ลงทุนหุ้นปรุงอาหารกับหุ้นน้องใหม่ RBF

ธุรกิจอาหารถือว่าเป็นธุรกิจที่มีความคงทนที่สุดในโลก

ย้อนกลับในยุคโบราณ มนุษย์ก็เริ่มรู้จักการซื้อขายแลกเปลี่ยนจากอาหาร มาจนถึงยุคกำเนิดตลาดหุ้น หุ้นตัวแรกก็เกี่ยวกับการเดินทางโพ้นทะเลที่ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวกับการค้นหาวัตถุดิบอาหารใหม่ๆ อย่างน้ำตาล เครื่องเทศ ไล่มาจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจอาหารก็ยังไม่จากเราไปไหน เรายังคงถูกรายล้อมด้วยร้านอาหาร ครัวสำหรับทำอาหาร ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูป

ธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารจึงมีเสน่ห์ในตัวเองเสมอ

ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ไม่สามารถขาดได้ ธุรกิจอาหารจึงกลายเป็นธุรกิจที่นักลงทุนจำนวนมากนิยมถือลงทุนต่อเนื่องในระยะเวลายาวนาน ด้วยความเชื่อที่ว่า ธุรกิจนี้เปลี่ยนแปลงช้า อยู่ใกล้ตัว คนทั่วไปสามารถเข้าใจและศึกษาได้เป็นอย่างดี

RBF หรือ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน)

RBF หรือ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) คือ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอาหารน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น ความจริงธุรกิจหลักของ RBF ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจอาหาร และธุรกิจโรงแรม แต่ด้วยความที่ธุรกิจอาหารกินส่วนแบ่งรายได้สูงมากกว่า 95% ความน่าสนใจของ RBF จึงเทไปอยู่ที่อุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก

RBF คือ ผู้ผลิตและจำหน่ายส่วนประกอบอาหาร (Food Ingredients)

ผลิตภัณฑ์ของ RBF แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มวัสดุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร (2) กลุ่มแป้งและซอส (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง (4) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง (5) กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และ (6) กลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาจำหน่ายไป พวก Food Additive ต่างๆ

RBF มี Consumer Brand ในมือทั้งหมดถึง 6 แบรนด์

(1) Best Odour สำหรับ Food Additive

(2) Uncle Barn’s สำหรับแป้ง นมผง เกล็ดขนมปัง

(3) Kob Jung สำหรับเกล็ดขนมปัง

(4) Super-Find สำหรับแป้งทำอาหาร

(5) Haeyo

(6) Angelo สำหรับน้ำหวาน

และแบรนด์สำหรับให้บริการในระดับอุตสาหกรรม ผ่าน 4 บริษัท

(1) R&B Food Supply Pcl. (RBF) สำหรับกลุ่ม Coating และ Packaging                       

(2) Thai Flavour and Fragrance Co.,Ltd. (TFF) สำหรับกลุ่ม Flavor

(3) Premium Foods Co., Ltd. สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้งและแช่แข็ง                           

(4) Best Odour Co., Ltd. สำหรับผลิตภัณฑ์ซื้อมา – ขายไป (Trading Business)

หากไม่คุ้นชื่อแบรนด์ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะ RBF เน้น B2B เป็นหลัก

ลูกค้าของ RBF แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1) ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เช่น บริษัทเครื่องดื่ม บริษัทขนมขบเคี้ยว (2) ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ที่จะมีการนำสินค้าของ RBF ไปวางขายสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงการขายสินค้า House Brand ผ่านการสั่งแบบ OEM อีกด้วย และ (3) ร้านค้าปลีกทั่วไป เช่น ร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่เรามักจะเห็นร้านขายวัตถุดิบอาหารขนาดเล็ก ร้านค้ากลุ่มนี้ก็มีสินค้าของบริษัทขายเช่นกัน

รายได้หลักของ RBF มาจากกลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหารและกลุ่มผลิตภัณฑ์แป้งและซอส (Food Coating)

จากข้อมูลรายได้ปี 2561 จากรายได้รวมของฝั่งอาหารที่ 2,632.5 ล้านบาท มีรายได้มาจากวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหารรวม 37.8% ของรายได้อาหารรวม ในขณะที่อันดับต่อมาก็ถือว่าสูงมาก คือ กลุ่มแป้งและซอสที่มีรายได้ 36.0% ของรายได้รวม

หากแบ่งตามภูมิภาคจะมีรายได้หลักมาจากการขายในประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2561 รายได้การขายในประเทศต่อต่อประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 85.6 : 14.4 % ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงและโดดเด่น

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม คือ กลุ่มลูกค้าหลัก

หากแบ่งตามรายได้รวมของปี 2561 แล้ว พบว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโดยตรงเป็นหลัก โดยกินสัดส่วนสูงถึง 84.9% ของรายได้อาหารรวม ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกที่เหลือกินสัดส่วนไม่มากนัก โดยคำสั่งซื้อส่วนใหญ่จะเป็นคำสั่งแบบ Made to Order ซึ่งสัดส่วนตรงนี้สูงถึง 85.9% ซึ่งถือว่าสูงมาก และยังแสดงถึงความแข็งแกร่งอีกอย่างด้วยว่า การจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์ไปใช้เจ้าอื่นก็ไม่ได้สามารถทำได้ง่ายเท่ากับการซื้อสินค้าตามปรกติ

ในส่วนรายได้ของโรงแรมถือว่ากินสัดส่วนน้อย

โรงแรมในเครือของ RBF มีอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมไอบิส สไตล์ เชียงใหม่ และ โรงแรมโนโวเทล ชุมพร บีช รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ โดยรายได้จากโรงแรมกินสัดส่วนรายได้รวมเพียง 3.86% ของรายได้รวมเท่านั้น หากจะวิเคราะห์ธุรกิจ RBF คงต้องเทไปทางด้านของอุตสาหกรรมอาหารมากกว่า

ในแง่ของงบการเงินก็ถือว่ามีกำไรที่ดีทีเดียว

ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน RBF มีกำไรอย่างต่อเนื่องทุกปี รายได้ปรับตัวสูงในปี 2560 ก่อนจะลดลงในปี 2561 ในขณะในช่วง 6 เดือนแรก รายได้ในปี 2562 ก็เติบโตจากปี 2561 ด้วย

ความน่าสนใจอยู่ที่ความสามารถในการทำกำไร

สำหรับธุรกิจแบบ B2B อย่าง RBF อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin ; NPM) ที่สูงในระดับมากกว่า 10% ต่อเนื่องถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม อัตรากำไรสุทธิระดับนี้สูงกว่าร้านอาหารในตลาดหุ้นหลายร้านด้วยซ้ำ ตรงนี้บอกถึงความแข็งแกร่งของ RBF ได้ดีว่า ถึงแม้จะเป็นธุรกิจ B2B แต่ก็มีความสามารถในการต่อรองและตั้งราคาได้ดี แถมยังสามารถคงระดับ NPM ไว้ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

RBF ระดมทุนเพื่อขยายกิจการเป็นหลัก

โครงการในอนาคตของ RBF มี 3 โครงการหลัก ได้แก่ (1) โครงการสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปัง และแป้งประกอบอาหารในต่างประเทศ โครงการตั้งอยู่ที่เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จและมีรายได้ภายในปี 2565 (2) โครงการปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกระบวนการผลิต และ (3) ลงทุนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองเพื่อวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ บริษัทจะนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้คืนเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจอีกด้วย

RBF จะเสนอขายหุ้นจำนวน 520 ล้านหุ้น

หุ้นที่เสนอขายจะคิดเป็นสัดส่วน 26.00% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดหลังการเสนอขาย โดยโครงสร้างหลังการเสนอขายจะยังมีตระกูลรัตนภูมิภิญโญนั่งเป็นกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 70% ดังเดิม

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่นำข้อมูลของบริษัทมาเล่าโดยสรุป เพื่อเป็นประโยชน์กับนักลงทุนที่สนใจในการศึกษา หากสนใจข้อมูลเพื่อเติมของบริษัทสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://bit.ly/314TuLM

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

LTF ปีสุดท้าย เอายังไงต่อดี?

ปี 2019 คือ ปีสุดท้ายของ LTF

LTF หรือ Long Term Equity Fund คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่ผู้ลงทุนสามารถนำยอดลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท โดย LTF จะมุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นไทย โดยสัดส่วนของหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% ของพอร์ต และนักลงทุนต้องถืออย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน เพื่อรับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

LTF ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดหย่อนภาษีมาก

เนื่องจากเมื่อเทียบกันระหว่างผลิตภัณฑ์การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีแล้ว LTF จะมีจุดเด่นเหนือกว่า RMF ในเรื่องระยะเวลาการถือครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พึ่งเริ่มทำงาน สามารถลงทุนเพื่อเก็บเงินซื้อสินทรัพย์ในระยะกลางได้ เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งเงินก้อนนี้นอกจากจะได้ลงทุนในหุ้นแล้ว ยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งลงทุนและลดหย่อนภาษีไปในเวลาเดียวกัน

ไม่มี LTF แล้วจะทำยังไงต่อดี

นี่คือคำถามที่ลงทุนศาสตร์ถูกถามบ่อยมากที่สุดอีกคำถามหนึ่งของปีนี้ คำตอบคือต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 

(1) สำหรับสิทธิ์ในปีสุดท้ายควรใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

(2) มองหาผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเราเอง

อย่าง RMF หรือกองทุนเพื่อการเกษียณ ที่ยังได้ไปต่อ สามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนเดิม แต่อย่าลืมหลักการเลือกผลิตภัณฑ์การลดหย่อนภาษีที่ควรเลือกตามจุดประสงค์หลักก่อน เช่น เพื่อออมเงินระยะยาว หรือเพื่อลงทุน แล้วจึงค่อยมาเลือกสิทธิ์การลดหย่อนภาษีที่เหมาะสม 

ส่วนกองทุนใหม่ที่จะมาแทน LTF ในปีหน้า ยังคงรอความชัดเจนต่อไป ซึ่งเราควรหันมาพิจารณาก่อนว่าระยะเวลาที่เหลือในปีนี้ เราได้ลงทุน LTF ไปเต็มสิทธิ์แล้วหรือยัง 

ปีนี้ปีสุดท้ายมีประเด็นอะไรด้านการลงทุนเกี่ยวกับ LTF ที่น่าสนใจบ้าง        

ปี 2019 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างมากอีกปีหนึ่ง แต่โดยภาพรวมก็ถือว่ายังให้ผลตอบแทนดีกว่าปีที่แล้วมาก โดยระดับการซื้อขายยืนเหนือ 1,600 จุดได้เป็นเวลานาน โดยตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังของตลาดหุ้น

