8 วิธีที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชาญฉลาด

ถ้าพูดถึงการออมเงิน หลายคนคงนึกถึงการค่อยๆเก็บสะสมเงินตามจำนวนที่ตั้งใจไว้ใช่ไหมครับ ความจริงก็ใช่ครับ แต่มันยังมีขั้นตอนอื่นอีกมากมายเลยครับที่จะทำให้การออมเงินของเราบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

วิธีแรก เริ่มจากน้อยแล้วค่อยๆขยายเพิ่ม

คิดว่าการออมเงินคือต้องเก็บเงินจำนวนมากอย่างเดียวใช่ไหมครับ ลองเริ่มจากแบ่งเงินเพียง 5 % ของเงินเดือนไปเก็บออมดูครับ เริ่มจากเงินจำนวนน้อยก่อนแล้วค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องจำนวนเงินแต่เป็นการสร้างนิสัยออมเงินครับ เช่นหากคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท ให้แบ่งเงิน 5% หรือ 1,500 บาทจากเงินเดือนไปเก็บออมครับ

วิธีที่สอง ผ่อนหมดแล้วไม่เป็นไรผ่อนกับตัวเองต่อ

การสมมติว่าเป็นหนี้อาจมีประโยชน์นะครับ ถ้าคุณเพิ่งผ่อนรถยนต์หมดไป ลองผ่อนกับตัวเองต่อสิครับ เช่นถ้าคุณเคยผ่อนรถยนต์งวดละ 12,000 บาทต่อเดือน

แม้ว่าจะผ่อนจนครบกำหนดแล้วแทนที่จะเอาเงิน 12,000 บาทไปใช้จ่ายเฉยๆ ลองออมเงินจำนวนนั้นต่อทุกๆเดือนเหมือนการผ่อนรถยนต์ดูสิครับ รับรองว่าได้เงินออมเยอะแน่ๆ

วิธีที่สาม มองดูผลลัพธ์

ลองหมั่นตรวจสอบจำนวนเงินออมที่ทำได้ในแต่ละเดือนดูครับว่าใกล้ถึงเป้าหมายหรือยัง มันจะช่วยให้คุณมีกำลังใจในการเก็บเงินมากขึ้น และยังทำให้คุณมองเห็นปัญหาและช่องโหว่ในการเก็บเงินด้วยนะครับว่ายังมีทางไหนที่จะช่วยเก็บเงินได้มากขึ้นอีก

เช่น ถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อดาวน์บ้าน 5 แสนบาท คุณอาจจะยังขาดอีก 1 แสนบาท คุณจะรู้สึกว่าเป้าหมายของคุณอยู่ไม่ไกลแล้ว

วิธีที่สี่ ทำผิดเมื่อไรหยอดเหรียญลงกระปุกเลย

วิธีนี้ง่ายมากเลยครับ ลองหากระปุกออมสิน หรือขวดโหลมาตั้งไว้ในจุดที่เห็นได้ง่าย แล้วตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ

เช่น ฉันจะเลิกพูดคำหยาบ เมื่อไรที่คุณหลุดพูดหยาบคายคุณก็หักเงินตัวเองเสีย คำละ 10 บาท 20 บาท

ผมจะไม่ทานขนมหวานหรืออาหารขยะ ผมจะออกกำลังกายทุกวัน ถ้าเมื่อไรที่ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกับตัวเองไว้ ก็ให้หยอดเงินใส่กระปุกเลยครับ 20 หรือ 50 บาทก็ได้

ยิ่งถ้ามีเพื่อนมาเล่นด้วยกันยิ่งสนุกและเก็บเงินได้มากขึ้นนะครับ

วิธีที่ห้า เก่าของเราใหม่คนอื่น

เชื่อว่าหลายคนคงมีของใช้อะไรบางอย่างที่ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม โดยเฉพาะเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แทนที่จะเอาของพวกนั้นวางไว้เฉยๆ ลองเปลี่ยนเป็นเอาไปขายในเว็บไซต์ขายของมือสองดูสิครับ บางครั้งของเก่าของเราอาจกลายเป็นของใหม่ที่มีค่าสำหรับคนอื่นนะครับ

ทั้งนี้ผลวิจัยพบว่า คนยุคมิลเลนเนียลคือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปีพ.ศ. 2524-2543 มักจะมองหาเครื่องมือที่จะช่วยติดตาม ควบคุมค่าใช้จ่าย และเพิ่มการออม ดังนั้น อีกสามวิธีจึงเหมาะอย่างยิ่งกับคนยุคมิลเลนเนียล จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปชมกันเลยครับ

วิธีที่หก โอนเงินอัตโนมัติ

แอพพลิเคชันของหลายธนาคารมีฟังก์ชันโอนเงินอัตโนมัติ อย่าง K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย Bualuang mBanking ของธนาคารกรุงเทพ หรือ SCB Easy App ของธนาคารไทยพาณิชย์

ลองตั้งเวลาโอนเงินจากบัญชีเงินเดือนไปบัญชีสำหรับการออมโดยอัตโนมัติทุกเดือน นอกจากจะช่วยให้ออมเงินได้เป็นประจำแล้ว ยังช่วยลดความรู้สึกอยากใช้เงินเวลาเห็นจำนวนเงินในบัญชีเยอะๆด้วยนะครับ

วิธีที่เจ็ด ดาวน์โหลดแอพช่วยออมเงิน

คุณสามารถออมเงินได้ทุกที่ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันที่ช่วยในการออมเงินอย่าง Money Lover ซึ่งจะบันทึกรายรับ รายจ่าย และวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้

Weple Money ที่มีปฏิทินแสดงข้อมูลค่าใช้จ่ายและแสดงผลเป็นกราฟให้เห็นชัดเจน หรือจะเป็น Piggipo ที่จะช่วยจัดการการใช้บัตรเครดิตก็ได้ครับ

และวิธีสุดท้าย ลองใช้ธนาคารดิจิทัล

ธนาคารดิจิทัลก็เหมือนธนาคารทั่วไปนี่แหละครับ เพียงแต่ทำธุรกรรมทั้งหมดผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ต้นทุนของธนาคารจึงต่ำกว่าเลยให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าได้ บางธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.6% เลยนะครับ ในขณะที่ธนาคารทั่วไปให้อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ประมาณ 0.5% เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารดิจิทัลให้เลือกใช้หลายธนาคารเลยครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ 8 วิธีที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชาญฉลาด แต่อย่าลืมนะครับว่า 8 วิธีนี้จะไม่ได้ผลเลยถ้าคุณขาดวินัยและความอดทนที่จะทำมัน รับรองว่าถ้าคุณมีวินัยในการออม เป้าหมายของคุณจะไม่ใช่เรื่องยากเกินตัวเลยครับ

ที่มา

Bank of America

https://bit.ly/2k9VWiJ

https://bit.ly/2re1Kuf

https://bit.ly/2jQXAF5

gobear

https://bit.ly/2IGtfpd

TMRW

https://bit.ly/2RCYW5M

ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://bit.ly/1t8DOqB

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เปิดเทคนิคเปลี่ยนข้ออ้างไม่พร้อมออมเงินและลงทุน

Divid Bach นักเขียนหนังสือด้านการเงินชาวอเมริกัน ที่เป็นทั้งผู้ประกอบการและผู้ก่อตั้ง FinishRich.com เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจทางการเงินปล่อยออกหนังสือให้ความรู้เป็นซีรีย์ ได้รับการแปลแล้วทั่วโลก 19 ภาษา แนะนำเคล็ดลับที่จะทำให้คุณมีฐานะที่ดีขึ้นได้ง่ายๆ ดังนี้

เปย์ให้ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

Bach แนะนำให้ออมเงินให้ตัวเองก่อนเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ โดยให้เก็บมันไว้เป็นกองเงินสำหรับการใช้ฉุกเฉิน อาจจะตั้งชื่อบัญชีธนาคารนี้ว่า “บัญชีแห่งความฝัน” ไม่ว่าจะเอาไว้ซื้อรถ หรือซื้อบ้านก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ทั้งนั้น และนี่คือก้อนเงินที่เราสามารถเก็บออมเพื่อตัวเองได้

ประเด็นเรื่องตั้งชื่อให้บัญชีเงินฝากของคุณ เป็นเรื่องที่ผู้คนนิยมใช้กันมาก เขาบอกว่ามันช่วยให้เราเก็บออมเงินได้ดีขึ้นจริงๆ นะ

ตัวอย่างในการตั้งชื่อบัญชีเงินฝาก เช่น Uncle Sam หรือ “ลุงตู่” หมายถึง ภาษีที่เราต้องจ่าย ชื่อ “Honey Pot” หมายถึงกองเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน “Mosby Fund” ในที่นี้เขาหมายถึงชื่อหมาที่เขาเลี้ยง เป็นกองเงินที่เขาต้องเก็บเงินไว้ซื้อของเพื่อเอนเตอร์เทนสัตว์เลี้ยงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือของเล่น รวมถึงการผ่าตัดหรือการรับการรักษาทางการแพทย์ทั้งหลาย เป็นต้น

ผู้ก่อตั้งสถาบันจิตวิทยาทางการเงินและเป็นนักวางแผนทางการเงินระบุว่า การตั้งชื่อแบบนี้มันได้ผลจริงๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้เงินเพื่อตอบสนองอารมณ์ของตัวเองมากกว่าจะควักเงินจ่ายไปด้วยเหตุผลหรือมีความยับยั้งชั่งใจทางอารมณ์

ดังนั้น การตั้งชื่อบัญชีเช่น เพื่อการเกษียณฯ การออม พวกนี้ล้วนเป็นชื่อที่ให้ความรู้สึกธรรมดา หรือเฉยๆ มากกว่าจะสร้างแรงบันดาลใจหรือสร้างแรงกระตุ้นในการเก็บออมเงินมากขึ้น

