ตามหาขุมพลังกองทุนแห่งความสมดุล K-PLAN ลงทุนมั่นใจในทุกสภาวะ

หลังจากที่ได้รับภารกิจในการตามหาขุมพลังกองทุนสำหรับเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง “FUND HUNTER” ก็ออกเดินทางตามหาขุมพลังต่อไปในสถานที่ซึ่งท้าทายความมั่นคงภายในจิตใจของเขา

แน่นอนว่าเขารู้จักปลายทางที่เข็มทิศกองทุนชี้ไปเป็นอย่างดี เขาใฝ่ฝันจะเดินทางมาพิชิตขุมทรัพย์ ณ แห่งนี้สักวันหนึ่ง แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโอกาสนั้นจะเข้ามาหาเขาเร็วถึงเพียงนี้

สถานที่แห่งนั้นคือถ้ำใต้น้ำของหมู่เกาะลึกลับแห่งหนึ่ง การจะเดินทางไปยังถ้ำใต้น้ำซึ่งเป็นที่ซ่อนขุมพลังกองทุนอยู่ถึงสองชิ้นนั้นจะต้องใช้สะพานแขวนที่นักเดินทางรุ่นเก่าสร้างขึ้นจากไม้และเถาวัลย์ สะพานเหล่านั้นจะนำทางไปสู่สิ่งที่เขาต้องการเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ “ขุมพลังแห่งกองทุน” ที่จะนำเขาไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง

เพราะ FUND HUNTER รู้จักตัวเองและมีสติดีมากพอ ทำให้เขาเดินทางผ่านอุปสรรคระหว่างทางมาด้วยความมั่นใจ
เขาพาตัวเองเข้ามาอยู่ในถ้ำใต้น้ำที่เก็บซ่อนขุมพลังกองทุนไว้ เมื่อมองไปรอบถ้ำก็พบกับคบเพลิงสองชิ้นที่สลักคำว่า ‘K-PLAN2’ และ ‘K-PLAN3’ แขวนคู่กันไว้ที่ผนังถ้ำ เขาไม่รอช้าที่จะหยิบสมุดรายงานขึ้นมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจพลังแห่งขุมทรัพย์สองชิ้นนี้

 K-PLAN2 และ K-PLAN3 เป็นขุมพลังแห่งกองทุนที่เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ได้ไอเดียมาจากการผสมผสานสัดส่วนของสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสมดุล โดยเน้นกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset) ทั้งในและต่างประเทศ และลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว เพราะเข้าใจดีว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงส่วนบุคคลและเป้าหมายในการลงทุนของคนเราไม่เท่ากัน คบเพลิงแต่ละอันจึงตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน…

K-PLAN2 เป็นกองทุนผสมที่ลงทุนในหุ้นสูงสุด 30% ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสมดุล มอบพลังแห่งความอบอุ่นใจให้ผู้ครอบครองรู้สึกถึงความสงบภายใน เนื่องจากถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีคิดแบบ Conservative Allocation กระจายสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% และเป็นสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ อีก 70% โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยปรับสัดส่วนให้เหมาะสมตามสภาพตลาดเพื่อจำกัดความผันผวนไม่ให้สูงเกินไปนัก ทำให้  K-PLAN2 ทำผลตอบแทนได้ดีในสภาวะตลาดที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม”

K-PLAN2 เหมาะสำหรับผู้ครอบครองที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือตราสารหนี้ แต่ไม่พร้อมรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสูงสุด 30% มอบความสบายใจให้กับผู้ที่อยากลงทุนในหุ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ไม่อยากรับความเสี่ยงมากนัก ซึ่งผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 4.09% และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 4.03% (ข้อมูล ณ 28 มิ.ย.62)”

“ส่วน K-PLAN3 เป็นกองทุนผสมที่ลงทุนในหุ้นสูงสุด 55% ที่มอบผลตอบแทนสูงขึ้น เนื่องจากถูกสร้างภายใต้แนวคิดแบบ Moderate Allocation กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพในสัดส่วนไม่เกิน 55% และเป็นสินทรัพย์ชนิดอื่นอีก 45% เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาฯ”

“ทำให้มีทั้งความสมดุลและช่วยเสริมพลังขึ้นอีกขั้น อีกทั้งผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 6.17% และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 5.61% (ข้อมูล ณ 28 มิ.ย.62) ซึ่งสามารถชดเชยความผันผวนที่สูงขึ้นในระดับที่ยอมรับได้”

K-PLAN3 จึงเหมาะกับผู้ครอบครองที่สนใจการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น เพื่อผลตอบแทนที่เติบโตสูง แต่ก็ไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงอย่างเต็มตัว โดยสัดส่วนหุ้นที่ไม่เกิน 55% สามารถสร้างผลตอบแทนในสภาพตลาดหุ้นขาขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการกระจายความเสี่ยงในช่วงขาลง นอกจากนี้ยังมอบความมั่นคงของผลตอบแทนได้ในทุกสภาพตลาด”

“ขุมพลังทั้งสองสามารถกระจายความเสี่ยงให้กับนักลงทุนได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ โดยให้ผลตอบแทนที่สมดุลอยู่ในกรอบความผันผวนไม่กว้างนักด้วยวิธีการจัดสัดส่วนของการลงทุนอย่างลงตัว กองทุนเดียวจบได้ครบทุกสินทรัพย์”

“Morningstar ประเมินพลังความมั่งคั่งของขุมพลังแห่งกองทุนทั้งสองนี้ไว้ที่ 4 ดาว โดย K-PLAN2 ได้ในกลุ่มขุมพลัง Conservative Allocation และ K-PLAN3 ได้ในกลุ่ม Moderate Allocation ขุมพลังทั้งสองนับเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง (Overall Rating โดย Morningstar? ข้อมูลวันที่ 30 มิ.ย.62)”

FUND HUNTER เข้าใจแล้วว่าทำไมขุมพลังแห่งกองทุนทั้งสองถึงถูกนำมาซ่อนในหมู่เกาะลึกลับแห่งนี้ เพราะการเดินทางสู่เป้าหมาย ต้องใช้ความนิ่งของจิตใจในการเดินทางข้ามสะพานแขวนที่มีความเสี่ยงให้พบเจออยู่ตลอดทาง ก็เหมือนกับการลงทุนภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่มีความผันผวนดังเช่นปัจจุบันนี้ การจะไปถึงเป้าหมายต้องมีการสร้างความบาลานซ์ในพอร์ตการลงทุนให้ไม่เสี่ยงมากจนเกินไป เมื่อได้ครอบครองทั้ง 2 กองทุนนี้เรียบร้อยแล้ว
ก็จะได้รับพลังของความสมดุลที่ช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาดเอง เพราะการลงทุนแบบบาลานซ์นี้จะเข้ากับทุกสภาวะตลาด

ว่าแล้วเขาก็เดินทางกลับออกจากถ้ำใต้น้ำโดยใช้พลังของกองทุนที่ได้รับมา แล้วรีบนำขุมพลังไปเก็บเข้าพอร์ต เพื่อเสริมพลังกองทุนได้ที่ธนาคารกสิกรไทย หรือตัวแทนสนับสนุนการขาย ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500 บาท หรือถ้ามี App K-My Funds ก็สามารถลงทุนสะสมขุมพลังกองทุนได้สะดวกและง่ายขึ้น 

จากนั้นไม่นานเสียงจากวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้น “เอาล่ะ FUND HUNTER ตอนนี้ภารกิจของนายเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว เกจพลังงานที่ประตูสู่โลกใหม่สว่างขึ้นเป็น 3 ดวงแล้ว หากต้องการความช่วยเหลือใด ติดต่อศูนย์บัญชาการหลักได้ทุกเมื่อนะ!”

เขาไม่รอช้าที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไป เข็มทิศชี้ไปยังเกาะที่ในอดีตเคยมีเศษซากของดวงดาวหล่นลงมาฝังตัวอยู่ในเกาะนั้น และแสงสว่างของมันไม่เคยดับลงไป ชาวพื้นเมืองเรียกเกาะแห่งนั้นว่า “เกาะดาวจรัสแสง”

FUND HUNTER มุ่งหน้าต่อไป และยังจำคำเตือนจากศูนย์บัญชาการหลักที่ย้ำเขาอยู่เสมอว่า

“ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตและโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

SCB PRESENTS MONEY COACH ON STAGE ครั้งที่ 5 “ได้เวลาอยู่ดีกินดี… ซะที!”

