รวมครบจบทุกปัญหา มนุษย์เงินเดือนยื่นภาษีประจำปี 2561

มนุษย์เงินเดือน ที่ยื่นภาษีประจำปี 2561 มีประเด็นอะไรแบบไหนที่ควรรู้บ้าง?

สำหรับการยื่นภาษีปี 2561 ที่กำลังเข้มข้นอยู่ตอนนี้ มีคำถามเข้ามาทางเพจ TAXBugnoms เยอะมากครับ โดยเฉพาะเรื่องการยื่นภาษีของมนุษย์เงินเดือนที่มากมายหลายประเภท พรี่หนอมเลยสรุปประเด็นสำคัญไว้ในบทความนี้อีกทีครับผม

อย่าลืมนะครับว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการยื่นภาษีของมนุษย์เงินเดือน คือ เรื่องหลักฐานการมีเงินได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเริ่มต้นถูกตั้งแต่ตรงนี้ก็สบายใจได้ล่วงหน้าเลยล่ะครับ

1. สำหรับกรณีมนุษย์เงินเดือนทั่วไป

ควรได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของปี 2561 ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ครับ เพราะเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องทำเรื่องนี้ให้กับเรา ถ้าใครยังไม่ได้รีบตามเอกสารมาด่วนๆเลยครับ

ถ้าได้เอกสารหัก ณ ที่จ่ายใบนี้มา เราจะได้ข้อมูลทั้งรายได้แล ะค่าลดหย่อนหลายตัวมาพร้อมๆกัน นั่นคือ เงินได้ทั้งปี (รวมถึงยอดภาษีที่ถูกหักไว้ ด้วย) กับ เงินประกันสังคมที่นำส่ง (สูงสุด 9,000 บาท) และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชี พที่ในปีนั้นถูกหักไว้นั่นเองครับผม ซึ่งตรงนี้แปลว่าเราสามารถนำข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ไปยื่นภาษีได้ส่วนนึงละ ที่เหลือก็ค่อยมาเช็คกันต่อว่าต้องมีหลักฐานเอกสารอะไรบ้าง?

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่เคยยื่นภาษี หรือ ยื่นไม่ค่อยเป็น เพราะมีคนช่วยยื่นตลอด พรี่หนอมแนะนำคลิปสอนยื่นภาษีคลิปนี้เลยครับ ลองดูหลักการคำนวณภาษีแล้วค่อยๆทำตาม รับรองชีวิตสบายขึ้นมากเลยครับผม

https://youtube.com/watch?v=PKNDDyqMj5w%3Fwmode%3Dopaque

2. สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เปลี่ยนงานใหม่ หรือลาออกจากงานระหว่างปี 2561

กลุ่มนี้แนะนำให้นำรายได้ทั้งหมดที่ได้ในปี 2561 เอามารวมกันยื่นภาษีครับ อย่างงว่ายื่นเฉพาะที่เก่าหรือที่ใหม่ เอาเป็นว่ามีที่ไหนก็ยื่นให้หมดครับ

สมมติว่า นายบักหนอมมีรายได้จากที่ทำงานเก่าในช่วงต้นปี 2561 อยู่ 200,000 บาท และย้ายงานใหม่มาอีกที่หนึ่งช่วงกลางปีถึงสิ้นปี โดยมีรายได้อยู่ 500,000 บาท แบบนี้นายบักหนอมก็ะต้องยื่นรายได้ทั้งปี คือ 700,000 บาทนั่นเองครับ

ถึงแม้ว่าเราจะเอารายได้ทั้งสองที่ (หรือมากกว่า) มารวมกัน แต่ตรงช่อง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้จะมีช่องเดียว ดังนั้นเวลากรอกในช่องนี้ ให้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทที่จ่ายเงินให้เรามากที่สุดครับ

ถ้ามีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือน เช่น รับงานฟรีแลนซ์ เปิดธุรกิจ ขายของออนไลน์ ทั้งหมดนี้ให้เอามายื่นภาษีทั้งหมดจ้า แต่สิ่งที่ต้องรู้คือเรามีรายได้ประเภทไหนใน 8 ประเภทบ้าง แยกออกมาให้ดี เพื่อที่จะได้คำนวณหักค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องครับ

3. กรณีมีปัญหาออกจากงานแล้วได้เงินชดเชยต่างๆ ให้เช็คดีๆก่อนว่าเงินก้อนนี้ได้รับยกเว้นภาษีแบบไหนบ้าง หรือเป็นเงินประเภทไหนที่นายจ้างจ่ายให้กับเรา

เช่น เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่ได้รับยกเว้นตามระยะเวลาการทำงานสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยส่วนที่เกินเงินชดเชยในส่วนนี้ต้องเอามาคำนวณภาษีด้วยนะครับไม่งั้นจะผิดได้ ยิ่งกว่านั้น ถ้าใครได้เงินแบบพิเศษที่ไม่ใช่ชดเชย เช่นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินที่จ่ายให้นอกเหนือจากการนี้ พรี่หนอมบอกเลยว่าต้องเอามาคำนวณภาษีทั้งหมดจ้า โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้

1. กลุ่มแรก เงินก้อนใหญ่เห็นแล้วตกใจ

เช่น เงินชดเชย บำเหน็จ (หรือลักษณะเดียวกับบำเหน็จ ) และเงินอื่นๆที่นายจ้างจ่าย ให้เราไปจากชีวิตเขา กลุ่มนี้ให้เช็คก่อนว่า เงินชดเชยแรงงานเนี่ยมันได้ รับสิทธิยกเว้นภาษีตามกฎหมายหรือเปล่า ถ้าได้ก็เอาเฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นมาเสียภาษี

ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าต้อง เสียภาษีกี่บาท คำตอบคือ ดูใบหักภาษี ณ ที่จ่ายครับ มันมีบอกหมดว่าเรามีเงินได้ กี่บาทแล้วถูกหักภาษีไว้กี่บาท มันจะช่วยตอบปัญที่ยุ่งยากของเราให้ง่ายขึ้น

2. กลุ่มสอง เงินกองทุนต่างๆ

สำรองเลี้ยงชีพ กบข. เงินกลุ่มนี้จะได้แยกต่างหากออกมา (ถ้าเราเลือกเอาเงินออกจากกองทุน) ซึ่งตัวเลขที่จะเอามาเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีนั้น คือ ส่วนที่นายจ้างสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน

ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าต้อง เสียภาษีกี่บาท คำตอบคือ ดูใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (อีกแล้ว) ครับ มันมีบอกหมดว่าเรามีเงินได้ กี่บาทแล้วถูกหักภาษีไว้กี่บาท (ซ้ำกับข้อเมื่อกี้เป๊ะเลย)

ป.ล. ขอบอกไว้หน่อยนะครับว่ากรณีออกจากงานเมื่ออายุเกิน  55 ปี ไม่ต้องเสียภาษีกรณีเงินได้ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนะครับผม เพราะกฎหมายยกเว้นให้ฟรีๆเลยครับ

แต่ข้อดีของกลุ่มที่ 2 นี้ก็คือ ไอ้เงินที่เราสะสมเข้ากองทุนในปีนั้น ยังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อยู่นะ เพราะมันถือเป็นเงินของเราที่จ่ายเข้ากองทุนและได้สิทธิตามกฎหมาย บางคนชอบงงๆ ไม่เอามารวมคิดจ้า บอกเลยว่าอันนี้เสียประโยชน์กันไปฟรีๆ เลยครับผม

