เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 เมษายน 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

มาดูกันว่าช่วงสงกรานต์แบบนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา

ในงวดวันที่ 16 เมษายน 2562 นี้ มาดูกันว่าเหตุการณ์ต่างๆในช่วงที่ผ่านมานั้นจะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ช่วงสงกรานต์หยุดยาวแบบนี้ อย่าลืมใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและคนที่คุณรักให้เต็มที่ ส่วนใครที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านก็ใช้โอกาสหยุดยาวนี้พักผ่อนชาร์ตพลังงานให้เต็มที่ ก่อนกลับไปสู้กับชีวิตต่อหลังสงกรานต์นะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com
   https://www.thaihuay.com/
   https://luangporpakdang.com

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

1. สรุปเลขท้าย 2 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย2ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

2. สรุปเลขท้าย 3 ตัวจากสถิติย้อนหลัง100งวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ100งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขท้าย3ตัวที่ออกบ่อยที่สุด, ตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลัก และตัวเลขที่ออกซ้ำกันน้อยสุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

สุดยอดเลขเด็ด!! จากสถิติย้อนหลัง ประจำงวดที่ 16 เมษายน 2562

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถิติเท่านั้น ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง สงกรานต์หยุดยาวแบบนี้พักผ่อนกันให้เต็มที่ ใครเดินทางไปไหนก็ระมัดระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุกันนะ

CREDIT : https://www.myhora.com/%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%A2/%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%94-16-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2558.aspx?

Real time ออนไลน์ เกาะติดทุกกระแสที่กำลังมา บอกลาทุกการตกเทรน ” เกาะติดเส้นทางอนาคตใหม่ “

ไม่นานมานี้ข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์คงหนีไม่พ้นการโดนหมายเรียกข้อหา ม.116 ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเกิดกระแสแฮชแท็ก #savethanatorn กันเต็มทวิตเตอร์ วันนี้เราได้รวบรวมเส้นทางข้อกล่าวหาและคำร้องเรียนต่างๆ ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ได้รับ พร้อมทั้งพาไขข้อสงสัยว่า ม.116 คืออะไร จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย

Real time ออนไลน์ เกาะติดทุกกระแสที่กำลังมา บอกลาทุกการตกเทรน " เกาะติดเส้นทางอนาคตใหม่ "

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเข้าข้างหรือฝักใฝ่พรรคพวกไหนแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญานในการรับชม สุดท้ายนี้บทสรุปของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

สินเชื่อบ้านช่วยได้ ไอเดียในการหาเงินสด มาปลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ทุกคนล้วนมีค่าใช้จ่ายและเหตุผลที่ต้องใช้เงินแตกต่างกันไป ใครที่ติดตาม aomMONEY มาคงรู้ว่าเราพยายามหาไอเดียดีๆ วีธีโดนๆในการเก็บออมเงินหรือลงทุนเพื่อทุกคนจะได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็คงต้องอาศัยระยะเวลารวมถึงประสบการณ์ในการลงทุนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของสุขภาพการเงินที่ดีอย่างที่หวังไว้

แต่ถ้าระหว่างทางหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นต้องใช้เงินก้อน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ค่ารักษาก็จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆตามความร้ายแรงของโรค รวมถึงคุณภาพและการบริการที่ได้รับหรือสำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก ค่าเล่าเรียนบุตรก็ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ ที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อลงทุนให้กับพื้นฐานการศึกษาที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่คุณรัก

โดยบางสถานการณ์เงินที่เราเพียรเก็บมาตลอดอาจจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เราคงต้องลองมองหาทางออก หรือหาแหล่งเงินสดที่จะมาช่วยให้สภาพคล่องการเงินของเราดีขึ้นกันแล้วล่ะ 

ง่ายที่สุดที่พอจะนึกได้ คงไม่พ้นการขอยืมจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนพ้องของคุณ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตด้วยเหมือนกัน การยืมเงินก้อนใหญ่สักก้อนคงไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนคงไม่โชคดีเหมือนกันหมด บางคนก็เลยเลือกการขายทรัพย์สินที่มีอยู่อย่างบ้าน คอนโด รถ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแทน แต่คงน่าเสียดายเพราะทรัพย์สินแต่ละอย่างกว่าจะได้มาเป็นเจ้าของคงไม่ง่ายนัก

วันนี้ aomMONEY เลยขอนำเสนออีกหนึ่งไอเดีย สำหรับคนที่กำลังต้องการเงินสดไปใช้จ่ายและมีบ้านที่ปลอดภาระหนี้อย่าง สินเชื่อบ้านช่วยได้กสิกรไทย เงินก้อนมา บ้านก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม

โดยข้อดีของการขอสินเชื่อบ้านช่วยได้หรือบ้านแลกเงินก็คือ คุณจะได้เงินสดก้อนใหญ่มาใช้จ่ายจากการนำบ้านมาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนักถ้าเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นๆ และเป็นแบบลดต้นลดดอก นั่นหมายความว่าถ้าคุณวางแผนการเงินต่อจากนี้ดีๆ ภาระหนี้ก้อนนี้ก็สามารถหมดได้เร็วขึ้นนั่นเอง

มาลองดูความน่าสนใจของสินเชื่อบ้านช่วยได้กสิกรไทยกัน

– อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น บ้านพร้อมที่ดิน ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ ห้องชุด หรือที่ดินเปล่า ที่ปลอดภาระก็สามารถยื่นสินเชื่อกับธนาคารกสิกรไทยได้ 

– ถึงไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านหรือเจ้าของหลักประกันก็สามารถกู้ได้ โดยส่วนใหญ่ผู้ให้กู้มักจะให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้ยื่นกู้ แต่สินเชื่อบ้านช่วยได้กสิกรไทย  ทำให้คุณซึ่งไม่ใช่เจ้าของหลักประกันสามารถกู้สินเชื่อได้ แค่เพียงมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคู่สมรส

