusive Ratchada ต่างออกไป การออกแบบให้คอนโดมิเนียมครบและตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในทุกยูนิตจะเปลี่ยนมุมมองใหม่ ซื้อคอนโดเพื่ออยู่เพียงหลังเดียว ซื้อคอนโดเพื่ออยู่ไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังที่ 1 2 หรือมากกว่านั้น แค่หลังเดียวก็ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการ

โครงการสร้างความโดดเด่นที่ความสมดุลของวิถีชีวิตคนเมือง

แนวคิดหลักของ Siamese Exclusive Ratchada คือ การผสมผสานพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กลมกลืนกันดีที่สุด โครงการเน้นออกแบบฟังก์ชันที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง ผ่านการสร้างความโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรมด้วยวัสดุอลูมิเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ โครงการจึงเน้นไปที่ความครบ ความสะดวกสบาย และความลงตัวที่สวยงาม

Siamese Exclusive Ratchada แบ่งออกเป็น 4 อาคารหลัก

อาคาร A สูง 4 ชั้น เป็นห้องชุดสำนักงาน อาคาร B สูง 7 ชั้น เป็นห้องชุดพักอาศัยและห้องชุดพาณิชยกรรม อาคาร C สูง 37 ชั้น เป็นห้องชุดพักอาศัยและห้องชุดพาณิชยกรรม และอาคาร D สูง 10 ชั้น ใต้ดิน 5 ชั้น เป็นอาคารจอดรถอัตโนมัติ

ห้องชุดอาศัยจะเน้นไปที่อาคาร C สูง 37 ชั้น 560 ยูนิต

ลักษณะห้องมีให้เลือกถึง 12 แบบ มีตั้งแต่ 1 ห้องนอน (31 – 36 ตารางเมตร) 2 ห้องนอน (50 – 57 ตารางเมตร) 1 ห้องนอนแบบ Duplex (43 – 49 ตารางเมตร) และ 2 ห้องนอนแบบ Duplex (69 – 78 ตารางเมตร) ตอบโจทย์ตั้งแต่คนที่ต้องการอยู่คนเดียว คู่รัก ไปจนถึงครอบครัว ถือว่าเหมาะกับทุก Generationที่มองหาคอนโดอยู่อาศัยยาวๆ เหมือนบ้าน

สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการก็ครบครันไม่แพ้กัน

ในโครงการมีล็อบบี้เลาจน์ ห้องประชุม ฟิตเนส สระว่ายน้ำ พนักงานต้อนรับ ระบบรักษาความปลอดภัย พนักงานรักษาความสะอาด รูมเซอร์วิส และไวไฟฟรีในพื้นที่ส่วนกลาง

Siamese Exclusive Ratchada ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก

โครงการอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินรัชดาภิเษก (ระยะห่าง 90 เมตร) โดยจะได้ทั้งทำเลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน MRTA (บางซื่อ – หัวลำโพง) และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง MRTA (ลาดพร้าว – สำโรง) ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดเด่นหลักของทำเลรัชดาภิเษกที่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินที่เชื่อมต่อกับทำเลออฟฟิศชื่อดังจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่ฝั่งรัชดา ไล่ไปจนถึงโซนสีลม

ทำเลของ Siamese Exclusive Ratchada ถือว่าครบมาก ๆ

จุดเด่นของทำเลอยู่ที่ เซ็นทรัล พลาซ่า แกรนด์ พระราม 9 ที่เดินทางได้สะดวกมากจากรถไฟฟ้าใต้ดิน เอสพลานาด รัชดา ที่เป็นทั้งห้างสรรพสินค้าและโรงละครระดับประเทศ ใครเป็นสายเดินตลาดนัดกลางคืนก็มีตลาดนัดรถไฟให้เดินในระยะใกล้ที่พัก โรงพยาบาลหลักคือโรงพยาบาลพระราม 9 แต่ก็สามารถเชื่อมต่อไปโรงพยาบาลอื่นได้สะดวก ใครชอบลงทุนก็สามารถเดินทางไปฟังสัมมนาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้โดยง่าย ทางด่วนก็มีทางยกระดับอุตราภิมุข (ถนนวิภาวดีรังสิต) แถมยังเดินทางไปสนามบินดอนเมืองได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ทำเลรัชดาจะได้ไปต่อไหมก็คงตอบว่าไปต่อได้อีกมาก

ด้วยความที่เป็นทำเลที่ครบในตัวเอง เดินทางเชื่อมต่อไปพื้นที่อื่นได้สะดวกด้วยระบบรถไฟฟ้า และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทำงาน ยิ่งในอนาคต ระบบรถไฟฟ้าของประเทศไทยพัฒนาและเชื่อมต่อกันมากขึ้น พื้นที่อย่างรัชดาก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นไปอีก เพราะถือเป็นทำเลทองอีกทำเลหนึ่งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบและเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นได้มากกว่าเดิม

พิเศษสุดสำหรับใครที่สนใจซื้อ Siamese Exclusive Ratchada เพื่อการลงทุน เรามีทีมบริหารจัดการครบวงจร มอบผลตอบแทนสูงถึง 5% นาน 2 ปีอย่าลืมมาพบกัน26 – 27 ตุลาคมนี้ที่โครงการ Siamese Exclusive Ratchada เริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท ตกแต่งครบ  หรือ add friend มาสอบถามกันได้ที่ @siameseassetcorp

แผนที่โครงการ : https://g.page/siamese-ratchada?share

VDO SIAMESE EXCLUSIVE RATCHADA

https://drive.google.com/file/d/1pMOheC3aqSOZzRv1KXO2Ag-AJaXkjasg/previewV

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ซื้อคอนโดลดหย่อนภาษีได้ แต่สิ่งที่ควรได้มากกว่านั้น คือ

ทุกครั้งที่มีการเขียนบทความเกี่ยวกับการซื้อบ้านเพื่อลดหย่อนภาษี คนมักจะถามพรี่หนอมว่าแล้วคอนโดลดหย่อนภาษีได้หรือเปล่า ซึ่งความจริงแล้วคอนโดก็เหมือนบ้านนั่นแหละครับผม การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอะไรไม่แตกต่างกันเลยด้วยซ้ำ แต่ที่คนมองแบบนั้นอาจจะรู้สึกว่าคอนโดมันเป็นสถานที่ที่แตกต่างจากบ้านด้วยความรู้สึกมากกว่า

อย่างไรก็ดี ขอทบทวนสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2562 นี้อีกสักครั้งหนึ่งสำหรับคนที่สนใจ ซึ่งได้แก่ สิทธิลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ยืม กับ สิทธิลดหย่อนภาษีบ้าน (คอนโด) หลังแรก ตามนี้ครับ

รายละเอียดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมบ้านหลังแรก
จำนวนเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด100,000 บาท200,000 บาท
เงื่อนไข• ต้องเป็นดอกเบี้ยจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย • ถ้าหลายคนซื้อร่วมกันให้เฉลี่ยจำนวนดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท • มีหลักฐานการลดหย่อนภาษี (ล.ย. 02)  • ซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ 30 เม.ย. – 31 ธ.ค. 2562  • มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท (ถ้าเกินใช้ไม่ได้) • ซื้อแล้วต้องถือครองไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี • ต้องมีหลักฐานการลดหย่อนภาษี เช่น สำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาซื้อขาย หนังสือรับรองจากการใช้สิทธิ
ข้อจำกัด • ต้องเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย (บนที่ดินของตนเองหรือบนที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครอง) โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันในระยะเวลาที่เท่ากับการกู้ยืมไว้ด้วย   • ถ้าคนกู้ร่วมกับเราไม่มีเงินได้และไม่ได้ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่สามารถที่จะโอนสิทธินี้มาให้กับเราได้ เว้นแต่ในกรณีเดียวคือการกู้ร่วมของสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย• กรณีซื้อร่วมกันหลายคนให้แบ่งตามสัดส่วนของจำนวนคนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์  • ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 353

โดยประเด็นสำคัญของค่าลดหย่อนสองตัวนี้ มีข้อแตกต่างกันนิดหน่อย นั่นคือ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตลอด แต่บ้านหลังแรก ออกมาหลายครั้งก็จะมีสิทธิลดหย่อนแตกต่างไป ซึ่งปี 2562 ก็มีเงื่อนไขแตกต่างกับที่ผ่านๆมา และโดยส่วนตัวแล้วมาตรการบ้านหลังแรกนี้มักจะมีมาออกมาเรื่อยๆอยู่แล้วครับ

ลดหย่อนภาษีแล้วได้อะไร ถ้าคอนโดที่ซื้อมันไม่ใช่คอนโดที่ควรซื้อ

จากประสบการณ์ที่พรี่หนอมเจอมา หลายคนมักจะมองเรื่องของการลดหย่อนภาษีมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญเพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ คอนโดนั้น มันตอบโจทย์ที่เราต้องการหรือเปล่า เราต้องการที่อยู่อาศัยแบบนี้จริงไหม เพราะลองคิดกันจริงๆ เงินที่ซื้อคอนโดนั้นจ่ายมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้ตั้งเยอะ จริงไหมครับ?

ในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่ในคอนโดเหมือนกัน พรี่หนอมขอแชร์มุมมองว่าคอนโดที่ดี ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ครับ 

1. การเดินทางสำคัญที่สุด

ตรงนี้เราควรมองก่อนว่าการเลือกซื้อคอนโดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่เราใช้มันเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง ดังนั้นความสะดวกสบายในการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะใกล้เมือง เดินทางสะดวกมีขนส่งครบ (รถไฟฟ้า หรือ รถไฟใต้ดิน) หรือแม้แต่ถ้าจะเดินทางโดยรถส่วนตัวก็ต้องสะดวกสบายไม่แพ้กัน ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกครับ

2. สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมันต้องใช้ได้จริง

ลองมองสิ่งที่ตัวเองต้องการจากการอยู่อาศัยในคอนโดของเราว่ามันคืออะไรครับ อย่างตัวผมเอง อยากได้คอนโดที่อยู่แล้วสบาย ระบบหมุนเวียนอากาศดี (เนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับคนอีกจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน) ส่วนกลางโล่งโปร่งสบาย ห้องดูกว้างขวางได้ก็เยี่ยม และที่สำคัญต้องมีความเป็นส่วนตัวให้ด้วย (ผนังเก็บเสียง ไม่เสียสมาธิจากการรบกวนภายนอก) หรือแม้แต่ความปลอดภัยในการใช้ชีวิตอยู่ที่คอนโดนั้นๆ ปัจจัยเล็กๆน้อยๆที่เราต้องการแบบนี้อย่าละเลยนะครับ เพราะมันคือสิ่งที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันไปตลอด ดังนั้นอย่ามองแต่ว่าภายนอกสวยงามเพียงอย่างเดียวครับ 

3. โอกาสในการรับผลตอบแทน

ราคาขายต่อ หรือปล่อยเช่า สำหรับคนที่ต้องการลงทุน อาจจะมองเพิ่มเติมเรื่องผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่โดยรวมแล้วตรงนี้ผมอยากให้มองเสมือนเราเป็นคนอยู่เองมากกว่าครับ เพราะว่าถ้าหากเป็นคอนโดที่เราต้องการใช้ชีวิตอยู่แล้ว คนทั่วไปที่มีลักษณะคล้ายเราก็ต้องการอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนควรมองกันยาวๆ ด้วยนะครับ

ตรงนี้ก็เป็นหลักการที่อยากจะแชร์กันไว้ครับสำหรับใครที่อยากจะซื้อคอนโดใหม่ก็ลองเอาไปปรับใช้กับแนวทางของตัวเองได้เลยนะครับผม เพราะการซื้อคอนโดนั้นคือการซื้อบ้านหลังใหม่ ที่เราต้องการใช้มันไปตลอดชีวิตครับ

เอาล่ะ… ขายของได้แล้ว … 

สำหรับคนที่สนใจซื้อคอนโดใหม่ เรามีมาแนะนำ 26-27 ต.ค.นี้พบกันในงาน Pre-Sale SIAMESE EXCLUSIVE RATCHADA คอนโดที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น   เริ่มต้นเพียง 3.99 ล้านบาท*

ข้อเสนอพิเศษ เพียงแวะมาชมห้องตัวอย่าง ที่โครงการ รับVoucher ส่วนลดสูงสุด300,000 เพื่อใช้ลดเพิ่มในวันงาน**

ใกล้สถานีรัชดา เพียง 90 เมตร และในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (MRTA) ที่ทำให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกสบาย ไปห้าง Esplanade / The Street / Central พระราม 9 / ตลาดรถไฟ ใกล้นิดเดียว จะต่อ BTS ก็แค่ นั่ง MRT ไปอโศก แป๊บเดียว อยู่บนรัชดา จะออกพระราม 9 ลาดพร้าว พหลโยธิน ใกล้ไปหมด อยู่เองก็สบาย ปล่อยเช่ายิ่งสบาย

ที่สำคัญที่สุด ราคา เริ่ม 3.99ล้าน* เท่านั้น สนใจเป็นเจ้าของกันมั้ย

รอบพิเศษ กำลังจะมาแล้วว ลงทะเบียนรับโปรโมชั่นพิเศษ กันเลย http://bit.ly/2oAysaz

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1306 หรือที่ Line@siameseassetcorp

VDO SIAMESE EXCLUSIVE RATCHADA

https://drive.google.com/file/d/1pMOheC3aqSOZzRv1KXO2Ag-AJaXkjasg/preview

บทความนี้เป็น Advertorial

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน IVL ทางเลือกของคนชอบตราสารหนี้

IVL คือ บริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลก

IVL หรือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) คือ บริษัทเคมีภัณฑ์ที่มีโรงงานผลิตครอบคลุมภูมิภาคหลักทั่วโลก ได้แก่ แอฟริกา เอเชีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยมีกลุ่มธุรกิจหลัก ครอบคลุมห่วงโซ่โพลีเอสเจอร์ ตั้งแต่วัตถุดิบหลักที่ใช้เป็นสารตั้งต้น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ประกอบด้วย ธุรกิจ Integrated PET ธุรกิจโอเลฟินส์ ธุรกิจเส้นใย ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals)

IVL อยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย 

บริษัทรองรับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย อาทิ ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปเกรดพรีเมี่ยม ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลส่วนบุคคล อาทิ ส่วนประกอบในแชมพู และอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางในรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย อาทิ เส้นใยสำหรับผลิตเข็มขัดนิรภัย รวมทั้งผลิตภัณฑ์เส้นใยและสิ่งทอเพื่อที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

ปัจจุบัน IVL มีพนักงานทั่วโลกเกือบ 20,000 คน มีรายได้จากการขายรวมในปี 2561 มากกว่า 376,000 ล้านบาทมีสำนักงานใหญ่ตั้งที่กรุงเทพ และมีโรงงานมากกว่า 31 ประเทศทั่วโลก บริษัทได้รับการคัดเลือกสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indexes หรือ DJSI) ทั้งระดับโลก DJSI World และในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ DJSI Emerging Markets ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

PET หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ IVL นั้น เป็นพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ 100% ในฐานะผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม บริษัทได้พัฒนาการดำเนินธุรกิจรีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง ปัจจ6บัน IVL เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ PET ด้วยฐานกำลังการผลิตในประเทศเนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และไทย

IVL กำลังจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนฯ

บริษัทจะออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนและทดแทนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดแรกที่ออกเมื่อปี 2557 ซึ่งบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้เมื่อครบ 5 ปี ซึ่งคือวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โดย IVL ถือเป็นผู้ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนฯ ที่มีการไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อครบ 5 ปี รายแรกของไทย

ขีดเส้นใต้ว่าปกติหุ้นกู้ประเภทนี้ไม่มีกำหนดไถ่ถอน

การที่บริษัททำการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดเมื่อครบ 5 ปี ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ นี้ได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าหุ้นกู้ปกติทั่วไป ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องถือต่อไปอีกยาวนานแค่ไหนบริษัทถึงจะไถ่ถอน โดยบริษัทจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดใหม่เพื่อนำไปชำระคืนและทดแทนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดเก่า ซึ่งผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ส่วนผู้ออกหุ้นกู้เองก็ได้ประโยชน์ในแง่ของการบริหารโครงสร้างทางการเงินของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

หุ้นกู้รอบที่แล้วของ IVL จ่ายดอกเบี้ยตรงเวลาทุกงวดไม่เคยเลื่อน

ถึงแม้ว่าตามเงื่อนไขของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ จะให้สิทธิบริษัทในการเลื่อนการชำระดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจ แต่อย่างไรก็ตาม ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดก่อน IVL จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดครบทุกครั้งโดยไม่มีการเลื่อนจ่ายเลย ตรงนี้ก็ทำให้นักลงทุนสบายใจได้ระดับหนึ่งถึงความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดที่จะได้รับจากการลงทุน