ส่วนตลาดการลงทุนโลกเจอปัจจัยรบเร้าหลายอย่าง ตั้งแต่ (1) ประเด็นสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและยังดูว่าจะไม่มีวี่แววสิ้นสุดได้โดยง่าย (2) ธนาคารกลางสหรัฐที่ยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย (3) ภาวะ Inverted Yield Curve ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่

หันมามองตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มเติบโตอย่างไรบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยรุมเร้าระดับโลกไม่น้อย แต่ถือได้ว่าประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดี ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่ แต่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง ค่าเงินบาทแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ภาคเศรษฐกิจของเรายังคงมีแนวโน้มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีการนำมาใช้กันอย่างต่อเนื่อง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่เริ่มมีนักลงทุนจากต่างประเทศแสดงความสนใจเข้ามาลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นยังน่าสนใจและยังมีแนวโน้มเติบโต เหมาะแก่การลงทุนในระยะยาว 

มีกองทุน LTF และ RMF ใดน่าสนใจบ้าง

วันนี้ กองทุนรวม LTF ที่ลงทุนศาสตร์หยิบมาเล่าให้ฟังกัน คือ KDLTF ของบลจ.กสิกรไทย (KAsset)โดย KDLTF เป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่ปันผลสูงสุดของกสิกรไทย เรียกว่าเอาใจนักลงทุนสายปันผลที่ชอบมีเงินปันผลต่อเนื่องในระยะเวลาการรอคอย 7 ปีปฏิทิน โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุน มีการจ่ายปันผลเป็นจำนวนทั้งสิ้น 24 ครั้ง รวมเป็นเงิน 10.37 บาท หรือมีการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย (Average Dividend Yield) ประมาณ 4% ต่อปีตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าจะคิดผลตอบแทนของกองที่เน้นปันผลแบบนี้ อย่าลืมบวกผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้าไปด้วย เพื่อให้เราสามารถเห็นภาพผลตอบแทนได้อย่างรอบด้านและครบถ้วน 

กองทุนหุ้นใหญ่ถือว่าน่าสนใจช่วงตลาดผันผวน

ในช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้นมากๆ นักลงทุนจะชอบลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและกลาง เพราะหุ้นกลุ่มนี้มักจะวิ่งนำตลาด ราคาจะวิ่งไวกว่าตลาดเป็นส่วนใหญ่ แต่ในทางกลับกัน เมื่อเป็นตลาดขาลง หุ้นเล็กและกลางก็สามารถวิ่งลงนำตลาดได้ด้วย นักลงทุนส่วนใหญ่จึงชอบหันเข้าหาหุ้นใหญ่เมื่อต้องการความปลอดภัยและผันผวนต่ำ กองทุนรวมหุ้นใหญ่จึงน่าสนใจมากในสภาวะตลาดแบบนี้

ในฝั่ง RMF ขอเล่าถึง KEQRMF

KEQRMF ของ KAsset ก็มุ่งเน้นไปที่หุ้นใหญ่เหมือนกัน ขีดเส้นใต้ว่ากองทุนนี้ได้ 4 ดาวจาก Morningstar และติด 1 ใน 10 อันดับผลตอบแทนย้อนหลัง 7 ปี จาก Morningstar ด้วย (Overall rating ณ 31 ส.ค.62) โดยกองนี้จะเหมาะกับคนที่ชอบถือครองยาวๆ รอขายตอนเกษียณ ความน่าสนใจคล้ายกับ KDLTF ที่เน้นหุ้นใหญ่เหมือนกัน เหมาะกับคนที่ต้องการหุ้นที่มั่นคงในยามที่ตลาดผันผวน

กระซิบว่า KDLTF กับ KEQRMF เป็น 2 กองทุนยอดขายอันดับ 1 ของ KAsset ในปีนี้เลย (ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 62) เรียกว่าได้รับความนิยมมาก ๆ ถ้าใครสนใจ แนะนำว่าให้ทยอยซื้อ เพราะจะทำให้ได้ราคาเฉลี่ย ความเสี่ยงน้อยกว่าไปรอซื้อไม้เดียวตอนสิ้นปีนะ

แล้วหลังจากปีนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับ LTF บ้าง

สำหรับกอง LTF เดิม อาจจะไม่มีแรงซื้อเข้ามาใหม่ แต่จะมีการทยอยขายออกไปบ้างตามที่ครบอายุ โดยกองทุนจะค่อยๆ เล็กลง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลแต่อย่างใด เพราะผลการดำเนินงานของกองทุนขึ้นกับประสบการณ์การบริหารของทีมผู้จัดการกองทุน เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม เหมือนซื้อหุ้นตัวเดิมแต่ซื้อจำนวนหุ้นน้อยลง ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แถมอาจจะคล่องตัวเพิ่มขึ้นเสียอีก

แล้วเมื่อครบ 7 ปีปฏิทิน นักลงทุนควรขาย LTF หรือเปล่า

คำตอบตรงนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของตัวเราเอง ถ้าเราตั้งใจเก็บเงินเพื่อใช้ทำเป้าหมายไหนเป็นพิเศษ เราก็สามารถขายออกเพื่อไปทำตามเป้าหมายได้ แต่ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมายอะไร การลงทุนไปเรื่อยๆ ก็จะช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนทบต้นได้เป็นอย่างดี 

สรุป

ปีสุดท้ายปีนี้อย่าลืมใช้สิทธิ์เต็มจำนวน หรือในสัดส่วนที่เราคิดว่าคุ้มค่าที่สุด และเมื่อครบระยะเวลา เราจะขายหรือไม่ก็ให้ดูที่เป้าหมายการลงทุนของตนเอง ส่วนเรื่องขนาดกอง LTF ที่จะเล็กลงตามเวลาก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างใด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bit.ly/2m9E0az

คำเตือน

• ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

• ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

• เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือสามารถเลือกให้ไม่หัก ณ ที่จ่ายก็ได้ แต่จะต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปี

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

ถูกรางวัลแล้วยังต้องเสียภาษี? ชีวิตนี้โชคดีแล้วยังต้องจ่าย?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

เป็นอีกเรื่องที่อยากแชร์ให้เข้าใจ เพราะว่าหลายคนเข้าใจผิดแบบมากๆ ว่าประกวดรางวัลชิงโชคทั้งหลายไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มอะไร แค่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก็จบแล้วจ้า

เอาล่ะ.. เราลองมาไล่สเตปความเข้าใจกันตามนี้ก่อน…

1. การถูกรางวัลจากการชิงโชค แข่งขันต่างๆนั้น ต้องเสียภาษี เพราะมันถือเป็นรายได้ของเราครับ และการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ คือ การยืนยันว่ารายได้ส่วนนี้ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนั่นเอง

2. โดยผู้ที่ได้รับรางวัลจะถูกคนที่จ่ายเงินหักภาษีไว้ 5% ของยอดเงินรางวัล และนั่นไม่ใช่การจ่ายภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่เป็นการจ่ายล่วงหน้าพร้อมมีหลักฐานให้สรรพากรรู้ว่าเรามีรายได้ต่างหาก

3. รายได้ในส่วนนี้ ถือเป็นรายได้ประเภทที่ 8 ซึ่งตามหลักของกฎหมายไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้นั่นแปลว่ายิ่งได้รางวัลมากยิ่งเสียภาษีเยอะ

4. ดังนั้นถ้าเป็นรางวัลใหญ่ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ในข้อ 2 จะไม่พอแน่ๆ และแปลว่าถ้าเอามาคำนวณภาษีแบบนี้ก็ต้องจ่ายเพิ่ม ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ กันเงินภาษีไว้ตั้งแต่ถูกรางวัลเลยจ้า จะได้มีจ่ายพอดี หรือวางแผนภาษีเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า ชีวิตจะได้มีความสุข

5. บางรางวัลอาจจะไม่ต้องเสียภาษี โดยหลักการง่ายๆ คือ ดูว่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้หรือเปล่า ถ้าไม่ถูกหักก็แปลว่าเราได้รับยกเว้นภาษีเรื่องนั้นครับ เช่น สลากกาชาด สลากออมสิน อะไรแบบนี้

อ้อ… แต่สำหรับคนที่ชอบเสี่ยงโชค อย่างในกรณีสลากกินแบ่งรัฐบาล จะโดนหักค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของเงินรางวัล แต่ถ้าเป็นสลากการกุศลชุดพิเศษ จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 1% ซึ่งสำหรับกรณีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% นี้จะสามารถเลือกให้เป็นภาษีที่จ่ายแล้วจบได้เลย (Final TAX) 


ทีนี้มาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีเมื่อได้รางวัลจากการประกวดแข่งขันกันบ้าง หลักการคำนวณพร้อมตัวอย่างดูตามนี้ได้เลยครับ 

ถ้าใครถูกรางวัลก็วางแผนภาษีกันดีๆนะครับ อย่าให้พลาดล่ะ เพราะได้รางวัลทั้งที แต่โดนประเมินภาษี ไม่คุ้มกันเลยครับผม

สุดท้ายขอฝากข้อคิดดีๆไว้สักนิดก่อนจากกัน

ถูกรางวัลอย่ากลัวต้องเสียภาษี เพราะปัญหาคือแม่มไม่เคยถูกสักที อันนี้เซ็งกว่าครับพ้มมมมมม

เลือกซื้อ “บ้าน” เพื่อการลงทุนกับสุดยอดโครงการของอนันดาทั้ง 7 แห่ง

“บ้าน” ถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอีกประเภทหนึ่ง

อสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ราคามักจะปรับตัวตามสภาพเงินเฟ้อของประเทศ ราคาบ้าน ราคาที่ดิน มักจะขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณที่สินทรัพย์มีจำกัด เช่น พื้นที่ทำเลดี ๆ ต่าง ๆ  ราคามักจะปรับตัวได้ดีเพราะความต้องการซื้อมักเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการต้องการขาย บ้านจึงถือเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์หนีการเฟ้อของเงินมาเป็นเวลานาน

การลงทุนในบ้าน แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก

วิธีแรก คือ การลงทุนแบบเน้น Capital Gain (ส่วนต่างราคา) วิธีนี้เน้นการซื้อมาขายไปและได้กำไรจากส่วนต่างเป็นหลัก การวิเคราะห์จะเน้นหนักไปที่ความต้องการซื้อในทำเลนั้น ๆ เช่น เมืองกำลังจะขยาย รถไฟฟ้ากำลังจะตัดผ่าน นักลงทุนอาจจะไปซื้อไว้รอก่อนที่ราคาทรัพย์จะสะท้อนราคาจากมูลค่าส่วนเพิ่มออกมา

