รู้จักกับ “สิงห์ เอสเตท” บริษัทพัฒนาอสังหาฯ มูลค่า 60,000 ล้าน เติบโตกว่า 700%

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมาครับ ทาง aomMONEY ได้รับข่าวจากทาง “บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)” ว่าทางบริษัทเขากำลังจะประกาศยื่นเสนอขายหุ้น IPO ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก เพื่อทำการขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรม อ่านแล้วผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะยังคงไม่เข้าใจว่า “หุ้น IPO” นั้นคืออะไร… วันนี้ aomMONEY จะอาสาเล่าให้ฟังเองครับ

หุ้น IPO คืออะไร?

IPO นั้นย่อมากจากคำว่า Initial Public Offering หมายถึง หุ้นที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนทั่วไปครั้งแรกหรือก็คือประชาชนอย่างเรานั่นเองครับ  วัตถุประสงค์ คือ เพื่อระดุมเงินทุนให้แก่บริษัทสำหรับใช้ในการขยายกิจการ โดยจะมีการเสนอขายผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์และโบรกเกอร์ครับ 

สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ของ “บริษัท สิงห์ เอสเตท” ในครั้งนี้ทาง aomMoney ได้ทราบข่าวมาว่า จะมีการเสนอขายหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำความรู้จักบริษัทสิงห์ เอสเตท กันเลยดีกว่าครับ

รู้จักกับ “สิงห์ เอสเตท”

สิงห์ เอสเตท เป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนชั้นนำที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 โดยมีการดำเนินการบริหารธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย และออฟฟิศต่างๆ นอกจากนี้ในปี 2019 ทางบริษัทฯ ยังได้มีการจัดตั้งกองทรัสต์ SPRIME สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานขึ้น และกำลังมีแผนเตรียมนำธุรกิจโรงแรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วยครับ

ปัจจุบัน “สิงห์ เอสเตท” ทำอะไรบ้าง ?

ปัจจุบันบริษัท สิงห์ เอสเตทจำกัด (มหาชน) มีการทำธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่สามส่วนหลักๆ ได้แก่

  • 1. ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก 
  • 2. ธุรกิจโรงแรม 
  • 3. ธุรกิจที่พักอาศัย 

โดยทาง สิงห์ เอสเตท มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม ผ่านการใช้กลยุทธ์ขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศครับ

  • จากการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาบริษัท สิงห์ เอสเตท มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเกือบ 700% จากในปี 2014 ที่เริ่มต้นด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท และยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2019 บริษัทฯ จะมีรายได้สูงถึง 20,000 ล้านบาท เร็วกว่าที่ได้ตั้งเป้าไว้อีกด้วยครับ  
  • ในปี 2019 ทางบริษัทฯ เตรียมที่จะนำธุรกิจโรงแรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ชื่อว่า บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและสร้างการเติบโตให้กับ สิงห์ เอสเตท ในระยะยาว

ผลงานที่สำคัญของสิงห์ เอสเตท

1. โครงการ The ESSE Sukhumvit 36

“The ESSE Sukhumvit 36” (ดิ เอส สุขุมวิท 36) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมหรูแห่งแรกที่มีการร่วมมือกันระหว่าง Singha Estate กับ Hongkong Land บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำประเทศฮ่องกง มูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท โดยตัวโครงการจะมีระยะห่างจาก BTS ทองหล่อเพียงแค่ 20 เมตรเท่านั้นครับ ราคาเริ่มต้นที่ 9.11 ล้านบาท

2. โครงการ SINGHA COMPLEX

“SINGHA COMPLEX” โครงการมิกซ์-ยูส ระดับพรีเมียมย่านอโศกที่ประกอบไปด้วยอาคาร 2 ส่วนหลัก ได้แก่ อาคารที่พักอาศัยและอาคารสำนักงานพื้นที่ค้าปลีก รวมแล้วมีมูลค่าโครงการกว่า 8,500 ล้านบาท นอกจากจะมีความโดดเด่นด้านการดีไซน์ที่ทันสมัยแล้ว ตัวโครงการยังเน้นการประหยัดพลังงานภายใต้แนวคิดกรีนคอนเซ็ปต์ (Green concept) อีกด้วยครับ

3. The Marina at CROSSROADS Maldives

“The Marina at CROSSROADS Maldives” ส่วนหนึ่งของโครงการ CROSSROADS ที่มีมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือเพื่อเป็นสถานที่สำหรับการท่องเที่ยวและการพักผ่อนที่ครบวงจร โดยคุณสามารถที่จะเดินทางจากสนามบินนานาชาติมายังโครงการโดยใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 15 นาที เท่านั้นครับ นอกจากนี้ตัวโครงการยังมีการนำเสนอกิจกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นดำน้ำ ปลูกปะการัง คาเฟ่ หรือปาร์ตี้ ให้แก่นักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วยครับ

ความน่าสนใจของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว

“นายนริศ เชยกลิ่น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า

“ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6%  โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่องและมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตถึง 7%”  

“นอกจากนั้น UNWTO ยังคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอเชียที่ปี 2019 คาดว่าจะเติบโต 5-6% ในเชิงคุณภาพจากข้อมูลของ World Travel & Tourism Council หรือ WTTC  พบว่านักท่องเที่ยวยังคงแสวงหาการสัมผัสประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การเข้าถึงธรรมชาติที่สวยงามอุดมสมบูรณ์ และมุ่งเรียนรู้ศึกษาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจโรงแรมจึงเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในระยะยาวเหมาะสมที่จะลงทุนขยายธุรกิจ”

“นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)กล่าวสรุปว่า

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้แบบต่อเนื่องหรือที่เรียกกันว่า recurring income ซึ่งหลังจากที่ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เป็นบริษัทจดทะเบียนเต็มตัวแล้ว จะถือเป็นโอกาสอันดีในการขยายธุรกิจกลุ่มโรงแรมสู่การลงทุนในโครงการใหม่ๆ โดยการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินให้แก่บริษัท สิงห์ เอสเตท มากยิ่งขึ้น”

และนี่คือข้อมูลเกี่ยวกับ”บริษัท สิงห์ เอสเตท” ที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ นักลงทุนชาว aomMONEY กันนะครับ ส่วนครั้งหน้าผมจะนำเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเงินการลงทุนเรื่องใดมาฝาก ก็ฝากติดตามบทความต่อๆ ไปกันด้วยนะครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint บนทำเลคุ้มค่า กับราคาน่าสนใจ

อยากมีคอนโดเป็นของตัวเอง แต่ไม่อยากมีภาระที่หนักไป

คอนโดมิเนียมกลายเป็นที่พักยอดนิยมของยุคสมัยนี้ ด้วยความสะดวกสบายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน จุดหมายหนึ่งในชีวิตของใครหลายคนจึงเป็นเรื่องของการอยากมีคอนโดมิเนียมของตัวเองสักหลัง แต่อย่างที่หลายคนน่าจะรู้ ราคาคอนโดมิเนียมต่อตารางเมตรในปัจจุบันกระเถิบตัวขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นทำเลดีติดรถไฟฟ้ายิ่งสูง ราคาเริ่มต้นที่สูงเกินไปอาจจะทำให้ภาระผ่อนต่อเดือนหนักมาก ถึงแม้ว่าจะกู้ร่วม หรือผ่อนเป็นระยะนานอย่าง 30 ปี แต่ก็อาจจะยังหนักเกินไปสำหรับคนที่อาจจะเริ่มต้นทำงานและมีรายได้ไม่มากมาย