การออมเงินควรเริ่มต้นด้วยเงินก้อนเล็กๆ ก่อน

อย่าเพิ่งเทหมดหน้าตักสำหรับการออมเงิน คุณไม่จำเป็นต้องตัดเงินก้อนใหญ่ไปออมทีเดียว แต่ใช้วิธีสร้างและสั่งสมให้มีความสม่ำเสมอขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องพฤติกรรม คุณอย่าไปคิดว่าเดี๋ยวรอพร้อมค่อยเริ่ม แต่ให้ใช้วิธี เริ่มเลย เริ่มทีละเล็กละน้อยและทำอย่างต่อเนื่อง

จ่ายชำระหนี้และค่าบิลแบบอัตโนมัติ

พยายามตั้งเวลาและวันที่ต้องจ่ายค่าบิลและค่าหนี้ทั้งหลายแหล่ในวันเดียวกัน หลังจากที่คุณได้รับเงินเดือน ก็หาทางชำระทันที พยายามหาทางชำระหนี้ให้เร็วและเคลียร์หนี้ให้ไวที่สุดเพื่อที่จะได้หมดภาระที่สร้างความกังวลทางจิตใจ จากนั้นคุณจะได้มุ่งมั่นออมเงินและจัดการทางการเงินต่อไป

เปลี่ยนความคิดเรื่องมีเงินไม่มากพอจะเก็บออมหรือลงทุน

เมื่อไรก็ตามที่ผู้คนพูดว่า ไม่มีเงินมากพอจะเก็บออม ไม่มีเงินมากพอจะลงทุน พวกเขาจะพูดได้บ่อยๆ เท่าที่ต้องการ เพราะเขาจะไม่ต้องมาใส่ใจว่าเงินของเขาจะไหลไปทางไหน

Bach กล่าวว่า บางที คุณอาจจะมีเงินเพียงพอนะ แต่คุณไม่อยากให้ความสำคัญกับมัน และปล่อยให้เรื่องเก็บออมเงินทองและการลงทุนเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ เขาบอกว่ามันอาจจะเป็น Latte Factor คือคุณอาจจะต้องลองเลิกดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มน้ำหวานทั้งหลายเพื่อเอาเงินตรงส่วนนี้ไปเก็บออม ก็น่าจะช่วยให้มีเงินเหลืออยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ที่มา

Forbes https://bit.ly/2IIiZ0P 
Grow https://bit.ly/2GuBsKE

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

Subaru จากความฝันที่อยากสร้างยานยนต์บินได้ !

กว่า 100 ปีที่ผ่านมา ตำนานของซูบารุได้กำเนิดขึ้นในโลกใบนี้

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่หน่วยวิจัยทางด้านการบินที่ชื่อว่า Aircraft Research Laboratory ภายใต้บริษัท Fuji Heavy Industries Ltd. เหล่านักวิจัยตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างยานยนต์ที่สามารถบินได้ และนั่นได้กลายเป็นการจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ของการเดินทางที่ยาวนาน

ในปี 1955 บริษัทซูบารุก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ จากห้องวิจัยที่โชติช่วงไปด้วยความฝันและแรงบันดาลใจ สู่บริษัทยานยนต์ที่พร้อมจะสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับวงการ จวบจนวันนี้ ซูบารุได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านการผลิตรถยนต์ระดับโลก

ซูบารุ คือ ชื่อภาษาญี่ปุ่นของกลุ่มดาวทั้ง 6 ดวงของ Pleiades

กลุ่มดาวที่คนไทยรู้จักในชื่อกลุ่มดาวลูกไก่สุกสว่าง และหากมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นเป็นสีอมน้ำเงิน คุณเคนจิ คิตะ ประธานคนแรกของซูบารุเป็นคนเลือกทั้งชื่อและตราสัญลักษณ์ของบริษัท Fuji Heavy Industries Ltd. ก็เกิดจากการรวมตัวของบริษัททั้ง 6 แห่งด้วยเช่นกัน! ซูบารุจึงกลายเป็นตราประทับหนึ่งในใจผู้บริโภคหลังจากวันนั้นเรื่อยมา

ซูบารุ ผ่านสมรภูมิของธุรกิจมาอย่างยาวนาน

จากวันเริ่มต้นนับหนึ่งในนามบริษัทซูบารุ ผ่านไป 3 ปี ซูบารุก็ได้ปล่อยรถยนต์ Subaru 360 รถยนต์รุ่นแรกออกสู่ท้องตลาด หลังจากนั้นไม่นาน บริษัทก็ได้เปิดตัว Subaru1000 รถยนต์ FWD รุ่นแรกที่มีการใส่นวัตกรรม SUBARU BOXER เทคโนโลยีที่เป็นเหมือนหัวใจของบริษัทลงไปด้วย

Oil Crisis ทำให้รถยนต์แบบประหยัดน้ำมันกลายเป็นที่นิยม

ช่วงปี 1973 กลุ่มประเทศอาหรับร่วมกันไม่ส่งออกน้ำมันให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รถยนต์ซูบารุที่ประหยัดน้ำมันจึงได้รับความนิยมอย่างได้รับลมใต้ปีก ยอดขายรถยนต์ของซูบารุ จึงเติบโตกว่า 200% ภายในเวลา 3 ปี 

ซูบารุ ยังคงเติบโตในวงการยานยนต์โลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ซูบารุ มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 4,214 ล้านเหรียญ เทียบเท่ากับแบรนด์รถยนต์มูลค่าอันดับสูงสุดที่ 16 ของโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัลด้านความปลอดภัยต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ในปี 2018 ซูบารุ ยังคว้ารางวัลสุดยอดรถประเภท Compact SUV ในตลาดสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ซูบารุ มีความเป็นญี่ปุ่นไหลเวียนอยู่ในองค์กร

หากจะพูดถึงลักษณะของความเป็นญี่ปุ่น เราคงจะนึกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำอะไรอย่างจริงจังและเต็มที่ เหมือนพ่อครัวที่ตื่นแต่ก่อนฟ้าสางไปเลือกปลาที่ตลาดในตอนเช้า เหมือนพนักงานใกล้รันเวย์ที่โบกมืออำลาตอนเราขึ้นเครื่องจากแดนอาทิตย์อุทัยมา ความเป็นญี่ปุ่นคือความละเอียดลออและจริงจังกับสิ่งที่รักถึงขีดสุด

ซูบารุ รักที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในการขับขี่สูงสุด

ซูบารุ เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่เริ่มต้นทำการตลาดในด้านรถยนต์นั่งโดยสารแบบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 1986 โดยได้ทำการรวมเครื่องยนต์สูบนอนพร้อมระบบเทอร์โบชาร์จทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD จนสร้างตำนานโด่งดังในหลากหลายสนามแข่งทั่วโลก และยังได้กลายเป็นผู้นำตลาดสำหรับรถสเตชันแวกอนสมรรถนะสูง ซูบารุมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน จนแบรนด์ซูบารุกลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก

Boxer Engine คือ หัวใจของซูบารุที่ไม่พูดถึงไม่ได้

Boxer Engine คือหนึ่งในเสาหลักเทคโนโลยีที่ใส่ลงในรถยนต์ซูบารุทุกคัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสมดุล ระบบหลักการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Boxer คือ ลูกสูบจะเคลื่อนที่แบบสวนทางกันในแนวระนาบ ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ลดแรงสั่นสะเทือน ทำให้การทรงตัวเหนือกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น 

ทั้งการมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำยังช่วยให้สามารถออกแบบให้รถยนต์มีความสูงใต้ท้องรถได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถกระจายน้ำหนักไปยังส่วนต่างๆ ได้ดี สร้างความปลอดภัยในการเดินทาง ซูบารุชูตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นรถยนต์ที่เหมาะกับทุกคนที่รักการขับขี่

Symmetrical AWD คือ ความสวยงามและเป็นอัตลักษณ์ของซูบารุ

หากถามว่าอะไรคือความแตกต่างของซูบารุจากแบรนด์อื่นในเชิงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม Symmetrical AWD คือหนึ่งในคำตอบนั้น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตรที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ได้สรรสร้างเอกลักษณ์ในการขับขี่ เพราะช่วยกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่อย่างเหมาะสม ทั้งยังสามารถส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า หรือ ล้อคู่หลัง ด้วยอัตราส่วนที่แตกต่าง ให้การยึดเกาะสูงสุดในทุกเส้นทาง

ซูบารุ คือ แบรนด์รถยนต์ที่สะท้อนตัวต้นของผู้ขับขี่อย่างชัดเจน

ด้วยการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่เน้นไปที่ความปลอดภัย เครื่องยนต์ Boxer, ระบบขับเคลื่อน SAWD ,โครงสร้าง Subaru Global Platform หรือ เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยล่าสุดอย่าง Eyesight ล้วนมีความโดดเด่นแลเป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับเป็นแบรนด์ที่ผ่านวิกฤตด้านต่างๆ จนได้รับความนิยมในระดับโลก ปัจจุบันแบรนด์ซูบารุจึงกลายเป็นตัวเลือกที่อยู่ในใจใครหลายคน ที่ไม่ตามแบบใครและต้องการสะท้อนตัวตนในแบบของตนเอง

จากความฝันที่จะสร้างยานยนต์ที่บินได้พาบริษัทมาไกลเกินกว่าใครจะคาดคิด

ใครจะเชื่อว่าจากห้องทดลองหนึ่งของบริษัทด้านอากาศยานที่ดึงนักวิจัยมาอยู่รวมกันเพราะตั้งโจทย์สุดประหลาดล้ำ จากวันนั้นจนวันนี้ ซูบารุ ผ่านการปลุกปั้น ขัดสี และขึ้นรูปด้วยความเป็นญี่ปุ่นที่ไหลเวียนอย่างเต็มเปี่ยมในการทำสิ่งที่รักถึงขีดสุด ความงามของความใส่ใจแสดงออกมาในรูปของความตั้งใจในทุกองค์ประกอบของเครื่องยนต์แต่ละชิ้น

Subaru เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งใครที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่

ใครที่ชอบกลิ่นอายของอิคิไก ความเนี๊ยบด้วยความรักและความใส่ใจสไตล์ญี่ปุ่น คุณลุงที่นวดแป้งจนนุ่มน่วม คุณป้าที่ต้มน้ำซุปจนถึงเช้า เพียงแต่ซูบารุไม่ใช่โมจิรสอร่อย ไม่ใช่ราเม็งรสกลมกล่อม แต่คือรถยนต์ที่จับต้องได้ ขับพาคนที่เรารักไปได้ถึงไหนต่อไหน ตอบสนองไลฟ์สไตล์และความปลอดภัยที่เป็นหัวใจที่บริษัทแห่งกลุ่มดาวลูกไก่ไม่เคยลืม

อิราไซมาเซ!

ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของยานยนต์ที่มีจุดกำเนิดมาจากความฝันที่ให้ล้อรถทั้งสี่ได้ไปไกลถึงเส้นขอบฟ้า

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

DREIT และการลงทุนครั้งใหม่กับหมู่เกาะมัลดีฟส์

การกระจายความเสี่ยงถือเป็นเรื่องสำคัญมากของการลงทุน

การออมเงินผ่านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ลงทุนมีความเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้เมื่อเวลาผ่านไปและในแต่ละปีผู้ลงทุนก็สามารถได้รับผลตอบแทนจากการนำอสังหาริมทรัพย์ไปจัดหาประโยชน์ในรูปของการให้เช่า แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยส่วนใหญ่มีข้อด้อยคือ 1. ต้องใช้เงินในจำนวนที่มาก 2. มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูง และ 3. ไม่มีตลาดรองในการซื้อขาย 

ในปัจจุบัน ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า โดยสามารถลงทุนผ่านการเข้าลงทุนในกองทุนรวม/กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุน มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมไม่สูง และสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 

สำหรับการลงทุนในกองทุนรวม/กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์มีจุดเด่นอย่างหนึ่ง คือ รายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุน/กองทรัสต์ได้รับค่อนข้างมีความแน่นอน ทำให้มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลได้อย่างความสม่ำเสมอและเป็นอัตราที่น่าสนใจเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตราสารหุ้นหรือตราสารหนี้ไม่เหมือนการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นรายตัวที่ผลตอบแทนแตกต่างกันได้มากตามลักษณะธุรกิจ

นอกจากนี้การกระจายความเสี่ยงก็เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับกองทุนรวม/กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผลตอบแทนค่อนข้างกระจุกตัวซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของกองทุนรวม/กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์และความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในกรณีที่ทรัพย์สินมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าประมาณกว่า การกระจายลงทุนในหลายทรัพย์สินจึงช่วยจะลดความเสี่ยงได้มาก

นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงเสมอ

การลงทุนในกองทุนรวม/กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ควรจะลงทุนกระจายในหลายกองทุน หรือหากจะเลือกกองทุนรวม/กองทรัสต์เพียงกองทุนรวม/กองทรัสต์เดียว นักลงทุนควรเลือกกองทุนรวม/กองทรัสต์ที่มีการกระจายการลงทุนออกไปในหลายทรัพย์ ยิ่งหากมีทรัพย์กระจายอยู่ในหลายประเทศจะเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงลงเนื่องจากจะลดการพึ่งพิงของทรัพย์สินใดทรัพย์สินหนึ่งและยังกระจายความเสี่ยงในเชิงทำเลอีกด้วย แถมผลตอบแทนก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น DREIT และการกระจายการลงทุนครั้งใหม่

DREIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (Dusit Thani Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust) คือ ทรัสต์ที่ระดมทุนจากนักลงทุนไปลงทุนในทรัพย์ประเภทโรงแรมในเครือดุสิตธานีในทำเลที่หลากหลาย โดยในปัจจุบันมีโครงการที่สำคัญอยู่ 3 โครงการใน 3 ทำเล ได้แก่

1) โครงการโรงแรมดุสิตธานี ภูเก็ต

2) โครงการโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน

3) โครงการโรงแรมดุสิตดีทู เชียงใหม่

สังเกตว่าโครงการที่มีอยู่ในมือของ DREIT ค่อนข้างจะมีการกระจายความเสี่ยงเชิงทำเลได้ดีมาก ทั้งภูเก็ต หัวหิน และเชียงใหม่ แต่ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า ทำเลทั้งหมดทั้งสามแห่งของ DREIT ก็ยังคงจำเพาะอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น หากมองความเสี่ยงเชิงประเทศ DREIT ก็ยังจำเป็นจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงออกไปที่ทรัพย์ในประเทศอื่นเพิ่มเติม DREIT จึงมีการตัดสินใจเพิ่มการลงทุนครั้งใหม่ โดยทำเลที่เลือกมาก็เป็นสุดยอดทำเลด้านการท่องเที่ยวของโลกใบนี้ นั่นก็คือ หมู่เกาะมัลดีฟส์ ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง

DREIT จะเข้าลงทุนในโครงการโรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์

โรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ คือ โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ตั้งอยู่บนเกาะ Mudhdhoo หมู่เกาะ Baa Atoll สาธารณรัฐมัลดีฟส์ บนพื้นที่เช่าขนาดประมาณ 116 ไร่ โรงแรมเป็นรีสอร์ทประเภทบ้านพักตากอากาศ (Villa) จำนวน 95 หลัง จะไปโดยเรือเดินทะเลก็ได้ หรือจะโดยสารเครื่องบินต่อเรือเร็วก็ได้เช่นกัน 

ภายในโรงแรมมีกิจกรรมสำหรับวันพักผ่อนบนมัลดีฟส์อย่างครบครัน นอกจากนี้หมู่เกาะดังกล่าวมีความพิเศษในเรื่องของทำเลที่ตั้งเนื่องจากเป็นเขตที่มีแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรอินเดีย และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ได้รับการยกให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑลยูเนสโก (UNESCO Biosphere Reserve) จึงเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ชื่นชอบการดำน้ำจากทั่วโลกอีกด้วย 

DREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งแรกโดยวิธีทางอ้อม

โดย DREIT จะเข้าซื้อหุ้นในบริษัท DMS2 จาก DTPP และ MBK ในสัดส่วนร้อยละ 100 และให้ DMS2 กู้เงินเพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์ (สิทธิ์การเช่าที่ดิน 40 ปี และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดบนที่ดิน) ต่อจาก DMS โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมไม่เกิน 2,385,600,000 บาท หรือเทียบเท่ากับประมาณ 74,550,000 เหรียญสหรัฐที่อัตราแลกเปลี่ยน 32.00 บาทต่อเหรียญ

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ DMS ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว

จากงบการเงินปี 2558 – 2561 ของ DMS พบว่ารายได้รวมและกำไรสุทธิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าค่าห้องพักเฉลี่ยต่อห้องจะลดลงบ้าง แต่ก็ชดเชยด้วยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้รายได้รวมและความสามารถในการทำกำไรเติบโตในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2561 ที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงมาก ดันให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นมากจากระดับ 15% พุ่งไปถึง 18% กว่า

หากมองในมุมการประเมินมูลค่าของการเข้าซื้อทรัพย์

DREIT เข้าซื้อสินทรัพย์ในสัดส่วนร้อยละ 100 หรือเทียบเท่ากับการจ่ายเงิน 74.55 ล้านเหรียญเพื่อให้ได้รับกำไรก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ที่ปรับปรุงด้วยภาระค่าเช่าจ่ายแล้วที่ 9.8 ล้านเหรียญ เมื่อคิดเป็นผลตอบแทนจากทรัพย์สิน (Asset Yield) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 13.14 หรือถ้าจะไม่คิดเรื่องค่าเช่าที่ดินจากรัฐบาลสาธารณมัลดีฟส์ Asset Yield ก็อยู่ที่ 11.80 โดยประมาณ

หลังเพิ่มทุนแล้ว มัลดีฟส์จะกลายมาเป็นสัดส่วนสำคัญของ DREIT

จากโครงการโรงแรมที่ภูเก็ต หัวหิน และเชียงใหม่ ที่มีความสำคัญต่อกองทรัสต์ ตามลำดับ โครงการโรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ จะขึ้นมากินสัดส่วน EBITDA ต่อภาพรวมสูงที่สุดของกอง โดยจะกินน้ำหนักประมาณ 57.58% ซึ่งถ้าเทียบระหว่างรายได้แบ่งตามประเทศแล้ว DREIT จะมีรายได้จากทรัพย์ในไทยต่อทรัพย์ต่างประเทศ ประมาณร้อยละ 42.42 : 57.58 ได้

หากสนใจลงทุนในโรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ไปกับ DREIT จะทำอย่างไรได้บ้าง

ตอนนี้ DREIT กำลังจะเปิดระดมทุนครั้งใหม่ในจำนวนไม่เกิน 365,000,000 หน่วย โดยแบ่งออกเป็นการเสนอขายแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิม (Right Offering ; RO) ก่อนและจึงนำส่วนที่เหลือเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (Public Offering ; PO)

ผู้สนใจซื้อ DREIT สามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ CIMB THAI Care Center โทร. 02 626 7777 

คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ทั้งนี้ ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2562 แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนสำหรับการเสนอขายหลักทรัพย์ยังไม่มีผลใช้บังคับ

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่สรุปข้อมูลการระดมทุนเพื่อให้นักลงทุนที่สนใจง่ายต่อการศึกษาเท่านั้น หากสนใจลงทุน อย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ถอดวิธีคิดคนเกษียณเร็ว สุขภาพดี เงินมี เพื่อนไม่หาย

ตัวอย่างของคนที่เกษียณไดัเร็วแบบเคสทำได้และเคยทำสำเร็จ เรียกชื่อย่อๆ ว่า FIRE ที่มาจาก financial independence, retire early ประมาณว่ามีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณให้เร็ว

