จดทะเบียนพาณิชย์ คือ เสียภาษีถูกต้อง แน่ใจแล้วเหรอ?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

สำหรับวันนี้เป็นเรื่องของการจดทะเบียนพาณิชย์กับการเสียภาษี ครับ เนื่องจากมีหลายคนเข้าใจผิดว่า จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว คือ เสียภาษีถูกต้องทันที ทั้งๆที่มันไม่เกี่ยวกันเลยครับผม 

จูนแป๊บ… ขอแยกเรื่องแบบนี้ก่อน…

การ จดทะเบียนพาณิชย์ คือ การจดทะเบียนกับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อยืนยันว่าธุรกิจเรามีตัวตนถูกต้องตามกฎหมาย น่าเชื่อถือได้ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ ซึ่งมีทั้งการจดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดา (ออฟไลน์) กับ การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ (ขายของออนไลน์) 

ถ้าจดเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เครื่องหมายว่าเราทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่มันเป็นกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์เค้าจ๊ะพี่จ๋าาาา…

แต่ถ้าเรื่องของภาษี การจดทะเบียนพาณิชย์ ไม่ได้เกี่ยวกับการเสียภาษี เพราะจะจดหรือไม่จด ถ้ามีรายได้ เราก็ต้องเสียภาษีอยู่ดีจ้าาาา เพราะภาษีไม่ได้สนใจความถูกต้องของการจดทะเบียน สนใจแค่ยื่นภาษีถูกต้องหรือเปล่า?

แต่สิ่งที่ต้องจดจริงๆในเรื่องของภาษี คือ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้ามีรายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (รายได้ แปลว่ายังไม่หักค่าใช้จ่าย) 

อีกเรื่อง คือ ภาษีโรงเรือน ภาษีป้าย ไม่ใช่ภาษีเงินได้นะจีะ เสียแล้วก็ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่ดี มันคนละเรื่องกันอีกแล้วครับพี่จ๋าาาาาาาาา

โพสข้างบนนี้เป็นต้วอย่างที่พรี่หนอมติดต่อไปสอบถามเรื่องความแตกต่างของการจดทะเบียนพาณิชย์และจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์ว่ามันแตกต่างกันแบบไหนยังไง ลองอ่านดูได้ครับ จะได้ทำให้ถูกต้องครับผม

สุดท้ายขอฝากเอาไว้สำหรับเรื่องจดทะเบียนพาณิชย์ก่อนจากกันอีกที

ถ้าคุณมีธุรกิจ การจดทะเบียนพาณิชย์เป็นเรื่องดีๆที่ควรทำ แต่ถ้าคุณคิดมีคู่ จดทะเบียนสมรสนั้นต้องดูว่าจดทะเบียนซ้อนหรือเปล่า…

“หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว” ไม่ได้แปลว่าเราเสียภาษีแล้ว?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

อีกหนึ่งคำถามที่ยอดฮิตติดดาวสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษี นั่นคือ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่เราถูกหักไว้นั้น ไม่ต้องเอามาเสียภาษีแล้วใช่ไหม หักภาษีไว้ = จบ จริงหรือเปล่า

คำตอบคือ ไม่จริงครับ เพราะมีแค่รายได้บางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถเลือกหักภาษีไว้แล้วจบได้ (เรียกว่า Final TAX เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ขายอสังหาริมทรัพย์) แต่ถ้าเป็นรายได้ประเภทอื่นแล้วล่ะก็ ต้องเอามายื่นและคำนวณภาษีให้ถูกต้องด้วยครับ 

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ถ้าว่ากันง่ายๆ คือ จำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินหักออกจากเงินได้ก่อนจ่ายให้แก่ผู้รับ และถือเป็น “เครดิตภาษี” ของผู้ถูกหักสำหรับการคำนวณภาษีที่ต้องยื่นในแบบแสดงรายการภาษี โดยทางผู้จ่ายเงินจะต้องให้ “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” แก่ผู้รับไว้เป็นหลักฐาน

เอ้า… นี่ง่ายแล้วหรอ เอาแบบนี้ละกัน สมมติเราได้เงินมา 1,000 บาท เราถูกหักภาษีไว้ 3% คือ 30 บาท แล้วก็ได้เงินส่วนต่าง 970 บาท ไอ้เงิน 30 บาทนี้คือภาษีจ่ายล่วงหน้า โดยเรามีหน้าที่เอารายได้ 1,000 บาทมายื่นภาษีให้ถูกต้อง คำนวณภาษีออกมาได้กี่บาท ก็เอาไอ้ 30 บาทนี้มาหักออกจากภาษีที่คิดได้ 

สมมติว่า ถ้าคำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาท เราก็จะขอคืนภาษี 30 บาทที่จ่ายล่วงหน้านี้คืนได้จากพี่สรรพากรได้เลยจ้า 

แต่ถ้าเราไม่ยื่นภาษี สิ่งที่เราต้องรู้ต่อคือ พี่สรรพากรเขารู้แล้วว่าเรามีรายได้นะ เพราะไอ้คนที่จ่ายเงินให้เราอ่ะ มันหักภาษีแล้วแจ้งสรรพากรไว้ ถ้าเรายื่นไม่ถูกต้องแบบนี้ ก็มีโอกาสที่จะถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับผม 

บางคนงงๆว่าได้ยอดเงินเต็ม เช่น 1,000 บาทถ้วน คือ ไม่ถูกหักภาษีหรือเปล่า จริงแล้วมันมีตัวอย่างที่พรี่หนอมเคยเขียนลงเพจไว้ อธิบายว่าเงินเต็มๆที่ว่านี้อาจจะเป็นเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ได้นะ ลองอ่านดูกัน

ถ้าใครลองอ่านแล้วไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรครับ พรี่หนอมขอให้เข้าใจละกันว่า ถูกหักภาษีไว้ ต้องเอามายื่นภาษีด้วย แล้วช่วยเก็บหลักฐานคือใบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้เรียบร้อยด้วยละกันครับผม

สุดท้ายฝากเอาไว้สักนิดก่อนจะเชื่อใคร 

ถ้าอยากเชื่อเพื่อนเรื่องภาษี ลองเช็คให้ดีว่าเพื่อนเป็นสรรพากรหรือเปล่า

“ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน” จะโดนภาษีย้อนหลังไหม?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

ช่วงนี้พรี่หนอมได้รับคำถามบ่อยมากครับ เข้าใจว่าหลายคนเริ่มสนใจเรื่องภาษี และอยากจะทำให้ถูกต้อง แต่มันติดตรงที่ถ้าทำถูกต้องแล้ว พี่ๆสรรพากรจะเห็นใจปล่อยผ่านสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดมาหรือเปล่า 

ดังนั้นถ้าใครถามว่า ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ถ้ายื่นปีนี้จะโดนภาษีย้อนหลังไหม พรี่หนอมก็ขอตอบตรงๆไปครับว่า  “ไม่รู้อ่ะครับ” เพราะใครมันจะไปรู้ได้ล่ะครับผ้มมม #เอาจริงๆถ้ารู้คงไม่มาอยู่เพราะคงเป็นหมอดูไปแล้ว

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา บอกได้เลยว่า บางคนโชคดีอาจจะไม่โดน บางคนโชคร้ายอาจจะโดนก็ได้ เพราะอำนาจทางกฎหมายเขามีอยู่ อยู่ที่ว่าจะใช้กับใคร #หวยจะออกที่เราไหม

แต่สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจจริงๆ คือเรื่องนี้ครับ…

อำนาจตรวจสอบในกรณีที่เราไม่ยื่นภาษี คือ 10 ปี แต่ถ้าเรายื่นภาษี อำนาจตรวจสอบย้อนหลังจะเหลือเพียง 2 ปี สูงสุดไม่เกิน 5 ปี แล้วแต่กรณีความผิดที่เกิดขึ้นจากการทำไม่ถูกต้อง (มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร)

ถ้าหากไม่ยื่นภาษีเลย เวลาโดนตรวจสอบขึ้นมา โทษคงหนักแน่นอน แถมนโยบายต่างๆในอนาคตก็กำลังจะมาตีกรอบให้คนมีรายได้ต้องยื่นภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้น ดังนั้น การกลับตัวกลับใจมายื่นแบบและเสียภาษีตอนนี้ยังไงก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยอยู่ดีครับ เพราะว่าถึงที่ผ่านมาเราเคยทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เราเริ่มต้นทำในสิ่งที่ถูกต้อง ยังไงมันก็ดีกว่าครับ 

แม้ว่าจะตอบไม่ได้ว่าจะโดนไหม แต่ถ้าเรารู้ว่าโทษของคนที่ไม่ยื่นวันนี้ กับคนที่ยื่นวันนี้มันแตกต่างกันถึงหลายเท่าตัว จาก 10 ปี เหลือเพียง 2 ปี สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ก็แปลว่าลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบไปได้เกินกว่าครึ่งแล้วน่ะสิ!! 

