ปรากฎการณ์คลื่นลูกใหญ่…ใหม่จาก LINE กับ LINE Certified Coach รุ่นที่ 2 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้!

คุณอาจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง…

ยุคนี้ต้อง ‘ปรับตัว’ ถึงจะรอดจากคลื่นดิจิทัลลูกใหญ่ที่ยังคงซัดเข้ามาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง คำถามคือการปรับตัวที่ว่าคืออะไร? แล้วมันจะทำได้ง่ายเหมือนพูดขนาดนั้นเลยเหรอ?

คือมันก็มีอยู่แล้วสำหรับคนที่ปรับตัวและสามารถรอดจากคลื่นที่ว่ามาได้ แต่กับบางกลุ่มอาจจะต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งในการค้นหาเส้นทางที่ว่านั้น ถ้าเราคือคนหนึ่งที่รอดมาแล้วจะอยากช่วยเหลือคนที่กำลังข้ามคลื่นนั้นมารึเปล่า?

LINE Certified Coach ตัวแทนจากบริษัท LINE กำลังเปิดโอกาสนี้เพื่อเหล่ากูรูการตลาดออนไลน์ สามารถเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์การทำธุรกิจ และนำเสนอวิธีการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพด้วย LINE Official Account ทั้งบนเวทีต่างๆ ที่ LINE จัดหาให้ หรือจากคลาสที่โค้ชจัดขึ้นเอง

โดยจะสามารถถ่ายทอดให้กับกลุ่มคนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดกลางและย่อม  แม่ค้าออนไลน์ สื่อสำนักพิมพ์ หรือดาราเซเล็บบริตี้ และอื่นๆ 

สามารถสมัครฟรี! ได้ที่ http://bit.ly/2Yfo70k ตั้งแต่วันนี้ – 17 พ.ค. 62 โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการติดต่อกลับภายในเดือนพฤษภาคม

ใครถึงจะสมัครได้?

  • หากเป็น Marketer / Guru / Speaker ที่มีประสบการณ์การสอนอย่างน้อย 1 ปี ในด้าน online marketing และมี social media จะพิจารณาเป็นพิเศษ

นอกจากนี้โค้ชทุกคนยังสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิ ส่วนลดค่าแพ็กเกจ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับนักเรียนของโค้ชแต่ละท่าน พร้อมโอกาสได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ของ LINE เชื่อมโยงกับผู้ใช้งานกว่า 44 ล้านคน อีกด้วย

บรรยากาศรุ่นที่ 1 เป็นอย่างไรบ้าง?

  • เรียนสนุก
  • ครบทุกความรู้
  • กูรูปล่อยของจัดเต็ม

ผู้สนใจจะสามารถสมัครได้เลยวันนี้ – 17 พ.ค. 62 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ http://bit.ly/2Yfo70k ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการติดต่อกลับภายในเดือนพฤษภาคม

AIMCG อีกหนึ่งกองทรัสต์น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

สวัสดีคร้าบบบ นักลงทุนทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งกับ ผมหมอนัทคลินิกกองทุนคนเดิมครับ

ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่านักลงทุนเองก็คงจะลุ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้าที่มีผลต่อการส่งออกของประเทศต่างๆ การปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อที่กดดันการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของทางสหรัฐฯ และการโหวต Brexit ที่ล้มแล้วล้มอีก ซึ่งแต่ละสถานการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกันครับ

ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้การลงทุนในปีที่แล้ว รวมถึงปีนี้ด้วยนั้นค่อนข้างจะลำบากเลยทีเดียวครับ ซึ่งในตอนนี้เปรียบเสมือนกับว่าเราอยู่ในช่วงหลังจากการเติบโตสูง หรือกำลังจะใกล้พ้นช่วงพีคของสภาวะเศรษฐกิจที่ดีไปแล้วนั่นเองครับ

หากเราย้อนไปดูในปี 2017 จะพบว่า ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น และทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนค่อนข้างดีครับ แต่พอปี 2018 นั้นก็เริ่มที่จะมีความผันผวนมากขึ้นจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ผมได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยเองก็ได้รับกระทบไปด้วย การส่งออกของไทยเองก็ปรับตัวลดลงไปพอสมควร ซึ่งคงต้องมาลุ้นกันว่าประเทศไทยเราจะหาอะไรมาช่วยทำให้การเติบโตยังคงไปต่อได้ครับ

แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผมคิดว่านักลงทุนเองก็ควรที่จะทำการลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเงินเฟ้อเองก็ไม่เคยที่จะหยุดนิ่ง ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ เราก็ควรจะต้องหาสินทรัพย์เพื่อลงทุนให้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ครับ แต่การลงทุนในช่วงนี้คงต้องทำการบ้านเยอะกว่าเดิม ซึ่งหากจะให้ดี นักลงทุนเองก็ควรที่จะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน

เนื่องจากการกระจายการลงทุน การจัดพอร์ตหรือที่เราเรียกกันว่า Asset Allocation นั้นจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สม่ำเสมอนั่นเองครับ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีไปตลอด ซึ่งแต่ละสินทรัพย์เองก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน และมีสภาวะการลงทุนที่ต่างกันครับ

ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปดูในปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนในขาลง และหากใครที่ลงทุนในปีที่แล้วก็จะพบว่าส่วนใหญ่จะขาดทุนครับ โดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยเองก็ติดลบประมาณ -10% แต่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ REITs นั้นกลับได้รับผลตอบแทนเป็นบวกแทน เห็นไหมครับว่าหากเรามีการกระจายการลงทุนที่ดีก็มีโอกาสที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่ผันผวนมาก และในบางครั้งก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วยครับ

การลงทุนในกองทุนอสังหาฯ และ REITs ณ ปัจจุบันเองก็เป็นสินทรัพย์ทางเลือกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควรครับ ทั้งนี้ ด้วยผลตอบแทนของกองทุนอสังหาฯ และ REITs ที่ออกมาก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีและสม่ำเสมอ รวมถึงค่าเช่าที่ปรับตัวขึ้นตามเงินเฟ้อไปโดยอัตโนมัติครับ

ที่ผลตอบแทนสม่ำเสมอนั้นก็เนื่องจากว่าการลงทุนในกองทุนอสังหาฯ และ REITs ให้เงินปันผลที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียวครับ อยู่ที่ราวๆ  5-8% ต่อปี ขึ้นกับประเภทของสินทรัพย์ที่ไปลงทุนด้วย แต่ประเด็นที่สำคัญคือผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนี้มันเกิดจากค่าเช่าที่ได้รับจริงจากผู้เช่าในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรเหมือนกับการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่ทำการซื้อขายส่วนต่างของราคาเป็นหลักนั่นเองครับ

นี่จึงเป็นเสน่ห์ของอสังหาฯ ที่หากใครได้ลงทุนไปแล้วจะติดใจ รวมถึงตัวผมเองด้วยครับ

ผมได้เขียนถึงกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไว้หลายครั้ง และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่กอง REITs ที่ผมจะพูดถึงนั้นมีความน่าสนใจพอสมควร เรามาดูกันนะครับว่าครั้งนี้ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น

เนื่องจากกองที่เราจะพูดถึงนั้นเป็นกอง REITs ที่ไปลงทุนใน “ไลฟ์สไตล์มอลล์” นั่นเองครับ โดยวันนี้ผมจะพาไปพบกันกองทรัสต์กองใหม่นั่นคือ

“เอไอเอ็ม คอมเมอร์เชียล โกรท (AIMCG)” หรือ AIM Commercial Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust (AIMCG)

ก่อตั้งและบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ “AIM Group”

ซึ่งกองทรัสต์นี้จะมีนโยบายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Real Estate) ที่มีศักยภาพหลากหลายประเภท ทั้งศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์มอลล์ อาคารสำนักงาน รวมถึงศูนย์การประชุม

โดยการเข้าลงทุนครั้งแรกจะลงทุนในไลฟ์สไตล์มอลล์รวม 3 โครงการครับ มีมูลค่าของทรัพย์สินรวมกันไม่เกิน 2,880 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตเองก็มีโอกาสที่กองจะขยายใหญ่ขึ้น หากมีอสังหาฯ ที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการสร้างรายได้เพิ่มเติม ก็อาจจะได้เห็นกองทรัสต์นี้มีทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกในอนาคตครับ

คราวนี้ เรามาดูกันครับว่าทั้ง 3 โครงการอยู่ตรงไหน และมีอะไรที่น่าสนใจบ้างครับ โดยการลงทุนครั้งแรกทั้งหมดจะเป็น “สิทธิการเช่า” ครับ ประกอบไปด้วย

1. โครงการ 72 คอร์ทยาร์ด

เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ ใครที่ไปแถวทองหล่อบ่อยๆ ก็น่าจะคุ้นเคยดีครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความหรูหราหน่อยๆ ซึ่งทำเลจะอยู่ในบริเวณออฟฟิศและที่พักอาศัย จึงมีลูกค้าทั้งคนไทย ชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่แถวนั้น และนักท่องเที่ยว โดยเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยม สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในย่านทองหล่อครับ

โครงการนี้หากใครได้เข้าไปหรือได้เห็นจะต้องบอกว่าดูหรูหราน่าเที่ยวมาก เหมาะกับการพาสาวๆ ไปเดทหรือเป็นแหล่งแฮงเอาท์นัดพบกัน ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าโครงการนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและเครื่องดื่มไฮเอนด์หลากหลายสไตล์ ภาพรวมโครงการเองก็โดดเด่นด้วยตัวอาคารที่ถูกออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชื่อดังจากอังกฤษให้มีลักษณะเฉพาะตัวในรูปแบบคล้ายกล่องสีดำพื้นผิวฟาซาด (Fa?ade) ตกแต่งด้วยหินขัด Terrazzo ช่วยเสริมให้ดีไซน์ดูแปลกใหม่สะดุดตา สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ยิ่งเย็นๆ ค่ำๆ ยิ่งสวยมาก บรรยากาศดีสุดๆ ครับ