“บางนา” คือ ตัวเลือกที่ดีมากสำหรับโจทย์นี้

ในยุคที่มนุษย์กรุงเทพเดินทางกันด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก การเลือกมาหาที่พักที่ไกลหน่อยแต่รถไฟฟ้าผ่านถือว่าเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์มาก จุดสำคัญคือการเลื่อนทำเลออกมาสัก 5 สถานีอาจจะเพิ่มเวลาเดินทางต่อวันไม่มาก แต่กลับลดต้นทุนเรื่องที่พักลงได้มาก ค่าผ่อนคอนโดอาจลดลงได้ถึงเดือนละหลายหมื่นบาท เพราะทำเลที่ไกลกว่าย่อมมีราคาที่ถูกกว่า ถึงแม้ว่าจะเดินทางเข้ากลางกรุงได้อย่างแทบจะไม่ต่างกันเลยก็ตาม

เหตุผลที่ยกบางนา เพราะบางนามีองค์ประกอบที่ดีดังกล่าว

ทำเลบางนามีจุดเด่น คือ ความห่างจากออกไปแต่ยังมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านอยู่ แน่นอนว่าถ้ามีรถไฟฟ้า ย่อมหมายถึงเราสามารถเชื่อมต่อสู่โครงข่ายรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิ้งค์ได้ทั้งกรุงเทพ นอกจากนี้บางนายังมีทางด่วนมากมายในการออกสู่พื้นที่รอบนอกด้วย การคมนาคมโดยภาพรวมจึงสะดวกทั้งทางรถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งมวลชน

IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint ตั้งอยู่ที่หัวใจของบางนา

โครงการ IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบางนาเพียง 250 เมตรเท่านั้น แน่นอนว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นของทำเลก็ครบถ้วน สำคัญสุดของคนยุคนี้คือแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ห้างสรรพสินค้าที่จัดได้ว่ามีมาให้เลือกครบทุกแนว ทั้ง Central Bangna , Mega Bangna แถมยังมี BITEC Bangna สำหรับคนชอบคอนเสิร์ต งานอีเวนท์ และงานประชุมต่างๆ อีกด้วย ส่วนโรงเรียนก็มีให้เลือกทั้งหลักสูตรไทยและอินเตอร์ สำหรับคนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ โรงพยาบาลแถวนี้ก็มีให้เลือกจากหลากหลายเครือ

ภายนอกครบ ภายในของ IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint ก็ครบเช่นกัน

IDEO Mobi จะพาเราจมดิ่งไปกับบรรยากาศแห่ง FUTURE – NATURE ที่ผสมผสานภาพลักษณ์ทันสมัยของเทคโนโลยีแห่ง FUTURE เข้ากับบรรยากาศการกลับสู่วิถีชีวิตธรรมชาติแห่ง NATURE ได้อย่างลงตัว

กรอบของรูปแบบชีวิตเราจะถูกขยายออกด้วย SPAN Concept 

ยืดขยายอย่างแรกด้วยพื้นที่ที่กว้างกว่าเคย ขยายความกว้างของพื้นที่หน้าโครงการที่ติดถนนสุขุมวิทถึง 90 เมตร ขยายด้วยพื้นที่ล็อบบี้ส่วนกลางที่กว้างกว่า 45 เมตร และยืดขยายความชุ่มฉ่ำด้วยสระว่ายน้ำขนาด 60 เมตร

พื้นที่นอกห้องพักกว้างแล้ว พื้นที่ในห้องพักก็กว้างไม่ต่างกัน

ยืดขยายประสบการณ์พักอาศัยด้วยขนาดห้องนอนที่ถูกออกแบบให้กว้างเป็นพิเศษ เต็มอิ่มกับรสชาติการพักผ่อนด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน Bathtub , Walk-in Closet , Auto Parking , Co-working Space , Fitness and Training Classes , Sky Courtyard , Panoramic Lounge และที่พลาดไม่ได้มากถึงมากที่สุด ภาพทิวทัศน์จากเลาจน์ที่มองไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา

ขีดเส้นใต้ IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint ไว้ที่คำว่าคุ้มค่า

จุดน่าสนใจที่สุดของคอนโดมิเนียมแห่งนี้ คือ เราสามารถเข้าถึงคอนโดเกรดพรีเมียมได้ในราคาที่จับต้องได้ เพียงแค่แลกมาด้วยการยอมเพิ่มเวลาเดินทางในชีวิตมากขึ้นอีกเพียงวันละไม่กี่นาที ด้วยแบรนด์ IDEO MOBI แบบนี้ ด้วยความครบครันและหรูหราแบบนี้ เราจะไม่มีวันได้เห็นราคาที่เป็นมิตรต่อเงินในกระเป๋าแบบนี้ในทำเลติดรถไฟฟ้าที่ลึกเข้าไปอีกเลย

เปิดตัวที่ ONE PRICE ราคาเดียว 2.99 ล้าน รับข้อเสนอพิเศษฟรีเฟอร์นิเจอร์* พร้อมผ่อน 0% นาน 10 เดือน*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

22 – 23 มิถุนายน นี้จะเป็นโปรโมชันราคาเดียวที่บอกได้เลยว่า หากใครสนใจ หรือกำลังมองหาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าราคาคุ้มค่าอยู่ พลาดไม่ได้กับราคาและโปรโมชั่นนี้เลย ถึงแม้ว่าจะยังไม่ตัดสินใจซื้อ หรือยังไม่ตัดสินใจทำเล แต่ก็แนะนำให้ไปดูรายละเอียดโครงการก่อน หากใครติดตาม IDEO มานาน จะรู้ว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นราคาแบบนี้ได้บ่อยมากนัก 

2.99 ล้านนี่ถือว่าเป็นระดับที่คนอยากมีคอนโดส่วนใหญ่น่าจะจ่ายไหว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่กำลังจะตัดสินใจผ่อนร่วมกู้ร่วม ราคาผ่อนต่อเดือนหารตกต่อคนแล้วถือว่าไม่มากเลย ยิ่งถ้ามองว่าในระยะยาวแล้ว เรายังมีอสังหาริมทรัพย์ถืออยู่ในมืออีกด้วย การผ่อนคอนโดราคาไม่แพงแบบนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่คิดจะลงหลักปักฐานในระยะกลางถึงยาว

ลงทะเบียนโดยกดได้เลยที่ http://bit.ly/2QvLn7y

หรือจะโทรไปสอบถามรายละเอียดก่อนที่ 02-316-2222 ก็ได้เช่นกัน

อยู่ไกลหน่อย แต่เหลือเงินมาก ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียว

ใครที่เริ่มต้นอยากมีคอนโดมิเนียมหลังแรก แต่ไม่อยากมีภาระจ่ายต่อเดือนที่หนักหนาจนมากเกินไป อย่าลืมลองใส่ชื่อ IDEO Mobi Sukhumvit Eastpoint ไปเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการตัดสินใจดู

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“ซอยร่วมฤดี-เพลินจิต” ย่านที่ดินมูลค่าสูงติดอันดับในไทยที่นักลงทุนควรมีไว้ครอบครอง

หัวใจหรือกุญแจสำคัญของการลงทุนอสังหาฯ คือ “การเลือกทำเลที่ดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่นักลงทุนควรคำนึงถึง เพราะทำเลที่ดีย่อมมีความสามารถในการเติบโตต่อไปได้ในอนาคต แต่หลายคนก็ยังมีคำถามว่า แล้วทำเลแบบไหนล่ะ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นทำเลที่ดี

วันนี้ aomMONEY เลยอาสาจะพาเพื่อนๆ นักลงทุนไปรู้จักกับพื้นที่ทำเลดีย่านหนึ่งที่น่าสนใจครับ เพราะนอกจากจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงติดอันดับต้นๆ ของประเทศแล้ว พื้นที่นี้ยังมีความเก่าแก่ทางด้านประวัติศาสตร์ เป็นที่อยู่อาศัยของขุนนางและคหบดีในอดีต และทำเลที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็คือ “ซอยร่วมฤดี” นั่นเองครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับความเป็นมาของ “ถนนเพลินจิต” กันก่อนครับ