ถ้าเทียบกับหุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยใกล้เคียงกันที่ออกในช่วงนี้ IVL ถือว่ามีอันดับความน่าเชื่อถือดีที่สุด

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 ทริส เรทติ้ง คงอันดับความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ระดับ “AA-” ด้วยแนวโน้ม “Stable” และอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้ม “Stable” ในขณะที่หุ้นกู้ด้อยสิทธินี้ กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00% ต่อปี

ดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

(1) สำหรับปี ที่ 1 ถึงปีที่ 5 เท่ากับ 5.00% ต่อปี

(2) อัตราดอกเบี้ยปี ที่ 6 – 25 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 3.87% ต่อปี

(3) อัตราดอกเบี้ยปี ที่ 26 – 50 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 4.62% ต่อปี

(4) อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปี ที่ 51 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 5.62% ต่อปี

โดยอัตราดอกเบี้ยจะปรับทุกๆ 5 ปี โดยอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ณ ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

ดอกเบี้ยถือว่าสูงจูงใจมากเลยทีเดียว

เทียบกับหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 5.00% อื่นก็มักจะมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่านี้ หรือหากถ้าเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้อื่นก็ถือว่าน่าสนใจ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 1.40% และอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.50% เท่านั้น

ใครที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น แลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล แต่ยังมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ Investment Grade หุ้นกู้ IVL ก็ถือว่าตอบโจทย์ตรงนี้เลย

หุ้นกู้ IVL รอบนี้กำลังจะเปิดจำหน่าย

บริษัทได้แต่งตั้ง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ในครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเปิดเสนอขายระหว่างวันที่ 4 – 7 พฤศจิกายน 2562 จองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท

หากใครสนใจก็สามารถติดต่อสอบถามตามธนาคารข้างต้นได้

ใครที่มีเงินลงทุนอยู่ในตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้อยู่แล้ว อย่าลืมลองนำหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ IVL รอบนี้ไปศึกษาเพิ่มเติมดู ด้วยจุดเด่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า และมีเครดิตเรตติ้งที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยในระดับใกล้เคียงกัน

ลองไปศึกษากันดู

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

นโยบายภาษีใหม่ ที่เคยหาเสียงไว้ มีอะไรบ้าง?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

สำหรับตอนนี้ กลับมาชวนทบทวนกันอีกทีว่า นโยบายหลักๆเกี่ยวกับภาษี 3 นโยบาย ซึ่งได้แก่ นโยบายลดอัตราภาษีบุคคล 10% ทั่วหน้า เสนอยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เสนอยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ไฟแรง ที่เคยเซอร์ไพรส์ไว้ตอนก่อนเลือกตั้ง มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะ??

อะแฮ่ม.. ออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ได้จะมาแซวการเมือง แต่อยากชวนมาศึกษาความรู้ภาษีจากนโยบายที่เคยเสนอไว้ก่อนเลือกตั้งนะครับผม เอาล่ะ ลองมาวิเคราะห์ดูกันเลยจ้า 

1. ลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดา 10% ทั่วหน้า

อ้างอิงข้อความจากข่าวและหลักฐานต่างที่เคยบันทึกไว้ นั่นคือ รัฐบาลจะมีการลดภาษีบุคคลธรรมดาลงทุกระดับขั้น 10% เช่น จากที่เคยจ่ายสูงสุด 30% ก็จะเหลือ 20% ใครจ่ายสูงสุด 20% ก็จ่าย 10% โดยมีอัตราขั้นต่ำที่ร้อยละ 5 และผู้ที่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 1.5 แสนบาทลงมา ไม่ต้องจ่ายภาษี เชื่อว่าประชาชนจะดีใจ มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น

ถ้าลองเอามาใส่ตารางอัตราภาษี ก็มั่นใจแน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เราทุกคนจะเสียภาษีน้อยลงแน่นอน

แต่อย่างไรก็ดี แนวโน้มล่าสุด กรมสรรพากรเพิ่งให้ข่าวว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่วาจะลดได้ไหม เพราะจะมีผลกระทบกับภาษี และถ้ามีจริงๆ คงจะต้องลดค่าลดหย่อนบางรายการลงแทน ส่วนทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ให้ข่าวไว้สั้นๆว่า ยังไม่ได้ข้อสรุป ครับผม

อ้างอิง :

ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง คือ การลดอัตราภาษีแบบนี้จะเป็นแรงจูงใจให้บุคคลธรรมดากลุ่มที่ทำธุรกิจ ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลน้อยลงหรือเปล่า? เนื่องจากวิธีการคำนวณภาษีง่ายกว่า (หักเหมาได้) และอาจจะเสียน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ป.ล. อันนี้พรี่หนอมก็วิเคราะห์ให้ฟังในความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

2 เสนอยกเว้นภาษีให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์

ถ้าสังเกตดีๆ ตรงนี้เห็นว่าเป็นนโยบายที่ใช้คำว่า “เสนอ” ตั้งแต่ตอนแรกอยู่แล้ว ซึ่งแนวทางต่างๆ ยังไม่สามารถอ้างอิงได้ แต่มีข้อความเพียงแค่ยกเว้นภาษีให้ ซึ่งคำถามที่ต้องติดตามต่อไป คือ

2.1 ภาษีที่ยกเว้นให้นั้น มีอะไรบ้าง? ยกเว้นทั้งเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเลยหรือเปล่า?

2.2 ระยะเวลาที่ยกเว้นให้ 2 ปีตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ตรงนี้ไม่รู้จะวัดยังไงแบบไหนเหมือนกัน คงต้องติดตามต่อ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ความเหลื่อมล้ำเรื่องของการยกเว้นภาษีให้กับกลุ่มอาชีพบางอาชีพ เพราะอาจจะเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกับอาชีพอื่นหรือเปล่า พรี่หนอมมองว่าเรื่องตรงนี้สำคัญค่อนข้างมากครับ เพราะอาชีพอื่นก็ต้องเสียภาษีอยู่เหมิอนเดิม และที่สำคัญคือ เราจะนิยามแบบไหนว่าเป็นการขายของออนไลน์ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามนโยบายนี้บ้าง อันนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

แต่ยังไงก็ถือว่ามีความหวังสำหรับคนขายของออนไลน์นะครับ ลองติดตามกันต่อไป ระหว่างนี้ก็จัดการข้อมูลบัญชีธนาคารให้ดีก่อน เพราะกฎหมายที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรบังคับใช้ในปี 2562 แล้วจ้า

สรุปว่า สำหรับนโยบายยกเว้นภาษีให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ณ ข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมครับ คงต้องติดตามกันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

3. เสนอยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปีที่เริ่มทำงาน

นโยบายนี้เป็นอีกนโยบายที่ใช้คำว่า “เสนอ” เหมือนกันตั้งแต่แรก ตรงนี้น่าสนใจเหมือนกันครับ เพราะว่ามีประเด็นหลายมุมมองให้ถกเถียงกันได้เยอะเลย เช่น

3.1 เด็กจบใหม่ นี่ต้องจบอะไร อันนี้ยังไม่ได้บอก
3.2 ประเภทเงินได้ทุกประเภทหรือเปล่า ยังไม่แน่ใจ หรือว่าเฉพาะที่ทำงานในระบบจ้างแรงงานอย่างมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น

ประเด็นเดียวกันที่ต้องระวังในการลดภาษีแบบนี้ นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่ออาชีพอื่นๆ หากมีการเลือกปฎิบัติครับ ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่เห็นนโยบายหรือข่าวสารเพิ่มเติมเช่นเดียวกันครับ

แต่อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้วเด็กจบใหม่ส่วนใหญ่น่าจะไม่ต้องเสียภาษีในช่วงปีแรกๆของการทำงานอยู่แล้ว เพราะว่ายังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ทีต้องเสียภาษีนั่นเองครับ

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะให้ความเห็นไว้ คือ หากนโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง รัฐเองจะสูญเสียรายได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีในส่วนอื่นหรือไม่ และจะชดเชยด้วยการหารายได้โดยวิธีไหน ตรงนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องติตดามต่อไปครับผม

ย้ำอีกทีว่า เป็นการวิเคราะห์นโยบายเฉยๆ เพื่อให้มุมมองเรื่องภาษี ไม่ได้ต้องการจะมีประเด็นทางการเมืองนะครับ แต่ต้องการให้เห็นว่านโยบายภาษีต่างๆ ทำให้เรามองเห็นภาพของมุมมองด้านภาษีอย่างไร แล้วสุดท้ายจะได้บังคับใช้หรือไม่ก็อยู่ที่ความเหมาะสมและทางเลือกต่างๆ ซึ่งอำนาจตัดสินใจก็เป็นของรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในตอนนั้นนั่นเองครับ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว…

ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใคร เราก็ยังต้องเสียภาษีต่อไปจ้า

#ยุคภาษีอาน3 : กระจายรายได้ฟรีแลนซ์ให้คนอื่นแทนได้ไหม? จะได้เสียภาษีน้อยๆ

ถ้าจะวางแผนภาษี โดยกระจายรายได้ให้คนอื่นรับแทนได้ไหม?

