“ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” เสียยังไง?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

บอกตรงๆเลยว่า ประเด็นยอดฮิตในตอนนี้เรื่องภาษีที่หนีกันไม่พ้นต้องพูดถึงกัน นั่นคือ เรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ครับเป็นต้นไป

ภาษีที่ดินจะเก็บจากอะไร
ตอบเลยว่าเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นั่นแหละจ้า

เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งด่าพรี่หนอมครับว่า หลักการมันเป็นแบบนี้ คือ ใครเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เจ้าของกรรมสิทธิ์) จะมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดจากราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น คูณด้วยอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้ (ราคาประเมิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล)

โดยวันที่ดูว่าใครเป็นเจ้าของนั้น เขาจะดูในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี นั่นคือ ถ้าวันที่  1 มกราคม 2563 เรามีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ก็แปลว่า เรานั่นแหละมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและปลูกสร้างนั้นๆจ้า

มาถึงตรงนี้ หลายคนเริ่มจะรู้สึกกลัว จนถึงขัันอุทานมาเลยว่า อุ๊ย ภาษีที่ดินมันจะมาเก็บอะไรเราหรือเปล่า มีผลอะไรกับเราบ้างไหม รัฐบาลทำอะไรอยู่ #ลุงตู่ช่วยด้วย 

เอาแบบนี้ก่อน ทำใจให้สบายหายใจเข้าออกครับผม เพราะบทความนี้จะอธิบายในแง่มุมของคนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นราชาที่ดิน เพราะจริงๆ พรี่หนอมอยากบอกว่าเราอาจจะไม่ต้องสนใจเรื่องภาษีที่ดินเลยก็ได้นะ ถ้าเรามีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว 

อ่านแบบนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นใช่ไหม เรามาดูกันต่อ
ยกเป็นตัวอย่างจะได้เข้าใจง่ายขึ้นครับผม

เริ่มจากแบบนี้ก่อน ถ้าเรามีบ้านพร้อมที่ดินราคารวมกันมูลค่ารวมกันไม่เกิน 50 ล้านบาท แล้วมีหลังเดียวที่เป็นเจ้าของอยู่ แบบนี้บอกเลยตรงๆว่า ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเลยจ้า เพราะกฎหมายยกเว้นตรงนี้ให้อยู่แล้วครับผม

ส่วนกรณีที่มีบ้าน (สิ่งปลูกสร้าง) อย่างเดียว ที่สร้างอยู่บนที่ดินคนอื่น กรณีนี้จะมีการยกเว้นเหมือนกัน แต่จำนวนต่ำลงมาหน่อย โดยดูว่ามูลค่าของบ้านเกิน 10 ล้านบาทไหม ถ้าไม่เกินก็ยังไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ดี 

อ่านดีๆนะครับ อันนี้แยกเป็น  2 เรื่อง ถ้ามีบ้านพร้อมที่ดินต้องมีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ถ้ามีแค่บ้านอย่างเดียวไปสร้างบนที่ดินคนอื่นเขาต้องมีมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท 

โดยสิ่งสำคัญคือ เราต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วยนะ
ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิอย่างเดียว อันนี้ห้ามลืมนะ!

ทีนี้ ถ้าเราเป็นคนสองกลุ่มนี้ พรี่หนอมบอกให้สบายใจได้เลยว่า เรารอดแน่นอนไม่ต้องเสียภาษีที่ดินในช่วงแรกนี้ (หลังจากนี้เขาจะเปลี่ยนเงื่อนไขหรือเปล่าต้องติดตามกันต่อไป) 

หรือถ้าหากทุกวันนี้ยังไม่มีบ้านอยู่ #เช่าเขาอยู่เลย อันนี้ยิ่งสบายใจได้มากกว่าเก่า ห่วงแต่เรานี่แหละจะมีอนาคตไหมดีกว่าครับผม  

โอเค ทีนี้มาดูกัน เรื่องของตัวที่ใช้คิดภาษีกันบ้าง
หรือ ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นั่นเอง

เริ่มต้นจาก ราคาประเมิน คือ ราคาที่ภาครัฐหรือหน่วยงานราชการเขาประเมินที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ เขาจะประเมินมาให้เราเลย และเอาไอ้ราคาประเมินที่ว่านี้ไปคูณอัตราภาษี ซึ่งอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ว่า เขาจะแบ่งตามประเภทการใช้งาน โดยการใช้งานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 

1) เพื่อการเกษตร สำหรับประเภทแรก ถือว่าโชคดีมากเลย เพราะถ้าเราเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำการเกษตร 3 ปีแรกที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้บังคับใช้ เราจะไม่ต้องเสียภาษีสักบาทเลยจ้า 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าปลูกกล้วยสักสามต้นมันเป็นเกษตรป่ะวะ? อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะคำว่าที่ดินเพื่อการเกษตรเนี่ยไม่ใช่ว่าแค่ปลูกกล้วยปลูกอ้อยหรือเลี้ยงวัวเลี้ยงควายสักตัวสองตัวแล้วบอกว่าเป็นการเกษตรเป็นปศุสัตว์เป็นอะไรพวกนี้ เพราะมันยังมีเรื่องของกฎหมายบอกว่าต้องเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรนั้น ๆ อีกทีหนึ่ง ซึ่งต้องรอกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่อไปอีกสักพักก่อน 

2) ที่อยู่อาศัย คือ ที่ดินที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยทั้งหลาย บ้านพร้อมที่ดิน บ้านเฉยๆ หรือ คอนโด กลุ่มนี้ก็จะเป็นอีกกลุ่มที่มีผลกระทบต่อคนเป็นเจ้าของเหมือนกัน แต่มีข้อผ่อนผันเยอะแยกมากมายตามที่ว่าไปในตอนแรกครับ

3) ประเภทอื่น ๆ คือ ที่ดิน ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่ปล่อยทิ้งรกร้าง อาจจะเป็นเรื่องของการใช้งานเชิงพาณิชย์ (ปล่อยเช่า) หรืออื่นๆที่ไม่ใช่เพื่ออยู่อาศัย อันนี้ก็จะโดนภาษีในอัตราที่สูงกว่า 2 ประเภทที่ผ่านมา แต่ว่าไม่โดนสูงสุดครับผม

4) รกร้างว่างเปล่า ประเภทนี้แหละต้องเสียภาษีแพงที่สุด เพราะถือว่าไม่ได้มีการพัฒนาหรือใช้ใดๆ ตรงนี้เป็นส่วนที่มีผลกระทบกับหลายคนมาก พวกคนที่ซื้อที่ดินเก็งกำไรจะโดนเยอะที่สุดครับ

เอาแบบนี้ดีกว่า แนะนำให้ลองดูสรุปต่างๆได้ที่บทความย่อในแฟนเพจ TAXBugnoms ดีกว่า จะได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นครับ

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณกันดีกว่า
จะได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น เฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยครับ

มาดูกรณีแรกกันนะครับ สำหรับคนที่มีสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดิน หรือ บ้านพร้อมที่ดิน ที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 

วิธีการคำนวณ คือ เอาราคาประเมินไม่เกิน 50 ล้านบาทมาลบออกจากราคาประเมินก่อน เพราะว่ากฎหมายมันยกเว้น 50 ล้านบาทให้ และส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาทก็จะคูณอัตราภาษีตามตารางด้านล่างนี้ครับ

เช่น นายบักหนอมมีบ้านที่มีราคาประเมิน 75 ล้านบาท เริ่มต้นเลย เราจะเอา 75 – 50 = 25 ล้านบาท จากตารางมันจะบอกว่าเสียภาษีในอัตรา 0.03% ก็คือเอา 0.03% คูณ 25 ล้านบาทได้เลย ดังนั้นจะเท่ากับว่าบ้านพร้อมที่ดินมูลค่าตามราคาประเมิน 75 ล้านบาท จะเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 7,500 บาทเท่านั้นเอง 