แต่กลุ่มนี้ก็มีข้อดีกว่ากลุ่มแรก นั่นคือ จะได้รับสิทธิพิเศษเลือกเสียภาษีต่างหากได้ ถ้าหากทำงานมาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป สามารถใช้สิทธิแยกคำนวณภาษี ออกมาได้เลยนะ (ซึ่งถ้าลองคำนวณแล้วพบว่าแยกคำนวณคุ้มกว่าก็ควรแยก – กรณีคนที่มีรายได้เยอะๆ ) แต่ถ้าทำงานไม่เกิน 5 ปี อันนี้ต้องรวมคำนวณเหมือนเป็นเงินเดือนตามประเด็นแรกปกติเลยจ้า

หลักการทั้งหมดที่ว่ามาตั้งแต่แรก พรี่หนอมแนะนำให้ลองดูในรูปนี้เพิ่มเติม น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนะครับ สำหรับกรณีของการออกจากงานแล้วได้เงินชดเชยทั้งหมดครับ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FTaxBugnoms%2Fphotos%2Fa.192327474126010%2F2991797204179009%2F%3Ftype%3D3&width=500

ถ้าหากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องยาก ออกจากงานทั้งทีจะยื่นภาษียังไง ผมแนะนำให้ลองดูและฟังเป็นคลิปดูครับ (คิดว่าช่วยได้) โดยทั้งสอนหลักการในการจัดการ และวางแผนยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องตามหลักการของกฎหมาย พร้อมทั้งกรอกแบบให้ดูเป็นตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในการทำงานของผมเองครับ

https://www.youtube.com/embed/4DHNJDvFqhE?wmode=opaque

เรื่องราวทั้งหมดก็มีประมาณนี้… สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการยื่นภาษี แต่พรี่หนอมอยากจะแนะนำอีกนิดว่า ปีที่แล้วผ่านไป เราน่าจะเอาประสบการณ์ปีใหม่มาใช้กันต่อได้เลย (ถ้าเรายังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่) นั่นคือปี 2562 นี้ลองวางแผนภาษีประจำปีแล้วแจ้งทางฝ่ายบุคคลไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ โดยวิธีการกรอกฟอร์ม ลย.01 เพื่อวางแผนว่าปีนี้จะต้องถูกหักภาษีเท่าไร วางแผนยังไงดี งานนี้ถือเป็นการตั้งเป้าหมายปีใหม่ไปในตัวพร้อมๆกันครับผม

แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปครับ 🙂

ยื่นภาษีปี 2561 นี้ มีอะไรต้องเช็คบ้าง?

ทำไมเราต้องตรวจสอบสิทธิประโยชน์ หรือเช็ครายการภาษีต่างๆเหล่านี้ก่อนที่จะยื่นภาษีด้วย? หลายคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะมีคำถามในใจ แต่สิ่งที่พรี่หนอมจะบอกก็คือ ยิ่งเราตรวจสอบรายการยื่นภาษีได้ละเอียดแค่ไหน เราจะยิ่งได้เงินคืนภาษีเร็วมากขึ้น และมีปัญหาน้อยเท่านั้น เพราะว่าเราจะไม่ต้องเสียเวลายื่นภาษีใหม่ หรือต้องเตรียมเอกสารอะไรให้ยุ่งยากหากพี่ๆสรรพากรขอดูเอกสารเพิ่มเติมนั่นเองครับ

เนื่องจากกรมสรรพากรให้บุคคลธรรมดาอย่างเราๆ สามารถยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2561 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งรายการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีประจำปีนี้นั้น พรี่หนอมได้สรุปรายการสำคัญต่างๆ ออกมาเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ

กลุ่มแรก คือ รายได้

สิ่งที่ต้องเช็คสำคัญๆ มีดังนี้

1. สำหรับคนที่อายุเกิน 65 ปี อย่าลืมสิทธิพิเศษยกเว้นรายได้เพิ่มอีก 190,000 บาท โดยสิทธิตรงนี้สามารถเลือกใช้กับรายได้ประเภทไหน ก็ได้ แบ่งยังไงก็ได้ แต่รวมกันสูงสุดไม่เกิน 190,000 บาทครับ

พรี่หนอมแนะนำว่าควรใช้สิทธิกลุ่มรายได้ที่หักค่าใช จ่ายได้ต่ำที่สุดก่อน เพื่อที่จะได้ลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นนั่นเองจ้า (รบกวนฝากบอกผู้สูงอายุที่เกี่ยวข้องกับเราด้วยนะครับผม)

2. รายได้ที่เสียภาษี Final TAX ไปแล้ว แต่ไม่เอามารวมคำนวณภาษี สามารถใช้เป็นฐานในการซื้อ LTF RMF ประกันแบบบำนาญได้ ตรงนี้หลายคนคงทราบดีอยู่แล้ว แต่เวลากรอกยื่นภาษีนั้นต้อ งกรอกช่องที่เขียนว่า “เงินได้พึงประเมินที่ได้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นเพื่อนำไปเป็นฐานในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุนใน RMF หรือ LTF และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ” ครับ

3. สำหรับคนที่ออกจากงานในปีนี้ แล้วได้เงินก้อนจากการออกจากงาน ถ้าหากทำงานมาเกิน 5 ปี สามารถเลือกใช้สิทธิคำนวณภาษีแยกต่างหาก โดยเวลายื่นแบบให้เลือกช่อง  เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน นะครับผม

กลุ่มสอง คือ รายการค่าลดหย่อน

สำหรับปี 2561 ที่เพิ่มเติมเข้ามาครับ

1. บุตรคนที่สอง กลุ่มนี้จะไม่มีช่องให้เลือกต่างหาก นะครับ  แต่รวมอยู่ในค่าลดหย่อนบุตร พอเราเลือกแล้วจะมีแยกกันระ หว่างบุตรปกติ (เกิดก่อน 2561) กับ บุตรคนที่สองเป็นต้นไป (เกินในปี 2561) ตรงนี้เช็คและเลือกกรอกกันให้ดีนะครับผม

2. ช็อปช่วยชาติ ปีนี้กรอกละเอียดเลย แยกออกมาเป็น ยาง หนังสือ OTOP ดังนั้นใครใช้สิทธิตัวไหน จำยอดไว้ให้ดีนะครับผม

3. บริจาคพรรคการเมือง อยู่ดีๆก็มีตัวนี้โผล่มา แต่ถ้าหากใครบริจาคไปให้พรร คการเมืองที่เรารักตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป สามารถเอามาใช้ลดหย่อนภาษีไ ด้สูงสุด 10,000 บาทกันเลยทีเดียว ถ้าหากใครมีช่วยเหลือพรรคการเมืองในช่วงนี้ก็อย่าลืมกลับไปขอใบเสร็จหรือใบรับเงินมาใช้สิทธินะครับ

4. บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่า ตรงนี้จะไม่ได้มีช่องแยกมาต่างหาก แต่อยู่ในช่องเดียวกันกับเงินบริจาคสนับสนุนเพื่อการ ศึกษาและกีฬาครับ อย่าลืมเลือกด้วยนะครับผม

กลุ่มของค่าลดหย่อนพวกนี้เป็ นตัวที่อัพเดทเพิ่มเข้ามาใน ปี 2561 ที่ผ่านมาเท่านั้นนะครับ ตัวอื่นๆยังมีเหมือนเดิมจ้า  ไม่ได้หายไปไหนนะครับ และถ้าใครสนใจรายการ ลดหย่อนภาษีปี 2562 สามารถอ่านได้ที่บทความ สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2562 พร้อมวิธีคำนวณและเทคนิคการวางแผนภาษีจากประสบการณ์จริง

กลุ่มสุดท้าย เรื่องของการยื่นภาษี

ประเด็นสุดท้ายที่อยากเน้นไว้ นั่นคือ เรื่องการยื่นแบบภาษี เพราะมีหลายคนถามมาทุกปีครั บผม พรี่หนอมเลยสรุปให้เช็คกันอีกทีครับ