– เงินกู้ที่คุณจะได้รับ สามารถผ่อนชำระได้นานถึง 30 ปี ดังนั้น อายุของคุณเมื่อรวมกับระยะเวลาการผ่อนชำระแล้ว จะต้องไม่เกิน 70 ปี หมายความว่า ถ้าตอนนี้คุณอายุ 40 ปี ก็สามารถผ่อนชำระได้นาน 30 ปี ถ้าอายุ 45 ปี ก็สามารถผ่อนชำระได้นานถึง 25 ปี

– ดอกเบี้ยสุดพิเศษจากกสิกรไทย

– อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 6.12% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก (MRR-1.00%)

– อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ปีที่ 3 จนครบสัญญา MRR-0.50%

– กู้เบิกเงินเกินบัญชี MRR + 1.00% ต่อปี

* อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เท่ากับ 7.12% ประกาศ ณ วันที่ 16 พ.ค. 60

** อัตราดอกเบี้ยพิเศษข้างต้น เฉพาะลูกค้าสินเชื่อบ้านช่วยได้กสิกรไทยที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ถึง 30 เมษายน 2562 และจดจำนองภายใน 31 พฤษภาคม 2562

– อนุมัติวงเงินสูง

– อนุมัติวงเงินสินเชื่อสูงสุด 10,000,000 บาท

– อนุมัติวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท

– อนุมัติวงเงินสินเชื่อทั้งสองประเภท รวมกันไม่เกิน 10,000,000 บาท (วงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท

หากคุณสนใจยื่นกู้ มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ก.พ. – 30 เม.ย. 2562 และจดจำนองภายใน 31 พ.ค. 2562 ครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ http://bit.ly/2T6BFbx

ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียในการหาเงินสดมาปลดภาระ หรือใช้จ่ายในยามจำเป็นนะครับ ใครมีบ้านปลอดภาระก็ลองพิจารณาวิธีนี้กันดูนะครับ

**อย่างไรก็ตาม สินเชื่อบ้านช่วยได้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรใช้จ่ายเงินทองอย่างระมัดระวัง และหมั่นฝึกฝนหาความรู้ในการจัดการทางการเงินอย่างสม่ำเสมอนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ความแตกต่างของกองทุนรวม “จ่ายเงินปันผล” กับ “ไม่จ่ายเงินปันผล”

หลายคนเริ่มต้นลงทุนด้วยคำถามที่ว่า “จะซื้อกองทุนไหนดี” โพสต์ถามในกลุ่มออนไลน์ แล้วคำตอบที่ได้มาก็หลากหลายและแตกต่างกัน เพราะแต่ละคนแนะนำกองทุนที่ตัวเองมองว่าน่าสนใจ หลายคนอ่านแล้วค่อยไปคัดเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่บางคนเห็นหลายคนเชียร์ว่าดีก็เลยซื้อตามทันที โดยไม่อ่านหนังสือชี้ชวนและไม่รู้ว่าตรงกับความต้องการของตัวเองรึเปล่า

ผลที่ออกมาจะคล้ายๆภาพนี้ ….

ความแตกต่างของกองทุนรวม 
"จ่ายเงินปันผล" กับ "ไม่จ่ายเงินปันผล"

ตอนเจอโพสต์นี้ก็ตกใจว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะกองทุนจะจ่ายปันผลหรือไม่ มันเขียนไว้ชัดเจนแล้วในหนังสือชี้ชวน ขอขอบคุณเจ้าของโพสต์นี้ที่แชร์ประสบการณ์ลงทุน ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนการลงทุน 

สมมติว่าเราทำแบบทดสอบความเสี่ยงออกมาได้คะแนนสูงปรี๊ด รับความเสี่ยงได้สูงสุด ตอนนี้ก็มาถึงทางแยกล่ะ เพราะกองทุนที่เราเล็งไว้ที่ทั้งจ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล จะเลือกกองทุนแบบไหนดีล่ะ

เริ่มต้นจากเข้าใจความแตกต่างกองทุน 

“มีเงินปันผลและไม่มีเงินปันผล”

ภาพข้างล่างนี้เป็นราคาขึ้นลงของกองทุนรวมหุ้นย้อนหลัง 10 ปี(เส้นสีส้ม) ที่มีนโยบายการลงทุนหุ้นที่เหมือนกันเป๊ะ แต่แตกต่างกันที่มีปันผลและไม่มีปันผล

ความแตกต่างของกองทุนรวม 
"จ่ายเงินปันผล" กับ "ไม่จ่ายเงินปันผล"

  • กองทุนด้านซ้ายมือ (พื้นหลังสีส้ม) จ่ายเงินปันผล 

    • เหมาะกับคนที่ต้องการใช้เงินระหว่างการลงทุน

    • ราคาไม่ค่อยขยับไปไหน (กองนี้ไม่เคยเกิน 10 บาท) เพราะกองทุนได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนมาแล้ว ก็จ่ายออกไปให้คนที่ซื้อกองทุน คล้ายๆกับเราเทน้ำใส่โอ่ง 10 ขัน แล้วตักออก 10 ขันเท่ากัน น้ำก็ไม่เคยเต็มโอ่งสักที (ราคาของกองทุนอื่นๆก็แตกต่างกันไป)

    • ไม่ว่าราคากองทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เราก็ยังได้รับเงินปันผลตามที่หนังสือชี้ชวนบอกไว้ เช่น จ่ายปันผลปีละ 1 – 4 ครั้ง แต่จะได้รับกี่บาท ก็ต้องรอให้กองทุนประกาศออกมาเป็นครั้งๆไป 