หรือลองคิดกลับกันดูก็ได้ว่า ต่อให้โดนพี่สรรพากรตรวจสอบขึ้นมาจริงๆ ระหว่างคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย กับ คนที่ยื่นภาษีไว้แล้วบ้าง คนไหนน่าจะถูกลงโทษหนักกว่ากัน หรือ ข้ออ้างของคนไหนจะทำให้พี่สรรพากรเห็นใจได้มากกว่า?

สรุปง่ายๆว่า… สุดท้ายก็เป็นอย่างที่พรี่หนอมว่าไว้ในคลิปนั่นแหละครับ

การยื่นภาษีวันนี้ ยังไงมันก็ดีกว่าการไม่ยื่นภาษีอยู่แล้วอะจ้า

มีพร้อมเพย์แล้ว..เราพร้อมกับสังคมไร้เงินสดจริงหรอ?

ไร้เงินสด..แต่ไม่ไร้เงิน

ได้ยินกันบ่อยแล้วกับคำว่า Cashless Society ซึ่งแปลตรงตัวก็คือสังคมไร้เงินสด ก็คือการที่การชำระใช้จ่ายรูปแบบที่ไม่ใช้เงินสด ย้ำ!! ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเงิน แต่หมายถึงการไม่ใช้เงินสด

โดยความสำคัญของเงินสดทั้งธนบัตรและเหรียญจะลดลง การทำธุรกรรมทางการเงินออฟไลน์จะถูกแทนที่โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมที่ก้าวหน้า ซึ่งส่งผลดีต่อทั้ง ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ รวมถึงรัฐบาล คือ

1. กระตุ้นและส่งเสริมปริมาณการใช้จ่าย จากการใช้งานบัตรเครดิตและเดบิต ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วขึ้น

2. ช่วยลดต้นทุนของรัฐและธนาคารจากธุรกรรมเงินสด เช็คเงินสด และภาระด้านเอกสาร ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ

3. การจัดเก็บภาษีจากรัฐมีประสิทธิภาพขึ้น จากข้อมูลธุรกรรมย้อนหลัง

4. ลดภาระการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

ซึ่งก็เป็นสัจธรรมที่ว่าทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ สังคมไร้เงินสดก็เช่นกันีผลเสียหรือความเสี่ยงก็คือ

1. ผู้ใช้ต้องยอมแลกความสะดวกสบายกับความเป็นส่วนตัว เพราะธนาคาร ผู้ประกอบการ และรัฐบาล สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้

2. เกิดการบริโภคและบริการเกินความจำเป็น ในระยะยาวอาจส่งผลให้มีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น

ประเทศแถบยุโรปมีความต้องการยกเลิกการใช้เงินสดอย่างเต็มตัว อย่างประเทศสวีเดนที่เข้าใกล้ความเป็นสังคมไร้เงินสดทุกสุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยข้อมูลจาก Riksbank ธนาคารกลางของสวีเดน พบว่าประชากร 85% สามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ได้ และมีมูลค่าการทำธุรกรรมทั้งหมดเพียง 2% ที่ยังเป็นเงินสด คาดว่าจะลดลงเหลือน้อยกว่า 0.5% ภายในปี 63

ชาวสวีเดียนแค่มีบัตรหรือมือถือที่รองรับการจ่ายเงินแบบไม่ใช้เงินสด ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่ค่าข้าว ค่าเข้าห้องน้ำ ค่ารถเมล์ แม้แต่เด็ก ๆ ก็ไม่ได้เงินสดจากผู้ปกครองแล้ว แต่ได้เงินโอนผ่านบัตรเดบิตแทน ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ไม่รับเงินสดแล้วด้วย ส่วนโบสถ์ก็เปิดเผยว่ายอดเงินบริจาคส่วนใหญ่โอนผ่านมือถือเกือบทั้งหมด (มีเพียง 15% ที่ใช้เงินสด) แม้แต่ธนาคารของสวีเดนเองก็ไม่มีเงินสดและไม่รับฝากเงินสดแล้ว!!

การพยายามเข้าสู่ Cashless Society ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยสะดวกขึ้น ไม่ได้เป็นไอเดียที่ทำแค่เก๋ ๆ แต่ช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างได้จริง สามารถช่วยแก้ Pain Point ที่คนไม่ต้องกังวลว่า

“ในกระเป๋าเงินจะมีเงินสดเพียงพอไหม?”

“เราพกบัตรเครดิต, บัตรเดบิต รวมถึงบัตรสะสมคะแนนมาครบทุกใบหรือไม่?”

“เมื่อพกเงินสดเยอะ ๆ กลัวโจร ขโมย หรือทำหล่นหาย”

เพราะแค่สไลด์ปลายนิ้วบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่กี่ที เราก็สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าซื้อของ, โอนเงิน, สะสมคะแนน, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อตั๋วคอนเสิร์ต, จองที่พัก ฯลฯ ไปจนถึงการขอคืนภาษีผ่านระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) แม้แต่ตู้ ATM ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป

พร้อมเพย์ = พร้อมแล้วหรอ?

เมื่อดูโลกแล้วย้อนดูตัวเองบ้าง..กระทรวงการคลังก็เป็นหน่วยงานที่ช่วยให้ไทยเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ด้วยการก้าวสู่สังคมไร้เงินสดกันด้วยโครงการแมส ๆ อย่างบริการพร้อมเพย์ (Promtpay) ที่เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้ โอนเงิน ชำระเงิน ด้วยเลขโทรศัพท์หรือหมายเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งมีคนไทยใช้บริการกว่า 33 ล้านคนแล้ว

โดยตัวเลขของการทำธุรกรรมออนไลน์ทั้งหมดของคนไทยมีเพียง 20% ซึ่งคนไทยมีบัญชีธนาคารประมาณ 70 – 80% ของจำนวนประชากร ธนาคารพานิชย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับการชำระเงินผ่าน QR code จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นจากการแคมเปญของธนาคารพานิชย์เพื่อให้คนมาทำธุรกรรมผ่าน QR Code ที่แข่งขันกันอย่างคึกคัก และเทรนด์ของร้านค้าออนไลน์ในช่วง 3 ปีหลังมานี้ เติบโตขึ้น ซื้อง่าย ขายคล่องมากขึ้น รวมถึงมาตราการจาก ก.คลัง ส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการด้วยการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน 62 ในช่วงที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้กำลังค่อย ๆ ทำให้ไทยเริ่มเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งช่วยลดความกังวลและความเสี่ยงเมื่อพกเงินสดติดตัวมาก ๆ และเพิ่มสะดวกสบายคล่องตัวในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะกับกลุ่มคน Gen Y, Z รวมถึง Alpha ด้วย

แต่ก็ต้องยอมรับว่าอุปสรรคใหญ่ของประเทศไทย คือ ผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อน่าเชื่อถือต่อมาตรการด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ และกลุ่มคนที่ยังต้องพึ่งพาเงินสดเพื่อควบคุมงบประมาณการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสม แบบรู้สึกว่าการได้จับแบงค์จับเหรียญอุ่นใจกว่า 

รวมถึงการกระจายเทคโนโลยีชำระเงินไม่ใช้เงินสดที่ยังไม่ครอบคลุม โอกาสการเข้าถึงไม่เต็มที่ ส่งไปสู่ชนบทอย่างเท่าเทียมดีพอ เพราะเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดการใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสดยังจำกัด แค่บางพื้นที่ บางจังหวัดเท่านั้น พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น ถ้าเรากินข้าวแกงร้านป้าข้างทาง แล้วขอ QR เพื่อจ่ายเงินค่าข้าว จะมีแม่ค้าสักกี่คนที่เข้าใจเทคโนโลยีและพร้อมยอมรับการจ่ายเงินในแบบออนไลน์

สุดท้ายแล้วขอฝากว่า Cashless Society จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงินโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยวิธีการและเครื่องมือการใช้จ่ายเงินที่เปลี่ยนไป แค่เลือกใช้ให้เหมาะและที่สำคัญก่อนที่เราจะมีเงินเพื่อใช้จ่ายออนไลน์ได้นั้น ก็ต้องมีเงินออมเพื่อสร้างยอดเงินในบัญชีซะก่อน หรือไม่ใช่ใช้บัตรเครดิตรูดปรี๊ด ๆ จนเป็นหนี้ครับ

