aomMONEY ตะลุยงาน TAX Talk ครั้งที่ 2 “Digital Services for Business Enterprise”

เมื่อวานนี้ วันที่ 27 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ทาง aomMONEY ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังงานเสวนา TAX Talk ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อชื่อว่า “Digital Services for Business Enterprise” ดังนั้น วันนี้ผมจึงจะมาเล่ารายละเอียดให้เพื่อนๆ ได้ฟังกันครับ

TAX Talks เป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและพูดคุยกับเกี่ยวกับนโยบายด้านภาษี โดยหัวข้อในครั้งนี้จะเป็นการกล่าวถึง ภาพรวมและการพัฒนาบริการทางภาษีในรูปแบบดิจิทัลแก่องค์กรธุรกิจ ซึ่งจากการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนครับ

ปัจจุบันทางกรมสรรพากรได้มีวิสัยทัศน์ในการที่จะจัดภาษีให้มีความทันสมัยและสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น โดยมีการใช้กลยุทธ์ D2RIVE เพื่อให้ผู้เสียภาษีทุกคนมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดียวกันครับ

  • D-Digital Transformation – ยึดหลักผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง
  • D-Data Analytics – เพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูลโดยการพัฒนาให้กลายเป็น Big Data
  • R-Revenue Collection – การเก็บให้ตรงตามเป้าหมาย (ในปีที่ผ่านมาสามารถเกินเป้า 3.8 หมื่นล้านบาท )
  • I-Innovation -สร้างสภาพแวดล้อมและเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพมีส่วนร่วมในการพัฒนา
  • V-Values- ยึดหลัก 3 คุณธรรมประกอดด้วย ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และ ใจบริการ
  • E-efficiency- ยกระดับประสิทธิภาพของคนและระบบงาน 

รู้จัก Digital Services ที่ยึดหลักผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง

1. Taxpayer Registration

เมื่อเริ่มกรอกข้อมูล ระบบนี้จะมีการเชื่อมโยงกับข้อมูลในหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกรมการปกครองหรือกระทรวงพาณิชย์ 

2. Tax Filling

ในปัจจุบันกำลังมีการเตรียมที่จะเปิด ภ.พ. 30 และ Open API ซึ่งจะช่วยให้การยื่นแบบเป็นนั้นง่ายขึ้นและเป็นมาตรฐานมากขึ้น

3. Tax Payment

มีการร่วมมือกับทางธนาคารไม่ว่าจะเป็น  ATM, Credit Card, QR Code

4. Tax Refund

การคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าบัญชีธนาคาร (เฉพาะผู้ประกอบการส่งออกที่ดีและจดทะเบียน ภ.พ.13 เท่านั้น ) รวมไปถึงการทำ blockchain คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว

5. Operational Services

  • e-Tax invoice – ทำให้เรื่องใบกำกับภาษีนั้นสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครที่ลงทุนในระบบนี้ หรือ ใช้บริการ  service provider ก็จะสามารถหักค่าใช้ จ่ายได้ 2 เท่า
  • e-Withholdingtax – แต่ก่อนภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะต้องยื่นเป็นกระดาษ แต่ปัจจุบันธนาคารจะเป็นสื่อตัวกลาง ซึ่งใช้ระบบบัญชีในการยื่นให้กับสรรพากรแทน
  • e-stamp  Duty – ในวันที่ 1 ก.ค. 2562 ทางกรมสรรพากรเตรียมที่จะเปิดตัวตราสารอิเล็กทรอนิกส์ 5 ตราสาร ประกอบด้วย สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน ใบมอบอำนาจ และใบมอบฉันทะ 

Open API คืออะไร

เป็นระบบที่มีลักษณะคล้ายกันกับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ประชาชนสามารถยื่นส่งเอกสารได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องยื่นให้แก่กรมสรรพากรเท่านั้น แต่สามารถยื่นผ่านทางหน่วยงานอื่นได้ ซึ่งทำให้ภาระในการจัดเก็บและนำส่งเอกสารของผู้เสียภาษีลดลง

เริ่มต้นธุรกิจอย่างเข้าใจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการ หรือใครที่กำลังทำธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะธุรกิจเจ้าของคนเดียว , SME , Startup , หากมีรายได้เข้ามาตลอดทุกๆ เดือน หรือเมื่อธุรกิจนั้นเติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว จะต้องมีการจดทะเบียนบริษัทและเสียภาษีให้ถูกต้องด้วยนะครับ ทีนี้มาดูกันว่สเมื่อทำธุรกิจแล้วจะต้องจดทะเบียนแบบไหนบ้าง

1. จดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา)

เป็นการจดทะเบียนบริษัทของกิจการที่มีผู้ประกอบการเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว ข้อดีคือผู้ประกอบการจะได้รับกำไรเต็มๆ แต่ถ้าหากกิจการขาดทุน เราเองก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่รวมไปถึงหนี้สินด้วยครับ

ส่วนเวลาเสียภาษีก็จะสามารถยื่นได้ 2 แบบตามที่มาของรายได้คือ ภ.ง.ด 90 สำหรับผู้มีเงินได้ทั่วไป เช่น รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน  การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือมีกิจการเป็นของตัวเอง ต้องยื่นแบบในระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี

และภ.ง.ด 94 เป็นรูปแบบการยื่นแสดงภาษีแบบครึ่งปี สำหรับผู้ที่มีเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ( มาจากรายได้ประเภทที่ 5-8 ) จะต้องยื่นแบบระหว่างเดือน กรกฎาคม – 30 กันยายนของทุกปี

2. จดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนนิติบุคคล 

เหมาะสำหรับธุรกิจหรือกิจการที่มีคนดูแลมากกว่า 2 คนขึ้นไป มีการลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน การทำธุรกรรมต่างๆ จะเป็นไปในนามบริษัททั้งหมด หากจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคลจะต้องมีการเสียภาษี 2 รอบด้วยกันคือ

ช่วงครึ่งปีแรกจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ( ภ.ง.ด.51 ) ต้องยื่นภายใน 60 วัน นับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกและต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบสิ้นปี ( ภ.ง.ด.50 ) ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในปีนั้นครับ

เราควรจะจดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อไร

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคม Thailand Tech Startup Association ได้ให้คำแนะนำว่า สำหรับธุรกิจที่มีผู้ประกอบการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ควรมีการจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อที่จะได้สามารถแยกบัญชีรายได้ของกิจการ และ บัญชีส่วนตัวออกจากกัน

สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจคนเดียวนั้น ดร.พณชิตกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องจดนิติบุคคลเสมอไป ให้เริ่มทำธุรกิจไปก่อนจนเมื่อมั่นใจว่าธุรกิจนั้นมั่นคงและมีแนวโน้มจะขยายพัฒนาธุรกิจไปเรื่อยๆ จึงค่อยจดทะเบียนนิติบุคคลก็ยังไม่สายครับ แต่ถ้าหากว่ามีรายได้ถึง 1.8 ล้านบาท จะต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วยนะครับ

การจดทะเบียนนิติบุคคลข้อดี คือ มีสัดส่วนเจ้าของชัดเจน สามารถช่วยกันดูและบริหารได้ เมื่อธุรกิจเติบโตมากเท่าไรยิ่งทำให้เสียภาษีต่ำลงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากบุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 35% แต่นิติบุคคลเสียภาษีแค่ 20% เท่านั้น

SMEs 360 องศา คู่มือของผู้ประกอบการรายใหม่

ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะศึกษาหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเอง ทางสรรพากรจึงพยายามที่จะทำความเข้าใจและช่วยให้ผู้เสียภาษีนั้นสามารถมองเห็นมุมมองได้รอบด้าน จึงได้มีการจัดตั้ง SMEs 360 องศาที่นอกจากจะบอกแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการแล้วยังมีการจัดตั้ง Tax Ambassador ในทุกพื้นที่จำนวน 119 แห่ง เพื่อดูแลและให้คำแนะนำอีกด้วยครับ

ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับ Blockchain กันดีกว่าครับ ว่าโครงสร้างเครือข่ายของระบบนี้มันคืออะไร และดีอย่างไรกรมสรรพากรถึงพยายามที่จะนำมาใช้ควบคู่กับระบบ Open API

รู้จักกับ Blockchain

Blockchain คือ เทคโนโลยีที่ไม่ต้องอาศัยคนกลางในการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยจะมีรูปแบบลักษณะเหมือนห่วงโซ่ที่มีการแชร์ข้อมูลให้กับทุกๆ คนในเครือข่าย ซึ่งข้อดีของมันก็คือ มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ และถ้าหากว่ามีใครที่ปลอมแปลงเอกสาร ทุกๆ คนในเครือข่ายก็สามารถที่จะรับรู้และพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ตัว Blockchain ยังสามารถกำหนดการเข้าถึงข้อมูลได้อีกด้วย ทำให้คุณสามารถไว้วางใจได้ในเรื่องความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวครับ

ปัจจุบันทางกรมสรรพากรจึงได้มีการนำ Blockchain มาพัฒนาในตัวระบบโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะประกอบไปด้วย

โครงการคืนภาษีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยระบบ Blockchain

คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า ในเดือนกันยาที่กำลังจะถึงนี้ จะมีการปล่อยแอปพลิเคชั่นการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านการใช้ระบบ Blockchain

โดยความน่าสนใจของแอปพลิเคชั่นนี้ คือ เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อสินค้ากับร้านค้าที่มีการลงทะเบียนกับกรมสรรพากร ตัวแอปพลิเคชั่นจะมีการส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรในทันที ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวจะสามารถเช็คสิทธิในการรับคืนภาษีได้ การมีแอปพลิเคชั่นนี้ยังช่วยสร้างความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ

โครงการใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย Blockchain

การทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย Blockchain จะทำให้ตัวใบกำกับภาษีนั้นมีความปลอดภัยสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าเอกสารนี้เคยมีการถูกแก้ไขหรือไม่ ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก รวมไปถึง e-Stamp duty ที่กำลังจะมีการทำแสตมป์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็สามารถที่จะทำให้การทำสัญญาในโลกไซเบอร์นั้นถูกต้องตามกฏหมายและสามารถนำไปสู่ศาลได้ครับ

ภาพรวมในอนาคตของการดำเนินงานในยุคดิจิทัล

หากในอนาคต Open API และการวางโครงสร้างด้วยระบบ Blockchain ได้รับการยอมรับและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จะทำให้ผู้เสียภาษีนั้นเกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าของกิจการจะไม่ต้องกังวลอีกต่อไปในเรื่องของการทำบัญชี เช่น จะต้องจะทะเบียนวันไหน  คำนวณสูตรยังไง เพราะข้อมูลทุกอย่างจะถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์มทั้งหมดแล้วครับ และ การมี Blockchain ยังช่วยให้การทำธุรกิจนั้นมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ส่วนใครที่ทำธุรกิจแล้วยังไม่เคยยื่นแบบภาษีเลย หรือยื่นไว้แล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนและยังไม่ถูกต้อง อย่าลืมไปลงทะเบียนรับสิทธิในการยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากภาษีอากรด้วยนะครับ สามารถลงทะเบียนได้ถึงวันสุดท้ายคือ 1 กรกฎาคม 2562

ต่อไปเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้คุณสามารถยื่นภาษีได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน  ส่วนครั้งหน้าผมจะนำเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเงินการลงทุนเรื่องใดมาฝาก ก็ฝากติดตามบทความต่อๆ ไปกันด้วยนะครับ 

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Line@ : @aommoney

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ได้เงินปันผลจากหุ้นมา ต้องเสียภาษียังไงหว่า?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

“เล่นหุ้นแล้วได้เงินปันผลมา ต้องเสียภาษียังไง” 

เอาเป็นว่าก่อนจะตอบคำถามนี้ อยากให้นึกภาพง่ายๆก่อนละกันครับว่า หุ้นที่ว่าเนี่ยต้องเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก่อนละกัน เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันครับ

เมื่อเราลงทุนในหุ้นแล้วได้เงินปันผลมา เราจะถูกหักภาษีไว้ 10% จากเงินปันผลที่ได้รับ เช่น ได้เงินปันผลมา 100 ก็ถูกหักภาษีไว้ 10 บาทได้เงินทั้งหมด 90 บาท ซึ่งหลักการตรงนี้จะเหมือนกับบทความ เงินปันผลกองทุน ต้องเสียภาษียังไงหว่า? นั่นเอง

เมื่อหลักการเหมือนกัน ทางเลือกก็เหมือนกัน นั่นคือ วิธีแรก เรายอมรับความจริงข้อนี้ไปเลยว่าฉันเสียภาษีแค่ 10 บาท แล้วจบ

หรือ วิธีที่สอง ลองเอามารวมคำนวณภาษี ในกรณีที่เราไม่อยากจะเสียภาษี 10 บาทแล้วจบ แต่คิดว่ามีโอกาสได้คืนภาษี 

ถ้าให้อธิบายโดยหลักการที่ถูกต้อง การขอคืนภาษีตรงนี้จะมีเนื้อหาเรื่องของ การเครดิตภาษีเงินปันผล ที่มีผลกระทบต่อการคำนวณภาษี (เอาเป็นว่าถาใครสนใจ สามารถอ่านได้ในบทความ ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น และรอลุ้นเครดิตภาษี ที่พรี่หนอมเคยเขียนไว้เพิ่มเติม หรือจะดูคลิปเรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ทีนี้อย่างที่บอกไปครับว่า ถ้าเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เราสามารถคำนวณได้ง่ายกว่านั้น โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ให้เราเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์มาได้เลย โหลดปั๊บอัพโหลดปุั๊บเข้าเว็บไซต์กรมสรรพากรตอนที่เรายื่นภาษี แบบนี้มันจะคำนวณให้หมดเลยจ้า 

ถ้าใครมีหุ้นเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์นะ อัพโหลดไฟล์นี้ปั๊บจบ
สามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะเอามารวมคำนวณภาษีปลายปีไหม?  

ถ้ายังงงๆว่าต้องอัพโหลดแบบไหนยังไง แนะนำให้ลองดูตัวอย่างเก่าๆที่พรี่หนอมทำไว้ตั้งแต่ปี 2560 ประกอบก็ได้ครับผม

สรุปอีกทีว่า จริงๆแล้วเรื่องของการเอาเงินปันผลหุ้นมารวมคำนวณนั้น หลักการจะเหมือนกับเงินปันผลของกองทุนรวมนั่นแหละ นั่นคือ เราจะเลือกเสียภาษีที่หักไว้ 10% เลยหรือเอามารวมคำนวณภาษี (แต่มันจะมีสิทธิเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผลเพิ่มเข้ามา)

โดยปกติแล้ว การนำไปรวมคำนวณมักจะได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีน้อยลงสำหรับคนที่มีฐานภาษีไม่สูงนัก แต่หลักๆอยากแนะนำว่าควรนำมาลองรวมคำนวณก่อนอยู่ดีนั่นแหละครับ เพราะว่ามันไม่เสียหายอะไร ถ้าได้ก็ใช้ ไม่ได้ก็เอาออกแค่นั้นเองจ้า

สุดท้ายก่อนจากกัน ฝากไว้ให้คิดอีกที

ติดยาไปยังเลิกได้ที่ถ้ำกระบอก
แต่ถ้าติดดอยหุ้น บอกทีได้ไหมต้องทำยังไง?