วันที่ 3 สิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา ทีมงาน aomMONEY ได้มีโอกาสไปร่วมงาน “มันนี่โค้ช ออน เสตท (Money Coach On Stage)” และนี่เป็นเรื่องราวการเงินครั้งที่ 5 ของพี่หนุ่ม มันนี่โค้ช ที่ได้ฤกษ์จับไมค์และกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเชิญชวนคนไทยมาฟังเรื่องการเงินดีๆ ณ โรงละคร เอ็ม เธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

SCB PRESENTS MONEY COACH ON STAGE ครั้งที่ 5

Hilight : “ได้เวลาอยู่ดีกินดี…  ซะที!” เลิกจน เลิกทน ลดเหลื่อมล้ำ นำชาติรุ่งเรือง

กลับมาครั้งนี้พี่หนุ่มมาในลุคของนักการเมือง ที่ยังคงสไตล์การพูดที่เพลิดเพลินอย่างเป็นกันเอง พร้อมให้ความรู้ความเข้าใจทางการเงินเพื่อสุขภาพการเงินที่ดีแก่ทุกๆ คน โดย 1 หัวข้อที่พี่หนุ่มหยิบนำมาพูดนั้นคือเรื่องหนี้ 3 ประเภท หนี้จ่ายเกินตัว, หนี้อุปถัมภ์, หนี้จากการลงทุน นอกจากนี้เพื่อให้เข้ากับแนวคิดการแสดงในลุคนักการเมือง พี่หนุ่มได้หยิบเรื่องยุทธศาสตร์การเงิน ฉบับเวอร์ชั่นที่พี่หนุ่มคิดเองออกมาเป็นนโยบายการเงินที่อยู่ในรูปของความรู้ทางการเงินให้ได้ฟังกัน

“เป็นหนี้ แก้ได้ ถ้าใจสู้ และมีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง”

– โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ THE MONEY COACH –

ความพิเศษที่เป็น Hilight ของการแสดงสดครั้งนี้ พี่หนุ่มได้นำเกมมาให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการเล่นพร้อมกันทั้งห้องผ่านทางมือถือ และไม่ใช่แค่นั้นพี่หนุ่มยังมีรางวัล Surprise สำหรับผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดอีกด้วย

ทางทีมงาน aomMONEY ได้ไปรับชมการแสดงสดแล้วต้องบอกว่าการแสดงสดนี้ควรค่าแก่การพาครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มารับชมด้วยกัน หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากไปชมการแสดงสดบนเวทีของ “พี่หนุ่ม เดอะ มันนี่โค้ช” ในครั้งถัดไป ถ้าไม่อยากพลาดการแสดงดีๆ แบบนี้ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารกันต่อได้ที่เพจของพี่หนุ่ม เดอะ มันนี่ โค้ชครับ

https://www.facebook.com/TheMoneyCoachTH

กองบรรณาธิการ aomMONEY

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำเองได้

เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้ภายในระยะเวลาไม่กี่นาที แค่คลิกไม่กี่ครั้งก็เจอสิ่งที่อยากรู้ แล้วทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อของเราเปลี่ยนไป อภินิหารเงินออมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน มีครั้งหนึ่งอยากได้กระเป๋าเป้เตรียมแบ็คแพคไปเที่ยว เดินดูหน้าร้านราคาขาย 1,200 บาท เปรียบเทียบกับร้านค้าออนไลน์ขาย 750 บาทจ้า เห็นแบบนี้อย่ารอช้า กดซื้อทันที มาส่งที่บ้าน จ่ายเงินปลายทาง เรารอได้เพื่อของถูก ^^

การเปรียบเทียบทำให้เราใช้เงินน้อยลงและได้ของดีราคาถูก เรื่องการออมเงินก็เช่นกัน เราเคยชินกับการเปรียบเทียบอยู่แล้ว เช่น

  • ดอกเบี้ยฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ถ้าที่ไหนให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เราก็นำเงินไปฝากไว้ที่นั่น 
  • เราเปรียบเทียบเพื่อคัดเลือกกองทุนรวมที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุดในขอบเขตความเสี่ยงที่เรารับได้ 

อ้าว!! แล้วประกันชีวิตล่ะจะเปรียบเทียบอย่างไร บทความนี้อภินิหารเงินออมจะมาบอกวิธีเปรียบเทียบแบบประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของเรามากที่สุด และที่สำคัญ คือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองนะคะ

ทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ประกันชีวิตมีหลายร้อยแบบ แต่แบบไหนล่ะที่เหมาะสมกับเรา บางคนมีตัวแทนหรือนายหน้าประกันดูแลอยู่แล้วคิดว่าจะให้เขาช่วยเปรียบเทียบข้อมูลให้เรา มันก็ทำได้ แต่ถ้าบังเอิญเราไปเจอตัวแทนหรือนายหน้าที่เน้นขายเฉพาะแบบประกันที่ให้ค่าคอมมิชชั่นเยอะๆเท่านั้นล่ะ 

เราก็จะได้แบบประกันที่ให้ค่าคอมกับตัวแทนหรือนายหน้ามากที่สุด แต่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของเรานะจ๊ะ นี่แหละเหตุผลสำคัญที่เราจะต้องรู้วิธีการเปรียบเทียบนี้ด้วยตัวเองนะจ๊ะ

การเปรียบเทียบข้อมูลแบบออนไลน์

จากข้อมูลของ คปภ. ตอนนี้มีบริษัทประกันชีวิต 24 บริษัท(รายชื่อบริษัทอยู่ลิงค์ท้ายบทความ) ในขณะที่เว็บไซด์ของ iTAX มีเปรียบเทียบให้ดู 18 บริษัท หรือประมาณ 75% ของบริษัททั้งหมด แม้ว่าจะไม่ครบทุกบริษัท แต่อย่างน้อยเราจะได้ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไปได้ ถ้าต้องการได้ข้อมูลครบก็ไปหาเพิ่มอีก 6 บริษัทที่เหลือเองนะจ๊ะ

รายชื่อบริษัทประกันชีวิตในเว็บไซด์เปรียบเทียบของ  iTAX 

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำเองได้

ที่มา : https://www.itax.in.th/market

เป้าหมายการเงินของเรา สำคัญที่สุด!!

เราเคยถามเพื่อนมั้ยว่า “กลางวันนี้กินอะไรดี” แล้วเพื่อนตอบกลับมาว่า “กินอะไรก็ได้” เราบอกว่าจะกินก๋วยเตี๋ยว เพื่อนก็บอกว่าไม่กินเพราะเพิ่งกินไปเมื่อวาน จะไปกินข้าวผัด เพื่อนก็บอกว่าไม่กินเพราะเมื่อเช้าเพิ่งกินมา สุดท้ายเราถามเพื่อนกลับไปว่าจะกินอะไร เพื่อนก็ตอบว่า “กินอะไรก็ได้” สรุปว่ากว่าจะได้กินก็จะหมดเวลาพักกลางวันเพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกินอะไร

คราวนี้เอาใหม่ เราบอกเพื่อนว่ากลางวันนี้จะกินส้มตำ ถ้าเพื่อนตกลงก็ไปกับเรา แต่ถ้าเพื่อนไม่อยากกินก็ไม่ต้องไป แค่นี้จบ !! ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจนแล้วก็จะรู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร ไปที่ไหนและที่สำคัญ คือ ไม่เสียเวลา

การเลือกแบบประกันชีวิตก็เช่นกัน เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่า “อยากได้อะไรจากประกันชีวิต” แล้วค่อยออกตามหาสิ่งที่ใช่ในมหาสมุทรข้อมูลบนโลกออนไลน์ เรื่องประกันชีวิตเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ประกันหลักและประกันสุขภาพ (หรือที่เรียกว่าสัญญาเพิ่มเติม) แนวคิดการเลือกประกันแต่ละแบบสรุปสั้นๆอยู่ในตารางนี้นะจ๊ะ

ประกันหลัก : มีมูลค่าเงินสด

ประกันสุขภาพ : เบี้ยจ่ายทิ้ง ไม่มีมูลค่าเงินสด

  1. แบบชั่วระยะเวลา ความคุ้มครองสูง เบี้ยประกันถูก เสียชีวิตเท่านั้นถึงจะได้รับเงิน (แบบนี้ไม่มีมูลค่าเงินสด)

  2. แบบสะสมทรัพย์ เน้นสะสมเงินและได้รับเงินคืน

  3. แบบบำนาญ เน้นสร้างเงินบำนาญหลังเกษียณ

  4. แบบตลอดชีพ ความคุ้มครองสูง เบี้ยประกันถูก ถ้าทำประกันสุขภาพ ควรซื้อพ่วงกับแบบตลอดชีพ เพื่อมีค่ารักษายาวๆ

  5. แบบควบการลงทุน แบบประกันที่ยืดหยุ่น ใส่เงินเพิ่มหรือถอนเงินออกมาใช้ได้ แบ่งย่อยออกเป็นหลายแบบ เช่น เน้นความคุ้มครองสูง เน้นสะสมเงินใช้ตอนเกษียณ เน้นสะสมจ่ายค่าเทอมให้ลูก สิ่งสำคัญ คือ ควรเข้าใจความเสี่ยงและมีความรู้เรื่องกองทุนรวม

ประกันสุขภาพแบบทั่วไปและเหมาจ่าย เพื่อดูแลรักษาพยาบาลต่างๆ โรคร้ายแรง เงินชดเชย ฯลฯ มีให้เลือกแบบพ่วงกับประกันหลักหรือซื้อแบบเดี่ยวๆก็ได้

ประกันชีวิตเป็นวิธีการเก็บเงินแบบเดียวที่สร้างวินัยการออมและได้รับความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมกัน ก่อนหน้านี้เรารู้จักแค่แบบ 1 – 4 หลายคนอุ่นใจที่เห็นเงินต้นอยู่ครบ ชอบความเป๊ะของประกันเพราะทำตอนนี้รู้เลยว่าอายุ XX ได้รับเงินคืนกี่บาท ได้เงินก้อนตอนอายุเท่าไหร่ เสียชีิวิตมีเงินก้อนไว้ดูแลคนที่เรารักกี่บาท ในขณะที่หลายคนไม่ค่อยพอใจ เรื่องผลตอบแทนของประกันชีวิตที่ 1 – 3% ต่อปี คิดว่าเก็บเงินที่อื่นทำให้เงินเพิ่มขึ้นเร็วกว่า