อีกวิธี คือ การลงทุนแบบเน้น Cash Flow (กระแสเงินสด) วิธีนี้เน้นการซื้อทรัพย์มาเพื่อปล่อย กินกระแสเงินสดในระยะยาว ลักษณะคล้ายกับซื้อหุ้นกินปันผล การวิเคราะห์ก็เน้นหนักไปที่ทำเลไม่ต่างกัน แต่จะมุ่งไปที่ความต้องการเช่า ราคาค่าเช่ากลางในแถบนั้น โดยทั่วไปการปล่อยเช่าบ้านจะมุ่งหวังผลตอบแทนประมาณ 5 – 8% ต่อปี

หัวใจสำคัญของการซื้อบ้านปล่อยเช่าคือทำเล เหมือนกับถ้าเราหาบ้านเช่า เราก็ต้องมองหาจากทำเลก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปยังส่วนอื่นขององค์ประกอบ ดังนั้น ทำเลคือหัวใจ โดยทำเลสำคัญที่ควรจะมี หรือมีเกือบหมดสำหรับบ้านปล่อยเช่า ได้แก่

1) เดินทางสะดวก : ใกล้ทางด่วน รถไฟฟ้า หรือสนามบิน

2) ใกล้สถานศึกษา : โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย

3) ใกล้โรงพยาบาล

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า

โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างบ้านที่น่าสนใจสำหรับลงทุนมาเล่าให้ฟังกัน โดยจะเป็นโครงการ ARTALE / AIRI / ATOLL ของ Ananda Development ทั้ง 7 โครงการ

1. ARTALE เกษตร – นวมินทร์

บ้านแนวสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นแต่ก็มีกลิ่นอายของความคลาสสิกผสมผสานไว้อ่างลงตัว พื้นที่บ้านเน้นการเปิดกว้าง กระจกสูง แถมยังมีพื้นที่ Double Volume สูง 6 เมตรที่ให้ความรู้สึกถึงการพักผ่อน ไม่อึดอัดคับแคบ

ทำเลก็ถือว่าสะดวกสบาย ห่างจาก Central East Ville เพียง 5 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมี Community Mall ให้เลือกเดินอีกมากมาย หรือจะไปเดินเล่นสบายๆ ที่ตลาดนัดรถไฟก็ห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตรเศษ และเริ่มเป็นแหล่งรวมของบ้านที่มีมูลค่า แถมยังใกล้โรงเรียนนานาชาติ และสถานทูต ซึ่งมีศักยภาพในการปล่อยเช่าชาวต่างชาติเดือนละ 200,000 บาท ซึ่งมูลค่าที่ดินจากการประเมินของกรมธนารักษ์ในช่วงปี 2559 – 2562 มีราคาอยู่ที่ 100,000 – 120,000 บาทโดยเฉลี่ย 

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : ทางด่วนฉลองรัช

2) ใกล้สถานศึกษา : รร.เลิศหล้า , ม.ศรีปทุม

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.เปาโล , รพ.เมโย

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : The Walk , Central East Ville

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2Kzov5A

2. ARTALE พัฒนาการ – ทองหล่อ

บ้านแนวโมเดิร์นผสมอารมณ์ของความใกล้ชิดธรรมชาติ ชูจุดเด่นที่พื้นที่ส่วนกลางมากกว่า 1 ไร่ ทั้งสวนหย่อม สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และพื้นที่วิ่งออกกำลังกาย บรรยากาศเข้าถึงธรรมชาติและเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนเพียง 49 ยูนิตทั้งโครงการ

ทำเลดีใกล้ทองหล่อตอบสนองไลฟสไตล์ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย ใกล้ทางด่วนพัฒนาการ แถมยังมีทองหล่อที่เป็นแหล่งรวบรวมสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไว้มากมาย สภาพแวดล้อมดีอย่างนี้ อยากบอกว่าสามารถปล่อยเช่าชาวต่างชาติได้ถึงเดือนละ 200,000 บาท ราคาขนาดนี้หลายคนคงอยากทราบว่ามูลค่าที่ดินแถบทองหล่อราคาเท่าไหร่ จากข้อมูลสรุปราคาประเมินที่ดินปี 2559 – 2562 ย่านถนนทองหล่อมีราคาอยู่ที่ 420,000 บาท ต่อ ตารางวา หากนับเป็นตามซอยย่อยอยู่ที่ 200,000 บาท ต่อตารางวา นั่นเองครับ 

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : ทางด่วนพัฒนาการ , BTS เอกมัย

2) ใกล้สถานศึกษา : รร. SISB , ม.อัสสัมชัญ

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.สุขุมวิท , รพ.กล้วยน้ำไท

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : Major , Gateway

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2Z82IGh

3. AIRI พระราม 2

บ้านเดี่ยวที่อบอวลไปด้วยความเป็นญี่ปุ่น ชูจุดเด่นในการนำ SHAKKEI ปรัชญาการออกแบบจากแดนอาทิตย์อุทัยมาสร้างพื้นที่อยู่อาศัยให้ลงตัวตามสไตล์วัฒนธรรมเรียบง่ายแบบตะวันออก พื้นที่ส่วนกลางครบครันและเต็มไปด้วยสีเขียว ตั้งแต่ Outdoor Garden ที่เชี่อมต่อไปยัง Clubhouse พร้อมสระว่ายน้ำและฟิตเนสของโครงการ

ทำเลที่ครบถ้วนตามสไตล์ของพระราม 2 จะเข้ากรุงเทพก็ง่าย จะออกต่างจังหวัดก็สะดวก แถมเป็นพื้นที่ที่มีห้างสรรพสินค้ารองรับไลฟ์สไตล์อยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เดินช้อปปิ้งในห้างอย่าง Central พระราม 2 หรือ The Mall บางแค ซื้อของเข้าครัวกับ Big C , Tesco Lotus และ Makro รวมไปถึงซื้อของตกแต่งบ้านกับ HomePro

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : วงแหวนกาญจนาภิเษก

2) ใกล้สถานศึกษา : รร.สารสาสน์ , รร.สวนกุหลาบ

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.พระราม 2 , รพ.เกษมราษฎร์

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : Central พระราม 2 , The Mall บางแค

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2N3QNXH

4. AIRI แจ้งวัฒนะ

บ้านแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นสไตล์ AIRI ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ครบครัน สร้างบรรยากาศการพักผ่อนแบบตะวันออกที่ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็นภายใต้โทนสีที่สร้างความรู้สึกเบาสบาย

ชูจุดเด่นทำเลของความเป็นแจ้งวัฒนะใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีแดงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต อยู่ไม่ห่างออกมาเท่าไหร่จากสนามบินดอนเมือง ใกล้กับห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง จุดเด่นคืออยู่ท่ามกลางการตัดผ่านของสายรถไฟฟ้าทั้งสองเส้น

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : รถไฟฟ้าสายสีแดงและสีชมพู , สนามบินดอนเมือง

2) ใกล้สถานศึกษา : รร.พระหฤทัย , ม.เกษตรศาสตร์

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.มงกุฏวัฒนะ

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : Big C , Tesco Lotus แจ้งวัฒนะ

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2Z88TOz

5. AIRI พระราม 5 – ราชพฤกษ์

บ้านแนว Simple Japanese Modern ที่ชูจุดเด่นในการวางบ้านแบบ L-Shape ที่สร้างความสามารถในการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าให้มาพร้อมกับความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น พื้นที่ส่วนกลางเน้นบรรยากาศของความเป็นสีเขียวที่เรียบง่าย สระว่ายน้ำ ฟิตเนส รวมไปถึงพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก

ทำเลตั้งอยู่บนเส้นราชพฤกษ์ที่อุดมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วน สะพานพระราม 5 ทางด่วนศรีรัช รวมไปถึง MRT สายสีม่วง ยิงยาวเข้ากรุงเทพได้หลายทาง หรือจะมุ่งหน้าลงใต้ไปพักผ่อนต่างจังหวัดก็สะดวก ห้างสรรพสินค้าก็มีมากมาย ชูจุดเด่นที่ห้างใหม่ขนาดใหญ่อย่าง Central Westgate

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : สะพานพระราม 5 , MRT สายสีม่วง

2) ใกล้สถานศึกษา : รร.เตรียมอุดมพัฒนาการ , รร.เด่นหล้า

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.พระนั่งเกล้า , รพ.นนทเวช

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : The Walk , Central Westgate

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/33B3bnR

6. ATOLL บาหลี บีช (อ่อนนุช – ลาดกระบัง)

บ้านสไตล์บาหลีที่จะชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังพักผ่อนเอนกายอยู่บนหมู่เกาะปะการังแห่งมัลดีฟส์ การตกแต่งโดยเฉพาะส่วนกลางเน้นกลิ่นอายของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ โดยเฉพาะสระว่ายน้ำที่ให้บรรยากาศเหมือนกำลังอยู่ในรีสอร์ท

ทำเลถือว่าครบครัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ตลิงค์ที่จะมุ่งสู่สนามบินสุวรรณภูมิก็ทำได้ หรือจะเข้าใจกลางกรุงเทพก็ได้เช่นกัน ล้อมรอบด้วยห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง เมกา บางนา อิเกีย Central Premium Outlet หรือพื้นที่อย่างนิคมลาดกระบัง เรียกว่าจะเข้าเมืองก็ง่าย จะพักผ่อนแถวนี้ก็สบาย เดินทางใช้เวลาไม่นาน ซึ่งหากถามถึงมูลค่าราคาที่ดิน ตั้งแต่ปี 2559 -2562 ย่านถนนลาดกระบังนั้นตกอยู่ที่ 45,000 – 65,000 บาท ต่อตารางวา 

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : มอเตอร์เวย์ , วงแหวนตะวันออก

2) ใกล้สถานศึกษา : ม.พระจอมเกล้าฯ , รร.สารสาสน์

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.ไทยนครินทร์ , รพ.จุฬารัตน์

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : Mega Bangna , Central Bangna

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2z5ODi5

7. ATOLL วงแหวน – ลำลูกกา

บ้านแนวเรียบง่ายเน้นการใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วน ภายใต้แนวคิด The Beginnings สร้างพลังความสดชื่น ตอบโจทย์การใช้ชีวิต มาพร้อมกับพื้นที่โครงการที่เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุดที่มาพร้อมกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น Urban Farming , Herb Gardens แถมยังมี Co – working space ให้ทำงานภายใต้บรรยากาศของธรรมชาติ

ทำเลตั้งอยู่บนฝั่งลำลูกการังสิต ติดถนนเส้นใหญ่ทั้งเข้าเมืองและออกจากเมืองมากมาย ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง สิ่งอำนวยความน่าสนใจอยู่ที่รถไฟฟ้าที่กำลังจะเปิดใหม่หลายเส้น ทั้งสายสีเขียว สายสีแดง และสายสีชมพู

มุมมองทำเล

1) เดินทางสะดวก : รถไฟฟ้าสายสีเขียว แดง และชมพู , สนามบินดอนเมือง

2) ใกล้สถานศึกษา : รร.สารสาสน์ , ม.กรุงเทพ

3) ใกล้โรงพยาบาล : รพ.สายไหม , รพ.ภูมิพลอดุลยเดช

4) ใกล้ห้างสรรพสินค้า : Big C , Major รังสิต

ดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/31JqdY4

บ้านทั้ง 7 โครงการแตกต่างกันไปในแต่ละทำเล

แต่ก็ถือว่าทุกโครงการมีความพร้อมด้านทำเลทั้ง 4 ด้าน อันได้แก่ ความสะดวกด้านการเดินทาง , สถานศึกษา , โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า อย่างครบถ้วน

หากนักลงทุนคนไหนสนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มบ้าน โครงการทั้ง 7 นี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะการได้เรียนรู้ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในแต่ละทำเลที่แตกต่างกันออกไป ตรงนี้อาจจะทำให้เราสามารถมองเห็นโอกาสในการลงทุน

หากใครสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้รายละเอียดส่วนไหน โครงการไหนเป็นพิเศษ สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่ …

ทรัพย์ 7 แห่ง บน 7 ทำเลนี่ก็เหมือน 7 Wonders เหมือนกันนะ !