เดิมชื่อของถนนเพลินจิตสะกดว่า “เพลินจิตร์”สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2463 ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ้านับๆ ดูแล้วก็มีอายุเกือบ 100 ปีแล้วครับ ซึ่ง “ซอยร่วมฤดี” ก็เป็นถนนสายเล็กๆ
ที่เชื่อมต่อระหว่างถนนเพลินจิตกับถนนวิทยุครับ

และอย่างที่บอกครับ “ซอยร่วมฤดี” เป็นซอยที่มีความเก่าแก่ทางด้านประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เพราะในอดีตเคยเป็นพื้นที่วังเก่าอย่าง “วังคันธวาส”  อันเป็นตำหนักที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาองค์ที่ 43 ในรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ก็คือที่ตั้งของโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวอย่าง The Athenee Hotel นั่นเองครับ

นอกจากนี้ตัวซอยร่วมฤดีเองยังอยู่ใกล้แหล่งช๊อปปิ้งระดับ world Class อย่าง Central Embassy ที่เราสามารถเดินออกจากปากซอยไปเพียงไม่กี่เมตรก็ถึงแล้วครับ และภายในซอยยังมีร้านอาหารเก่าแก่ระดับพรีเมียมมากมาย

อาทิ Lyon French Cuisine (ลีออง เฟรนช์ คูซีน) ร้านอาหารฝรั่งเศสท้องถิ่นเก่าแก่ที่หาทานได้ยาก เปิดให้บริการมามากกว่า 24 ปี , ร้าน Pizza Massilia (พิซซ่ามาสซิเลีย) ร้านพิซซ่ารสชาติอิตาเลียนแท้ ฝีมือเชฟเจ้าของสัญชาติต้นตำรับที่รอให้ใครหลายคนเข้าไปลิ้มลอง , ร้าน SUSHINIWA (ซูชินิวะ) ร้านซูชิญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะ โดยเชฟของทางร้านเป็นเชฟคนไทยที่มีประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี และได้ไปศึกษาการทำซูชิแบบดั้งเดิมในร้านที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ครับ

หรือถ้าใครชอบชื่นชอบการเข้าสปา ที่ซอยร่วมฤดีก็มีร้าน Massage ให้เลือกมากมายครับ เช่น ร้าน MYTH Massage , ร้าน RuamRudee Health Massage รวมไปถึงใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรม ที่นี่ก็มีโบสถ์ชาวคริสต์โรมันคาทอลิกอย่างโบสถ์พระมหาไถ่ที่มีอายุถึง 70 ปีให้เข้าไปถ่ายรูปและเยี่ยมชมกันได้ครับ

เรียกได้ว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ซอยร่วมฤดีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและมีไลฟ์สไตล์ที่ Unique ไม่เหมือนใครได้ตั้งแต่ซึมซับกลิ่นอายประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ความงามทางทัศนียภาพ รวมไปถึงความอร่อยของอาหารระดับพรีเมียมที่มีให้เลือกลิ้มลองหลากหลายสัญชาติเลยล่ะครับ และที่สำคัญจากการลงพื้นที่ของทีมงาน aomMONEY ซอยร่วมฤดีมีการคมนาคมที่สะดวก สามารถเดินหรือขับรถไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย เพราะเป็นทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง
แต่ก็ยังคงความเงียบสงบ เป็น Residential Area เหมาะกับการอยู่อาศัย

เหตุผลที่ ซอยร่วมฤดี” คือที่สุดของทำเลทองของนักลงทุน 

1. “ซอยร่วมฤดี”เป็นพื้นที่ใจกลาง Super Prime CBD ย่านเพลินจิต-วิทยุ

CBD (Central Business District)  คือ ย่านศูนย์กลางธุรกิจโดยเป็นโซนที่มีกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจมากที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งซอยร่วมฤดีอยู่บนทำเล Super Prime ใจกลางย่าน CBD เพลินจิต-วิทยุ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทำเลทองของนักลงทุนด้านอสังหาฯ เลยครับ เพราะนอกจากจะเป็นจุดศูนย์รวมที่ตั้งของโรงแรมหรูอย่าง The Okura Prestige , Conrad Bangkok , Rosewood Bangkok , Park Hyatt บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานทูต อาคารสำนักงาน All Seasons Place , Park Ventures รวมไปถึงร้านอาหารระดับพรีเมียมและแหล่งช๊อปปิ้งสุดหรูอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Central Embassy , Central Chidlom ที่สำคัญละแวกนี้ยังมีระบบการคมนาคมที่สะดวกสบายมาก เพราะมีสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต และใกล้ทางด่วนพิเศษเฉลิมมหานคร

2. ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน “ถนนเพลินจิต” สูงติดอันดับต้นๆ ของประเทศ  

ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินแถบพื้นที่ถนนเพลินจิตมีราคาประเมินเฉลี่ยอยู่ที่ 900,000 บาท/ตร.วา สูงเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเฉลี่ยของประเทศ

อ้างอิงข้อมูลจากสรุปราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ปี พ.ศ. 2559-2562 ของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง

เพราะฉะนั้นต้องบอกเลยครับว่าราคาแทบจะสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพแล้ว            

3. “ซอยร่วมฤดี” เป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างที่รู้ๆ กันครับ ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ในระยะยาวจึงมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลที่ทาง aomMONEY ได้ Reserch มา ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2550 ทำเลในซอยร่วมฤดีมีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินอยู่ที่170,000 – 240,000 บาท/ตร.วา

แต่อีก 9 ปีต่อมา ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2562 ซอยร่วมฤดีมีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินอยู่ที่ 320,000 บาท/ตร.วา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมมากนะครับ จากตัวเลขเราเห็นได้เลยว่าภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินของซอยร่วมฤดีเพิ่มขึ้นเกือบ 35% เลยครับ และถ้าคิดเป็นอัตราเฉลี่ยต่อปี ก็ตกปีละเกือบ 4% ซึ่งแน่นอนครับชนะอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อ

4. ไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่เกิดขึ้นบนทำเลนี้เป็นเวลานาน

ตั้งแต่ปี 2559 – ปัจจุบัน ในซอยร่วมฤดีไม่มีโครงการอสังหาฯ ใหม่เลยครับ โดยเฉพาะโครงการคอนโดแนว Luxury เรียกได้ว่าเป็นทำเล Rare Supply ที่หาโอกาสครอบครองได้ยากมากๆ แต่ตอนนี้กำลังจะมีโครงการใหม่เกิดขึ้นในทำเลร่วมฤดีครับ นั่นก็คือ โครงการ เปรมร่วมฤดี (Prem Ruamrudee) จากนายณ์ เอสเตท (Nye Estate) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาด Luxury

รู้จักกับโครงการคอนโด เปรม ร่วมฤดี (Prem Ruamrudee) จาก นายณ์
เอสเตท (Nye Estate)

นายณ์ เอสเตท (Nye Estate)” เป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด Luxury ที่โดดเด่นในด้านการนำเสนอความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และให้ความสำคัญกับการออกแบบในทุกรายละเอียดเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง มีผลงานที่โดดเด่น อาทิ Quarter 31 & Quarter 39 บ้านหรูแนวใหม่บนทำเลใจกลางสุขุมวิทใกล้ BTS พร้อมพงษ์ และ Emquartier นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียม Super Luxury อย่าง KRAAM สุขุมวิท 26 เป็นคอนโดมิเนียมโครงการแรกของบริษัทฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Home-Like Condominium ซึ่งประสบความสำเร็จและได้กระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก และโครงการล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวก็คือ เปรม ร่วมฤดี (Prem Ruamrudee)