หรือมาดูอีกตัวอย่างหนึ่งครับ กรณีมีสิ่งปลูกสร้างอย่างเดียวบ้าง วิธีคำนวณจะคล้ายกัน แต่เปลี่ยนจำนวนที่ยกเว้นภาษี นั่นคือเอา 10ล้านบาทที่ยกเว้นมาหักออก 

เช่น นายบักหนอมเหมือนเดิมมีบ้านแต่อยู่บนที่ดินของคนอื่น สมมติว่ามีบ้านราคาประเมิน 15 ล้านบาท เราก็เอา 15 – 10 = 5 ล้านบาท หลังจากนั้นมาดูอัตราตามตาราง คือ 0.02% เราก็ค่อยเอา 5 ล้านบาท คูณ 0.02% ออกมาก็เป็น 1,000 บาทเท่านั้นเองจ้า

แต่กรณีนี้ต้องอย่าลืมนะครับ (เน้นนะ) ว่ามีบ้านแล้วเราต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วยไม่งั้นจะมีปัญหาไม่สามารถใช้จำนวนเงินที่ยกเว้นมาลบออกได้นะครับผม 

คำนวณไม่เป็น อ่านแล้วงง ก็ไม่เป็นไร
เพราะเจ้าหน้าที่เขาต้องมีหน้าที่คำนวณให้จ้า

ไอ้ที่อ่านมาทั้งหมด ถ้าใครรู้สึกงง ปวดหัว บ่นรัวๆว่า คำนวณไม่เป็น พรี่หนอมก็บอกเลยครับว่า ไม่เป็นไรจ้า เพราะจริง ๆ แล้วหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่เราแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่องค์การส่วนท้องถิ่นทั้งหมดครับผม

หน้าที่ของเขา คือ ต้องประเมินให้เราทุกเดือนมกราคมของทุกปี และคำนวณให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นส่งหนังสือประเมินภาษีให้กับเรา ส่วนเราก็มีหน้าที่เอาไอ้ใบประเมินนี้ไปเสียภาษีภายในสิ้นเดือนเมษายนแค่นั้นเองครับ 

ดังนั้น สรุปง่ายๆว่า หลักการวางแผนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ยากครับ วางแผนง่ายที่สุดในกรณีที่อยู่อาศัย นั่นคือ ถ้าคุณมีบ้านหลายหลังคุณเอาชื่อตัวเองไว้ในบ้านหลังที่แพงที่สุดเพราะจะไม่เสียภาษีถ้าไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่ถ้าบ้านหลังที่แพงสุดเกิน 50 ล้านบาท จะเสียแค่ส่วนต่างแต่บ้านหลังอื่นก็จะเสียถูกลงไปกว่าเพราะบ้านหลังอื่นเนี่ยมันมีมูลค่าที่น้อยกว่านั่นเองครับผม 

อ้อ ลืมบอกไปว่า… ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเนี่ย มันมาแทนภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่ ถ้าเกิดเคยเสียภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้ว ก็เปลี่ยนมาเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน ซึ่งจริงๆแล้วจะมีข้อผ่อนผันอีกหลายเรื่องให้ในช่วงปีแรกๆ ถ้าหากเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแพงกว่าภาษีโรงเรือน อันนี้แนะนำให้ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับผม 

อ่านบทความอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : สรุปทุกอย่างที่ทุกคนควรรู้

สุดท้ายอยากบอกตรงๆว่า

ภาษีที่ดินไม่ใช่เรื่องยากถ้าหากคุณมีเงินจ่ายภาษี
แค่นี้แหละครับผม รักนะจ๊ะ …

“มีรายได้หลายทาง” เสียภาษียังไง?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

สำหรับคำถามว่า มีรายได้หลายทาง เสียภาษียังไง? 
ตอบสั้น ๆ ก่อน คือ เอารายได้ทุกทางมาเสียภาษี

หลักการสำคัญข้อแรกคือ ถ้ามีรายได้จากการทำงานแล้วไม่ยกเว้นภาษีมันก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้วเพราะคนที่มีรายได้ = เสียภาษี มันคือสมการที่เราควรทำความเข้าใจไว้ครับผม

แต่สิ่งที่เราต้องรู้จริงๆ เมื่อมีรายได้หลายทางแล้วอยากจะเสียภาษีให้ถูกต้อง นั่นคือ รายได้ที่เรามีแต่ละทางมันเป็นรายได้ตามประเภทไหนตามกฎหมาย ต่างหาก 

เพราะกฎหมายภาษี (ประมวลรัษฏากร) กำหนดประเภทรายได้ทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ไม่เท่ากัน 

สมมติ ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขายของออนไลน์ด้วย แบบนี้แปลว่าเรามีรายได้สองทาง นั่นคือ เงินเดือนจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน และ รายได้จากการขายของออนไลน์  

รายได้ทั้งสองทางนี้ เราต้องมาตามหาคำตอบกันต่อว่า ทางกฎหมายให้มันเป็นเงินได้ประเภทไหน เพราะจะได้รู้ว่ามันหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร จะได้คำนวณภาษีอย่างถูกต้อง

จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่า มนุษย์เงินเดือนเป็นรายได้ประเภทที่หนึ่ง ส่วน ขายของออนไลน์เป็นรายได้ประเภทที่แปด หลังจากนั้นเราจะรู้ว่า 

1) รายได้ประเภทที่ 1 ของมนุษย์เงินเดือน สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

2) รายได้ประเภทที่  8 ขายของออนไลน์ โดยถ้าหากเป็นขายของออนไลน์ที่มีลักษณะซื้อมาขายไป จะหักค่าใช้จ่ายได้ 2 ทาง คือ หักเหมา 60% หรือ หักตามจริงตามหลักฐานที่มี 

เมื่อหักค่าใช้จ่ายเสร็จแล้ว หลังจากนั้นเราค่อยไปหักลดหย่อนของเราทั้งหมดที่มี เหลือออกมาเท่าไหร่ก็ไปคำนวณภาษีตามปกติได้เลยจ้า 

ถ้างง ดูตัวอย่างตรงนี้ได้ พรี่หนอมเคยเขียนอธิบายไว้ น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับผม โดยตัวอย่างนี้มีรายได้ 3 ทางกันเลยทีเดียว ลองมาดูกันนะ

ดังนั้น ถ้าหากใครมีรายได้หลายทางก็อย่าลืมเอาทุกทางมายื่นภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง และที่สำคัญต้องเลือกประเภทรายได้ให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยนะจ๊ะ 

สุดท้ายขอฝากไว้ใ้ห้คิดกัน … 

มีรายได้หลายทาง ก็ต้องเสียภาษี แต่ถ้าไม่อยากเสียภาษี วิธีที่ง่าย คือ ไม่ต้องมีรายได้ยังไงล่ะครับผมมมมม

ตกลงปี 2562 LTF ยังลดหย่อนภาษีได้อยู่มั้ย?

 ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

แต่ถ้าขี้เกียจกว่า พรี่หนอมก็ตอบสั้น ๆ เลยครับว่า ปี 2562 ยังซื้อ LTF ได้ 

เหตุผลที่ปีนี้ยังซื้อ LTF ได้ เพราะเงื่อนไขกฎหมายกำหนดให้ปี 2562 เป็นปีที่สามารถซื้อได้เป็นปีสุดท้ายนั่นเอง (อ่านแล้วงงก็อ่านอีกทีนะ ฮ่าๆ)

ประเด็นต่อมา คือ ซื้อได้เท่าไหร่? คำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิมเช่นกัน นั่นคือ ซื้อได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหรือพูดง่าย ๆ คือ 15% ของรายได้ของเรานั่นแหละแต่สูงสุดแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

สมมตินะครับว่า ถ้าเรามีรายได้ 1 ล้านบาทต่อปี
เอา 1 ล้านบาท คูณ 15% แปลว่าซื้อได้สูงสุด 150,000 บาท 

แต่ถ้าบางคนมีรายได้เยอะกว่านั้น เช่น รายได้ทั้งปี 5 ล้านบาท พอเอา 5 ล้านบาท คูณ 15% ได้เท่ากับ  750,000 บาท แต่สิทธิ์ซื้อสูงสุดแค่ 500,000 บาท ก็สามารถซื้อได้แค่ 500,000 บาทเท่านั้น  

อยากให้ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า LTF สามารถซื้อได้เพื่อลดหย่อนภาษี โดยที่ไม่เกินสิทธิ์สูงสุดที่เขามีให้ อย่าไปทำพลาดนะครับผม

อย่าลืมนะครับว่า LTF นะ ไม่ใช่ RMF เพราะ RMF มันซื้อได้ตลอดไป ยังไม่มีกฎหมายบอกว่าหมดสิทธิซื้อเมื่อไร อ้อ แล้วก็อย่าเรียกผิดด้วย LTF ไม่ใช่ LMF และไม่ใช่ LRF เห็นหลายคนเรียกผิดเรียกถูกกันตลอดเลยจ้า

สุดท้ายขอฝากไว้ใ้ห้คิดกัน … 

LTF ซื้อได้ปีนี้ปีสุดท้าย แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือเงินซื้อ LTF มีไหม ถ้าไม่มีก็ต้องไปหาเงินก่อน เพราะหน้าที่หลักของเราคือมีรายได้ครับผมมมมมม

สงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เกิดขึ้นบ่อยแล้ว แต่นี่เป็นการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บางคนบอกเรื่องนี้ไกลตัว ไม่ไกลตัวนะครับ มาดูตลาดนำเข้า-ส่งอออกของไทยก่อนดีกว่า เกี่ยวข้องกับเขายังไงนะ

ตลาดส่งออกหลักของไทย คือ อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอื่นๆ เห็นแล้วนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหลัก ที่เราส่งออกสินค้าไป อะไรที่กระทบกับสหรัฐฯ ย่อมกระทบกับเราเช่นกัน

ส่วนตลาดนำเข้าของไทย คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย สิงคโปร์  เยอรมนี และประเทศอื่นๆ เห็นไหมครับ จีนมาประเทศแรกเลย

ปูพื้นกันนิดนึง เมื่อ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.39 ล้านล้านบาท เดิมเก็บภาษี 10% เพิ่มเป็น 25% ฝ่ายจีนเองก็ตอบโต้การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เป็น 25% เช่นกัน

ทีนี้ สงครามการค้าส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง ไปดูตัวเลขกันดีกว่า คุณพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ภาษีสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลให้มูลค่าส่งออกของไทยลดลงประมาณ 5,600 – 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากสินค้าที่ประกาศขึ้นภาษีนั้นครอบคลุมรายการที่ไทยส่งออกไปประเทศต่างๆ ราว 46%

ในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายขึ้นภาษีสินค้ากันอยู่ ไทยอาจเติมเต็มในสถานะนี้แทน คืออาจเสนอขายสินค้าประเภทเดียวกันเพื่อไปอุดช่องว่างได้ทั้งสองแหล่ง แต่ประเด็นที่สำคัญที่คนค่อนข้างเป็นห่วงคือความผันผวนหรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ได้จากสงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ นั่นเอง

สำหรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศอยู่ ท่านสามารถฝากความหวังไว้ที่  FX Options ได้ มันคืออะไร ? มันคือการประกันค่าเงินนั่นเอง

“การประกันค่าเงิน” นี้ ช่วยปกป้องผู้ที่ซื้อประกัน เพื่อที่คุณจะสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินไว้ล่วงหน้าได้ ตั้งแต่วันนี้เพื่อการซื้อหรือการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคต ขณะเดียวกัน มันก็ช่วยเปิดโอกาสซึ่งเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ซื้อประกันด้วยว่าจะใช้สิทธิ์ซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ล็อกไว้หรือไม่ก็ได้ ไม่มีภาระผูกพัน

พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ สมมติว่า ในวันที่ 1 มิถุนายน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คุณส่งออกสินค้ามูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น มูลค่าส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินบาท  ณ วันที่ 1 มิถุนายน จะเท่ากับ 33 x 50,000 = 1,650,000 บาท

แต่คุณจะได้รับเงินในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งไม่รู้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่เท่าใด แถมยังมีปัจจัยสถานการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศขึ้นมา เกิดเงินบาทแข็งค่า แทนที่จะได้กำไร คุณอาจจะขาดทุนได้ คุณก็เลยไปทำประกันค่าเงิน เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 10,000 บาท คิดง่ายๆ  ออกมาดังนี้

อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  x 50,000 (มูลค่าสินค้าที่คุณขาย) = เงินที่คุณจะได้ – ค่าธรรมเนียม = เงินที่คุณจะได้หลังหักค่าธรรมเนียม

33 x 50,000 = 1,650,000 บาท – 10,000 บาท (ค่าธรรมเนียมประกันค่าเงิน)
= 1,640,000 บาท 

กรณี A 

(คุณทำประกันค่าเงินไว้ แต่ค่าเงินเสถียร ไม่ผันผวน)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน ค่าเงินบาทยังอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คุณซื้อประกันเพื่อปกป้องรายได้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท คุณก็เสียเงิน 10,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับค่าคุ้มครองความเสี่ยงนะครับ 

ซึ่งกรณีนี้คุณสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิ์หรือไม่ใช้สิทธิ์ขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ล็อกไว้ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ก็ได้ เพราะจำนวนเงินที่คุณจะได้รับไม่แตกต่างกัน

33 (อัตราแลกเปลี่ยน) x 50,000 (มูลค่าสินค้าคุณ) = 1,650,000 – 10,000 (ค่าธรรมเนียม) = 1,640,000 บาท

กรณี B

(คุณไม่ได้ทำประกันค่าเงินไว้ บังเอิญว่าค่าเงินผันผวน)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่คุณจะได้รับเงิน เงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 32 บาทดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คุณไม่ได้ทำประกันค่าเงินไว้ คุณจะสูญเงินไป 50,000 บาท

เงินที่คุณคาดว่าจะได้รับ เมื่อส่งออก ณ วันที่ 1 มิถุนายน เท่ากับ 33 x 50,000 = 1,650,000 บาท

แต่ค่าเงินดันผันผวน ในวันที่ 30 มิถุนายน เงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คุณจะได้รับเงิน = 32 x 50,000 = 1,600,000 บาท

แต่หากคุณทำประกันค่าเงินไว้ โดยล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และเสียค่าธรรมเนียม 10,000 บาท คุณจะได้รับเงิน 1,640,000 บาท ซึ่งมากกว่ากรณีที่ไม่ทำประกันค่าเงิน ถึง 40,000 บาท

กรณี C 

(คุณทำประกันค่าเงินไว้ บังเอิญว่าค่าเงินผันผวน ก็มันอยู่ในช่วงสงครามการค้านี่นะ)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน บังเอิญค่าเงินผันผวน เงินบาทอ่อนค่าเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่คุณล็อกไว้ที่   33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  เพราะแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 

คุณก็สามารถเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิ์ขายเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่ทำประกันค่าเงินที่ไว้  โดยนำไปขายที่เรทตลาดคือ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แทน ซึ่งคุณจะได้รับเงิน 34 x 50,000 = 1,700,000 บาท  แต่คุณเสียค่าธรรมเนียมในการทำประกันค่าเงิน 10,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าธรรมเนียมออก คุณจะได้รับเงินบาทสุทธิเท่ากับ 1,690,000 บาท

กรณีนี้ก็ง่ายๆ ครับ คุณเสียแค่ค่าธรรมเนียมเท่านั้น ไม่ได้สูญเงินจากความผันผวนของค่าเงินแต่อย่างใด 

ทีนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว. ) Exim Bank  สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารยูโอบี

จัดอมรมฟรี ให้กับผู้สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจัดเป็น  “โครงการบริหารความเสี่ยง FX ของ SMEs ระยะที่ 2”  พัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ e-learning