เจาะลึกข้อมูลทรัพย์สิน

  • พื้นที่ประมาณ 5,019 ตร.ม.
  • Occupancy Rate เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง = 100% 
  • กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารและงานระบบ ระยะเวลาการเช่าประมาณ 13 ปี 
  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ทั้งหมด 8 ร้าน
  • จำนวนผู้มาใช้บริการ 300-1,500 คนต่อวัน
  • พัฒนาและบริหารโครงการโดย บริษัท เม็มเบอร์ชิป จำกัด*

* เมื่อกองทรัสต์เข้าลงทุน บริษัท เชษฐโชติ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือจะถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของโครงการ

2. โครงการ ยูดี ทาวน์

เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจังหวัดอุดรธานี เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดศูนย์กลางทางการค้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก และมีจำนวนเที่ยวบินมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้จังหวัดอุดรธานีมีแนวโน้มของปริมาณประชากรและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยโครงการนี้จะเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี แต่ก็พร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยว มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าไลฟ์สไตล์มอลล์ทั่วไปและยังเป็นสถานที่จัดอีเวนท์ใหญ่ๆ ประจำจังหวัดอยู่เสมอ ทั้งงานปีใหม่ งานสงกรานต์ และงานคอนเสิร์ตต่างๆ จึงเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คประจำจังหวัดอุดรธานีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนที่คนทั่วไปเข้าไปใช้บริการครับ

โดยจุดเด่นของ “ยูดี ทาวน์” คือ เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่มีความหลากหลายของร้านค้าและกิจกรรม โดยมีโซนร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ธนาคาร และ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวัน และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากไลฟ์สไตล์มอลล์อื่นๆ ทั่วไป คือ มีร้านค้าถนนคนเดิน ฟู้ดคอร์ท ลานคอนเสิร์ต ลานกิจกรรม และ พื้นที่ขายสินค้ารายย่อย ที่มีสินค้าในราคาเอื้อมถึงจำหน่าย ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าท้องถิ่นให้แวะเข้ามาใช้ชีวิตประจำวันที่โครงการได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าแวะมาใช้ชีวิตอยู่ที่ “ยูดี ทาวน์” ได้ทุกวันกันเลย เพราะมีครบตั้งแต่สตรีทฟู้ดไปจนถึงร้านอาหารชั้นนำ

โครงการยูดี ทาวน์ ออกแบบอาคารด้วยแนวคิด 3 หลักการคือ

(1) ผังโครงการไม่มีจุดอับของ Customer Flow และอาคารไม่มีด้านหลัง ทำให้สามารถจัด Display ร้านได้รอบทิศสามารถทำให้ง่ายต่อการออกแบบผังร้านค้า 

(2) การจัดผังเป็นโซน เพื่อจัดให้เกิด Sense of Place ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามานั่งสบาย เดินสนุก ออกแบบให้มีบรรยากาศความต่อเนื่องของ Indoor และ Outdoor เพื่อเป็นที่แฮงเอ้าท์

(3) วางคอนเซ็ปต์ Landscape เข้ามาสร้าง Customer Experience ในเรื่อง Green and Sustainable โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ของสวนอย่างมาก มีการจัดสรรพื้นที่ของต้นไม้และพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้ “ยูดี ทาวน์” เป็นสถานที่ทันสมัยสำหรับกลุ่มลูกค้า ใช้เวลาผ่อนคลาย ทำกิจกรรมสังสรรค์ เป็นแหล่งช็อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ

เจาะลึกข้อมูลทรัพย์สิน

  • พื้นที่ประมาณ 45,219 ตร.ม. 
  • Occupancy Rate เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง = 97%
  • กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่า/เช่าช่วงบนที่ดิน อาคารและงานระบบ ระยะเวลาการเช่าประมาณ 21 ปี 
  • โครงการมี 4 ส่วนหลัก คือ
    • ส่วนที่ 1 ยูดี ทาวน์ (UD Town) ประกอบด้วย ร้านค้ากว่า 116  ร้านค้า
    • ส่วนที่ 2 ยูดี บาซาร์ (UD Bazaar) มีลักษณะเป็นร้านอาหาร และสินค้าแฟชั่นต่างๆ ซึ่งรวมร้านค้าจากผู้ประกอบการขนาดเล็กและร้านค้ากว่า 200 ร้านค้า
    • ส่วนที่ 3 ส่วนขยายของโครงการยูดี ทาวน์ เป็นส่วนของซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร พื้นที่สำหรับจัดโปรโมชั่นขายสินค้าต่างๆ และส่วนที่ 4 เป็นลานจอดรถและทางเข้าออกโครงการ
  • โดยผู้เช่ารายใหญ่ๆ เช่น McDonald’s, โออิชิ กรุ๊ป เช่น Oishi Buffet, Oishi Ramen, Shabushi, Pizza Hut, The Pizza Company, Swensen’s, KFC, Starbucks, Burger King, Villa Market 
  • จำนวนผู้มาใช้บริการ 20,000-50,000 คนต่อวัน

ส่วนใหญ่คนที่มาโครงการ ยูดี ทาวน์ ก็เป็นคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป. ลาว ที่เดินทางข้ามชายแดนผ่านจังหวัดหนองคายเข้ามาท่องเที่ยวอีกด้วยครับ 

ที่สำคัญคือ เจ้าของและผู้ก่อตั้งเป็นคนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี มีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ ยูดี ทาวน์ มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคและการทำธุรกิจในท้องที่ตัวเมืองได้เป็นอย่างดีครับ

3. โครงการ พอร์โต้ ชิโน่

โครงการนี้ถือเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งแรกที่มาก่อนใครในย่านมหาชัย และเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสมุทรสาครเลยทีเดียวครับ ใครที่ต้องเดินทางไปชะอำ หัวหิน หรือไปจังหวัดอื่นๆ ทางภาคใต้ ส่วนใหญ่ก็จะผ่านถนนพระราม 2 และต้องผ่านโครงการนี้ด้วยนั่นเอง

หากใครเดินทางไปพระราม 2 บ่อย ๆ ก็น่าจะเห็นโครงการนี้แน่นอนครับ เพราะว่าโครงการที่มีรูปแบบอาคารและการจัดวางรูปแบบโครงการเป็นเมืองท่าหรือเมืองประมงของมหาชัย เห็นชัดเลยทีเดียวครับ จึงทำให้เป็นจุดแวะพักที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ โครงการตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชนมหาชัย ในจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้กลุ่มลูกค้าจากที่อยู่อาศัยเหล่านี้สามารถมาใช้บริการได้บ่อยครั้ง ถือเป็นศูนย์รวมร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ “พอร์โต้ ชิโน่” ได้ดำเนินกลยุทธ์ภายใต้คอนเซ็ป Neighborhood Mall ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นคนท้องถิ่นมากขึ้น โดยจะมีการปรับปรุง Food Port ใหม่และเพิ่มร้านค้าดังในย่านสมุทรสาคร อีก 100 ร้านค้า ในบริเวณชั้น 1 และปรับพื้นที่ในส่วนชั้น 2 เป็น Seafood Zone  ซึ่งรวมร้าน Seafood ชื่อดังหลากสไตล์บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร นอกจากนั้นจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในการพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งสร้างสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ให้ทุกคนในครอบครัวสามารถมีกิจกรรมร่วมกัน

โดยโครงการยังได้อานิสงส์จากการขยายตัวของที่อยู่อาศัยที่เริ่มขยายตัวออกสู่พื้นที่ปริมณฑลเพิ่มขึ้น โดยบริเวณรอบๆ โครงการนั้นมีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่น และมีอัตราการขยายตัวสูงสุดรองจากในกรุงเทพฯ อีกทั้งถนนพระราม 2 ที่เป็นที่ตั้งของโครงการยังถือเป็นถนนที่มีการจราจรหนาแน่นแห่งหนึ่งในโซนใกล้กรุงเทพฯ ดังนั้น โครงการ พอร์โต้ ชิโน่ ณ ปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่โครงการจุดพักรถ (Rest Area) สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนในพื้นที่อีกด้วย

เจาะลึกข้อมูลทรัพย์สิน

  • พื้นที่ประมาณ 33,694 ตร.ม.
  • กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าที่ดิน อาคารและงานระบบ ระยะเวลาการเช่า 30 ปี 
  • Occupancy Rate เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง = 84%
  • ผู้เช่ารายใหญ่ๆ เช่น Starbucks, Foodland, McDonald’s
  • จำนวนผู้มาใช้บริการ 4,000-10,000 คนต่อวัน

โดย ดี-แลนด์  พร็อพเพอร์ตี้ ที่เป็นผู้บริหารโครงการนั้น เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่รู้จักดีในย่านมหาชัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและบริหารจัดการโครงการมาเป็นเวลานาน ทำให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

โดยสรุป ทั้ง 3 โครงการ ค่อนข้างมีผู้เช่าที่กระจายตัวพอสมควรครับ ไม่ได้มีแค่ 3-4 บริษัทที่เข้ามาเช่าพื้นที่ แล้วมีความน่าสนใจมากตรงอัตราการเช่าที่อยู่ในระดับสูงทุกโครงการ

ทั้งนี้ กองทรัสต์ประมาณการเงินจ่ายผลตอบแทนในปีแรกประมาณ 8% โดยผลตอบแทนนั้นก็จะมาจากผลการดำเนินงานของทรัพย์สินที่กองทรัสต์เข้าลงทุน ซึ่งล้วนมีผลการดำเนินงานที่ดี รายได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราการปรับค่าเช่าขึ้นตามอายุสัญญาอีกด้วยครับ

ผมคิดว่าเป็นกองทรัสต์ที่น่าสนใจมากๆ กองหนึ่งเลยครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าอาคารไลฟ์สไตล์มอลล์ ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงอาคารสำนักงาน เป็นทรัพย์สินที่ดีและน่าลงทุน โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การใช้ชีวิตในรูปแบบเมืองที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนครับ

แต่ทั้งนี้ นักลงทุนเองก็ควรที่จะเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพื่อจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ทั้งทำเล การเดินทาง การเข้าถึง และผู้ใช้บริการเป็นไปตามที่ผมได้เขียนมาหรือไม่ เพราะว่าหากจะต้องลงทุนอสังหาฯ เราควรจะไปให้เห็นของจริงก่อนเสมอครับ

และที่สำคัญที่สุดคือ นักลงทุนควรจะกระจายการลงทุนไปยังหลายๆ กลุ่มธุรกิจด้วยครับ เช่นกองทรัสต์ที่ลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ เช่น คลังสินค้า ออฟฟิศให้เช่า ฯลฯ เพื่อที่นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น เพราะว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและบริหารให้ดีครับ

วันนี้ขอลาไปก่อน ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนกับกองทรัสต์นะครับ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ศุภาลัย สร้างสรรค์ Landmark แห่งใหม่ใจกลางสาทร “ศุภาลัย ไอคอน สาทร” มูลค่าโครงการสูงกว่า 20,000 ล้านบาท

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ ทาง aomMONEY มีโอกาสไปงานของ บมจ.ศุภาลัย ที่เตรียมเปิดตัวโครงการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ปักหมุด ปั้น Landmark แห่งใหม่ใจกลางสาทร แบรนด์ใหม่ล่าสุด “ศุภาลัย ไอคอน สาทร” เอกอัครสถานแห่งถนนสาทร อาณาจักรแห่งความสุข และความสำเร็จ ด้วยการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ราคาเริ่ม 9 – 280 ล้านบาท เตรียมเปิดจองในวันที่ 25-26 พ.ค. นี้

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากชนะการประมูลซื้อที่ดินสถานทูตออสเตรเลีย เมื่อปี 2560 ล่าสุดบริษัทฯ เตรียมพัฒนาที่ดินแปลงนี้ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่สุด ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯโดยมุ่งหวังให้เป็น Landmark แห่งใหม่ใจกลางสาทร ภายใต้ชื่อโครงการ “ศุภาลัย ไอคอน สาทร” เอกอัครสถานแห่งถนนสาทร อาณาจักรแห่งความสุข และความสำเร็จ โดยรวมทั้งโครงการที่อยู่อาศัย สำนักงาน ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

“ศุภาลัย ไอคอน สาทร” ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการเกือบ 8 ไร่ ประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 1 อาคาร สูง 56 ชั้น และมีพื้นที่สีเขียวกว่า 3 ไร่จำนวนห้องชุดพักอาศัย 787 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องพักอาศัยแบบ 1 ห้องนอน – 4 ห้องนอน และSkyline Penthouse ขนาด 5 ห้องนอน ขนาดเริ่ม 42 – 970 ตร.ม. มูลค่าโครงการกว่า 20,000 ล้านบาท

การออกแบบมีเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างจากอาคารอื่นๆ ตั้งแต่รูปทรงภายนอกอาคาร ยอดอาคารโค้งที่สอดคล้องกับสุริยันจันทรา และสายรุ้ง ภูมิทัศน์ได้แรงบัลดาลใจจากธรรมชาติ และอิสระของเส้นสายลวดลายแบบออสเตรเลีย ตลอดจนการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะด้านหลังอาคารที่ออกแบบเป็น Rain Forestและเสริมแต่งด้วยศาลาโปร่ง ธารน้ำ น้ำพุ เป็นต้น ส่วนสระว่ายน้ำ Infinity Edge ที่มีทั้งหาดเทียม เกาะ สระเด็ก พร้อมลานรอบสระที่มีมุมบรรยากาศต่างๆ กัน ซึ่งเอื้อให้จัดงานสังสรรค์ในวาระต่างๆ ได้ ฯลฯ

ภายในอาคารมีโถง Vertical Sky-light Atriumสูง 60 เมตร เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศที่โล่ง โปร่ง รื่นรมย์ ที่ไม่พบในอาคารอื่นๆ

จุดเด่นอีกด้านหนึ่งของโครงการคือ ประติมากรรม ซึ่งนอกจากทำให้โครงการมีเอกลักษณ์แตกต่างแล้ว ยังสื่อความหมายในทางที่ดี เช่น หมู่จิงโจ้กระโดดที่อยู่หน้าโครงการ สื่อถึงความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคี กลมเกลียว หมู่หมีโคล่าเรืองแสงสีขาว บริเวณ Drop off สื่อถึงความสมบูรณ์พูนสุข เป็นต้น

การออกแบบตกแต่งภายใน นอกจากจะเน้นประโยชน์ใช้สอย และการสร้างสรรค์บรรยากาศที่แตกต่างแล้วยังเน้นการเลือกสรรวัสดุชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ พื้นห้องโถงรับแขกที่ทำจากกระเบื้องหินอ่อนอิตาเลีย ภายในห้องนอน ใช้กระจกแบบ Double Glazing โดดเด่นในเรื่องความแข็งแรง ปลอดภัย ป้องกันเสียงและความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้อย่างดีเยี่ยม

ควบคุมอุณหภูมิห้องด้วยเครื่องปรับอากาศระบบความเย็นอัจฉริยะแบบ Cassette Type ระบบ VRV ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป ใส่ใจการออกแบบด้วย Smart Kitchen ดีไซน์ชุดครัวที่มาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานด้วยเทคโนโลยี และวัสดุที่ทันสมัย หรูหราไปกับนวัตกรรมขั้นสูง ด้วยสุขภัณฑ์อัตโนมัติมาพร้อมสายฉีดชำระในตัว และระบบทำความสะอาดที่ทันสมัยเหนือระดับ ปลอดภัยกับประตูเข้าห้องพักอาศัยด้วยระบบ Digital Door Lock และติดตั้งระบบ Home Automation ภายในห้องพักที่สามารถรองรับการใช้งานผ่านทาง Smartphone ให้ความสะดวกสบายและอุ่นใจแก่ผู้พักอาศัยมากขึ้น

อีกทั้งความพิเศษเหนือระดับ กับยูนิตระดับมาสเตอร์พีซSkyline Penthouseขนาด 5 ห้องนอนที่บรรจงสร้างสรรค์เพื่อครอบครัวบนพื้นที่กว่า 970 ตร.ม. ชั้น 55-56 เติมเต็มชีวิตที่เหนือระดับแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วย Foyer สูง 2 ชั้นมาพร้อม Private Terrace, Private Lift, Private Swimming Pool และ Private Lounge

เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ World Class หลากหลายกิจกรรมสำหรับการพักผ่อนอย่างลงตัว อาทิสระว่ายน้ำระบบเกลือ 2 สระ Double – Space Fine Fitness, Boxing, Table Tennis, Aerobic & Yoga, Yoga Fly, Aqua Hydrotherapyช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและปรับสมดุลในร่างกาย Sauna & Steam, Group Cycling, Movie Club, Wisdom Library Room, Roof Garden, Co-Living Space, Kids’ Club,สนามเด็กเล่น หน้าผาเด็กจำลอง Opal Sky Lounge ระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าภายในโครงการฯ (EV Charger) เพื่อประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อีกระดับของคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความสะดวกด้านการขนส่ง โดยติดตั้งลิฟต์บริการ (Service lift) ให้สามารถบรรทุกเตียงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภายในอาคารได้

อีกทั้งยังสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่เพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้พักอาศัยการเดินสายไฟฟ้าภายนอกอาคารเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินของโครงการ สร้างสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจ่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง อีกทั้งยังลดปัญหาไฟฟ้าดับอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า

ศักยภาพของทำเล“ถนนสาทร” ถูกจัดให้เป็น Real CBD หรือทำเลที่มีความเจริญก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพฯ และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การพักอาศัย เป็นที่ตั้งของสถานที่ และหน่วยงานที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมระดับ 5 ดาว สถานทูต กงสุล อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าระดับ Super Luxury และเมกะโปรเจกต์อีกมากมาย

รวมทั้งเป็นย่านที่มีระบบการคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดของประเทศ ซึ่งรองรับการพักอาศัยของนักธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงได้อย่างดี ปัจจุบันสถิติคนทำงานในสาทรมีมากกว่า 2 แสนคน ทั้งชาวไทยและต่างชาติซึ่งมีความต้องการที่พักอาศัยในระดับพรีเมียม จุดเด่นของทำเลคือ การเดินทางที่สะดวกสบายทุกด้าน ทั้งรถยนต์ BTS MRTทางด่วน และทางเรือ ทำให้การเดินทาง เข้า-ออกเมืองได้ง่ายอย่างไร้รอยต่อ “สาทร” จึงจัดว่าเป็นแหล่งเชื่อมต่อการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง

“ศุภาลัย ไอคอน สาทร”ด้วยสุดยอดศักยภาพของทำเล ใกล้ทุกการเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมที่รวดเร็ว อาทิ รถไฟใต้ดิน MRT สถานีลุมพินี รถไฟฟ้า BTS สถานีช่องนนทรี รถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง รถโดยสารด่วนพิเศษ BRT สถานีสาทร และสามารถเชื่อมต่อด่านขึ้นลงทางด่วน ด่านพระราม 4 ด่านขึ้นลงทางด่วนสาทร

แวดล้อมด้วยย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญ สถาบันการศึกษาชั้นนำ อาคารสำนักงานขนาดใหญ่สถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ สีลม คอมเพล็กซ์ โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส สาทร โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงพยาบาล BNH โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนโรงพยาบาลเซ็นหลุยส์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สาทรซิตี้ ทาวเวอร์ซี.พี.ทาวเวอร์โรงแรมบันยันทรี โรงแรมสุโขทัย โรงเเรม โซ โซฟิเทล เเบงค็อก โรงแรมดุสิตธานี และสวนลุมพินี