สาเหตุที่ผลตอบแทนน้อยเพราะบริษัทประกันนำเบี้ยประกันที่เก็บได้ไปรักษาไว้ในที่ที่ความเสี่ยงต่ำ เน้นเงินต้นปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อปิดช่องโหว่ตรงนี้ ประกันชีวิตก็ปรับปรุงใหม่กลายร่างมาเป็นแบบที่ 5 คือ ประกันชีวิตควบการลงทุน ที่เราได้รับทั้งความคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมไปพร้อมกัน ตอนนี้ในเว็บไซด์ iTAX มีเปรียบเทียบ 1 – 4 และประกันสุขภาพ ส่วนแบบที่ 5 ยังไม่มีเปรียบเทียบนะจ๊ะ 

การเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับตัวเอง

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำเองได้

เมื่อเราตั้งโจทย์ชีวิต (เป้าหมายการเงิน) ขึ้นมาแล้วว่าต้องการได้รับอะไรจากประกันชีวิต หลังจากนั้นดูว่าเหมาะสมตรงกับประกันแบบไหน สุดท้ายเปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด 

ตัวอย่าง  เราต้องการสร้างเงินบำนาญเป็นรายได้เป๊ะๆหลังเกษียณ เราค้นในเว็บไซด์เพื่อเปรียบเทียบดูว่ามีแบบประกันของบริษัทอะไรบ้างที่น่าสนใจบ้าง มีให้เลือกทั้งแบบเน้นความคุ้มครอง เน้นผลตอบแทนและแบบผสมกัน

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำเองได้

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2290282724342665/?type=3&theater

หลังจากได้แบบประกันที่ใช่แล้วค่อยติดต่อตัวแทนหรือนายหน้าเพื่อซื้อแบบประกันนั้นๆ  ในขณะที่ประกันบางแบบที่มีเปิดขายช่วงสั้นๆ ก็เลยไม่มีในเว็บเปรียบเทียบ เช่น การจ่ายเบี้ยครั้งเดียว ถ้าเราต้องการได้แบบนั้นก็ต้องไปเดินงานมหกรรมการเงินในบูธของธนาคารแล้วเก็บข้อมูลเปรียบเทียบเอง ใน Excel เพื่อเราจะได้เห็นภาพรวมและตัดสินใจง่ายขึ้น

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบประกันสะสมทรัพย์แบบจ่ายครั้งเดียว 1,000,000 บาท เราก็นำตัวเลขเงินคืนของแต่ละปีมาใส่ในช่อง แล้วคำนวณหา IRR เพื่อดูว่าได้รับผลตอบแทนต่อปีเท่าไหร่ (ขณะนี้ทาง คปภ. ได้บอกให้บริษัทประกันแจ้งไปในเอกสารด้วยว่าประกันแต่ละแบบได้ IRR เท่าไหร่) สุดท้ายมาดูว่าเราต้องการเงินคืนแบบไหน 3 ปี , 5 ปี หรือ 10 ปี นะจ๊ะ

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำเองได้

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2293479494022988/?type=3&theater

ถ้าบริษัทไม่ได้แจ้งไว้ในเอกสาร เราสามารถคำนวณเองได้ อภินิหารเงินออมเคยเขียนเกี่ยวกับวิธีคำนวณ IRR ของแบบประกันไว้แล้วที่ บทความ “คำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพ” คลิกอ่านได้ที่ลิงค์นี้ http://bit.ly/2YcVBAR นะจ๊ะ บางคนเห็นการคำนวณแล้วท้อใจ เราใจเย็นๆ ค่อยๆอ่านทำความเข้าใจ ให้คิดไว้ว่าคนที่ดูแลผลประโยชน์ของตัวเองได้ดีที่สุด ก็คือ ตัวของเราเองนะจ๊ะ 

ในยุคที่อำนาจการเลือกอยู่ในมือของผู้บริโภคเพราะเราเห็นข้อมูลแล้วนำมาเปรียบเทียบเองได้ แต่จะเลือกอะไรนั้นก็ต้องอยู่บนเป้าหมายการเงินของตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการอะไร หลังจากนั้นค่อยเลือกวิธีเก็บเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตของเรามากที่สุด อภินิหารเงินออมของให้ทุกคนโชคดี เจอสิ่งที่ใช่และได้สิ่งที่ชอบนะจ๊ะ ^^ 

————————-

ข้อมูลเพิ่มเติม

รายชื่อบริษัทประกันชีวิตจาก คปภ.

http://www.oic.or.th/th/consumer/insurance/companies/life/list

ประกันไม่ได้มีไว้แค่ลดหย่อนภาษี แต่มีไว้เพื่อ…

ถ้ามีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า “อยากวางแผนลดหย่อนภาษี” เชื่อเลยครับว่าต้องมีคนแนะนำ “ประกันชีวิต” ตามมาทันทีเป็นตัวเลือกแรกๆ แถมบางคนมักจะตบท้ายด้วยประโยคว่า เลือกประกันชีวิตนอกจากได้ลดหย่อนภาษีแล้ว เงินต้นยังไม่หาย แถมได้รับผลตอบแทนอีกด้วยนะ

ประโยคทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่ดีหรอกนะครับ เพียงแต่เราควรเช็คให้ดีก่อนว่า การลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้น มันช่วยตอบโจทย์ในทุกมุมมองของชีวิตและเป้าหมายที่เราต้องการไว้หรือไม่ เพราะวันนี้มีประกันมากมายหลากหลายรูปแบบที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน แต่ที่สำคัญคือเราจะเลือกให้มันถูกต้องและคุ้มค่าอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว ประกันชีวิตที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน มักจะเป็น ประกันชีวิตออมทรัพย์ (หรือสะสมทรัพย์) ด้วยเหตุผลตามที่ว่ามา (ลดหย่อนภาษี เงินต้นไม่หาย ได้ผลตอบแทน) แต่จริง ๆ แล้วยังมีประกันมากมายอีกหลายแบบซึ่งมีประโยชน์แตกต่างกันไปตามเป้าหมายของแต่ละคน

ดังนั้นคำถามสำคัญจริงๆ คือ นอกจากสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีที่เราได้รับแล้ว เราได้เลือกประกันชีวิตได้อย่างคุ้มค่า เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของเราหรือเปล่า?

จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับวงการการเงินมาบ้าง ผมสังเกตเห็นว่า บางคนมีการทำประกันชีวิตซ้ำซ้อน โดยเน้นที่ผลตอบแทนที่ได้รับให้รู้สึกว่าคุ้มค่าก่อน โดยไม่สนใจด้วยว่าความคุ้มครองที่ตัวเองได้นั้นมันเป็นแบบไหน? และไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่า จริงๆตัวเองต้องการอะไร แถมบางคนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้นั้นมี 4 ประเภทที่แตกต่างกันไป

โดยบางคนอาจจะเลือกซื้อแต่ประกันแบบสะสมทรัพย์ โดยมีเป้าหมายที่ได้รับเงินจริงเมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้ความคุ้มครองที่เพียงพอต่อความต้องการจริงๆ หรือบางคนอาจจะจ่ายประกันชีวิตตลอดชีพโดยที่ไม่ได้ต้องการระยะเวลาการคุ้มครองที่ยาวนานขนาดนั้น ฯลฯ

มาถึงตรงนี้ นอกจากคำถามที่ว่า จะเลือกประกันให้คุ้มค่ากับความต้องการ อาจจะต้องถามเพิ่มด้วยว่า แล้วถ้าเราเลือกประกันเอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าถูกต้อง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพอดีกับตัวเองจริง?

เอาล่ะครับ ถึงเวลาขายของกันแล้ว เพราะสิ่งที่ตอบคำถามเหล่านี้ คือ ระบบแนะนำประกันได้โล่ โดย เทรเชอริสต์

“ระบบแนะนำประกันได้โล่ โดย เทรเชอริสต์” คืออะไร

ถ้าพูดให้ง่ายที่สุดในมุมมองผม ได้โล่ คือ ระบบช่วยคัดเลือกประกันที่เหมาะสมกับแต่ละคน และเราสามารถใช้ตรวจสอบว่าประกันที่ชีวิตที่เรามีเพียงพอกับเป้าหมายหรือยัง ซึ่งทั้งหมดนี้ผ่านการคำนวณอัตโนมัติโดยระบบที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างดี เพื่อให้เกิดความเป็นกลางมากที่สุด โดยเทรเชอริสต์ มี 124 แบบประกัน จากบริษัทประกันชั้นนำของไทย 11 บริษัท ซึ่งต้องบอกว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ว่ามานี้ ให้บริการฟรี!!