เรียบเรียงในแบบ #aomMONEY

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก

https://moneymail.me/

http://www.forexbonuses.org/

http://www.aseantoday.com/2018/02/thailand-could-go-cashless-within-three-years/

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง ได้ที่

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

4 เรื่องพื้นฐานที่เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงทุน

ในความคิดของผม เรื่องการลงทุนไม่มีถูกผิดทั้งหมด 100% เพราะอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมักจะมีเรื่องทัศนคติส่วนบุคคลและความคิดเห็นของคนหมู่มากเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

แต่จะมีความเข้าใจบางอย่างที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดที่ทำเป็นเรื่องใหญ่โต หรือความผิดที่ไม่ควรทำ เพราะในความเข้าใจเรื่องการลงทุนต่างๆ ยังมีบางมุมที่เราเข้าใจมันไม่ดีพอแอบซ่อนอยู่ในนั้น

ปั้นเงินจะพาไปดูว่ามีความเข้าใจผิดแบบไหนบ้างที่เราสามารถพบเจอได้ในโลกของการลงทุน

1. หุ้น / กองทุนรวม ที่ราคาน้อยกว่าแปลว่ามันถูกกว่า

อันนี้คือเรื่องที่นักลงทุนเข้าใจผิดและเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าเช่น หุ้น ก. ราคา 8 บาท ถูกกว่าหุ้น ข. ราคา 25 บาท

ในความเป็นจริงการเข้าลงทุนซื้อหุ้นจะดูที่ราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่แสดงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นออกมา

การประเมินมูลค่าว่าหุ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงสามารถคำนวนได้หลายวิธีเช่น PER P/BV SOTP หรือ DCF เป็นต้น (ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปศึกษาวิธีการอย่างละเอียดกันเองนะ)

สมมติว่าเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ก. ออกมาได้ที่ 6 บาท หุ้น ข. 32 บาท นั่นแปลว่าในตอนนี้หุ้น ก. กำลังซื้อขายแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริง หุ้น ก. จึงดูแพงกว่าหุ้น ข. ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงทันที

ซึ่งผลลัพธ์ของการประเมินมูลค่า แต่ละคนอาจจะออกมาไม่เท่ากันบางครั้งเราจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

2. ซื้อหุ้น/กองทุนที่มีเงินปันผล ดีกว่าไปซื้อตัวที่ไม่มีเงินปันผล

เงินปันผลเปรียบได้เหมือนน้ำผึ้งหอมหวานที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นหรือกองทุน เงินปันผลก็เหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสามารถของบริษัทได้

ทำให้เราเข้าใจกันไปเองว่าซื้อหุ้นที่มีปันผลนั้นต้องดีกว่าแน่นอน

ต้องบอกก่อนว่าหุ้นปันผลไม่ได้เป็นหุ้นที่ดี 100% บางครั้งหุ้นที่ประกาศปันผลได้อาจจะมาจากกำไรสะสมก้อนสุดท้ายเพราะปีนี้บริษัทกำลังจะขาดทุน..หุ้นปันผลบางตัวอาจจะอยู่ในวัฐจักรขาลง และมีโอกาสที่จะไม่จ่ายปันผลอีกต่อไป

ในขณะที่หุ้นบางตัวไม่นำกำไรมาจ่ายปันผลก็เพราะต้องการเก็บเงินสดไว้สำหรับการขยายกิจการ บางทีการทำอย่างนั้นอาจจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ และจะทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นตาม ซึ่งก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการปันผลของหุ้นปกติ

อย่าลืมตรวจสอบคุณภาพของกิจการและวัฐจักรธุรกิจก่อนซื้อหุ้นหรือกองทุนกันด้วยล่ะ

3. ซื้อกองทุนออกใหม่/หุ้น IPO ดีกว่าลงทุนในของเก่าๆ

หลายคนชอบลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม IPO เพราะคิดว่าเราได้เปรียบในการซื้อหุ้น/กองทุนที่เพิ่งเข้าตลาด ยังไงๆในอนาคตหุ้นก็ต้องขึ้นสูงกว่าราคา IPO แน่นอนอยู่แล้ว

ข้อนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะเรามักจะเห็นว่าในช่วงแรกหรือวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดจะมีการทำราคาซื้อขายสูงกว่าราคา IPO

เพราะแน่นอนว่ามีคนคิดเหมือนกัน ถ้าซื้อตอนนี้ยังไงราคาก็ต้องขึ้นในอนาคต บางตัวเป็นอย่างที่คิด บางตัวก็ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานมันก็โดนเทขายออกมาจนเหลือราคาต่ำกว่าราคา IPO

แต่ถึงกระนั้นก็มีหุ้นอีกหลายตัวที่เข้าตลาดหุ้นมาวันแรกแล้วซื้อขายต่ำกว่าราคา IPO

นั่นหมายความว่าหุ้น/กองทุนรวมที่เข้าตลาดมาใหม่ ไม่ใช่หุ้นที่ดีและไม่ใช่โอกาสลงทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ 100%

ดังนั้นก่อนจะลงทุนกับของใหม่ เราควรศึกษาข้องมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมันให้ละเอียดและครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งผลประกอบการในอดีต โอกาสในการเติบโต และความมั่นคงของกิจการ เป็นต้น และอย่าคาดหวังกับ IPO มากจนเกินไป

4. ลงทุนในหุ้นระยะยาวยังไงก็ได้กำไรแน่นอน 100%

เราอาจจะได้ยินบ่อยครั้งว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปีแล้วจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวกซึ่งมากกว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่น

ซึ่งปั้นเงินก็เคยพูดถึงการลงทุนในหุ้นลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนว่าไม่มีการลงทุนชนิดใดที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่เงินฝากธนาคารที่ปัจจุบันคุ้มครองวงเงินต้นแค่ 1 ล้านบาทแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่าทุกสินทรัพย์มีความเสี่ยงอยู่เสมอต่อให้เป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวต้องใช้คำว่า “มีโอกาสสูง” ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะเป็นบวก และปิดโอกาสการขาดทุนได้ดีกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ

แต่ก็ไม่การันตีเหมือนกันว่ามันจะทำได้ตามที่คาดหวังอย่าง “แน่นอน”

ยิ่งถ้าใครบอกว่าลงทุนหุ้นระยะยาวหรือกองทุนดัชนียังไงก็ได้ผลตอบแทน 8-10% อันนี้ก็ไม่ใช่ FACT ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน 100% แค่มีโอกาสสูงที่จะเป็นไปได้


ที่จริงแล้ว 4 เรื่องนี้ไม่ใช่ความเข้าใจผิดทั้งหมด แต่เป็นแค่เรื่องพื้นฐานที่หลายคนมักจะเข้าใจผิด

ยังมีอีกหลายเรื่องเลยแหละที่นักลงทุนยังคิดว่าสิ่งที่เชื่อคือ FACT ทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วในโลกของการลงทุนไม่มีทางที่ข้อมูลทุกอย่างจะถูกต้อง 100%

เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ต้องพิจารณาเรื่องราวต่างๆด้วยตัวเอง

รีวิวสถานการณ์ลงทุนคอนโด 2562 ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด!