สำหรับผู้สนใจเชิญชมห้องตัวอย่าง พร้อมกำหนดเปิด Pre-Sales อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2562 ราคาเริ่ม 9 – 280 ล้านบาท ณ Sales Gallery โครงการศุภาลัย ไอคอน สาทร สอบถามข้อมูลโทร. 1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalaiicon.com

สำรวจเสน่ห์ย่านรามอินทราและพหลโยธิน วัชรพล 2 พื้นที่ทำเลที่คนเมืองห้ามพลาด

หากเรากำลังยืนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมากถึง 50 เขต และมีจำนวนประชากรมากถึง 8.3 ล้านคน แบ่งเป็นผู้หญิง 4.3 ล้านคน และผู้ชาย 4 ล้านคน แถมมีประชากรจำนวนเฉลี่ย 5,294.3 คนต่อพื้นที่ 1 กิโลเมตร นี่คือข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่กำลังบ่งบอกว่าในทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานครนั้นคือจุดศูนย์กลางที่เจริญที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่นิยมเข้ามาลงทุนด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางในหลายๆ ด้านแล้ว เรื่องของที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เติบโตขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลจากเทรนด์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่นิยมแยกออกมาอยู่ด้วยตัวเอง หรือสภาวะของครอบครัวเชิงเดี่ยวที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเหมือนแต่ก่อน ทำให้ไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัยมีความหลากหลายมากขึ้น

เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป ความหลากหลายของที่อยู่อาศัยจึงเป็นจุดสำคัญที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินเพื่อที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นขนาดของที่อยู่อาศัย การให้บริการส่วนกลาง สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ รวมถึงเส้นทางคมนาคมที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาได้ หากจะให้เอ่ยถึงย่านเหล่านี้ในกรุงเทพมหานคร เราจะนึกถึงย่านรามอินทรา และพหลโยธิน วัชรพล งั้นเราลองมาสำรวจ 2 ย่านนี้ไปพร้อมๆ กัน

รามอินทรา พหลโยธิน วัชรพล เข้าเมืองก็ได้…ออกเมืองก็ดี

เมื่อสำรวจดูพื้นที่ย่านรามอินทรา – วัชรพลและพหลโยธิน พบว่าเป็นย่านที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือจรดฝั่งตะวันออก มีการเชื่อมต่อกับถนนเส้นสำคัญและทางด่วนทั้งสายหลักและสายรอง ซึ่งการเดินทางจากเส้นรามอินทรากับเส้นพหลโยธินสามารถวิ่งตรงเข้ากลางเมืองเพื่อไปย่านฮิตอย่าง เอกมัย กับ ทองหล่อ ก็ได้เพียงแค่ขับออกเส้นประดิษฐ์มนูญธรรมเชื่อมไปยังทางด่วนรามอินทรา หรือหากจะไปเที่ยวภาคเหนือก็สามารถขับออกได้เช่นกัน

รถไฟฟ้าสายมีชมพูไม่โดดเดี่ยวเพราะมีสายสีเขียวแดงร่วมเป็นเพื่อนเดินทาง

นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูจากแครายไปยังมีนบุรี รวมสถานีตั้งแต่ต้นถึงปลายทางกว่า 30 สถานี ซึ่งย่านรามอินทราจะประกอบไปด้วยสถานีรามอินทรา 3 สถานีลาดปลาเค้า สถานีรามอินทรา กม.4สถานนีมัยลาภ สถานีวัชรพล และสถานีรามอินทรา กม.6 ซึ่งความพิเศษของสายสีชมพูจะตัดกับสายสีแดงที่วิ่งบนถนนกำแพงเพชร และสายสีเขียวที่วิ่งบนถนนพหลโยธินนั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นเส้นที่น่าสนใจและเดินทางสะดวกมากจริงๆ

แหล่งช้อปปิ้งก็มา…สถานการศึกษาก็มี

เรื่องพื้นที่ไลฟ์สไตล์ย่านรามอินทรา และพหลโยธิน – วัชรพลก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Fashion Island และ Central Plaza รามอินทรา เป็นตัวชูโรง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง สวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิร์ด สวนสนุกดรีมเวิรด์ และสวนสยาม

ส่วนสถานศึกษาก็มีตั้งแต่ระดับมัธยมอย่างโรงเรียนสารสาสน์ สายไหม และมหาวิทยาลัยศรีประทุม และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น แถมยังมีโรงพยาบาลไว้บริการให้อุ่นใจอย่าง โรงพยาบาลสายไหม โรงพยาบาลสินแพทย์ และโรงพยาลนพรัตน์ ด้วยเช่นกัน

ย่านรามอินทรา และพหลโยธิน – วัชรพล จึงเป็น 2 ย่านยอดฮิตที่กำลังเป็นที่น่าจับตาของใครหลายๆ คนโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ครั้งนี้เราจึงอยากแนะนำ 2 โครงการย่านรามอินทรา และพหลโยธิน – วัชรพล นั่นคือ โครงการพลีโน่ พหลโยธิน-วัชรพล 2 และ โครงการบ้านกลางเมือง รามอินทรา

โครงการพลีโน่ พหลโยธิน-วัชรพล 2 นั้นคือโครงการที่เน้นทาวน์โฮม 2 สไตล์ คือ แบบ LUXE กับ METRO

ซึ่งเราอยากแนะนำแบบ METRO ทาว์นโฮม 2 ชั้น บนที่ดิน 20.6 ตารางวา หน้ากว้าง 5.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 130.55 ตารางเมตร มีถึง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ ที่สำคัญกว่านั้นโครงการนี้ถูกออกแบบด้วยแนวคิดแบบรีสอร์ททาวน์โฮมสไตล์มารเกรช ทำให้โทนบรรยากาศและการตกแต่งตั้งแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงส่วนกลางที่ครบครันอย่าง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ คลับเฮาส์  สวนสาธารณะ มีกลิ่นอายในสไตล์มารเกรชอยู่นั่นเอง ถ้าใครยังนึกไม่ออกเราลองไปชมภาพบรรยากาศกันครับ

METRO ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ 20.6 ตารางวา

ส่วนโครงการบ้านกลางเมือง รามอินทรา ถือว่าเป็นโครงการใหญ่แห่งหนึ่งในย่านรามอินทราเลยทีเดียว เพราะมีจำนวนยูนิตถึง 261 ยูนิต และบ้านแต่ละหลังนั้นมีขนาดเดียวคือ แบบ 18.1 ตารางวา หน้ากว้าง เมตร มีพื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร  ห้องนอน ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าเป็นทาว์นโฮม ชั้น ซึ่งถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน งั้นเราลองไปดูแปลนของโครงการนี้กัน

แถมขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์บ้านกลางเมืองแล้วด้วย ยิ่งไว้ใจได้ต่อการบริหารส่วนกลางและการดูแลแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางอย่างสโมสร ฟิตเนส สระว่ายน้ำ พื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ และระบบความรักษาปลอดภัย 24 ชั่วโมง งั้นเราลองไปดูภาพรวมของโครงการบ้างกลางเมือง รามอินทรากัน

แผนที่โครงการบ้านกลางเมืองรามอินทรา

นี่คือภาพรวมทั้งหมดที่เป็นเสน่ห์ของย่านรามอินทรา พหลโยธิน – วัชรพล ที่เราอยากมาบอกต่อกัน สำหรับใครที่สนใจโครงการ Pleno พหลโยธิน – วัชรพล สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ APTHAI.COM หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1623

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

มาดูกันใกล้วันแรงงานกับพระราชพิธีพืชมงคลแบบนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณืเด่นในช่วงที่ผ่านมา

ในงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์ต่างๆในช่วงวันแรงงานและวันพืชมงคลจะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง วันแรงงานแบบนี้พี่น้องชาวแรงงานก็พักผ่อนเติมพลังกันให้เต็มที่ จะได้มีแรงไปสู้ชีวิตในวันต่อๆไปกันนะ

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2562

1. สรุปเลขท้าย 2 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย2ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม   2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม   2562

2. สรุปเลขท้าย 3 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย3ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม   2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม   2562

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถิติเท่านั้น ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง วันแรงงานแบบนี้ชาวแรงงานทั้งหลายก็พักผ่อนกันให้เต็มที่จะได้มีแรงสู้ในวันต่อๆไป ที่สำคัญอย่าลืมเล่นหวยกันอย่างมีสติด้วยนะ

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

คุณพี่ท่านหนึ่งต้องการให้อภินิหารเงินออมจัดคอร์สเรื่องการเงินสำหรับคนอายุ 40 กว่าๆว่าจะทำอย่างไร ถึงจะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต มันยากที่จะหาวิธีอธิบายให้คนที่มีพื้นฐานความเข้าใจทางการเงินที่แตกต่างกัน มาฟังพร้อมกันแล้วได้ไอเดียไปจัดการเงินของตัวเอง 

จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสออกแบบวิธีการเก็บเงินให้กับคุณแม่ลูกแฝดสามที่ไม่ได้อยู่สายการเงิน แต่เข้าใจสิ่งที่เราอธิบาย ทำให้คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วย ก็เลยมาเขียนสรุปให้อ่านว่าทำอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เช่น การทำงาน หนี้สิน โสด แต่งงาน มีลูกหลายคน  สุขภาพ ฯลฯ อ่านแล้วก็นำแนวทางไปปรับใช้กับตัวเองนะจ๊ะ

ภาพรวมวิธีการเก็บเงินทั้งหมด

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

ภาพนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอนาคตก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เช่น การเทรดค่าเงินดิจิทัล การลงทุนในธุรกิจ Startup การลงทุนกับต้นไม้เศรษฐกิจ ฯลฯ แต่ก็ทำให้รู้ว่าเรามีทางเลือกในการเก็บเงินเยอะมาก คำถามต่อมาคือ เราจะเก็บเงินที่ไหน เท่าไหร่ดีล่ะ

3 ขั้นตอนการเก็บเงินเพื่อมีใช้ไปตลอดชีวิต

 เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

ขั้นตอนที่ 1 : คาดว่าใช้เงินหลังเกษียณเท่าไหร่?