นอกจากนั้น เรายังสามารถซื้อประกันที่ต้องการเพิ่มเติมได้ทันทีถ้าต้องการ โดยข้อดีสำหรับการใช้งานระบบนี้ที่เห็นได้ชัดๆ คือ ตัวผู้ใช้งานจะไม่ต้องถูกรบกวนจากคนขายประกันในเวลาที่ยังไม่อยากได้ แต่ถ้าอยากได้เมื่อไรก็แค่แจ้งความต้องการผ่านระบบ โดยกดสนใจที่แผนประกันเพื่อให้ข้อมูลติดต่อกลับ ซึ่งทางพันธมิตรของได้โล่นั้นจะติดต่อกลับไปภายใน 2 วันครับผม

ผมลองทำคลิปรีวิวการใช้งานได้โล่แบบสั้นๆ ไว้ให้ดูครับ เพียงแค่กรอกข้อมูลต่างๆที่เรามีไป แล้วสมัครสมาชิก ล็อกอินเข้าสู่ระบบ เราจะได้รับข้อมูลประกันที่แนะนำทันทีครับ https://youtu.be/xQai_M26sq8 แต่ถ้าอยากลองทำจริง ก็สามารถมากรอกจริงได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ https://bit.ly/2LwhUe9 

แถมท้ายสักนิด แล้วประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้นั้น มันมีเงื่อนไขอย่างไร? 

สำหรับคนที่สนใจว่าประกันชีวิตแบบไหนลดหย่อนภาษีได้นั้น เรามาดูกันที่เงื่อนไขตามกฎหมายกันดีกว่าครับ เพื่อที่จะได้เช็คอีกทีว่า ประกันชีวิตที่เรามีอยู่นั้น มันสามารถลดหย่อนภาษีได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า

1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือ เงินฝากแบบมีประกันชีวิต

กลุ่มนี้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท โดยกลุ่มนี้จะหมายความรวมถึงเบี้ยประกันชีวิตทั้ง 3 แบบด้านบน นั่นคือ แบบสะสมทรัพย์ แบบชั่วระยะเวลา และแบบตลอดชีพ

ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ

สำหรับเรื่องของเงื่อนไขนั้น จะมีเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย ได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี ฯลฯ

2. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 200,000 บาท กลุ่มนี้จะเป็นเงื่อนไขจำนวนเงินแยกออกมาจากประกันชีวิต 3 ประเภทในข้อ 1 ครับ

นอกจากนั้น ประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นตัวลดหย่อนภาษีที่เป็นการวางแผนเกษียณ ซึ่งจะมีเงื่อนไขแยกต่างหากของกลุ่มนี้ครับ คือ ยอดรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทอีกด้วยครับ

สำหรับเงื่อนไขประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นจะมีเรื่องของ ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป  ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการ จ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อเรามีอายุตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น รวมถึงต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์อีกด้วยครับ

สำหรับการทำประกันชีวิตทั้ง 2 กลุ่มนี้ ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเองมีค่าเบี้ยประกันที่จ่ายเท่าไร ผมแนะนำว่าให้เน้นความสำคัญตรง ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันที่ระบุไว้ว่าเป็นค่าประกันชีวิตเท่าไร ตรงนี้ข้อมูลจะชัดเจนที่สุดครับ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของประกันสุขภาพต่างๆ ที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะครับ เช่น เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง หรือ เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2562 พร้อมวิธีคำนวณและเทคนิคการวางแผนภาษีจากประสบการณ์จริง ครับผม

สุดท้ายก่อนจากกัน ขอฝากข้อคิดไว้สักเล็กน้อยสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อประกันชีวิตละกันครับ นั่นคือ การซื้อประกันชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด ต้องครอบคลุมทุกเป้าหมาย จ่ายไหว และได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่คุ้มค่า

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประกันชีวิตที่เราซื้อ มีคุณค่าในตัวของมันเองครับ..

บทความนี้เป็น Advertorial

ออริจิ้น “วิสัยทัศน์เฉียบ” นำทัพบุก EEC โซน สร้างอภิมหาโปรเจค Origin Smart City

ออริจิ้น “วิสัยทัศน์เฉียบ” นำทัพ บุก EEC โซน สร้างอภิมหาโปรเจค  Origin Smart City สนองนโยบายรัฐ ฯ ใจกลาง NEW CBD ระยอง

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” นำอนาคตมาอยู่ในยุคปัจจุบัน  สร้าง ‘‘สมาร์ทแพลทฟอร์ม’’ การอยู่อาศัย ทรานฟอร์มการใช้ชีวิตสู่สังคมแห่งเทคโนโลยีอนาคต สร้างเมืองใหม่ตอบสนองการพัฒนาของภาครัฐด้วยโครงการเมกะโปรเจคกว่า 24 ไร่ มูลค่าโครงการกว่าหมื่นล้าน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “BEYOND A LIVING PLATFORM”  ให้สามารถจัดการชีวิตได้อย่างอัจฉริยะ

ด้วยการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นตัวช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมืองใหม่แห่งนี้ยังเป็นเมืองต้นแบบด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานไฟฟ้า และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น สร้างสรรค์ สังคมคุณภาพ Lifestyle HUB ขนาดใหญ่ Landmark แห่งใหม่ ในทำเล “ระยอง”

ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเป็นทุกอย่างสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะการทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นในทุกมิติ ทั้งความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตในที่พักอาศัย คนยุคใหม่รับเอาเทคโนโลยีมา พัฒนาคุณภาพชีวิตประจำวันกันมากขึ้นเรื่อยๆ 

การเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบสั่งได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เดินผ่านเซนเซอร์แล้วไฟสว่าง ตลอดจนระบบความปลอดภัยเพื่อยกระดับการอยู่อาศัย รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนที่ราคาถูกกว่า อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คืออนาคตของที่อยู่อาศัยที่ถูกรวบ มาใว้บน สมาร์ทแพลทฟอร์มนี้

ORIGIN Smart City Rayong จะมาตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่ผ่านเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคุณให้ใช้ชีวิตได้ง่ายดายมากกว่าที่เคยเป็นมา

ทำไมต้องเป็นระยอง

ระยอง คือหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดใน EEC จุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งแหล่งคมนาคมทางอากาศ ‘สนามบินอู่ตะเภา’เมืองการบินแห่งอนาคต  ทางบกอย่าง’รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 แอร์พอร์ต’ และทางน้ำอย่าง‘ท่าเรือมาบตาพุด’ ดินแดนที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจไปทั้ง จีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ถือเป็นระเบียงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ พื้นที่ปักหมุดของนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก หลากหลายธุรกิจ ทั้ง ปตท. SCG รวมถึง Start up อีกมากมายที่ขับเคลื่อนประเทศ

ซึ่งอนาคตจะกลายเป็น Hub อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ มีการลงทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันจากทั้งภาครัฐ และเอกชน ทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว การลงทุนสร้าง Origin Smart City Rayong ของกลุ่ม Origin Property ในระยองจึงมีความหมายอย่างยิ่ง

เฟสการลงทุนใน EEC อนาคตจะมีการพัฒนาโครงข่าย คมนาคมและโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ในเขตสามจังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา คือ

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่าง 3 สนามบินคือ ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา

หลังจากได้ผู้ชนะในการประมูลโครงการ ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับ ซีพีและกลุ่มพันธมิตร เมื่อดูตามแผนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้ประมาณปี 2567 เส้นทางในการเชื่อมต่อ ช่วงที่ 1 พญาไท-สุวรรณภูมิ ช่วงที่ 2 พญาไท-ดอนเมือง และช่วงที่ 3 สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา

สำหรับระยะเวลาในการเดินรถจากดอนเมืองไปยังสุวรรณภูมิ ระยะทาง 60 กม. จะใช้ความเร็ว 160 กม./ชม. และจากสุวรรณภูมิไปยังอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม.จะใช้ความเร็ว 250 กม./ชม. จากระยะเวลาเบื้องต้น จะทำให้ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นเพื่อเดินทางจากดอนเมืองไปยังอู่ตะเภาและจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภา ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับค่าโดยสารในการเดินทางจากดอนเมืองไปยังอู่ตะเภาเบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 500 บาท

พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติ สามารถรองรับผู้โดยสารได้หลัก 60 ล้านคนต่อปี

รถไฟทางคู่ เชื่อมสามท่าเรือสำคัญ (ท่าเรือมาบตาพุด, แหลมฉบัง, สัตหีบ)

ส่วนต่อขยายท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ยกระดับกำลังการผลิต

ยกระดับท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยกกำลังการขนถ่ายสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 เชื่อมต่อ กรุงเทพฯ-บ้านฉาง ซึ่งรวมถึงช่วงพัทยา-มาบตาพุดด้วย

พัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่าเรือ

เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand หรือ EECd)

เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจจะวันออก ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน

พร้อมกันนี้ ORIGIN Smart City Rayong ยังพัฒนา 3 แกนสมาร์ท  SMART TECH ทรานฟอร์มชีวิต…สู่เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยยุคอนาคต ยกระดับความเป็นอยู่, SMART ECO เมืองต้นแบบสังคมแห่งพลังงานทดแทน ‘‘ENERGY Management System’’ ต้นแบบแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ SMART COMMUNITY แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ไลฟ์สไตล์ฮับ สุด ‘‘สมาร์ท’’ รองรับการใช้ชีวิตทันสมัย

SMART TECH

ทรานฟอร์มชีวิต…สู่เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยยุคอนาคต  ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ชีวิต และเชื่อมต่อระบบการสื่อสารไร้สายบนเครือข่าย Internet เรียกว่า Internet Of thing  (IOT) เพื่อ ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคอนาคต ไม่ว่าจะเป็น “Home Automation” ที่ให้คุณควบคุมอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ภายในห้องพัก ด้วย Application และ “Intelligence Facilities” เทคโนโลยีในพื้นที่ส่วนกลางที่ทันสมัย ที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์การชีวิตในยุคดิจิทัล