ขอสอบถามหน่อยครับ ผมมีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ครับ พอดีว่าปีที่ผ่านมาผมรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท เลยโดนเรียกให้ไปจด VAT7% ซึ่งต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้สรรพากรทุกเดือน

ทีนี้ผมเพิ่งแต่งงานจดทะเบียนสมรส ผมจะเอารายได้บางส่วนของผม ให้คนจ้างจ่ายในนามภรรยา ซึ่งจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แทนได้ไหม? และเมื่อถึงเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผมจะใช้ยื่นในชื่อภรรยาเลยได้ไหมครับ เพราะผมไม่อยากเสีย VAT7% ให้เปลือง และเหมือนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายไปในตัว

โดยส่วนของภรรยาผมจะพยายามคุมไม่ให้รายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปีด้วยครับ ถ้าผมทำแบบนี้สามารถทำได้หรือป่าวครับ จะผิดกฎหมายไหม?

จากคำถามทั้งหมดนี้ต้องแยกประเด็นออกเป็น 2 เรื่องครับ

โอเค… เราแยกประเด็นทีละเรื่องกันก่อนนะครับ ประเด็นแรก คือ เราสามารถกระจายรายได้ให้คนอื่นรับแทนได้ไหม คำตอบคือ ทำได้ครับแต่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน (ผู้ที่รับเงินได้มาเสียภาษีไม่ใช่ผู้ที่มีรายได้จริง) ซึ่งตรงนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบโดยสรรพากรได้ ซึ่งถ้าโดนก็หนักแน่นอนครับ

โดยสรุปประเด็นทั้งหมดของเรื่องนี้ ผมอยากบอกว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า เราสามารถกระจายรายได้ให้คนอื่นรับแทนได้โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากๆเลยครับ

ในคำแนะนำของพรี่หนอม ขอตอบว่าไม่แนะนำวิธีนี้
แต่แนะนำให้เสียภาษีให้ถูกต้องดีกว่าครับผม

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ถ้ารายได้ (ก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ) เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี และกิจการที่ทำอยู่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ทางกิจการมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันใ้ห้ถูกต้องด้วยนะครับ ไม่งั้นจะเป็นปัญหาตามมาได้เช่นเดียวกันครับผม 

โดยปกติแล้วรายได้ลักษณะงานแบบฟรีแลนซ์จะไม่ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นแปลว่า มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งความวุ่นวายของเรื่องนี้จะมีประเด็นตามมาอยู่ 2 ประเด็นทันที คือ

1. ขึ้นราคาค่าบริการได้ไหม?

เนื่องจากรายได้ต้องมีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป 7% เพื่อเรียกเก็บจากลูกค้าในส่วนนี้ ถ้าหากบวกเพิ่มไม่ได้ แปลว่ารายได้เราจะลดลงไปเนืองจากส่วนหนึ่งมีภาษีมูลค่าเพิ่มปนอยู่

เช่น ถ้ารับงานที่ราคา 20,000 บาท ต้องเรียกเก็บลูกค้าเป็น 21,400 บาท ซึ่ง 1,400 บาทนี่คือภาษีขายที่เราต้องเอาไปหักจากภาษีซื้อ (อ่านเพิ่มเติมในข้อ 2) เพื่อนำส่งให้กับสรรพากร แต่ถ้าหากไม่สามารถขึ้นได้ 20,000 บาทนี้จะกลายเป็นรายได้เรา 18,691.58 บาท และมีภาษีขายจำนวน 1,308.42 บาท ซึ่งแปลว่ารายได้ของเรานั้นลดลงไป 

2. เรามีภาษีซื้อมาใช้หรือเปล่า?

หลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มแบบสั้นๆ คือ ผู้ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่สรุปยอดภาษีทุกเดือนนำส่งให้สรรพากร โดยนำ ภาษีขาย (ที่เราออกให้ลูกค้า) – ภาษีซื้อ (ที่เรารับมาจากผู้ขาย) แต่ประเด็นของฟรีแลนซ์แบบนี้ คือ ไม่มียอดภาษีซื้อมาใช้เท่าไร เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่เป็นต้นทุนตัวเองเป็นหลัก ซึ่งทำให้ต้องรับภาระภาษีขาย ดังนั้นถ้าไม่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้จะลำบากมากขึ้นครับ

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปครับ บางทีถ้ารายได้เยอะ อาจจะย้ายไปจดบริษัทแทนดีกว่าไหม? เพื่อให้สามารถใช้ต้นทุนและรายจ่ายได้เต็มจำนวน ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลรายได้ต่างๆที่เกิดขึ้นครับ หรือถ้าหากอนาคตมียอดรายได้ในแต่ละปีไม่ถึง 1.8ล้านบาทติดต่อกันเกิน 3 ปีก็สามารถขอออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นเดียวกันครับ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ การบริหารจัดการภาษีสำหรับฟรีแลนซ์เป็นเรื่องที่สำคัญครับ ดังนั้นอย่าประมาทและทำผิดกฎหมาย

เพราะสุดท้ายจะเหนื่อยมากกว่าเก่าแน่นอนครับ 😉

Jitta Wealth เทคโนโลยีการลงทุนที่จับต้องได้และใช้ได้จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตนเอง

เมื่อประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับแล้ว หลายคนอยากลงทุนในหุ้นรายตัว แต่กลับมาติดประเด็นที่ว่า ตัวเราเองเหมาะสมจะลงทุนด้วยตนเองไหม งานการลงทุนในหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเททั้งเวลา ความพยายาม และความใส่ใจลงไปในการลงทุนมากมาย แน่นอนว่าทุกคนไม่ใช่ว่าจะทำได้

จุดชี้วัดมี 3 ข้อ คือ เวลา , ความรู้ และ ความรัก

หลักการคือถามตัวเองอย่างสัตย์จริง 3 ข้อว่า (1) เรามีเวลามากพอที่จะใส่ใจการลงทุนอย่างต่อเนื่องไหม (2) เรามีความรู้มากพอที่จะเอาตัวรอดในตลาดหุ้นไหม และ (3) เรามีแพชชันหรือความรักความใส่ใจมากพอในการลงทุนในหุ้นไหม

ถ้าตอบว่า “ไม่” ในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว

การลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตนเองอาจจะไม่เหมาะกับเรา (ในกรณีที่มั่นใจว่าเราไม่สามารถแก้ไขเงื่อนไขในชีวิตได้) การเลือกใช้เทคโนโลยีในการลงทุน โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคลที่จับต้องได้อย่าง Jitta Wealth คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว

ก่อนจะไปถึง Jitta Wealth ขอเล่าเรื่อง Jitta.com ก่อน 

Jitta.com คือ แพลตฟอร์ม AI วิเคราะห์หุ้น พัฒนาอัลกอริทึมมาจากแนวคิดการลงทุนของ Warren Buffett นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก Jitta.com มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทในแง่มุมต่างๆ ก่อนจะนำมาตีความเป็นตัวเลข Jitta Score ซึ่งเป็นตัวเลขคะแนนของบริษัทว่า ถ้าเทียบคะแนนเต็ม 10 บริษัทนี้ควรได้คะแนนด้านปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่เท่าไหร่ ก่อนจะไปดู Jitta Line เส้นบ่งชี้มูลค่าพื้นฐานของกิจการ หลักการทาง VI ก็เรียบง่าย ราคาหุ้นอยู่ใต้เส้น Jitta Line ให้ซื้อ ราคาหุ้นอยู่เหนือ Jitta Line ให้ขาย

เน้นว่า Jitta.com พัฒนามาจากแนวคิดของบัฟเฟตต์ที่จับต้องได้

หลังจากได้พูดคุยกับทีมบริหาร ทีม Data Scientist ทีมโปรแกรมเมอร์ที่อยู่หลังบ้าน หลายต่อหลายครั้ง ก็มั่นใจได้ว่า Jitta Score กับ Jitta Line หยิบเอาหลักการของบัฟเฟตต์มาพัฒนาจริง เพียงแต่นำมาปรับให้ทุกอย่างจับต้องได้ด้วยการนำเสนอผ่านตัวเลข เส้นกราฟ หรือแผนภูมินั่นเอง