1. เวลายื่นภาษี ไม่ต้องแนบเอกสาร ยื่นแค่ตัวเลขที่เรามี แต่ถ้าพี่สรรพากรสงสัยต้องม เอกสารให้เขาดู หลักการเป็นแบบนี้นะครับ เพราะภาษีบ้านเราคือภาษีอากรประเมิน โดยเรามีหน้าที่ประเมินตัวเองก่อน

สำหรับปีนี้ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 9 เมษายน 2562 ค่อยๆรวบรวมเอกสาร ทำใจร่มๆ ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนยื่น ภาษีนะครับ จะได้ไม่เสียเวลายื่นภาษีหลายรอบครับ

2. ไม่เสียภาษี ก็ต้องยื่นภาษีนะ ถ้าหากเรามีเงินได้ถึงเกณ ฑ์กฎหมายกำหนด นั่นคือ เงินเดือนเกิน 120,000 บาทต่อปี และรายได้อื่นเกิน 60,000 บาทต่อปีครับผม

3. ภาษีผ่อนชำระได้  3 เดือน ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ถ้าหากยอดชำระเกิน 3,000 บาท ดังนั้นถ้าหากใครวางแผนอยากผ่อนจ่ายภาษีดีๆ ใช้วิธีนี้กระจายช่วงเวลาการจ่ายไปได้นะครับผม

พอดีมีคอมเม้นท์ในโพสนี้ น่าสนใจเกี่ยวกับการยื่นภาษีครับ เขาบอกว่า กรณีคนที่ผ่อนชำระภาษีและลืมจ่ายงวด 2 หรืองวด 3 ตามเวลา ถ้าหากไปชำระที่กรมสรรพากรให้ยื่นแบบ บอ.ช.35 เท่านั้นนะครับ

ห้ามยื่นแบบภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 เข้าไปอีกรอบหนึ่ง เพราะกรมสรรพากรจะมองว่าเป็นแบบใหม่ ไม่ได้จ่ายภาษีที่คงค้างอยู่ กลายเป็นว่าโดนกรมสรรพากรสั่งอายัดบัญชีธนาคาร และสั่งให้ธนาคารนั้นสั่งจ่ายเช็คภาษีอากรที่คงค้างพร้อมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งๆที่จ่ายไปแล้ว (ผิดแบบ) และต้องเสียเวลาฎีกาขอคืนภาษีใช้เวลาอีก 2 เดือน ไม่คุ้มเลยครับ

ยังไงก็เอาไว้ปรับใช้สำหรับตัวเองดูนะครับผม ฝากไว้สำหรับการยื่นภาษีปี 2561 นี้แบบนี้ครับ ถ้าหากใครงงหรือไม่เข้าใจก็สามารถดูได้ที่คลิปด้านล่างนี้ครับ

https://youtube.com/watch?v=ELAI6jD4wVU%3Fwmode%3Dopaque

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FTaxBugnoms%2Fposts%2F2909043212454409&width=500

“ขายของออนไลน์” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

สำหรับวันนี้เป็นคำถามที่เข้ามาบ่อยๆ นั่นคือ ขายของออนไลน์… เสียภาษีอะไรบ้าง? โดยคำถามนี้เรียกได้ว่าหนักอกหนักใจพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์ เพราะมีความกังวลใจเรื่องภาษี เอาล่ะ มาฟังคำตอบกันดีกว่าจ้า

อันดับแรกตอบให้ได้ก่อนว่า … ขายของออนไลน์ที่ว่าน่ะ ขายอะไรกันแน่ เพราะมันมีมากมายหลากหลายให้เลือกสรร ถ้าเราตอบได้ว่าขายอะไร มันก็จะง่ายขึ้นครับผม เพราะหลักการคำนวณภาษีบางตัวก็จะแตกต่างกันไป 

แต่เอาหลักการก่อนละกัน คืองี้ ภาษีหลักๆสำหรับคนขายของออนไลน์ มันจะมี 2 ตัว คือ ภาษีเงินได้ กับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีเงินได้เสียตามรูปแบบของธุรกิจ นั่นคือ เราเป็นบุคคลธรรมดาที่ขายของออนไลน์ ก็เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าเราเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนบริษัทห้างหุ้นส่วนเรียบร้อย อันนี้ก็จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครับกระผม

ถ้าไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ฟันธงเลยว่า จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะถ้าไม่รู้ตัวว่าเคยจดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือเปล่า ก็แปลว่า คุณไม่ได้จดไงครับผม

ทีนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีวิธีการคำนวณ 2 วิธี คือ 

วิธีแรก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี และ วิธีที่สอง คือ เงินได้ x 0.5% วิธีนี้คิดเป็นภาษีเลย โดยจะใช้วิธีนี้เมื่อตัวเรามีรายได้เกิน 1 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นค่อยเลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีรายได้จากการขายของออนไลน์ 1 ล้านบาท คำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 ก่อนเลย นั่นคือ เอา 1,000,000 x 0.5%  = 5,000 บาท เก็บตัวเลขนี้ไว้ในใจ แล้วไปต่อด้วยการคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1 ต่อ 

วิธีที่ 1 เราก็เอารายได้ 1,000,000 บาททีว่ามาหักค่าใช้จ่าย ซึ่ง ค่าใช้จ่ายเนี่ยโดยปกติขายของออนไลน์ทั่วไป ซื้อมาขายไปธรรมดา ส่วนใหญ่จะเลือกหักได้ 2 แบบ คือ เหมาไปเลย 60% กับ หักค่าใช้จ่ายจริง เลือกเอาว่าอันไหนมากกว่า คุ้มกว่าเหมาะกับเรา 

เราก็ต้องมาคิดว่าถ้าเลือกหักเหมา 60% ของรายได้ 1,000,000 บาท ก็จะได้ค่าใช้จ่าย 600,000 บาท ถ้าหากคิดว่าค่าใช้จ่ายจริงมันมากกว่า 600,000 บาท (เช่น 900,000 บาท) แล้วคิดว่าคุ้มค่ากว่าก็ใช้ค่าใช้จ่ายจริงก็ได้นะ 

ทีนี้มาที่ค่าลดหย่อนกันบ้าง โดยปกติถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลยเราก็จะมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท 

สมมติว่าเลือกหักเหมา เราจะได้เงินได้สุทธิออกมาจำนวน 1,000,000 – 600,000 – 60,000  = 340,000 บาท ก็เอาตัวนี้มาเทียบในหน้าตารางอัตราภาษีด้านล่างนี้ จะได้ภาษีที่ต้องเสียออกมาจำนวน 11,500 บาท (7,500 + 4,000) 

ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

เมื่อเทียบกับ 5,000 บาทที่ได้ตามวิธีที่ 2 เราก็จะเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่านั่นเอง 

แต่ถ้าคุณจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน อันนี้คุณจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลละ ซึ่งคุณต้องมีนักบัญชี มีผู้สอบบัญชี มีทำงบการเงิน ส่งให้สรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจะคำนวณภาษีจาก กำไรสุทธิ ซึ่งเอาเป็นว่าถ้าเป็นรูปแบบนี้ คุณจะต้องมีบัญชีจัดการให้ และศึกษาเรื่องภาษีธุรกิจเพิ่มเติมเข้าไปครับผม 

อันนี้คือหลักการของภาษีเงินได้ นั่นคือ ดูตามรูปแบบของธุรกิจ

ส่วนเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม นั้นจะดูที่รายได้ของเรา ถ้าเรามีรายได้ (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT แล้วนะ โดยเสีย 7% จากยอดรายได้นี่แหละ ซึ่งหลักการสำคัญ ก็คือ ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทเมื่อไรต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันครับผม หลังจากนั้นก็ไปศึกษาเพิ่มเติมกันต่อจ้า 