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“TMB TOUCH เพิ่ม 4 กลุ่มฟีเจอร์ใหม่” จัดการได้มากกว่า ชีวิตก็ง่ายขึ้นอีกเยอะ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ครับ สำหรับวันนี้ก็กลับมาพบกับทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY อีกครั้ง และในวันนี้ทีมงานก็ข่าวสารดีๆ มาอัพเดตให้เพื่อนๆ ทราบกันก่อนใครเช่นเคยครับ สำหรับใครที่เบื่อที่จะต้องออกไปทำธุรกรรมการเงินที่นอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การเปิดพอร์ตการลงทุน ซื้อประกัน หรือเปิดบัญชี ต้องตั้งใจอ่านบทความนี้เลยครับ เพราะตอนนี้ aomMONEY ทราบมาว่าทาง TMB เขาได้อัพเกรดเพิ่มฟีเจอร์ให้กับเจ้าแอปพลิเคชั่น TMB TOUCH ครับ ให้ทำทุกอย่างจบได้ในแอปพลิเคชั่นเดียว เรียกได้ว่านอนอยู่บ้านก็เปิดพอร์ตกองทุนได้ ซื้อประกันได้ อย่างที่ชื่อบทความเราบอกครับ “จัดการได้มากกว่า ชีวิตก็ง่ายขึ้นอีกเยอะ” ก็ถือว่า TMB เป็นอีกแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนาบริการเพื่อลูกค้าเลย

เอาล่ะ ก่อนจะมาดูกันว่าฟีเจอร์ใหม่ใน TMB TOUCH มีอะไรบ้าง?

เพื่อนๆ คนไหนยังไม่มีแอปตัวนี้ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ช่องทางนี้เลยครับ

และเมื่อเรามีเจ้าแอป TMB TOUCH ในโทรศัพท์กันแล้ว ต่อไปเดี๋ยวเรามาดูกันครับว่าฟีเจอร์ใหม่ที่ทาง TMB เพิ่มเข้ามานั้น มีอะไรบ้าง ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY อาสาทำเป็นสรุปง่ายๆ ให้ทุกคนอ่านแบบเข้าใจง่ายกันครับ  

1. อยู่ที่ไหนก็เปิดพอร์ตกองทุนได้ พร้อมซื้อขายได้ถึง 10 บลจ.

เป็นครั้งแรกกับแอป  TMB TOUCH เลยครับ ที่ลูกค้า TMB สามารถเปิดพอร์ตกองทุนผ่านแอป TMB TOUCH ได้เลย ไม่ว่าจะนอนอยู่บ้าน หรือกำลังเที่ยวอยู่ที่ไหน ก็เปิดพอร์ตกองทุนได้ ไม่จำเป็นต้องไปที่สาขาอีกต่อไป แค่เพื่อนๆ มีบัญชีเงินฝากกับ TMB และมีอายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้นครับ

ที่สำคัญซื้อขายกองทุนทั่วไปได้ทุกกองมากถึง 10 บลจ. และยังสามารถเปิดบัญชีกองทุน LTF และ RMF จาก TMBAM Eastspring ได้อีกด้วยครับ ซึ่ง aomMONEY ก็แอบไปส่องรายชื่อบลจ. ที่สามารถซื้อขายผ่านแอป TMB TOUCH ได้มาฝากเพื่อนๆ ด้วย

นอกจากนี้ยังมีบริการจัดพอร์ตกองทุนครบวงจรอย่าง “TMB Smart Port” ที่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลและปรับสัดส่วนการลงทุนให้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่เราที่เป็นผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในโมเดลพอร์ตสำเร็จรูปได้เลย ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม เรียกได้ว่า “เปลี่ยนเงินเก็บให้เป็นโอกาสการทำกำไร” โดยเราจ่ายเพียงค่าธรรมเนียมบริหารจัดการพอร์ต แต่ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าครับผม ถ้าใครสนใจบริการ TMB Smart Port อยากจะศึกษาเพิ่มเติม เราแนะนำให้อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ คลิก

2. ครั้งแรกในไทยกับการซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชั่น ตลอด 24 HR.

สำหรับฟีเจอร์นี้ที่ทาง TMB เพิ่มเข้ามาใน TMB TOUCH ถือเป็นอีก 1 ฟีเจอร์ที่ aomMONEY มองว่าน่าสนใจและสะดวกสบายมากๆ ครับ เพราะเมื่อเทียบกับ Lifestyle คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและจัดการทุกอย่างได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฟีเจอร์นี้ถือว่าว่าตอบโจทย์มากๆ “สำหรับคนที่อยากทำประกันชีวิต แต่ไม่ชอบความยุ่งยาก” นอกจากจะไม่ต้องตอบคำถามหรือตรวจสุขภาพแล้ว เราสามารถรู้ผลอนุมัติได้ทันที เรียกว่า “ได้ทั้งออม คุ้มครอง และลดหย่อนภาษี” ไปด้วย ซึ่งตอนนี้ประกันที่ซื้อผ่านแอป TMB TOUCH ได้จะเป็น “ประกันสะสมทรัพย์ ไลฟ์ เซฟเวอร์ 15/9” นะครับ ในอนาคตก็คาดหวังว่าทาง TMB จะมีผลิตภัณฑ์ประกันให้เราได้เลือกซื้อผ่านแอปได้อยากหลากหลายมากขึ้น

3. ตั้งเป้าหมายพิชิตฝันการออม สำหรับบัญชี “TMB NO FIXED”

“อยากได้อะไร เพียงตั้งเป้า แล้วออมให้ถึง” กับ “บริการ Saving Goal” ในบัญชี TMB NO FIXED อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในแอป TMB TOUCH ครับ สำหรับฟีเจอร์ Saving Goal นี้คนที่จะใช้ได้ ต้องมีบัญชี TMB NO FIXED (บัญชีฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกสูงถึง 1.6%) ก่อนนะครับ ซึ่งเจ้าฟีเจอร์ตัวนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ พิชิตฝันแบบง่ายๆ ด้วยการกำหนดเป้าหมายการเก็บเงิน และจัดสรรเงินจากบัญชี TMB NO FIXED เพื่อเก็บเงินไปยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ครับ โดยเราสามารถติดตามผลการเก็บเงินของเราได้ตลอดเวลา

ความน่าสนใจของฟีเจอร์นี้ คือ “เงินที่ออมไว้จะยังถูกเก็บไว้ในบัญชี TMB NO FIXED  และได้ดอกเบี้ยตามเดิมครับ” ก็ถือว่าเป็นอีกฟีเจอร์ที่สนับสนุนให้เราเป็นคนที่มีวินัยในการเก็บออมเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ต้องการมากขึ้นครับ ภาพประกอบด้านล่างนี้ทีมงาน aomMONEY ทดลองตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงินดาวน์รถ 100,000 บาท นะครับ แต่ว่ายังไม่ได้เก็บเงินครับ เลยขึ้น 0 บาท ฮ่าๆ

4. ติดต่อ TMB CONTACT CENTER ไม่ต้องตอบคำถาม แค่ยืนยันตัวตนผ่านแอปด้วย TMB ID

“บริการ TMB ID” เป็นอีกหนึ่งบริการที่ช่วยให้การยืนยันการทำธุรกรรมต่างๆ ง่ายขึ้น เพียงแค่เรากดอนุมัติผ่านข้อความแจ้งเตือนที่ส่งมาจาก  TMB TOUCH ครับ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราติดต่อสอบถามข้อมูลกับ ทาง TMB Contact Center 1558 เราไม่ต้องตอบคำถามหรือจำรหัสอีกต่อไป เพราะระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังแอป TMB TOUCH ครับ จากนั้นเราสามารถ Log-in และเข้าระบบไปยืนยันตัวตนได้เลย นอกจากนี้สำหรับคนที่สมัครบริการ TMB ID แล้วจะสามารถถอนเงินสดโดยไม่ใช่บัตรได้ และ สแกน QR Code เพื่อ Log-in เข้าระบบ TMB internetbanking  แทนการใช้ User ID และ Password ได้ด้วยนะครับ

และเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจสมัครบริการ

สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ คลิก

และนี่คืออีกเรื่องอัพเดตของฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในแอป TMB TOUCH ที่ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ นะครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาว aomMONEY ทุกท่าน และใครที่เป็นลูกค้า TMB แต่ยังไม่มีแอปนี้ รีบดาวน์โหลดนะครับ

นอกจากนี้ แอป TMB TOUCH

ยังมีฟีเจอร์เด็ดๆอีกเพียบที่เคยปล่อยออกมาแล้ว เช่น

  • กดเงินไม่ใช้บัตร
  • TMB WOW บริการที่มอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยคะแนนว้าวจะได้จากการทำธุรกรรมต่างๆกับธนาคาร แล้วนำคะแนนไปแลกของ หรือนำไปใช้แทนเงินสดได้ 1 ว้าว เท่ากับ 1 บาท
  • บริการปฎิทินธุรกรรมให้เราสามารถเซฟสลิปย้อนหลัง, ดูรายการย้อนหลัง, ตั้งธุรกรรมล่วงหน้า หรือทำธุรกรรมซ้ำก็ได้
  • e-Notification เงินเข้าหรือเงินออก ก็แจ้งหมด
  • เปิดบัญชีออนไลน์ได้ ไม่ต้องไปสาขา
  • โอนเงินต่างประเทศ ได้ทั่วโลก (แถมช่วงนี้มีโปรโอนเงินต่างประเทศฟรีค่าธรรมเนียม TMB ถึงสิ้นปีด้วยนะ)
  • เพิ่มการชำระบิลค่าไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟได้ทั่วประเทศ 
  • รองรับ Android10 เป็นธนาคารแรกที่พร้อมให้โหลดใช้งานบน Huawei AppGallery 
  • วันนี้ลูกค้าสามารถอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ได้ทุกสโตร์แล้วทั้ง App Store, Play Store และล่าสุดกับ Huawei AppGallery 

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมากฝากเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

ยุคภาษีอาน#1 : มนุษย์เงินเดือนที่มีงานเสริม เริ่มจดบริษัทเลยดีไหม?