เขามีวิธีคิดระหว่างทางในการทำแผนเกษียณให้สำเร็จ เป็นยังไงมาดูกัน

ข้อแรก สนุกกับมัน

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ นอกจากคุณจะตั้งเป้าหมายว่าคุณจะเกษียณตอนไหน จะอายุยืนถึงเมื่อไร จะใช้เงินหลังเกษียณเท่าไรแล้ว คุณต้องไม่ลืมสนุกกับการใช้ชีวิตด้วย

1. คุณจะเกษียณหรือเลิกทำงานได้ตอนไหน อายุเท่าไร

(สมมติ ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี คุณต้องการเกษียณตอนอายุ 55 หมายความว่าคุณมีเวลาทำงานหาเงินอีก 30 ปี)

2. คิดว่าคุณจะมีอายุยืนถึงเมื่อไร

(สมมติว่าคุณคาดว่าคุณจะมีอายุยืนยาวถึง 80 ปี หมายความว่าหลังเกษียณ คุณจะต้องมีเงินใช้พอให้ถึงอายุที่กำหนดนะครับ ถ้าตายก่อนวัยอันควร แล้วเงินหมด ก็ไม่ทรมาน

แต่ถ้าคุณอยู่ถึง 80 ปีหรืออยู่เกิน 80 ปีแล้วเงินหมดเสียก่อน ชีวิตมีปัญหาแน่ๆ ครับ เหมือนเงินหมดแล้ว แต่ยังไม่ตาย แถมยังหาเพิ่มไม่ได้อีก ยุ่งเลย)

3. ต้องคำนวณว่าใช้เงินหลังเกษียณเท่าไร

(สมมติว่าคุณใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท)

คุณก็เอาจำนวนเงินที่ต้องใช้แต่ละเดือนคือ 30,000 บาท x 12 เดือน = 360,000 บาท ต่อปี

จากนั้นเอาจำนวนเงินที่ใช้รายปี 360,000 x 25 ปี (อายุเกษียณจนสิ้นอายุขัย) = 9,000,000 บาท

**อย่าลืมบวกอัตราเงินเฟ้ออีก 4% นะครับ**

และนี่คือยอดเงินที่คุณต้องมี และต้องหานับตั้งแต่ที่วางแผนจนถึงวันที่เกษียณเพื่อให้มีเงินพอใช้ในช่วงเกษียณไปแล้ว

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สนุกกับมันครับ คนที่ประสบความสำเร็จจากการเกษียณไว เขาก็บอกว่า อย่าลืมที่จะสนุกไปกับมัน

หลายคนทำงานอย่างบ้าคลั่ง สะสมเงิน และทำแต่งานอย่างคร่ำเคร่ง จนต้องเบียดเบียนเวลาในอนาคตคือป่วยเสียก่อนบ้าง หรือไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเลย

สิ่งที่คุณต้องจำและทำให้ได้ระหว่างที่เดินไปตามแผนเกษียณก็คือ อย่าลืมใช้ชีวิตให้สมดุลนะครับ มีเงินเหลือใช้ยามเกษียณ แต่ป่วยกระเสาะกระแสะ ไม่เหลือเพื่อนหรือครอบครัวให้อยู่ด้วยแล้ว อันนี้ก็สุดโต่งไปครับ

ข้อสอง เรียนรู้เรื่องการออมเงินและการลงทุน

ข้อนี้เขาบอกว่า ไม่ว่าคุณจะมาจากครอบครัวที่มีความรู้เรื่องการจัดการทางการเงินหรือการลงทุนหรือไม่ แต่เมื่อมันเป็นชีวิตของคุณแล้ว คุณต้องเรียนรู้ หาทางจากมัน เริ่มก่อน เจ็บก่อน ล้มเหลวก่อน ประสบความสำเร็จก่อนครับ

ข้อสาม อย่าปล่อยให้คนที่เกลียดชังคุณทำให้คุณล้มเหลว

เขาบอกว่า หลายๆ ครั้งเราปล่อยให้พวกความคิดเห็นของคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างเราเนี่ย ไม่ว่าจะครอบครัว พี่น้อง ญาติมิตร หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานมาครอบความคิดคุณ จนมันทำให้คุณเกิดอาการล่มสลายทางจิตใจไปด้วย

ทางที่ดีคือ เขาบอกอย่าปล่อยให้พวกนี้มามีอิทธิพลกับชีวิตจิตใจคุณ มันเป็นชีวิตของคุณน่ะ เลี่ยงได้เลี่ยง เราต้องผจญมลพิษในชีวิตเยอะแล้ว อย่าเอาชีวิตไปจมปลักกับมลพิษทางจิตใจและอารมณ์เลยครับ เสียเวลาชีวิต

ข้อสี่ จงให้เวลากับสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้

เขาบอกว่า คุณต้องกางแผนออกมาให้ละเอียดเลย ชีวิตคุณกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ คุณมีแผนอะไรในการใช้ชีวิตบ้าง แผนการเกษียณ แผนซื้อบ้าน แผนซื้อรถ แผนย้ายที่อยู่ใหม่ แผนสร้างครอบครัว ฯลฯ

เหล่านี้ คุณต้องเห็นภาพให้ชัด เอาให้รู้ไปเลยว่าชีวิตคุณต้องแบ่งไปทำอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นคุณจะไม่รู้ว่าวันๆ ของคุณหมดเปลืองเวลาหรือเงินหรือความเครียดไปกับอะไรบ้าง การทำให้ตัวเองรู้ว่าตัวเองมีแผนอะไร ทำอะไร เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น

ข้อห้า โอบกอดบทสนทนา

เขาบอกว่า คุณมีแผนจะเกษียณหรือแผนในชีวิตอย่างไรบ้าง คุณก็ควรหาทางแลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนรัก คนใกล้ชิด หรือแม้แต่เพื่อนสนิท เผื่อแผนที่คุณจะเกษียณมันจะย่นระยะเวลาเร็วขึ้น

หรือหากคนที่ต้องเกี่ยวข้องในชีวิตเขามีแผนคนละแบบกับคุณ แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็จำเป็นต้องแชร์ ก่อนที่ผู้คนจะหล่นหายไปจากชีวิตจนเหลือแต่เงินกับโรคที่ไม่มีคนดูแลนะครับ

คนไทยมีอายุเฉลี่ยตามรายงาน “ภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย” ในปี 2557 เขาก็พบว่า อายุเฉลี่ยของคนไทย โดยเพศชาย เฉลี่ยอยู่ที่ 71 ปี และเพศหญิงอยู่ที่ 78 ปี

ขณะที่อายุเฉลี่ยที่ประชากรมีสุขภาพดีนั้น เพศชายอยู่ที่ 68.5 ปี ขณะที่เพศหญิงอยู่ที่ 74.2 ปี

ถ้าพิจารณาจากการตายจำแนกตามโรคของประชากรไทยพบว่า ในเพศชายนั้น ถ้า 5 อันดับแรก คือโรคหลอดเลือดสมอง 11.1% โรคหัวใจขาดเลือด 7.8% อุบัติเหตุทางถนน 7.4% โรคมะเร็งตับ 6.5% และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 6.0%

ขณะที่เพศหญิงนั้น โรคแตกต่างกับผู้ชายพอสมควรครับ โรคหลอดเลือดสมอง 14.6% โรคเบาหวาน 8.8% โรคหัวใจขาดเลือด 8.8% โรคไตอักเสบและไตพิการ 4.0% และโรคมะเร็งตับ 3.7%

ข้อมูลข้างต้นที่กล่าวมาเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่เป็นใน 5 อันดับแรกทั้งเพศชายและหญิงนะครับ แต่ถ้าหากไปดูการตายก่อนวัยอันควร ในปี 2557 ที่ผ่านมา พบว่า เพศชายตายก่อนวัยอันควร 6.2 ล้านรายนะครับ ด้วยอุบัติเหตุ 20% โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด 17%

ขณะที่เพศหญิงนั้น ตายก่อนวัยอันควรอยู่ที่ 3.9 ล้านราย ด้วยโรคมะเร็ง 23% โรคหัวใจและหลอดเลือด 20% อุบัติเหตุ 9% และเบาหวาน 8%

ที่เราพูดถึงโรคที่เป็นกันเยอะติดห้าอันดับสูงสุดและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก็เพื่อจะบอกว่า ถ้าคุณเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเหล่านี้

ไม่ว่าจะด้วยการใช้ชีวิตของคุณเอง การกิน การอยู่ หรือแม้แต่โรคที่มาจากกรรมพันธ์ฺ ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกันให้มากขึ้นนะครับ สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

ที่มา

Money

http://money.com/…/5…/5-key-lessons-on-how-to-retire-young/…

Digital Object Library

https://dol.thaihealth.or.th/…/2b73be3a-d98b-e711-80e3-0015…

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

กองทุนฉุกเฉินสำหรับครอบครัว ทำไมจึงสำคัญและจำเป็น ?

คุณไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องคำนึงอยู่เสมอคือป้องกันครับ ป้องกันหรือระวังไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เรามาดูกันดีกว่า 6 ขั้นตอนทำยังไงให้มีกองทุนฉุกเฉินกับเขาเสียที

ข้อแรก ทำมันทุกวัน

คีย์เวิร์ดของกระบวนการนี้ก็คือ คุณต้องทำมันอย่างสม่ำสมอ จงตั้งเป้าหมาย กำหนดตัวเลขของกองเงินให้มันชัดเจนไปเลย เช่น คุณจะเก็บเงินเพื่อตั้งกองทุนฉุกเฉินสำหรับครอบครัว หรือกองทุนสำรองเผื่อตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

เช่น คุณจะเก็บออมเงิน กันมันไว้ในส่วนนี้อย่างน้อยเดือนละ 1,500 บาทบ้าง หรือเดือนละ 3,000 บ้าง หรือถ้ารู้สึกก้อนเงินมันใหญ่ไป คุณอาจจะต้องหลอกตัวเองเสียหน่อยว่า คุณจะเก็บเงินไว้วันละ 100 บาทละกัน

เรื่องความรู้สึกนี่สำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะในด้านการเงิน ก็ในเมื่อเขาวิเคราะห์กันมาแล้วว่า การเงินของคนส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม นิสัย ไม่ใช่ความรู้เป็นหลัก คุณก็ควรจะหลอกความรู้สึกตัวเองสักหน่อย เพื่อจะทำให้คุณมีความสามารถในการเก็บออมได้ เพราะมันออมวันละ 100 บาทเอง หากคุณรู้สึกว่าคุณเก็บเงินในจำนวนก้อนใหญ่เกินไป

สุดท้ายคุณจะรู้สึกเสียดายที่จะเก็บออม แม้ว่ามันจะเป็นไปเพื่อตัวคุณเองในอนาคตก็ตาม แล้วในที่สุดคุณจะห้ามใจให้ถอนเงินนั้นออกมาใช้ไม่ได้ และมันก็จบลงด้วยการที่คุณไม่มีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินอีกตามเคย

ข้อสอง เก็บบางอย่างไว้ ตัดบางอย่างทิ้ง

อย่างที่เราแนะนำมาตลอด ค่าใช้จ่ายอะไรจำเป็นก็จ่ายไป อะไรที่สิ้นเปลืองก็จงตัดทิ้ง เราเสียค่าเดินทางเพราะค่าน้ำมันรถมามากเท่าไรแล้ว เป็นไปได้ไหมที่คุณจะลองปรับพฤติกรรมหันมาใช้รถหรือเดินทางโดยบริการสาธารณะบ้าง ขนส่งมวลชนบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า รถวินมอเตอร์ไซค์ที่มันทำให้คุณประหยัดจากค่าน้ำมันรถน่ะ อย่างน้อยสลับใช้ดูจะดีไหม เช่น จันทร์ พุธ ศุกร์ ขับรถไปทำงาน อังคาร พฤหัสบดี ใช้บริการสาธารณะเอา มันช่วยขึ้นได้เยอะนะ ลองดูสิครับ

ข้อสาม ทำให้มันง่ายเข้าไว้

จงทำให้แผนการเก็บออมเงินเพื่อสำรองฉุกเฉิน เป็นเรื่องง่าย ทำให้มันสม่ำเสมอ มันเป็นเรื่องการหวังผลระยะยาว อย่า อย่าหวังผลสั้น

คุณควรเก็บออมเงินส่วนนี้แบบลืมไปเลยครับ ว่ามีกองเงินตรงนี้อยู่ มันช่วยชีวิตคุณได้นะ เวลาที่คุณต้องเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินและหันหน้าพึ่งใครไม่ได้น่ะ

ข้อสี่ อย่าไปคิดว่าหนี้สำคัญกว่าการเก็บออมเงินเพื่อการฉุกเฉิน

บางคนอาจจะคิดว่าหนี้เป็นภาระก้อนใหญ่ ชำระก่อน หมดหนี้แล้วค่อยเก็บออม คุณอย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่คุณไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ มันไม่ได้เลือกได้นี่ครับว่าอุบัติเหตุในชีวิตมันจะต้องเกิดขึ้นตอนคุณใช้หนี้หมดเท่านั้น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ทำไปพร้อมๆ กัน หนี้ก็ต้องชำระ เงินออมเผื่อฉุกเฉินก็ต้องกันสำรองไว้

ทำเล็กทำน้อย มีน้อยเก็บน้อย ทำไปเถอะครับ ค่อยๆ เก็บ เวลาเข้าตาจน ไอ้ก้อนเงินจำนวนเล็กน้อยนี่แหละเป็นตัวช่วยดีๆ ให้คนหลุดพ้นภาวะวิกฤตมามากละ เหมือนเวลาคุณไปเจอเงินที่คุณซ่อนเก็บไว้นานแล้วน่ะ คุณรู้สึกดีใจขนาดไหนเวลาที่คุณเงินหมดพอดี

ข้อห้า แยกบัญชีเงินฝาก

อย่าปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีธนาคารเงินฝากเพื่อการฉุกเฉินยั่วใจคุณครับ ไม่งั้นคุณจะหาเรื่องถอนมันออกมาใช้อยู่นั่นแหละ เอาบัญชีธนาคารไปฝากแม่ ฝากครอบครัว ฝากคนที่คุณรัก ฝากลืมไปเลย พยายามหาทางฝากให้มันง่ายๆ แต่ถอนออกยากๆ หน่อย

ข้อหก จงควบคุมตัวเองทำตามแผนให้สำเร็จ

ข้อนี้สำคัญมาก เก็บออมเงินเข้าไป จนกว่ามันจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายในชีวิตทั้งหมดอย่างน้อย 3-6 เดือน แล้วชีวิตคุณจะร่มเย็นขึ้น เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไม่คาดฝัน

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ ใครมีวิธีการอื่น แชร์ไอเดียมาได้เลย

ที่มา

Bank of America

https://bettermoneyhabits.bankofamerica.com/…/emergency-fun…

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

กฎเหล็ก 10 ข้อ อยู่กรุงเทพฯ ได้เดือนละ 4,000 บาท

เราสามารถแบ่งคุณสมบัติที่จะทำให้คุณสามารถอยู่กรุงเทพฯ ได้อย่างสบายๆ แม้มีเงินหรือรายได้แค่เพียง 4,000 บาทต่อเดือน โดยแบ่งระดับคุณสมบัติออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้

ระดับแรก เริ่มจากตัวเราเองก่อน

“ทุนที่เรามี นิสัยที่เราเป็น” น้องฝึกงานเล่าให้เราฟังว่า เธอมีรายได้อยู่ที่ 4,000 บาทต่อเดือน รายได้หลักของเธอมาจากพ่อแม่ของเธอ เธอสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบากเลย เพราะเธอมีกฎทองอยู่ 10 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ไม่ใช้เครื่องสำอาง

น้องฝึกงานของเราเป็นผู้หญิงครับ เธอเป็นนักศึกษาปี 4 เธอบอกว่าเธอไม่ชอบแต่งหน้า และเธอไม่ค่อยแต่งหน้า ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของเธอทั้งหลายแหล่ จึงไม่ได้หมดไปกับเครื่องสำอาง

2. ไม่ช่างแต่งตัว

น้องฝึกงานเธอบอกว่า เธอมีชุดเสื้อผ้าอะไรอยู่ เธอก็แต่งมาฝึกงานแค่เพียงเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะซื้อใหม่ ไม่ได้สนใจที่จะตามกระแสแฟชั่นแบบคนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่แม่เธอก็เลือกหาซื้อชุดเสื้อผ้ามาเองด้วย แม่ไม่ได้ซื้อให้บ่อย เธอใส่และใช้เสื้อผ้าเท่าที่เธอมี

3. กินแต่พออิ่ม ไม่กินขนมจุกจิก

น้องฝึกงานบอกเราว่า เธอกินแค่พออิ่มเท่านั้น หลายคนที่ทำงานออฟฟิศมักจะออกไปหาอาหารหรือขนมทานระหว่างวันตลอดเวลา แต่สำหรับเธอ เธอทานแค่อาหารและขนมแค่มื้อหลักๆ เท่านั้น จึงทำให้ไม่ต้องหมดเปลืองเงินกับส่วนนี้มาก

4. มีบ้านเป็นของตัวเอง

โชคดีสำหรับคนกรุงเทพฯ และคนส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องอาศัยเช่าบ้าน เช่าที่พัก เช่าอพาร์ทเมนท์ ทำให้เธอไม่ต้องแบกรับภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นยังไม่ต้องเสียค่าผ่อนชำระอีกด้วย เพราะมีบ้านเป็นของตัวเอง

5. เก็บออมสม่ำเสมอ

น้องฝึกงานบอกเราว่า เธอชอบที่จะเก็บออมสม่ำเสมอ หลายครั้งที่เธอหางานพิเศษทำ เป็นงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียน เธอเก็บออมเงินเหล่านั้นทุกครั้ง คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของเธอก็ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงที่เธอหาบวกกับเงินที่เธอเก็บออมมาอย่างยาวนาน เธอบอกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นภาระพ่อแม่ที่ต้องมาจ่ายชำระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้

6. ไม่เป็นหนี้

เธอเคยพยายามเขียนบทความเกี่ยวกับการเป็นหนี้ ปรากฏว่าเธอทำออกมาได้ไม่ดีอย่างที่เธอคิดนัก ส่วนหนึ่งเธอบอกว่า เธอไม่เคยเป็นหนี้ใคร มีแต่เพื่อนๆ มายืมเงินเธอ เธอเคยเป็นแต่เจ้าหนี้และไม่เคยเป็นลูกหนี้ เธอเลยไม่เข้าใจว่าความรู้สึกของลูกหนี้เป็นยังไง

7. กินข้าวครบสามมื้ออย่างประหยัด

น้องฝึกงานเลือกทานอาหารในราคาประหยัดแค่เพียงพออิ่ม เช่น อาหารเช้าคือหมูทอดกับข้าวเหนียวในราคา 20 บาท ค่าอาหารกลางวันอยู่ที่ 40 บาท และขนมหวานที่เธอชอบ เช่น ไอศกรีม ขนมหวานทั้งหลายอยู่ที่ 40 บาทต่อครั้ง จากนั้น อาหารเย็นเธอไม่จำเป็นต้องจ่าย เพราะเธอหิ้วท้องกลับไปทานกับครอบครัว