ถ้าอยากได้แบบสรุป ขี้เกียจอ่าน จัดรูปนี้ให้ดูกันครับผม

ถ้าอยากดูเป็นคลิปสอนเรื่องภาษีขายของออนไลน์ พรี่หนอมก็ทำไว้ในยูทูป TAXBugnoms ให้ดูกันฟรีๆ เลยจ้า มีทั้งคลิปสอนคำนวณพร้อมยื่นภาษีปี 2561 แบบนี้ก็ดูได้ 

หรือถ้าใครอยากรู้แบบชัดเจนถึงแก่น ถึงแนวคิด แนะนำดูคลิปด้านล่างนี้ก็ดีไม่แพ้กัน เพราะว่ามีถึง 5 คลิปสอนหลักการครบจบเรื่องภาษีขายของออนไลน์ในที่เดียวครับผม

สุดท้ายขอฝากไว้ใ้ห้คิดกัน … 

ขายของออนไลน์ = มีรายได้ แปลว่าต้องเสียภาษี ถ้าจะให้ดีทำให้ถูกต้องดีกว่าจะได้สบายใจกันไปยาวๆ ครับผม 

(Review) สร้างโอกาสเติบโตในระยะยาวด้วยการลงทุนในประเทศจีนกับกองทุน UCHINA

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เพราะนอกจากศักยภาพจากการเติบโตในประเทศเองแล้ว ยังมีแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจทั่วโลกอีกด้วย แม้ว่าในช่วงกลางปี 2018 ตลาดหุ้นจีนจะถูกกดดันอย่างหนัก จากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ จนทำให้ใครหลายคนกลัวว่า จะเกิดสงครามการค้าในช่วงเวลานั้น

แต่เรื่องราวก็ดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากการเจรจาปัญหาระหว่างกันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยนักลงทุนอย่างเราคงต้องติดตามสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจจีนยังคงมีการเติบโตที่โดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆรวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆที่สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของประเทศ เช่น 

1. GDP Growth การเติบโตของเศรษฐกิจ

แม้นักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจประเทศจีนจะเกิดการชะลอตัวลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตามภาวะการเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การเติบโตในอัตรา 6-7% ต่อปีนั้น ยังถือว่าสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

นโยบายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการชะลอตัว       

–  นโยบายการเงิน  :  ลดดอกเบี้ย / ลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR)

–  นโยบายการคลัง : ลดภาษี / ออก special bond

2. Household Consumption

สัดส่วนการบริโภคในประเทศถือเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนนั้นมีอัตราถึง 55 % ของมูลค่า GDP และถ้าอ้างอิงจากการบริโภคที่ผ่านมาของ GDP ในปี 2017 การบริโภคภายในยังถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 

3. Inflation

เงินเฟ้อทรงตัวที่ระดับ 2% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะค่อยๆปรับขึ้นในช่วงอีก 3-4 ปีข้างหน้า  

4. Foreign Reserves

จีนมีเงินสำรองมากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของค่าเงินหยวนในช่วงปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศจีน สำหรับการมีเงินสำรองที่พร้อมรองรับความเสี่ยงเป็นอย่างมาก

ทั้ง 4 องค์ประกอบที่ว่านี้ ถือเป็นปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนมีศักยภาพในหลายๆ ด้าน ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะผันผวนอยู่บ้าง แต่ด้วยแนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่ดีจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างประชากรที่เพิ่มขึ้น ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจของประเทศจีนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะทำให้อนาคตประเทศจีนยังคงเป็นอีกประเทศที่ได้รับการจับตามองและให้ความสนใจของนักลงทุนอยู่นั่นเอง 

สร้างโอกาสลงทุนกับกองทุน United All China Equity Fund (UCHINA)

จากภาพรวมและปัจจัยของโครงสร้างและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ทำให้นักลงทุนหรือคนที่สนใจจะลงทุนกำลังมองหาช่องทางการลงทุนในประเทศจีนเป็นอย่างมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่ทาง UOBAM ได้ออกกองทุนใหม่ สดๆ ร้อนๆ ชื่อ

United All China Equity Fund (UCHINA)

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ UBS (LUX) Equity SICAV-All China (USD) I-A1-acc (กองทุนหลัก) ที่จดทะเบียนในประเทศลักเซมเบิร์ก และพรี่หนอมอยากจะมาแนะนำกองทุนที่น่าสนใจนี้ครับ

สำหรับจุดเด่นกองทุน UCHINA นี้ อยู่ที่นโยบายการลงทุนที่สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นที่จดทะเบียนทั้งในประเทศจีนและฮ่องกง รวมถึงหุ้นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในประเทศอื่นแต่มีการดำเนินธุรกิจหลักในประเทศจีนอีกด้วยครับผม

นอกจากนโยบายการลงทุนแล้ว ยังมีเรื่องของการบริหารจัดการแบบ Active Management ที่เน้นคัดหุ้นเด่นๆ ไม่ได้กระจายการลงทุนมากนัก ประมาณ 20-50 ตัว (ณ เดือน ธันวาคม กองทุนมีหุ้นในพอร์ตอยู่ 33 ตัว Source: UBS Fund Management)

จากรูปจะเห็นว่า กองทุนมีวิธีการคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวอย่างละเอียดจากปัจจัยพื้นฐาน (Bottom-up) ที่มีโอกาสการเติบโตสูงในระยะยาว แถมไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะลงทุนในประเทศ (Onshore) และต่างประเทศ (Offshore) ในสัดส่วนเท่าไรอีกด้วย นั่นแปลว่าทีมผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีอิสระ (Dynamic) เลยทีเดียวครับ

สำหรับที่มาของหุ้นแต่ละตัวนั้น นอกจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี ต้องมีการวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ที่ทีมนักวิเคราะห์กำหนดและถูกนำมาประชุมกันอย่างละเอียด เพื่อเลือกนำมาลงทุนในพอร์ตอีกทีหนึ่งครับ

ถ้าลองดูหุ้น 10 อันดับในพอร์ตของกองทุนหลัก ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีทั้งหุ้นใหญ่บางตัวที่เรารู้จักดีครับ อย่างเช่น Alibaba Tencent และมีการกระจายการลงทุนไปในหลากหลายอุตสาหกรรมมากๆ ครับ มีทั้ง กุ้ยโจวเหมาไถ (Kweichow Moutai) ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์เหล้าสุดหรูจากจีนที่ถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทสุราโลก หรือจะเป็นธุรกิจการศึกษาอย่าง TAL Education Group ที่ไปได้ดีกับการเปิดคลาสสอนพิเศษแบบตัวต่อตัวหลังโรงเรียนเลิกตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศจีนครับ

หุ้น 10 อันดับ ส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศ

ปัจจัยภายนอกอย่างเช่น Trade war อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนมากนัก

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเรื่องราคาตลาดหุ้นจีนอีกครับ โดยนักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าค่า Forward P/E (ราคาต่อกำไรที่คาดการณ์ในอนาคต) ที่มองไว้ของตลาดหุ้นจีนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำมาพิจารณาความสนใจในประเทศจีนได้เช่นเดียวกันครับ

แล้วผลการตอบแทนที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

ทีนี้ลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของตัวกองทุนหลักกับ Benchmark กันบ้างครับ โดยกองทุนนี้เลือกเปรียบเทียบกับดัชนี MSCI All China จากตารารางจะเห็นว่า ทำได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถเอาชนะผลตอบแทนตลาดได้ (ผลตอบแทนติดลบน้อยกว่าตลาด) ซึ่งทางกองทุนนี้มีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าดัชนีชี้วัด MSCI All China Index มากกว่า 4% (ยังไม่หักค่าธรรมเนียม) ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้านี้ครับ