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีงานเสริม เริ่มจดบริษัทเลยดีไหม?

คำถามนี้เป็นคำถามจากเพื่อนคนหนึ่งที่ส่งมาถามพรี่หนอมในวันที่มีรายได้หลายทาง จนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจนต้องเสียภาษีเยอะขึ้น เลยมีคำถามว่า เมื่อไรควรจดบริษัทฯ

ประเด็นสำคัญของการตอบคำถามแบบนี้ คือ เราต้องแยกแยกให้ออกก่อนว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตรงไหนครับ

คำว่า “เป็นมนุษย์เงินเดือน” ตรงนี้ คือ รู้แน่ๆว่าคนๆนี้มีเงินได้ประเภทที่ 1 ตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องรู้ต่อคือ “รายได้ทั้งปีเท่าไร” ซึ่งจากข้อมูลที่ให้มาคือประมาณ 1.3 ล้านบาท

แต่นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังมีรับงาน “ฟรีแลนซ์” อื่น ๆ เช่น งานถ่ายรูป งานเขียนโปรแกรม และอื่นๆจากการรับจ้างประมาณเกือบล้านบาทต่อปี  ตรงนี้เราก็จะมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เป็นเงินได้ประเภทที 2 ตามกฎหมาย จำนวนประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี

เมื่อพิจารณารายได้ 2 ประเภทนี้รวมกันแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้ามองหลักการด้านภาษี จะหักค่าใช้จ่ายได้รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท และส่วนที่เหลือก็หักค่าลดหย่อนเอาตามปกติ นี่คือทางเลือกในทุกวันนี้ที่เสียภาษีอยู่ ซึ่งจุดตัดสำคัญตรงนี้ คือ รายการลดหย่อนที่ให้เลือกใช้กับกระแสเงินสดที่เหลือใช้จริงๆ

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีนี้ มีข้อควรระวังคือถ้างานนอกมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือจดบริษัทก็ตาม) ซึ่ง ณ วันนี้ข้อมูลยังไม่ต้องจด VAT แต่อนาคตก็ยังไม่แน่

คำถามคือ ผมควรจดบริษัทดีไหม หรือจดนิติบุคคลแบบไหนดี? 

คำถามนี้ ถามว่าผมควรจดนิติแบบไหนดี เพื่อมารับเงินจากงาน freelance เผื่อว่าจะได้หาบิลมาตัดรายจ่ายได้บ้าง ต้องจดเป็นบริษัทอย่างเดียวเลยมั้ย หรือ ไปจดนิติแบบห้างร้านบ้านๆ เอาก็ได้? 

จะเห็นว่าแนวคำตอบที่สามารถตอบได้ ณ ตรงนี้ ไม่ใช่คำตอบของคำถาม แต่เป็นคำตอบของปัญหา นั่นคือต้องมองประเด็นต่างแยกย่อยออกมาดังนี้

1) ถ้าไม่คิดว่ารายได้จะมากกว่านี้ เช่น ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆ การจดบริษัทอาจจะไม่คุ้ม เพราะว่ารายได้น้อย ธุรกิจยังมีความไม่แน่นอน

2) ถ้าจดขึ้นมาจริงๆ เวลาเลิกบริษัทก็วุ่นวายด้วย เพราะว่ามันมีต้นทุนต่างๆ ที่ต้องจ่าย เช่น ต้นทุนในการจ้างคนทำบัญชี บริหารจัดการต่างๆ รวมถึงต้นทุนในการเคลียร์ปิดบริษัท 

3) กระแสเงินสดมันอยู่ในบริษัท ซึ่งไม่มีต้นทุนอยู่ดี (เป็นงานที่ใช้แรงงานเราล้วนๆ) ถ้าจะเอาให้มีต้นทุนหักค่าใช้จ่ายจริงได้ มันน่าจะหายากในแง่ของงานที่ทำแบบนี้ เช่น จ่ายค่าจ้างให้กับตัวเอง ก็มาเป็นรายได้ตัวเองอีกทีหนึ่งเหมือนเดิมที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร่วมกันกับเงินเดือนอยู่ดี ซึ่งแม้ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมให้เสียเวลา

ดังนั้นจากคำถามทั้งหมดที่ถามมา สิ่งที่ตอบได้คือ เราต้องรู้ว่า รายได้ของเราน่าจะเป็นเท่าไร? และ มีโอกาสที่จะเติบโตไหมในอนาคต ไปจนถึงการวางแผนการทำงานของเรา เพราะถ้าหากตัดสินใจจดบริษัทอย่างที่ว่ามาจริงๆ แล้วล่ะก็ บางทีเราอาจจะเสียเวลากว่าเก่าก็ได้นะ

ที่อธิบายทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการให้อยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่อยากให้มองความคุ้มค่าและสมดุลของชีวิต ณ เป้าหมายที่ต้องการตอนนี้ด้วย เช่น ถ้ายังต้องการเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อไป บางทีแล้วการเป็นฟรีแลนซ์ในตอนนี้คือจุดที่สูงสุดที่ทำได้ แบบนี้ก็ไม่ควรจดบริษัท เพราะสุดท้ายมันก็มาได้ไกลสุดแบบนี้แหละ

แต่ถ้าหากมองว่าธุรกิจฟรีแลนซ์ที่ทำอยู่มีโอกาสเติบโต สร้างอนาคต และในใจไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่แล้ว แบบนี้ก็สามารถเลือกได้ว่า จะก้าวออกมาตั้งแต่แรกเลยไหม หรือรอดูท่าทีต่อไปก็ได้เช่นเดียวกัน

ฝากเอาไว้ให้คิดกันก่อนที่จะถามว่า จดบริษัทดีไหม? เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังภูเขาน้ำแข็งอาจจะมีอะไรมากกว่านั้นก็ได้ครับ 🙂

มนุษย์เงินเดือน หรือ ฟรีแลนซ์ ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกัน

“ไม่ทราบว่า ทำอาชีพอะไรครับ?”

พรี่หนอมมักจะได้ยินคำถามแบบนี้เสมอ เวลากรอกแบบสอบถาม หรือมีการสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัว ไปจนถึงในบทสนทนาเวลาที่ได้เจอะเจอกับเพื่อนใหม่

“ทำอะไรก็ได้ ไม่ได้ขอตังค์ใคร”

เสียงเพลงฮิตดังขึ้นมาในหัว แต่ก็กลัวที่จะตอบกลับไป เพราะน่าจะโดนไม่ใช่น้อย (ฮา) เพราะในความเป็นจริงแล้ว พรี่หนอมเชื่อว่าไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็ตาม มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ ธุรกิจส่วนตัว ขายของออนไลน์ ทุกคนย่อมมีปัญหาของชีวิตที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือเรื่องของ “การเงิน”  

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เงินเดือนอาจจะมีภาระเรื่องการจัดการเงินในแต่ละเดือน ฟรีแลนซ์อาจจะมีปัญหาเรื่องการจัดการบริหารสภาพคล่อง ส่วนคนทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะต้องเจอกับการแก้ปัญหาการเงินเฉพาะหน้าไปจนถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ในขณะที่คนขายของออนไลน์ก็กำลังกังวลใจกับเรื่องภาษีกับวิธีการตรวจสอบของกรมสรรพากรอยู่ในช่วงนี้ (ฮา)

แต่การเลือกวิธีแก้ไขปัญหาของแต่ละคนนั้น ย่อมได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป คงจะพอเคยเห็นเหตุการณ์ของหลายคนที่เรารู้จักมีไลฟ์สไตล์ต้นเดือนมีเงินกินหรูอยู่แพง พอกลางเดือนค่อยๆเปลี่ยนแปลงเป็น กินรู้อยู่เป็น พอปลายเดือนเลยวัดกันให้ไปเลยว่า เราโตแล้ว จะกินอะไรก็ได้ ก่อนที่มาม่าห่อสุดท้ายจะหมดลง 

ในขณะที่บางคนกลับวางแผนจัดการเรื่องเงินได้ดีจนน่าตกใจ ต้นเดือนวางแผนลงทุน กลางเดือนรอลุ้นรับเงินปันผล ปลายเดือนเงินเข้าแล้วก็ตัดออมเงินอย่างเป็นระบบ จนต้องอุทานว่า คนพวกนี้นี่มันอยู่กับคนละภพชาติกันกับเราหรือเปล่าวะเนี่ยยยยย

อย่าเพิ่งเครียดไป ทบทวนเป้าหมายกันก่อนดีกว่า

เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะมีชีวิตอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องกำหนดเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจนก่อน แล้วเราถึงจะรู้เอายังไงกับชีวิตต่อดี และต้องจัดการวางแผนการเงินแบบไหน เพราะเป้าหมายบางอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องมีเหมือนคนอื่นเขา และบางทีมันช่วยให้เรายอมรับได้ด้วยว่าชีวิตของคนเราทุกคนนั้นมีความต้องการแตกต่างกัน

มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งอาจจะฝันอยากมีบ้านพร้อมครอบครัวที่อบอุ่นเป็นเป้าหมาย ฟรีแลนซ์อาจจะอยากได้ไลฟ์สไตล์อิสระที่ช่วยให้ภาระการเงินในแต่ละเดือนเบาบางลง คนทำธุรกิจอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการเติบโตของธุรกิจที่ดูแลอยู่ หรืออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่พรี่หนอมพูดมาก็ได้ เพราะไลฟ์สไตล์และชีวิตของแต่ละคนมันเป็นของใครของมัน อย่างที่เขาบอกว่า ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน นั่นแหละ !!