Jitta Wealth คือ กองทุนส่วนบุคคลที่ใช้ AI วิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com

บริหารจัดการโดยบลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด สตาร์ทอัพรายแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth พัฒนาขึ้นมาจากปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ มีความรู้แต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะพ่ายแพ้ให้กับจิตวิทยาการลงทุน เมื่อหุ้นขึ้นก็ตื่นเต้นรีบซื้อ เมื่อหุ้นลงก็ตกใจกลัวรีบขาย สุดท้ายอยู่ไปในตลาดเรื่อยๆ ความรู้ที่ร่ำเรียนมาก็เริ่มหายหมด เพราะเอาใจตัวเองไปผูกอยู่กับตัวเลขเขียวแดงบนหน้ากระดานเทรดเสียมาก

หลักการคือ Jitta Wealth จะใช้ระบบบริหารจัดการอัตโนมัติ ช่วยให้เรารักษาแนวทางการลงทุนเอาไว้

หลักการพื้นฐานของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ Buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม ระบบของ Jitta Wealth จะคัดสรรหุ้นที่พื้นฐานดีในราคาเหมาะสมมาให้เราตาม Jitta Ranking ประมาณ 20 – 30 ตัว เพื่อกระจายความเสี่ยง หลังจากนั้นก็จะวางระบบให้เราลงทุนในระยะยาว โดย Jitta Ranking จะเป็นการจัดอันดับหุ้นดีราคาถูกที่ได้จากการผสมผสานการหาหุ้นดีจาก Jitta Score และการหาหุ้นราคาเหมาะสมจาก Jitta Line

Jitta Wealth จะปรับพอร์ตให้เราปีละครั้ง

เรียกง่ายๆ ว่าห้ามเราซื้อๆ ขายๆ หุ้นไปเรื่อยเปื่อยจนกว่าที่บริษัทจะได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่จนครบ 4 ไตรมาส หลักจากนั้นจะมาคัดเลือกใหม่ว่าเด็กคนไหนเรียนดี เด็กคนไหนสอบตก บริษัทไหนราคายังรับได้ และบริษัทไหนราคาแพงไปแล้ว ก่อนจะจัดพอร์ตใหม่ และรอคอยเวลาในการเก็บเกี่ยวดอกผลต่ออีกหนึ่งปี

อย่ากังวลกับช่วงเวลาแห่งการรอคอยจนมากเกินไป

หลายคนอาจเริ่มกังวลและตั้งคำถามว่า ถ้าหุ้นในพอร์ตเราเน่าขึ้นมาจะทำอย่างไร เช่น ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงมหภาค หรืองบการเงินย่ำแย่มากๆ ระหว่างที่เราถือ ตรงนี้ต้องมองหลายประเด็นมาก ทั้งปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยระยะสั้นหรือปัจจัยระยะยาว และพื้นฐานที่ย่ำแย่คือเรื่องจริง หรือเรากำลังวิตกไปเองหรือเปล่า แต่ทั้งหมดทั้งมวล อย่าลืมว่าเรากระจายความเสี่ยงไว้ดีมากถึง 20 – 30 บริษัท ต่อให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับผลกระทบ ผลเสียหายนั้นก็จะมีผลแค่นิดเดียวต่อภาพรวมของพอร์ตเรา

ปิดจอแล้วออกไปใช้ชีวิต

นี่คือหัวใจสำคัญของ Jitta Wealth ในเมื่อเราเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยในการลงทุนแล้ว เราก็ไม่ควรจะหมกมุ่นกับการลงทุนจนมากเกินไป ปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของตัวมันเอง บริษัทต้องการเวลา ตัวเราเองก็ต้องการเวลาเหมือนกัน 1 ปีอาจดูยาวนาน แต่ความจริงแล้วมันสั้นนิดเดียว หากเราเอาเวลาที่เหลือไปหางานอดิเรกอื่นที่รักทำ หันมาอีกทีก็ครบปีแล้ว

จุดสมดุลในชีวิตสำคัญที่สุด

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่ลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตนเอง ไม่ว่าด้วยเหตุผลไหน ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ หรือไม่มีความรักที่จะทำ สุดท้าย เมื่อใช้เทคโนโลยีมาลงทุนแทนแล้วก็อย่าลืมเอาเวลาที่เหลือไปใช้ชีวิตด้านอื่นให้คุ้มค่ากับที่ตัดสินใจที่จะไม่ลงทุนเอง สุดท้ายแล้ว เราทุกคนก็จำเป็นต้องออกแบบชีวิตที่ตนเองคาดหวัง ความสุขที่ตนเองเลือกได้ ความสุขของชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเราเองจริงๆ

หากใครสนใจ Jitta Wealth สามารถลงทะเบียนขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://jittawealth.co/t/1xpo

ก่อนตัดสินใจลงทุนกับ Jitta Wealth แนะนำให้พูดคุยให้เข้าใจถึงแนวคิดและข้อกำหนดในการลงทุนให้ดี Jitta Wealth ไม่เหมือนกองทุนรวมแบบทั่วไปในท้องตลาด เงื่อนไขหลายอย่างอาจจะเคร่งให้เราลงทุนระยะยาวเสียหน่อย แต่สุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนของเราเอง

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

TCIL ปักธงโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย เตรียมส่ง Subaru บุกตลาดอาเซียน

หากพูดถึงแบรนด์รถยนต์แห่งความไว้ใจ Subaru น่าจะต้องเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ที่ติดอันดับต้น ๆ ในใจของผู้บริโภค Subaru เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะไปรุกเติบโตจนเป็นแบรนด์ระดับโลกในฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ความน่าสนใจ ณ ขณะนี้ คือ Subaru มีฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว และกำลังจะบุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง

กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) ได้เปิดโรงงานประกอบรถยนต์อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยมีพื้นที่รวมมากกว่า 100,000 ตารางเมตร ด้วยเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท

TCIL เกี่ยวข้องกับ Subaru อย่างไร?

บริษัท ตันจง ซูบารุ ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด (TCSAT) คือ บริษัทผู้ลงทุนเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยในครั้งนี้ โดย TCSAT เป็นการร่วมลงทุนกันระหว่าง TCIL (Tan Chong International – HKSE: 0693) บริษัทอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ชื่อดังที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ในสัดส่วนการถือหุ้นรวม 74.9% และ Subaru หรือ ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น (SBR) ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 25.1%

TCSAT จะเริ่มต้นกับ Subaru Forester รุ่นที่ 5

รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นที่ 5 คือ รถยนต์แบบน็อคดาวน์ (completely knocked-down หรือ CKD) รุ่นแรกที่ถูกประกอบขึ้นภายใต้การดูแลของ TCSAT ซึ่งแน่นอนว่าฐานการผลิตที่แตกต่างไปในแต่ละภูมิภาคไม่ได้มีผลต่อคุณภาพรถยนต์ของซูบารุแต่อย่างใด ทุกโรงงาน ทุกสายพานการผลิตของบริษัทยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยมาตรฐานระดับสูงที่ซูบารุยึดถือเป็นหัวใจหลักตลอดมา

Go Local, Act Global!