จากในภาพเส้นตรงกลางจะเป็นช่วงอายุ (แต่ละคนอาจจะแบ่งแตกต่างจากนี้ก็ได้ ภาพนี้เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น)

  • สีฟัาเป็นช่วงวัยทำงาน (หลายคนกลัวเหงาก็ชอบทำงานไปเรื่อยๆ แต่เราคิดตัวเลขเกษียณอายุ 60 เป็นพื้นฐานก่อน ถ้ามีพอใช้แล้วจะได้ไม่ต้องโหมทำงานหนักมาก)

  • สีเขียวเป็นเกษียณช่วงแรกอายุ 60 – 80 ยังมีสุขภาพแข็งแรงเดินทางไปท่องเที่ยวเองได้ 

  • สีส้มช่วงอายุ 81 – 95 อาจจะเริ่มเจ็บป่วย บางครั้งต้องหาคนมาดูแล (ญาติพี่น้องช่วยดูแลหรือจ้างพยาบาลมาดูแลที่บ้าน) 

  • สีแดงอายุเกิน 95 สมมติว่าเราคาดว่าจะเสียชีวิตตอนอายุ 95 แต่เรื่องจริงอายุยืนกว่านั้น ก็ต้องหาแผนเตรียมรับมือไว้ด้วย

เราเริ่มต้นที่อนาคตปักธงไว้ว่าเป้าหมายของเรา คือ หลังเกษียณใช้เงินเท่าไหร่ ประมาณตัวเลขคร่าวๆ แบบยังไม่รวมเงินเฟ้อก็ได้ ตัวอย่าง

  • ตั้งแต่อายุ 60 – 95 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท)

  • มีเวลาใช้เงิน 35 ปี 360,000 x 35 = 12,600,000 บาท

  • แปลว่า เราต้องมีเงินเตรียมไว้ช่วงเกษียณ 12,600,000 บาท (ถ้ารวมเงินเฟ้อก็จะมากกว่านี้)

ขั้นตอนที่ 2 ตอนนี้เก็บเงินอย่างไร?

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

เราจ่ายหนี้แล้วเหลือใช้จ่ายเท่าไหร่ เก็บเงินไว้ที่ไหนบ้าง เขียนสรุปให้เห็นภาพรวมว่าเงินของเรากระจายอยู่ที่ไหน เท่าไหร่ ถ้าจะให้ดีควรเพิ่มว่าเงินก้อนนี้ใช้ทำอะไรบ้าง  การแบ่งเงินไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง เหมือนอวัยวะในร่างกายเราที่ทำงานแตกต่างกัน (เช่น ตาใช้มอง จมูกใช้ดมกลิ่น ปากใช้กิน)

ตัวอย่าง ตอนนี้อายุ 35 เราคำนวณคร่าวๆว่าควรมีเงินเตรียมไว้ช่วงเกษียณ 12,600,000 บาท ดูว่าตอนนี้เราเก็บเงินไว้เกษียณแบบไหนบ้าง เตรียมไว้แล้วเท่าไหร่ พอถึงวัยเกษียณตอนอายุ 60 แล้วเงินก้อนนี้จะกลายเป็นกี่บาท เช่น 

  • RMF ของเก่ามีอยู่ 400,000 บาท ซื้อปีละ 20,000 บาท  ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% อีก 25 ปี เงินใน RMF จะเติบโตไปประมาณ 2,309,084 บาท

  • ได้รับเงินจากประกันบำนาญรายปีๆละ 50,000 บาท ตั้งแต่ 60 – 90 ปี รวม 2,000,000 บาท

แสดงว่าเรามีเงินเกษียณเตรียมไว้บ้างแล้ว 2,309,084 +  2,000,000 =  4,309,084 บาท ตอนนี้เราต้องหาเงินเพิ่มอีก 8,290,916 บาท เหลือเวลาเก็บเงินอีก 25 ปีก็เก็บปีละประมาณ 331,636 บาท หรือเดือนละ  27,636 บาท 

เราอาจจะลดรายจ่าย หารายได้เพิ่ม เก็บเงินแบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. , กองทุนรวมหุ้น , กองทุนรวมต่างประเทศ , ตราสารหนี้ , ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ , ประกันชีวิตควบการลงทุน เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 การถอนเงินมาใช้จ่ายหลังเกษียณ

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

การเก็บเงินแต่ละที่ เราจะได้รับเงินแตกต่างกัน

  • ได้รับเงินก้อนทีเดียว เช่น ตอนเกษียณเราได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ครบกำหนดขาย RMF เงินก้อนจากประกันสะสมทรัพย์ที่ครบกำหนดแล้ว

    • เราควรหาที่อยู่ที่ปลอดภัยให้กับเงินก้อนใหญ่เหล่านี้ ไม่อย่างนั้นญาติสนิทหรือญาติห่างๆจะมาช่วยเราใช้เงินให้หมดไวอย่างแน่นอน 

    • หาที่เก็บรักษาเงินก้อนเพื่อได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วย

  • ทยอยรับรายปีหรือรายเดือน เช่น เงินปันผลจากสหกรณ์ เงินคืนรายปีจากประกันสะสมทรัพย์ เงินจากประกันบำนาญ เงินค่าเช่าอสังหาฯ ฯลฯ

จากภาพข้างบนเราสีเขียวอายุ 60 – 80 เราจะใช้เงินที่ได้รับรายเดือนหรือรายปีมาใช้จ่าย (ถ้าไม่พอใช้ก็ต้องถอนเงินก้อนมาใช้จ่าย) ผ่านไปถึงอายุ 81 – 95 เงินที่ได้รับรายปีบางก้อนก็หมดลง เช่น เงินคืนจากประกันชีวิต ประกันบำนาญ เราก็ต้องเอาเงินก้อนที่เก็บไว้มาใช้จ่าย สุดท้ายดูแลตัวเองดีมาก อายุยืนมากกว่าที่คิดไว้ก็ต้องดึงแผนสำรองที่เป็นช่องสีแดงออกมาใช้จ่าย 

การที่เราจะรู้ว่าแต่ละช่วงจะใช้เงินก้อนไหน เราควรวางแผนรายรับ – รายจ่ายล่วงหน้า ก็จะรู้จำนวนเงินคร่าวๆว่าจะมีเงินเข้ามาช่วงไหน ซึ่งคนทำงานประจำประมาณตัวเลขง่ายกว่าฟรีแลนซ์ มีรายจ่ายเท่าไหร่ โดยทำใน Excel ให้ด้านข้างเป็นรายรับรายจ่าย ส่วนด้านบนเป็นอายุของเรา ตัวอย่าง

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

ถ้าเราดูในคอมพิวเตอร์ไม่ถนัด อาจจะปริ๊นทุกแผ่นออกมาแล้วแปะต่อๆกันแบบนี้ก็ได้นะจ๊ะ

เก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต

ไม่รู้ว่าระบบเป็นอะไรใส่ลิงค์นี้ในบทความไม่ได้ ดูคลิปสั้นๆได้ที่ลิงค์ข้างล่างจ้า

https://www.facebook.com/miracleofsaving/videos/415280535930914/

เมื่อเราเห็นภาพรวมเงินหลังเกษียณว่าต้องใช้ประมาณเท่าไหร่ ก็เลือกได้ว่าควรเก็บเงินไว้ที่ไหนบ้าง และข้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ แผนสำรองถ้าอายุยืนกว่าที่คาดไว้ ถ้าไม่มีลูกหลานมาเลี้ยงดู เราก็อาจจะต้องขายทรัพย์สินที่มีเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย เช่น บ้าน เครื่องประดับต่างๆ

บ้านเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและเงินเกษียณโดยการทำ Reverse Mortgage คือ การนำบ้านเข้าธนาคารอีกครั้งเพื่อขอกู้เงินธนาคาร โดยปล่อยกู้ประมาณ 70% ของมูลค่าบ้าน แล้วธนาคารก็จะโอนเงินให้เราใช้รายเดือน ในขณะที่เรายังพักอาศัยในบ้านนั้นได้เหมือนเดิม

ไม่ควรเก็บเงินที่เดียว

การเก็บเงินแบบเดียวนั้นไม่ใช่ยาครอบจักรวาล ที่ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิต เช่น 

  • ฝากเงินที่ธนาคารอย่างเดียว ไม่นำเงินไปลงทุนให้เติบโต 
  • สหกรณ์จ่ายเงินปันผล 6 – 7% ต่อปี ผลตอบแทนดี เราจะฝากชีวิตไว้ที่นี่ที่เดียว ตอนนี้สหกรณ์มีคณะกรรมการดูแลดี เราได้รับเงินปันผลตลอดๆ แต่พอหลังเกษียณเปลี่ยนชุดใหม่ บังเอิญไปลงทุนผิดที่ เงินหายเกือบหมดสหกรณ์ เงินเกษียณของเราก็เสียหายไปด้วย 

ทางที่ดีควรกระจายเงินเก็บไว้หลายๆที่น่าจะดีกว่า แต่จะเป็นการเก็บเงินแบบไหนบ้างก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่องการเงินของแต่ละคนนะจ๊ะ

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้เราน่าจะรู้แล้วว่าการเก็บเงินอย่างมีเป้าหมายว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ทำให้รู้ว่าตอนนี้เราควรเก็บเงินอย่างไรและใช้เงินก้อนนี้ตอนไหน แม้ว่าอนาคตอาจจะไม่เป็นอย่างที่วางไว้ 100% แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายดูแลตัวเองหรือเป็นเงินทุนเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้นะจ๊ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไรให้ไม่โดนหลอก?