Home Automation” ความสะดวกสบาย ที่สั่งได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ด้วย 4 เทคโนโลยี

  • Digital Door lock ‘’สมาร์ท’’ ด้วยการควบคุมการล็อกประตู ผ่าน application  
  • Motion Sensor Nightlight   ‘สมาร์ท’ ด้วยระบบเซนต์เซอร์เปิด- ปิดไฟอัตโนมัติ ช่วยให้พื้นที่ที่มีแสงน้อย ปลอดภัย เพิ่มความสะดวกสบาย เพียงเดินผ่านจุดเซ็นเซอร์ ระบบไฟฟ้าจะทำงานทันที
  • Lighting Control ‘’สมาร์ท” ด้วยระบบเปิด-ปิดไฟ  ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ ผ่านสมาร์ทโฟนในมือคุณ 
  •  Air Control  ‘’สมาร์ท”ด้วยระบบการควบคุมและปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศผ่าน Application

Intelligence Facility พื้นที่ส่วนกลางสุดอัจฉริยะ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด ใน ‘สมาร์ทแพลทฟอร์ม’ การอยู่อาศัย

ได้แก่

  • Smart Security   ทำให้การอยู่อาศัยปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ได้แก่
    • VDO Door Phone    ระบบรักษาความปลอดภัยอีกขั้น ที่มอบความอุ่นใจ และปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย เพราะสามารถเห็นหน้าผู้มาติดต่อ และสนทนาตอบโต้ได้ โดยติดตั้งไว้บริเวณ Lobby
    • Auto Barrier Gate  ระบบไม้กั้นอัตโนมัติ พร้อมระบบ Key card เข้า ออกโครงการ
    • Plate Recognition ระบบตรวจจับทะเบียนรถยนต์อิเลคโทรนิคส์ เพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้เข้า ออกโครงการ  
    • ระบบ CCTV กล้องวงจรปิดทั่วทั้งโครงการ
  • VR Fitness เทคโนโลยีเสมือนจริง ช่วยให้การออกกำลังกายไม่น่าเบื่ออีกต่อไปด้วย Virtual Reality เทคโนโลยีสร้างโลกเสมือนจริงอันทันสมัย ช่วยให้ผู้เล่นเสมือนได้ไปออกกำลังกายที่ใดๆก็ได้บนโลกนี้ 
  • Smart Locker ระบบล็อกเกอร์อัจฉริยะ รับฝากของ พร้อมใช้งาน 24 ชม. ปลอดภัยผ่าน     application ในมือถือ
  • Wifi common Area พร้อมให้คุณเชื่อมต่ออินเตอร์เนท อย่างไร้ขีดจำกัด ในพื้นที่ส่วนกลาง 
  • Smart Screen  กระจกอัจฉริยะติตดั้งในพื้นที่ส่วนกลาง  พร้อม Scene Setting Report สามารถรายงานข้อมูลต่างๆ ให้คุณเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์
    • Google Map  Report :  รายงานสภาพการจราจร  
    • Screen Fresh Air PM 2.5: รายงานค่าฝุ่น PM 2.5  
    • Weather & Temperature forecast : รายงานอุณหภูมิ และสภาพอากาศ
    • Paperless Society Announcement  :  ป้ายประกาศอิเลคโทรนิคส์  ลดการใช้กระดาษ ลดโลกร้อน
  • Wireless Charging อุปกรณ์ชาร์ตแบตสมาร์ทโฟนไร้สาย ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง

Smart Application : Origin Connect

แอพพลิเคชั่นสุดสมาร์ท สำหรับลูกบ้าน Origin ที่สามารถเป็นได้ทั้งตรวจสอบสิทธิพิเศษต่างๆ  รับพัสดุ แจ้งซ่อมนิติบุคคล ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง

SMART ECO

เมืองต้นแบบสังคมแห่งพลังงานทดแทน ‘‘ENERGY Management System’’ ต้นแบบแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย และเกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

แพลทฟอร์มนี้ พัฒนาและบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยเทคโนลียีทันสมัย อย่างมีประสิทธิภาพ  สังคมแห่งพลังงานทดแทน จะเกิดขึ้นที่นี่ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่

  • Solar Cell พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานสะอาด ที่ใช้แล้วไม่มีวันหมด ในพื้นที่ส่วนกลางของ Origin Smart City Rayong นี้ สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าส่วนกลาง ลดโลกร้อน
  • Smart Shelter  สเตชั่นอัจฉริยะ ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่าน  Solar Cell ติดตั้ง Smart Screen  จออัจฉริยะ ที่สามารถเช็คสภาพจราจร เช็คอุณหภูมิ และสภาพอากาศ  เช็คค่าฝุ่น PM 2.5  พร้อมจุด “Wireless Charger’’ สำหรับ Smart Phone พร้อม Bike Sharing พร้อมจุดจอดจักรยาน  
  • EV Charger  สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทำหน้าที่เป็นตัวชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ ภายในพื้นที่ “สมาร์ท ดิสทริค”
  • Smart LAMP Censor ระบบเปิด ปิดไฟส่วนกลางอัตโนมัติ ผ่านระบบเซ็นเซอร์ ช่วยให้ประหยัดไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 
  • PEA Hero Platform ระบบการจัดการพลังงานจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การให้บริการด้านการตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าภายใน ‘‘สมาร์ท ดิสทริค’’

SMART COMMUNITY

แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ไลฟ์สไตล์ฮับ สุด ‘‘สมาร์ท’’

อาณาจักรมิกซ์ยูส (MIXED-USE) ‘’สมาร์ท ดิสทริค’’ที่มอบบริการครบวงจร (One-Stop Services)  โดย PLATFORM นี้จะประกอบด้วย คอนโดมิเนียม ที่สูงที่สุดในระยอง,คอมมูนิตี้ มอลล์, ซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม, LIFESTYLE HUB   อย่างร้านกาแฟชั้นนำ CLASS CAF? 24 Hours , Co- Working Space ,โรงแรมในเครือ Intercontinental Hotel Group รองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ทันสมัย

Cashless Society  : อีกแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับการอยู่อาศัย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกแทนการใช้เงินสด จ่ายเงินในระบบ Payment รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น E-Payment หรือ QR Code Payment สะดวกสบายมากกว่าที่เคย ได้แก่ Vending Machine เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ  พร้อมให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตลอด 24 ชม. Washing Machine  เครื่องบริการซักผ้า ให้บริการตลอด 24 ชม.

ทั้งหมดนี้ Origin Property เล็งเห็นศักยภาพ ทำเลระยอง ใน EEC Zone หรือ  Eastern Economic Corridor โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  งัดคัมภีร์ ‘‘กลยุทธ์ทะเลสีคราม’’ Blue Ocean    ด้วยการเข้าไปเป็นผู้นำในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ก่อนใคร  ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้  กับการสร้างอาณาจักร Origin District Sriracha  ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี  บนพื้นที่ EEC Zone เช่นกัน

ไปดูกันหน่อยดีกว่า ทำเลของออริจิ้นในระยองอยู่ตรงส่วนไหนกัน ?

ทำเลโครงการ Origin Smart City Rayong

  • 7 นาที จาก บขส.ใหม่ระยอง
  • 9 นาที จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ระยอง
  • 10 นาที  จากห้าง Passione Shopping Destination (ห้างแหลมทอง)
  • 10 นาที  จากโฮมโปร ระยอง
  • 12 นาที จากโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง
  • 14 นาที จากหาดแสงจันทร์ 
  • 16 นาที จากโรงพยาบาลระยอง
  • 16 นาที ห้าง Central Plaza ระยอง
  • 40 นาที  จากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา

ORIGIN SMART CITY RAYONG’’ อภิมหาโปรเจคใหม่ จาก Origin Property นำทัพมาด้วย 3 แกนสมาร์ท SMART TECH , SMART ECO และ SMART COMMUNITY บนทำเลศักยภาพใจกลาง ‘‘ไข่แดง’’ New CBD เมืองระยอง พิกัดโครงการ https://goo.gl/maps/6XF7LfR2xGMzm9y86

เตรียมพบกับ…ปรากฎการณ์ทรานฟอร์มที่อยู่อาศัย สู่รูปแบบการใช้ชีวิตอนาคต กับ “Origin Smart City Rayong’’ ลงทะเบียน คลิ๊ก UTM https://bit.ly/2WJdcj8

BEYOND A LIVING PLATFORM   ชีวิตอนาคตกำหนดได้ที่นี่…

บทความนี้เป็น Advertorial

รีวิววิธีใช้บัตรเครดิตแบบปลอดภัยไร้หนี้

บัตรเครดิตเปรียบเหมือนมีด มันจะเกิดประโยชน์หรือหรือโทษ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ามีดนั้นอยู่ในมือของใคร เช่น แม่ครัวใช้หั่นผักหรือหั่นหมูเพื่อทำอาหาร ชาวสวนใช้ตัดตกแต่งกิ่งต้นไม้ คุณหมอใช้ผ่าตัดรักษาคนไข้ หรืออยู่ในมือของโจรใจร้ายที่ฆ่าชิงทรัพย์ 