อย่างที่บอกไปแหละครับว่า ถ้าหากเรามีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศจีนตามปัจจัยที่ว่ามา นี่ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่น่าสนใจการลงทุนเช่นกันครับ

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

กองทุน UCHINA กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในหุ้น และหลักทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทที่จัดตั้งในประเทศจีนและบริษัทอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน โดยการลงทุนจะประกอบด้วยหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในประเทศจีน (onshore) และนอกประเทศจีน (offshore) (โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวน ได้ที่ www.uobam.co.th)

กองทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระจายลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งประเทศจีนนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการลงทุนจากปัจจัยภายในที่แข็งแกร่ง และในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะเข้าสะสมเพื่อวัตถุประสงค์การลงทุนในระยะยาวครับ

จากประสบการณ์การลงทุนของผมเองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการกระจายการลงทุนในหุ้นจีนเหมือนกันครับ เรียกได้ว่าผ่านทั้งช่วงที่ดี ชนิดขึ้นกันแบบน่าใจหาย และผ่านวิกฤตจากสงครามการค้าในช่วงปีที่แล้วมาอีกระลอกใหญ่ โดยผมเลือกวิธีการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) ในการทยอยสะสมอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และมองภาพรวมในระยะยาวมากกว่า อีกทั้งผมยังต้องการลดความผันผวนในการลงทุนด้วยครับ

ดังนั้น ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนที่เชื่อว่าประเทศจีนจะไปต่อได้ และมองว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นจีนแล้วละก็ การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนประเทศจีนก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันครับ

เอาล่ะครับ ขายของมาถึงตรงนี้แล้ว ถึงเวลาปิดการขายแล้วครับ สำหรับตอนนี้ทางกองทุน United All China Equity Fund (UCHINA) มีเปิด IPO ตั้งแต่วันที่ 18 – 25 กุมภาพันธ์ 2562  ถ้าหากใครสนใจก็สามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานบริการนักลงทุน บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) โทร 02-786-2222 หรือ www.uobam.co.th

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานกองทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน

กองทุนนี้มีความเสี่ยงจากอัตรา แลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากองทุนอาจป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม แต่เนื่องจาก กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุน

1. กองทุนไทยนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)  กองทุนนี้จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ทั้งนี้ กองทุนไทยอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

2. กองทุนหลักจะนำเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ไปลงทุนในหลักทรัพย์ในรูปสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศที่ลงทุน อย่างไรก็ดี กองทุนหลักมิได้ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง (FX Hedging) ดังนั้น กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ จึงมีความเสี่ยงและอาจได้รับผลขาดทุนจากนโยบายดังกล่าวของกองทุนหลัก

3. กองทุนหลักอาจลงทุนใน Credit Default Swap (protection seller) ในอัตราส่วนที่มากกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนต่างประเทศ ทำให้กองทุนรวมนี้มีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมอื่น

4. เนื่องจากกองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด

5. กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงด้านการเมือง เศรษฐกิจสังคม สภาวะตลาด สภาพคล่อง อัตราแลกเปลี่ยน กฎหมาย และ/หรือข้อจำกัดของประเทศที่กองทุนเข้าไปลงทุน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อมูลค่าหน่วยลงทุน และ/หรือสภาพคล่องของกองทุน

6. กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

เสี่ยงสูงอย่างเข้าใจก่อนการลงทุนใน “สินทรัพย์ดิจิทัล”

ช่วงเวลา 2 – 3 ปีที่ผ่านมาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสกุลเงินดิจิทัลเลยก็ว่าได้

ด้วยราคาบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่ถือเป็นคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดวิ่งจาก 964.46 USD/BTC ณ สิ้นปี 2559 ขึ้นมาทำจุดสูงสุดที่ 19,607.50 USD/BTC ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2560 หรือคิดเป็นผลตอบแทนถึง 20 เท่า ภายในเวลา ไม่ถึง 1 ปี เรียกได้ว่าสร้างผลตอบแทนมากมายมหาศาลมาก 

แน่นอนว่าผลตอบแทนที่สูงมากย่อมจูงใจให้ผู้เล่นจำนวนมากเข้าสู่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี จากปริมาณการซื้อขายต่อวันในหลัก 200 ล้านเหรียญสหรัฐช่วงสิ้นปี 2016 พุ่งไปสูงถึง 14,554 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือเติบโตมากกว่า 70 เท่าภายในเวลาไม่ถึงปี คริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง จึงกลายเป็นกระแสใหม่ที่ใคร ๆ ก็พูดถึง ไปทางไหน คุยกับใคร ก็ได้ยินแต่คำว่าบิทคอยน์

แน่นอนว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ย่อมมีความเสี่ยง (หรือความไม่แน่นอน) ที่สูงมากเช่นกัน และการลงทุนในคริปโทฯ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสู๊ง (เติมเสียงสูงเข้าไปอีกให้รู้ว่าสูงมาก) ความเสี่ยงของคริปโทฯ มาทั้งในรูปแบบความผันผวนของราคาที่ค่อนข้างสูง หากเทียบกับการลงทุนแบบอื่น อย่างบิทคอยน์ ที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุดในเครือคริปโทฯ ก็เคยแสดงปาฏิหาริย์ผลตอบแทน 20 เด้ง ภายในหนึ่งปีมาแล้ว ในทางตรงกันข้าม

ถ้าใครเข้าไปลงทุนที่จุดยอดดอยก็ขาดทุนได้มากเหมือนกัน อย่างในสิ้นปี 2561 ที่บิทคอยน์มีราคาเหลืออยู่เพียง 3,803.81 USD/BTC ผู้ที่เข้าไปซื้อตอนราคาสูงสุดต้องขาดทุนอย่างหนัก เพราะในเวลาเพียงปีนิด ๆ สิ่งที่ลงทุนไป 100 บาท เหลือมูลค่าเพียง 20 บาทเท่านั้น 

ความเสี่ยงอีกอย่างที่น่ากลัวกว่าความผันผวนของราคา คือ ความเสี่ยงจากการถูกเอาเปรียบโดยผู้มีเจตนาไม่สุจริต หรือพูดแบบบ้าน ๆ ก็คือสารพัดการโกงที่แปะป้ายมากับการลงทุนในคริปโทฯ นั่นแหละ กรณีดัง ๆ ก็มีทั้งการใช้คำว่า “คริปโทฯ” มาเป็นเรื่องบังหน้าของขบวนการแชร์ลูกโซ่ การหลอกลวงประชาชนให้ไปลงทุนในโครงการเกี่ยวกับคริปโทฯ ก่อนจะหนีหายไปพร้อมเงินลงทุน และการฉ้อโกง

แน่นอนว่าภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งดูดาย และมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อช่วงกลางปี 2561 และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็เป็นหน่วยงานหลัก ที่มีบทบาทในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนจากการถูกหลอกหรือเอาเปรียบ ป้องกันการฟอกเงิน
 หรือการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางไม่สุจริตอีกด้วย

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว หลายคนอาจยังงง สินทรัพย์ดิจิทัลคืออะไร? ตกลงมันดีหรือไม่ดียังไง? เดี๋ยวลงทุนศาสตร์จะพาไปรู้จักกับโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล แบบคร่าว ๆ กัน

ขอเริ่มจาก “สินทรัพย์ดิจิทัล” ก่อน คำนี้เป็นคำที่ใช้เรียกรวมทั้ง คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล สำหรับคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หมายถึง สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้หากผู้ใช้ยอมรับ ปัจจุบันคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ใช่เงินที่ธนาคารกลางใดในโลกรับรองว่าสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยคริปโทฯ จะถูกเก็บรักษาไว้ในระบบของบล็อกเชนซึ่งควบคุมการเข้าถึงโดยการเข้ารหัส คริปโทฯ ถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการอย่างแพร่หลาย เนื่องจากจำนวนที่มีจำกัดในระบบ เหรียญใหม่จะเกิดขึ้นจากการขุด (mining) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของการนำคอมพิวเตอร์ของตนไปใช้ในการตรวจสอบการทำธุรกรรมให้ระบบบล็อกเชนนั่นเอง คริปโทฯ ที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) อีเธอร์เลียม (Ethereum) เป็นต้น