หากพูดถึงการลงทุนใน “สินทรัพย์ทางเลือก” ในทศวรรษนี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “คริปโทเคอร์เรนซี”

ด้วยการโชว์ลีลาสร้างผลตอบแทนระดับที่ผู้ลงทุนได้แต่มองกันตาค้างเกือบ 20 เด้งในปี 2017 ของบิทคอยน์ ช่วงเวลาตื่นทองของสินทรัพย์ดิจิทัลก็เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คอร์สอบรมสัมมนาสอนลงทุนบิทคอยน์โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด การ์ดจอสำหรับเปิดเหมืองคริปโทฯ ขาดตลาดจนราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หลายบริษัทก็ออกมาระดมทุนผ่าน ICO กันอย่างสนุกสนาน

ทางภาครัฐจึงมีกฎหมายออกมาเพื่อกำกับดูแล ซึ่งครอบคลุมทั้งการกำกับดูแลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนและการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งก็คือ ผู้ระดมทุน ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล 

สินทรัพย์ดิจิทัลถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

ด้วยความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่สูงมาก ระดับที่บางปีให้ผลตอบแทน 2,000% แต่บางปีขาดทุน แบบถล่มทลาย ก็ทำให้ผู้ลงทุนที่ซื้อขายต้องเจอกับความเสี่ยงด้านราคาอย่างมากอยู่แล้ว ส่วนผู้ลงทุนคนไหนที่จะซื้อโทเคนดิจิทัลผ่านการระดมทุนของบริษัทต่าง ๆ ก็ยังต้องเจอความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงของบริษัทอีกด้วย

เพราะบริษัทที่ระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลจำนวนมากมักเป็นบริษัทขนาดเล็ก รวมไปถึงบริษัทสตาร์ทอัพที่มีความไม่แน่นอน ในการดำเนินกิจการสูง หากระดมเงินไปแล้วโครงการล้มเหลว โทเคนดิจิทัลก็อาจสูญค่าได้

กระแสบิทคอยน์ดังจนข่าว 3 มิติเอามาทำข่าว (อ้างอิง : ข่าว 3 มิติ)

แต่นอกจากความเสี่ยงโดยธรรมชาติของสินทรัพย์แล้ว เรายังเจอกับการหลอกลวงที่แฝงมากับการแอบอ้างชื่อสินทรัพย์ดิจิทัล คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เราลงทุนด้วยไม่ได้กำลังหลอกเราอยู่?

สารพัดการโกงที่อ้างคำว่า “บิทคอยน์” “คริปโท” หรือ “ICO” มาบังหน้านั้นมีมากมาย วันนี้ได้โอกาสจึงจะหยิบมาไล่เรียงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของมิจฉาชีพที่จะมาหลอกเอาเงินจากกระเป๋าเงินของเรากัน

1. หลอกให้ไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ความจริงไม่มีการลงทุนใด ๆ

การแอบอ้างนี้ถือเป็นประเด็นที่มีการพบบ่อยที่สุด และน่าจะมีคนโดนหลอกไปเยอะที่สุดด้วย กลวิธีก็แสนจะเรียบง่าย คือ โพสโชว์กำไรจากการลงทุนเยอะๆ บ้าง วางเงินเป็นฟ่อนๆ หลอกให้เราโลภ แล้วชวนให้ฝากเงินไปลงทุน 

ส่วนใหญ่ที่เจอคือการทำแบบเป็นแชร์ลูกโซ่โดยอ้างว่านำเงินไปลงทุนต่อเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก ซึ่งมักจะอ้างว่าลงทุนในคอยน์ ICO โทเคนดิจิทัล ลงทุนทำเหมืองขุด รวมทั้งอ้างว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วเป็นการ นำเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนรายเก่า และมีการจูงใจโดยการให้ผลตอบแทนหากสามารถชวนสมาชิกใหม่มาร่วมลงทุนได้ เมื่อไหร่หาคนใหม่ไม่ได้คือจบ แชร์ล้ม คนโกงเข้าคุก ส่วนคนฝากเงินต้องไปลุ้นเอาว่าจะได้เงินคืนไหม 

ในประเทศไทยกลุ่มผู้หลอกลวงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุน ดังนั้น ควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อนว่าผู้ที่มาชักชวน เป็นใคร ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากพบความผิดปกติหรือพบว่าการลงทุนนั้นไม่ชอบมาพากล หรือดูดีเกินกว่าที่ควรจะเป็น ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในลักษณะดังกล่าว

การแถลงข่าวจับแชร์ลูกโซ่ที่หลอกว่าระดมทุนไปเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล (อ้างอิง : ไทยรัฐ)

2. อ้างตนว่าเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

การโกงอีกแบบหนึ่งที่มีความแนบเนียนสูง คือ การปลอมตัวเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากในช่วงแรกที่พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ประกาศใช้ ประเทศไทยยังไม่มีองค์กรไหนที่เข้ามากำกับดูแลโดยตรง นักเทรดจึงต้องหาเว็บไซต์สำหรับเทรดและเป็นกระเป๋าเงินด้วยตนเอง มิจฉาชีพหลายคนจึงถือโอกาสนี้ในการโกง

รูปแบบการโกงเรียบง่ายมาก คือ ให้ผู้ที่จะลงทุนโอนเงินเข้าไปในระบบและซื้อขายได้ตามปรกติ ติดอยู่อย่างเดียว คือ เว็บที่ว่าดันถอนเงินออกมาไม่ได้ กลายเป็นว่าตัวเลขที่เห็นในเว็บเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้เลย สุดท้ายก็อาจสูญเงินไปทั้งหมด หากเจ้าของปิดเว็บไซต์หนีหายไป

ดังนั้น หากผู้ลงทุนต้องการใช้บริการตัวกลางในการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่จัดตั้งในประเทศไทย ควรใช้บริการผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาต แต่หากต้องการใช้บริการผ่านตัวกลางต่างประเทศ

ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ จึงควรศึกษาข้อมูลและตรวจสอบถึงความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบธุรกิจ ในเบื้องต้นควรลองตรวจสอบผ่าน review ของผู้ที่เคยใช้บริการที่เชื่อถือได้ หรือตรวจสอบปริมาณการซื้อขายต่อวัน รวมทั้งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงด้วย

3. โจมตีระบบกระเป๋าเงิน e-wallet และแฮกสินทรัพย์ดิจิทัล

วิธีนี้อาจจะไม่ใช่กลโกงที่มาหลอกกันตรง ๆ แต่มักจะใช้วิธีการหลอกลวงทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้เข้าไปถึงกระเป๋าเงินที่เก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของเราไว้ได้ การโกงตรง ๆ ก็คือการแฮกเข้าไปในระบบตัวกลางเลย หากนายหน้าซื้อขายและเจ้าของกระเป๋าเงินไม่มีระบบป้องกันที่เพียงพอก็มักจะถูกแฮกเงินออกไปได้ในที่สุด 

ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ไม่น่าเชื่อว่าการแฮกระบบของตัวกลางและกระเป๋าเงินเกิดขึ้นบ่อยว่าที่คิด อย่างในประเทศเกาหลีใต้เองก็มีการออกมาประกาศเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ระบบตัวกลางในการเทรดมีการถูกแฮกไปถึง 7 ครั้ง และกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัลถูกแฮกไปถึง 158 ครั้ง ในช่วงปี 2015 – 2018 และมีการจับตัวคนผิดได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น

ในขณะที่วิธีทางอ้อมก็จะใช้วิธีการหลอกลวงขอรหัสผ่านจากเราไป เช่น ส่งเมลมาหลอกว่ากระเป๋าเงินจะโดนล็อคให้รีบยืนยันตัว พอเราใส่รหัสผ่านก็เกม โจรก็รีบเข้ากระเป๋าเงินจริงของเราและเอาเงินออกมาหมด หรือมีการพัฒนากระเป๋าเงินสำหรับผู้ลงทุนปลอม เช่น software/hardware wallet ที่มีการฝังการเข้ารหัสเอาไว้ทำให้สามารถขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมัลแวร์และไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ทำให้กลุ่มแฮ็คเกอร์สามารถขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานออกมาได้เช่นกัน

ดังนั้นผู้ลงทุนควรเลือกวิธีการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ เช่น ควรใช้กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่มาจากผู้ให้บริการโดยตรงเพื่อป้องกันการปลอมแปลง รวมถึงต้องตรวจสอบแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปลอมแปลงที่อยู่ในรูปของ phishing website, email, application รวมถึงช่องทางอื่น ๆ นอกจากนี้ควรตั้งรหัสผ่านให้มีความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อมูลที่ใช้เป็นการทั่วไปในการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น อีเมล์ และรหัสผ่าน สุดท้ายควรใช้ตัวเลือกความปลอดภัยในระดับสูงสุดเพื่อป้องกันการขโมย เช่น 2FA verification, pin code หรือ การเก็บรหัสผ่านไว้ภายนอกคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

4. อ้างว่าทำ ICO / ระดมทุนไปทำโครงการ พอได้เงินไปก็หายเงียบ

การระดมทุนด้วยกระบวนการ ICO ถือว่าได้รับความนิยมอย่างสูงมากในช่วงหนึ่ง ทำให้มีผู้ฉวยโอกาสอ้างชื่อของ ICO ไปใช้หลอกลวงผู้ลงทุนจำนวนมากเช่นกัน 

กรณีที่โด่งดังในประเทศไทยก็อย่างเช่นเรื่องของดาราหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกแจ้งจับในข้อหาหลอกให้ผู้ลงทุนควักกระเป๋าหลายร้อยล้านบาทเข้าลงทุนเหรียญสกุลนึง ซึ่งต่อมาถูกกล่าวหาว่าเป็นการหลอกลวง จนดาราคนดังกล่าวถูกจับ และสืบทราบไปยังขบวนการหลอกลวงและฟอกเงินอีกมากมาย

ขีดเส้นใต้ว่าก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทุกครั้งให้ตรวจสอบรายชื่อกับผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจาก ก.ล.ต. ก่อน ทั้งการระดมทุนผ่าน ICO ทั้งแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะหากเราลงทุนผ่าน
ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เราจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