บัตรเครดิตก็เช่นกันที่เราเลือกได้ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง(ได้เงินคืน สะสมแต้ม) หรือว่าใช้ทำร้ายทิ่มแทงตังเองจนกลายเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่เราเป็นคนเลือกเองนะจ๊ะ

วันนี้อภินิหารเงินออมจะมารีวิววิธีใชับัตรเครดิตแบบปลอดภัยไร้หนี้สินล้นพ้นตัวว่าทำอย่างไร ถ้าทำตามแล้วรับรองว่าไม่มีทางที่เราจะเสียน้ำตาและเสียดอกเบี้ยให้บัตรเครดิตแน่นอนจ้า

วิธีใช้บัตรเครดิตแบบปลอดภัยไร้หนี้

  1. กฎเหล็ก : ถึงวันกำหนดจ่ายต้อง “จ่ายเต็มจำนวน จ่ายตรงเวลาและไม่จ่ายขึ้นต่ำ”

  2. รู้กำลังตัวเอง : มีเงินออมก่อนแล้วค่อยใช้บัตรเครดิต

  3. การจ่ายบัตร

            => กลัวลืมจ่ายบัตร : ควรใช้วิธีรูดปุ๊บแล้วโอนเงินจ่ายบัตรเครดิตทันที

            => ตั้งเวลาเตือนล่วงหน้า : รูดบัตรเครดิตไปเท่าไหร่ก็ออมเงินเท่านั้น 

                 พอถึงกำหนดจ่ายก็ถอนเงินก้อนนี้มาจ่ายหนี้บัตร 

    4. เก็บบิล : ควรเก็บบิลที่รูดบัตรไว้ทุกใบ เราจะได้รู้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ถ้าเงินหมดเร็วจะได้มาแกะรอยที่บัตรเครดิตและถ้าหากเกินงบที่ตั้งไว้ก็จะต้องหยุดใช้ทันที

รู้แล้วลงมือทำ

ถ้าทำตามนี้แล้วได้ผลอย่างไร อภินิหารเงินออมรีวิววิธีการใช้บัตรเครดิตของตัวเองไว้ที่ภาพข้างล่างนี้แล้วจ้า ภาพแรกเป็นการใช้จ่ายแล้วได้รับเงินคืน ส่วนภาพที่สองเป็นบัตรเครดิตของแม่ที่เน้นสะสมแต้ม แลกสิ่งของมาใช้หลายอย่าง เช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องออกกำลังกาย โทรศัพท์ แลกเป็นเงินสดซื้อของ ฯลฯ 

ภาพแรก : ได้รับเงินคืนจากใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Cash Back)

 

รีวิววิธีใช้บัตรเครดิตแบบปลอดภัยไร้หนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/640628979308056/posts/2319576694746601?sfns=mo

ภาพที่สอง : สะสมแต้มผ่านการใช้งานบัตรเครดิต

รีวิววิธีใช้บัตรเครดิตแบบปลอดภัยไร้หนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2014775975226676?type=3&sfns=mo

ถ้าเรากำลังเดินอยู่บนทางเท้า แล้วเห็นคนที่อยู่ข้างหน้าเดินสะดุดก้อนหินหกล้ม พอถึงคราวที่เราจะต้องเดินผ่านบริเวณนั้นก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษจะได้ไม่สะดุดหินหกล้มเหมือนคนอื่น วิธีการใช้บัตรเครดิตก็เช่นกัน

เราอาจจะเคยได้ฟังเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ชีวิตพังพินาศเพราะการใช้บัตรเครดิตกันมาแล้ว แต่เราเคยถามเขามั้ยว่ามีวิธีการใช้งานบัตรอย่างไรถึงมีหนี้เยอะขนาดนั้น คำตอบของเขาก็จะทำให้เรารู้ว่าการใช้งานที่ผิดวิธีนั้นทำอย่างไร เพื่อเราจะได้ไม่ทำผิดซ้ำสองนะจ๊ะ เพราะทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกเองจ้า ^^

ขอให้ทุกคนโชคดีไร้หนี้สินกวนใจนะจ๊ะ

เพจอภินิหารเงินออม

“ฮาบิแทท กรุ๊ป” ผู้นำโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยม ประกาศร่วมทุนกับ “ลิสต์ กรุ๊ป”บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ฮาบิแทท กรุ๊ป ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยม ได้ประกาศความร่วมมือกับลิสต์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมย่านทองหล่อ มูลค่ารวมกว่า 2,800 ล้านบาท ณ ห้องเพรสซิเดนท์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ทำความรู้จักกับฮาบิแทท และสิสต์กรุ๊ป

ฮาบิแทท กรุ๊ปก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2555 เป็นบริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุนในทำเลศักยภาพทั้งในพัทยา และกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวคิด “Lifestyle investment” ผสมผสานระหว่างการใช้ชีวิตกับการลงทุนอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ลูกค้าปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมของตัวเองผ่านเครือข่ายและ Chain โรงแรมแรมที่เป็นพันธมิตร นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเข้าพักที่คอนโดมิเนียมของตัวเองได้ 14 วันต่อปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ที่ผ่านมาฮาบิแทท กรุ๊ปได้รับรางวัลเป็นเครื่องพิสูจน์คุณภาพมาแล้วมากมาย รวมทั้งสิ้น 26 รางวัล ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น Thailand property award และ Asia pacific property award โดยเฉพาะรางวัลที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและผลิตภัณฑ์

ส่วนลิสต์ กรุ๊ป เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2531 โดยเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในระยะแรก แล้วจึงขยายธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาคอนโดมิเนียม โครงการบ้านพักอาศัย รวมถึงการรีโนเวทอาคาร

นอกจากนี้เมื่อปีพ.ศ. 2553 ลิสต์ กรุ๊ปยังได้ซื้อสิทธิ์บริษัท ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้ ในประเทศญี่ปุ่น และในฮาวายเมื่อปีพ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีสำนักงานกว่า 1,000 แห่งใน 72 ประเทศและนายหน้ากว่า 20,700 ราย ในปีค.ศ. 2018 มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประกาศความร่วมมือพัฒนาโครงการมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านบาท

การร่วมมือกันของทั้งสองบริษัทในครั้งนี้ ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อร่วมทุนกัน 2 บริษัท คือ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด และบริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ 2 ซึ่งทางฮาบิแทท กรุ๊ปจะเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 62% ส่วนทางลิสต์ กรุ๊ป จะถือหุ้นในสัดส่วน 38%

การร่วมทุนกันนี้ จะเป็นการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงการของฮาบิแทท กรุ๊ป ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศที่เข้าถึงได้ยาก เช่นประเทศจีน หรือสิงคโปร์ จากการเข้าถึงเครือข่ายลูกค้าและการลงทุนของลิสต์ กรุ๊ป และซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้ที่มีอยู่ทั่วโลก

2 โครงการคอนโดมิเนียมกลางทองหล่อ

ฮาบิแทท กรุ๊ป และลิสต์ กรุ๊ป ได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low rise luxury จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ได้แก่

วาลเด้น ทองหล่อ ซอย 8

โครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 117 ยูนิต ห่างจาก ถนนหลักเพียง 100 เมตร มีห้องให้เลือกตั้งแต่ขนาด 32.5 ตารางเมตร ไปจนถึง 71 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ย 235,000-260,000 บาทต่อตารางเมตร

วาลเด้น ทองหล่อ ซอย 13

โครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 122 ยูนิต มีห้องให้เลือกตั้งแต่ขนาด 35 ตารางเมตร ไปจนถึง 60 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ย 185,000-220,000 บาทต่อตารางเมตร

จุดเด่นของทั้งสองโครงการคอนโดมิเนียมนี้คือ ทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านทองหล่อ ตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัยเอง หรือจะลงทุนด้วยการปล่อยเช่าให้กับคนญี่ปุ่นที่นิยมอาศัยอยู่ในระแวกนั้นก็ได้ เนื่องจากทองหล่อเป็นทำเลที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ทั้งแหล่งชอปปิง ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม

แม้ทั้งสองโครงการจะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแบบ Low rise มีความสูงเพียง 8 ชั้น แต่สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ส่วนกลาง ยังคงมีคุณภาพในระดับดีเทียบเท่ากับโครงการอื่นๆในระดับเดียวกันแน่นอน

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครยังคงมีศักยภาพ และแนวโน้มที่จะเติบโตทั้งในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความเป็นสากล ในขณะเดียวกันมีราคาต่อตารางเมตรที่ไม่สูงมากนัก อยู่ที่ 200,000-300,000 บาท เมื่อเทียบกับเมืองชั้นนำอื่นๆที่ราคาต่อตารางเมตรอาจสูงกว่า 2-3 เท่า

นอกจากนี้ยังมีแรงกระตุ้นจากประชากรที่เป็นชนชั้นกลางไปจนถึงสูง ที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยแน่นอน

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“ซื้อของออนไลน์” แล้วโดนหลอก ป้องกันตัวเองยังไง

“ซื้อของออนไลน์” ในยุคนี้เป็นสิ่งทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี การขายออนไลน์ยิ่งบูม คนซื้อถ้าไม่ตรวจสอบ ไม่ระมัดระวัง ยิ่งถูกหลอกง่าย หลายคนโดนหลอกขายสินค้าแบรนด์เนมทางโซเชียลมีเดีย โดยผู้ขายอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจมาขายเอง

บ้างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนแนะนำกันเอง จึงเกิดความเชื่อใจ ไว้วางใจมากขึ้น แต่พอโอนเงินให้ก็ติดต่อไม่ได้ คนขายอยู่ดีๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ ทักเฟสบุคไปก็ถูกบล็อค แถมเปลี่ยนชื่อเฟสหนีหน้าหายไปเสียอย่างนั้น

บางคนก็อ้างหน้าตาเฉยว่าสินค้าที่ขายนั้นเป็นของแท้ 100% หมายถึงเป็นสินค้านั้นแท้ๆ เป็นรองเท้าแท้ๆ 100% (ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเป็นแบรนด์แท้ 100%)

เดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็ชอบ “ซื้อของออนไลน์” กันนะครับ เพราะมันสะดวก หาซื้อง่าย แค่ใช้ปลายนิ้วคลิกแป้บเดียว โอนเงิน ก็มีคนนำพัสดุมาเคาะประตูรอส่งมอบให้คุณ ใช้เวลาไม่นาน ดังนั้น การชอปปิงก็ง่ายขึ้น การขายก็ง่ายที่จะนำเสนอและเชื้อเชิญให้คนมาซื้อสินค้าตนมากขึ้น

แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้ หลายคนจ่ายแพงกว่าที่สั่งซื้อ นั่นก็คือได้สินค้าปลอมบ้าง ได้สิ่งของที่ไม่ตรงกับคุณภาพตามที่คาดหวัง เพราะเราไม่ได้ไปซื้อเองที่หน้าร้าน เราไม่ได้สัมผัสกับสินค้าโดยตรง ผู้ขายหลายรายขายความซื่อสัตย์ของตัวเองทิ้งด้วยสินค้าไม่กี่ชิ้น ด้วยการปิดเพจเฟสบุคและไลน์และก็เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ

6 วิธีป้องกันการโดนหลอกเวลาซื้อของออนไลน์กัน 

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แนะวิธีป้องกันการโดนหลอกจากการซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์

1. ตรวจสอบเว็บไซต์ของร้านค้าว่ามีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกระทรวงพาณิชย์หรือไม่

2. เลือกร้านค้าที่มีผลตอบรับที่ดี

3. เลือกซื้อสินค้าจากร้านที่มีเว็บไซต์การขายสินค้ามาแล้วอย่างน้อย 1 ปี

4. ดูให้มั่นใจว่ามีการตอบการซื้อขายสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ปลอดภัย ไว้ใจได้

5. ดูเงื่อนไขในการรับประกันสินค้า ระยะเวลาในการรับประกัน ซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร

6. ไม่ควรเป็นสินค้าผิดกฎหมาย และราคาสูงเกินไป

กรณีที่หลอกขายสินค้าแบรนด์เนมและดันหลอกอีกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาเอง แต่เอาเข้าจริงเมื่อถูกตรวจสอบกลับไม่ใช่ แล้วยังไงต่อ ?

ผู้ขายที่ทำให้ผู้ซื้อเสียหายจะถูกดำเนินคดีดังนี้

(1) ข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา

(2) ข้อหานำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

(3) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าจะปลอมทั้งหมดหรือบางส่วน แต่เป็นเท็จก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกแน่แล้วต้องทำอย่างไร ?

(1) เบื้องต้น ผู้เสียหายสามารถโทรแจ้งสายด่วน 1212 รับแจ้งเว็บไซต์ไม่เหมาะสม ขัดต่อความมั่นคงวัฒนธรรม ศีลธรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้รับเรื่องต่อ

(2) แจ้งความร้องทุกข์ได้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคารบี ชั้น 4 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. 10210 หมายเลขติดต่อ 02-142 2555 ถึง 60

(2.1) หากไม่สะดวกเดินทางไปยังกองบังคับปราบปราม หลังท่านแจ้งความกับสถานีตำรวจแล้วสามารถแจ้งข้อมูลออนไลน์ทางเว็บไซต์กองปราบปรามได้ดังนี้

ช่องทางแรก แจ้งเบาะแส (https://tcsd.go.th/แจ้งเบาะแส/)

ช่องทางที่สอง แจ้งเหตุ (https://tcsd.go.th/แจ้งเหตุ/)

ที่มา

ไทยรัฐ
(1) https://bit.ly/2VSbjvF
(2) https://bit.ly/2SVgoS3
โพสต์ทูเดย์ https://bit.ly/2u0LNIt
TCSD https://tcsd.go.th

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

ค่าเงินบาทไทย ทำไมถึงแข็งจนต้องร้องขอชีวิต

ตามข้อมูลของ Bloomberg ค่าเงินบาทช่วงนี้ แข็งค่ามากกว่า 8.3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งมากที่สุดในโลก 

แข็งจนต้องร้องขอชีวิต

แข็งจนแบงค์ชาติต้องออกมาตรการเพื่อไม่ให้มันแข็งกว่านี้

หลายๆคนแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศกันรัวๆ

แต่หลายๆคนสงสัยว่า ค่าเงินบาทไทย ทำไมถึงแข็งจัง

คำตอบก็คือ เงินที่ไหลเข้ามาในประเทศ มันมากกว่าเงินที่ไหลออกไปนั่นเองค่ะ

ซึ่งเราดูได้จาก 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้จากการส่งออกมากกว่ารายจ่ายจากการนำเข้ามั้ย รายได้ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในบ้านเรามีมากกว่ารายจ่ายที่ออกไปมั้ย เงินโอนที่โอนเข้ามาในประเทศมีมากกว่าที่โอนออกไปมั้ย ทั้งหมดนี้ เราดูได้จาก ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในปี 2561 เกินดุลมากถึง 8% ของจีดีพี หรือ 8% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย 

อ้าว แต่ปีนี้ส่งออกครึ่งปีแรกก็ติดลบ ท่องเที่ยวก็สู้ปีที่แล้วไม่ได้ ทำไมเงินบาทแข็งเอาๆกว่าเงินสกุลอื่นๆล่ะ

คำตอบอยู่ที่ส่วนที่ 2 นั่นคือ เงินที่นักลงทุนนำเข้ามาในบ้านเรานั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็นำมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล

แล้วทำไมนักลงทุนถึงเลือกนำเงินเข้ามาที่ไทย ปิ่นมองว่าสาเหตุสำคัญมีดังนี้ค่ะ

  1. ช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลกับเศรษฐกิจโลก ทั้งตัวเลขการค้าที่แย่ที่สุดนับแต่ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทั้งการลงทุนโดยรวมของโลกที่อยู่ในช่วงขาลง แถมมีเรื่องสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีน ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างไปสู่ประเทศอื่นๆด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ที่ส่งออกวัตถุดิบให้จีน เช่น เกาหลีและไต้หวัน นอกจากนี้ ยุโรปก็เจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แถมยังมีประเด็น Brexit อีกต่างหาก พูดง่ายๆคือ หลายๆที่ในโลกตอนนี้กำลังมีปัญหาของตัวเอง
  2. ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ถึงแม้การเติบโตของเศรษฐกิจเราจะชะลอลง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจของเรานับว่าปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้นเยอะเมื่อเที่ยบกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ดูจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และหนี้สาธารณะที่อยู่แค่ 42% ของจีดีพี ต่ำกว่าหลายๆประเทศ ซึ่งหมายความว่า ต่อให้เศรษฐกิจบ้านเราแย่แค่ไหน แต่ประเทศก็ยังมีเงินที่สะสมไว้เยอะและโอกาสที่รัฐบาลจะถังแตกก็มีน้อย 

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไทยเลยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย หรือ safe haven แห่งหนึ่ง ที่นักลงทุนเอาเงินมาพักไว้

ยิ่งช่วงนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี และธนาคารกลางยุโรปหรือ อีซีบี ได้คงดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่า ถ้าเศรษฐกิจยุโรปไม่ดีขึ้น ก็พร้อมที่จะ “ใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” ซึ่งอาจหมายถึงการลดดอกเบี้ยในช่วงต่อไป แม้กระทั่งการทำ QE หรือการซื้อพันธบัตรเพิ่มและปล่อยเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น คล้ายๆกับที่เคยทำในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปเมื่อ 10 ปีก่อน ทั้งหมดนี้ อาจทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาเพื่อแสวงหาผลตอบแทนในประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงประเทศไทยด้วยก็ได้

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงค์ชาติ จึงออกมาตรการเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น 2 มาตรการ คือ 

  1. ลดยอดบัญชีที่ต่างชาติถือเงินฝากสกุลบาทจากเดิม 300 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 200 ล้านบาท
  2. ให้รายงานข้อมูลที่ต่างชาติถือตราสารหนี้ไทย ว่าใครคือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง 

เพื่อดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าไปมากกว่านี้จากการเก็งกำไรค่าเงิน

สุดท้ายนี้ เงินบาทจะแข็งค่าต่อไปอีกนานแค่ไหน คงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่คงตอบได้ว่า คงจะแข็งค่าไปอีกซักพัก ตราบใดที่ไทยยังถูกเลือกให้เป็นที่พักเงินของนักลงทุนต่างชาติค่ะ

บทความอ้างอิง

https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-07-03/-worried-thai-central-bank-looking-at-steps-to-damp-baht-surge

https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-07-16/powell-reiterates-fed-will-respond-to-mounting-downside-risks

https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-07-08/ecb-officials-ready-to-add-stimulus-but-won-t-say-when-or-how

https://www.bot.or.th/Thai/FinancialMarkets/ForeignExchangeRegulations/Pages/default.aspx

BEM กับทางเลือก ต่อไม่ต่อสัมปทาน ประชาชนได้ประโยชน์ยังไง

ในช่วงนี้เพื่อนๆหลายคนก็คงกำลังติดตามข่าวเรื่องหุ้น BEM ในเรื่องของข้อเสนอการต่อสัมปทาน 30 ปี แลกกับการยุติข้อพิพาทค่าโง่ทางด่วนกันอยู่ใช่ไหมครับ แน่นอนว่าหลายคนก็คงสงสัยนั่นล่ะว่า ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มันเป็นยังไง แล้วทำไมถึงต้องมีการเสนอแนวทางนี้ ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกเป็นอย่างไร มาดูกันนะครับ

ทำไมถึงเกิดค่าโง่ที่คาดการเอาไว้ถึง 1.37 แสนล้านบาท?