Gulf 1 ปีหลังเข้าตลาด เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างไรบ้าง

เท่าที่ผมสังเกตดูนะ ผมว่า GULF เป็นหุ้นหนึ่งที่มีนักลงทุนพูดถึงกันเป็นจำนวนมาก และตั้งแต่นำหุ้นเข้าตลาดตั้งแต่ปี 2560 นั้น ราคาก็ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้นักลงทุนยิ้มกันเลยทีเดียว ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรหากเราได้ติดตามพื้นฐานที่มีการเติบโตจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารและการดำเนินงานของทีมงาน นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าบริษัทมีแผนต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาอีกด้วย

ในปัจจุบันบริษัทนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในกลุ่ม SET50 SET100 FTSE และ MSCI และได้รับรางวัลมากมายในเวทีการเงินการลงทุน เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเลยนะครับ ถือว่าเป็นบริษัทที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ถ้าใครได้อ่านรายงานประจำปี 2561 จะรู้ได้เลยว่าความสำเร็จของ GULF นั้นก็มาการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ซึ่งทางคุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้กล่าวว่า

“ปีที่ผ่านมานั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาบริษัทให้เป็นบริษัทพลังงานที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล อีกประเด็นหนึ่งที่เราได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างผลประกอบการที่ดีควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม”

หากเราวิเคราะห์สิ่งที่คุณสารัชถ์กล่าว จะสะท้อนให้เห็นความสำเร็จจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จในด้านต่างๆ ดังนี้ครับ

– การสร้างผลประกอบการที่ดี

– การพัฒนาและต่อยอดธุรกิจทั้งในไทยและในระดับสากล

– การพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ซึ่งในปี 2561 นั้นทางบริษัทก็มีจุดเด่นในเรื่องการดำเนินงานได้แก่ การดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าจำนวน 4 โคงการ กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 510 เมกะวัตต์และพลังงานไอน้ำรวม 65 เมกะวัตต์ มีโครงการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อของบริษัท รวมถึงขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น CLMV และในตะวันออกกลาง รวมถึงการดำเนินการก่อนสร้างโรงไฟฟ้าไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเราสามารถแกะรอยความสำเร็จในด้านต่างๆ กันได้ดังนี้นะครับ

1) การสร้างผลประกอบการที่ดี

แน่นอนว่าการที่ราคาหุ้นจะปรับตัวและเติบโตได้ในระยะยาวนั้น ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานของกิจการที่ดี มีการเติบโตของรายได้และผลกำไร รวมถึงความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อบริษัทอีกด้วย จากข้อมูลผลการดำเนินงานของบริษัทแล้วจะเห็นได้ว่า ยอดขายและกำไรมีการเติบโตขึ้นดังนี้

รายได้จากการขายและการบริหารรวม 

  • ปี 2559 รวม 241 ล้านบาท
  • ปี 2560 รวม 4,350 ล้านบาท
  • ปี 2561 รวม 17,181 ล้านบาท

กำไร (ขาดทุน) ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่

  • ปี 2559 รวม 481 ล้านบาท
  • ปี 2560 รวม 3,451 ล้านบาท
  • ปี 2561 รวม 3,028 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่ารายได้จากการขายและการบริหารนั้นเพิ่มขึ้น จาก 4,350 ล้านบาทเป็น 17,181 ล้านบาท คิดเป็น 294.9% ซึ่งมาจากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ที่เปิดใหม่ในปี 2560 จำนวน 4 โครงการ และในปี 2561 เพิ่มอีก 4 โครงการ และแต่ละโรงก็ขายไฟให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้ด้วย ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ทำให้เกิดรายได้เติบโตจากพื้นฐานแบบก้าวกระโดดกันเลย

อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าลดลงในปี 2561 ถ้าเรามองจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กำไรที่ลดลงนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุผลในการดำเนินงานหลักของบริษัท แต่หลักๆ เกิดจากกำไรของอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  โดยภาพรวมแล้วในปี 2561 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 3,028 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.42 บาท อัตรากำไรสุทธิ 20.6% ROE 9.8% และ ROA 3.7%

หากเรามาดูในส่วนของงบแสดงฐานะทางการเงิน จะเห็นได้ว่าทรัพย์สินเติบโตขึ้นเป็น 123,669 ล้านบาท โดยมีหนี้สินเติบโตขึ้นอยู่ที่ 78,880 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเบิกเงินกู้มาสร้างโรงงานไฟฟ้า ส่วนของผู้ถือหุ้นและส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่อยู่ที่ 44,788 ล้านบาท และ 36,537 ล้านบาทตามลำดับ ตรงนี้มาจากกำไรสะสมที่เพิ่มมากขึ้นจากการดำเนินงานธุรกิจครับ

ในมุมมองความเสี่ยงนั้น ในส่วนของ DE Ratio จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.76 เท่า ก็ถือว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการขยายกิจการ หากไปได้ด้วยดีก็ย่อมสร้างกำไรให้กับบริษัทที่มากขึ้นอีกครับ 

อีกความเสี่ยงหนึ่งที่เราจะต้องติดตามก็คือเงินกู้ของบริษัทนั้นมีทั้งรูปแบบสกุลเงินบาทและเงินดอลลาร์ หากก็เปลี่ยนแปลงของค่าเงินก็ย่อมเกิดผลกระทบต่อมูลค่าหนี้เช่นกันครับ แต่มูลค่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์ดังกล่าวเป็นเพียงมูลค่าทางบัญชีเท่านั้นนะครับไม่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสดของบริษัทแต่อย่างใด

2) การพัฒนาและต่อยอดธุรกิจทั้งในไทยและในระดับสากล

พอหลายคนเห็นว่าผลการดำเนินงานของ GULF นั้นมีแนวโน้นที่ดีในอดีตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน อาจจะเกิดคำถามในใจกันว่าแล้วอนาคตของ GULFยังคงจะสดใสต่อเนื่องหรือไม่  สำหรับผมแล้วคงจะต้องไปดูว่าโครงการในอนาคตของ GULF ที่จะต่อยอดในการสร้างรายได้และผลกำไรมีอะไรบ้าง

จะเห็นได้ว่าโครงการของ GULF ในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยอย่างเดียว แต่กำลังขยายกิจการไปยังต่างประเทศในระดับสากล

สำหรับโครงการที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานะครับ จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยนั้นจะมีโครงการประเภท SPP และ IPP ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ ชลบุรี ระยอง สระบุรี และนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ และมีโครงการประเภทพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดสงขลาและอีก 4 แห่งในประเทศเวียดนาม รวมถึงโครงการในประเทศโอมานด้วยครับ

แผนขยายงานนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง Highlight ของ GULF ในปี 2561 ที่จะทำให้แผนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นรวม 785 เมกะวัตต์ ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศนั้น GULF ได้ตั้งบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดขึ้นมารองรับการขยายกิจการและการลงทุนต่างประเทศเมื่อเดือนมีนาคม 2561

ตอนนี้ก็มีความคืบหน้าในการลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ มีการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาผู้ถือหุ้นจำนวน 49% กับ TTC Group เพื่อเข้าลงทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 อย่างที่ทุกคนทราบอยู่นะครับว่าหากทำธุรกิจในประเทศไทยเพียงทีเดียวนั้นมีข้อจำกัดในการขยายกิจการ เวียดนามจึงเป็นประเทศแรกที่ GULF เข้าไปลงทุนเพราะด้วยพื้นฐานของประเทศนั้นมีศักยภาพในการเติบโตและมีความต้องการในการใช้ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

หากใครได้เคยฟัง Opportunity Day ทางผู้บริหารของ GULF มองว่าเวียดนามและไทยมีกำลังการผลิตติดตั้งใกล้เคียงกัน ในขณะที่ประชากรในประเทศไทยมีประมาณ 70 ล้านคน แต่เวียดนามมีมากถึงประมาณ 100 ล้านคน โอกาสของการเติบโตจึงมีสูงมาก

และมีโครงการในประเทศโอมาน โดยการเข้าซื้อและรับโอนหุ้นจาก Oman Oil 45% ในโครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำจืด การลงทุนที่โอมานนั้นก็น่าสนใจเพราะลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Duqm ที่คล้ายๆ กับมาบตาพุดในบ้านเรา ซึ่งหากในอนาคตมีโรงงานเข้ามาตั้งมากขึ้นก็จะสร้างโอกาสการเติบโตของโครงการนี้และต่อยอดในอนาคตได้มากขึ้นเช่นกัน

ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของบริษัทที่สามารถสร้างชื่อเสียงและผลงานให้กลายเป็นมาตรฐานสากลได้ จึงไม่ได้จำกัดในการทำธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น จะว่าไปก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีที่เดียวเมื่อประกอบการพื้นฐานการเติบโตทางด้านการเงินของบริษัท เราในฐานะนักลงทุนก็ลองวิเคราะห์แผนต่างๆรวมถึงความเสี่ยงดูก่อนการลงทุนได้นะครับ

3) การพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ผมว่านักลงทุนยุคใหม่อย่างพวกเราคงจะไม่ได้ลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรและความมั่งคั่งจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าทุกคนคงมองหาบริษัทที่มีธรรมภิบาลและรับผิดชอบต่อสังคมรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้เราในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นลงทุนแล้วสบายใจ ซึ่งหลักการหนึ่งที่ GULF ได้ให้ใช้ในการบริหารให้องค์กรได้ผลกำไรควบคู่ไปกับด้านอื่นๆก็คือการใช้แนวคิด Triple Bottom Line ซึ่งได้แก่

  1. ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดี (Profit)
  2. รักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของธรรมชาติ (Planet)
  3. ธุรกิจเป็นมิตรต่อสังคมและชุมชน สร้างงานสร้างโอกาส (People)

ซึ่งถ้าเราพูดด้วยคำจำกัดความง่ายๆ ก็ตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง “มั่นคง – มั่งคั่ง – ยั่งยืน” นะครับ

ด้านสิ่งแวดล้อม

GULF ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ต้องทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งมีการกำหนดเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพที่สุด มีความโปร่งใส และกำหนดแผนการต่างๆให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด โดยมุ่งเน้นความสำคัญในเรื่อง

– การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้น้อยที่สุด โดยใช้แผนงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร เพื่อให้สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด

– การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่กระทบต่อชุมชนใกล้เคียง มีกระบวนการบำบัดน้ำที่มีคุณภาพให้ได้มาตรฐานต่อสิ่งแวดล้อม

– การลดของเสียต่างๆ ยกเลิกการฝังกลบ ใช้ระบบการกรองตระกอนดินเพื่อนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ รวมถึงการใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

– การสำรวจความหลากหลายทางชีวิตภาพและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการเข้าไปดำเนินงานธุรกิจ

นอกจากนี้แล้วทางบริษัทยังมีโครงการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมกับชุมชนในท้องถิ่น เช่น แปลงนาสาธิตและศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่หนองแซง โครงการสืบสายลมสายน้ำและโครงการอบรมสามเณรเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและนำพาไปสู่ความยั่งยืน

การให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยนะครับ เพราะนอกจากการลดมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วยังทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แถมยังได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องธรรมชาติและความรู้ในเรื่องเกษตรกรรมกับชุมชนร่วมกันอีกด้วย 

ด้านสังคม

นโยบายของบริษัทนั้นให้ความสำคัญทั้งบุคลากรของบริษัทและสังคมชุมชนท้องถิ่น จึงเกิดโครงการ ครอบครัว – ชุมชน – สังคม ดังนี้ครับ

ครอบครัวกัลฟ์ สำหรับการดูแลพนักงานของบริษัทในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ ความโปร่งใสในการประเมินผลการทำงาน สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยต่างๆในการทำงาน ซึ่งบริษัทไม่มีอุบัติเหตุเลยใน 5 ปีที่ผ่านมาจนได้รับรางวัลในผลงานนี้

ชุมชนกัลฟ์ บริษัทได้ตั้งหน่วยงานที่ดูแลความสัมพันธ์กับชุมชนและสนับสนุนชุมชนในด้านต่างๆ พร้อมตั้งคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมที่ประกอบด้วย ผู้แทนจากบริษัท ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐบาลในการทำแผนงานต่างๆ ร่วมกัน ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน

สังคมกัลฟ์ บริษัทมีแนวทางภายใต้สโลแกนว่า “ผลิตไฟเพื่อชาติ เพิ่มขีดความสามารถให้คน” ซึ่งได้ช่วยเหลือสังคมในได้ต่างๆได้แก่

  • Health สุขภาพ – พัฒนาสถานบริการสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์และกิจกรรมต่างๆ
  • Enterprise วิสหกิจ – พัฒนาโครงการสร้างรายได้และอาชีพต่างๆ
  • Learning การเรียนรู้ – สนับสนุนทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนและพัฒนาสถานศึกษา
  • Planet โลก – การสร้างกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดชายหาด
  • Sponsorship การสนับสนุน – สนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย

พอมีโครงการด้านสังคมแบบนี้แล้ว พนักงานก็จะมีความสุขในการทำงานและสร้างประสิทธิภาพให้กับบริษัทมากขึ้น ชุมชนที่อยู่รอบข้างมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจร่วมกันภายใต้ประโยชน์ของทุกฝ่าย ทำให้เกิดความรักระหว่างกัน มีอะไรก็สามารถพูดคุยกันได้ตลอด และสุดท้าย GULF ก็นำส่วนหนึ่งของกำไรที่ได้ไปพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้น เจริญขึ้น ด้วยการมอบโอกาสต่างๆให้กับคนและสิ่งแวดล้อมด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

LH Bank สะดวกดี๊ดี “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากธนาคารจะอยู่ในมือถือของเราแล้ว ยังอยู่ในร้านสะดวกซื้อที่เราคุ้นเคยอีกด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนของประเทศไทย ขอแค่มี 7-11 อยู่ใกล้บ้าน การทำธุรกรรมการเงิน “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นมาทันที นอกจากนี้อภินิหารเงินออมยังมีบัญชีเงินฝากที่แถมฟรีความคุ้มครองชีวิตมาเล่าให้ฟังด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ในบทความนี้เลยจ้า 

เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต คืออะไร?

เป็นบัญชีเงินฝากของ LH Bank (ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์) ที่เราได้รับมากกว่าดอกเบี้ย เหมาะกับการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายระยะสั้นถึงปานกลาง หรือผู้ที่เริ่มวางแผนการออม เน้นเงินต้นปลอดภัย เช่น เงินฉุกเฉิน เงินดาวน์บ้าน เงินดาวน์รถ เก็บเงินแต่งงาน ทุนการศึกษาให้ลูก ที่พักเงินรอจังหวะการลงทุน ฯลฯ 

เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต ของ LH Bank จะมีให้เลือกถึง 2 แผน ไม่ว่าจะเลือกออมแบบไหนก็ได้ความคุ้มครองชีวิตแบบไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันอีกด้วย

สิ่งที่เราจะได้รับจากการฝากเงิน กับ LH Bank

  • ได้ดอกเบี้ยสูง และจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย (กรณีดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด) 
  • ฟรี!! ได้รับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วโลก 24 ชั่วโมง กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วโลก 24 ชั่วโมง (สำหรับแผน 1 เริ่มต้นฝากเงินขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท รับความคุ้มครอง 25 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน และแผน 2 ความคุ้มครอง 3 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน)
  • ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
  • ได้รับความสะดวกสบายเพราะฝาก ถอนเงินได้เกือบทุกหัวมุมถนนเลยจ้า ว้าววววว…..

ข่าวล่าสุด!! 

LH Bank มีให้บริการผ่าน 7-11 แล้วจ้า ในช่วงเริ่มต้นนี้มีให้บริการ “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” นั่นเท่ากับว่า เราใช้บริการได้มากกว่า 11,000 สาขาทั่วประเทศแบบ 24 ชั่วโมง

บริการนี้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นและปลอดภัยอย่างไร?