    • เงินปันผลที่เราได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% มีวิธีจัดการ 2 แบบ คือ

      • ถ้าฐานภาษีของเราไม่เกิน 10% เราควรนำเงินปันผลนี้มายื่นภาษีด้วย เราจะได้รับเงินส่วนที่หักภาษีไปนั้นกลับคืนมา 

      • ถ้าฐานภาษีของเราเกิน 10% เราก็ไม่ต้องนำมายื่นภาษี เพราะจะทำให้เราต้องจ่ายภาษีมากขึ้น

  • กองทุนด้านขวา (พื้นหลังสีฟ้า) ไม่จ่ายเงินปันผล

    • เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการใช้เงินระหว่างการลงทุน ถ้าต้องการใช้เงินก็ขายกองทุน (ขายได้เฉพาะกองทุนรวมทั่วไป ถ้าเป็น LTF RMF จะต้องซื้อขายตามเงื่อนไข)

    • ราคาวิ่งขึ้นลงตามสภาพตลาดหุ้น เช่น ถ้าเราซื้อกองทุนรวมนี้มา 10 ปี เราซื้อที่ราคา 40 บาท ระหว่างนั้นหุ้นตกทำให้ราคากองทุนรวมลดลงเหลือ 20 บาท พออะไรๆมันดีขึ้นราคากองทุนฟื้นขึ้นมาเรื่อยๆจนทะลุ 100 บาท  

    • เราจะเห็นว่าระหว่างการลงทุนก็จะเจอทั้งช่วงที่ดีใจและเสียใจสลับกันไป ถ้าเราเข้าใจว่ากองทุนขึ้นลงเพราะอะไร เลือกกองทุนมาดีแล้วและเป็นการลงทุนระยะยาวเกิน 10 ปีขึ้นไป ก็อย่าได้หวั่นใจกับการขาดทุนช่วงสั้นๆ ควรมีวินัยการลงทุนต่อไปนะจ๊ะ

เราถามตัวเองว่าต้องการอะไร?

ตอนนี้เราเข้าใจความแตกต่างของกองทุนที่จ่ายและไม่จ่ายเงินปันผลแล้ว ก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่าต้องการอะไร เช่น

  • เราต้องการมีเงินใช้ระหว่างการลงทุน คำตอบ คือ กองทุนรวมจ่ายปันผล

  • เราไม่ต้องการใช้เงินระหว่างการลงทุน คำตอบ คือ กองทุนรวมไม่จ่ายปันผล

ตัวอย่าง : ซื้อกองทุนรวม “สั้น – ยาว” ผลตอบแทนแตกต่างกัน? 

ดูได้ที่ลิงค์นี้จ้า http://bit.ly/2qvg7tG

กองทุนที่เราคิดว่าดี มันอาจจะไม่ดีกับคนอื่นก็ได้ เพราะแต่ละคนมีความต้องการและรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน การลงทุนที่ดีควรทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไร แล้วค่อยเลือกกองทุนให้ตรงกับความต้องการของเรานะจ๊ะ

————–

PR :  E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ  https://bit.ly/2Xk7wJO

อภินิหารเงินออมขอให้ทุกคนโชคดีกับการเริ่มต้นลงทุนจ้า ^^

เช็คให้ดีก่อนโอนเงินให้เพื่อนยืมใน Line

เนื่องจากเพื่อนผมถูกปลอม Line Account และนำไปหลอกลวงเพื่อนคนอื่นเพื่อขอยืมเงิน ทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก มีการโอนเงินไปให้รวมแล้วหลายหมื่นบาท จนหลายคนแอบสงสัยว่าเราถูกหลอกกันได้ยังไงนะ บทความนี้ก็เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์และข้อสังเกตต่างๆ ไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพกันนะครับ

ทำไมมิจฉาชีพสามารถปลอมแปลม Account ได้เหมือนมาก?

ถ้าเราสังเกตดีๆจะพบว่า หลายคนที่ถูกหลอกนั้น หลงเชื่อมิจฉาชีพได้ง่ายๆจากแค่การพูดคุยไม่กี่ประโยค จริงๆ แล้ว การปลอมแปลงมันไม่ใช่แค่การใส่รูป Profile และตั้งชื่อให้เหมือนเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วมิจฉาชีพมักจะทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้า จากการสืบเรื่องส่วนตัวของเรา รู้ว่าวิธีการพูดจาของคนที่เขาจะสวมรอยเป็นอย่างไร มีท่าทางในการพูดจาอย่างไร แถมยังรู้ข้อมูลของเราอย่างละเอียดและครอบครัวเราอีกด้วย

การที่เขาเข้ามารู้จักตัวตนของเราทำได้ไม่ยาก เช่น การเข้ากลุ่ม Group Line กลุ่มใหญ่ๆ ที่มีคนไม่รู้จักกันพูดคุยกันเป็นจำนวนมาก และสามารถสืบหาข้อมูลส่วนตัวผ่าน Timeline และ Facebook อาจจะมาแอด Friend และพูดคุยเพื่อติดตาม Lifestyle ของเรา รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราและเพื่อนฝูงว่าเป็นอย่างไร

ส่วนใหญ่คนที่จะถูกปลอมแปลงนั้นจะเป็นเพื่อนที่ดูมีเครดิตดีในกลุ่ม มีความน่าเชื่อถือสูง และเป็นคนที่อาจจะไม่ได้ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงใน Profile เพราะเมื่อนำไปหลอกผู้อื่นมันจะง่าย และเพื่อนหลายคนอาจจะเป็นเพื่อนที่เจอกันทาง Online แล้วเรียกแต่ชื่อเล่น ไม่เคยทราบชื่อจริง นามสกุลจริงด้วย ทำให้เวลาส่งหมายเลขบัญชีคนอื่นให้ก็ไม่มีใครทราบว่าเป็นตัวตนของเขาจริงหรือเปล่า

วิธีการพูดคุยเพื่อหลอกให้โอนเงิน ทำอย่างไร?