สิ่งแรกที่เราจะต้องเข้าใจกันก่อนก็คือ BEM ได้รับสัมปทานมาจากรัฐบาล ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามสัญญา แต่อย่างว่านะครับ ด้วยเวลาที่เปลี่ยนไปหลังทำสัญญา ก็อาจจะเกิดเงื่อนไขบางอย่างที่บางฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ จนทำให้เกิดข้อพิพาทในการฟ้องร้องขึ้น อันนี้เป็นเรื่องปกติของโลกธุรกิจนะครับ โดยในกรณีของค่าโง่ทางด่วนนั้นมีสาเหตุในการฟ้องร้องอยู่ 2 เรื่องดังนี้ครับ

การเข้ามาแข่งขันของภาครัฐ

เรื่องที่นำมาฟ้องร้องกันคือการสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์ช่วงอนุสรณ์สถานแห่งชาติไปถึงรังสิตที่มาแข่งกับทางบริษัทลูกของทาง BEM ในส่วนของบางปะอิน-ปากเกร็ด ทำให้ทางบริษัทเอกชนสูญเสียรายได้

การชะลอขึ้นค่าทางด่วน

ในการตกลงระหว่างรัฐบาลกับทาง BEM ได้มีเรื่องของการขึ้นค่าผ่านทางด้วย ซึ่งพอถึงเวลา รัฐบาลไม่ปรับขึ้นค่าผ่านทางตามที่กำหนดไว้ในสัญญาการขึ้นค่าทางด่วนเพราะกลัวกระทบต่อพี่น้องประชาชน แต่พอไม่ได้ขึ้นในครั้งหนึ่ง มันก็จะมีผลกระทบต่อการขึ้นในครั้งหน้า ก็เลยนำไปสู่การฟ้องร้องในการสูญเสียรายได้ในส่วนนี้

ข้อพิพาททั้งหมดที่มีการประเมินเป็นตัวเลขไว้ โดยรวมทุกคดีทั้งที่ตัดสินแล้วและอยู่ในกระบวนการนั้นเป็นจำนวนถึง 1.37 แสนล้านบาท คำถามก็คือ ในกรณีที่แย่ที่สุดและรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดนี้ จะหาทางออกกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไร?

การหาทางออกให้กับทั้ง 2 ฝ่าย

ถ้าหากเรามาดูข้อพิพาทและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น มันเกิดจากการทำผิดสัญญาและข้อตกลง หากรัฐบาลต้องจ่าย 1.37 แสนล้านบาทมาจ่ายให้กับ BEM มันก็เป็นอะไรที่คิดไม่ตกอยู่เหมือนกันเพราะเงินก้อนนี้ใหญ่มากและต้องเอามาจากภาษีของประชาชน เหตุการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายไหน

ผู้ที่เป็นคนเสนอ กทพ.หรือ BEM>>บอร์ดการทางพิเศษจึงเสนออีกวิธีเพื่อแก้ปัญหาขึ้นมาก็คือการต่อสัญญาสัมปทานให้ BEM เป็นเวลา 30 ปี โดยแลกกับการยุติข้อพิพาททั้งหมด ในรายละเอียดมีการขอแก้ไขสัญญาต่างๆ เช่น การตกลงส่วนแบ่งรายได้ใหม่ เพิ่มเรื่องรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน และการพัฒนาทางด่วน 2 ชั้น Double Deck เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การฟ้องร้องค่าเสียหาย แต่กำลังจะพ่วงรายการใหม่ๆเข้าไปในสัมปทานเพิ่มอีก

ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้ก็ย่อมมีประชาชนที่ไม่เห็นด้วย บางคนมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ประชาชนให้บริษัทเอกชน เพราะมีเพียงคดีเดียวที่เป็นอันสิ้นสุด มูลค่า 4,318 ล้านบาท จึงควรต่อสู้ทางกฎหมายมากกว่าการยกสัมปทานให้ อีกทั้งการเกิดโครงการสัมปทานใหญ่ๆ ก็จะต้องมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ เช่น 

รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผลดีผลเสียของโครงการ

ความถูกต้องของกฎหมายในการต่อสัมปทาน

สิทธิ First Right ที่ต้องมอบให้ BEM รวมไปถึงเรื่องความโปร่งใสอื่นๆ

และไม่รู้ว่าจะเกิดข้อพิพาทอื่นๆอีกไหมในอีก 30 ปีข้างหน้า

ทางสภาผู้แทนราษฎรจึงตกลงกันให้มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันศึกษาควรจะต้องดำเนินการอย่างไร

ต่อสัมปทาน 30 ปีแลกกับยุติข้อพิพาท ผลดีผลเสียเป็นอย่างไร?

(นพ.ระวี มาศฉมาดล สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคพลังธรรมใหม่)

ถ้าหากเราดูการประชุมรัฐสภา ในญัตติด่วน เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการต่ออายุสัมปทานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดย นพ.ระวี มาศฉมาดล สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคพลังธรรมใหม่ ที่ได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันมีรถใช้บริการทางพิเศษรวมแล้ววันละ 1,174,045 เที่ยวต่อวัน มูลค่าของสัมปทานจำนวน 30 ปีนั้นคือ 751,612 ล้านบาท ข้อดีข้อเสียของการต่ออายุสัมปทาน ทำเป็นตารางเปรียบเทียบดังนี้ครับ

จากตารางจะเห็นได้ว่า กรณีที่รัฐบาลต่อสัญญาสัมปทานให้ BEM นั้นจะทำให้ไม่ต้องจ่ายข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ส่วนรายได้ต่างๆ ก็มีการแบ่งกันตามข้อตกลงของสัญญา แต่อย่างไรก็ตาม การทำสัญญากับภาคเอกชนนั้นก็มีโอกาสเกิดข้อพิพาทต่างๆ ได้อีก และที่สำคัญคือค่าทางด่วนจะเพิ่มขึ้น 10 บาททุก 10 ปี ซึ่งในปัจจุบันทางอัยการยังทักท้วงถึงความเหมาะสมของสัญญานี้อยู่และอยากให้ปรับตามสภาวะเงินเฟ้อ

ในทางตรงข้ามหากไม่ต่อสัมปทาน รัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายจากข้อพิพาทประมาณ 1 แสนล้านบาท หากจ่ายไปก็เจ็บแต่จบ และได้ทางด่วนกลับมาบริหารเอง รายได้เป็นของรัฐบาลและประชาชน สามารถพิจารณาเรื่องการขึ้นค่าทางด่วนได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก รายได้ตรงนี้ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ในกิจการของรัฐบาลได้

ส่วนรายได้อื่นๆเช่นการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนและการพัฒนา Double Deck ก็อยู่ที่การศึกษาผลกระทบต่างๆ เพราะยังไม่ได้ลงรายละเอียด ซึ่งถ้าหากทำได้กรณีที่ต่อสัมปทานก็แบ่งกับ BEM ถ้าไม่ต่อสัมปทานประโยชน์ก็เข้ารัฐบาลทั้งหมด

สิ่งที่เราในฐานประชาชนต้องติดตาม

ผมว่าจริงๆ แล้วทุกฝ่ายก็พยายามหาแนวทางที่ดีที่สุดให้กับเรื่องนี้นะครับ แน่นอนว่าเมื่อรัฐบาลทำผิดสัญญา ศาลพิพากษาแล้วก็ต้องชดเชยให้กับเอกชน แต่การต่อสัมปทาน 30 ปีนั้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือเปล่า? หรือจริงๆ แล้วการจ่ายหนี้ที่เป็นข้อพิพาทและรัฐบาลนำทางด่วนที่หมดสัมปทานแล้วมาบริหารเองจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าในระยะยาว

ทั้งหมดนี้เราคงจะต้องรอผลสรุปการศึกษาจากคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ว่าจะมีผลอย่างไร ตอนนี้ทุกสายตาก็ต้องมองไปทางกลุ่ม สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ร่วมกันอย่างดีที่สุด เพราะกระทบพวกเราไปถึง 30 ปีเลยครับ

ว่าแต่เพื่อนผู้อ่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ ต่อหรือไม่ต่อสัมปทานดีกว่ากัน?

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save