การฝากเงินสด : ถ้าเราพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก มันมีความเสี่ยงสูงที่เงินหล่นหายหรือถูกขโมย แต่พอจะนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชี สาขาของธนาคารก็หมดเวลาทำการไปแล้ว การฝากเงินเข้าบัญชีผ่าน 7-11 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ชีวิตและเงินของเราปลอดภัย

การถอนเงินสด : เจ้าของบัญชีที่ต้องการถอนเงินสดผ่านร้าน 7-11 สะดวกง่ายโดยพกบัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้กับธนาคาร ก็สามารถทำรายการถอนได้เลย

การจ่ายสินเชื่อ : บางคนทำงานยุ่งทั้งวัน กว่าจะมีเวลาว่างก็มืดค่ำ ก่อนหน้านี้ต้องรีบออกจากที่ทำงานไปจ่ายสินเชื่อ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวล ทำงานได้อย่างสบายใจเพราะเราจ่ายสินเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ 7-11

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

LH Bank ที่ 7-11 มีบริการอะไรให้บ้าง

รายละเอียด

การให้บริการ

ฝากเงินสด

ถอนเงินสด

จ่ายบิล

ประเภทบัญชีที่ให้บริการ

  • เงินฝากกระแสรายวัน
  • เงินฝากออมทรัพย์
  • เงินฝากออมทรัพย์ไม่ประจำ
  • เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 1
  • เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 2

เงินฝากออมทรัพย์ (เฉพาะบุคคลธรรมดา)

ชำระสินเชื่อ

วงเงินในการทำรายการ

  • ฝากตั้งแต่ 1 – 30,000 บาท / รายการ
  • สูงสุด 100,000 บาท / วัน / บัญชี
  • ถอนตั้งแต่ 1 – 5,000 บาท / รายการ
  • สูงสุด 20,000 บาท / วัน / บัญชี

จำนวนเงินตั้งแต่ 1 – 49,000 บาท / รายการ

ค่าธรรมเนียม

ทั่วประเทศ 15 บาท / รายการ

  • กทม.และปริมณฑล 15 บาท / รายการ
  • ต่างจังหวัด 20 บาท / รายการ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้บริการ

  • บัตรประชาชนตัวจริงแบบมี Chip Card ของผู้ทำรายการ(ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ฝากเข้าได้)
  • เลขที่บัญชีเงินฝาก LH Bank ปลายทาง
  • เงินสด
  • เจ้าของบัญชี LH Bank เป็นคนถอนเงินเท่านั้น
  • บัตรประชาชนของเจ้าของบัญชีแบบมี Chip Card 
  • หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้กับธนาคาร
  • ใบแจ้งหนี้ที่มีบาร์โค้ดหรือบัตรชำระสินเชื่อ (เฉพาะบุคคล)
  • เงินสด

ขั้นตอนการใช้บริการ

  1. เดินเข้าไป 7 – 11 แจ้งพนักงานว่าเราจะฝากเงิน
  2. เสียบบัตรประชาชน ใส่ข้อมูลเลขที่บัญชี เบอร์โทรศัพท์และจำนวนเงิน (ส่วนนี้น้องพนักงานจะบอกทีละขั้นว่าเราต้องกดข้อมูลอะไรบ้าง)
  3. ข้อมูลถูกต้องแล้วกด ยืนยัน
  4. รับสลิปยืนยันการฝากเงิน
  1. เจ้าของบัญชี เดินเข้าไป 7 – 11 แจ้งพนักงานว่าเราจะถอนเงิน
  2. เสียบบัตรประชาชน ใส่ข้อมูลเลขที่บัญชี เบอร์โทรศัพท์ จำนวนเงินและ OTP (ส่วนนี้น้องพนักงานจะบอกทีละขั้นว่าเราต้องกดข้อมูลอะไรบ้าง)
  3. ถ้าข้อมูลทุกอย่างถูกต้องแล้วกดยืนยัน
  4. ได้รับเงินและสลิปยืนยันการถอนเงิน
  1. เดินเข้าไป 7 – 11 ยื่นใบแจ้งหนี้ให้พนักงานแล้วบอกว่าเราจะจ่ายสินเชื่อ
  2. พนักงานสแกน QR Code จากใบแจ้งหนี้ 3.พนักงานคีย์จำนวนเงิน)ตามลูกค้าแจ้งยอดที่ต้องการชำระ

4.เราจ่ายเงินและรับสลิปยืนยันการจ่ายสินเชื่อ

สรุปขั้นตอนการใช้บริการฝากถอนผ่าน 7-11 อย่างง่าย

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตที่เราได้รับประกันอุบัติเหตุแบบไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแล้ว ตอนนี้เรายังสามารถใช้บริการ “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ของ LH Bank ผ่าน 7 – 11 ที่มีมากกว่า 11,000 สาขาได้แล้ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ชีวิตของเราปลอดภัย ง่ายและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เรามีเวลาเหลือไปสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยนะจ๊ะ 

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

*เงื่อนไขของบัญชีออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงแค่นายหน้าประกันภัยเท่านั้น เงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้นทั่วไปให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มของบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)

รายละเอียดเพิ่มเติม :

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทุกสาขา โทร. 0 2359 0000 หรือ 1327
 
 

บทความนี้เป็น Advertorial

LH Bank สะดวกดี๊ดี “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากธนาคารจะอยู่ในมือถือของเราแล้ว ยังอยู่ในร้านสะดวกซื้อที่เราคุ้นเคยอีกด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนของประเทศไทย ขอแค่มี 7-11 อยู่ใกล้บ้าน การทำธุรกรรมการเงิน “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นมาทันที นอกจากนี้อภินิหารเงินออมยังมีบัญชีเงินฝากที่แถมฟรีความคุ้มครองชีวิตมาเล่าให้ฟังด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ในบทความนี้เลยจ้า 

เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต คืออะไร?

เป็นบัญชีเงินฝากของ LH Bank (ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์) ที่เราได้รับมากกว่าดอกเบี้ย เหมาะกับการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายระยะสั้นถึงปานกลาง หรือผู้ที่เริ่มวางแผนการออม เน้นเงินต้นปลอดภัย เช่น เงินฉุกเฉิน เงินดาวน์บ้าน เงินดาวน์รถ เก็บเงินแต่งงาน ทุนการศึกษาให้ลูก ที่พักเงินรอจังหวะการลงทุน ฯลฯ 

เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต ของ LH Bank จะมีให้เลือกถึง 2 แผน ไม่ว่าจะเลือกออมแบบไหนก็ได้ความคุ้มครองชีวิตแบบไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันอีกด้วย

สิ่งที่เราจะได้รับจากการฝากเงิน กับ LH Bank

  • ได้ดอกเบี้ยสูง และจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย (กรณีดอกเบี้ยรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด) 
  • ฟรี!! ได้รับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วโลก 24 ชั่วโมง กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วโลก 24 ชั่วโมง (สำหรับแผน 1 เริ่มต้นฝากเงินขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท รับความคุ้มครอง 25 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน และแผน 2 ความคุ้มครอง 3 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน)
  • ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
  • ได้รับความสะดวกสบายเพราะฝาก ถอนเงินได้เกือบทุกหัวมุมถนนเลยจ้า ว้าววววว…..

ข่าวล่าสุด!! 

LH Bank มีให้บริการผ่าน 7-11 แล้วจ้า ในช่วงเริ่มต้นนี้มีให้บริการ “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” นั่นเท่ากับว่า เราใช้บริการได้มากกว่า 11,000 สาขาทั่วประเทศแบบ 24 ชั่วโมง

บริการนี้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นและปลอดภัยอย่างไร?