รับแค่ความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาและความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของผู้ระดมทุนพอ ความเสี่ยงเรื่องการหลอกลวงจากมิจฉาชีพสามารถป้องกันได้ อย่างน้อย เราก็จะไม่ถูกโจรที่ไหนไม่รู้มาชุบมือเปิดเอาเงินเราไปให้เจ็บใจเล่น เพราะแม้ ก.ล.ต.จะกำกับดูแลการเสนอขายโทเคนต่อประชาชนและกำกับดูแลตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล แต่กรณีที่ลงทุนแล้วขาดทุนจะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบ ผู้ลงทุนต้องรับจากการตัดสินใจลงทุนเอง

ค้นหารายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจาก ก.ล.ต. ได้ที่ www.เสี่ยงสูง.com

ส่วนใครที่สนใจ แต่ยังไม่มั่นใจว่าตนเองรับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัลได้หรือเปล่าก็สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทำแบบทดสอบด้านความเสี่ยงฟรี ได้ที่ เสี่ยงสูง.com

เงินทองหามาไม่ง่าย อย่าไปใส่พานถวายให้โจรเลย 

อย่าลืม! ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ถามตอบกับคลินิกกองทุน 8 ข้อควรรู้ ถ้าไม่ต่ออายุ LTF

สวัสดีครับ…ผมคลินิกกองทุนที่จะมาแชร์ความรู้ทางการเงินแบบง่ายๆ และอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ กันนะครับ ต้องขออภัยที่หายจากการเขียนไปนานเหลือเกิน เพราะภารกิจชีวิตและงานที่ทำอยู่รัดตัวมากๆ ครับ จนโดน บ.ก. aomMONEY ตามตัวมาหลายครั้ง

ครั้งนี้จึงไม่พลาดที่จะกลับมาเขียนอย่างตั้งใจ พร้อมกับประเด็นที่น่าสนใจอย่างเรื่อง กองทุน LTF ที่มีข่าวว่าจะหายไปหรือไม่ ดังนั้น ครั้งนี้ผมจึงอยากจะมาตั้งสมมติฐานว่า ถ้าไม่มีการต่ออายุกองทุน LTF เราจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง นี่จึงเป็นที่มาของ 8 ข้อควรรู้ถ้าไม่ต่ออายุ LTF ครับ

1. ถ้าไม่ต่ออายุมาตรการส่งเสริม LTF เงินที่ครบเงื่อนไข เราควรขายหรือย้ายกองออกไปดีไหม?

  • ถ้าหากนักลงทุนไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก็ควรลงทุนต่อเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว ผมแนะนำให้ยังคงลงทุนในกอง LTF เดิมต่อไปครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขาย(สำหรับบางกองทุน) และ ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน  และการสับเปลี่ยนกองทุนบางครั้งอาจจะเสียโอกาสในการทำผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาสับเปลี่ยนกอง
  • ยกเว้นว่ามีกองอื่น ๆ ที่มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกว่า นักลงทุนเองก็สามารถสับเปลี่ยนออกไปได้ แต่ผมต้องบอกว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุน LTF ตลอดเวลา 10 ปี นั้นชี้ให้เห็นว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นโดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทนสูงพอสมควรเลยครับ ผมคิดว่าจึงควรลงทุนต่อเนื่องไปเพื่อสร้างความมั่งคั่งในยะยาวยาว

2. เม็ดเงิน LTF ที่ถอนออกไป จะทำให้ตลาดหุ้นตกไหม?

จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ LTF คิดเป็นเพียงประมาณ 4 % ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยเท่านั้น และหากผู้ลงทุนจะถอน LTF ออก ผมคิดว่าส่วนมากก็จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลา 5- 7 ปี ตามเงื่อนไขการถือครองที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครับ เงิน LTF ที่ถอนออกไปจึงไม่น่าที่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นตกได้

แต่ว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่บังเอิญมาก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันขาย LTF จริง ๆ และทำให้ตลาดหุ้นโดยรวมตก แต่ทั้ง ๆ ที่บริษัทจดทะเบียนนั้นยังคงรักษากำไรของบริษัท หรือยังคงจ่ายปันผลได้อย่างที่คาดการณ์ ในกรณีที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ผมเชื่อว่าก็จะมีนักลงทุนที่เห็นโอกาสเข้ามาซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวต่อเนื่อง (อย่างน้อย ๆ ก็ผมคนนึงแหละครับ) และจะทำให้ตลาดก็กลับมาอยู่ในสภาพสมดุล

3. กองทุนจะติดลบไหม ถ้าไม่มีเงินใหม่เข้ามาใน LTF?

ผมต้องบอกว่า กองทุนจะติดลบ หรือเป็นบวกนั้น ขึ้นกับ 2 กรณีใหญ่ ๆ คือ

  1. แนวคิดการลงทุนของกองทุน หรือของผู้จัดการกองทุน ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นดี หรือไม่ดีครับ พูดง่าย ๆ คือ ผลตอบแทนจะขึ้นกับฝีมือของ บลจ. หรือของผู้จัดการกองทุนนั่นเองครับ
  2. สภาวะของตลาดหุ้นในช่วงนั้น ๆ ซึ่งหากตลาดหุ้นเป็นขาลง ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะเก่งแค่ไหน ผมว่าก็คงเอาไม่อยู่ครับ เนื่องจาก LTF เป็นกองทุนหุ้นที่ต้องคงสัดส่วนหุ้นอยู่ที่ 65% ห้ามต่ำกว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าตลาดหุ้นเป็นขาลง กองทุนก็มีโอกาสที่จะติดลบไปด้วยครับ ทั้งนี้จะลบมาหรือว่าน้อย ก็จะขึ้นกับฝีมือของ บลจ. นั้น ๆ แล้วว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหุ้นตัวไหนเพื่อให้ติดลบน้อยที่สุดครับ

4. มูลค่าสินทรัพย์ต่อหน่วยจะลดลงไหม?

ในกรณีที่มีแต่เงินออก แต่ไม่มีเงินใหม่เข้า LTF  ขนาดของกองทุน LTF ก็จะเล็กลงครับ แต่มูลค่าสินทรัพย์ต่อหน่วยหรือราคา NAV ต่อหน่วย จะไม่มีเกี่ยวกับขนาดกองทุน  ตัวราคาต่อหน่วยของกองทุนรวม LTF เองจะไม่เหมือนกับราคาของหุ้นนะครับ

ราคาหุ้นสามารถเพิ่มลดได้จากจำนวนหุ้นที่เพิ่มลด (*Dilution effect) แต่ราคาต่อหน่วยจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนและ กลยุทธ์หรือแนวคิดการลงทุนของผู้จัดการกองทุนครับ

5. กองทุนรวม LTF ที่เคยตั้งไว้แล้ว จะต้องถูกปิดลงไหม?

กองทุนยังคงมีสถานะตามกฎหมาย แต่หากยกเลิกจริง ๆ ก็อาจถูกแปลงสภาพเป็นกองทุนเปิดซึ่งสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ แต่ผู้ลงทุนที่นำเงินใหม่เข้ามาลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครับ

แต่ในกรณีที่กองทุนมีขนาดเล็กลงมาก จนเข้าเกณฑ์ของทาง ก.ล.ต. หรือ บลจ. เห็นว่าค่าใช้จ่ายที่เก็บจากกองทุนอยู่ในระดับสูง ก็อาจเสนอให้ควบรวมกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกัน เพื่อให้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายจากขนาดกองที่เล็กลง หรืออาจเสนอผู้ลงทุนที่ถือกองทุนจนครบเงื่อนไขระยะเวลาลงทุน ให้สับเปลี่ยนไปยังกองวิธีการลงทุนเดียวกันแต่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า

ซึ่งเงื่อนไขต่าง ๆ ในข้อที่ 5 นี้ก็ต้องรอทาง รัฐบาล และสรรพกรประกาศอีกครั้งครับ

6. ถ้าไม่ต่ออายุมาตรการส่งเสริม LTF เราสามารถขายได้เลยตั้งแต่ปี 2564 โดยไม่ต้องรอครบการถือครองตามปีปฏิทินที่กฏหมายเคยกำหนดไว้ ใช่ไหม?

ผมคิดว่าเงินที่ได้ลงทุนไว้จะต้องถือให้ครบปีปฏิทินตามเงื่อนไขเดิมครับ คือ เงินลงทุนที่ลงทุนก่อนสิ้นปี 2558 จะต้องถือให้ครบ 5 ปีปฏิทิน โดยนับเงินตามปีปฏิทินที่ได้ลงทุนและบวกไปอีกสี่ปีปฏิทิน ส่วนใครที่ลงทุนต้นปี 2559 เป็นต้นมาจะต้องถือให้ครบ 7 ปีปฏิทิน โดยนับเงินตามปีปฏิทินที่ได้ลงทุนและบวกไปอีกหกปีปฏิทิน

ซึ่งเงื่อนไขต่าง ๆ ในข้อที่ 6 นี้ก็ต้องรอทาง รัฐบาล และสรรพกรประกาศอีกครั้งครับ

7. ถ้าผู้ลงทุนที่อื่นที่ลงทุนมาครบ 5 หรือ 7 ปีปฏิทิน เริ่มทยอยขายหรือสับเปลี่ยนออกไป เราต้องถืออยู่เพราะยังไม่ครบเงื่อนไข เราจะได้รับผลกระทบราคาต่อหน่วยที่ถือหรือไม่  จะขาดทุนไหม เพราะไม่มีคนใหม่เข้ามาลงทุน?

ถ้าหากผู้ที่ลงทุนครบเงื่อนไขทยอยขายหรือสับเปลี่ยนออกไป และไม่มีผู้ลงทุนใหม่เข้ามา  ขนาดของกองทุนจะเล็กลงครับ แต่ราคาต่อหน่วยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของกองทุนแต่อย่างใด ขึ้นอยู่ที่ผลการดำเนินงานของกองทุนเป็นหลักครับ

ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าหากกองทุนมีขนาดเล็กลง กองทุนเองก็มีโอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ เนื่องจากกองทุนสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นเล็ก หรือ Small Cap ได้ ซึ่งการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กเองก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ครับ

ดังนั้น เราจึงควรติดตามและให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานของกองทุนเทียบเกณฑ์มาตรฐาน  มากกว่าเรื่องขนาดของกองทุนครับ

8. ถ้าเราถือครบเงื่อนไขของ LTF แล้ว  แต่เรายังขาดทุน  เราควรถือต่อหรือขายออกไป?