โดยสถาบันธนาคารไทยพร้อมกับมอบวงเงินค่าธรรมเนียมในจำนวน 50,000 บาทต่อกิจการ ให้แก่ผู้เข้าอบรมที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุด้วย เพื่อนำไปใช้ทดลองซื้อประกันค่าเงิน หรือ FX Options ซึ่งครอบคลุมมูลค่าการส่งออก-นำเข้า ราว 70,000 – 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ options และอายุสัญญาโดยสามารถใช้วงเงินดังกล่าวซื้อประกันค่าเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 แห่ง

ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับวงเงินค่าธรรมเนียมมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นผู้ที่มีกิจการเป็นสมาชิก สสว. หากยังไม่เป็นสมาชิกสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ www.sme.go.th

2. เป็นผู้ส่งออก/ นำเข้าที่มีรายได้ในปี 2559 หรือ 2560 ไม่เกิน 400 ล้านบาท และ

3. ผู้เข้าอบรมจะต้องเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ทำธุรกรรมกับธนาคาร 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องอบรม e-Learning ภายในวันที่ 20 กันยายน ถึงมีสิทธิ์ได้รับวงเงินค่าธรรมเนียม   สำหรับผู้สนใจที่ต้องการเข้าอบรมฟรีผ่านระบบ e-Learning ยังสามารถทำได้หลังจากวันที่ 20 กันยายนจนถึงธันวาคม 2562 เพียงแต่จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการได้รับวงเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว

อย่ารีรออีกต่อไป  ลงทะเบียนอบรมฟรีได้ทันที เพียงสแกน QR Code  หรือเข้าไปที่เว็บไซต์

http://www.exim.go.th/th/FxOption/fxRegExim.aspx

ที่มา 

BBC 
ประชาชาติธุรกิจ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
การค้าไทย

บทความนี้เป็น Advertorial

ผจญภัยในโลกการลงทุน ด้วยกองทุน 3 ดี กับคอนเซ็ปต์ “ง่าย ครบ จบในกองทุนเดียว”

คำถามที่ผมเจอบ่อย ๆ สำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นลงทุน

“เริ่มต้นลงทุนอย่างไรดี” 

“ลงทุนไม่เป็น”

“ลงทุนเป็นเรื่องของคนรวย” 

“ลงทุนแล้วกลัวขาดทุน” 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความกลัว ความไม่มั่นใจ ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การลงทุน” นั่นเองครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อพูดถึงการลงทุนแล้ว ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมดว่าจะมี “ความเสี่ยง” ที่ควบคู่กันมาตลอดนั่นเอง

ซึ่งผมคงไม่ได้มาปลอบใจ และบอกว่าการลงทุนไม่เสี่ยง แต่ต้องบอกความจริงกับทุกท่านว่า เรื่องความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องจริงครับ แถมยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงของการลงทุนครับ ไม่ว่าจะลงทุนอะไรไปก็แล้วแต่ มันจะต้องมีความเสี่ยงเข้ามาด้วยเสมออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเรื่องใดก็ตามครับ

ความเสี่ยงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ และความพร้อมของเราเอง ถ้าบอกว่า “ยังไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีเวลาศึกษา” เราก็ต้องหา “ผู้ช่วย” เปรียบเหมือนกับตัวเอกในหนังที่ขนาดเป็นซุปเปอร์ฮีโร่แล้ว ก็ยังต้องมีทีม หรือคู่หู ที่คอยระวังหลัง หรือช่วยสร้างอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มาเสริมความสามารถ

ส่วนความพร้อมในแง่ของการลงทุน หมายถึงว่า เราพร้อมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน หลายครั้งเราจะได้ยินว่าถ้าอายุยังน้อยจะเสี่ยงสูงได้ แต่ถ้าอายุเยอะไม่ควรเสี่ยงเยอะ มันอาจจะไม่ได้ตายตัวแบบนั้นเสมอไป แต่ปัจจัยเรื่องอายุมีผลต่อเวลาในการลงทุน ถ้าอายุน้อยมีเวลาทำงานสะสมเงินอีกนาน และลงทุนได้ยาว ก็จะทำให้ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงได้

เพราะระยะเวลาที่นานจะทำให้ผ่านช่วงที่ราคาสินทรัพย์ขึ้นลงอย่างผันผวนในระยะสั้นๆ ไปได้ ยิ่งลงทุนได้นาน โอกาสขาดทุนก็จะยิ่งน้อยลง แต่ถ้าใคร Young at heart คืออายุไม่มีผล ลงทุนยาวได้ ไม่มีภาระทางการเงินไม่ว่าจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ ที่อาจทำให้ต้องใช้เงินฉุกเฉิน ก็จะพร้อมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้มาก แบบนี้ลงทุนแบบเสี่ยงสูงเพื่อผลตอบแทนงามๆ ได้เช่นกัน

แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเสี่ยงขาดทุนเยอะแน่ๆ วิธีที่จะทำให้เริ่มต้นลงทุนได้อย่างมั่นใจ นอกจากจะมี “ผู้ช่วย” แล้ว สิ่งที่เราเลือกลงทุนควรจะมีการจัดการความเสี่ยงที่ดีด้วย การลงทุนในกองทุนรวมทำให้เรามีผู้ช่วยคือผู้จัดการกองทุน ที่มีความรู้และประสบการณ์ ในเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะกับภาวะตลาดต่างๆ เป็นข้อดีอย่างนึงแล้ว

อีกอย่างที่สำคัญมากคือนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นมีการจัดการเรื่องความเสี่ยงยังไงบ้าง ให้เราแน่ใจว่าจะเหมาะกับเรา และไม่เสี่ยงสูงเกินไป เช่น กระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง สัดส่วนลงทุนเป็นยังไง ลงทุนไปแล้วเวลาผ่านไปผู้จัดการกองทุนมีการปรับสัดส่วนลดความผันผวนหรือไม่ ผมถึงย้ำอยู่เสมอว่า เราต้องดูนโยบายกองทุนก่อนที่จะเลือกลงทุนนะครับ

เพราะว่าสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ในตลาดการลงทุนนั้นหลากหลายมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้น กองทุนอสังหาฯ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งแต่ละสินทรัพย์ก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันครับ

ดังนั้น วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนตัวอย่างจาก บลจ. กรุงศรี ฯ ที่น่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้กับนักลงทุนกันครับ กองทุนที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้น ไม่ได้มีแค่กองทุนเดียวนะครับ แต่ว่ามาพร้อม ๆ กันถึง 3 กองทุนครับ ในกลุ่มที่เรียกกันว่า “3ดี All in Fund ลงทุนง่าย ครบ จบในกองทุนเดียว” ได้แก่

“กองทุนกรุงศรีชีวิตดี๊ดี (KFHAPPY) 

กรุงศรีชีวิตดีเว่อร์ (KFGOOD) 

และกรุงศรีชีวิตดีเริ่ด (KFSUPER)”

โดยทั้ง 3 กองทุนนี้จะมาเป็นตัวอย่างผู้ช่วยในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ที่พร้อมสู้กับความเสี่ยง และความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของเรานั่นเองครับ

ซึ่งทั้ง 3 กองทุนมีนโยบายคล้ายๆ กัน ที่เรียกว่า All in Fund นั่นก็คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น ตราสารหนี้ หุ้น กองทุนอสังหาฯ และ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานครับ ทั้งนี้ก็เพื่อการกระจายความเสี่ยงไปหลากหลายสินทรัพย์ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนได้อย่างมาก โดยมีสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ ที่คอยสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงเป็นพื้นฐานให้กับกองทุน