ผมเชื่อว่ายุคทองของการลงทุนคอนโดผ่านไปแล้ว เรากำลังอยู่ในช่วงขาลงโดยสังเกตุจากการซื้อขายและการปล่อยเช่าทำได้ยาก ใครที่สายป่านไม่ยาวเงินไม่เย็นจริง ก็อาจประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจนต้องประกาศขายเท่าทุนหรือขาดทุนกันไป 

รู้สึกได้เลยว่านักเก็งกำไรที่เคยแวะเวียนไปจองคอนโดช่วงพรีเซลล์มีจำนวนลดน้อยลง ดังนั้น การลงทุนคอนโดต่อจากนี้ไปต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น และคำนึงถึงสภาพคล่องทางการเงินของตนเองด้วย ผมยังคงแนะนำให้ถือครองคอนโดที่ดีเก็บไว้อยู่ในพอร์ต เพราะมองว่าปัญหาจะไม่ลามไปถึงขั้นเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเหมือนปี 2540 และราคาคอนโดยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผมอยากให้มองปัญหาเป็นบททดสอบการลงทุนคอนโดครบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งเป็นการฝึกจิตใจให้นิ่งขึ้นกล้าที่จะถือยาวเพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นตามกฏ High Risk High Return ทีนี้เรามาดูครับว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องติดตาม

คอนโดหลายทำเล Over Supply

ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมาโครงการใหม่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดตามเส้นทางรถไฟฟ้า พอเห็นที่ดินเริ่มล้อมรั้วก็มักทายถูกว่ากำลังจะเปลี่ยนไปเป็นคอนโด เพราะมีนักลงทุนนักเก็งกำไรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาช่วยซื้อกันเป็นจำนวนมาก แต่พอช่วงขาลงความต้องการจากลูกค้ากลุ่มนี้จะลดลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาซื้อขายและการปล่อยเช่าทำได้ยาก เพราะคนเสนอขายเพียบแต่คนซื้อลดลง

โครงการเปิดใหม่ลดน้อยลง

ผู้พัฒนาโครงการเริ่มชะลอการเปิดโครงการใหม่กลัวซ้ำรอยตอนเกิดวิกฤตปี 2540 ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเหมือนขับรถด้วยความเร็วแล้วมีแตะเบรกไว้บ้าง ช่วงนี้หลายแห่งเร่งทำการตลาดระบายคอนโดที่มีเหลือในสต็อก เป็นโอกาสให้ผู้ซื้ออยู่จริงและผู้มีเงินเหลือได้ช้อปในราคาพิเศษ 

เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า GDP 3% – 4%

คนรวยรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังดี รายได้ยังเข้ามาตามปกติ แต่คนทั่วไปกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินฝืดเคือง ทำให้กำลังซื้อคอนโดกลุ่มหลักหายไปจากตลาด สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องรอดูรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้หรือไม่ แต่ขออย่าใช้นโยบายประชานิยมเพราะไม่ช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

ภาวะหนี้สินท่วมโลก

น่าเป็นห่วงที่หนี้สินของคนทั้งโลกรวมกันมีขนาดใหญ่กว่ารายได้รวมหลายเท่า ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง สมัยนี้คนไทยเป็นหนี้เร็ว หนี้เยอะ และหนี้นาน ทำให้มีคนที่ขอสินเชื่อคอนโดไม่ผ่านเป็นจำนวนมาก ผมแนะนำว่าการลงทุนคอนโดไม่ควรมีหนี้สินเกิน 2 เท่าของทรัพย์สินทั้งหมดที่มี

สงครามการค้า กำลังซื้อชาวต่างชาติลดลง

สหรัฐอเมริกาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีน อย่างเช่น การตั้งกำแพงภาษี ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของคนจีนซึ่งเป็นชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดที่มาซื้อคอนโดในเมืองไทย จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องหันกลับมาโฟกัสกำลังซื้อของคนไทยด้วยกัน โดยการทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม

การลงทุนอื่นแย่

ตลาดหุ้นและกองทุนรวมในปีที่ผ่านมามีความผันผวนสูง สุดท้ายจบที่จุดต่ำสุดทำให้หลายคนขาดทุนเป็นจำนวนมาก จึงเกิดคำถามกับคนที่มีเงินเหลือว่าปีนี้จะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี ผมแนะนำว่าลดพอร์ตการลงทุนให้อยู่ในระดับไม่เสี่ยงจนเกินไปและลงทุนในสิ่งที่ตนเองถนัดรู้ดีมากกว่าคนทั่วไป

โครงการรถไฟฟ้าเดินหน้าตามแผน

แม้ว่ารถไฟฟ้า 10 สายจะใช้เวลานาน แต่ก็ได้เห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดคอนโดยังก้าวต่อไปได้และราคามีทิศทางเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จครบทุกสายจะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากและมีระยะทางรวมไม่แพ้ชาติใดในโลก

ธปท. ออกกฎเกณฑ์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

มาตรการควบคุมวงเงินสินเชื่อบ้าน (LTV) เริ่มใช้ 1 เม.ย. 62 เพื่อมุ่งสกัดการเก็งกำไรที่มีมากเกินไปในตลาดอสังหาฯ ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม ออกมาได้ถูกจังหวะเวลาและยาขมถ้วยนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงฟองสบู่ในอนาคตได้ดี นักลงทุนคอนโดต้องรู้จักปรับตัวเตรียมเงินให้พร้อมวางดาวน์เพิ่มขึ้น ไม่สร้างปัญหาในอนาคต

ทั้งหมดคือปัจจัยที่ถือว่าเป็นทั้งบททดสอบและสถานการณ์การลงทุนคอนโด ปี 2562 นี้ในมุมมองของผมครับ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีข้อมูลหรือมีความคิดเห็นอย่างไรสามารถไปแลกเปลี่ยนได้ที่เพจ Maibat Condo ได้เลยครับ

แกะรอยหุ้น IPO : เจาะลึก ZEN ‘เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป’ Food Services ชื่อดังที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

ZEN หรือ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คือบริษัทที่ประกอบธุรกิจ Food Services และเป็นเจ้าของเครือร้านอาหารชื่อดังมากมาย ยกตัวอย่างร้านอาหารเรือธง เช่น ZEN AKA On the Table ตำมั่ว และลาวญวน โดยความน่าสนใจล่าสุดคือ ZEN กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจประเภท Food Services เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีโครงสร้างทางอุตสาหกรรมดี และเป็นกิจการที่นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานมักให้ความสนใจ

บริษัทฯ มีแบรนด์อยู่ในเครือทั้งสิ้น 12 แบรนด์ และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีสาขารวมทั้งของกลุ่มบริษัทฯ และสาขาแฟรนไชส์ ทั้งในและต่างประเทศทั้งสิ้น 255 สาขา โดยแต่ละแบรนด์มีการเจาะกลุ่มตลาดแตกต่างกันออกไป 

ฝั่งแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นจะมี ZEN เป็นแบรนด์เรือธง เน้นขายอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เจาะกลุ่มครอบครัวและคนทำงานที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง, AKA เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น (ซี่โครงหมูหมาล่าอร่อยมาก พิมพ์ไปน้ำลายไหลไป) เจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน กลุ่มเพื่อน และครอบครัวรุ่นใหม่ มีบุฟเฟต์เข้ากับไลฟ์สไตล์คนสมัยนี้ และ On the Table เป็นร้านอาหารไลฟ์สไตล์ อาหารหลากหลาย บรรยากาศดี เจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มเพื่อน พนักงานออฟฟิศ และครอบครัวรุ่นใหม่ ทั้ง 3 แบรนด์ดังนี้มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อครั้งอยู่ในช่วง 400 – 500 บาท 

ในขณะที่ฝั่งแบรนด์ร้านอาหารไทย มีแบรนด์เรือธงที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมมากคือ ตำมั่ว เน้นอาหารรสชาติไทยอีสาน ส้มตำเนื้อๆ ปลาร้าเน้นๆ จุดเด่นคือราคาไม่แพง แข่งขันกับร้านอาหารอีสานขนาดใหญ่นอกห้างได้สบาย การใช้จ่ายต่อหัวต่อครั้งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 250 บาท ตรงนี้เจาะกลุ่มตลาดกว้างมาก จำนวนสาขาเยอะ และชื่อเสียงร้านก็เป็นที่นิยม

ธุรกิจของ ZEN แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ของกลุ่มบริษัทฯ ธุรกิจแฟรนไชส์ภายใต้แบรนด์ของกลุ่มบริษัทฯ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจอาหารค้าปลีก หรือ Food Retail ซึ่งบริษัทฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากการจำหน่ายในร้านอาหารมาต่อยอดเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ทั้งน้ำปลาร้าปรุงรส น้ำจิ้มแจ่ว แจ่วบอง หมี่มั่ว ซึ่งจะมีการขยายช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นในอนาคต

และเนื่องจากบริษัทฯ เป็นผู้พัฒนาร้านอาหารที่เป็นแบรนด์ตนเอง จึงไม่มีต้นทุนค่าซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากการขายแฟรนไชส์อีกด้วย  โดยในส่วนสาขาที่เป็นของแฟรนไชส์ บริษัทฯ จะได้ค่าตอบแทนในรูปแบบของ (1) Initial Fee หรือค่าธรรมเนียมเก็บครั้งแรกครั้งเดียว (2) Royalty Fee หรือค่าธรรมเนียมเรียกเก็บรายเดือนเป็นอัตราร้อยละจากยอดขายของสาขา และ (3) Marketing Fee หรือค่าธรรมเนียมค่าการตลาดที่เรียกเก็บรายเดือนเป็นอัตราร้อยละจากยอดขายของสาขาเช่นกัน โดยระยะเวลาสัญญาแฟรนไชส์จะอยู่ที่ประมาณ 5  ปี