กลับมาเข้าเรื่องก่อนจะไปไกล เอาเป็นว่าถ้าใครสะดวก พรี่หนอมอยากแนะนำให้ลองใช้เวลากับตัวเองสักนิด ค่อยๆคิดไล่เรียง เป้าหมายของชีวิตออกมาตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่ายเพื่อคนที่รัก ซื้อของขวัญ จัดงานแต่งงาน ฮันนีมูน ท่องเที่ยว ดาวน์รถ ซื้อบ้าน ขยายกิจการ วางแผนดูแลคนในครอบครัว เตรียมตัวเพื่ออนาคตลูก และสุดท้ายไปจบที่เกษียณชีวิตอย่างสงบพร้อมจบด้วยการส่งต่อมรดกนั่นเอง

เพราะทันทีที่มีเป้าหมายชัดเจน เราจะเห็นได้เลยว่าต้องใช้เงินเท่าไร ต้องวางแผนยังไง และปรับให้มันเหมาะกับอาชีพและไลฟ์สไตล์แบบไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าใครสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเรื่องการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวแบบสุดๆ ซึ่งพร้อมจะฉุดชีวิตให้เราขึ้นหรือลงไปก็ได้

และทั้งหมดนี้จะส่งผลไปที่คำตอบสุดท้ายว่า ถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมายได้เร็วและง่ายขึ้น เราต้องรู้จักการลงทุนนั่นเอง

เริ่มต้นลงทุนอย่างไร ให้ไปถึงเป้าหมาย

“ผลตอบแทนจากการลงทุนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”

ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่ายิ่งเสี่ยงยิ่งดี แต่หมายถึงประโยชน์ที่เราได้รับจากการลงทุนเมื่อพิจารณาถึงนิสัย ความต้องการ และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงต่างๆในชีวิต ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คนแต่ละคนเลือกลงทุนต่างกัน แม้ว่าจะมีเป้าหมายเดียวกันก็ตาม

ปัจจุบันก็มีเครื่องมือที่ช่วยเหลือในการลงทุนหลายตัวให้เลือกใช้ และหนึ่งในนั้นคือ NOMURA iWEALTH โปรแกรมวางแผนการลงทุน เพื่อทุกคนที่มีเป้าหมายชีวิต หรือผู้ช่วยคนสำคัญในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าต้องลงทุนอย่างไร เวลาไหน เพราะ NOMURA iWEALTH ตอบโจทย์ทั้งหมดให้ทุกคนถึงเป้าหมายของชีวิตได้

เอาล่ะถึงเวลาขายของแล้วจ้า เรามาดูกันดีกว่าว่าข้อดีที่ทาง NOMURA iWEALTH นำเสนอมานั้นมีอะไรบ้าง

  • มีเป้าหมายทางการเงินให้เลือกวางแผนได้หลากหลายเป้าหมายตามที่เราต้องการ
  • สำหรับผู้ที่สนใจสามารถทดลองวางแผนการลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้อง Log in ผ่านระบบใดๆเลย พร้อมเปิดเผยข้อมูลสัดส่วนและรายชื่อกองทุนรวมในพอร์ตให้นักลงทุนได้เห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยกองทุนรวมที่ว่านั้น NOMURA iWEALTH จะคัดสรรกองทุนรวมที่เหมาะสมที่สุดจากทุกบลจ. ชั้นนำเข้าแผนการลงทุน
  • โปรแกรม NOMURA iWEALTH ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย มีขั้นตอนการวางแผนการลงทุนที่สั้น กระชับ สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการวางแผนได้ มีรายงานการลงทุนทันทุกความเคลื่อนไหว เกาะติดทุกสถานการณ์การลงทุน และยังได้รับการสนับสนุนบทวิเคราะห์การลงทุนจากกลุ่มโนมูระทั่วโลก (Nomura Global Research) พร้อมระบบแจ้งเตือนปรับพอร์ตลงทุนได้อย่างรวดเร็ว  เพื่อปรับแผนการลงทุนให้ตรงจุด เพียงคลิกเดียว
  • เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท และไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาการลงทุน กองทุนคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร NOMURA iWEALTH ไม่คิดเพิ่มเด็ดขาด
  • ในเว็ปไซต์ของ NOMURA iWEALTH ยังมีบทความนานาสาระเกี่ยวกับการเงิน เพื่อให้นักลงทุนได้อัพเดตเทรนด์และความรู้ด้านการเงินการลงทุนตลอดเวลา

ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกันหน่อยดีกว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ขอลองยกตัวอย่างของคน 2 อาชีพที่แตกต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น มนุษย์เงินเดือน กับ ฟรีแลนซ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า พรี่หนอมเคยเป็นมาทั้งสองอาชีพ และรู้ถึงความแตกต่างกันในไลฟ์สไตล์อย่างเห็นได้ชัดจากประสบการณ์ของตัวเอง ตามนี้ครับ

ตัวอย่างที่ยกมา ไม่ใช่แปลว่าเป็นแบบนี้กันทุกคน แต่ยกมาจากประสบการณ์ของตัวเองอย่างที่บอกไป และจะเห็นว่าการดีไซน์และจัดการการเงินของคนทั้งสองกลุ่มนี้ย่อมต้องมีวิธีแตกต่างกันไป แม้ว่าจะมีเป้าหมายเหมือนกันก็ตาม แต่ข้อจำกัดของชีวิตที่ไม่เหมือนกันนั่นแหละ

ดังนั้น เครื่องมือช่วยเหลือการลงทุนที่ดีจะช่วยให้คนทุกคนหรือทุกกลุ่มที่ว่ามานี้ สามารถวางแผนจัดการการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น เพราะสิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือ วางแผน และจัดสรรเงินลงทุนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และยังไม่ต้องเสียเวลาเลือกกองทุนด้วยตัวเอง แต่พิจารณาจากกองทุนต่างๆที่ทาง NOMURA iWEALTH เลือกมาให้ได้เลย  เนื่องจากระบบของ NOMURA iWEALTH จะช่วยการเลือกกองทุนผ่านระบบด้วยความเชี่ยวชาญ ร่วมกับการจัดพอร์ตการลงทุนตามแต่ละเป้าหมาย

อย่างตัวอย่างที่ยกมา เป้าหมายของฟรีแลนซ์อาจจะต้องเน้นเรื่องของการเกษียณที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือน ถ้าหากไม่มีระบบช่วยออมจากที่ทำงาน ซึ่งถ้าหากลองไปกรอกข้อมูลที่ NOMURA iWEALTH ตามไปที่นี่ https://nomuraiwealth.nomuradirect.com/ เพียงเลือกเป้าหมายเรื่องการวางแผนเกษียณ ก็จะช่วยให้หาคำตอบได้ว่าควรทำอย่างไร ลงทุนแบบไหน และได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณเท่าไร ทำให้สามารถจัดการและบริหารชีวิตได้ง่ายขึ้นเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ไหนๆ ขายของกันแล้วอยากจะเตือนอีกสักนิดด้วยว่า อย่างไรก็ดี การลงทุนพวกนี้ไม่ใช่แปลว่าไม่มีความเสี่ยงหรือไปถึงเป้าหมายได้แน่ ๆ แต่มันคือการลงทุนในอนาคตจากข้อมูลที่มีในปัจจุบันผ่านการคัดกรองของระบบ ดังนั้นผู้ลงทุนทุกคนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้ และทำให้เข้าใจผลตอบแทนจากการลงทุนได้ง่ายขึ้นนั่นเองนะจ๊ะ

ถ้าหากใครสนใจบริการ NOMURA iWEALTH สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2638 5500 หรือ www.nomuradirect.com

เก็บเงินวันนี้ใช้เงินวันไหน ตอน เก็บเงินใช้หลังเกษียณมีแบบไหนบ้าง

คลิปเสียงสรุปบทความฉบับย่อนะจ๊ะ

การเล่นกีฬาทำให้ร่างกายแข็งแรง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ฟุตบอล ตีแบต ฯลฯ ในขณะที่กีฬาแต่ละประเภทก็มีกติกาการเล่นที่แตกต่างกัน  ถ้าเราเข้าใจก็จะสนุกกับการเล่นหรือชมการแข่งขันเชียร์นักกีฬาในดวงใจได้

วิธีการเก็บเงินก็เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีให้เราเลือกหลากหลายและในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะเป็นการเก็บเงินเหมือนกัน แต่ก็มีกติกาที่แตกต่างกัน อภินิหารเงินออมมองว่าปัจจุบันความรู้การเงินมีท่วมอินเทอร์เน็ต อยากรู้อะไรก็ค้นหาเปิดอ่านเองได้ แต่ชีวิตของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลเมื่อลงมือทำ เหมือนกับการขับรถยิ่งขับบ่อยๆเรายิ่งชำนาญ

หลังจากอภินิหารเงินออมออกแบบวิธีเก็บเงินให้หลายคนมาแล้วก็อยากจะแชร์แนวคิดนี้ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพได้นำไปปรับใช้กับลูกค้าของตัวเอง รวมถึงคนที่จัดการเงินเองนำไปประยุกต์ใช้กับแผนการเงินของตัวเองได้นะจ๊ะ 

เก็บเงินวันนี้ใช้เงินวันไหน ตอน เก็บเงินใช้หลังเกษียณมีแบบไหนบ้าง

 

ไอเดียแบ่งเงินใช้หลังเกษียณนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ หลังเกษียณได้รับเงินแบบเป๊ะๆ รับเงินแบบขึ้นๆลงๆและใช้สร้างสภาพคล่อง ส่วนความรู้ที่ควรอ่านเพิ่มเติมแอดมินจะรวมไว้ที่ลิงค์ข้างล่างจ้า

1. รับเงินแบบเป๊ะๆ

แนวคิด คือ เงินที่เราได้รับแน่นอน

ตัวอย่างการเก็บเงิน

  • เงินบำนาญ : ข้าราชการเลือกได้ว่าหลังเกษียณจะรับเป็นเงินบำนาญหรือรับเงินก้อน ถ้าไม่ต้องการให้เงินหมดเร็ว ควรเลือกรับเป็นบำนาญ ทยอยรับไปเรื่อยๆตลอดชีวิต ส่วนเราจะรับเงินเกษียณเดือนละเท่าไหร่ดูได้ที่แอพของ กบข. นะจ๊ะ

  • ประกันสังคม : กรณีส่งมาเกิน 180  เดือนจะได้รับบำนาญชราภาพ

  • ตราสารหนี้ :  มีทั้งพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ของเอกชน เราจะได้รับดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ตามสัญญาเป๊ะๆ บางคนได้รับเงินก้อนใหญ่ เช่น ประกันชีวิตที่ครบกำหนด กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMF ขายอสังหาฯ ฯลฯ เรานำเงินก้อนสุดท้ายนี้มารับดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ เพื่อรักษาเงินต้นให้ปลอดภัยและได้รับเงินคืนสม่ำเสมอ

แต่ว่า!! เราไม่ควรเลือกที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ควรดูเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้ด้วย ความรู้สึกเหมือนให้เพื่อนยืมเงิน ถ้าเพื่อนคนนี้ยืมแล้วคืนตรงต่อเวลา ไม่เคยเบี้ยวเลย แม้ว่าเราจะได้ดอกเบี้ยไม่สูงมาก แต่เราก็อุ่นใจเพราะได้รับเงินคืนแน่นอน ต่างกับเพื่อนที่ยืมเงินแล้วไม่ค่อยช้า เครดิตไม่ค่อยดี ถ้าเราให้ยืมเงินก็ต้องคิดดอกเบี้ยแพงๆ