เมื่อมิจฉาชีพทราบแล้วว่าเรามีรูปแบบการพูดคุย มี Lifestyle อย่างไร มีข้อมูลส่วนตัวอย่างไรที่ทำให้เพื่อนเชื่อถือได้ ก็จะทำการปลอมตัวเราไปหลอกเพื่อนเรา ในกรณีที่ทำอย่างไม่เนียนนัก ก็จะแค่ทักเข้าไปคุยเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน พวกนี้ไม่มีอะไรจะเสีย หากถูกจับได้ก็แค่บล็อกกันไป ไม่คุยต่อเท่านั้น ถ้าเราให้ยืมเงินไปก็ถือว่าจบเลย

แต่ก็มีหลายกรณีที่ Advance เข้าไปอีก เช่น หากมิจฉาชีพทราบว่าเพื่อนของเราขายของทาง Online และมี Line@ ก็จะเข้าไปทักทายและขอยืมเงินทางนั้นแทน เนื่องจากน้อยคุยจะคุยกับเพื่อนผ่าน Line@ และเมื่อทักครั้งแรก ก็ย่อมไม่มีข้อมูลในลำดับก่อนหน้า เพื่อนจึงอาจจะไม่ได้สังเกตว่าเป็น Account ปลอมได้ และวิธีการเดียวกันนี้ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกันใน Facebook Fanpage

หลายคนจึงหลงเชื่อโดยง่ายและเห็นว่าเพื่อนกำลังเดือนร้อนเรื่องเงิน แถมยังเล่าเรื่องตัวเอง ครอบครัว สามี หน้าที่การงานได้  และคนเหล่านั้นเป็นคนเครดิตดี คืนอยู่แล้วแน่นอน สามารถให้ยืมได้อย่างรวดเร็วเลยทันทีก็ได้

ก่อนให้เพื่อนยืมเงินทาง Online อย่าลืมเช็คก่อน

หากเรากำลังถูกเพื่อนยืมเงินทาง Line หรือ Facebook ควรจะต้องใจเย็นๆก่อน อย่าพึ่งให้ยืมโดยทันทีเพราะอาจจะไม่ใช่เพื่อนเราก็เป็นได้ จึงต้องหาวิธีเช็ค หลายๆรูปแบบ เช่น

1. ดูว่ามีประวัติการ Chat มาก่อนไหม?

ถ้าเราคุยกับเพื่อนบ่อยๆ อยู่ๆเพื่อนคนเดิมมาทัก แต่ไม่มีประวัติการสนทนาใดๆเลย ลองเข้าไปดูใน Profile หรือ Timeline ว่ามีประวัติของเพื่อนเราหรือไม่ รวมถึงลองค้นหาชื่อเพื่อนของเราในระบบดูว่ามี Account ซ้ำกันหรือเปล่า เพราะอาจจะมีบางอันเป็นของจริงและบางอันเป็นของปลอมได้

2. ไม่ควรโอนเงินให้จนกว่าจะได้รับการยืนยันตัวตน

ก่อนที่เราจะโอนเงินให้เพื่อนเรา อย่าลืมยืนยันตัวตนของเขาก่อนว่าเป็นเพื่อนเราจริงๆ เช่น การโทรศัพท์หาผ่านเบอร์โทร หรือ การเปิดกล้อมดูหน้าผ่านทาง Line หรือ Facebook จำไว้ว่าหากเพื่อนเราเดือดร้อนจริง เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันตัวตนจนกว่าเราจะให้ได้เงินมา

แต่ถ้าหากเป็นมิจฉาชีพแล้วมักจะหลบเลี่ยงไม่ให้เรายืนยันตัวตนเขาได้ อ้างว่าไม่สะดวกรับสายบ้าง ไม่ยอมเปิดกล้องบ้าง ให้เราเพิกเฉยไปเลยหากไม่มีการยืนยันตัวตน

3. เบอร์บัญชีอาจจะไม่ใช่ชื่อของเพื่อนเรา

เวลาที่มิจฉาชีพให้เราโอนเงินไปในบัญชีใดๆ หากเรารู้ชื่อและนามสกุลจริงของเพื่อนเราอยู่แล้วและมันไม่ตรงก็ให้สงสัยก่อนเลยว่าอาจจะถูกหลอกอยู่ แต่แน่นอนว่าเขาอาจจะอ้างว่าให้โอนไปให้บุคคลที่ 3 แทนเขา เราไม่ควรตัดสินใจโอนในทันทีและให้สันนิษฐานก่อนว่าอาจจะถูกหลอกได้ ควรปฏิเสธการโอนไปหาบุคคลที่เราไม่รู้จัก นอกจากนี้อาจจะลองเอาชื่อเจ้าของบัญชีและหมายเลขบัญชีไป Search ดูใน Google ซึ่งท้ายสุดเราอาจจะพบประวัติการหลอกลวงตามกระทู้เตือนภัยของสังคมเช่นกัน

4. เผลอโอนไปแล้วจะทำยังไงดี?