ส่วนการลงทุนใน REITs และกองทุนอสังหาฯ ก็จะเสริมในเรื่องกระแสเงินสดเข้ามาจากค่าเช่าสม่ำเสมอนั่นเองครับ และส่วนของหุ้นเองก็จะทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการสร้างผลตอบแทนที่สูงให้กับเราได้ครับ เอาเป็นว่า เปรียบเสมือนว่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย ไว้ทั้ง ”รับ”กับความผันผวนทุกรูปแบบ และ”รุก” เพื่อสร้างผลตอบแทนเมื่อมีโอกาสเลยครับ

คราวนี้เรามาดูว่า ทั้ง 3 กองทุนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรครับ ความแตกต่างที่เป็นลักษณะเด่นของทั้ง 3 กองทุนนี้ ก็คือ สัดส่วนของหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยงนั่นเองครับ โดยที่นโยบายการลงทุนของทั้ง 3 กองทุนมีดังนี้ครับ

KFHAPPY จะมีสัดส่วนของหุ้น REITS กองทุนอสังหาฯ และ INFRAs สูงสุดไม่เกิน 25%

KFGOOD จะมีสัดส่วนของหุ้น REITS กองทุนอสังหาฯ และ INFRAs สูงสุดไม่เกิน 50%

KFSUPER จะมีสัดส่วนของหุ้น REITS กองทุนอสังหาฯ และ INFRAs สูงสุดไม่เกิน 75%

นั่นหมายความว่า ถ้าหากรับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก เช่น จะเก็บเงินแต่งงานในระยะสั้นๆ 2-3 ปี ก็ให้นักลงทุนเลือก KFHAPPY จะได้ลงทุนแล้วมีความสุข ไม่ต้องกลัวความเสี่ยงเท่าไหร่นักแต่ถ้าหากอยากได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ความเสี่ยงก็ยังทำอะไรเราไม่ได้ในระยะปานกลาง ประมาณ 3-5 ปี ก็ให้เลือก KFGOOD รับรองว่าเหมาะครับ

แต่ถ้าหากอยากลงทุนแล้วลุ้นได้ผลตอบแทนที่สูงหน่อย สามารถลงทุนระยะยาวได้ 5-7 ปีขึ้นไป ผมคิดว่าน้องใหม่ที่เพิ่มเปิดตัวไปเมื่อต้นปีอย่าง KFSUPER น่าจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี ตามสัดส่วนของหุ้นที่สูงนั่นเองครับ

โดยทั้ง 3 กองทุนเป็น Flexible Fund ที่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนได้ครับ ผู้จัดการกองทุนจะมีการปรับสัดส่วนระหว่างทาง เพื่อบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น นึกภาพนะครับว่าจากวันที่เราลงทุนไป เวลาผ่านไปตัวเลขเศรษฐกิจโน่นนี่เปลี่ยนไป เงินลงทุนไหลเข้าไหลออกจากต่างประเทศ สถานการณ์ในประเทศและทั่วโลกก็คงจะเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่ สัดส่วนการลงทุนเดิมของเราอาจไม่เหมาะสมแล้ว หากเราต้องมานั่งดูแนวโน้มการลงทุนเอง เลือกหุ้นเอง ปรับสัดส่วนเอง เชื่อผมเถอะว่าบางครั้งเราอาจทำไม่ทัน หรือจับจังหวะไม่ถูกก็เป็นไปได้ครับ ผู้จัดการกองทุนจะมาเป็นผู้ช่วยให้กับเราในเรื่องนี้ครับ

โดยผมจะขอยกตัวอย่างของกองทุนน้องใหม่อย่าง KFSUPER ครับ

ถ้าหากสถานการณ์ของตลาดหุ้นเป็นใจ กองทุนนี้จะมีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นอาจสูงขึ้นเป็น 75% ของพอร์ตได้เลยทันที แต่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ กองทุนนี้อาจจะลดสัดส่วนหุ้นให้เหลือ 0% ก็เป็นไปได้ครับ แต่ถ้าทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติ กองทุนนี้ก็จะอาจถือหุ้นประมาณ 60%

ทั้งกองทุน KFHAPPY และ KFGOOD ก็มีหลักการคล้าย ๆ กันครับ คือถ้าเศรษฐกิจเติบโต ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขาขึ้น ผู้จัดการกองทุนก็เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นได้ไปจนถึงอัตราส่วนสูงสุดที่กำหนดไว้ของแต่ละกองทุน เช่น KFHAPPY ก็คือ 25% ขณะที่ถ้าดูแล้วสถานการณ์กลางๆ ก็อาจจะลงทุนในหุ้นสัก 15% เท่านั้น

การปรับสัดส่วนลงทุนในหุ้นได้ยืดหยุ่นแบบนี้ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีเครื่องมือในการลดความเสี่ยงให้กับกองทุน ยามที่ตลาดผันผวน และขณะเดียวกันก็เร่งโอกาสเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น เมื่อตลาดหุ้นมีทิศทางเติบโตได้

ทั้ง 3 กองทุน ผมมองว่าเหมือนกับ เอธอส, ปอร์ธอส และอารามิส ในนิยายผจญภัยที่ชื่อ The Three Musketeers ของ อเล็กซองดร์ ดูมาส์ หรือ 3 ทหารเสือ นั่นเองครับ โดยแต่ละคนจะมีจุดเด่นของตัวเอง 

ผมก็เชื่อว่าทั้ง 3 กองทุนนี้น่าจะทำให้เราผจญภัยในโลกของการลงทุนได้มั่นใจขึ้น และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลที่จะลุยเลือกลงทุนเอง ไม่อยากเสี่ยงสูงไปบุกอยู่แต่ในตลาดหุ้น และไม่มีอาวุธช่วยรับมือกับความผันผวนทั้งหลาย เป็นตัวช่วยให้ลงทุนได้ “ง่าย ครบ จบในกองทุนเดียว” เพื่อเป้ามายที่จะได้ใช้ชีวิตดี๊ดี ดีเว่อร์ หรือดีเริ่ด แบบที่วางแผนไว้ครับ 

วันนี้ขอลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ สวัสดีครับ


สำหรับใครที่สนใจในกองทุนนี้สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.krungsriasset.com

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันของผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

อย่าลืมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ลูกน้อย ก่อนจะเจอค่าใช้จ่ายก้อนโตโดยไม่รู้ตัว

ช่วงนี้หลายๆโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เริ่มๆทยอยเปิดเทอมกันแล้ว ซึ่งก็เป็นช่วงเดียวกับการที่โรคยอดฮิตของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก รวมไปถึงโรคติดเชื้อไวรัส RSV ก็กำลังระบาดเลย เพราะกำลังจะเป็นช่วงที่เข้าใกล้ฤดูฝน อากาศช่วงนี้ก็มักจะมีทั้งเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวมีพายุเข้า เป็นต้น

นี่เองที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายที่ยังอยู่ในวัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงระดับชั้นที่จะป่วยกันเยอะมากๆ ก็จะไล่ตั้งแต่ อนุบาล ไปจนถึง ประถมศึกษา แต่พอโตๆ ไปก็จะป่วยน้อยหน่อยเพราะเริ่มมีภูมิแล้ว 

ดังนั้น ช่วงที่ควรระวังก็จะเป็นช่วงเด็กเล็กๆ เลย โดยเฉพาะอนุบาลครับ ซึ่งตอนนี้ลูกผม น้อง Kevin ก็กำลังอยู่ในวัยนี้เลยสิครับ อายุตอนนี้ก็ 3ขวบครึ่ง กำลังเรียนชั้น Nursery บอกเลยว่า ลุ้นแทบทุกวันว่าวันนี้กลับมาจะป่วยมั้ย จะมีไอ หรือมีน้ำมูกมั้ย

แล้วยิ่งถ้าเห็นข้อความใน Line กลุ่มของผู้ปกครองในห้องของลูกเรา บอกว่า วันนี้ไม่ได้ไปเรียนนะ เพราะ มีไข้สูง หรือ เป็นโรคโน้นโรคนี้ ก็ยิ่งกังวลเลยสิครับ เพราะคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราไม่มีทางควบคุมอะไรได้มากเลย ก็ลดความเสี่ยงได้บ้าง ด้วยการหลอกล่อให้น้อง Kevin ในหน้ากากอนามัย เผื่อไว้ แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่า เค้าจะทนใส่ได้นานแค่ไหน จริงมั้ยครับ