จากโครงสร้างรายได้รวมสังเกตว่า รายได้หลักของบริษัทฯ มาจากร้านสาขาของกลุ่มบริษัทฯ เอง โดยสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2561 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นกินสัดส่วนรวม 81.2% ของรายได้รวม ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ เลยก็ว่าได้ ในขณะที่แบรนด์ร้านอาหารไทยกินสัดส่วนรวม 9.4% ของรายได้รวม แต่สังเกตว่ารายได้ส่วนนี้เติบโตค่อนข้างดี ส่วนรายได้จากธุรกิจแฟรนไชส์ถือว่ากินสัดส่วนไม่มาก โดยเป็นปกติของลักษณะธุรกิจ เพราะรายได้จากแฟรนไชส์จะได้ในรูปแบบของค่าธรรมเนียมที่อัตราการทำกำไรสูง

ในแง่ของงบกำไรขาดทุน พบว่าในช่วงปี 2558 – 2560 รายได้ของบริษัทฯ มีแนวโน้มเติบโตขึ้น แต่กำไรสุทธิของบริษัทฯ ลดลง

จากเหตุผลสำคัญคือ บริษัทฯ มีการการเตรียมความพร้อมด้านระบบบริหารจัดการภายในองค์กร ทั้งการเพิ่มบุคลากรและการลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ  รวมทั้งทำการตลาดเพื่อสร้าง Brand Awareness ภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการในเครือแบรนด์ตำมั่ว จึงทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทฯ ลดลง 

อย่างไรก็ตาม งบการเงินในรอบ 9 เดือนของปี 2561 ก็มีการฟื้นตัวของอัตราการทำกำไรที่ดีมากขึ้น โดยอัตรากำไรสุทธิขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เมื่อเทียบกับ 2.7% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

หากบริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและสร้างความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นเช่นนี้แล้ว อัตรากำไรสุทธิของบริษัทฯ ก็ยังมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก

โดยภาพรวมแล้วธุรกิจ ZEN ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีก ด้วยจุดแข็งสำคัญคือแบรนด์ที่มีศักยภาพสูง โดยกลุ่มบริษัทฯ มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่หลากหลาย เจาะกลุ่มลูกค้าทุกระดับตั้งแต่ผู้มีรายได้ขั้นต้นถึงสูง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับตัวด้วยการเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารไทยที่เจาะตลาดกว้าง อย่างตำมั่วเข้ามาเสริมทัพ ช่วงเวลา 3 ปีนี้ก็เห็นได้ชัดว่าบริษัทฯ กำลังเร่งขยายการเติบโตผ่านแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามา ผ่านช่องทางใหม่ ตลาดใหม่ และการทำการตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากฐานฝ่ายงานสนับสนุนที่มีการลงทุนเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ทำให้ ZEN พร้อมสำหรับการเติบโต

ธุรกิจร้านอาหารถึงแม้ไม่ใช่ธุรกิจที่ผูกขาดหรือสามารถครองตลาดได้อย่างกินรวบ แต่ก็ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสวยงามในตนเอง เพราะเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันผ่านการสร้างแบรนด์อย่างเด่นชัด สินค้าและบริการมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจุดเด่นอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ ร้านอาหารขายประสบการณ์การทานอาหารในสังคมปัจจุบันที่การเข้าร้านอาหารเหมือนเป็นการพักผ่อนประเภทหนึ่ง เราได้กินอาหาร ได้ใช้เวลา ได้สร้างประสบการณ์ในบรรยากาศที่เราพึงพอใจ ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งอีกอย่างที่ธุรกิจแนวออนไลน์หรือ e-commerce ยากที่จะมาทดแทนหรือ disrupt ธุรกิจนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ตอนนี้ ZEN ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เสนอขายหุ้นแล้ว ใครอยากติดตามข้อมูลของ ZEN เพิ่มเติมก็สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูล filing ของบริษัทฯ มาอ่านกันแบบเต็มๆ ได้ที่ http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=225149

เขียนไปก็น้ำลายไหลไป ท่าทางเขียนเสร็จเย็นนี้ต้องแวะร้านตำมั่วสักหน่อยแล้ว!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้ใกล้จะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว มาดูกันดีกว่าว่าวันแห่งความรักจะให้โชคอะไรได้บ้าง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ยิ้มรับทรัพย์ก่อนวาเรนไทน์ ประจำงวด 16 กุมภาพันธ์ 2562

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ เช่น ฝันว่าอกหักจะได้เลขเด่น คือ 0 และ 5 หากฝันเห็นกามเทพจะได้เลขเด่น คือ 3,4,8 และ 9 และถ้าหากฝันถึงคนรัก จะได้เลขเด่น คือ 3 และ 9 ซึ่งเลขดังกล่าวสามารถนำไปจับกับเลขอื่นๆได้ตามความชอบ หรือเลขอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความฝันเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการถูกเลข

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง เทศกาลแห่งความรักแบบนี้อย่าลืมใช้เวลากับคนรักให้มากๆ ส่วนใครที่ยังโสดก็รักครอบครัว รักตัวเองกันต่อไปนะจ๊ะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com
   https://www.thaihuay.com/
   https://luangporpakdang.com

เปิดวิธีคิด “ศิริญา เทพเจริญ” สาวแกร่งเจ้าของณุศาศิริ บริษัทอสังหาฯ พันล้าน

ความลำบาก คือ สอนให้เราแกร่งนะคะ บางครั้งพี่เจอปัญหาพี่ปลอบใจแฟนพี่ว่าคนอื่นเจอเยอะกว่าเราอีก เพราะฉะนั้นต้องใจนิ่งๆ ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ แก้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป…”

บทสัมภาษณ์หนึ่งจากคุณหมวย ศิริญา เทพเจริญ เจ้าของณุศาศิริ…

ในรายการ aomMONEY Inspired


บางครั้งประสบการณ์ความลำบากในชีวิต อาจจะเป็นตัวช่วยที่บีบให้คนเราแกร่งขึ้นและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น ลองมาอ่านเรื่องราวและแนวคิดของ “คุณหมวย ศิริญา เทพเจริญ” เจ้าของแบรนด์อสังหาฯ พันล้านอย่าง “ณุศาศิริ” ที่อดีตเป็นเพียงสาวชาวไร่ ต้องออกจากเรียนตั้งแต่ ม.2 เพื่อมาช่วยครอบครัวทำงาน จนกระทั่งผลักดันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ

จุดเริ่มต้นของผู้หญิงคนนี้คืออะไร? 

วิธีคิดของเธอที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้?

ทางทีมงานรายการ aomMONEY Inpired ได้นำเรื่องราวและแนวคิดดีๆ จากบทสัมภาษณ์ในรายการ มาทำเป็นบทความให้เพื่อนๆ ทุกคนอ่านกันครับ

แนะนำตัว

คุณหมวย : พี่ชื่อศิริญา เทพเจริญ ตอนนี้เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดของบริษัท ณุศาศิริ จำกัด มหาชนค่ะ

ธุรกิจที่มีอยู่ทั้งหมด

คุณหมวย : จริงๆ หลักๆ ของพี่ พี่จะทำโรงแรมอยู่ แต่ทุกอย่างจะเข้าสู่ณุศาศิริหมด หน้าที่หลักตอนนี้คือ บริหารณุศาศิริเท่านั้นค่ะ

ทำไมตั้งชื่อแบรนด์บ้านของตัวเองว่า “ณุศาศิริ”

คุณหมวย : ตอนที่เข้ามากรุงเทพ สมัยก่อนพี่ใช้ชื่อว่า “บ้านกฤษณา” ก็มาจากนามสกุลเดิมของพี่ ก่อนที่จะมาใช้เทพเจริญกับแฟนค่ะ ตอนนั้นก็เป็นการ Take Over ของพวกหนี้เสียตอนยุคปี 40 เราซื้อโครงการมาเพื่อพัฒนา แต่มันไม่มีเอกลักษณ์ เราก็เลยมองว่า เราจะทำแบรนด์อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของเราขึ้นมา ก็เลยเกิดณุศาศิริขึ้น “ณุศาศิริ” ก็มาจากชื่อแฟน “วิศณุ” พี่ชื่อ “ศิริญา” พี่เป็นคนตั้งชื่อ