การฝากเงินสด : ถ้าเราพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก มันมีความเสี่ยงสูงที่เงินหล่นหายหรือถูกขโมย แต่พอจะนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชี สาขาของธนาคารก็หมดเวลาทำการไปแล้ว การฝากเงินเข้าบัญชีผ่าน 7-11 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ชีวิตและเงินของเราปลอดภัย

การถอนเงินสด : เจ้าของบัญชีที่ต้องการถอนเงินสดผ่านร้าน 7-11 สะดวกง่ายโดยพกบัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้กับธนาคาร ก็สามารถทำรายการถอนได้เลย

การจ่ายสินเชื่อ : บางคนทำงานยุ่งทั้งวัน กว่าจะมีเวลาว่างก็มืดค่ำ ก่อนหน้านี้ต้องรีบออกจากที่ทำงานไปจ่ายสินเชื่อ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวล ทำงานได้อย่างสบายใจเพราะเราจ่ายสินเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ 7-11

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

LH Bank ที่ 7-11 มีบริการอะไรให้บ้าง

รายละเอียด

การให้บริการ

ฝากเงินสด

ถอนเงินสด

จ่ายบิล

ประเภทบัญชีที่ให้บริการ

  • เงินฝากกระแสรายวัน
  • เงินฝากออมทรัพย์
  • เงินฝากออมทรัพย์ไม่ประจำ
  • เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 1
  • เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 2

เงินฝากออมทรัพย์ (เฉพาะบุคคลธรรมดา)

ชำระสินเชื่อ

วงเงินในการทำรายการ

  • ฝากตั้งแต่ 1 – 30,000 บาท / รายการ
  • สูงสุด 100,000 บาท / วัน / บัญชี
  • ถอนตั้งแต่ 1 – 5,000 บาท / รายการ
  • สูงสุด 20,000 บาท / วัน / บัญชี

จำนวนเงินตั้งแต่ 1 – 49,000 บาท / รายการ

ค่าธรรมเนียม

ทั่วประเทศ 15 บาท / รายการ

  • กทม.และปริมณฑล 15 บาท / รายการ
  • ต่างจังหวัด 20 บาท / รายการ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้บริการ

  • บัตรประชาชนตัวจริงแบบมี Chip Card ของผู้ทำรายการ(ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ฝากเข้าได้)
  • เลขที่บัญชีเงินฝาก LH Bank ปลายทาง
  • เงินสด
  • เจ้าของบัญชี LH Bank เป็นคนถอนเงินเท่านั้น
  • บัตรประชาชนของเจ้าของบัญชีแบบมี Chip Card 
  • หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้กับธนาคาร
  • ใบแจ้งหนี้ที่มีบาร์โค้ดหรือบัตรชำระสินเชื่อ (เฉพาะบุคคล)
  • เงินสด

ขั้นตอนการใช้บริการ

  1. เดินเข้าไป 7 – 11 แจ้งพนักงานว่าเราจะฝากเงิน
  2. เสียบบัตรประชาชน ใส่ข้อมูลเลขที่บัญชี เบอร์โทรศัพท์และจำนวนเงิน (ส่วนนี้น้องพนักงานจะบอกทีละขั้นว่าเราต้องกดข้อมูลอะไรบ้าง)
  3. ข้อมูลถูกต้องแล้วกด ยืนยัน
  4. รับสลิปยืนยันการฝากเงิน
  1. เจ้าของบัญชี เดินเข้าไป 7 – 11 แจ้งพนักงานว่าเราจะถอนเงิน
  2. เสียบบัตรประชาชน ใส่ข้อมูลเลขที่บัญชี เบอร์โทรศัพท์ จำนวนเงินและ OTP (ส่วนนี้น้องพนักงานจะบอกทีละขั้นว่าเราต้องกดข้อมูลอะไรบ้าง)
  3. ถ้าข้อมูลทุกอย่างถูกต้องแล้วกดยืนยัน
  4. ได้รับเงินและสลิปยืนยันการถอนเงิน
  1. เดินเข้าไป 7 – 11 ยื่นใบแจ้งหนี้ให้พนักงานแล้วบอกว่าเราจะจ่ายสินเชื่อ
  2. พนักงานสแกน QR Code จากใบแจ้งหนี้ 3.พนักงานคีย์จำนวนเงิน)ตามลูกค้าแจ้งยอดที่ต้องการชำระ

4.เราจ่ายเงินและรับสลิปยืนยันการจ่ายสินเชื่อ

สรุปขั้นตอนการใช้บริการฝากถอนผ่าน 7-11 อย่างง่าย

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตที่เราได้รับประกันอุบัติเหตุแบบไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแล้ว ตอนนี้เรายังสามารถใช้บริการ “ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ” ของ LH Bank ผ่าน 7 – 11 ที่มีมากกว่า 11,000 สาขาได้แล้ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ชีวิตของเราปลอดภัย ง่ายและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เรามีเวลาเหลือไปสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยนะจ๊ะ 

LH Bank สะดวกดี๊ดี "ฝาก ถอน จ่ายสินเชื่อ" ผ่าน 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส

*เงื่อนไขของบัญชีออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงแค่นายหน้าประกันภัยเท่านั้น เงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้นทั่วไปให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มของบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)

รายละเอียดเพิ่มเติม :

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทุกสาขา โทร. 0 2359 0000 หรือ 1327
 
 

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

    มาดูกันว่าความฝันจากเหตุการณ์เด่นในช่วงนี้ของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา

    ในงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้ จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ผ่านมาครึ่งปีแล้วอย่าลืมเก็บเกี่ยวความสุขในช่วงครึ่งปีหลังให้คุ้มค่านะ

วิธีการลงทุนใน IP และรีวิว RAMADA MIRA แห่งพัทยาเหนือ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สามารถทำได้ 2 แบบหลัก คือ (1) ซื้อมาขายไปเพื่อกินกำไรส่วนต่าง และ (2) ลงทุนเพื่อปล่อยเช่าให้ได้กระแสเงินสดระหว่างทาง แนวคิดใหญ่ของการลงทุนไม่ต่างจากหุ้น มองหากำไรส่วนต่างต้องดู Demand – Supply เป็นหลัก ส่วนมองหาค่าเช่าต้องดูทำเล ความคุ้มค่า และการอยู่รอดในระยะยาว

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การลงทุนแบบนี้ใช้เงินต้นค่อนข้างมาก นักลงทุนรายย่อยส่วนมากจึงซื้อทรัพย์ได้ไม่กี่แบบ เช่น คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว แต่โครงการที่ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่อยากลงทุนในโรงแรมหรือรีสอร์ทเพื่ออิงกับเทรนด์การท่องเที่ยวประเทศไทย แบบนี้จะทำยาก อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property ; IP) คือ ทรัพย์ที่มุ่งหมายสำหรับการลงทุนเป็นหลัก ไม่ใช่การอยู่อาศัยเอง โดยนักลงทุนจะซื้อทรัพย์จากโครงการของนักพัฒนา ก่อนจะมอบหมายให้ผู้บริหารบริหารทรัพย์ให้ นักลงทุนจ่ายค่าบริหารให้ผู้บริหารส่วนดอกผลจากค่าเช่า รวมไปถึงผลตอบแทนในรูปอื่นๆ ก็จะตกเป็นของนักลงทุนเจ้าของทรัพย์

ยกตัวอย่างเช่น เราสนใจโครงการรีสอร์ท 5 ดาวแห่งหนึ่งที่เปิดขาย IP เพื่อบริหารงานเป็นโรงแรมต้อนรับนักท่องเที่ยว เราก็สามารถซื้อห้องในโรงแรมนั้นไว้ โดยเลือกจากทำเล งบประมาณ และความชอบส่วนตัวได้ ก่อนที่เราจะมอบหมายให้ผู้บริหารเข้ามาบริหารโดยนำห้องนั้นไปเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักเหมือนโรงแรมทั่วไป ส่วนเราก็รอรับผลตอบแทนจากห้องของเรา โดยจ่ายค่าบริหารให้กับคนดูแลตามที่ตกลงไว้

ซึ่งตอนนี้ Habitat Group แบรนด์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีชั้นนำของประเทศไทย ที่มีความโดดเด่นในนวัตกรรม การออกแบบ และฟังก์ชั่นการใช้สอย เพื่อให้เกิดประโยชน์ จนเป็นที่กล่าวขานในระดับสากล ได้สร้างสรรค์โครงการใหม่ล่าสุดที่เน้นด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนขึ้นมานั่นคือ

RAMADA MIRA NORTH PATTAYA คือ คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทใจกลางเมืองพัทยา

RAMADA MIRA NORTH PATTAYA by Wyndham ที่เปิดให้ลงทุนแบบ Investment Property คือ เข้าซื้อทรัพย์และปล่อยเช่าเพื่อรับกระแสเงินสด โดยการลงทุนง่ายกว่าการลงทุนโดยตรงในคอนโดมิเนียม เราเพียงซื้อทรัพย์และมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหาร เราไม่ต้องเข้าไปดูแล เราไม่ต้องเข้าไปบริหาร เราไม่ต้องเข้าไปปวดหัวอะไรทั้งสิ้น เรารอรับผลตอบแทนอย่างเดียว

โครงการ RAMADA MIRA NORTH PATTAYA ชูจุดเด่นเรื่อง Lifestyle Investment เน้นคนที่ชอบลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก หรืออยากกระจายการลงทุนมาในอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยวที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์อยู่ในขณะนี้ ทำเลตั้งอยู่ใจกลางเมือง ติด Terminal 21 พัทยา และ Tesco Lotus พัทยาเหนือ ห่างจากชายหาด 10 นาที พิเศษสุดด้วยการบริหารงานโดยผู้เชี่ยวชาญเครือโรงแรม 5 ดาว

ห่างจากกรุงเทพ 90 นาที ด้วยวิถีการพักผ่อนแบบธรรมชาติ

โครงการ RAMADA MIRA NORTH PATTAYA ห้อมล้อมไปด้วยบรรยากาศที่สร้างขึ้นเหมือนโรงแรม 5 ดาว อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียวที่ให้ความรู้สึกของการพักผ่อน และสระว่ายน้ำส่วนกลางที่ให้ความสดชื่นที่จะช่วยชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็มถังในวันหยุด

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการเรียกว่าครบครัน

สวนสวยและพื้นที่สีเขียว สระว่ายน้ำที่เหมาะสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก พื้นที่ส่วนกลางสำหรับคนทุกช่วงวัย พื้นที่ออกกำลังกายและห้องฟิตเนส ร้านอาหารที่พร้อมให้บริการตลอดวัน ล็อบบี้สไตล์โรงแรม 5 ดาว ระบบการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร

ใครสนใจ Investment Property ก็สามารถหยิบโครงการนี้มาดูได้

ด้วยข้อดีหลักที่ IP ไม่ได้ต้องให้เราเข้าไปคอยจัดการบริหารเองแบบการลงทุนตรง ตรงนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่สะดวกเข้าไปดูแลทรัพย์ รวมไปถึงเรายังจะได้ประโยชน์จากการกระจายต้นทุนของการโฆษณาประชาสัมพันธ์อีกด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การกระจายความเสี่ยง

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือว่าช่วยกระจายความเสี่ยงให้นักลงทุนสู่สินทรัพย์ที่หลากหลาย ใครที่ลงทุนแต่ในหุ้น กองทุน หรือตราสารหนี้ อาจจะลองมองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นหรือตลาดการเงินโดยตรง โอกาสที่ราคาจะตกต่ำในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงินก็น้อยลง ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการจัดสรรพอร์ตการลงทุน

RAMADA MIRA NORTH PATTAYA จะเปิด VVIP สำหรับนักลงทุนในวันที่ 20 – 21 กรกฎาคม 2562 พร้อมกันทั้งกรุงเทพและพัทยา

หากใครสนใจ แนะนำให้อย่าพลาดวันเปิดตัวพิเศษนี้ เพราะโครงการมีสิทธิพิเศษให้มากมาย ตั้งแต่ การันตีผลตอบแทน 6% นาน 3 ปี สิทธิพิเศษเข้าพักฟรี 14 วัน รวมไปถึงส่วนลดเงินสดอีกสูงถึง 200,000 บาท ขีดเส้นใต้ว่าเริ่มต้นเพียง 3.9 ล้านบาทเท่านั้น เราจะได้ทรัพย์สำหรับลงทุนปล่อยเช่าพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยเราบริหาร โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปวุ่นวาย

สอบถามข้อมูล / นัดชมโครงการ

โทร : 061-840-0006 (Bangkok Sales Gallery)

โทร : 081-450-0002 (Pattaya Sales Gallery)

https://register.ramadapattaya.com/publisher/

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ได้เงินปันผลกองทุน ต้องเสียภาษียังไงหว่า?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

หลายคนที่ลงทุนในกองทุนรวม มักจะได้รับเงินปันผลจากการลงทุนมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จึงเกิดคำถามตามมาว่า ได้เงินปันผลจากกองทุนรวมมาต้องเสียภาษีอย่างไร? 

คำถามนี้เอาจริงๆ ตอบไม่อยากครับผม แต่ต้องจำกัดเนื้อหาการตอบก่อนว่า เงินปันผลจากกองทุนรวมที่ได้มา คือ กองทุนรวมตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์  หรือเอาง่ายๆ คือ กองทุนรวมที่มีการซื้อขายตามบลจ.ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมปกติ กองทุน LTF ต่างๆ ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี  

อันดับแรก เวลาเราได้เงินปันผลมา โดยปกติแล้วเราจะถูกหักภาษีไว้ทันทีเลย 10% นั่นคือเงินปันผล 100 บาท เราจะถูกหักภาษีไว้ 10 บาท และได้เงินจำนวน 90 บาทเข้าบัญชีเรา 

หลักการการคิดตรงนี้จะเริ่มจากตรงคำถามว่า เราเสียภาษีที่อัตราภาษีเท่าไร (อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีตั้งแต่ยกเว้น – 35%) 

ถ้าตอนนี้เราเสียภาษีในอัตราที่มากกว่า 10% ซึ่งมากกว่าที่เราถูกหักไว้ตอนที่ได้รับเงินปันผล การเอาเงินปันผลที่ได้จากกองทุนรวมพวกนี้มารวมคำนวณภาษีตามปกติ จะทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่ม 

ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่าตัวเองเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่ 10% อยู่แล้ว เราสามารถเลือกสิทธิที่จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วจบได้เลย (เรียกว่า Final TAX – กฎหมายให้สิทธิไว้สำหรับเงินปันผลกองทุนรวม)

แต่ถ้าหากเราเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่ต่ำกว่า 10% การเอามารวมคำนวณภาษีปลายปีแปลว่า เราจะได้เงินภาษีที่ถูกหักไว้คืนกลับมา (อาจจะทั้งหมดหรือบางส่วนขึ้นอยู่กับฐานภาษีที่เราเสีย) ดังนั้นกรณีนี้การเลือกมายื่นภาษีและรวมคำนวณจะคุ้มค่ากว่า

ใครที่ยังงง ๆ สามารถดูคลิปตรงนี้เพิ่มเติมได้นะครับผม

โอเคสรุปอีกทีว่า ทางเลือกมีอยู่ 2 ทาง

1. ยอมหักภาษีไว้เลย 10% แล้วจบ แยกย้ายไม่ต้องเจอหน้ากัน
2. เอาไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปี  

การจะเลือกเส้นทางไหนระหว่าง 1 หรือ 2  นั้น
ให้ดูว่าตัวเองเสียภาษีในอัตราเท่าไรแล้วมันจะตอบได้เอง 

หรือถ้าขี้เกียจจริงๆ จะเอาไปลองรวมคำนวณดูก่อนก็ได้ว่าเสียภาษีเพิ่มไหม ถ้าเสียภาษีเพิ่มขึ้นมันก็แปลว่ารวมแล้วไม่เวิร์คให้เอาออก แค่นี้เองครับผม 

สุดท้ายก่อนจากกัน ฝากข้อคิดมันส์ๆเช่นเคย

ไม่ต้องกลัวหรอก เสียภาษีเงินปันผลกองทุนรวม
กลัวติดดอยกองทุนดีกว่า มันเจ็บกว่าเยอะะะะส์

เงินเดือนเท่าไหร่? ถึงต้องเสียภาษีเพื่อประเทศชาติที่เรารัก

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยอยู่บ่อยๆ ถึงกับขั้นไปค้นหาใน Google กันจนฮิตติดกระแส แต่ความเป็นจริงแล้วมีหลักการคิดแบบนี้จ้า