ซึ่งตอนนี้ทั้งผมและครอบครัว ก็ได้เริ่มวางแผนจะลดความเสี่ยงเรื่องโรคได้บ้าง โดยจะไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กันทั้งบ้านเลยครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายๆที่ก็มีบอกเลยว่า เป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์เลยครับ

ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลมาก็เป็นการเสริมป้องกันไวรัสสายพันธุ์ A (H1N1 กับ H3N2) และ ไวรัสสายพันธุ์ B (YAMAGATA กับ VICTORIA ) เลยครับ โดยสามารถฉีดให้กับเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปเลย ซึ่งหลังฉีดประมาณ 1-2 สัปดาห์ ร่างกายของเราก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่มามากขึ้น ซึ่งจะปกติภูมินี้ก็จะอยู่กับร่างกายเราประมาณ 1 ปี ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กันเป็นประจำทุกปี

โดยจากการสำรวจข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆ ก็บอกเลยว่ามีราคาตั้งแต่ 500 จนถึง 1,000 บาทต้นๆ ซึ่งก็แล้วแต่ละโรงพยาบาลว่า ราคานั้นรวมค่าแพทย์และค่าอื่นๆ อีกหรือยัง ซึ่งผมก็คิดว่า เอาโรงพยาบาลที่เราไปสะดวกดีที่สุด 

เพราะเอาที่ราคาถูกกว่าไม่กี่ร้อยแต่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลๆ ก็ดูไม่น่าจะคุ้มจริงมั้ยครับ ซึ่งถ้าให้ดีที่สุด ก็ควรจะฉีดวัคซีนทั้งบ้านไปเลย เพราะจะได้มีภูมิต้านทานกันทุกคน เพราะ เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนในบ้านของเรา มีใครไปรับเชื้อไข้หวัดใหญ่กันมาบ้างหรือเปล่า

การป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด อย่ามัวรีรอ เพราะต้นปีก็มีข่าวว่า ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักจนมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว และถ้าเกิดไม่มีภูมิหรือ ร่างกายไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่คนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ก็ต้องนอนแอดมิดในโรงพยาบาลแทบทุกราย แล้วกว่าจะออกจากโรงพยาบาลก็ 3-4 วัน บางรายเป็นหนักถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก็มีมาแล้ว โดยเฉพาะถ้าเกิดกับเด็กเล็กๆ ก็มักจะรุนแรงมากๆ จนบางรายต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นแสนๆ ก็พบได้บ่อยมากๆครับ

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท จึงขอให้ทุกครอบครัวอย่าลืมใส่ใจกับการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กัน เพียงแค่ยอมเสียเวลา เสียเงินเพียงเล็กน้อย ไปฉีดวัคซีนกันไว้ก่อน แม้ว่าอาจจะช่วยป้องกันได้ 70-80% แต่ก็อาจจะเป็นการช่วยปกป้องเงินในกระเป๋าของเราทางอ้อม มิให้มีโอกาสเสียเงินเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน ที่อาจจะเกิดกับครอบครัวของเราก็เป็นได้ครับ

สุดท้ายนี้ก็ขออวยพรให้ทุกๆครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยกันนะครับ

แกะร้อยหุ้น IPO : “VL” และกองเรือขนส่งปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งภูมิภาคเอเชีย

หากพูดถึงเรือขนส่งน้ำมัน เราจะคิดถึงบริษัทอะไร?

หลายคนอาจจะมีคำตอบลอยเข้ามาในใจ แต่วันนี้ลงทุนศาสตร์จะพาทุกคนไปรู้จักกับ หุ้น “VL” น้องใหม่ที่กำลังจะเข้าตลาด แน่นอนว่าหากใครสนใจหุ้นในกลุ่มโลจิสติกส์ โดยเฉพาะกลุ่มเรือขนส่งแล้ว

“หุ้นน้องใหม่ตัวนี้ต้องถูกจัดเข้ากลุ่มหุ้นที่ต้องศึกษาเลย เพราะบริษัทที่เราจะพูดถึงกันวันนี้ถือว่า มีดีกรีเป็นผู้ขนส่งปิโตรเลียมระดับภูมิภาคเอเชีย เลยทีเดียว”

“VL” หรือ “บริษัท วี.แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” คือผู้ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ โดยเป็นการขนส่งทางทะเล พูดง่ายๆ ก็คือ ธุรกิจเรือขนส่งทางทะเลนี่แหละ เพียงแต่เน้นสินค้าไปที่ 5 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเตา น้ำมันใส น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันปาล์ม

ปัจจุบัน บริษัทมีเรือที่ใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมด 12 ลำ โดยกองเรือมีอายุเฉลี่ยประมาณ 16 ปี มีน้ำหนักบรรทุกเรือรวม 35,081 Deadweight Tonnage (D.W.T.) และมีความสามารถในการบรรจุน้ำมันเพื่อขนส่งรวมอยู่ที่ 36,036 ลูกบาศก์เมตร

บริษัทถือเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ระดับภูมิภาคเอเชีย ลูกค้าในประเทศส่วนใหญ่เป็นผู้ทำธุรกิจน้ำมันรายใหญ่อย่าง ESSO , BCP , เชฟรอน (ไทย) , เชลล์แห่งประเทศไทย , IRPC ส่วนลูกค้าระหว่างประเทศจะเจาะกลุ่มไปที่ผู้ทำธุรกิจปาล์มน้ำมันและน้ำมันหล่อลื่นในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากโครงสร้างรายได้จะเห็นว่ารายได้มาจากการให้บริการภายในประเทศเป็นหลัก

การให้บริการภายในประเทศถือว่ามีความมั่นคงของปริมาณสูงในระดับหนึ่ง เพราะบริษัทจะมีการทำสัญญารับขนส่งสินค้าล่วงหน้า (Contract of Affreightment หรือ “COA”) และสัญญาแบบเช่าเหมาลำ (Time Charter) เพื่อช่วยกำหนดปริมาณการขนส่งสินค้าขั้นต่ำ ตรงนี้จะช่วยการันตีปริมาณงานในมือของบริษัทได้ โดยส่วนใหญ่สัญญาจะยาวประมาณ 1 – 3 ปี อย่างไรก็ตาม ค่าบริการจะมีความผันแปรไปตามราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ เส้นทางการขนส่ง และเงื่อนไขการขนส่งด้วย ตรงนี้จะช่วยให้บริษัทแบ่งเบาภาระความผันผวน จากต้นทุนค่าน้ำมันที่ใช้ในการขนส่งออกไปได้ส่วนหนึ่ง รายได้ของบริษัทก็จะมีความแน่นอนมากขึ้น

นอกจากการให้บริการแบบสัญญาแล้ว บริษัทยังมีการขนส่งสินค้าแบบรายเที่ยว

(Spot Charter หรือ “SPOT”) ตรงนี้จะเป็นรายได้ที่จะเสริมเข้ามา จากส่วนรายได้ประจำจากงานแบบการทำสัญญากับบริษัทน้ำมันใหญ่ๆ ในประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

ในขณะที่รายได้จากต่างประเทศจะเน้นไปที่ธุรกิจน้ำมันปาล์มและน้ำมันหล่อลื่น

รายได้ส่วนของบริการในต่างประเทศจะอยู่ที่ 25.75% ในปี 2561 สังเกตได้ว่าบริษัทจะมุ่งเน้นการเติบโตจากบริการภายในประเทศมากกว่าระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีเรือที่ใช้สำหรับขนส่งในเส้นทางระหว่างประเทศอยู่ที่ 3 ลำจากจำนวนกองเรือรวม 12 ลำ รูปแบบการทำสัญญาจะมีทั้งแบบ COA Time Chater และ SPOT 