โครงการเปรมร่วมฤดี (Prem Ruamrudee)

“คอนโดเปรม ร่วมฤดี (Prem Ruamrudee)” จากนายณ์ เอสเตท (Nye Estate)เป็นโครงการคอนโดประเภท Luxury ที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ระดับ Iconic สไตล์ Mid Century Modern ใกล้ชิดธรรมชาติด้วย Private Courtyard กลางโครงการ ตัวโครงการเน้นความสงบและเป็นส่วนตัวเพียง 176 ยูนิต พร้อม Single Loaded Corridor บนพื้นที่เกือบ 2 ไร่ใน “ซอยร่วมฤดี” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทำเล Super Prime ใจกลาง CBD เพลินจิต-วิทยุ เพราะเป็นบริเวณแหล่งที่ตั้งของโรงแรมชั้นนำ อาทิ The Okura Prestige , Rosewood Bangkok อาคารสำนักงานพรีเมียม Park Ventures , All Seasons Place ใกล้โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพระดับ World Class อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ , BDMS Wellness Clinic

และที่น่าสนใจ คือ เราสามารถเดินทางไปถึงรถไฟฟ้าสถานีเพลินจิตและห้างสรรพสินค้า Central Embassy ภายใน 5 นาทีเท่านั้น! เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการคอนโด Luxury บนทำเลทองที่นักลงทุนควรมีไว้ในครอบครองครับ เดี๋ยวต่อไปเรามาดูสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการเปรมร่วมฤดี (Prem Ruamrudee) กันดีกว่าครับ ว่ามีอะไรบ้าง…

และนี่ก็เป็นข้อมูลของที่สุดทำเลหายากใจกลาง CBD อย่าง “ซอยร่วมฤดี” กับ “โครงการเปรม ร่วมฤดี (Prem
Ruamrudee)” 
คอนโดมิเนียม Luxury ใหม่ล่าสุดในรอบหลายปีใจกลางร่วมฤดี ทำเลทองที่นักลงทุนควรมีไว้ครอบครอง จาก นายณ์ เอสเตท (Nye Estate)  ที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่านครับ

ถ้านักลงทุนท่านใดสนใจโครงการเปิดให้เพื่อนๆ ทุกท่านได้เข้าไปสัมผัสและเป็นเจ้าของครั้งแรกในงาน Exclusive Pre-Sales วันที่ 29-30 มิ.ย.นี้ ที่ Prem Sales Gallery ในราคาเริ่มต้น 6.8 ล้านบาท

  • ลงทะเบียนรับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วง Exclusive Pre-Sales เท่านั้น >> Click  
  • เยี่ยมชมโครงการได้ที่ Prem Sales Gallery : Click
  • สอบถามเพิ่มเติมโทร : 02-010-4296

#ExclusivePreSales #PremRuamrudee #PortraitOfYourIdentity #NyeEstate #ร่วมฤดี #เพลินจิต

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก 

http://bit.ly/2I7UZRV

http://bit.ly/2KbIdVs

http://bit.ly/2WayXIf

http://bit.ly/2JJsAFj

http://bit.ly/2Ws0iRp

http://bit.ly/2WVPejT

http://bit.ly/2IpNRk0

http://bit.ly/2JJsAFj

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิดตัว “NOMURA iWEALTH” โปรแกรมวางแผนการลงทุนในแบบที่ใช่ สำหรับนักลงทุน

“หากมีเป้าหมายแต่ไร้ซึ่งการวางแผน ก็ไม่ต่างอะไรกับนักเดินทางที่ไร้ซึ่งเข็มทิศ” การที่เราจะพาตัวเองไปสู่บานประตูแห่งความสำเร็จได้นั้น เราจำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดีเสียก่อนครับ แม้ว่าใครหลายคนอาจจะยังคงกังวลว่า ตนเองไม่มีความรู้ที่เพียงพอ จะยังสามารถวางแผนการลงทุนได้หรือไม่?

คำตอบคือได้ครับ

และวันนี้ aomMONEY จะพาทุกคนมารู้จักกับโปรแกรมที่จะช่วยให้การวางแผนการลงทุนของเพื่อนๆ ให้ง่ายขึ้นครับ เนื่องจากทีมงานได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรแกรม NOMURA iWEALTH โดยบริษัท โนมูระ พัฒนะสิน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ที่ผ่านมา

แต่ก่อนที่จะทำความรู้จักกับโปรแกรมตัวใหม่นี้ 

เราไปทำความรู้จักกับบริษัท โนมูระ พัฒนะสิน กันก่อนดีกว่าครับ

“บริษัท โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)” เป็น บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำมาตราฐานญี่ปุ่น ที่ให้บริการทางด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุนอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4 เหตุผล ทำไมต้องเป็น NOMURA?

1. มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย พร้อมดูแลคุณในทุกสไตล์การลงทุน

2. ทีมนักวิเคราะห์และที่ปรึกษาทางการเงิน พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกช่วงจังหวะการลงทุน.

3. กิจกรรมสัมนาและรายการให้ความรู้ที่อัดแน่น พร้อมด้วยข้อมูลบทวิเคราะห์คุณภาพ.

4. โปรแกรมซื้อขายครบครัน สะดวก ทันสมัย ลงทุนได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิ๊ก

ล่าสุด ทาง NUMURA  ได้เปิดตัว “โปรแกรม NUMURA iWEALTH”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ง่ายและสามารถทำได้จริง เดี๋ยวเราไปทำความรู้จักกับเจ้าโปรแกรมตัวนี้กันเลยดีกว่าครับ

NOMURA iWEALTH คืออะไร?

NOMURA iWEALTH เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้การวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแผนการเกษียณ แผนการเก็บเงิน หรือแผนการลงทุนเพื่อการศึกษา เพื่อนๆ สามารถที่จะเลือกวางแผนได้หลากหลายเส้นทางครับ เพราะด้วยระบบข้อมูลทางสถิติที่บริษัทได้พัฒนา จะมีการจำลองสถานการณ์และทดสอบความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับผลการลงทุนอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ สามารถมั่นใจได้มากขึ้นก่อนการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในแต่ละแผนการลงทุนจะประกอบไปด้วยกองทุนต่างๆ ที่ถูกคัดสรรจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บจต.) ชั้นนำในประเทศ โดยตัวโปรแกรม NOMURA iWEALTH จะมีการนำเสนอแผนการลงทุนในระดับความเสี่ยงที่แตกต่างและลักษณะของผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ 

รายละเอียดตามนี้ครับ

1. Easygoing ลงทุนอุ่นใจ ไลฟ์สไตล์ไร้กังวล

เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก แต่มีความต้องการที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าการฝากเงิน

2. Newbie ลงทุนสบาย กระจายความเสี่ยง

เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

3. Jogging ลงทุนรู้รอบ ผลตอบแทนเติบโต

เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง เข้าใจถึงความผันผวนของภาวะตลาดและคาดหวังผลตอบแทนระดับสูง

4. Opportunity ลงทุนก้าวหน้าคว้าโอกาสจากทั่วโลก

เหมาะกับนักลงทุนที่ #รับความเสี่ยงได้สูง เป็นผู้ไม่กังวลต่อความผันผวนของตลาดในระยะสั้นและคาดหวังผลตอบแทนในระดับสูงจากการลงทุนระยะยาว

5. Yield ลงทุนเพิ่มทรัพย์ รายรับต่อเนื่อง

เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายรับหว่างการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นลงทุนในตราสารที่จ่ายผลตอบแทนสม่ำเสมอ

จุดเด่นของบริการ  NOMURA iWEALTH อะไรที่ทำให้แตกต่าง

1. ตัวโปรแกรมจึงถูกออกแบบให้มีขั้นตอนการวางแผนการลงทุนที่สั้นกระชับ

2. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการวางแผนได้อยู่เสมอครับ

3. สามารถวางแผนการลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้อง Log in ผ่านระบบ ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลสัดส่วนและรายชื่อกองทุนรวมที่ถูกคัดสรรอย่างเหมาะสม ไว้เพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนครับ

4. ตัวโปรแกรมจะมีการรายงานและติดตามสถานการณ์การลงทุนอยู่ตลอดเวลา

5. มีบทความทางการเงินไว้เพื่อให้นักลงทุนได้ศึกษา และบทวิเคราะห์การลงทุนจากกลุ่มโนมูระทั่วโลก ที่จะแจ้งเตือนให้คุณสามารถปรับพอร์ตและปรับแผนการลงทุนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด 

6. เริ่มลงทุนได้ขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท

7. ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาการลงทุน

อยากเริ่มต้นลงทุนกับโนมูระ ต้องทำยังไง?