ส่วนมากแล้วบัญชีที่มิจฉาชีพใช้นั้น มักจะไม่ใช่ชื่อจริงของมิจฉาชีพ แต่อาจจะเป็นการใช้บัญชีของคนที่อาจจะนำมาจากการปลอมแปลงข้อมูลเพื่อเปิดบัญชี หรืออาจจะเป็นการจ้างใครซักคนเปิดบัญชีให้ เมื่อเราโอนไปแล้ว มิจฉาชีพมักจะเอาเงินออกจากบัญชีดังกล่าวทันทีเพื่อไม่ให้เราอายัดเงินได้ทัน

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรปล่อยไว้ และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อติดตามการจับกุม ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สามารถตามจับและพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ ก็ทำให้มีโอกาสที่จะได้เงินคืนได้ แต่เอาจริงๆนะ ผมว่าอย่าไปเจออะไรแบบนี้ดีที่สุด บางทีใช้เวลาตามกระบวนการค่อนข้างนานอีกด้วย

สรุปแล้ว หากเราเจอเพื่อเรามาขอยืมเงิน ต้องเช็คดีๆ ว่าใช่เพื่อนเราจริงหรือเปล่า ด้วยการยืนยันตัวตนจนแน่ใจจริงๆ ไม่ควรใจร้อนรีบโอนไวเพราะมันอาจจะทำให้เราสูญเสียเงินก้อนใหญ่ได้

หากเราดันถูกหลอก ก็อย่าลืมแจ้งความเพื่อให้ตำรวจติดตามนะจ๊ะ ถ้าโชคดีก็จะได้คืน และอย่างน้อยหากมีการจับคนร้ายได้ก็จะทำให้เขาไม่ไปหลอกคนอื่นๆอีกนะครับ

ทำความรู้จักมาตรการ LTV ที่นักลงทุนอสังหาฯต้องเตรียมตัว

สวัสดีค่ะ คราวนี้ปิ่นกลับมาพร้อมกับสิ่งที่จะส่งผลต่อการซื้อบ้านและคอนโดของเราทุกคนนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ใช่ค่ะ ปิ่นกำลังพูดถึงมาตรการ LTV ที่คราวนี้วางกฎในการดาวน์บ้านให้เข้มขึ้นค่ะ

LTV คืออะไร

เวลาเราจะกู้เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโด แบงค์ต่างๆก็จะต้องพิจารณาหลายๆอย่างก่อนจะปล่อยกู้ ที่สำคัญก็คือ แบงค์ต้องดูว่าเราจะมีสามารถผ่อนไหวมั้ย ซึ่งถ้าเราวางเงินดาวน์เยอะ เงินที่เรากู้และต้องผ่อนจ่ายก็จะน้อยลง ความเสี่ยงที่เราจะผ่อนไม่ไหวก็จะพลอยลดลงไปด้วย

เพราะฉะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงค์ชาติ ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่กำกับดูแลแบงค์ต่างๆ ก็เลยกำหนดมาตรการเพื่อดูแลความเสี่ยงในด้านนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ มาตรการ Loan-To-Value หรือ LTV ซึ่งกำหนดว่า ถ้าสัดส่วนของเงินกู้ต่อมูลค่าของบ้านที่ลูกค้าแบงค์จะซื้อมีสูงกว่าระดับที่แบงค์ชาติกำหนดไว้ สัญญาเงินกู้นั้นก็จัดว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ถ้าสัดส่วนเงินกู้น้อยกว่า ความเสี่ยงก็น้อยลง

มาตรการ LTV อันใหม่ จะส่งผลยังไงต่อการกู้ซื้อบ้านของเรา

โอ้! ส่งผลมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

เพราะว่าที่ผ่านมา แม้สัดส่วนการกู้ต่อมูลค่าของบ้านจะมากกว่าระดับที่แบงค์ชาติกำหนดไว้ (90% สำหรับคอนโด และ 95% สำหรับบ้าน) แต่แบงค์ต่างๆก็ยังปล่อยกู้ได้ เพียงแต่ต้องตั้งเงินกองทุนให้สูงขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยง

แต่มาตรการ LTV อันใหม่นี้ จะมีหลักเกณฑ์ที่เข้มกว่าเดิม คือ ถ้ายังผ่อนบ้านหรือคอนโดหลังแรกไม่ถึง 3 ปี แล้วจะกู้สำหรับหลังที่ 2  ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าบ้าน (หรือมีสัดส่วนการกู้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าของบ้าน)

ถ้าผ่อนบ้านหรือคอนโดหลังแรกเกินสามปีขึ้นไป แล้วจะกู้สำหรับหลังที่สอง ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของมูลค่าบ้าน (หรือมีสัดส่วนการกู้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าของบ้าน)

และถ้ายังผ่อน 2 ที่ แล้วจะกู้สำหรับหลังที่ 3  ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 30% ของมูลค่าบ้าน (หรือมีสัดส่วนการกู้ไม่เกิน 70% ของมูลค่าของบ้าน)

ถ้าไม่ทำตามหลักเกณฑ์นี้ แบงค์ก็ปล่อยกู้ให้ไม่ได้!

ทำไมกฎ LTV คราวนี้ถึงเข้มขึ้นกว่าที่ผ่านๆมา

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ปิ่นนึกถึงตอนที่ตัวเองทำงานดึกๆติดกันหลายคืน ตอนแรกๆก็พอไหว แต่นานๆไป ร่างกายก็อ่อนเพลีย อยากจะตื่นเช้าก็ตื่นไม่ไหว ไม่มีแรง ป่วยก็ง่ายกว่าเดิม จนหมอต้องสั่งให้พัก เพื่อไม่ให้ใช้ร่างกายมากไปกว่านี้

เช่นเดียวกันนี้ ในปัจจุบัน คนก่อหนี้เยอะขึ้น ทั้งเพื่อซื้อบ้านและจับจ่ายใช้สอย จนตอนนี้ หนี้สินของครัวเรือนไทยทั้งหมดคิดเป็น  77.8% ของรายได้ทั้งประเทศหรือจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทีนี้ ตอนเป็นหนี้น้อยๆก็พอจะผ่อนไหว แต่นานๆไป เป็นหนี้มากๆเข้า ภาระที่ต้องผ่อนมันก็เยอะ มันก็จะผ่อนลำบากๆหน่อย ใช้จ่ายอะไรก็ยาก ถ้าขาดรายได้ไปนี่ก็แทบไม่มีเงินใช้จ่าย เพราะรายได้ต้องเอาไปจ่ายหนี้ มีงานวิจัยในหลายๆประเทศ เช่น ในอเมริกาหรืออังกฤษ ชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนที่มีหนี้สูง จะประสบความลำบากในการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเวลาเศรษฐกิจไม่ดี

เพราะฉะนั้น ตอนแบงค์ชาติออกมาตรการ LTV ก็เหมือนกับหมอที่สั่งให้พัก เพื่อป้องกันไม่ให้คนก่อหนี้ไปมากกว่านี้

แล้วเราจะทำยังไงต่อไป

มาตรการใหม่นี้ อาจเป็นสัญญาณที่มาเตือนเรา ให้เรารู้ลิมิตของสุขภาพการเงินมากขึ้น ไม่เอาเงินในอนาคตมาใช้มากเกินไป และกลับมาทบทวนแผนการเงินของตัวเองอีกครั้ง ว่าถ้าจะซื้อบ้าน ซื้อเพื่ออะไร จำเป็นมั้ย ถ้าจำเป็นก็ต้องออมเงินให้พอก่อน ภาระการผ่อนจะได้ไม่หนักมากไป เราจะได้ไม่ล้มเมื่อรายได้สะดุดค่ะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่ในประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจนะคะ เพราะถ้าอยากเข้าใจเรื่องเงินเรื่องเศรษฐกิจ ปิ่นว่าไม่ยากหรอกค่ะ

เกษียณช้า เกษียณเร็ว ส่งผลกับชีวิตอย่างไร

สวัสดีจ้า…พี่ต้าร์ไปอ่านบทความภาษาอังกฤษบทความนึงมา เขาพูดถึงระยะเวลาของการทำงานไปจนถึงวันเกษียณและความสัมพันธ์ต่ออายุที่จะอยู่ไปจนถึงวันตาย ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเลยนะครับ

จากข้อมูลที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยเขานำเสนอจากบริษัทอย่างโบอิ้ง ฟอร์ด มอเตอร์ ล็อกฮีทนั้นบอกว่า ถ้าเราทำงานไปจนถึงวันที่เกษียณตอนอายุ 65 ปี จะตายตอนอายุ 67 ปี แปลว่าเราเกษียณปุ๊ป อีก 2 ปีมีโอกาสตายได้เลย

ในขณะที่ถ้าเราเกษียณอายุเร็วกว่านั้นคือตอน 55 ปีแล้ว ข้อมูลบอกว่าเราจะตายตอนอายุ 80 ปี นั่นหมายความว่าถ้าเราทำงานเพิ่มขึ้นอีก 10 ปี มันมีต้นทุนของชีวิตเราเพิ่มอีก 20 ปีเลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้เกิดสถิติแบบนี้ก็คงเป็นเรื่องปัญหาของสุขภาพนะครับ อย่างเราทำงานไปเรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะแก่ขึ้น พลังในการทำงานก็อาจะน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้นได้ สำหรับคนที่เกษียณเร็วก็อาจจะ Enjoy ชีวิต ได้หางานอดิเรกที่ตัวเองชอบทำแล้วได้เงินด้วย คามเครียดก็เลยน้อยกว่า

ถ้าเราเชื่อว่าบทผลการศึกษานี้เป็นจริง คำถามคือเรายังอยากจะทำงานไปจนถึงอายุ 60 ปีไหม? หรือคิดว่าอายุ 55 เกษียณเลยก็ได้ ทั้งหมดนั้นมันก็มีปัจจัยในเรื่องของการวางแผนทางการเงินอยู่ดี ถูกป่ะ?

หากเราต้องการเกษียณตอนอายุ 55 แล้วคาดว่าจะตายตอนอายุ 80 ปี สมมติว่าเราใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท (สมมติว่าเพียงพอต่อเงินเฟ้อแล้ว)

  • 30,000 x 12 = ปีละ 360,000 บาท
  • 360,000 x 25 ปี = ต้องมีเงินทั้งหมด 9,000,000 บาท

ตัวเลข 9,000,000 บาทก็ไม่รู้ว่ายากหรือง่ายสำหรับแต่ละท่านนะครับถ้าเราอยากจะเกษียณตอนอายุ 55 แต่ถ้าเราเกษียณตอนอายุ 60-65 ก็อาจจะลดตัวเลขเงินที่เราจะต้องหาลงได้อีกเยอะเลย

แม้กรณีศึกษาอาจจะได้ข้อสรุปว่า อย่าทำงานหางินเกษียณจนตายเพราะจะไม่ได้ใช้เงิน มันก็มีกรณีที่ เราไม่ได้เตรียมเงินเพราะคิดว่าอยู่ไม่ยาว แต่ก็ไม่ตายซักที

การมีเงินก็ดีกว่าไม่มีเงินในยามเกษียณนะครับ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าหากเรามีเงินจากการออมและการลงทุนมาช่วยแบ่งเบาชีวิตในการหาเงินจากการทำงานได้ ก็ช่วยให้เราสบายขึ้นและลดความกังวลในเรื่องความเป็นอยู่ของชีวิตเราได้เช่นเดียวกัน

สู้ๆนะครับ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราออมหุ้นและกองทุนรวมพร้อมกันได้

เมื่อมือใหม่เริ่มนำเงินฝากมาลงทุนจึงมีคำถามว่า มีเงินออมต่อเดือนเท่านั้นเท่านี้ จะออมหุ้นหรือกองทุนรวมดี? สำหรับตัวพี่แล้วมีข้อเสนอว่าจะมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าควรจะลงทุนในทรัพย์สินแบบไหนจำนวนเท่าไหร่ แต่ขอให้เราเข้าใจในทรัพย์สินและสร้างวินัยในการลงทุน ก็สามารถลงทุน 2 อย่างพร้อมๆกันได้