แต่สัญญาแบบ COA จะเป็น 1 – 3 ปีเป็นหลัก

ความน่าสนใจ คือ สัดส่วนระหว่าง COA : SPOT สูงขึ้นเรื่อยๆ

สังเกตว่าสัดส่วน COA ต่อรายได้รวมมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจาก 65.85% , 71.40% ไปจนถึง 72.90% ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 ตามลำดับ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่บริษัทพยายามจะสร้างความมั่นคงของรายได้และปริมาณให้สูงมากขึ้น ในขณะที่แนวโน้มปริมาณการขนส่งในประเทศก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ตรงนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ดี เพราะสัญญาของบริการในประเทศจะมีช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าบริการระหว่างประเทศ

อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมเจ้าของเรือไทยปี 2561 บริษัทถือว่าเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ในผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจำนวนทั้งหมด 9 ราย

โดย VL มีกองเรือที่มีความสามารถให้บริการขนส่งเป็นอันดับที่ 4 และมีอายุเฉลี่ยของกองเรือน้อยเป็นอันดับ 2

นอกจากนี้ความน่าสนใจอีกอย่าง คือ กลยุทธ์การตั้งราคา

นโยบายการตั้งราคาค่าบริการในประเทศใช้วิธีการบวกจากต้นทุนที่เกิดขึ้น (Cost Plus Pricing) เป็นหลัก ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบลดลงจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีมากขึ้นอีกด้วย เพราะการตั้งราคาแบบนี้จะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิมีแนวโน้มมั่นคงขึ้น

ถึงแม้ว่านโยบายการตั้งราคาค่าบริการระหว่างประเทศจะใช้วิธีราคาตลาดที่สามารถเทียบเคียงกับคู่แข่งได้ (Competitive Price) ที่อาจจะมีจุดด้อยมากกว่า แต่บริษัทก็มีแนวโน้มที่จะมาเพิ่มสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศที่ทำให้รายได้ของบริษัทดูดีขึ้นทั้งในแง่ความมั่นคง (สัญญายาวกว่า) และความสามารถในการทำกำไร (การตั้งราคาแน่นอนกว่า) ด้วย

จากภาพรวมรายได้ของบริษัทมีการเติบโตในช่วง 2559 – 2560 และค่อนข้างทรงตัวในปี 2560 – 2561 ในขณะที่กำไรสุทธิหดตัวจากการลงทุนซื้อเรือใหม่มาเพิ่มเติมซึ่งก็ส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มโอกาส

ในการสร้างรายได้มากขึ้น แต่ในช่วงต้นก็มีค่าใช้จ่ายจากค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่นในการขยายงานขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทมีแนวโน้มดูดีขึ้นในปี 2561 ถึงแม้ว่าจะยังมีปัจจัยกดดันจากการขยายกองเรือก็ตาม

VL กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

บริษัทวางแผนจะเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อระดมทุนในการไปขยายกองเรือ เพิ่มปริมาณขนาดบรรจุขนส่งต่อเที่ยวเรือ เพิ่มจำนวนเที่ยวเรือ ซ่อมบำรุงเรือ ชำระเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ ซึ่งบริษัทก็ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่ก็ยังต้องการเงินทุนมาขยับขยายเพิ่มเติม

บริษัทจะขายหุ้น IPO จำนวนรวม 280 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดย VL จำนวน 200 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ นางชุติภากลิ่นสุวรรณ จำนวน 80 ล้านหุ้น คิดเป็น 10%

หากใครสนใจอยากศึกษาลักษณะธุรกิจบริษัท VL เพิ่มเติม รวมไปถึงอยากเข้าใจอุตสาหกรรมนี้ให้มากขึ้นก็สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2PXYXjE หรือ ถ้าใครอยากอ่านหนังสือชี้ชวนก็คลิกได้ที่นี่ http://bit.ly/2VDZeyB

จับที่นั่งกันให้ดี เรือ VL กำลังจะออกแล้ว !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน มาดูกันนายกคนใหม่ในความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา ในงวดวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าผลเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตอย่างเป็นทางการนั้น จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ส่วนนายกคนต่อไปจะเป็นใครก็คงต้องรอดูกันต่อไปนะ

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

1. สรุปเลขท้าย 2 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย2ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

2. สรุปเลขท้าย 3 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย3ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 พฤษภาคม 2562

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถิติเท่านั้น ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้างนะ

คิดให้ดี!! ก่อนใช้ค่าลดหย่อนภาษีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562

“อย่าคิดประหยัดภาษีจนเสียสติ เพราะชีวิตมีอะไรให้คิดมากกว่านั้น” ถ้าหากพรี่หนอมสามารถประกาศคำขวัญในการลดหย่อนภาษีได้เหมือนคำขวัญวันเด็ก ประโยคนี้คงต้องมาแน่ๆเลยล่ะครับผม เพราะทุกทีที่มีนโยบายลดหย่อนภาษีใหม่ออกมา สิ่งหนึ่งที่ต้องดูก่อนตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิหรือไม่นั้น มันคือเงินในกระเป๋าของเรานี่แหละครับผม

โดยในปี 2562 ทางฝั่งภาครัฐเขาก็ใจดี ออกมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาให้เราเลือกใช้หลายตัวเลยครับ โดยพรี่หนอมขอสรุปแนวทางแบบนี้ออกมาให้เช็คกันอีกทีหนึ่งครับ (เน้นอีกนิดว่า… นโยบายทั้งหมดนี้ต้องรอประกาศเป็นกฎหมายเพื่อความชัวร์นะครับ) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ

1. กลุ่มลดหย่อนเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไทย

แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองหลัก 15,000 บาท และค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองรองจำนวน 20,000 บาท และทั้งสองตัวนี้มีเงื่อนไขร่วมกัน คือ ค่าลดหย่อนรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20,000 บาทครับ

โดยค่าลดหย่อนกลุ่มนี้ให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 –  30 มิถุนายน 2562 เฉพาะค่าทัวร์ ค่าที่พักโรงแรม (ที่ได้รับอนุมัติตามกฎหมายพรบ.การโรงแรม) และโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว สำหรับหลักฐานที่ใช้ประกอบการลดหย่อนภาษี คือ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อของเราอยู่นี่แหละครับ 

อ้อ.. มีหลายคนถามมาว่า ค่าเดินทางทั้งหลายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไหม อันนี้บอกอีกทีให้ชัดๆเลยครับว่า ไม่ได้แน่นอนจ้า 

และสำหรับคนที่สงสัยว่า 55 จังหวัดเมืองรองคืออะไรบ้าง พรี่หนอมรวบรวมมาให้อีกที นั่นคือ นครศรีธรรมราช อุดรธานี เชียงราย ลพบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี อุบลราชธานี นครนายก หนองคาย สระแก้ว เลย ตาก ตราด เพชรบูรณ์ จันทบุรี มุกดาหาร นครสวรรค์ ราชบุรี สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ พัทลุง ตรัง ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี สตูล ชุมพร สุโขทัย สุรินทร์ สกลนคร ลำพูน นครพนม อุตรดิตถ์ ระนอง ลำปาง ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ ชัยน่าน น่าน อ่างทอง มหาสารคาม กำแพงเพชร อุทัยธานี นราธิวาส ยะลา พะเยา บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และปัตตานี

ส่วนเมืองหลักก็คือเมืองที่เหลือที่ไม่ใช่เมืองรองนั่นเองครับผม…

สำหรับคนที่สงสัยว่าจะตรวจสอบว่า ที่พักโรงแรม โฮมเสตย์แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีบ้าง พรี่หนอมก็มีทำสรุปไว้ให้ดูเป็นคลิปวีดีโอตามนี้ครับ

https://youtube.com/watch?v=NqlgpD34e-4%3Fwmode%3Dopaque

2. กลุ่มค่าลดหย่อนเพื่อการใช้จ่าย

ตรงนี้ขอแยกออกเป็น 3 กลุ่มที่คล้ายกันครับ นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือหรืออีบุ๊ค โดยทั้งสองกลุ่มนี้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่ากัน คือ กลุ่มละ 15,000 บาท แต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันดังนี้ครับ

1) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP

หลักการสำคัญคือ สินค้า OTOP ต้องลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนอย่างถูกต้อง โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ ส่วนทางผู้ขายจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่จดนั้นไม่มีปัญหาครับ และสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 30 มิถุนายน 2562

2) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา

หลักฐานสำคัญของกลุ่มนี้คือ ใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ เพราะต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 30 เมษายน – 30 มิถุนายน 2562 แต่สำหรับเงื่อนไขของประเภทสินค้านั้น ผมขอแยกอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อความเข้าใจครับ

  • สินค้าเพื่อการศึกษา เงื่อนไขของกลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดในการตีความที่ต้องระวังครับ โดยจากข้อมูลที่ผมทราบมา สินค้าเพื่อการศึกษาจะไม่รวมสินค้าที่เป็นอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ (ตรงนี้ต้องรอเช็คตามกฎหมายลูกอีกครั้งครับว่ามีตัวไหนยกเว้นหรือไม่ยกเว้นบ้าง) แต่หลักการส่วนนี้ ผมว่าเน้นที่ใช้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลักครับ 
  • สินค้าเพื่อการกีฬา เงื่อนไขของสินค้าเพื่อการกีฬาน่าจะอยู่ที่การสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายโดยตรง ดังนั้นต้องเป็นอุปกรณ์ในการเล่นกีฬาเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้อาจจะพอเดาได้ว่า พวกอุปกรณ์ Smartwatch ต่างๆน่าจะไม่เข้าเงื่อนไข แต่พวกรองเท้า ถุงมือ หรืออุปกรณ์อื่นๆที่ใช้น่าจะได้ตามปกติครับ (เน้นอีกทีนะครับว่า อย่าลืมเช็คกับกฎหมายอีกที ยังไงพรี่หนอมจะสรุปให้ฟังอีกทีในเพจ TAXBugnoms ครับผม)

3) ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือและอีบุ๊ค

สำหรับกลุ่มนี้เหมือนจะมีการปลดล็อกในส่วนของนิตยสาร หนังสือพิมพ์หรืออะไรต่างๆได้ทั้งหมดครับ โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี (กรณีร้านหนังสือบางร้านมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เพื่อประกอบกิจการอื่นด้วย) โดยเอกสารที่ว่านี้ต้องมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายและรายละเอียดครบถ้วน

ส่วนข้อควรระวังคือ ค่าลดหย่อนภาษีตัวนี้รวมกับรายการค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติ (ส่วนที่เป็นค่าซื้อหนังสือ) เมื่อตอนต้นปีแล้วจะต้องไม่เกิน 15,000 บาทครับ โดยสิทธิลดหย่อนของกลุ่มนี้นานกว่ากลุ่มอื่นหน่อยตรงที่สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2562 ครับ 

3. กลุ่มสุดท้าย เป็นค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์

นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรก (มาอีกแล้ว) โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับบ้าน (พร้อมที่ดิน) หรือคอนโดหลังแรกของเราครับ (แต่จะเป็นบ้านหรือคอนโดมือสองสามสี่ห้าหกก็ได้ ฮ่าๆ) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท และเราต้องซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 30 เมษายน – 31 ธันวาคม 2562 ครับ

สำหรับสิทธิประโยชน์บ้านหลังแรก (อีกแล้ว) ตัวนี้ เราจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นค่าลดหย่อนในปี 2562 ปีเดียว 200,000 บาทเต็มจำนวนเลยครับ เรียกได้ว่าครั้งเดียวจบครับผม ซึ่งไม่เหมือนกับค่าลดหย่อนบ้านหลังแรกตัวก่อนหน้านี้ ที่ต้องทยอยแบ่งใช้ถึง 5 ปีครับ

สำหรับเนื้อหาทั้งหมดในการลดหย่อนภาษี ถ้าหากใครสะดวกดูเป็นคลิป แนะนำดูได้ที่ช่อง Youtube TAXBugnoms ได้เลยครับผม

https://youtube.com/watch?v=0MrmipOx79A%3Fwmode%3Dopaque

แนวทางการวางแผนลดหย่อนภาษีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562

สำหรับคนที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษีตามแนวทางมาตรการใหม่นี้ พรี่หนอมอยากให้แนวทางการตรวจสอบตัวเองง่ายๆสั้นๆว่า “เราจำเป็นไหม” และ “เรามีเงินไหม” ครับผม 

คำว่าเราจำเป็นไหม นั่นแปลว่า สิ่งของพวกนี้ที่เราต้องการได้มาหรืออสังหาที่เราต้องซื้อ มันคือความจำเป็นในชีวิตเราไหม เพราะถ้าหากไม่จำเป็น มันคือการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เอี่ยมมาเลย เพราะต้องการลดหย่อนภาษีค่ากีฬา แต่ประเด็นคือเราซื้อมาเก็บในตู้แล้วไม่เคยหยิบมาใส่ ทิ้งไว้ไม่นานรองเท้าก็กลายเป็นของวางทิ้งไว้ แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเรา

หรือถ้าหนักกว่านั้น เรารีบซื้อบ้านหลังแรก โดยที่ไม่จำเป็น หรือยังไม่พร้อมใดๆ การซื้อบ้านนั้นอาจจะทำให้เราเป็นภาระในอนาคต อาจจะมีเรื่องของการขายต่อถ้าไม่ได้อยู่ รวมถึงอาจจะเสียประโยชน์ในกรณีที่มีสิทธิประโยชน์ภาษีแบบนี้แล้วเราจำเป็นต้องใช้จริงๆ ไปจนถึงหนี้สินในกรณีที่เราใช้จ่ายเกินตัวอีกด้วยครับ

ถ้าบางคนบอกว่าไม่แคร์หรอกเพราะชั้นมีเงิน อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ พรี่หนอมคิดว่าถ้าดูแลตัวเองได้ จัดการชีวิตได้ดี การเสียเงินแล้วมีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าเรายังไม่มีเงิน หรือ ไม่พร้อม สิ่งที่ต้องมองคือประเด็นต่อมา ไอ้คำว่า “เรามีเงินไหม” นี่มันแทงใจชีวิตเรามากกว่าเรื่องภาษีอีกนะครับ เพราะถ้าหากเราไม่มีเงิน เราจะวางแผนภาษีไม่ได้เลย เพราะค่าลดหย่อนในกลุ่มนี้ต้องใช้เงินแลกมาทั้งหมด ดังนั้นถ้าไม่มีเงิน รักษาเงินในกระเป๋าไว้ดีกว่า เผื่อว่าต้องใช้  และในอีกมิติหนึ่งของคำนี้ การมีเงินที่ว่า ต้องมาเช็คก่อนว่า มันคุ้มค่าในการลดหย่อนภาษีหรือเปล่า เพราะถ้าเงินที่จ่ายไปไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีมากเท่าที่คิด บางทีไปซื้อตอนที่ลดราคาก็ไม่ได้เสียหายอะไร เก็บเงินไว้ใช้ในโอกาสหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเช่นกันครับ

เหตุผลที่เขียนบทความแบบนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่านโยบายไม่ดี หรือ มาสกัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่อยากให้กลับมาย้อนมองที่เศรษฐกิจของตัวเราเองด้วยว่า เราเอาตัวรอดแล้วหรือเปล่า? เพราะถ้าหากเรามีปัญหาเรื่องการเงินขึ้นมาจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยที่ไม่จำเป็น มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไร

นี่คือสิ่งที่อยากฝากไว้ให้คิดครับ เพราะสำหรับพรี่หนอมแล้ว
การเงินที่ดี สำคัญกว่าภาษีที่ประหยัดได้ครับผม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save