และนอกจากคริปโทฯ แล้วก็ยังมีสินทรัพย์ดิจิทัลอีกประเภท คือ โทเคนดิจิทัล (Digital Token) หรือเหรียญดิจิทัล โทเคนดิจิทัลแบ่งได้เป็น Utility Token หรือเหรียญดิจิทัลที่ให้สิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ หรือสิทธิอื่น ๆ และ  Investment Token หรือเหรียญดิจิทัลที่กำหนดสิทธิของบุคคลในการร่วมลงทุน กลไกการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล จะเป็นการระดมทุนในลักษณะที่เรียกว่า ICO หรือย่อมากจาก Initial Coin Offering

ICO คือการระดมทุนที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วย นักลงทุนจะได้สินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลที่กำหนดสิทธิหรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ลงทุน เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในโทเคนฯ / ICO ผ่านส่วนต่างราคาจากการนำโทเคนฯ ไปขายต่อ หรือได้ส่วนแบ่งกำไรหรือผลประโยชน์ตามที่ผู้ออกเหรียญตกลงไว้

เงื่อนไขของการทำ ICO จำนวนเหรียญที่จะระดมทุน รวมไปถึงรูปแบบของผลตอบแทนที่จะได้รับ ผู้ออก ICO จะต้องระบุไว้อย่างละเอียดใน White Paper หรือเอกสารประกอบการเสนอขายโทเคนดิจิทัลนั่นเอง

ทั้งคริปโทฯ และโทเคนดิจิทัลสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็น ระบบการเก็บข้อมูลเป็นบล็อก ๆ โดยแต่ละบล็อกจะอ้างอิงไปข้อมูลของบล็อกก่อนหน้าเพื่อ ให้แน่ใจว่าข้อมูลมีความต่อเนื่อง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกสร้างสำเนาขึ้นมาและไม่ได้เก็บรวมกันไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะถูกกระจายกันเก็บไว้กับผู้ใช้จำนวนมากบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้บล็อกเชนมีจุดเด่น คือ ข้อมูลแก้ไขดัดแปลงได้ยากมาก เพราะถ้าอยากแก้ไขข้อมูล จะต้องแก้ไขข้อมูลในบล็อกนั้น และย้อนกลับไปแก้ไขในบล็อกก่อนหน้าทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีข้อมูลนั้นอยู่ด้วยการเข้ารหัสระดับสูง บล็อกเชนจึงเป็นเหมือนระบบการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์แบบกระจายตัว โดยอาศัยผู้ใช้จำนวนมากช่วยกันตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกัน

คำถามที่สำคัญกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ผลตอบแทนมากแค่ไหน คือ เรารับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดิจิทัล ได้มากแค่ไหน?

ถึงแม้ว่าวงการคริปโทฯ รวมไปถึงโทเคนที่ระดมทุนผ่าน ICO ต่าง ๆ จะมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง แต่อย่างไรก็ตาม ดินแดนนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็น สมรภูมิเดือดเสียทีเดียว เพราะนักลงทุนที่ลงทุนอย่างจริงจัง มีความรู้รอบคอบ และมีวินัยในการลงทุนอย่างมากก็ยังสามารถเอาชีวิตรอดอยู่ได้ (แต่จะกำไรหรือไม่กำไรขึ้นกับตลาดแต่ละช่วงปีด้วย) คำถามที่สำคัญที่สุด คือ เราพร้อมกับสินทรัพย์ดิจิทัล แล้วหรือยัง พร้อมรับความเสี่ยงแล้วหรือยัง หากมีความสนใจอยากลงทุนจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะรู้ถึงความเสี่ยงที่รายล้อมอยู่ แนะนำให้แบ่งเงินมาลองลงทุนเป็นจำนวนน้อย ๆ อาจสักไม่เกิน 10% ของเงินลงทุนที่มี หรือจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ ที่เราคิดว่าเราพร้อมแล้วที่จะเสียไปทั้งหมดเพื่อเป็นค่าครู

“อย่าลืม! ขาดทุนจากราคา ตก ไม่น่าเจ็บใจเท่ากับโดนมิจฉาชีพหลอก”

ดังนั้น ก่อนจะลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจหรือโครงการที่เราลงทุนด้วยเสมอว่าได้รับอนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.แล้วหรือยัง ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มีความเสี่ยงสูงพออยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงควรลดความเสี่ยงจากการโดนโกงด้วยการเลือกลงทุนกับตัวเลือกที่ผ่านการคัดกรองมาแล้ว  ที่สำคัญ การลงทุนกับผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับความคุ้มครองจากการถูกเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือว่าเป็นเกราะป้องกันจากการถูกหลอกและถูกโกงได้ดีเลยทีเดียว

ฝากไว้ได้ประโยชน์ เน้นย้ำว่า ได้ประโยชน์จริงๆ เห็นคนโดนหลอกมาเยอะ ไม่อยากให้ใครโดนหลอกอีก

  1. รายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจากก.ล.ต. >>> https://sec.or.th/digitalasset
  2. ความรู้เพิ่มเติมสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล >>> https://เสี่ยงสูง.com
  3. แบบประเมินตนเองถึงความพร้อมในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล >>> https://เสี่ยงสูง.com/checklist/

มีความสุขกับการลงทุนในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลนะ ; )

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ส่องกะรัต VERTIER Sukhumvit คอนโดติด BTS เพชรเม็ดงามแห่งถนนสุขุมวิท

คอนโดติดรถไฟฟ้าทำเลใจกลางสุขุมวิทยังมีอยู่จริง

ถนนสุขุมวิท ถือ เป็นถนนเส้นสำคัญของกรุงเทพมหานครมาอย่างยาวนาน จากจุดเริ่มต้นในปี 2462 จนถึง 2562 ในวันนี้ ถนนสุขุมวิทยังคงทำหน้าที่เป็นถนนสายเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าจะเปรียบเป็นเพชรก็ถือว่าเป็นเพชรน้ำงามที่ยังคงเปล่งประกายเจิดจรัส แม้เวลาจะผ่านมากว่า 100 ปี

“นอกจากในแง่เศรษฐกิจแล้ว ถนนสุขุมวิทก็ยังเป็นเพชรน้ำเอกด้านที่พักอาศัยด้วยเช่นกัน”

ด้วยเป็นถนนเส้นแรกที่มีรถไฟฟ้าตัดผ่านของกรุงเทพมหานคร สุขุมวิทจึงกลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างมาก สถานที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า สถานที่สำคัญต่างมากระจุกตัวกันอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ สุขุมวิทจึงถือได้ว่าเป็นทำเลที่ยอดเยี่ยมในการลงหลักปักฐานเป็นที่พักอาศัย ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และพัฒนานำหน้าพื้นที่อื่นในกรุงเทพมหานครมาเป็นเวลานาน

ถนนเส้นหลักที่พาดผ่านไปกับสายรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มถือเป็นทำเลทองของกรุงเทพ

การเลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าคือทางเลือกที่สะดวก แต่หากจะเลือกใช้รถยนต์ก็สามารถทำได้เช่นกัน แลนด์มาร์คสำคัญของย่านนี้คือ The Em District โครงการห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่มีให้เลือกกันอย่างจัดเต็ม ทั้ง Emporium ที่ชูจุดเด่นของห้างสรรพสินค้าระดับหรูหรา Emquartier ที่จับกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และทางเลือกการพักผ่อนที่หลากหลาย รวมไปถึง Emsphere ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563