ขั้นที่ 1 แจ้งความประสงค์เปิดบัญชี

ผ่าน Nomuradirect Call Center โทร. 02-638-5500

ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (https://bit.ly/2R0LjNa)

ขั้นที่ 2 ยื่นเอกสารเปิดบัญชี

สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้ตัดบัญชีเงินฝาก (ATS) ค่าอากรแสตมป์ 30บาท เอกสารขอเปิดบัญชี

หมายเหตุ : เอกสารประกอบการเปิดบัญชี 1 ชุด สามารถใช้เปิดได้หลายประเภทบัญชี หรือ จัดเตรียมตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ

ขั้นที่ 3 รออนุมัติการเปิดบัญชี

ขั้นที่ 4 เทรดได้เลย

ผ่านที่ปรึกษาการเงินการลงทุนหรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

25 อาคารกรุงเทพประกัน ชั้น 15 – 17 ถนนสาทรใต้

แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

Line : nomuradirect

Facebook : nomuradirect

Twitter : nomuradirect

หมายเลขโทรศัพท์ : 02-638-5000 , 02-081-2000

โทรสาร : 02-081-2001

NOMURA DIRECT : 02-638-5500  

Website : https://www.nomuradirect.com/th/main/default.aspx

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

    จากควันหลงของการโหวตเลือกนายกคนใหม่ในช่วงที่ผ่านมา มาดูกันว่านายกคนใหม่นี้จะนำความฝันของเราไปสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณืเด่นในช่วงที่ผ่านมา

   ในงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2562 นี้ มาดูกันว่าผลการลงมติเลือกนายกคนใหม่ของไทยเราจะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง การเมืองช่วงนี้อาจจะดุเดือดสักหน่อยแต่อย่าให้การเมืองมาทำร้ายความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เคารพความคิดที่แตกต่างกันด้วยนะ

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง 100 งวด ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

เก็งหวยรับหน้าฝนกับสถิติย้อนหลัง100งวดล่าสุด

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

1. สรุปเลขท้าย 2 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

    จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย2ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง100งวด 
ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง100งวด 
ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

2. สรุปเลขท้าย 3 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

    จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย3ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง100งวด 
ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง100งวด 
ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2562

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถิติเท่านั้น ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้างนะ

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

หลายคำถามของคนที่กำลังเลือกซื้อกองทุน LTF-RMF เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี เช่น เราควรจะเลือกซื้อแบบจ่ายเงินปันผลหรือไม่จ่ายเงินปันผล ควรทยอยซื้อรายเดือนหรือสะสมเป็นก้อนแล้วซื้อทีเดียวตอนสิ้นปี ฯลฯ ในบทความนี้อภินิหารเงินออมจะมาเล่าแนวคิดพร้อมยกตัวอย่างจริง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายๆและเลือก  กองทุนที่เหมาะสมกับตัวเองนะจ๊ะ

LTF & RMF เราเลือกอะไรดีล่ะ?

ควรเข้าใจความแตกต่างของ LTF กับ RMF ก่อนตัดสินใจเลือกนะจ๊ะ

https://lh6.googleusercontent.com/45Z478o2LrYu0S1YDTlPtPfscN2wafTnrApqMKWSDmu_V_5408qIy4Nb-nVJ-jOGYPYFGcObZ3jFc2H1U9SbcBsIGN_lHFQM_tR9r3n3nLHtFhO8VO3LBgTiiEDr4obHM-_RzqnR

จุดตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหน คือ เป้าหมาย ก็ต้องดูว่าตัวเองต้องการได้รับอะไรจากเงินก้อนนี้ที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี เช่น

  • เราต้องการเก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ ควรเลือก RMF เพราะเป็นการบังคับให้ตัวเองเก็บเงินระยะยาว

  • เราต้องการรับเงินปันผลระหว่างทาง และได้รับลดหย่อนภาษีแบบต่อเนื่อง ควรเลือก LTF แบบจ่ายเงินปันผล

เป้าหมายที่ 1 เงินเกษียณ 

เราต้องการเก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ แต่ด้วยความผันผวนของตลาดอาจทำให้เจอราคาของกองทุน RMF เป็นแบบนี้…

 การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

ภาพจาก www.wealthmagik.com

ภาพนี้เป็นราคาย้อนหลังของ RMF กองหนึ่งที่ลงทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศ มีความเสี่ยงระดับ 6 (ความเสี่ยงมี 1 – 8 ระดับ เริ่มตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปสูง) ที่มีราคาขึ้นๆลงๆ เป็นไปตามสภาวะความผันผวนของตลาด ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากซื้อกองทุนช่วงที่ราคาต่ำสุด เพราะจะได้มีต้นทุนถูก แต่ความจริง คือ เราไม่รู้ว่าอนาคตราคาจะขึ้นหรือลง แต่ถ้าถือกองทุนไว้ในระยะยาว จะเห็นได้ว่ากองทุนนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าไม่รู้ว่าจะลงทุนตอนไหน อาจจะใช้วิธีการซื้อกองทุนทุกเดือน

เราเรียกวิธีการนี้ว่า DCA ย่อมาจาก Dollar-Cost Averaging หรือเรียกง่ายๆว่า “การซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุน” เป็นการสร้างวินัยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ให้เงินทำงานแบบอัตโนมัติทุกเดือน ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน โดยไม่ต้องสนใจว่าตอนนั้นราคาจะเป็นเท่าไหร่ เหมาะกับการลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น เงินเกษียณ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการ DCA กันนะจ๊ะ

ตัวอย่าง เราซื้อกองทุน XXX เดือนละ 5,000 บาททุกต้นเดือน ผ่านไป 3 เดือน จะเป็นอย่างไร

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

การคำนวณเองอย่างง่ายๆ

  • เงิน 5,000 บาทซื้อกองทุนได้กี่หน่วย

    • วิธีคำนวณ คือ จำนวนเงินลงทุน / ราคาที่ซื้อ

    • 5,000 / 24.8729 = 201.0220 หน่วย

    • เราจะเห็นว่าถ้ากองทุนราคาลดลง เราจะซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวนมากขึ้น แต่ถ้ากองทุนราคาเพิ่มขึ้น เราซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวนน้อยลง

  • ผ่านไป 3 เดือนต้นทุนของเราเท่าไหร่

    • วิธีคำนวณ คือ เงินลงทุนทั้งหมด / จำนวนหน่วยทั้งหมด

    • 15,000 / 588.2680 = 25.4986 บาท 

    • เพราะฉะนั้นต้นทุนของเราที่ซื้อทุกเดือนจะได้ราคาเฉลี่ย ที่ไม่ใช่ราคาสูงสุดหรือต่ำสุด