ระดับที่สอง สังคมที่เราอยู่ หรือ เพื่อนๆที่แวดล้อมเรา

8. ไม่ชอบปาร์ตี้

น้องฝึกงานบอกเราว่าเธอไม่ชอบปาร์ตี้ที่ไหน ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการไปกินดื่มยามค่ำคืน หรือกินเลี้ยงสารพัดหัวข้อที่จะอยากกินนั้น (เช่น ปาร์ตี้เนื่องในโอกาสอยากกิน รับน้อง หรือทำรายงานเสร็จ ฯลฯ) ไม่เคยได้กินเงินเธอเลย แถมเพื่อนๆ ก็ไม่เคยชวนเธอไปเสียเงินเพื่อปาร์ตี้เสียด้วย

9. ไม่มีภาษีสังคม

อาจจะเป็นเพราะน้องยังไม่มีสังคมกว้างขวาง ประเภทต้องไปงานบวช งานแต่งแบบคนทำงานทั่วไป ทำให้เธอไม่เคยต้องเสียภาษีสังคมเหล่านี้เลย

ระดับที่สาม งานที่เราเลือกทำ

10. เลือกทำงานใกล้บ้าน

น้องฝึกงานเลือกฝึกงานในสถานที่ทำงานที่อยู่ใกล้บ้าน นอกจากเธอจะได้ความรู้ระหว่างทำงานในช่วงฝึกงานแล้ว เธอยังเสียค่าเดินทางขณะไป – กลับสถานที่พักของเธอไม่แพงมาก เธอเสียค่าเดินทางด้วยรถกระป๊อ เพียง 7 บาทต่อเที่ยวเท่านั้น

สรุปแล้ว ค่าใช้จ่ายประจำวัน จันทร์ – ศุกร์ ที่เธอต้องจ่ายมีดังนี้

ค่าอาหาร 20+40+40 = 100 บาท 1 วัน (5 วัน = 500 บาท / สัปดาห์)
ค่าอาหาร 4 สัปดาห์ = 500 * 4 = 2,000 บาท : 1 เดือน

ค่าเดินทาง 14 บาท 1 วัน (14*5 = 70 บาท / สัปดาห์)
ค่าเดินทาง 4 สัปดาห์ = 70 * 4 = 280 บาท : 1 เดือน

รายได้ 4,000 บาท หักค่าใช้จ่ายประจำวัน 1 เดือน = 2,280 บาท
4,000 – 2,280 = 1,720 บาท เหลือไว้เก็บออมเผื่อไปลงทุนได้อีก

Based On TrueStory ข้อมูลจริงจากน้องนักศึกษาฝึกงานของเราเอง น้องชื่อออม ออมเงินเก่ง สมแล้วที่อยู่ aomMONEY

ภารกิจทดลองใช้ชีวิตด้วยการกำหนดงบประมาณการกิน ด้วยเงิน 4,000 บาทต่อเดือน
เป็นไปได้มั้ย?!!

หลังจากที่เราสัมภาษณ์น้องฝึกงานไป แล้วพบว่าเธอมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีกฎเหล็ก 10 ข้อที่ทำให้เธออาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ด้วยเงินเพียง 4,000 บาท จากนั้น เราจึงนำมาทดลองใช้ชีวิตแบบเดียวกับเธอ โดยภารกิจนี้มีผู้ร่วมทดลองเป็นน้องฝึกงานรวมพี่เลี้ยงด้วย รวมทั้งหมด 8 คนครับ

ผลการทดลองพบว่า การใช้ชีวิตด้วยการกำหนดงบประมาณการกิน ดื่ม อย่างเดียว (ไม่รวมค่าเดินทางและค่าเอนเตอร์เทนตัวเองอื่นๆ นะครับ) เราตั้งเป้าหมายงบประมาณด้านการกินไว้ที่ 4,000 บาทต่อเดือน ผู้ร่วมภารกิจ 8 คน ผลลัพทธ์ที่ได้คือ สำเร็จ 7 คน ไม่สำเร็จ 1 คนครับ

สาเหตุที่เราเลือกจำกัดงบประมาณการกิน-ดื่ม ก็เพราะว่าค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ ถูกแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักๆ เลย คือ การกิน การอยู่อาศัย และการเดินทาง

ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จและล้มเหลวจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

1. คุณต้องมีบ้าน

ที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จริงๆ แบบที่ไม่ต้องเสียเงินค่าที่พักรายเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่พัก หรือค่าน้ำค่าไฟก็ตาม

2. คุณต้องเป็นคนติดบ้านและรักครอบครัวมากๆ

ทำงานหรือเรียนเสร็จก็กลับบ้านเลย ไม่ได้มีกิจกรรมปาร์ตี้ที่ไหนต่อ

3. คุณต้องเป็นคนเก็บตัว หรือมีเพื่อนที่ไม่ชอบปาร์ตี้สังสรรค์เหมือนๆ กัน

เพราะเพื่อนคุณจะไม่ชวนคุณไปหาอะไรทานหลังเลิกเรียนหรือทำงานเสร็จ แน่นอน คนวัยทำงานหมดสิทธิ โดยเฉพาะคนที่มีเพื่อนหลากสังคม หลายกลุ่ม เดี๋ยวเพื่อนคุณจะชวนฉลอง สังสรรค์ บ้างก็ชวนไปคลายเครียดด้วยการทาน รวมถึงปรึกษาหารือหลากประเด็น

4. คุณต้องมีช่วงเวลาปิดเทอมด้วย

(นั่นหมายความว่า คนวัยทำงานนี่น่าจะหมดสิทธินะครับ) น้องๆ ฝึกงานเล่าว่า ถ้าเปิดเทอมน่าจะใช้เงินมากกว่านี้ แต่ช่วงที่ร่วมภารกิจเป็นช่วงปิดเทอม วันๆ ก็เดินทางมาฝึกงานที่ออฟฟิศและก็กลับบ้าน ไม่ได้เจอเพื่อน จึงไม่มีเพื่อนๆ ชวนกันกิน แน่นอน พวกน้องๆ ก็จะทานข้าวมาจากที่บ้านบ้าง เอาข้าวจากที่บ้านมาทานกลางวันบ้าง และกลับไปทานข้าวเย็นที่บ้าน (แค่นี้ 4,000 บาทต่อเดือน เอาอยู่แน่นอน)

5. กำลังใจ ข้อนี้สำคัญมาก

การมีเพื่อนร่วมทดลอง ร่วมเกมท้าทายความสามารถในการรักษาเป้าหมายและทำให้มันสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ โดยเฉพาะเป้าหมายที่เหลือเชื่อขนาดนี้ เพื่อนผมบอก แค่ฟังจำนวนเงินก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าร่วมภารกิจแล้ว ครับ ผมเนี่ยแหละ ทำไม่สำเร็จ เพราะต้องไปคอยกินเลี้ยงปลอบเพื่อนบ้าง สังสรรค์บ้าง คนทำงานกับงบเท่านี้ ถือว่าไกลเกินฝันครับ 

6. ระดับความเป็นไปได้ของเป้าหมาย สำคัญและจำเป็นครับ

ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ไกลกว่าความเป็นจริงมากเท่าไร ก็ยิ่งทำได้ยาก เช่น ถ้าคุณดื่ม กินในระดับหลักหมื่นทุกเดือน จะมาลดเหลือ 4,000 บาทนั้น เป็นไปได้ยากครับ เหลือเชื่อ 

คร่าวๆ ก็น่าจะประมาณนี้ สำหรับวัยเรียน น่าจะทำได้ ไม่ยากมาก แต่อย่างที่บอก ว่าน้องๆ อยู่ในช่วงปิดเทอม หลายคนจึงทำได้สำเร็จ แต่ถ้าสำหรับวัยทำงาน ที่หอบข้าวที่บ้านมาทาน ทำกับข้าวทานเอง ไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับเพื่อนๆ ก็อาจจะทำได้ครับ ของอย่างนี้ ต้องลอง

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ซื้อประกันชีวิตอย่างไรดี “ถึงไม่ขาดไม่เกิน?”

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่กำลังมีแพลนจะซื้อประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือถ้ามีประกันอยู่แล้ว หลายคนคงเคยถามคำถามนี้กับตัวเองแน่นอนครับ แถมเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประกันที่ตัวเองแพลนจะซื้อ หรือที่ซื้อไว้อยู่แล้วนั้น ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มครอง ครอบคลุมเพียงพอกับความเสี่ยงของตัวเองหรือไม่

เพราะจะซื้อแต่ละครั้ง…ก็กลัวถูกขายเยอะ จนซื้อไปเกินความจำเป็น หรือซื้อมาแล้ว…ก็ไม่มั่นใจว่าความคุ้มครองที่มี เหมาะสมและเพียงพอกับตัวเองมั้ย?

อย่างแรกเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนครับว่า การมีแผนประกันชีวิตที่ดี  “ไม่ใช่การมีประกันจำนวนเยอะๆ” แต่แผนประกันที่ดี คือ การที่เรามีประกันชีวิต “ครบในด้านที่จำเป็น” และ “มีจำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการในชีวิตของตัวเราเองต่างหาก” ถึงจะเรียกได้ว่ามีแผนประกันชีวิตที่ดี

แล้วเราจะเช็คได้อย่างไรว่า … 

“ประกันชีวิตที่เรามีหรือเราได้รับข้อเสนอมานั้น ครบถ้วนในด้านที่จำเป็น

และมีจำนวนเหมาะสมแล้ว?”

ความจริงแล้ว การเช็คเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ  เพราะวันนี้ aomMONEY จะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับระบบแนะนำประกันผ่านช่องทางออนไลน์ตัวนึงที่น่าสนใจ และเพื่อนๆ สามารถเข้าไปใช้บริการได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อรับคำแนะนำว่าถ้าเราจะซื้อประกัน เราควรจะวางแผนประกันแบบไหนถึงจะเหมาะสม หรือ เช็คว่าความคุ้มครองของประกันเดิมที่มีอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่ ยังขาดจุดไหนอยู่หรือเปล่า?