นอกจากห้างหรูแล้วตลอดเส้นก็ยังมีคอมมูนิตี้มอลล์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และซูเปอร์มาร์เก็ตให้เดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ โรงพยาบาลก็มีให้เลือกทั้งโรงพยาบาลสุขุมวิทและโรงพยาบาลสมิติเวช ที่สำคัญคือร้านค้าร้านอาหารแนว Stand Alone เยอะมากและเรียงรายกันอยู่ตามถนนเส้นหลักบ้างเส้นรองบ้างที่แตกกระจายสาขาออกไปไม่รู้จบ สุขุมวิทจึงกลายเป็นคำตอบของการเลือกทำเลคอนโดมิเนียมของคนกรุงเทพจำนวนมากอย่างขาดลอย

VERTIER Sukhumvit คือคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมบนถนนสุขุมวิท

VERTIER มีขนาดประมาณ 1 ไร่เศษ คอนโดมิเนียมประกอบด้วย 227 ยูนิต ที่จอดรถ 6 ชั้น (รวมชั้นใต้ดิน) พร้อมระบบ Auto Parking แบ่งเป็นโซนชั้นอาศัยตั้งแต่ชั้น 4 – 28 ในขณะที่ส่วนกลางอยู่ที่ชั้น 2 – 3 และชั้น 29 – 30 ออกแบบภูมิทัศน์โดย V V Design สถาปัตยกรรมโดย Square Studio และมัณฑนศิลป์โดย Rox Space การออกแบบดึงเอาความสวยงามของเส้นโค้งของสายลมและสายน้ำมาเป็นจุดเด่น แต่ยังคงความเป็นเมืองหรูหราอยู่ในสิ่งปลูกสร้าง ให้ความรู้สึกผสมผสานของการใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับธรรมชาติที่สะท้อนออกมาทางงานออกแบบและพื้นที่สีเขียวที่อยู่ในโครงการ

ยูนิตภายในโครงการมีให้เลือกตามแบบไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเราเอง

VERTIER มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 1 ห้องนอน (28 – 42 ตารางเมตร) 2 ห้องนอน (48 – 52 ตารางเมตร) ไปจนถึง 3 ห้องนอน (86 ตารางเมตร และสามารถจดเป็นที่ตั้งบริษัทได้) ทุกยูนิตให้ความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นที่จำกัดไว้ที่ไม่เกิน 10 ยูนิตต่อชั้น เสริมด้วยการออกแบบผังห้องแบบ Private Living Single Corridor ประตูห้องมีอยู่ด้านเดียวของทางเดิน เจ้าของร่วมไม่ต้องเปิดประตูมาเจอห้องตรงข้าม ดึงความเป็นส่วนตัวขึ้นมาร่วมกับจุดเด่นด้านความพรีเมียมของโครงการ

นอกจากภายในห้องพักที่หรูหราแล้ว ประสบการณ์กับพื้นที่ส่วนกลางก็ถูกออกแบบมาให้มีระดับไม่แพ้กัน

ทั้งบริเวณล็อบบี้ต้อนรับ ห้องประชุมเพื่อธุรกิจ ห้องออกกำลังกาย พื้นที่สีเขียวภายในโครงการสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย แต่ที่ขาดไม่ได้และเป็นดาวเด่นของโครงการคงจะหนีไม่พ้น Sky Aquarium Pool และ Jacuzzi & Pool Terrace ที่จะให้ประสบการณ์ได้ไปนอนโรงแรมสุดหรู ว่ายน้ำในสระดาดฟ้าชมวิวเมืองหลวงยามค่ำคืนได้ทุกวัน

ในมุมมองด้านการลงทุน VERTIER ก็ถือว่าเป็นคอนโดมิเนียมระดับหรูที่มีราคาที่น่าสนใจ

ด้าน Capital Gain

ทำเลเส้นหลักของสุขุมวิทถือเป็นหัวใจของกรุงเทพมหานครอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคอนโดมิเนียมติดถนนหลักยิ่งมีความจำกัดด้านพื้นที่อยู่ในตัวเอง โดนส่วนตัวคิดว่า ถึงแม้ว่าความเป็นเมืองของกรุงเทพจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เส้นสุขุมวิทก็ยังคงความสำคัญอยู่เสมอ โดยเฉพาะในแง่ความพรีเมียมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนที่มีรายได้สูง และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย อสังหาริมทรัพย์บนถนนหลักเส้นนี้จึงยังมีข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ที่สร้างแนวโน้มการเติบโตของราคาในระยะยาว

ด้าน Cash Flow

หากพิจารณาในแง่ของการปล่อยเช่า พบว่าราคาเริ่มต้นของ VERTIER ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากค่าเช่าได้อย่างสมน้ำสมเนื้อเช่นกัน โดยเมื่อเทียบจากราคาเช่าตามราคาตลาดต่อตารางเมตรแล้ว ผลตอบแทนที่ได้มีโอกาสสูงกว่า 5% ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ตรงนี้ตอบโจทย์สำหรับใครที่อยากจะเน้นปล่อยเช่าคอนโดและสะสมเก็บไว้เป็นทรัพย์ในระยะยาว ยิ่งหากได้ซื้อในราคาที่มีส่วนลดหรือโปรโมชั่นแล้ว ผลตอบแทนที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นไปเป็นสัดส่วนอีกด้วย

Vertier Sukhumvit จึงเรียกได้ว่าเป็นโครงการ Rare Collectible Location

ด้วยพื้นที่บนถนนสุขุมวิทที่เป็นหนึ่งด้านทำเลอยู่แล้ว ประกอบกับจุดเด่นที่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียง 50 เมตร โครงการตั้งอยู่บนถนนใหญ่ไม่ต้องเข้าซอย โครงการภายในชูคอนเซปต์ด้านความหรูหราและการส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียมที่เน้นความเป็นส่วนตัว

Vertier Sukhumvit จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักอาศัยอยู่ โดยเฉพาะคนที่เจาะจงไปที่โครงการที่มีความหรูหรา บนทำเลทองอย่างถนนสุขุมวิท

ราคาเริ่มต้นตอนนี้เปิดตัวอยู่ที่ 180,000 – 195,000 บาทต่อตารางเมตร

แอบกระซิบว่าราคาข้างต้นยังไม่รวมส่วนลดที่อาจจะมีเพิ่มเติมตามระยะเวลาต่างๆ ของการเปิดขายโครงการ ใครที่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2FzvrxI หรือหากอยากจะติดต่อสายตรงพูดคุยก็กดโทรศัพท์ไปที่เบอร์ 1298 ได้เลย

ความจริงเพชรกับอสังหาริมทรัพย์ก็มีจุดเด่นที่สำคัญที่นักสะสมต่างรู้กันดีคือ สินทรัพย์เหล่านี้มักมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงในระยะยาว ด้วย supply ที่มีอยู่จำกัดทำให้ราคาของสินทรัพย์เหล่านี้มักจะเติบโตได้ดีไปตามเส้นการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ

ใครอยากสะสมก็อย่าลืมไปลองส่องกะรัตของ Vertier Sukhumvit กันดู

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราควรตรวจสุขภาพก่อนทำประกันหรือไม่?

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต แต่ก็กำลังจะถึงคิวที่จะต้องตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีคำถามว่า เราควรไปตรวจสุขภาพก่อนทำประกันไหม? เพื่อให้ทราบสถานะความพร้อมของสุขภาพตัวเอง เวลาทำประกันจะได้ทำอย่างถูกต้อง หรือไม่ต้องไปตรวจ แล้วไปทำประกันเลย เพราะยังไงเสียบริษัทประกันก็อาจจะต้องเรียกตรวจสุขภาพอีกครั้งอยู่ดี แล้วการไปตรวจก่อน หรือหลังทำประกัน มันจะมีผลต่อการพิจารณารับทำประกันหรือไม่ อย่างไร?