ตัวอย่างของการซื้อกองทุนทุกเดือน

เรามาดูตัวอย่างจริงกันจะได้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าเราซื้อกองทุน KEQRMF (กองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ) ตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เดือนละ 5,000 บาท มาถึงตอนนี้เดือน พ.ค. 62 ประมาณ 3 ปีกว่าๆ ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 7.49% ต่อปี จากเงินต้น 265,000 บาท เติบโตเป็น 307,290.69 บาท

https://lh5.googleusercontent.com/lXuvN7C7pbiorfz9OyJJw98oG_r5L6PGoTkSSsewMSe_KsUKB8WbMgkbAgzhKhSdqhchpWzEkgBfkvxTEg043sYqn5n_Ap2aKa7ED6J5PCc0By0hWGeIYkWPlJZ74plRiX33HdIy

ที่มา :  www.wealthmagik.com

แต่เส้นทางการลงทุนทุกเดือนแบบ DCA ก็ต้องมีทั้งช่วงกำไรและขาดทุนเป็นเรื่องธรรมดา 

จากภาพข้างล่างนี้จะเห็นว่ามีบางช่วงที่ซื้อตอนขาดทุน นี่เองที่เรียกว่าความผันผวนระยะสั้นที่เราจะต้องรักษาวินัยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยการซื้อตามแผนที่วางไว้ต่อไป หากเราเข้าใจธรรมชาติของการลงทุนและผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะสำเร็จตามเป้าหมายที่คิดไว้นะจ๊ะ

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

ที่มา :  www.wealthmagik.com

ข้อมูลเพิ่มเติม : การซื้อกองทุนแบบ DCA ไม่เฉพาะแต่การซื้อ RMF เท่านั้น แต่ถ้าคนที่ต้องการทยอยซื้อกองทุน LTF รายเดือน ยังพบว่า

 >> จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2552 – พ.ศ. 2561) มีถึง 7 ปี เราจะได้หน่วยลงทุนที่ราคาต่ำกว่าซื้อแบบลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียวในช่วงปลายปี (ข้อมูลจาก KAsset*)

*ลงทุน 5,000 บาท ทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เปรียบเทียบกับลงทุนครั้งเดียว 60,000 บาท ณ 30 ธ.ค.ของทุกปี โดยคิดจากดัชนี SET TRI

เป้าหมายที่ 2 รับเงินปันผลระหว่างทางและได้รับลดหย่อนภาษีแบบต่อเนื่อง

กองทุนรวมจ่ายเงินปันผลเหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้เงินระหว่างการลงทุน แล้วถ้าต้องการให้เงินก้อนนี้ได้รับลดหย่อนภาษีแบบต่อเนื่องด้วย เรามาดูว่าทำอย่างไร

? เงินปันผลจากกองทุน

เราเลือกได้ว่าจะให้กองทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ก็ได้ 

  • ถ้าเราเลือกไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จะต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปี

  • ถ้าเราเลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เราจะนำเงินส่วนนี้มายื่นภาษีหรือไม่ มีแนวคิดดังนี้

    • ถ้าเรามีฐานภาษีน้อยกว่า 10% ควรนำมายื่นภาษี เพราะจะได้เงินที่ถูกหักภาษีไปกลับคืนมา

    • ถ้าเรามีฐานภาษีมากกว่า 10% ไม่ควรนำมายื่นภาษี เพราะจะทำให้เรามีภาระภาษีสูงขึ้น

? ได้รับลดหย่อนภาษีแบบต่อเนื่อง 

LTF ก้อนที่ครบกำหนดแล้วเราเลือกได้ว่าจะเก็บไปเรื่อยๆ หรือขายออกมาเพื่อซื้อก้อนใหม่รับสิทธิลดหย่อนภาษีก็ได้ ส่วนใครที่เลือกวิธีหลังเราจะแนะนำ DCA ขายกองทุนที่ครบกำหนดแล้วว่าควรทำอย่างไร รับรองว่าไม่ขายผิดก้อนแน่นอน มี 2 ขั้นตอนจ้า

ขั้นตอนที่ 1 ดูวันครบกำหนดขาย 

ช่วงที่ผ่านมามีการปรับหลักเกณฑ์ LTF กันนิดหน่อย ตามนี้จ้า

https://lh4.googleusercontent.com/o2Dldei7U7TUnQqkyJxYhtWNEZmX9UElFaq4KcKY59F24DJzldMRRhD8NWe1GgT_LEldzJ-qix7KIYVjuZNt0df0VqRvCas5W-0lvREef5zU6_iIoIb83teCKLd1GcLt7tCvQG4f

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

แปลว่า หากปีนี้ (2562) เราต้องการขาย LTF จะต้องขายก้อนที่ซื้อมาในปี 2558 หรือก่อนหน้านั้น ถึงจะขายได้แบบไม่ผิดเงื่อนไข 

ขั้นตอนที่ 2 ขายเป็นหน่วยลงทุน 

ขายตามจำนวนหน่วย LTF ที่ครบกำหนดจะได้ไม่ขายผิดกอง เราเลือกขายทีเดียวทั้งก้อนหรือแบ่งขายรายเดือนก็ได้ 

ตัวอย่างการลงทุนจริง 

ถ้าเราซื้อกองทุนรวม KDLTF (กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล) ตั้งแต่ปี 2558 แล้วลงทุนทุกเดือนๆละ 5,000 บาท ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงเดือน พ.ค. 62 จะเป็นอย่างไร

  • จำนวนหน่วยลงทุน

เราซื้อกองทุนรายเดือน ถึงตอนนี้มีหน่วยลงทุนรวมทั้งหมด 13,810.6974 หน่วย มีต้นทุนเฉลี่ย 19.1880 บาท แบ่งเป็นรายปีดังนี้ 

การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนใน LTF – RMF ด้วยวิธีคิดแบบ DCA

  • การขาย LTF ที่ครบกำหนด 

    • ความแตกต่างระหว่างการขายและไม่ขาย LTF ที่ครบกำหนด

      • ขาย : มีเงินใช้จ่ายหรือนำไปซื้อ LTF ก้อนใหม่เพื่อรับลดหย่อนภาษีในปีนั้น

      • ไม่ขาย : ได้ลงทุนต่อเนื่องระยะยาวซึ่งจะได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าปัจจุบัน รวมทั้งยังเอาเงินปันผลไปใช้หรือลงทุนต่อได้ด้วย

    • จากตารางปี 2558 เรามีหน่วยลงทุนทั้งหมด 3,251.0776 หน่วย ที่ต้นทุนเฉลี่ย 18.4554 บาท (ปัจจุบัน KDLTF มีราคารับซื้อคืนอยู่ที่ 19.4443 บาท) มีวิธีการขาย ดังนี้

      • ขายทีเดียว หากขายตอนนี้ได้รับเงิน 63,214 บาท (มาจาก 3,251.0776 x 19.4443) ได้กำไร 3,214 บาท (มาจาก 3,251.0776 x 0.9889) แล้วนำมาซื้อ LTF ก้อนใหม่ เพื่อลดหย่อนภาษีของปี 2562

      • แบ่งขายรายเดือน มิ.ย.- ธ.ค. 62 เหลือเวลาอีก 6 เดือน แบ่งขายเดือนละ 541.846 หน่วย (มาจาก 3,251.0776 / 6 เดือน) ราคาที่ขายได้จะเป็นราคาเฉลี่ย

  • เงินปันผล

    • เวลา 4 ปีกว่าๆ เราได้เงินปันผลไม่เกินปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 21,519.64 บาท (จำนวนเงินปันผลอ่านได้ที่หนังสือชี้ชวน) คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 5.66% ต่อปี 

    • เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2,151.964 บาท (มาจาก 21,519.64 x 10%) แนวคิดว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นภาษี

      • ถ้าเรามีฐานภาษีน้อยกว่า 10% แล้วนำเงินปันผลก้อนนี้ยื่นภาษี เราจะได้รับเงินที่ถูกหักไปทั้งหมด 2,151.964 บาท กลับคืนมา

      • ถ้าเรามีฐานภาษีมากกว่า 10% ไม่ควรนำมารวมยื่นภาษี เพราะจะทำให้เรามีภาระภาษีสูงขึ้นจ้า

KEQRMF และ KDLTF

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะอยากรู้แล้วว่ากองทุนรวมที่ยกตัวอย่างไปทั้ง 2 กอง คือ KEQRMF และ KDLTF มีนโยบายการลงทุนอะไร มีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างไร สรุปสั้นๆให้ฟังตรงนี้เลยจ้า

KEQRMF และ KDLTF

ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 62

โปรโมชั่นเดือนสุดท้าย!!