ก่อนอื่นนะครับ เราต้องดูก่อนว่ากองที่เราถือแล้วขาดทุนนั้นมีเงินปันผลหรือไม่ ถ้าเป็นกองทุนที่มีเงินปันผล เราได้นำเงินปันผลที่ได้รับมา บวกกลับเข้าไปเพื่อคิดผลตอบแทนแท้จริงแล้ว หรือยัง หากนำเงินปันผลเข้ามาคิดแล้ว ยังขาดทุน ถัดมาเราก็ต้องเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนีชี้วัด หรือ Benchmark ว่าที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของกองว่าดีกว่า ใกล้เคียง หรือต่ำกว่าดัชนีชี้วัดครับ

ในกรณีที่ผลการดำเนินงานดีกว่า หรือใกล้เคียง ผมคิดว่านักลงทุนเองก็สามารถที่จะลงทุนต่อไปได้ เนื่องจากกองทุนเองก็ได้ทำผลตอบแทนได้ดีแล้วครับ

นึกภาพสิครับ หากปีนั้นตลาดหุ้นลง -10% แต่กองทุนทำผลตอบแทน -5% นั้นก็หมายความว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีชี้วัดแล้วนะครับ แสดงว่ากองทุนที่เราถือทำผลงานได้ดีครับ ดังนั้นการถือต่อไป ก็มีโอกาสในปีที่หุ้นเป็นขาขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นเดียวกันครับ

แต่ถ้าหากผลการดำเนินงานต่ำกว่าดัชนีชี้วัด เราก็อาจจะเริ่มพิจารณาในการสับเปลี่ยนไปยังกองทุนรวมหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีกว่า แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เอะอะผลตอบแทนติดลบนิดหน่อยแล้วก็ย้ายนะครับ

ผมคิดว่าควรให้โอกาสกองทุนเดิมของเราได้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขกลยุทธ์การลงทุนบ้าง เช่นอาจจะจับตาดูผลตอบแทนสัก 6 เดือน – 1 ปี ก่อนค่อยทำการย้ายกองทุน เช่น ผลตอบแทนแย่มาแล้ว 6 เดือน ผมก็จะจับตามดูอีก 6 เดือน ว่าผลตอบแทนดีขึ้นหรือไม่อย่างไร สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่ผมให้โอกาสนั่นเองครับ

ทั้งหมดจึงเป็นความรู้และข้อเตือนใจหากสถานการณ์เกิดขึ้นอย่างที่ผมตั้งสมมติฐานเอาไว้ สำหรับครั้งหน้าผมจะมาเล่าถึงเรื่องอะไรยังไงฝากติดตามกันด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ

3 เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

แค่มองหาเราก็เจอสิ่งที่เราอยากรู้

หลายปีที่แล้วอภินิหารเงินออมเห็นโฆษณาในทีวีว่า ควรให้เงินไปทำงานและแนะนำให้ไปลงทุนหุ้น เราก็สงสัยว่าต้มยำกุ้งปี 40 มีคนเสียหายจากการลงทุนหุ้น แล้วทำไมถึงชักชวนไปลงทุนอีก แปลว่ายังมีอะไรที่เรายังไม่รู้ หลังจากลองศึกษาเองทั้งจากอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือ ทำให้รู้ว่าความเสียหายบางส่วนมาจากความโลภและการลงทุนเกินตัว อย่างการกู้เงินมาลงทุนหุ้นจนเกิดหนี้สิน

ทุกอย่างมีทั้งด้านมืดกับด้านสว่าง การรู้จักด้านมืด

จะทำให้เราเข้าใจและระมัดระวังตัวมากขึ้น 

การทำประกันชีวิตก็เช่นกัน มีหลายเรื่องที่เป็นความจริง แต่ได้รับคำอธิบายไม่ครบ จนทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดีและทำให้เงินออมเกิดความเสียหาย บทความนี้อภินิหารเงินออมได้รวบรวมความเข้าใจผิดทั้งต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนการตัดสินใจทำประกันชีวิต 

3 เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

เรื่องที่ 1 เงินฝาก

“เงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินฝากประจำ ประกันชีวิต” บางคนได้รับข้อมูลไม่ครบจนทำให้เข้าใจผิดว่าประกันชีวิตเป็นเงินฝากดอกเบี้ยสูงหรือฝากประจำ ทั้งที่ความจริงแล้วทั้ง 3 แบบนี้แตกต่างกัน คือ

รายละเอียด

เงินฝากดอกเบี้ยสูง

เงินฝากประจำ 

ประกันชีวิต

การฝากถอนเงิน

เงินฝากที่ได้รับดอกเบี้ยสูงมากกว่าออมทรัพย์ทั่วไป ฝากถอนตอนไหนก็ได้

เงินฝากที่ต้องฝากตามระยะเวลา เช่น 12 เดือน , 24 เดือน , 36 เดือน ฯลฯ ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากออมทรัพย์

มีประกันชีวิตอยู่ 5 แบบ คือ แบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพ แบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ แบบควบการลงทุน ซึ่งแต่ละแบบก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น มีคืนเงิน ได้รับเงินก้อนเดียว ได้รับเงินรายปีหลังเกษียณ

ความคุ้มครองชีวิต

คุ้มครองชีวิต

เรื่องที่ 2 ผลตอบแทน

บางคนเข้าใจผิดว่า “ประกันชีวิตควบการลงทุน ให้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนรวม” ทั้งที่ความจริงแล้วมีการทำงานที่แตกต่างกัน คือ

=> กองทุนรวม เน้นการลงทุน

=> ประกันชีวิตควบการลงทุน เน้นความคุ้มครองชีวิต

ถ้ามองในแง่ของผลตอบแทน เรานำเงินไปซื้อกองทุนรวมรับผลตอบแทนเต็มๆ ในขณะที่ประกันชีวิตควบการลงทุน เงินที่เราจ่ายเบี้ยประกันไปนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ จ่ายเบี้ยประกันและนำไปลงทุนกองทุนรวม ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนรวมมากว่าประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นดูได้ที่ภาพข้างล่างนี้เลยจ้า 

3 เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

สถานการณ์ตัวอย่าง ตอนนี้อายุ 30 มีความรู้เรื่องกองทุนรวมเรียบร้อยแล้ว อยากเก็บสะสมเงินใช้ตอนเกษียณปีละ 24,000 บาท รับความเสี่ยงได้สูงมาก คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 6% ถ้าเก็บเงินไปได้ 10 ปีแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิต เรามีเงินไว้ดูแลคนในครอบครัวประมาณเท่าไหร่ ?

=> กองทุนรวม ครอบครัวได้รับเงินประมาณ 316,339 บาท

=> ประกันชีวิตควบการลงทุน ครอบครัวได้รับเงินประมาณ 1,751,067 บาท (เงินลงทุน + ทุนประกัน)

เราจะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงินของตัวเอง ว่าต้องการใช้เงินก้อนนี้ทำอะไร (เช่น ลดหย่อนภาษี เงินค่าเทอมลูก เงินเกษียณตัวเอง ดูแลพ่อแม่ ฯลฯ) เราอาจจะเลือกเก็บเงินทั้งสองแบบก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนควรทำให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองด้วยนะจ๊ะ

สิ่งสำคัญ คือ เรามีภาระความรับผิดชอบเยอะมั้ย เช่น หนี้สิน ค่าเทอมลูก กลัวว่าหากเสียชีวิตไปก่อนแล้วจะทิ้งภาระหนี้สินให้คนในครอบครัว ลูกต้องลาออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีค่าเทอม อาจจะเน้นที่ประกันชีวิตควบการลงทุนเพราะได้รับความคุ้มครองสูง

แต่ถ้าเราเป็นโสดคิดว่าต้องอยู่คนเดียวแน่ๆไปตลอดชีวิต ไม่มีภาระอะไรให้หนักใจ แค่รับผิดชอบตัวเองก็พอ ชอบการลงทุน รักความเสี่ยง เราอาจจะเน้นที่กองทุนรวมเพราะได้รับผลตอบแทนสูง

เรื่องที่ 3 การยกเลิกประกันชีวิต

เขาบอกว่า “เบิกเงินจากประกันชีวิตตอนไหนก็ได้และได้รับเงินคืนทั้งหมด” เป็นความเข้าใจผิดขั้นรุนแรง เพราะประกันชีวิตเป็นความคุ้มครองชีวิต ได้รับเงินตามจำนวนที่เขียนไว้ในเอกสาร ไม่ใช่เงินฝากที่จะถอนออกตอนไหนก็ได้ ถ้ายกเลิกประกันชีวิตจะได้รับเงินคืนตามตารางกรมธรรม์ (ภาพข้างล่างนี้) ส่วนวิธีคำนวณว่ายกเลิกแล้วได้รับเงินเท่าไหร่ ดูได้ที่ลิงค์นี้จ้า http://bit.ly/2IeOCPp

3 เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

ทุกอย่างมีทั้งเรื่องที่เรารู้และไม่รู้ อภินิหารเงินออมก็เคยเป็นคนหนึ่งที่มองประกันในแง่ลบมาก่อนเพราะไม่เข้าใจ จนกระทั่งได้มีโอกาสเรียนหลักสูตรนักวางแผนการเงิน ทำให้มองเรื่องการเงินได้รอบด้านมากขึ้น แอบหวังลึกๆว่าบทความนี้จะสร้างความเข้าใจและมุมมองใหม่เกี่ยวกับประกันชีวิตได้นะจ๊ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save