จุดเริ่มต้นของ “ณุศาศิริ”

คุณหมวย : ณุศาศิริจะมาจากตัวที่เริ่ม Start ตอนแรก คือ บ้านออกแบบด้วยตัวเอง ถึงเราเป็นเจ้าของหมู่บ้าน แต่เราก็อยากออกแบบบ้านเอง อยากดีไซน์เอง มันเกิดจากความต้องการเราก่อน เราก็เลยคิดว่าคนที่มีตังค์เเล้วอยากได้เหมือนเรา ก็เลยเกิดณุศาศิริขึ้นค่ะ ตอนแรกก็เป็นที่บางนา อุดมสุข พระราม 9 มีสาธร สาธรจะเป็นราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ 

ชีวิตสมัยเด็ก

คุณหมวย : คือตอนเป็นเด็ก ต้องขอบคุณพ่อนะ พ่อพี่ฝึกทำงานตลอดเวลา คือ พี่เรียนหนังสือ ป.2 ป.3 ป.4 กลับมา ก็จะเก็บมันใส่ตระกร้า คือ พ่อทำลานมันเล็กๆ เป็นลานดิน แล้วก็เอามันมาตากแห้งพ่อเนี่ยจะเป็นคนจีน แม่เป็นคนอีสาน พ่อก็จะมีเชื้อในการค้าขาย พ่อก็ไม่เคยให้หยุดนิ่ง แม่ก็ไปขายของแลกของเอาของใส่รถปิ๊กอัพ แล้วพ่อกับแม่ก็ไปขายของ ช่วงว่างก็ทำลานมัน เค้าก็จะสอนให้พี่กลับมาเก็บมันใส่ตระกร้า สีมัน ทำงานอยู่เป็นประจำ พอช่วงอายุประมาณ 13-14 ปิดเทอม พี่ก็มาช่วยพ่อทำงาน ช่วยทำหน่อไม้ ช่วยทำทุกอย่าง ตอนนั้นพ่อก็เลยบอกให้ออกมาทำงานเลย 

ออกมาทำงานแต่เด็ก ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ?

คุณหมวย : แต่ก่อน พี่เป็นปมมาก เพราะเด็กไง ไปที่ไหนเค้าเห็นเรา เค้าก็รู้ว่าไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเราเด็ก อยู่ดีๆ เด็กคนนึงมาเดินทำอะไรอยู่แถวนี้อ่ะ นั่นแหละตอนนั้นพี่เป็นปมด้อย แต่พี่ก็ไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียนนะ จบม.6 แต่มันก็ไม่ได้ความรู้อะไร ไม่มีเพื่อน เพราะไม่ค่อยได้ไปเรียน ต้องอ่านหนังสือที่บ้าน เพราะงานเยอะมาก ความรับผิดชอบเรามันสูงมากที่จะต้องดูแล

ความรับผิดชอบสูงที่พูดถึงมีอะไรบ้าง?

คุณหมวย : คือเราต้องไปดูคนงานซื้อมัน ออกไปข้างนอกแทนพ่อหมด มีครั้งนึงพี่จำได้ว่า….พี่ถามพ่อว่า รถตอนนี้เพลาระเบิด แกบอกว่าอยู่ที่นู่นคิดเอง ให้เราตัดสินใจเองว่าจะทำยังไง ก็คือต้องจ้างเอามันลง ทำอะไรก็ต้องเคลียร์เอง เป็นผู้หญิงที่มีลูกน้องเป็นผู้ชาย ที่พี่ขับรถสิบล้อได้ ก็เพราะว่าพี่ซื้อบุหรี่ให้ลูกน้อง แล้วก็ให้ลูกน้องฝึกให้ พี่ขับตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

จากสาวทำไร่มัน ก้าวสู่วงการอสังหาริมทรัพย์

คุณหมวย : คือปกติบ้านพี่ ซื้อพืชมันพืชไร่ ทำหน่อไม้ เพราะพ่อทำพวกพืชไร่อยู่แล้ว มันเป็นสินค้าเกษตร สินค้าเกษตร ข้อด้อย คือ มันอยู่ที่ราคาตลาด ความชื้น ความแห้ง มันหลายปัจจัย เราคอนโทรล ยากมาก พี่ชอบอสังหาฯ เพราะพี่ได้ตั้งราคา พี่ได้คอนโทรลเอง อยู่ที่แนวความคิด อยู่ทำเล มันก็คือจุดต่างตรงนี้ คือพี่เนี่ยไม่มีความรู้ และก็ไม่เคยเข้าวงการอสังหาฯ เพราะฉะนั้นไม่รู้หรอกว่าปัญหามันคืออะไร คือ พอคนไม่รู้ปัญหา ก็มีแต่จะทำให้มันสำเร็จ จุดของพี่มันแตกต่างตรงนี้ พี่แบ่งที่ดินเปล่ากับเพื่อน พี่หุ้นกับเค้า 10% พี่รู้สึกว่าพี่ชอบ พี่ชอบเพราะพี่ได้ขาย ได้คิด ได้ตั้งราคาได้ ดูมีไอเดีย เพื่อนที่เป็นหุ้นส่วน เค้าทำงานแบงก์ เค้าก็จะช่วยรัน Cash Flow ทำตัวเลขเพื่อกู้ แต่พี่เป็นคนโชคดีมาก คือวางมัดจำที่เสร็จ แบงก์ชาติระงับสินเชื่อปล่อยอสังหาฯ ทั่วประเทศ เพื่อนพี่ก็กระโดดหนีเลย เหลือพี่คนเดียว ที่วางมัดจำไปแล้ว มันก็ต้องทำ เพราะมันหมดตัวแค่นั้น อุตส่าห์บากหน้าไปหาพ่อ พ่อขายเหอะรถตักไม่ได้ใช้แล้ว พ่อก็เลยบอกหูยไม่เคยทำเลยธุรกิจแบบนี้ … ทำทำไมเราไม่เคยทำ ตอนนั้นพี่ก็พยายามดิ้นรนที่จะกู้หลักทรัพย์ แต่ก่อนเค้ามี 50 กว่าไฟแนนช์ ก่อนมันจะล่ม พี่ก็ดิ้นรนทำ Cash Flow เพื่อไปยื่นหลักทรัพย์ เอาพ่อมาค้ำ คือ เราไม่มีประสบการณ์ เค้าก็คงให้ยาก พี่ก็เลยไปจับมือกับผู้ใหญ่คนนึง ให้เค้ามาซื้อหุ้น โดยพี่อ่ะทำ Cash Flow ทำไปเสนอ ตอนนั้นพี่จำได้ว่าพี่กู้หลักทรัพย์ศรีมิตร แต่ว่าไปเอาอาเจ็กมาหุ้นด้วยแล้ว พี่ก็เหลือหุ้นไม่เยอะ แล้วก็รับขายบ้านให้เค้า มันเริ่มจากตรงนั้น

ตอนนั้นมีวิธีพูดกับที่บ้านอย่างไร?

คุณหมวย : เค้าไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่พี่ดื้อเฉยๆ ดื้อตลอดเวลา ตอนมากรุงเทพแฟนก็ห้าม แต่ก็อยากจะมา เพราะเห็นโอกาส พี่ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ เวลาทำงานพี่จะตัดสินใจด้วยเหตุและผลว่านี่เป็นสิ่งที่กำลังจะไป มันคืออนาคตใกล้ๆ นี่แหละ ไม่มีใครโง่กว่าเราเท่าไหร่หรอก แค่เรามองเห็นก่อนแปบเดียว มันก็จริงอย่างที่พี่ตัดสินใจ เข้ามาซื้อที่ดินในกรุงเทพ ช่วงปีพ.ศ. 2542-2543 พี่ซื้อได้ถูกมาก ซื้อแบบเค้าเรียกมา 100 ต่อไป 30 อ่ะ แล้วเค้าก็ขาย ในตอนนั้นที่ดินมันถูกมาก ที่ดินทองหล่อ แปดหมื่น ตอนนี้สองล้านห้า ถ้ารู้ว่ามันจะขึ้นขนาดนี้ ก็จะเก็บไว้ ตอนนี้คงรวยกว่านี้อีก

วิธีเรียนรู้กับธุรกิจ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำอสังหาฯ

คุณหมวย : ก็ศึกษา ทำครั้งแรกเสร็จ มันก็จะรู้ว่าครั้งต่อไปเป็นแบบไหนละ ที่พี่คิดว่ายากที่สุดก็คือคุมก่อสร้าง พี่ไม่รู้เลย เหล็ก 4 หุน มันคืออะไร เขียนโน๊ตไว้ก่อน เหล็ก 6 หุน มันคืออะไร ไม้แบบมัน คืออะไร โทรไปถามน้องชายคนเล็ก เรียนวิศวะอยู่ตอนนั้นยังไม่จบ ให้มาช่วยสอนหน่อย คือ พี่ไม่ได้บอกว่าพี่ไม่รู้ พอเค้าสั่งของมาพี่ต้องเป็นคนตรวจก่อน เพราะพี่คุมสร้างบ้านเอง สั่งปาเก้เอง สั่งอะไรเอง คือเราเป็นแม่ค้าอยู่แล้ว เพราะอะไรที่จะใช้ในหน้างาน ถ้าสั่งเอง เราจ่ายเงินเอง ถือว่าเคลียร์ ก็เหมือนตอนสร้างบ้านตัวอย่าง ตอนที่อยู่อุดร เหมือนพี่จบผู้รับเหมา เพราะพี่รู้ว่าบ้านหลังนี้จะสร้างต้องใช้อะไรบ้างเหล็กต้องเซตตัวอยู่กี่วัน ปูปาเก้อยู่กี่วันถึงจะขัดได้ ก็เหมือนเรียนไปด้วยทำไปด้วย

ปัญหาอุปสรรคที่เคยเจอ

คุณหมวย : แบงก์ไม่ปล่อยกู้ พี่เลยต้องเอาเงินจากลูกค้า เก็บเงินแต่ละหลังมาสร้างซึ่งมันลำบากมาก จริงๆ ไม่อยากโทษใครเลย เพราะต้องแบบ… โอ้โห…พอโอนบ้านไม่ทัน ภาระค่าของวัสดุอะไร หนี้สินทุกอย่างมันติดตาม รับโทรศัพท์เคลียร์ปัญหาทุกวัน จนกับแฟนทะเลาะกันตลอดเวลาเลย เพราะต้องไปยืมเงินเค้าตลอดเวลา

มีวิธีคิดยังไงที่ดันตัวเองมาถึงจุดนี้

คุณหมวย : คือตอนที่มามันไม่ได้คิด คือตอนที่มา เรามีความมุ่งมั่นที่ทำเพื่ออยู่แค่ปากท้อง เพื่อให้ลูกมีเงินมีอะไรใช้แค่นั้น เราแบบแค่หาตังค์เท่านั้นเอง ตอนที่ทำมันก็ไม่ได้คิด แต่พอตอนที่โตมาแล้ว มีองค์แล้ว ก็ค่อยมาวางตัวเอง ว่าจะใช้ชีวิตยังไงแค่นั้นเอง คือจริงๆ ถ้าเป็นชีวิตพี่เอง พี่คิดว่า…พี่ต้องทำทุกวันให้มีความสุข พี่คิดแค่นี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคอะไรก็ตาม ทุกวันพี่จะต้องให้ตัวเองมีความสุขทุกวัน ถึงมันจะเป็นปัญหา ก็มีความสุขกับปัญหา มีความสุขกับการแก้ เพราะเราไม่รู้จะอยู่ได้กี่วัน พี่จะคิดว่า เราคือฉากนึงในโลก จนสุดท้ายก็ไม่มีเรา เราคือมนุษย์คนนึง ที่อยู่ในช่วงของโลก ไม่รู้กี่พันปีเราอยู่ช่วงแค่เจ็ดสิบแปดสิบปีที่อยู่ในโลก เป็นแค่ส่วนนึง อย่าไปคิดเยอะ

วิธีเลือกทำเลที่ดินสไตล์คุณหมวย

คุณหมวย : ส่วนมากถ้าพี่เห็นทำเล พี่จะคิดว่าตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง แล้วพี่ก็ Survey ข้างๆ ก่อน มันเหมือนเรามีความรู้เบื้องต้นที่จะวิเคราะห์อยู่แล้ว ว่าที่ดินแปลงนี้ควรทำอะไร ถามว่ายังไง ก็วิเคราะห์โดยโปรดักซ์ที่เราจะทำ ว่าโปรดักซ์นี้เราจะตอบสนองใคร ราคาจะตั้งที่เท่าไห ร่ต้นทุนที่ดินควรเป็นยังไง ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เอาง่ายๆ พี่ไปซื้อที่ภูเก็ต พี่ไม่ซื้อป่าตอง เพราะคนเยอะมาก ราคาห้องถูก ที่ดินแพง พี่ไม่ซื้อ มีผู้ใหญ่คนนึงเคยสอนพี่ว่าเธอรู้มั้ยว่าร้านอาหารเรียงกันเป็นสิบๆ ร้าน ทำไมร้านนึงเต็มร้านข้างๆ ว่าง เพราะฉะนั้นไม่ต้องซีเรียส ไม่ต้องกลัวคู่แข่ง อยู่ที่คุณมีจุดดีอะไร เพราะฉะนั้นถ้าทำงานมันต้องมีจุด กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน 

กลยุทธ์การบริหารบุคลากรของณุศาศิริ

คุณหมวย : บุคคลากรในณุศาศิริ จริงๆ พี่เห็นทีมงานเหมือนญาติเหมือนน้อง แต่ทุกคนต้องมีกฎระเบียบ พี่เหมือนเป็นพี่สาวคนโตมา เพราะฉะนั้นทีมงานทุกคน พี่จะรักเหมือนคนในครอบครัว ถ้าให้อภัยในสิ่งที่ทำงานแล้วผิดพลาด พี่ให้โอกาส Push ให้ทำ สอนให้ทำ แต่ถ้าเรื่องทุจริต พี่ไม่เอาเลย ไม่งั้นก็จะเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น อย่างงี้แหละค่ะ หลักการของพี่ คือ ขอให้รักองค์กร มุ่งมั่น ขยัน ทำงาน ฝึกที่จะเรียนรู้ ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะทำ ใส่ใจลงรายละเอียดมันจริงๆ มันต้องโฟกัส ถ้าทำเล่น มันก็จะวัดเราไม่ได้ พี่เคยตั้งใจกับตัวเองว่า ถ้าพี่จะทำงานแล้วพี่ไม่ตั้งใจ พี่นอนอยู่บ้านดีกว่า เดี๋ยวมันจะวัดไม่ได้ว่าเราไม่สำเร็จเพราะอะไร ถ้าเรามุ่งมั่นใส่กับมันเต็มที่แล้ว มันต้องคิด ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ 

อนาคตของณุศาศิริ

คุณหมวย : สิ่งที่พี่เห็นคือการท่องเที่ยว เราจะเปิดโปรเจค Legend Siam” สวนสนุกแห่งแรกของประเทศไทยที่เป็นเชิงวัฒนธรรม อยู่ที่พัทยา การท่องเที่ยวที่พัทยามันไม่ต้องทำอะไร นักท่องเที่ยวมันมีอยู่แล้ว เหมือนตกปลาในบ่อ บ่อนี้มีปลาเยอะ เวลาทำอะไรมันก็ง่ายหน่อย พี่เป็นคนไม่เก่ง พี่มองหาโอกาส มองหาจังหวะ แล้วก็ใส่โอกาสต้องนั้นลงไป แล้วพี่คิดว่า เทรนด์การท่องเที่ยวมันจะมา คนยุคใหม่ทำงานที่ไหนก็ทำได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องมีออฟฟิต 

มุมมองเรื่องอสังหาฯ ใน 20 ปีข้างหน้า

คุณหมวย : ตอนนี้คนจะไม่ยึดติดเหมือนคนยุคก่อนที่ต้องซื้อบ้าน เค้าอาจจะอยู่ที่ไหนก็บ้านเค้าในอนาคตน่ะ ไม่งั้นจะเป็นภาระไง แต่ก่อนยุคแม่พี่ เริ่มรวยๆ ก็ซื้อบ้านต่างจังหวัด โอ้โห…สรุปไปปีละ 3  ครั้ง พอขายทิ้ง เบาเลย อะไรที่ทำรายได้เค้าเรียกอสังหาฯ อะไรที่ไม่เกิดรายได้ ซื้อแล้วเป็นภาระ เค้าไม่เรียกอสังหาฯ 

ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลัง

คุณหมวย : ความลำบาก คือ สอนให้เราแกร่งนะคะ มีคนถามว่าคุณหมวยเคยคิดว่าคุณหมวยลำบากมั้ย พี่รู้ว่าพี่ลำบาก เพราะพี่ไม่สบาย แต่จริงๆ มันมีคนที่แย่กว่าเรา บางครั้งพี่เจอปัญหาพี่ปลอบใจแฟนพี่ว่าคนอื่นเจอเยอะกว่าเราอีก เพราะฉะนั้นต้องใจนิ่งๆ เย็นๆ แล้วค่อยๆ แก้ เดี๋ยวมันก็ผ่าน สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นนะ ไม่ใช่นั่งจินตนาการว่าทุกอย่างมันจะสำเร็จ คุณคิดแล้วคุณต้องลงมือทำ ขอให้มันมีแนวทางแล้วมุ่งมั่นไปทำมันอย่างจริงจรัง ใส่พลังลงไป แล้วคุณจะสำเร็จ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Faommoneyth%2Fvideos%2F8aommoney-inspired296928135016%2F&show_text=0&width=476

และนี่คือเรื่องราวคุณหมวย ศิริญา เทพเจริญ กับแบรนด์ธุรกิจอสังหาฯ พันล้านอย่าง “ณุศาศิริ” เพื่อนๆ คงจะได้เห็นแล้วใช่มั้ยครับว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ได้อยู่จุดที่สูงกว่าคนอื่น กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น เขาผ่านและฝ่าฟันกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง คนบางคนล้ม เพราะปัญหา แต่คนที่สำเร็จและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด คือ คนที่แม้จะล้มเพราะปัญหา เขาก็ลุกขึ้นมายืนได้ และสู้ต่อไม่ย่อท้อ

เพื่อนๆ ที่อ่านบทความของทางทีม aomMONEY Inspired  แล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยแชร์กันนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรายการสัมภาษณ์แบบวีดีโอ สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่วีดีโอด้านล่าง สำหรับวันนี้ลากันไปก่อนครับ

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (ผู้เขียน) 

ทีมงาน aomMONEY Inspired

https://youtube.com/watch?v=nAo8qDXegHE%3Fwmode%3Dopaque

คลิกเพื่อชมวีดีโอ

ช่องทางติดตาม aomMONEY INSPIRED

Facebook : คลิก

Youtube : คลิก

Twitter : คลิก

Instagram : คลิก

ทำไมคนอเมริกันเช่าบ้านมากขึ้น ซื้อบ้านน้อยลง ?

มุมมองการซื้อบ้าน ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ความใฝ่ฝันที่ทุกครอบครัวจะต้องมีบ้านให้ได้อย่างน้อย 1 หลัง มีรถ 1 คัน มีครอบครัว มีลูก เพื่อสะท้อนสถานะความมั่นคงในสังคมนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในที่นี้เราจะเจาะประเด็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนนะครับ แล้วประเทศอื่นๆ เราจะนำมาเล่าในครั้งถัดไป..

บทความเชิงวิเคราะห์หลายชิ้นภายใต้สัญชาติอเมริกันกำลังสะท้อนภาพให้เห็นว่า คนอเมริกันมีมุมมองต่อการเช่าบ้านดีกว่าทุ่มเงินลงไปซื้อบ้านที่มีดอกเบี้ยแพงรุนแรงมหาศาล ราคาบ้านเพิ่มขึ้นสูงหลายเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนให้ความสนใจที่จะเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัยมากกว่าจะหาซื้อมาเป็นของตัวเอง

บทวิเคราะห์ใน CNBC เผยให้เห็นว่า คนอาศัยในเมืองราว 41% เป็นครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง สามารถหาซื้อบ้านได้ในราคาปานกลางเท่านั้น ทำให้อัตราการซื้อบ้านลดลงอย่างชัดเจนในปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังมีฝันร้ายที่มาจากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 ตามหลอกหลอนอีกด้วย นับจากนั้นเรื่อยมาจนถึงปี 2017 พบว่า มีบ้านพักอาศัยราว 7.8 ล้านหลังถูกยึด ตำแหน่งงานหายไปกว่า 7.3 ล้านตำแหน่งโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตระหว่างปี 2008- 2010 และมีอัตราว่างงานเพิ่มสูงถึง 10%

Richard Bernstein ซึ่งเป็น CEO และเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนระบุว่า “นี่เป็นวัฏจักรปกติอยู่แล้ว ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำ รายได้สูง ก็จะมีกำลังซื้อบ้านได้ แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูง ราคาบ้านก็จะสูงไปด้วย มันก็เป็นเรื่องยากที่จะหาซื้อบ้านมาเป็นของตัวเองได้เช่นกัน”

กราฟด้านบนนี้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของการเช่าที่พักอาศัยนั้นเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการซื้อบ้านนั้นค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากช่วงปี 2006 ที่เริ่มเป็นช่วงก่อตัวของวิกฤตทางการเงิน

ผลวิจัยจาก Pew Research Center เผยว่า อัตราส่วนของชาวอเมริกันที่เน้นเช่าบ้านนั้นมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นจากปี 2006 ที่มีเพียง 31.2% เพิ่มขึ้นในปี 2016 อยู่ที่ 36.6% จากการสำรวจตามกลุ่มประชากร พบว่า เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวและไม่ใช่คนผิวขาว ในทุกระดับการศึกษา มีการเช่าที่พักอาศัยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

ขณะเดียวกัน อัตราการเช่าที่พักอาศัยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ อัตราการเช่าที่พักอาศัยเพิ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่า ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้มีความต้องการอยากมีบ้านของตัวเอง จากผลการสำรวจโดย Pew Research Center พบว่าผู้คนราว 72% ที่เป็นผู้เช่าบ้านนั้น มีความต้อวการซื้อบ้านเช่นกัน และเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องเช่าบ้านนั้น มาจากประเด็นการเงินเป็นสำคัญ

คลิปวิดีโอชิ้นนี้ Alyssa Pagano ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ได้พูดถึงประเด็นที่ว่าทำไมชาวมิลเลนเนียลหรือคน Gen Y (ในที่นี้เราให้คำนิยามในช่วงปีเกิดที่ 1980 – 2000 ตามที่ TIME เคยให้คำนิยามไว้) ทั้งหลายหรือคนรุ่นใหม่แบบเธอถึงไม่มีความสามารถมากพอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้

เธอยกเหตุผลมาเล่าว่า ช่วงที่เธอเกิดราวปี 1988 นั้น บ้านมีราคาอยู่ที่ 180,xxx เหรียญสหรัฐ แต่พอเวลาผ่านไปราว 30 ปี ราคาบ้านก็ถีบตัวสูงขึ้นถึง 45% แถมผู้คนยังว่างงานมากขึ้น แค่นั้นไม่พอ วัยรุ่นทั้งหลายยังต้องแบกรับภาระหนี้การศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก

ทำให้ราคากลางๆ สำหรับบ้านตอนนี้กลายเป็น 770,xxx เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เธอมีความสามารถในการซื้อบ้านได้ เมื่อคำนึงถึงรายได้ ค่าครองชีพ หนี้การศึกษา ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ชัดเจนว่า เรื่องการซื้อบ้านนั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับวัยรุ่นอย่างเธอ

ด้าน HuffPost ก็มีบทวิเคราะห์ในเรื่องการซื้อบ้านเช่นเดียวกัน โดยพูดถึงประเด็นที่ว่า American Dream นั้นไม่ได้รวมเรื่องการมีบ้านของตัวเองอีกต่อไปของคนยุคมิลเลนเนียล โดยยกสถานการณ์ครอบครัวหนึ่งมาเล่าว่า พวกเขาเคยมีความใฝ่ฝันที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองเช่นกัน แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 ทำให้สามีของเธอตกงาน และความฝันเรื่องการจะซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็เปลี่ยนไป

โดยความฝันแบบ American Dream ที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองนั้นเป็นแนวคิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ผู้คนอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อสะท้อนความสำเร็จส่วนบุคคลและแสดงสถานะความมั่นคงของคนเหล่านั้นด้วย

สาเหตุที่ทำให้คนเช่าบ้านมากกว่าซื้อบ้านมีเหตุผลที่หลากหลายเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือหนี้การศึกษาที่ผูกติดกับชาวอเมริกันจำนวนมาก นอกจากนี้ เมื่อเทียบกันในเรื่องภาษี อัตราดอกเบี้ย และค่าบำรุงรักษาแล้ว ผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ต้องแบกรับภาระส่วนนี้ ขณะที่บางส่วนก็มองว่า การไม่ซื้อบ้านเป็นของตัวเองทำให้พวกเขาคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่ใดก็ได้ ตามความพอใจของตน

ที่มา :

CNBC
BBC
Pew Research Center
Business Insider
Huff Post
The New York Times

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save