และระบบที่ผมพูดถึงอยู่ก็คือ “ระบบแนะนำประกันได้โล่ โดย เทรเชอริสต์” นั่นเองครับ

รู้จักกับ “ได้โล่ โดย เทรเชอริสต์”

“ได้โล่” คือ ระบบแนะนำประกันชีวิตออนไลน์ผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://bit.ly/dailo_treasurist เพียงแค่เพื่อนๆ คลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ ทำแบบทดสอบที่หน้าเว็บ ระบบได้โล่ก็จะวิเคราะห์ให้ว่า เพื่อนๆ ควรจะซื้อประกันชีวิตแบบไหนถึงครอบคลุมและเหมาะสม หรือถ้าเพื่อนๆ ที่มีประกันอยู่แล้ว ระบบก็จะวิเคราะห์ให้ว่าประกันชีวิตที่มีอยู่นั้นคลอบคลุมเพียงพอหรือยัง  และแนะนำแผนประกันที่เหมาะสม พร้อมทั้งเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์มาให้ โดยถ้าเราสนใจประกันนั้นๆ ก็สามารถเลือกเวลาช่วงที่สะดวกให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรบกวนจากคนขายประกันในเวลาที่เราไม่ต้องการครับ

ทั้งนี้เพื่อนๆ สามารถมั่นใจได้เลยครับว่า ไม่ถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน เพราะเจ้าระบบแนะนำประกันออนไลน์ “ได้โล่” จัดทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของระบบให้คำแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมที่นักลงทุนหลายคนคุ้นชื่อกันอย่าง “เทรเชอริสต์”

บริษัทประกันภายใต้คำแนะนำของ “ได้โล่” มีใครบ้าง?

ปัจจุบันระบบแนะนำประกันได้โล่ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 124 ตัว จากบริษัทประกันชีวิตชั้นนำ 11 แห่ง  คือ FWD, เมืองไทย, ฟิลลิป, ไทยซัมซุง, กรุงไทย-แอกซ่า, อาคเนย์, กรุงเทพ  ไทยประกันชีวิต, ไทยสมุทร, AIA, Allianz  โดยได้โล่จะเลือกเฉพาะประเภทและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เหมาะสมที่สุดกับคนคนนั้นให้ เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความซ้ำซ้อน

ระบบแนะนำประกัน ได้โล่ โดย เทรเชอริสต์ แนะนำประกันชีวิตกี่ประเภท?

ประกันที่ทาง “ได้โล่” แนะนำ แบ่งเป็นประกันชีวิต 4 แบบ และ ประกันสุขภาพ 1 แบบครับ นั่นคือ 

1. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Saving)

2. ประกันชีวิตแบบนำนาญ (Annuity)

3. ประกันชีวิตชั่วระยะเวลา (Term) 

4. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Wholelife)

5. ประกันสุขภาพ (Health)

เหตุผลที่ควรคลิกเข้าที่เว็บไซต์ “ได้โล่” หากเราต้องการซื้อประกันชีวิต

1. “ได้โล่” เป็นระบบที่มีความเป็นกลาง และถูกคิดค้นโดยนักวางแผนการเงินที่มีคุณวุฒิ Certified Financial Planner (CFP?) ร่วมกับทีมงานนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุน ได้รับอนุญาตถูกต้องจากหน่วยงานกำกับดูแล

2. “ได้โล่” จะวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามที่ผู้ใช้บริการกรอกที่หน้าเว็บไซต์  และแนะนำให้ผู้ใช้บริการได้รับแผนประกันชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดจากพาร์ทเนอร์รายเดียว โดยระบบจะคัดเลือกผลิตภัณฑ์อันที่เหมาะที่สุดอย่างเป็นกลางจากประกันที่มีมากกว่า 124 ผลิตภัณฑ์ จาก 11 ธุรกิจประกันชั้นนำในประเทศไทย ทำให้การเลือกประกัน ไม่ใช่เรื่องวุ่นวายอีกต่อไป

3. “ได้โล่” ใช้งานง่าย เพียงคลิกเข้าเว็บไซต์ https://bit.ly/2Oc2WMj

และทำเพียงแค่ 3 ขั้นตอน 1.ทำแบบสอบถาม 2.รับแผนประกันที่เหมาะสมกับตัวเรา 3.รับรายละเอียดเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์

4. “ได้โล่” ใช้งานบริการทั้งหมดได้ฟรี ผ่านช่องทางออนไลน์

aomMONEY รีวิวขั้นตอนการใช้บริการ “ได้โล่”

ถ้าอยากรู้ว่าจะเริ่มต้นใช้งานยังไง ใช้ง่ายจริงมั้ย 

เพื่อนๆ ลองอ่านและทำตาม aomMONEY ไปพร้อมๆ กันได้เลยครับ  

1. เริ่มแรกเข้าไปที่เว็บไซต์ http://bit.ly/dailo_treasurist ได้เลยครับ 

2. คลิกเข้าสู่ระบบ (Login) และสมัครสมาชิก

3. เมื่อสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ทางระบบได้โล่ จะส่งอีเมลล์ยืนยันเข้าไปที่อีเมลล์ที่เราใช้สมัคร เราก็เข้าไปกดยืนยันการลงทะเบียน

4. จากนั้นเราสามารถคลิก login เพื่อเข้าสู่ระบบ และคลิกเข้าปุ่ม “เริ่มทำแบบสอบถามเพื่อรับแผนประกันฟรี” ได้เลยครับ 

5. แบบสอบถามจะมีคำถามให้เพื่อนๆ คลิกตอบประมาณ 10 ข้อครับ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีครับ 

6. เมื่อเพื่อนๆ ตอบคำถามจนครบ ระบบของ “ได้โล่” ก็จะวิเคราะห์ข้อมูลของเราจากการตอบแบบสอบถามครับ จากนั้นก็จะสรุปผลมาให้ และมีคำแนะนำขึ้นมาว่าเรามีความคุ้มครองภาระทางการเงินเพียงพอมั้ย มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเพียงพอหรือเปล่า  พร้อมแนะนำแผนประกันและสัดส่วนทุนประกันที่เหมาะสมครับ

ตัวอย่างแบบที่ 1

คนทำแบบทดสอบไม่เคยซื้อประกันชีวิตมาก่อนเลยนะครับ จะเห็นได้ว่าระบบแจ้งว่าประกันที่มีอยู่เดิม 0% ระบบก็จะแนะนำสัดส่วนของทุนประกันที่เหมาะสมให้ พร้อมทั้งประเภทของประกัน ถ้าเราคลิกที่แผนประกันที่แนะนำ  ระบบก็จะแสดงประกันที่ได้โล่แนะนำที่เหมาะกับเรามากที่สุดเพียงเจ้าเดียว

ตัวอย่างแบบที่ 2

คนทำแบบทดสอบมีประกันอยู่แล้ว และมีหนี้ผ่อนบ้าน แต่ความคุ้มครองยังไม่เพียงพอ ระบบก็จะแจ้งว่าคุณมีภาระทางการเงิน และทรัพย์สินไม่เพียงพอนะและแนะนำสัดส่วนของทุนประกันที่เหมาะสมให้ พร้อมทั้งประเภทของประกันที่ยังขาดอยู่จริงๆ เพื่อที่เราจะได้เช็คว่าเราควรซื้อประกันตัวไหนเพิ่ม เพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงของเราครับ

7. และถ้าเราสนใจประกันที่ทางได้โล่แนะนำก็สามารถ คลิกที่ปุ่ม “สนใจแผนประกัน” ระบบก็จะให้เรากรอก ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลล์ที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับครับ

สรุป

อย่างที่ทาง aomMONEY ได้บอกไปตั้งแต่ต้นบทความครับ  การมีแผนประกันชีวิตที่ดี  “ไม่ใช่การมีประกันจำนวนเยอะๆ” แต่แผนประกันที่ดี คือ การที่เรามีประกันชีวิต “ครบในด้านที่จำเป็น” และ “มีจำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการในชีวิตของตัวเราเอง และถ้าหากเพื่อนๆ ยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อประกันชีวิตควรวางแผนประกันแบบไหน หรือ ประกันชีวิตที่มีอยู่ มีความคุ้มครองเพียงพอหรือยัง ก็ลองทดลองเข้าไปใช้บริการ “ได้โล่ โดย เทรเชอริสต์” ระบบแนะนำประกันชีวิตออนไลน์ดูได้เลยนะครับ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://bit.ly/dailo_treasurist  ซึ่งใช้บริการได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สะดวกรวดเร็ว ส่วนจะตัดสินใจซื้อแผนประกันที่ทางระบบได้โล่แนะนำมาหรือไม่ แล้วแต่การตัดสินใจของเพื่อนๆ เลยครับ

สำหรับวันนี้ aomMONEY ก็ต้องลาไปก่อน 

ขอบคุณสำหรับการติดตามบทความ aomMONEY เสมอมาครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

พฤติกรรม 15 ข้อ ที่คนรวยๆ เค้าไม่ทำกัน

หลายๆ คนมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวตนและความเป็นอยู่ของตัวเองทั้งโดยตั้งใจและพลั้งเผลอ พฤติกรรมดังกล่าวเกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอกของผู้คน เรื่องหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนต้องตกอยู่ในสถานะย่ำแย่ ก็คือสถานะทางการเงินที่ตกต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในตนเองและปัจจัยภายนอก 

พฤติกรรม 15 ข้อต่อไปนี้ที่ทำให้คนยากจนยิ่งจนมากขึ้น คนไม่ยากจนจะกลายเป็นคนจน และเป็นเรื่องที่คนรวยๆ เค้าไม่ทำกัน