  • ประกันชีวิต : นอกจากความคุ้มครองชีวิต ยังได้รับเงินคืนตามสัญญาเป๊ะๆอีกด้วย เช่น ประกันชีวิตแบบบำนาญ แบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ ทำให้เรารู้ล่วงหน้าว่าแต่ละอายุเราจะได้รับเงินคืนเท่าไหร่ 

  • เงินปันผลหุ้นสหกรณ์ : เงินที่เราสะสมในสหกรณ์แต่ละก้อนเติบโตไม่เท่ากัน วิธีที่ทำให้เงินเติบโตเร็วสุด คือ ต้องนำเงินปันผลไปซื้อหุ้นสหกรณ์ต่อ ไม่นำออกมาใช้ เมื่อเงินต้นมากขึ้น เราก็จะได้รับเงินปันผลสูงขึ้นด้วย ถ้าเราอยากรู้ว่าตัวเองจะได้รับเงินปันผลใช้หลังเกษียณจากสหกรณ์เท่าไหร่ ควรให้เจ้าหน้าที่คำนวณให้หรือโหลดโปรแกรมของสหกรณ์มาคำนวณเองได้นะจ๊ะ

  • ทำ Reverse Mortgage : เมื่อเงินทุกก้อนใช้หมดแล้วอายุยืนกว่าที่คิดไว้ ไม่มีใครเลี้ยงดูเรา สุดท้ายก็ต้องขายทรัพย์สินสำคัญ คือ ที่อยู่อาศัย นำบ้านที่ผ่อนหมดแล้วเข้าไปหาธนาคารอีกครั้ง รอบนี้ธนาคารจะซื้อบ้านของเราโดยทยอยจ่ายเงินค่าบ้านเป็นรายเดือนจนกระทั่งเราเสียชีวิต ระหว่างนั้นเรายังพักอาศัยในบ้านนั้นได้จนเสียชีวิตเช่นกัน เมื่อเราเสียชีวิตแล้วธนาคารก็จะนำบ้านของเราขายทอดตลาดต่อไป

2. รับเงินแบบขึ้นๆลงๆ

แนวคิด คือ การได้รับเงินตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ถ้าช่วงขาขึ้นรายได้อู่ฟู่ นักลงทุนได้รับเงินปันผลสูงขึ้น แต่ถ้าช่วงขาลง เศรษฐกิจซบเซาหรือยับเยิน นักลงทุนอาจจะได้รับเงินปันผลน้อยลงหรือไม่ได้รับเลย

ตัวอย่างการเก็บเงิน 

  • เงินปันผลหุ้นรายตัว ควรซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีมีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เราสามารถหาหุ้นแบบนี้ได้ในดัชนี SET HD เพราะตลาดหุ้นมี 700 กว่าบริษัท ทางตลาดหลักทรัพย์คัดเลือกมาให้แล้ว ถ้าอ่านแล้วชอบอนาคตของธุรกิจนี้ก็ซื้อลงทุนยาวๆ ซึ่งตลาดฯก็จะมีหลักเกณฑ์การปรับหุ้นเข้าออกตลอดเวลา 

  • เงินปันผลกองทุนรวม แต่ละกองทุนรวมจ่ายเงินปันผลไม่เท่ากัน เราสามารถอ่านนโยบายของแต่ละกองทุนได้ในหนังสือชี้ชวน เราได้รับเงินจากกองทุนรวมแบบอัตโนมัติมี 2 แบบ คือ 
    • กองทุนจะจ่ายเงินปันผลให้เราในรูปแบบของการขายคืนหน่วยลงทุน เป็นการขายกองทุนอัตโนมัติ ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 

    • แบบได้รับเงินปันผล ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แต่ถ้าเราฐานภาษีไม่ถึง 10% สามารถนำมายื่นภาษีเพื่อขอคืนเงินได้

  • กองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล เวลาต้องการใช้เงินก็ทยอยถอนออกมาใช้จ่าย

  • รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามีผู้เช่าเต็มตลอดเราก็สบายใจเพราะรู้รายได้แน่นอนว่าแต่ละเดือนจะได้เท่าไหร่ แต่ถ้าเหตุการณ์เปลี่ยน คนที่มาเช่าถูกเลิกจ้าง ทำให้มีคนมาเช่าน้อยลงหรือไม่มีมาเช่าเลย ก็อาจจะต้องปรับไปทำอย่างอื่น เช่น บูทีคโฮเทล (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และงบประมาณของแต่ละคน)

3. สร้างสภาพคล่อง

แนวคิด คือ แหล่งพักเงินเพื่อสร้างสภาพคล่องระหว่างรอรับเงินแต่ละก้อน 

เช่น เพื่อรักษาสุขภาพ(กรณีหมดความคุ้มครองจากประกันชีวิตแล้ว) เจ็บป่วยกระทันหัน สวัสดิการที่ได้รับไม่ครอบคลุมถึงตัวยาที่เราจะต้องใช้รักษา ทำให้ต้องจ่ายเงินเอง จะเก็บไว้เท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละคนนะจ๊ะ

ควรทำให้เห็นภาพรวมว่าเราจะได้รับเงินหลังเกษียณมาจากทางไหนบ้าง โดยการทำตารางสรุปเงินทั้งชีวิต(ภาพข้างล่าง) ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าช่วงไหนที่จะขาดสภาพคล่อง เพื่อที่จะได้ถอนเงินข้อ 3 นี้ไปใช้ ตารางนี้ควรอัพเดทอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้ปรับแผนทัน

ในตารางภาพนี้ก็จะเห็นว่าช่วงหลังอายุ 60 (สีฟ้า) เราจะมีเงินก้อนไหนเข้ามาแน่นอน ลำดับการถอนเงินออกมาใช้ได้ เมื่อนำช่องรายได้(สีเหลือง) ลบกับรายจ่าย(สีชมพู) จะกลายเป็นช่องกระแสเงินสด(สีเขียว) ส่วนช่องสุดท้ายเป็นเงินสะสม เราสมมติว่าถ้าเงินที่เหลือแต่ละปีนำไปเก็บไว้ทั้งหมด สุดท้ายสีดำเป็นช่วงที่เงินติดลบ ทำให้เราวางแผนได้ว่าตอนนี้ต้องหาวิธีเก็บเงินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ลดรายจ่ายส่วนไหนได้บ้าง 

เก็บเงินวันนี้ใช้เงินวันไหน ตอน เก็บเงินใช้หลังเกษียณมีแบบไหนบ้าง

ตัวอย่างการเก็บเงิน

  • เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เมื่อเราได้รับเงินก้อนจากที่ต่างๆ เช่น เงินคืนจากประกันชีวิต ประกันสังคม เราค้างเงินไว้ที่นี่ก่อนแล้วค่อยทยอยถอนออกมาใช้ เงินจะได้หมดช้าลง

  • เงินฝากออมทรัพย์สหกรณ์ ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินที่ธนาคารและดอกเบี้ยไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย ถ้าที่ทำงานใครมีสหกรณ์ก็เก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่นี่ได้

  • ประกันชีวิตควบการลงทุน หากช่วงไหนขาดสภาพคล่อง เราสามารถถอนเงินจากประกันแบบนี้ออกมาใช้ได้ โดยที่ยังได้รับความคุ้มครอง แต่ถ้าใช้เงินไม่หมดก็จะมีเงินก้อนเป็นมรดกให้ลูกหลาน

  • ทองคำ มีหลายรูปแบบ เช่น ทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง ออมทอง กองทุนรวมทองคำ ETFทองคำ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดยิบย่อยแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วลงทุนทองคำเหมือนกัน

“เมื่อเราเข้าใจวิธีการเก็บเงินแต่ละแบบว่ามีกติกาอะไรบ้าง 

ก็จะมีทางเลือกในการจัดการเงินของตัวเองมากขึ้น”

อภินิหารเงินออมรวมรวมลิงค์ที่ควรอ่านเพิ่มเติมไว้ที่ข้างล่างนี้แล้ว เราจะอ่านอะไรก่อนก็แล้วแต่ความสนใจของแต่ละคนเลยจ้า

เรื่องการเงินที่ควรอ่านเพิ่มเติม

1. เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน (ตารางสรุปเงินทั้งชีวิตของเรา)

http://bit.ly/2kMEDH0

2. วิธีดูเงิน กบข. และเงินบำนาญของข้างราชการ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2162453820458890/?type=3&theater

3. การคำนวณประกันสังคม กรณีชราภาพ

https://www.facebook.com/pg/miracleofsaving/photos/?tab=album&album_id=1742346695802940

4. การเลือกแบบประกันแบบประกันเองได้แบบออนไลน์

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2290282724342665/?type=3&theater

5. ความรู้เรื่องตราสารหนี้

http://www.thaibma.or.th/EN/Education/Default.aspx

6. Reverse Mortgage คืออะไร?

https://www.bot.or.th/Thai/FIPCS/Documents/FPG/2560/ThaiPDF/25600303.pdf

7. หลักเกณฑ์การทำดัชนีของตลาดหลักทรัพย์

https://www.set.or.th/th/products/index/files/SET_Index_Methodology_May2015.pdf

8. หุ้นที่ให้เงินปันผลสูง SET HD

https://marketdata.set.or.th/mkt/sectorquotation.do?sector=SETHD&language=th&country=TH

9. สุดยอดกองทุนรวม 20 อันดับแรก

http://www.thaimutualfundnews.com/new/content/view/396

10. ประกันชีวิตควบการลงทุนคืออะไร

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2413020942068842/?type=3&theater

ทำงานตั้งแต่อายุ 16 ปี ทุกวันนี้รายได้ปีละครึ่งล้าน

เริ่มชีวิตการทำงานไปด้วย-เรียนไปด้วยในวัยไม่ถึง 20 ปี

น้องเริ่มงานแรกด้วยการทำ part-time ทำที่ Hot Pot ชั่วโมงทำงานละ 42 บาท น้องเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็นยาวไปถึง 4 ทุ่ม

ผันตัวเองสู่งานขายของออนไลน์ ดันจนสินค้าบูม ลูกค้าชอบ และพัฒนากลายเป็นรายได้หลัก

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังจากที่น้องได้เห็นว่าธุรกิจค้าขายออนไลน์กำลังบูม น้องก็เริ่มสนใจก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้

เริ่มต้นด้วยการ Dropship

น้องเริ่มต้นด้วยการสำรวจตลาดในการทำดรอปชิปก่อนว่าเป็นยังไง น้องก็พบว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจ น้องจึงกระโดดลงไปทำส่วนนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเงื่อนไข Dropship นี้ก็แล้วแต่แบรนด์ของสินค้านั้นๆ ด้วยนะครับ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้ทุกแบรนด์ เงื่อนไขต่างกันอยู่ครับ

1. วิธีการทำ Dropship เริ่มจากการที่ผู้ขายสินค้านั้น เปิดรับตัวแทนขายสินค้า แบบไม่ต้อง Stock สินค้าไว้ที่ตัวเอง (คล้ายๆ เป็นที่โฆษณาสินค้าให้คนขายสินค้าเราเองน่ะแหละครับ 