ในปัจจุบันเราสามารถเริ่มลงทุน ออมหุ้น ออมกองทุนแบบ DCA ได้ โดยบาง บล. บลจ. มีขั้นต่ำในการออมเพียง 1,000 บาทเท่านั้น สมมติเราต้องการลงทุนขั้นต่ำที่ 1,000 บาทต่อทรัพย์สินหนึ่ง มาดูกันว่าในแต่ละระดับเงินออมที่เก็บได้ เราจะซื้ออะไรได้บ้าง

Package 1 : มือใหม่มากๆ มีงบ 1,000 บาทต่อเดือน

  • กองทุนรวมดัชนี 1,000 บาท

ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองกองทุนรวมก่อนประเภท Passive Fund ดูก่อนไหม? เช่น กองทุนรวมดัชนี SET SET50 เราซื้อกองทุนรวมประเภทนี้เปรียบได้กับซื้อหุ้นทั้งตลาด หากศักยภาพของประเทศนั้นเติบโตได้ดี บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีกำไรมากขึ้น ในระยะยาวก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาหาเราเช่นกัน

Package 2 : มือใหม่อยากขยับขยาย มีงบ 2,000 บาทต่อเดือน

  • กองทุนรวมดัชนี 1,000 บาท
  • กองทุนรวมตามธีมการลงทุน 1,000 บาท

เราลงทุนกองทุนรวมดัชนีเป็นพื้นฐานเอาไว้และเพิ่มความเสี่ยงไปในการลงทุนตามธีมอื่นๆเพื่อสร้างผลตอบแทนมากขึ้น เช่น กองทุนรวมจีน กองทุนรวมเทคโนโลยี กองทุนรวมประเทศกำลังพัฒนา กองทุนรวมธุรกิจสุขภาพ ฯลฯ ตรงนี้เราก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันดูว่าธีมไหนที่เราสนใจและมองอนาคตว่าน่าลงทุนนะครับ

Package 3 : มือใหม่อยากออมทั้งกองทุนหุ้น มีงบ 5,000 บาทต่อเดือน

  • กองทุนรวมดัชนี 2,000 บาท
  • กองทุนรวมตามธีมการลงทุน 2,000 บาท
  • หุ้นรายตัว 1 ตัว 1,000 บาท

ถ้ามีงบเยอะขึ้นมาหน่อยเราจะมีทางเลือกได้เพิ่มแล้วววว อย่างเช่นลงกองทุนรวมดัชนี 2,000 บาท และอาจจะเอาไปลงตามธีมในช่วงนั้นๆ 2,000 บาท อาจจะแบ่งเป็น 1,000 x 2 กองทุนก็ได้

ในส่วนของการลงทุนในหุ้นนั้น ก็ศึกษาหุ้นรายตัวดูซักตัวดูว่าจะซื้ออะไรดีที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ก็กลับมามองว่าหุ้นอะไรที่เราใช้บริการบ่อยๆ ต้องกิน ต้องใช้ มีกำไรเติบโต อาจจะเน้นหุ้นที่อยู่ใน Mega Trend ก็ได้ ตัวอย่างเช่น อนาคตคนแก่เยอะ ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะเดินทางมี คนมีแนวโน้มดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเป็นปัจจัยดำรงชีวิต และ พลังงานทดแทนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังถูกนำมาใช้งาน

ก็เป็นตัวอย่างที่เป็น Package เริ่มต้นที่น่าจะพอเป็น Idea ของหลายๆคนว่าจะเริ่ม DCA กันอย่างไรนะครับ การเริ่มเดือนละ 1,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากต่อมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ปกติกินบุฟเฟต์หรือ Shopping ก็เกิน 1,000 บาทแล้ว เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆด้วยเงินจำนวนน้อยๆนะครับ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่บทความนี้ไม่ได้กล่าวไว้แต่เราต้องไม่ลืมว่า

  • การที่เราจะลงทุนจะต้องมี “เป้าหมาย” นะครับว่าจะออมเงินไปเพื่ออะไร ระยะสั้นหรือระยะยาว
  • อย่าลืมประเมินความเสี่ยงและจัดพอร์ตตาม “ความเสี่ยงให้เหมาะสม” นะครับ Package ใคร Package มันนะครับ
  • การเลือกทรัพย์สินมาลงทุน “อย่าลืมศึกษาให้เข้าใจก่อนการลงทุน” เสมอๆ การลงทุนมีบางช่วงเวลาขาดทุนได้ หากเราเข้าใจเราจะรู้ว่าจะจัดการอย่างไร
  • อย่าลืม “วินัยในการลงทุน” ด้วยจ้า ไม่ใช่ DCA 2 เดือนแล้วขอหยุด 12 เดือนแล้วค่อยกลับมาเริ่ม DCA ใหม่ เธอจะทำแบบนี้ไม่ได้น้าาาาาาา

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนนะทุกคนนนนนน จุฟๆๆๆ

ซื้อประกันไปตั้งหลายฉบับ แต่จำได้ไหมว่าเบิกอะไรไปบ้าง

เดี๋ยวนี้ช่องการซื้อประกันชีวิตมีมากมายเริ่มตั้งแต่ซื้อผ่านตัวแทนบ้าง ผ่านธนาคารบ้าง หรือที่เจอแทบทุกวันก็ผ่านทางโทรศัพท์ นอกจากนั้นยังมีซื้อทางออนไลน์ ก็มีเยอะขึ้น

แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ คนส่วนใหญ่เมื่อซื้อประกันแล้ว ก็มักจะลืมผลประโยชน์ของกรมธรรม์ที่ตัวเองได้ซื้อไว้ ส่วนใหญ่ถ้าลองถามดูว่าผลประโยชน์ได้อะไรบ้าง ก็จะมีน้อยคนนักที่จะจดจำได้ และถ้าต้องการรู้ก็ต้องไปค้นดูจากกรมธรรม์มาอ่านอีกที ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เพราะ เป็นภาษาทางกฎหมายเป็นต้น

และที่พบบ่อยมากๆ และอยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกๆคน คือ คนส่วนใหญ่มักจะมาตรวจสอบกรมธรรม์ของตนเองและครอบครัวในเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้แล้วทั้งนั้น เช่น เกิดป่วยหนักแบบกะทันหันและต้องรีบไปโรงพยาบาล ก็ถึงจะมาเปิดกรมธรรม์ดูว่ามีสิทธิเบิกอะไรบ้าง แถมถ้าดูไม่รู้เรื่องก็มักจะโทรถามตัวแทนประกันชีวิตในวันที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ซึ่งแน่นอน ว่ามันสายไปเสียแล้วเพราะ หากมีรู้ว่ามีสิทธิเบิกได้น้อยหรือไม่มีเลย ก็คงทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว เพราะ“ สินค้าประกันทุกๆชนิด คือ สินค้าที่ซื้อแล้ว ไม่มีใครอยากใช้หรอก แต่พอเมื่อจำเป็นต้องใช้ ก็จะซื้อไม่ทันนั่นเอง”

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆก็เหมือนกับพวก ยางอะไหล่, เครื่องดับเพลิง หรือ ร่ม เป็นต้น เพราะ คงต้องซื้อเตรียมไว้ก่อนเกิดเหตุ เพราะ หากเกิดเหตุแล้ว ก็คงหาซื้อไม่ทัน

ดังนั้น จากนี้ไปอยากให้ท่านที่มีกรมธรรม์แล้วไม่ว่าจะมีกี่ฉบับ ซื้อมาแล้วกี่ปี ถ้าไม่อยากจะต้องเจอกับเรื่องที่ฉุกเฉินในเรื่องของการรักษาพยาบาล ควรต้องรีบนำกรมธรรม์ทุกๆฉบับมาเปิดดูและจัดการสรุปออกมาเป็นเอกสารที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ รวมถึงให้รับรู้ถึงวงเงินคุ้มครองในทุกๆส่วนของกรมธรรม์เป็นอย่างดี

ซึ่งหากท่านไม่สามารถอ่านกรมธรรม์ได้อย่างเข้าใจ ก็ควรติดต่อตัวแทนของท่านให้มาอธิบายผลประโยชน์จากกรมธรรม์ให้เข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ก็จะอุ่นใจกว่าอย่างแน่นอน

เรามาดูประโยชน์ของการสรุปกรมธรรม์กันนะครับ

1. ทำให้รู้ว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่มีวงเงินความคุ้มครองอยู่เท่าไหร่บ้าง และ ใช้สิทธิอย่างไร เช่น มีทุนประกันรวมเท่าไหร่ มีค่าห้องโรงพยาบาลประมาณเท่าไหร่แล้ว แล้วถ้าจะใช้สิทธิเบิกต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งหากเกิดเหตุต้องรักษาพยาบาล ก็สามารถวางแผนการรักษาให้เหมาะกับวงเงินคุ้มครองในกรมธรรม์ได้

2. ทำให้เราทราบ ถึงวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยได้ทุกๆกรมธรรม์ เพื่อให้สามารถวางแผนการจ่ายเบี้ยประกันได้ว่าใน 1 ปี 12 เดือน มียอดจ่ายเดือนไหนบ้าง จะได้วางแผนรายจ่ายได้ดียิ่งขึ้น

3. ทำให้ทราบว่ากรมธรรม์มีเงินคืนในปีไหนบ้าง (เฉพาะกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์และที่มีเงินปันผล) เพื่อเอาไว้ตรวจสอบกับทางบริษัทรับประกัน เพราะ หากตกหล่นก็สามารถทำเรื่องของติดตามได้

4. เพื่อให้ทราบว่ากรมธรรม์ที่เรามีอยู่นั้น มีวงเงินคุ้มครองหรือมีเงินครบสัญญาเพียงพอกับที่เราต้องการมั้ย

5. ทำให้สามารถเลือกซื้อประกันเพิ่มเติมได้อย่างที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้นในอนาคต เพราะ เราทราบผลประโยชน์ของกรมธรรม์เดิมอย่างดีแล้ว

6. จะทำให้เราไม่ตกหล่นเรื่องการเบิกเคลมอีกต่อไป เช่น บางทีการป่วยนั้นเราสามารถเบิกชดเชยได้ แต่เมื่อเราไม่เคยทราบผลประโยชน์จากกรมธรรม์ ก็ทำให้เราลืมเบิกได้ ซึ่งเท่ากับว่าเราจ่ายเบี้ยประกันไปฟรี โดยไม่เคยได้ใช้ก็เป็นได้

7. ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในกรมธรรม์ให้เหมาะกับความต้องการในปัจจุบันได้ เช่น ชื่อนามสกุลผู้รับประโยชน์ หรือ ที่อยู่ส่งเอกสาร เป็นต้น

จากนี้ไปก็หวังว่าทุกท่านจะลองเอากรมธรรม์ขึ้นมาสรุปเพื่อให้รู้ถึงผลประโยชน์ของกรมธรรม์ตัวเองสัก ที และเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากกรมธรรม์ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็จะ เป็นวิธีการที่ท่านจะทำให้กรมธรรม์ที่ท่านจ่ายเบี้ยประกันไปทุกๆปี ดูจะมีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย และหาก จะซื้อกรมธรรม์เพิ่มเติมในอนาคตก็จะได้ซื้อได้อย่างถูกต้องและถูกใจอีกด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save