ถึงแม้ว่าซูบารุจะมีการกระจายฐานการผลิตไปยังระดับภูมิภาค แต่มาตรฐานการผลิตก็ยังรักษาไว้ในระดับสูงเหมือนในทุกโรงงานทั่วโลก โดยการขยายฐานการผลิตในไทยในครั้งนี้ TCSAT ได้ว่าจ้างทีมงานชาวญี่ปุ่นในการควบคุมมาตรฐานและกระบวนการผลิตเพื่อคงไว้ซึ่งความเข้มงวดในระดับเดียวกันกับญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีการใช้หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงเข้ามาใช้ในการผลิตหลายขั้นตอนเพื่อคุณภาพที่สูงกว่าและการปราศจากข้อบกพร่องอีกด้วย

คงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอและพิถีพิถัน

การทำสีของ Subaru ใช้ระบบอัตโนมัติทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมผิวรถล่วงหน้า ระบบ Electrical Deposit การลงสีชั้นรองพื้น และการเคลือบผิวชั้นบนสุด จุดเชื่อมต่อ ที่สำคัญระหว่างของตัวถังรถกับชิ้นส่วนกระจกก็ใช้วิธีการอัตโนมัติเพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอทั่วทั้งตัวรถ นอกจากนี้ ระบบการผลิตยังถูกควบคุมด้วยระบบควบคุมคุณภาพตลอดทุกขั้นตอน มีการประเมินสภาพของรถทุกคันก่อนออกจากโรงงาน สิ่งเหล่านี้รวมเป็นความปลอดภัย มั่นใจ และเชื่อถือได้ของ Subaru

รักษาไว้ซึ่งคุณภาพและประสิทธิภาพดังเดิม

ด้วยมาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ที่ถูกประกอบขึ้นในประเทศไทย จะยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีหลักทั้ง 4 ของซูบารุ ได้แก่ 

(1) เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำเพื่อความเสถียรและการควบคุมรถยนต์ที่ดีขึ้น 

(2) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Subaru Symmetrical All-Wheel Drive) ที่ถ่ายทอดพลังไปยังล้อทั้งสี่เพื่อให้ผู้ขับขี่อุ่นใจในทุกสภาวะถนน

(3) Subaru Global Platform ที่ยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพโดยรวม มีการออกแบบตัวถังและแชสซีส์ใหม่ 

(4) เทคโนโลยี EyeSight Driver-Assist ช่วยเตือนผู้ขับขี่ถึงความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดและช่วยป้องกันอุบัติเหตุ

Subaru เตรียมปักธงเติบโตครั้งใหญ่ในไทยและอาเซียน

รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นที่ 5 ภายใต้การดูแลของ TCSAT ช่วงแรกจะถูกจัดจำหน่ายในประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา โดยมอเตอร์ อิมเมจ กรุ๊ป (Motor Image Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TCIL โดยรถยนต์ที่ประกอบจาก TCSAT ได้ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 40 ที่ผ่านมา มอเตอร์ อิมเมจก็สามารถทำยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัท ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของซูบารุ ฟอเรสเตอร์อีกด้วย

มร.เกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL)  เปิดเผยว่า…

“การที่เราสามารถผลิตรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยได้ด้วยตนเองนั้นถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จครั้งสำคัญ   โดยที่ผ่านมาเราดูแลธุรกิจในเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดจำหน่าย การแต่งตั้งผู้จำหน่าย และการบริการหลังการขาย แต่ตอนนี้เราสามารถดูแลการผลิตรถยนต์ซูบารุได้แล้ว การวางแผนธุรกิจระยะยาวอย่างมียุทธศาสตร์ของเราจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการระบบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของเราได้ดีขึ้น สามารถขยายสายการผลิตได้มากขึ้น ทำการตลาดในระดับท้องถิ่นได้ดีขึ้น พึ่งพาความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นน้อยลง และสามารถตอบสนองความต้องการรถยนต์ซูบารุของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ได้ดีมากขึ้น นั่นหมายถึงเรามีโอกาสขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นได้ด้วยในอนาคต”

ไม่ได้มองแต่ยอดขาย แต่ Subaru สนใจทุก Stakeholders

การขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยในครั้งนี้ Subaru คำนึงถึงทุกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่พนักงานในสายการผลิตที่จะได้รับความปลอดภัยจากระบบควบคุมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมที่ถูกดูแลด้วยระบบชีวอนามัยที่ดี เศรษฐกิจในชุมชนที่จะดีขึ้นจากการเข้ามาของโอกาสในการสร้างงานสร้างอาชีพ ในขณะที่ผู้บริโภคยังสามารถได้รับรถยนต์สมรรถนะสูงที่การันตีด้วยมาตรฐานระดับโลก และบริษัทก็ยังได้ถือโอกาสขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง เพิ่มโอกาสการส่งมอบสินค้าที่ไว้ใจได้ให้กับการใช้งานในครอบครัวอย่างมีความสุข

ยินดีต้อนรับ Subaru สู่แดนขวานทองของไทย !

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน ตอน เลือกวิธีเก็บเงินที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงิน

ถ้ารู้ตัวเองว่าตอนนี้กำลังหิว เราก็ออกไปหาอะไรกิน พอกินอิ่มแล้วหนังตาเริ่มหย่อน ก็ไปหาที่แอบงีบสักพัก ตื่นมาปวดท้องอึก็ไปเข้าห้องน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายจะบอกเราเองว่าต่อไปเราจะต้องทำอะไร เรื่องการเก็บเงินก็เช่นกัน ควรรู้ตัวเองว่าต้องการเก็บเงินก้อนนี้ไปเพื่อเป้าหมายอะไร แล้วจึงเลือกว่าควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่ไหน เรียกง่ายๆว่า…

มีเป้าหมายชัดเจนแล้วค่อยลงมือทำ

สิ่งสำคัญ คือ ควรเข้าใจว่าการเก็บเงินแต่ละวิธีให้อะไรกับเราบ้าง เพื่อจะได้เลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเราได้ ตัวอย่างวิธีเก็บเงิน

  • ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง : เงินต้นอยู่นิ่งแน่นอน ให้ดอกเบี้ย 0.5 – 1.7% สภาพคล่องสูง เหมาะกับเป้าหมายระยะสั้น
  • กองทุนรวมหุ้น : มีทั้งจ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล เงินต้นขึ้นๆ ลงๆ ความเสี่ยงสูง สภาพคล่องสูงเพราะซื้อขายตอนไหนก็ได้ เหมาะกับเป้าหมายระยะยาว
  • ประกันสะสมทรัพย์ : เน้นสร้างวินัยการเก็บเงิน เงินต้นอยู่ครบ ได้รับเงินคืนรายปีแบบเป๊ะๆ มีความคุ้มครองชีวิต สภาพคล่องต่ำ กู้กรมธรรม์มาใช้จ่ายฉุกเฉินได้ เหมาะกับเป้าหมายระยะยาว
  • ออมทอง : การทยอยซื้อทองคำแท่งแบบรายเดือน พอครบ 1 บาทสามารถทำเป็นแผ่นทองคำหรือเหรียญทองเก็บไว้ได้ เหมาะกับเป้าหมายระยะปานกลางถึงยาว เช่น เก็บเงินค่าสินสอด

เป้าหมายสำคัญที่สุด!!

อภินิหารเงินออมมองว่าการเก็บเงินอย่างปีเป้าหมาย ทำให้เรารู้ว่าควรทยอยเก็บเงินไว้ที่ไหน โดยเลือกวิธีเก็บเงินให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จะต้องใช้เงิน

  • ป้าหมายใช้เงินระยะสั้น ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทน 0.5 – 2% 
  • เป้าหมายใช้เงินระยะปานกลาง ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทน 3 – 5% 
  • เป้าหมายใช้เงินระยะยาว ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนมากกว่า 6% ขึ้นไป

สำหรับใครที่ต้องการเก็บเงินระยะยาว แต่กังวลเรื่องความผันผวน รับความเสี่ยงสูงไม่ได้ เห็นเงินต้นลงไปนิดเดียวนอนไม่หลับ แบบนี้การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงก็ไม่เหมาะกับเรา ควรเก็บเงินไว้ที่พันธบัตรรัฐบาล ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ เพราะเงินต้นอยู่ครบและได้รับเงินคืนเป๊ะๆ

การตั้งเป้าหมายและการเลือกวิธีเก็บเงินที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ควรทำให้ชัดเจน เช่น เราตั้งใจว่าอีก 3 ปีข้างหน้า อยากมีเงินก้อนเล็กๆทำธุรกิจส่วนตัวสัก 36,000 บาท เก็บเงินไว้เดือนละ 1,000 บาท

  • อะไร : เงินก้อนเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว
  • เท่าไหร่ : จำนวน 36,000 บาท
  • เมื่อไหร่ : อีก 3 ปีข้างหน้า 
  • อย่างไร : เก็บเดือนละ 1,000 บาท 
  • เก็บที่ไหน : เปรียบเทียบการเก็บในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำและสูง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

เลือกวิธีเก็บเงินเพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย

ภาพข้างล่างนี้เปรียบเทียบให้ดูว่าถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาทไว้ที่ความเสี่ยงต่ำที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงและความเสี่ยงสูงที่กองทุนรวมหุ้น อีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

การเก็บเงินแต่ละวิธีจะทำให้เงินของเราเป็นอย่างไร?

  • เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง : เงินต้นปลอดภัย ได้รับดอกเบี้ยเล็กน้อย อีก 3 ปีข้างหน้าเรามีเงิน 36,798 บาท เงินเพิ่มขึ้น 798 บาท ถอนเงินไปสร้างธุรกิจในฝันได้ทันที
  • กองทุนรวมหุ้น : มีความผันผวน ทำให้เงินต้นของเราขึ้นๆลงๆ ไม่สามารถคาดเดาได้เพราะสภาวะเศรฐกิจไม่แน่นอน สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า คือ
    • เศรษฐกิจไม่ดี หุ้นตก ทำให้เงินของเราเหลือ 29,076 บาท เท่ากับว่าเราขาดทุน 6,924 บาท ถ้าต้องทำธุรกิจ เราจำเป็นจะต้องขายขาดทุนเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย 
    • เศรษฐกิจสดใส หุ้นพุ่งขึ้นแรง เงินของเราเพิ่มขึ้นเป็น 39,002 บาท ได้กำไร 3,002 บาท ถ้าต้องทำธุรกิจ เราก็มีเงินมาลงทุนมากขึ้น 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการเก็บเงินระยะสั้น เช่น เป้าหมายมีเงินทุนสร้างธุรกิจแน่นอน ควรเลือกเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เพราะเงินต้นอยู่ครบ รู้ดอกเบี้ยที่จะได้รับแน่นอนแบบไม่ต้องลุ้น

วิธีการคำนวณ

ตัวเลขในภาพแรกมาจากการคำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลขการเงินและโปรแกรม DCA

=> เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ย 1.5% คำนวณที่แอพ Ez calculators ตามภาพนี้จ้า

=> กองทุนรวมหุ้น

ในตัวอย่างนี้เป็นกองทุนหุ้นเดียวกัน แต่คนละช่วงเวลา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าช่วงขาดทุนและกำไร ในระยะสั้นเป็นอย่างไร โดยใช้วิธีการซื้อรายเดือนด้วยเงินที่เท่ากันหรือที่เราเรียกว่า DCA 

สมมติว่าซื้อกองทุนเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี(จำนวน 36 ครั้ง) จากเงินลงทุนทั้งหมด 36,000 บาท อนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นมีทั้งขาดทุนและกำไร (ดูที่ IRR)

  • ขาดทุน คำนวณแล้วคิดเป็น – 20.49% ต่อปี 
  • กำไร คำนวณแล้วคิดเป็น 7.11% ต่อปี

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ส่วนอนาคตอาจจะเกิดหรือไม่ก็ได้ แต่เราควรรู้ไว้ว่าเพื่อเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคากองทุนรวม ซึ่งแต่ละกองทุนมีนโยบายแตกต่างกัน ก็ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาแตกต่างกันดัวย ถ้าต้องการรู้ว่าอดีตของกองทุนที่เราสนใจเป็นอย่างไร ทดลองทำได้ที่ลิงค์นี้จ้า ทำย้อนหลังได้ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนรวมเลยจ้า

https://www.wealthmagik.com/TradingLogic/DCASimulator.aspx

เป้าหมายระยะยาว คู่กับการลงทุนระยะยาว

จากกองทุนรวมในภาพข้างบน ถ้าเรามีเป้าหมายใหม่เป็นการเก็บเงินระยะยาว ทำให้เรามีโอกาสได้รับเงินที่มากขึ้น สมมติว่าเรามีเป้าหมายเก็บเงินเกษียณอีกหลายสิบปี รับความเสี่ยงได้สูงมาก เราซื้อกองทุนหุ้นในตัวอย่างนี้เดือนละ 1,000 บาท ผ่านไป 12 ปี เราจะเห็นว่าจะมีทั้งช่วงที่ได้กำไรกับขาดทุนสลับกันไป จากเงินต้น 144,000 บาท ผลตอบแทนทำให้เงินเติบโตเป็น 346,354 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 14.29% ต่อปี

ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต

สรุปว่า…

  • ควรตั้งเป้าหมายการเงินก่อนแล้วค่อยเลือกว่าจะนำเงินไปเก็บไว้ที่ไหน
  • ถ้าเรามีเป้าหมายระยะสั้น ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ แม้ว่ามีเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เงินต้นปลอดภัย มีเงินทำธุรกิจได้ตามความตั้งใจ
  • เป้าหมายการเงินระยะยาว ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงสูง เพื่อมีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ถ้าเราเลือกกองทุนมาดีอยู่แล้วก็ไม่ควรหวั่นไหวกับการขาดทุนระยะสั้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

  • เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน http://bit.ly/2q7wJtT
  • เก็บเงินวันนี้ใช้เงินวันไหน ตอน เก็บเงินใช้หลังเกษียณมีแบบไหนบ้าง http://bit.ly/2oEFLOL

FB : อภินิหารเงินออม

ใช้เงินแบบนี้ มีเงินเก็บแน่นอน!!

ทำงานมาตั้งนาน แต่ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด!!

อภินิหารเงินออมได้รับ Inbox คล้ายๆกันแบบนี้บ่อยมาก เข้ามาปรึกษาเรื่องออมเงิน แต่ไม่รู้ว่าแต่ละเดือนตัวเองใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ก็เลยไม่รู้ว่าจะแนะนำให้ลดรายจ่ายอะไร เชื่อว่าอาจจะมีอีกหลายคนกำลังตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ถ้ายังไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานก็จะต้องสะดุดหลุดเข้าวงจรหนี้สินแน่นอน เราหาเงินเอง ใช้เงินเอง ก็ไม่มีใครรู้ว่าเงินหายไปไหนได้ดีกว่าตัวเราเองนะจ๊ะ

การจดบัญชีรายจ่ายทำให้รู้ว่าเงินหายไปไหน

เพราะทำให้เรารู้ว่าช่วงที่ผ่านมาใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ควรลดรายจ่ายอะไรลงบ้างเพื่อให้มีเงินออมเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนเราตื่นนอนก็ไปอาบน้ำ แปรงฟัน ตอนนี้แค่ลืมตาขึ้นมาก็หยิบโทรศัพท์มาดูหน้า FB  , IG , Line กลิ้งไปมาเกือบชั่วโมงค่อยลุกไปอาบน้ำ

เรื่องการจดบัญชีรายจ่ายก็เช่นกัน เมื่อก่อนอาจจะไม่เคยจด แต่ถ้าเราทำจนติดเป็นนิสัยเหมือนการเล่นโซเชียล เชื่อว่าเรารู้แน่นอนว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

ถ้าไม่ชอบจดแล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะ?

เริ่มจากปรับพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง คือ “เก็บก่อนใช้” เมื่อมีเงินเข้ามาแล้วหักไปเก็บก่อนอาจจะ 5 – 10% ของเงินที่ได้รับ จากนั้นวนไปจ่ายหนี้ทุกก้อนแล้วเหลือเงินเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น แนวคิดมีแค่นี้เองจ้า สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและอดทน

ทำแบบนี้แล้วเงินติดลบควรแก้ไขอย่างไร?

เพิ่มรายได้

ถ้าทำงานแล้วมีรายได้เท่าเดิม แต่ต้องการใช้จ่ายมากขึ้น มันเป็นเรื่องปกติที่เงินจะติดลบ ทางแก้ คือ ถ้าต้องการใช้จ่ายมากขึ้น เราก็ต้องขยันหารายได้ทางอื่นให้มากขึ้นด้วย 

ลดรายจ่าย

เปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เข้าร้านอาหารทุกเย็น มาเป็นการทำอาหารทานเองที่บ้าน ทำแล้วกินได้ทั้งตอนเย็นแล้วเหลือไปกินที่ทำงานตอนเช้า เปลี่ยนแพ็กเกจโทรศัพท์ เพราะโปรลับมีอยู่จริง ไอเดียการลดรายจ่ายอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เรามีเงินเพิ่มขึ้นทันทีกับวิธีลดรายจ่ายแบบ Step by step คลิกอ่านได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า http://bit.ly/2IMiWQ3

แนวคิดนี้จะได้ผลถ้าเราลงมือทำจริง

และทำอย่างสม่ำเสมอนะจ๊ะ

FB : อภินิหารเงินออม

ยุคภาษีอาน#2 : ตอบทุกคำถามเรื่องภาษีอีเพย์เมนต์

ภาษีอีเพย์เมนต์เริ่มใช้เมื่อไร บังคับยังไง? มีอะไรต้องรู้บ้าง

พี่หนอมครับ/คะ พอดีว่าอยากรู้เรื่องของภาษีอีเพย์เมนต์เยอะแยะเลย ตั้งแต่ ภาษีอีเพย์เม้นต์ เริ่มใช้เมื่อไร เก็บภาษีจริงไหม ถ้าโอนเงินเกิน 8 ครั้งต่อวันจะเป็นอะไรหรือเปล่า มันเกี่ยวกับ 3,000 ครั้ง กับ 400 ครั้งและ 2 ล้านบาทไหม? และคำถามอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ 

1. ภาษีอีเพย์เมนต์คืออะไร?