2. ไม่เสียค่าสมัคร

3. ไม่ต้องลงทุน 

4. เอาโปสเตอร์โฆษณาสินค้ามาโพสต์ขายในพื้นที่ของตัวเอง (ในที่นี้หมายถึง Facebook ก็คือมาโพสต์หน้า wall ตัวเองครับ)

5. สินค้าแรกที่น้องเริ่มขายคือรองเท้า สมมติว่า ถ้ารองเท้าราคาคู่ละ 520 บาท ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 320 บาท ค่าส่ง 40 บาท และน้องจะได้ค่าขายอยู่ที่ราวๆ 60 บาทต่อคู่ครับ โดยน้องจะเป็นคนแจ้งออเดอร์ให้ต้นทาง จากนั้น เจ้าของสินค้าก็จะโอนเงินมาให้น้องครับ

6. วิธีการเลือกสินค้ามาขาย เช่น การเลือกรองเท้ามาขาย น้องจะเลือกขายรองเท้าที่มีสไตล์หลากหลาย แยกเกรด น้องบอกว่าช่วงแรก ๆ ก็ขายยาก วันละ 2 – 3 คู่ ถ้าขายได้มากจำนวนสุด จะอยู่ที่วันละ 8 – 9  คู่ 

เริ่มสร้างเพจ โพสต์ขายสินค้าตาม Facebook page และขยายไปยังสินค้าประเภทอื่น

จุดเริ่มต้นขายสินค้าของน้องมาจากขายรองเท้า น้องก็เริ่มหันมาขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น น้องว่าเสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ขายดีมาก ราคาอย่างต่ำอยู่ที่ 150 บาท จากนั้นก็เพิ่มราคาที่ 100 กว่าบาท ขายได้ทั้งในเพจตัวเอง ขายใน Facebook ที่เน้นขายของ และก็เริ่มเพิ่มเพื่อนรายบุคคล เพื่อสร้างโอกาสในการขายให้ตัวเองมากขึ้น

จากนั้น น้องก็เริ่มหันมาขายเครื่องสำอาง เช่นเคย น้องเริ่มจากการเป็นตัวแทนแบบดรอปชิป (dropship) น้องเล่าว่าเครื่องสำอางค์นั้นมีกำไรมากถึง 50% ไม่ว่าจะเป็นแป้งพัพ เซรั่ม ล้วนขายดี

ต่อมา น้องก็หันมาสนใจสินค้าประเภทเครื่องรางของขลังเพื่อส่งเสริมโชคลาภในคนที่นับถือให้เพิ่มมากขึ้น สินค้าที่น้องเลือกขายคือ “ปี่เซียะ” ที่หมายถึง การส่งเสริมความเชื่อ เมื่อชีวิตมีปัญหา ไม่มีโชคลาภ ใครนำไปบูชาจะทำให้เกิดความมั่นใจในด้านนี้เพิ่มขึ้น (*หมายเหตุ* เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ)

จากปี่เซียะ ก็หันมาขาย “หมูทอง” ที่มีความหมายว่า ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ เฮงๆ ปังๆ มีกินมีใช้ จากนั้นก็ขาย “กังหัน” ซึ่งขายอยู่ในฮ่องกง

ช่วงต้นปี 2019 ถือว่าขายได้ดี ยอดขายค่อนข้างบูม คนนิยมซื้อ แต่ปรากฎว่า Facebook ไม่สนับสนุน และได้ปิดเพจต่างๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดูแล้วหลอกลวงประชาชน น้องจึงค่อยๆ เลิกขายเครื่องรางของขลังไป

วิธีการบริหารเงิน แยกประเภทให้ชัดเจน พยายามมองหาโอกาสในการขายสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ

น้องฝึกงานของเราแบ่งการใช้งินออกเป็นรายจ่าย เงินเก็บ รายได้ และเงินสำหรับลงทุน ในส่วนของรายจ่าย น้องบอกว่าจะเผื่อเงินไว้สำหรับเอนเตอร์เทนตัวเองบ้าง เพื่อไม่ให้การใช้จ่ายเงินของดูคร่ำเคร่งจนเกินไป

ในส่วนของเงินเก็บ น้องจะเก็บเงินไว้สำหรับเอาไว้สำรองเพื่อซื้อสินค้าไว้ขาย และเงินเก็บเพื่ออนาคต

ในส่วนของรายได้ น้องจะพยายามหารายได้หลายๆ ทาง เพื่อให้มีกระแสเงินสดไว้ 

ในขณะที่เงินลงทุน น้องนำเงินไปลงทุนในพอร์ตหุ้น 40% 

หลักในการใช้เงินของน้อง

น้องเล่าให้เราฟังว่า เวลาซื้อของ น้องจะใช้เงินสดซื้อทุกครั้ง น้องไม่ใช้บัตรเครดิตเพราะน้องกลัวการเป็นหนี้ เธอจะเก็บเงินจนครบตามจำนวนที่ต้องซื้อสินค้านั้นๆ เธอจึงค่อยตัดสินใจซื้อ

ปัญหาที่ชัดเจนในการหารายได้แบบที่เธอทำอยู่ คือปัญหาการยื่นกู้ หากต้องการใช้เงินด้วยการกู้เพื่อซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เธอไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีเอกสารรับรอง เนื่องจากเธอไม่ได้มีสลิปเงินเดือนประจำ แต่เป็นธุรกิจที่ทำไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเธอเอง

เธอบอกว่า ข้อคิดที่สำคัญในการใช้เงินของเธอก็คือ เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินให้เกินตัว สร้างตัวให้เร็ว สร้างอนาคตให้ตัวเองโดยไว ก็สามารถหาโอกาสให้ตัวเองในการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ ได้

เธอย้ำว่า คนเราไม่ควรสร้างหนี้เกินตัว จงประเมินตัวเองอยู่เสมอว่าถ้ามีหนี้ จะสามารถชำระหนี้นั้นๆ ได้หรือไม่ เธอบอกว่าถ้าเธอต้องซื้อรถยนต์ไว้ขับสักคัน คงจะไม่เหมาะสมสำหรับเธอตอนนี้ เพราะรายได้ไม่เสถียร มันไม่ใช่ก้อนเงินที่เธอได้เท่ากันเป็นประจำทุกๆ เดือน

ขณะเดียวกัน บ้านก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้ายังมีอาชีพที่ไม่มั่นคงมาก เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะต้องแบกรับภาระหนี้มากมายขนาดนั้น

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

10 ประเทศน่าอยู่ สำหรับคนอยากไปทำงานต่างแดน

เราก็เลยไปขุดข้อมูลมา ก็พบว่า รายงานนี้เขาเอามาจาก HSBC หรือ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited ซึ่งเป็นธนาคารที่มีชื่อเสียงและก่อตั้งขึ้นโดยมีฐานอยู่ในฮ่องกง ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 1865 ผ่านมาแล้ว 154 ปี ให้บริการผู้คนมาแล้วกว่า 39 ล้านราย จาก 66 ประเทศทั่วโลก

เขาสำรวจจากผู้ที่ย้ายถิ่นไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 22,318 ราย จาก 163 ประเทศและปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะย้ายถิ่นฐานก็ประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ เงินเดือนดี วัฒนธรรมการทำงานที่ดี มีความมั่นคงทางการงาน และเติมเต็มโอกาสให้ผู้คนที่ทำงาน

10 ประเทศที่น่าอยู่สำหรับคนที่อยากย้ายประเทศไปทำงานที่นู่นและติดอันดับในปี 2018 นั้น ประกอบไปด้วย

อันดับ 1 เยอรมนี เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 2

อันดับ 2 บาห์เรน เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 12

อันดับ 3 สหราชอาณาจักร เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 9

อันดับ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อันดับเท่าเดิมจากปีก่อน

อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์ ตกจากอันดับที่ 3 **ติดอันดับ Top 10 ประเทศที่มีค่าครองชีพสูง

อันดับ 6 สวีเดน อันดับเท่าเดิม

อันดับ 7 สิงคโปร์ ตกจากอันดับที่ 5 **ติดอันดับ Top 10 ประเทศที่มีค่าครองชีพสูง

อันดับ 8 สหรัฐอเมริกา เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 11

อันดับ 9 แคนาดา เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 10

อันดับ 10 ฮ่องกง เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 13 (**และยังเป็นประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ที่มีค่าครองชีพสูง)

ทั้งนี้ นาย John Goddard ซึ่งเป็น Head of HSBC Expat ก็ได้อธิบายถึงเหตุผลของการติดอันดับนั้น โดยยกมาเพียง 5 ประเทศแรก ดังนี้

1. ประเทศเยอรมนี ทำงานเพื่อจะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน

ประเทศนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมในการทำงานดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เขาแบ่งสัดส่วนของความมั่นคงทางหน้าที่การงานสูงถึง 73% ขณะที่สมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงานนั้นอยู่ที่ 71%

2. ประเทศบาห์เรน ดินแดนที่ทำให้คุณตระหนักถึงศักยภาพในการหารายได้

คนที่ไปทำงานที่นี่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอัตราการเติบโตของรายได้ที่พวกเขาได้ เติบโตอย่างรวดเร็วมากถึง 77% สมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตอยู่ที่ 73%

3. ประเทศสหราชอาณาจักร พื้นที่ที่จะทำให้ทักษะในการทำงานของคุณเติบโต

ประเทศนี้ผู้คนเห็นว่าทักษะพวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็วถึง 66% แม้จะมีสภาพการณ์ทางการเมืองที่ไม่สู้ดีนัก แต่สำหรับชาวต่างประเทศผู้ไปทำงานที่นี่เห็นว่า ก็ยังมีผลบวกมากกว่าผลลบ การเจริญเติบโตทางหน้าที่การงานก็อยู่ในอัตราที่สูงมากถึง 69%

4. ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ผลประโยชน์เฟื่องฟู

เป็นประเทศที่สามารถรักษาอันดับ 4 ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลประโยชน์หรือสวัสดิการที่ได้รับจากการทำงานที่นี่อยู่ในอัตราที่สูงถึง 95% ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเดินทางโดยเครื่องบิน

5. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

แม้จะตกอันดับจากปีที่แล้ว แต่ก็ยังดึงดูดผู้คนให้ไปทำงานอยู่ดี ประเทศนี้มีโอกาสที่ผู้คนจะทำรายได้เพิ่มขึ้นได้มากถึง 75% และยังมีความก้าวหน้าทางการงานสูงถึง 63%

ที่มา

HSBC
(1) https://bit.ly/2HLj83c
(2) https://bit.ly/2WmPYuu
(3) shorturl.at/psDFY
CNBC https://cnb.cx/2ABoAjI
MERCER https://bit.ly/2vjSofk

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save