1. เงินได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีนั้น มันมาจาก “เงินได้สุทธิ” ที่ไม่เกิน 150,000 บาท 
2. เงินได้สุทธิ คำนวณมาจาก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน)
3. มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนอย่างเดียว ไม่มีลดหย่อนอะไร จะได้สิทธิหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ส่วนค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
4. ดังนั้นจาก 1-3 เราเอามารวมกันจะได้ตัวเลขออกมาตามนี้

เงินที่ยกเว้นภาษี 150,000 + ค่าใช้จ่าย 100,000 + ค่าลดหย่อน 60,000

= 310,000 บาท

5. คำตอบ คือ 310,000 บาทต่อปี หรือคิดออกมาเป็น 25,833.33 บาทต่อเดือนนั่นเอง 

แต่เดี๋ยวก่อน!! มันไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะบางคนมีค่าลดหย่อน เช่น มีประกันสังคมปีละ 9,000 บาท ตัวเลข 310,000 บาทก็จะกลายเป็น 319,000 บาท หรือคิดเป็น 26,583.33 บาท

แต่ถ้าคุณมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย เช่น บริษัทหัก 5% ของเงินเดือนคุณก็ต้องบวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้าไปอีกตามจำนวนเงินนั้นๆแล้วกลับมาหาร 12 อีกที 

ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนเท่าไรเสียภาษี 
แต่มันอยู่ที่ว่าคุณมีค่าลดหย่อนอะไรบ้างและมากแค่ไหนต่างหาก

การตอบคำถามว่า “เงินเดือนเท่าไรไม่ต้องเสียภาษี” ที่ถูกต้องนั้น คุณต้องเข้าใจก่อนว่า คุณมีเงินเดือนเท่าไร มีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง และคำนวณภาษีตัวเองให้เป็นเสียก่อน อย่าเพิ่งไปเชื่อที่เขาพูดกันมาว่าเท่านั้นเท่านี้ต้องเสียภาษี เพราะจริงๆแล้วเราต้องรู้ด้วยว่าเรามีอะไรบ้างนั่นเองจ้า

สุดท้ายขอฝากไว้ให้คิดกันสักนิด

ที่เราไม่เสียภาษีในวันนี้
เป็นเพราะว่าเงินเดือนที่มีน้อยเกินไปหรือเปล่านะ

ได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงิน ต้องเสียภาษียังไงหว่า?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

คำถามส่วนใหญ่ที่เข้ามาในช่วงนี้ คือ ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ออมทรัพย์ ฝากประจำ เงินฝากเผื่อเรียก กระแสรายวัน ฝากประจำปลอดภาษี เสียภาษีไหม?

อ่า เดี๋ยวก่อนนะ! ฝากประจำปลอดภาษีเนี่ยไม่เสียภาษีอยู่แล้ว
ไม่ต้องถามว่าเสียภาษีไหมนะ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วเฟร้ยยย

เอาแบบนี้ก่อนดีกว่า ถ้าเริ่มจากคำถามว่า ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบไหนแบบไม่เสียภาษี พรี่หนอมอยากให้จำง่ายๆ ก่อนเลย 3 ตัว คือ ดอกเบี้ยที่เป็นเผื่อเรียกของธนาคารออมสิน กับ  ดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธ.ก.ส. และอีกตัวคือดอกเบี้ยออมทรัพย์ของสหกรณ์

ส่วนฝากประจำปลอดภาษีที่เมื่อกี้เล่นมุกไป ดอกเบี้ยก็ไม่เสียภาษีเหมือนกันแต่เราต้องทำตามเงื่อนไขการฝากที่ธนาคารกำหนดไว้ด้วย 

ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่มีดราม่าในช่วงก่อนหน้านี้ อยากให้เข้าใจชัดๆว่า ดอกเบี้ยที่ต้องเสียภาษีคือต้องได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท ถึงจะเสียภาษี แต่ถ้าได้ไม่ถึงก็ยกเว้นภาษีเหมือนกับทั้งหมดที่ว่ามานั่นแหละจ้า

แต่ตรงนี้รู้ไว้หน่อยนะ สมมติว่าถ้าได้ดอกเบี้ยเกินจริงๆ เช่นได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์มาทั้งหมด 25,000 บาท ตรงนี้เราจะเสียภาษีจากยอด 25,000 บาทเลยนะ ไม่ใช่แค่ส่วนที่เกินมา 5,000 บาท อันนี้ฝากไว้ให้เป็นความรู้กันครับผม

ทีนี้.. กรณีดอกเบี้ยออมทรัพย์ไม่เกิน 20,000 บาทที่กรมสรรพากรออกมาบอกว่า ต้องมีการแจ้งความยินยอมกับธนาคารว่าให้ส่งข้อมูลให้สรรพากรถึงจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แยกย่อยออกมาเป็นดราม่าต่อแบบนี้ คือ 

1. ถ้าหากยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร กรณีนี้ถ้าดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท เราอยู่เฉยๆไม่ไปทำอะไร นั่นคือยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร และธนาคารจะไม่หักภาษีเราไว้สักบาท ดังนั้นถ้าไม่ลำบากใจในการส่งข้อมูลและดอกเบี้ยเราไม่เกิน 20,000 บาทแน่ๆ ก็อยู่เฉยๆ ชิวๆ ไป

2. ถ้าหากไม่ยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร เราต้องถูกธนาคารหักภาษีไว้ 15% ของดอกเบี้ยที่ได้ทันที ไม่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไรก็ตาม ต่อให้ได้ไม่เกิน 20,000 บาทก็ต้องโดนหักภาษีไว้ด้วยนะจ๊ะ

ย้ำอีกทีว่า ข้อมูลที่ธนาคารส่งให้ให้สรรพากรแค่นั้นและส่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยออมทรัพย์เท่านั้น  ไม่ได้เกี่ยวกับส่วนอื่นนะจ๊ะ

โอเค ทีนี้มากันต่อในส่วนของเงินฝากประจำกันบ้าง กรณีของเงินฝากประจำเราจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15 % จากยอดดอกเบี้ยที่ได้ นั่นคือ ถ้าเราได้เงิน 100 บาท เราจะถูกหักภาษีไว้ 15 บาทแล้วได้เงินแค่ 85 บาทเท่านั้น โดยเรามีสิทธิ์เลือกเอารายได้ดอกเบี้ยจำนวน 100 บาทตรงนี้มายื่นภาษีเพื่อขอคืนภาษีได้ ถ้าหากเราเสียภาษีไม่ถึงฐาน 15% ก็มีสิทธิได้คืนภาษีไป หรือจะเลือกให้หักไปแล้วจบไม่ต้องเอามายื่นภาษีเลยก็ได้เหมือนกัน (ตรงนี้ก็เป็นทางเลือกว่าจะเลือกแบบไหนที่คุ้มค่ากับเรามากกว่านั่นเอง)

ส่วนวิธีเช็คว่าเงินฝากไหนจะโดนหักไม่หักภาษี แนะนำง่ายๆ คือ ตอนเปิดบัญชีถามพนักงานเลยว่าฝากแบบนี้เสียภาษีไหมเสีย 15% หรือเปล่า ถ้าหากว่าอยากขอคืนภาษี ก็อย่าลืมขอใบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วยเพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นภาษีครับผม  

ดังนั้นทางเลือกชีวิตสำหรับเรื่องดอกเบี้ยนั้นมีหลายทางมากครับ เราสามารถเลือกจะฝากเงินแบบที่ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ หรือจะเลือกฝากแล้วเสียภาษีก็ได้ เอาแบบที่เราได้ผลตอบแทนโดยรวมมากกว่า แค่นี้ก็น่าจะมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นแล้วครับผม

ก่อนจากกัน ฝากไว้ให้คิดสักนิด

เอาจริงๆแล้ว ปัญหาไม่ใช่ดอกเบี้ยหรอก
แต่ปัญหาคือเราไม่มีเงินฝากต่างหากจ้า

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save