  • โปรโมชั่นพิเศษเดือนสุดท้ายแล้ว เมื่อลงทุน LTF/RMF ที่ร่วมรายการ ผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds ครบยอดเงินลงทุนสุทธิตามเงื่อนไข จะได้รับ Starbucks e-Coupon สูงสุด 400 บาท ฟรี!!

https://lh3.googleusercontent.com/zUGTvaIviJZhkeDp8OMaYwto4mkduV8RNUdHs4QdlzrK1SoZzV0d7H2osRQoYjRYJReIsINMY3Q6LQbnHQ1-eMlPLizF3IqBAdht0GH6qvhqGNp0aSUo1LL7O2TRB8A3OButaL40

ทยอยลงทุนได้ตั้งแต่ 18 มี.ค. – 28 มิ.ย. 62
อ่านรายละเอียดโปรโมชั่นได้ที่ https://bit.ly/2YL14dJ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะเลือกได้แล้วว่าตัวเองเหมาะกับ LTF หรือ RMF พร้อมกับแนวคิดและตัวอย่างจริงของการซื้อขายแบบ DCA ที่ซื้อเป็นบาทและขายเป็นหน่วย สิ่งสำคัญ คือ เป็นการให้เงินทำงานด้วยวินัยการลงทุนอย่างสม่ำเสมออีกด้วย รู้แล้วก็อย่ารอให้ถึงสิ้นปี เพราะซื้อ LTF & RMF ที่ดีที่สุด คือ การลงทุนวันนี้นะจ๊ะ ^^

ก่อนจากกันวันนี้ ฝากข้อคิดการลงทุนว่า… 

  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

  • ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือสามารถเลือกให้ไม่หัก ณ ที่จ่ายก็ได้ แต่จะต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปี

KEQRMF และ KDLTF

#KAsset #KDLTF #KEQRMF #คำตอบที่ใช่ของการลงทุน 

บทความนี้เป็น Advertorial

ขายบ้าน ที่ดิน อสังหาฯ แล้วต้องยื่นภาษียังไง?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

ขายบ้าน ขายที่ดิน ขายคอนโด ขายอะไรพวกนี้ เราจะเรียกรวมๆว่า ขายอสังหาริมทรัพย์ และคนมักจะสงสัยว่ามันต้องเสียภาษียังไง จ่ายที่ไหนแล้วจบ หรือต้องไปต่อแบบไหนยังไงดี

เอาแบบนี้ก่อน ถ้านึกให้ดีเวลาขายที่ดิน บ้าน คอนโดต่างๆพวกนี้ โดยปกติแล้วเราต้องไปจดโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินถูกไหมครับผม? นึกภาพที่เราไปโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ นัดเจอแล้วก็มีการเซ็นสัญญา ข้อตกลงกันต่างๆ 

โดยปกติตามหลักการทางการค้า (ว่าเข้าไปนั่น) เขามักจะชอบพูดว่าค่าภาษี ค่าโอนต่างๆแบ่งกันคนละครึ่ง แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่การเสียภาษีที่ว่าที่ต้องเสียที่กรมที่ดิน มันเป็นหน้าที่ของคนขายนะครับผม เพราะถือว่าคนขายมีรายได้ ก็ต้องเสียภาษีให้จบ 

แต่ทางปฎิบัติคนขายมักไม่ยอมเจ็บคนเดียวหรอก แต่จะเอาภาระภาษีมาให้คนซื้อเพื่อแบ่งกัน เลยมักจะบอกว่าคนละครึ่งนั่นเอง 

ดังนั้น เมื่อเป็นหน้าที่ของคนขาย แปลว่าเราเสียภาษีแล้วตอนที่เราขายนั่นแหละ เวลาจ่ายจะได้ใบเสร็จมาสีฟ้าหนึ่งใบเขียนระบุไว้ว่าเราจ่ายภาษีเท่าไร รายละเอียดอะไรบ้าง เก็บเอกสารหลักฐานนี้ไว้ให้ดี 

แต่เดี๋ยวก่อน!! คนจะสงสัยต่อว่า แล้วเสียที่กรมที่ดินแล้วจบเลยไหม ไม่ต้องเสียเพิ่มแล้วใช่ไหม คำตอบคือใช่และไม่ใช่ครับผม เพราะกฎหมายให้สิทธิ์ไว้บางกรณีเท่านั้นครับ 

ในกรณีที่คุณขายพวกอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด ที่ดินทั้งหลาย ที่ไม่ไ้ดอยู่ในรูปแบบของการจัดสรรทำเป็นธุรกิจเป็นแบบอสังหาริมทรัพย์ยิ่งใหญ่ อารมณ์แบบอยู่เองเป็นที่อยู่อาศัยต่างๆ พวกนี้ กฎหมายจะให้สิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะยอมเสียที่กรมที่ดินครั้งเดียวแล้วจบเลยไม่เอามารวมเสียภาษีปลายปี หรือจะรวมก็ได้ ซึ่งตรงนี้ คือ สิทธิ์ในการเลือกนะครับ 

ดังนั้น เราจะเลือกรวมหรือไม่รวมคำนวณภาษีปลายปีก็ได้

ดังนั้น สรุปอีกทีว่า จ่ายแล้วจบไหม คำตอบคือ จบได้เลยถ้าอยากจบ แต่ถ้าไม่อยากจบก็เอามายื่นภาษีก็ได้นั่นเอง โดยเวลาเลือกต้องดูว่าแบบไหนมันคุ้มค่าและเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุด เช่น ถ้าเรามองว่าเสียที่กรมที่ดินแล้วจบแล้วมันโอเคไม่ต้องมายุ่งยากเรื่องภาษีปลายปีก็จบไปเลย แต่ถ้าเรามองว่า เอามายื่นแล้วได้คืนภาษีมากกว่าก็เอามารวมคำนวณได้ โดยภาษีที่เสียไป ณ ที่กรมที่ดินนั้นก็สามารถนำมาใช้เป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้เลยครับผม 

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ให้คิดอีกสักที..