1. การดูทีวีมากเกินไป

คือการที่เราปล่อยเวลาให้หมดเปลืองไปกับรายการทีวีโชว์ที่ไม่ได้สร้างสาระสำคัญ หรือไม่ได้ให้คุณค่าอะไรแก่ชีวิต เช่นเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับคนดังหรือดาราทั้งหลาย ดังนั้น เราควรเลือกดูเรื่องราวที่เรามีความสุขกับมันจริงๆ หลายคนดูทีวีเพราะต้องการฆ่าเวลาให้ผ่านพ้นไป เราควรใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์จากการสืบค้นข้อมูล จากนั้นก็ไปหาอะไรทำที่ก่อเกิดประโยชน์ให้กับชีวิตน่าจะดีกว่า

2. ชอบทานอาหารไร้ประโยชน์ 

หลายคนชอบที่จะวิ่งเข้าใส่อาหารฟาสต์ฟูด หรืออาหารที่เน้นปริมาณซึ่งอุดมไปด้วยน้ำตาลและไขมัน มากกว่าจะคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร

3. ชอบซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าตอนลดราคา 

ผู้คนจำนวนมากชอบซื้อของตอนเซลส์ หรือตอนลดราคา เช่น เสื้อผ้าทั้งหลายที่นำมาขายลดราคาซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาเต็ม แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณจะถามตัวเองก่อนว่า คุณต้องการมันจริงๆ ไม่ใช่ซื้อเพราะราคาที่ลดลง แต่ก็ซื้อไปกองไว้ในตู้เสื้อผ้าและไม่เคยหยิบขึ้นมาสวมใส่

4. ชอบนอนตื่นสาย

กรณีนี้พ่นพิษสำหรับคนออฟฟิศที่เข้างานยามเช้า หลายคนชอบปล่อยเวลาผ่านไปจนดึกดื่นโดยไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับชีวิตตนเอง เมื่อเราปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยล้ายามดึกดื่น เราก็จะไม่มีแรงตื่นยามเช้า ทำให้โฟกัสงานได้น้อยลงและกว่าจะจบงานก็ย่ำเย็น กลับถึงบ้านก็นอนดึกและชีวิตคุณก็วนลูป

5. ติดดูกีฬางอมแงม

หลายคนดูเพื่อความบันเทิงถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แต่การตามติดกีฬาทุกแมทช์ ทำตัวติดหน้าจอกีฬางอมแงมตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นนั้น ก็ถือเป็นกิจกรรมที่เปล่าประโยชน์

6. ไม่ค่อยชอบอาบน้ำบ่อยๆ

*(ข้อนี้ถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับคนไทย เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้คนอาบน้ำกันทุกวันเป็นปกติ)*

แต่สำหรับคนต่างชาตินั้นพื้นที่ส่วนใหญ่มีอากาศเย็นถึงเย็นจัด จึงทำให้มองว่าการอาบน้ำทำให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้คนเข้าหาคุณมากกว่าคนไม่ได้อาบน้ำ

7. คนที่ชอบก่น บ่น ด่าผู้อื่นที่ทำให้เขาโชคร้าย การเอาแต่โทษโชคชะตาว่าเป็นเพราะคนอื่นหรือสิ่งอื่น

พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยทำให้ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ได้รับการแก้ไข ในความเป็นจริงเราควรจะตั้งสติและมองปัญหาอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะศึกษาหาหนทางแก้ไขปัญหานั้นและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

8. ไม่มีเงินเก็บ ขาดเงินออม

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนรวยกับคนจนก็คือเงินออม คนที่ไม่มีเงินเก็บออมไว้ใช้เผื่อเหลือเผื่อขาดเมื่อชีวิตต้องเจอเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน

คนรวยจะสามารถนำเงินที่เก็บออมมาใช้แก้ปัญหาได้ แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเก็บออมไว้เลย คุณจะแก้ไขมันยังไง คุณต้องขายบ้าน ขายรถ กู้เงินมาเพื่อแก้ปัญหา นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมคนรวยจึงรวยยิ่งขึ้น ขณะที่คนจนก็ยิ่งจนลง

9. ชอบใช้บัตรเครดิตและกู้ยืมให้กับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ 

หลักง่ายๆ ที่เราต้องจำก็คือการกู้ยืมเพื่อซื้อสิ่งของบางอย่างที่ก่อหนี้มากกว่าจะทำให้เกิดรายได้ เราก็ไม่ควรทำ คุณควรจะใช้บัตรเครดิตให้กับสิ่งที่คุณคิดว่ามันเป็นการลงทุน อย่าใช้เงินกู้เพียงเพื่อซื้อทีวีที่มีขนาดใหญ่ หรือเพื่อซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่เพื่อให้ทันยุคทันสมัยเท่านั้น คุณต้องมั่นใจเสียก่อนว่าการใช้จ่ายเงินนั้น นำมาซึ่งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น จึงค่อยควักเงินเพื่อการนั้น

10. มีลูกมากขึ้น และมีลูกในช่วงเริ่มต้นใช้ชีวิต ไม่วางแผนครอบครัว 

ความเป็นจริงที่คุณต้องยอมรับก็คือ ลูกนั้นมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ถ้าไม่ได้มีทรัพย์สมบัติล้นเหลือก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนการมีครอบครัวที่ดี

11. ไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

หากเราละเลยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไม่ใส่ใจ หรือคิดว่าตัวเองสุขภาพปกติดีอยู่แล้ว เราจะไม่สามารถป้องกันโรคร้ายที่อาจเกิดกับเราได้ การพบว่าเรามีอาการผิดปกติทางร่างกายในช่วงเริ่มต้น จะทำให้เราใช้จ่ายเพื่อรักษาในราคาที่ไม่สูงเท่าตอนที่โรคลุกลามจนถึงขั้นอันตรายแล้ว หรือบางทีก็อาจจะสายเกินกว่าที่จะรักษาได้

12. ชอบใช้จ่ายเงินก่อนจะได้เงินมา 

ประเด็นนี้อันตรายพอๆ กับการที่คุณไปยืมเงินเขามาใช้ก่อน หรือใช้จ่ายเงินไปก่อนที่คุณจะมีความสามารถจ่ายได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเงินของคุณยิ่งตกต่ำ

13. ชอบคบคนเหมือนๆกัน 

เคยมีผลวิจัยระบุว่าเราจะเป็นดั่งค่าเฉลี่ยของผู้คนรวมห้าคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวเรา ถ้าคนจนอยู่รอบๆตัวคุณอีกสี่คน คุณก็จะกลายเป็นคนจนคนที่ห้า คุณจำเป็นต้องแวดล้อมตัวคุณด้วยคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวคุณและผลักดันให้คุณสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

ส่วนใหญ่แล้วคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะสร้างแรงจูงใจให้เราได้ มากกว่าผู้คนที่จมปลักอยู่กับปัญหา โทษโชคชะตาและไม่ยอมหาทางออก จงอย่ากลัวที่จะอยู่ให้ห่างไกลจากสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ คุณควรจะผลักดันตัวเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

14. ได้แต่คิด มีแต่แผน และไม่สามารถทลายกำแพงศักยภาพตนเองได้ 

คุณไม่สามารถเลือกพ่อแม่ผู้ถือกำเนิดได้ คุณไม่สามารถบังคับให้สังคมปฏิบัติแบบใดต่อคุณได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้คือช่วงเวลาที่คุณจะอุทิศตนเพื่อทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ใครที่ทุ่มเทหรืออุทิศตนต่อสิ่งที่ต้องการหรือใฝ่ฝันได้มากกว่าก็สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่า 

15. คนที่เชื่อว่าผู้อื่นจะยื่นมือช่วยเหลือให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากกว่าที่จะเชื่อตัวเอง 

ความเป็นจริงก็คือ เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าไม่มีใครแก้ปัญหาให้ใครได้ดีเท่าตัวเอง

เมื่อเราลิสต์พฤติกรรมทั้ง 15 เรื่องที่ทำให้เรารู้ว่าคนจนทำไมจึงจนยิ่งขึ้น ขณะที่คนรวยก็รวยต่อไป เรามาเรียนรู้กันต่อดีกว่าว่า เราจะปรับเปลี่ยนหรือลดละเลิกพฤติกรรมได้อย่างไร บทความจาก Alex Lickerman นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสุขภาวะ ได้เขียนบทความลงเว็บไซต์ด้านจิตวิทยาระบุเนื้อหาเกี่ยวกับห้าเคล็ดลับที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ก่อนอื่นเลย เราต้องยอมรับก่อนว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สั่งสมมานานนั้น เป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถเป็นไปได้

1. ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงนั้นมีความจำเป็นหรือไม่

หรือเราเคยครุ่นคิดกับสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังไหม เพราะถ้าเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผ่านมาจากเสียงสะท้อนของคนรอบข้างเป็นส่วนใหญ่ เราจะตอบรับด้วยท่าทีที่เป็นลบ มากกว่าจะตอบรับในเชิงบวก

2. พิจารณาสาเหตุที่ต้องปรับพฤติกรรม

3. กำหนดเจตจำนงที่แน่นอน และระบุช่วงเวลาที่ต้องทำต่อเนื่องให้ชัดเจน

4. ลงมือทำ

5. รักษาความต่อเนื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้

ช่วงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เป็นช่วงที่ยากที่สุดของกระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ช่วงที่ต้องรักษาความต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะคนส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวหรือไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้ในขั้นตอนที่ต้องรักษาความต่อเนื่องนี่แหละ

6. พฤติกรรมเก่ากลับมา หากเราปล่อยให้พฤติกรรมเก่ากำเริบหรือนิสัยเดิมๆ กลับมาก็ถือว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

การต่อสู้กับภาวะการสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ ให้กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น หากคุณล้มเหลวไปในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจะดีกว่าปล่อยให้พฤติกรรมที่คุณเพียรสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นพังทลายลงด้วยความไม่มุ่งมั่นของคุณเอง

ที่มา:

Alux

Psychology Today

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

มาดูกันว่าช่วงวันแม่แบบนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2562


3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณืเด่นในช่วงที่ผ่านมา

ในงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 สิงหาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save