ตอบ : ไม่มีกฎหมายชื่อภาษีอีเพย์เมนต์นะครับ มีแต่กฎหมายแก้ไขประมวลรัษฏากร ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลบัญชีธนาคารที่เข้าเงื่อนไข (เรียกว่า ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ) ให้กับกรมสรรพากร 

2. กฎหมายฉบับนี้ กำหนดอะไรยังไง?

ตอบ : กำหนดให้ธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ E-wallet ต่างๆ แต่ละแห่งรับผิดชอบข้อมูลลูกค้าของตัวเอง ไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลกัน ให้ส่งข้อมูลที่เข้าเงื่อนไขธุรกรรมลักษณะเฉพาะเป็นรายปี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ถ้าบุคคลใดๆ มียอดเงินเข้าบัญชีทุกบัญชีในแต่ละธนาคารเป็นแบบนี้ ถึงจะถูกส่งข้อมูลให้กับทางกรมสรรพากร ถ้าไม่ถึงแปลว่าไม่ถูกส่งข้อมูลครับ

– ยอดเงินเข้าบัญชี “ตั้งแต่” 3,000 ครั้งขึ้นไป ไม่สนใจจำนวนเงิน
– ยอดเงินเข้าบัญชี “ตั้งแต่” 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวม 2 ล้าน

โดยคำว่า ยอดเงินเข้าบัญชี ถ้าตีความตามกฎหมาย คำว่า “ฝากหรือรับโอนเงิน” จะหมายความว่ารวมรายการเข้าทั้งหมด ซึ่งหมายถึง

1. ยอดเงิน/ยอดฝากที่เข้าบัญชีทุกประเภท ถูกนับหมด
2. โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง ต่างธนาคารหรือธนาคารเดียวกันก็นับ
3. ฝากเงินเข้าบัญชีผ่านเคาน์เตอร์ เครื่องฝากเงินสด ก็นับ
4. โอนเข้าบัญชีแบบ Auto Transfer / Online / Ibanking ก็นับ
5. ฝากเงินเปิดบัญชีครั้งแรก ก็ยังนับด้วย

อย่าลืมว่า แต่ละธนาคารรับผิดชอบเฉพาะข้อมูลตัวเองเท่านั้น นั่นคือ ทุกบัญชีของบุคคลนั้นๆ ที่มีชื่ออยู่ในปีนั้น (รวมบัญชีที่ปิดด้วย)

ซึ่งข้อมูลที่ธนาคารส่งให้สรรพากรส่งประกอบด้วยรายการต่อไปนี้

(1) บัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล
(2) เลขที่บัญชีเงินฝากที่เกี่ยวข้อง
(3) จำนวนครั้ง
(4) จำนวนเงินรวมทั้งหมด

และที่สำคัญ ข้อมูลทั้งหมดนี้ส่งเป็นรายปี สรุปรวมรวดเดียว ไม่ลงรายละเอียดของการรับฝากเงินแต่ละรายการ

3. ภาษีอีเพย์เมนต์เริ่มบังคับใช้เมื่อไร?

ตอบ : กฎหมายกำหนดว่าเริ่มตั้งแต่ปี 2562 ส่งครั้งแรกให้สรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 แต่กฎหมายบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562  

โดยหลักการแล้วกฎหมายจะไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดน่าจะเริ่มตั้งแต่ 21 มีนาคม 2562 นี่แหละ แต่ก็มีหลายคนสงสัยว่าจะเริ่มเมื่อไร วันไหนกันแน่ เพราะรู้สึกไม่สบายใจตลอดมา

ถ้าลองวิเคราะห์ดูจากแนวโน้มที่ผ่านมา จะเห็นว่า เริ่มจากตอนช่วงเดือนมกราคม กรมสรรพากรเคยออกมาแถลงว่า กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และจะมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษีในปี 2564 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขรายละเอียดในการดำเนินงาน และหลังจากที่กฎหมายออกมา ก็ยังมีอีกข่าวหนึ่งตามออกมา นั่นคือ กรมสรรพากรจะเริ่มนับรายการตั้งแต่วันที่มีประกาศแนวปฏิบัติออกไป ซึ่งอาจจะในอีก 1-3 เดือนหลังจากนี้ ดังนั้นพอจะสบายใจได้ครับว่าน่าจะเกิดหลังจากที่กฎหมายใช้บังคับ (อ้างอิง : https://www.prachachat.net/finance/news-306011)

มาถึงตรงนี้ ประเด็นสำคัญที่เราจะเชื่อมโยงได้ คือกลับไปดูที่ตัวกฎหมาย ซึ่งมาตรา 6 ของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้มีการออกกฎหมายลูกออกมาภายใน 180 วันหลังจากที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

ถ้าหากลองนับวันตามกฎหมาย แล้วจะพบว่า ตอนช่วงต้นเดือนตุลาคม (ณ วันที่เขียนบทความนี้) ยังไม่มีกฎหมายออกมาเลยด้วยซ้ำ นั่นคืออีกสัญญาหนึ่งที่บอกว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีการบังคับใช้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นครับ

จะเห็นว่าโอกาสสำคัญที่จะตอบได้ชัดๆ ว่าจะเริ่มใช้เมื่อไรนั้น อยู่ที่กฎหมายลูกจะออกมาเมื่อไร ซึ่งนับเวลาก็เหลือเพียง 3 เดือนหลังจากนี้ อาจจะออกมาเดือนตุลา พฤศจิกายน หรือธันวาคมก็ได้

4. ถ้าไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไม่เก็บหลักฐานเลย ทำยังไงดี 

ตอบ : กลับไปทำให้ถูกต้อง หลักการสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไ่ม่ใช่การถูกส่งข้อมูลให้สรรพากร แต่คือเรามีข้อมูลถูกต้องในการนำส่งภาษีหรือพิสูจน์ตัวเองหรือไม่?

5. ผมจะถูกตรวจสอบภาษีไหม โพสรูปบ่อย ๆสลิปปลอม สร้างหลักฐานความน่าเชื่อถือแบบนี้ถูกไหม สรรพากรจะรู้หรือเปล่า?

ตอบ : ทุกอย่างเกิดตามหลักการของข้อเท็จจริง การสร้างรายการปลอมมีผลต่อความน่าเชื่อถือของร้าน แต่หลักฐานทุกอย่างก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง แต่โดยหลักการแล้วเราไม่ควรหลอกลวงลูกค้า

6. ทำแฟนเพจบ่อยๆ อัพเดททุกวันแบบนี้สรรพากรจะคิดว่าเราขายดีใช่ไหม การโพสรูปสินค้ามากๆ มีผลต่อการตรวจสอบของสรรพากรมั้ยคะ เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน เลยพยายามลงรูปสินค้าและบริการที่ลูกค้าได้ซื้อไปมาลงตามโซเชียลบ่อยๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือค่ะ มันควรทำไหม? 

ตอบ : สามารถทำได้ตามปกติเลยครับ หากทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และข้อมูลที่เรามี 

7. คุณหนอมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้แฟร์ไหม เก็บข้อมูลเรายังไง เราจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อป้องกัน ? 

ตอบ : ใช้ชีวิตตามปกติไปครับ เน้นสำคัญตรงที่การเก็บข้อมูลให้ถูกต้องดีกว่า เพราะไม่ว่ากฎหมายจะแฟร์หรือไม่แฟร์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือกฎหมาย ต่อให้เราบ่นว่าไม่แฟร์ไป ก็ไม่ได้แปลว่ากฎหมายฉบับนี้จะยกเลิกให้ 

บทสรุปสุดท้าย ณ วันนี้ พรี่หนอมได้ยินหลายคนบอกว่าดีใจที่กฎหมายยังไม่ออกมา แต่สิ่งที่ต้องถามตัวเองต่อก็คือว่า แล้วเราเตรียมตัวพร้อมหรือยังกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เราได้มีการจัดการบัญชีได้อย่างถูกต้อง เตรียมพร้อมจะเสียภาษีแล้วหรือยัง

เพราะว่าการที่เราไม่ได้เตรียมตัว มัวแต่ดีใจว่ากฎหมายไม่ใช้ปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ปีหน้าเจอกันแน่ๆอยู่่ดี ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อมเสียดีกว่าครับผม

ไม่ว่ากฎหมายจะเป็นอย่างไร
เราไม่ควรชะล่าใจจนลืมเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองนะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save