เลือกแบบไหนก็ได้ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ก็อย่ารวมเลย
เพราะมันเสียเวลาคิด สู้เอาเวลาไปทำมาหากินกันต่อดีกว่าจ้า

“ขายกองทุน LTF แล้ว” เราต้องยื่นภาษีมั้ย?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

คำถามที่ชอบถามกันเข้ามาว่า เวลาขาย LTF ต้องยื่นภาษีหรือเปล่า คำตอบสั้นๆ คือ ยื่นสิครับ รออะไรอยู่

เอาเป็นว่า หลักการสำคัญที่อยากจะเน้นอีกครั้ง คือ ไม่ว่าจะขายถูกต้องตามเงื่อนไขที่บอกว่าถือเจ็ดปีปฏิทินหรือห้าปีปฏิทินก็ตาม หรือขายผิดเงื่อนไขถือไว้ไม่ครบกำหนด ไม่ว่าจะยังไง แบบแสดงรายการภาษีมันมีช่องให้ยื่นไว้อยู่แล้ว แถมยังมีรายการให้ยื่นตั้งแต่แรกอีกด้วยครับผม

แต่เอาจริงๆ หลักการสำคัญที่ควรยื่นอีกเรื่องหนึ่งคือ ยื่นแล้วสรรพากรจะไม่ถามนั่นเอง (ฮ่าๆ) เพราะเวลาเรายื่นข้อมูลว่ามีการขาย LTF มันเป็นการบอกข้อมูลที่ถูกต้องว่าเรามีการขายแบบไหน ยังไง 

นอกจากนั้น ในทุกครั้งที่เรามีการขาย LTF เราจะได้รับเอกสารยืนยันการขายจากทางบลจ. บอกว่าเราขาย LTF เป็นจำนวนเท่าไหร่ กี่หน่วย เป็นมูลค่าเท่าไหร่ แยกออกมาให้ชัดเลยว่า ราคาขายกี่บาท ต้นทุนกี่บาท และกำไรกี่บาท ซึ่งตรงนี้สามารถกรอกตอนยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย 

ถ้าใครทำไม่ถูกต้อง หรือยังงงๆอยู่ พรี่หนอมมีวิธีให้ดูตรงนี้ครับ 

อ้อ… ขอแชร์ข้อสังเกตหนึ่ง สำหรับคนที่ขายผิดเงื่อนไข วิธีการดูคือ ทางบลจ. เขาจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 3% จากยอดกำไรที่ได้ครับ ดังนั้นถ้าเห็นตรงนี้แปลว่าเราขายผิดเงื่อนไข ต้องไปกรอกส่วนที่ขายผิดในช่องกำไรที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี และต้องเอามาเป็นรายได้เสียภาษีด้วยนะครับผม

ส่วนคนที่ขายถูกต้องตามเงื่อนไขนี่สบายใจได้เลยครับ เพราะกำไรที่ได้รับยกเว้นภาษีไม่ถือเป็นรายได้ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว เพียงแค่เรากรอกแสดงข้อมูลเฉยๆ เพื่อให้สรรพากรง่ายต่อการตรวจสอบ แล้วเราก็บริสุทธิ์ใจที่จะชี้แจงด้วยตัวเอง แบบนี้มันก็ดูดีและปัญหาที่มีก็น่าจะน้อยลงอีกด้วยครับผม

ที่ผ่านมา… หลายคนมักเข้าใจผิดไม่ได้กรอกข้อมูลตรงนี้ไป เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่เสียภาษีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ ในกรณีที่เราขอคืนภาษี สรรพากรมักจะมีการขอเอกสารเพิ่มเติมในส่วนหลักฐานการขาย ซึ่งมันก็เสียเวลาเหมือนกันนะครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ให้คิดอีกสักนิดว่า..

ถ้าซื้อ LTF ถือไว้จนครบกำหนด ขายแล้วไม่เสียภาษี แต่ก่อนขายรบกวนดูให้ดีด้วยว่า ขายแล้วมีกำไรหรือเปล่านะจ๊ะ

ออกจากงานระหว่างปี “ยื่นภาษียังไง?”

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

หลายคนชอบถามสั้นๆว่า ออกจากงานแล้ว จะต้องยื่นภาษียังไงบ้าง? แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ พรี่หนอมแนะนำให้ถามตัวเองกลับก่อนว่า “ออกจากงานแล้วไปไหน” เพราะมันไปได้หลายที่เหมือนกันนะ ลองมาดูตัวอย่างกัน

1) ออกจากงานแล้วไปทำงานที่ใหม่ ถ้าทำงานที่เก่าเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดีๆ พอออกไปทำงานที่ใหม่ก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ แบบนี้ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากเท่าไร 

กรณีนี้ ให้เอารายได้ทั้งสองที่มาบวกกันแล้วยื่นภาษีรวมในเงินได้ประเภทที่หนึ่งหรือเงินเดือนได้เลยไม่ต้องคิดมาก เงินเดือนที่เก่าที่จ่ายในปีนี้ บวกกับเงินเดือนที่ใหม่ที่จ่ายให้ พอรวมกันแล้วก็ได้ยอดทั้งปี แค่นี้เองจบ 

ส่วน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักไปทั้งสองที่ก็เอามารวมกัน จริงๆเอายอดทั้งหมดที่พูดมาเนี่ย จากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ได้นะ รวมกันจบเลย ดังนั้นสำคัญคืออย่าลืมขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของแต่ละที่มาด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนจ้า 

2) ออกจากงานไปตกงานเลยไม่ได้ทำงาน อันนี้ก็ยืนแค่ที่เก่าคล้ายกับกรณีแรก แต่ไม่มีที่ใหม่ให้มาบวกเพราะตอนนี้ไม่มีงานทำ ถ้ายังไม่มีหลักฐานตอนออกจากที่เก่า ก็ตามไปขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เก่ามาแล้วก็ยื่นให้เรียบร้อยแค่นั้นจ้า #หางานใหม่ให้ได้นะสู้ๆเราเป็นกำลังใจให้

3) ออกจากงานแล้วไปทำงานอย่างอื่น กรณีนี้ออกจากงานแล้วไปทำอาชีพอื่น ก็ไปดูว่าเราทำอาชีพอะไร และมันเป็นรายได้ประเภทไหน เช่น ออกจากงานประจำมาทำเป็นฟรีแลนซ์ มันก็จะมีรายได้ 2 ประเภท ตัวแรก คือ ช่วงก่อนออกจากงานก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ส่วนอีกตัว คือฟรีแลนซ์ก็เป็นเงินได้ประเภทที่ 2 ส่วนถ้าใครออกจากงานไปขายของออนไลน์ ก็เป็นประเภทที่ 8 แล้วก็ไปดูรายละเอียดการคำนวณภาษีของมันไป แค่นั้นเองจ้า 

ใครสนใจแบบ Infographic ง่ายๆ แนะนำให้ลองดูตรงนี้ประกอบกันก็ได้นะ เผื่อจะช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้มากขึ้นครับผม

เน้นว่า.. สิ่งสำคัญ คือ ดูว่าออกจากงานแล้วไปไหนต่อ เพราะแต่ละประเภทก็จะมีประเภทรายได้ที่ใช้คำนวณภาษีของมันอยู่ และอย่าลืมเอารายได้ทั้งปีนั้นมายื่นภาษี เพราะว่าต่อให้ออกจากงานระหว่างปีเราก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีอยู่เหมือนเดิมจ้า 

ไม่ได้ออกจากงานมามือเปล่า
แต่มีเงินช่วยเหลือ เงินกองทุนติดมาด้วย

กรณีที่ออกจากงานแล้วได้เงินช่วยเหลือต่างๆ ติดมา หรือว่าได้เงินพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเรา จะบอกว่าตรงนี้มีเคล็ดลับนิดๆนะ เราสามารถใช้วิธีคำนวณภาษีแบบแยกคำนวณต่างหากได้ด้วยนะ ประเด็นสำคัญคือ ต้องทำงานกับที่ทำงานเก่าเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปีเสียก่อนถึงจะใช้วิธีนี้ได้ ลองดูคลิปด้านล่างนี้ประกอบกันได้เลย มีรายละเอียดเรื่องนี้ให้ศึกษากันครับผม 

เอาเป็นว่าสุดท้ายของฝากไว้เช่นเคยกับตอนนี้ ขอฝากให้คิดกันอีกทีว่า 

อยากออกจากงานต้องยื่นภาษีให้ถูกต้อง ส่วนถ้าใครข้องใจว่าออกทำไม แนะนำให้บอกเขาไปว่าออกจากงานไปอยู่เฉยๆเพราะบ้านรวยอะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save