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจหลักการรับ หรือปฏิเสธการทำประกัน หรือการคุ้มครองหรือไม่คุ้มครองโรคบางโรค ของบริษัทประกันก่อนว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง และได้สิทธิประโยชน์สูงสุด โดยไม่ผิดเงื่อนไข

ซึ่งหลักการรับทำประกันหรือรับคุ้มครองโรค โดยทั่วไปของบริษัทประกันก็มีอยู่ว่า บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะรับคุ้มครอง แต่จะถูกเพิ่มเบี้ยประกัน หากมีตัวเลขทางสุขภาพบางอย่างที่สูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป (เช่น ความดันโลหิต หรือระดับน้ำตาลในเลือด)  และอาจจะปฏิเสธการรับทำประกันเลย หากมีโรคประจำตัวที่เข้าข่ายโรคอันตรายร้ายแรง เช่น มะเร็ง, หลอดเลือดในสมองตีบ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น โดยที่บริษัทประกันจะถือเอาหลักฐานจากคำวินิจฉัยของแพทย์ หรือประวัติการรักษาในโรงพยาบาลที่เราเคยไปรักษาทุกแห่ง รวมถึงการตอบคำถามสุขภาพในใบคำขอเอาประกันที่เราได้แถลงไว้ เป็นหลักฐานในการตัดสิน

ดังนั้น หากเราไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยมีประวัติการรับการรักษาใดๆ หรือ เคยมีประวัติรับการรักษา หรือผลการตรวจสุขภาพ แต่ผลออกมาเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่ต้องน่ากังวลเป็นพิเศษ แต่กำลังจะทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต และใกล้จะถึงคิวต้องตรวจสุขภาพ ก็ขอแนะนำว่า “ให้สมัครทำประกันก่อน แล้วจึงค่อยไปตรวจสุขภาพทีหลัง” เนื่องจากสถานะปัจจุบันของเรา คือคนที่มีประวัติสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว ดังนั้น จึงมีโอกาสทำประกันผ่าน และได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แม้ว่า ในขณะนั้น เราอาจจะกำลังเป็นโรคบางอย่างอยู่ โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ตาม (เพราะไม่มีประวัติตรวจพบโรคนี้มาก่อน และเราไม่รู้ตัวจริงๆ ดังนั้นบริษัทประกันก็ยังคงคุ้มครอง หากอาการเจ็บป่วย แสดงอาการออกมาหลังระยะเวลารอคอยโรค ที่บริษัทประกันกำหนดไว้ ในช่วง 30-120 วัน แล้วแต่โรค) หากตรวจร่างกายก่อนทำประกัน แล้วดันไปพบโรคที่เพิ่งเป็นโดยไม่รู้ตัวและไม่มีประวัติมาก่อน ก็กลายเป็นว่าเราจะกลายเป็นคนมีประวัติสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพิจารณารับทำประกันได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีประวัติสุขภาพที่เป็นปกติ ไม่เคยมีประวัติระบุว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือมีโรคประจำตัวมาก่อน และบริษัทประกันรับทำประกันและให้ความคุ้มครองตามปกติ รวมถึงผ่านช่วงระยะเวลารอคอยมาจนครบเงื่อนไขแล้วก็ตาม แต่หากเราเกิดการเจ็บป่วยจากโรคที่บริษัทประกันระบุว่า ต้องมีระยะเวลารอคอย แม้จะหามาโรงพยาบาลหาคุณหมอ หลังพ้นช่วงระยะเวลารอคอยแล้ว (เช่น พ้นมา 3 วัน) แล้วเราแจ้งคุณหมอว่า เราเริ่มมีอาการเจ็บป่วยจากโรคดังกล่าว มาประมาณ 1 สัปดาห์ แบบนี้ บริษัทประกันก็มีสิทธิ์จะยกเลิกความคุ้มครองและปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยการรักษาโรคนั้นได้อยู่ดี เนื่องจากจะถือว่า การเจ็บป่วยเริ่มแสดงอาการขณะที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย (นับย้อนหลังกลับไป 7 วัน) ซึ่งก็จะไปเข้าเงื่อนไขของการผิดเงื่อนไขในช่วงระยะเวลารอคอยอยู่ดี

นอกเหนือจากนี้ การเจ็บป่วยใดๆที่เกิดจาก “โรค” ทำให้เราต้องขอใช้สิทธิ์เบิกเคลมค่ารักษา ภายใน 2 ปีแรก นับตั้งแต่เริ่มทำประกัน เงื่อนไขที่บริษัทประกันทุกบริษัทนำมาใช้เหมือนกันหมดก็คือ ผู้ทำประกันต้อง “สำรองจ่าย” ค่ารักษาไปก่อน เนื่องจากหากเจ็บป่วยจากโรค บริษัทประกันจะต้องสงสัยว่าอาจจะเกิดจากโรคที่เป็นมาก่อนเอาไว้ก่อน (แม้เราจะแถลงไปว่าไม่มีโรคประจำตัว และผ่านพ้นช่วงระยะเวลารอคอยมาเกิน 120 วันแล้วอยู่ดี) และจะขอไปสืบตรวจประวัติให้เรียบร้อยก่อน หากเป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันก็จะจ่ายเช็คสินไหมชดเชยตามหลังมาให้ แต่หากเป็นการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ และ/หรือจากโรคที่เกิดหลัง 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มทำประกันไปแล้ว บริษัทประกันจึงจะจ่ายเงินคุ้มครองโดยการ Fax Claim ให้ได้ทันที

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องระมัดระวัง และควรจะศึกษาเงื่อนไขให้เข้าใจอย่างชัดเจน รวมถึงวางแผนการทำประกันเอาไว้ให้ดี ทุกครั้งก่อนจะตัดสินใจทำประกันนะครับ

ทำไมบริษัทประกันจึงต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกัน?

ช่วงที่ผ่านมา หากใครตามข่าวสารในแวดวงการเงิน หรือประกันภัยมาบ้าง อาจจะเคยผ่านตามาว่า บริษัทประกันหลายบริษัท กำลังเตรียมจะปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับเด็ก ขณะที่บางบริษัท ก็กำลังพิจารณางดขายประกันสุขภาพสำหรับเด็กบางแผน ในบางช่วงอายุด้วยเช่นกัน จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การที่บริษัทประกันปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกัน หรืองดขายแบบประกันต่างๆเหล่านี้  เป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ ? หรือกำลังเอาเปรียบผู้ทำประกันอยู่หรือเปล่า ?

ก่อนอื่น เราควรจะต้องเข้าใจก่อนว่า การทำประกันในอยู่บนพื้นฐานของหลักการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” นั่นก็แปลว่า คนที่มีความเสี่ยงน้อย จำเป็นต้องแชร์ความเสี่ยงร่วมกับคนที่มีความเสี่ยงสูง โดยทุกคนอาจจะจ่ายเบี้ยเท่าๆกัน (หรือคนที่มีความเสี่ยงสูงอาจจะจ่ายเบี้ยสูงกว่า) แต่ประเด็นก็คือ มันก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่า คนที่มีความเสี่ยงน้อย จะมีโอกาสเคลมประกัน น้อยกว่าคนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ค่าเบี้ยประกันมาตรฐาน ยังคงเป็นค่าเฉลี่ยกลางๆ จากสถิติที่ผ่านมาของคนส่วนใหญ่ ซึ่งอาจทำให้คนที่ทำประกันมาเป็นเวลานาน แต่ไม่เคยต้องเคลมเลย รู้สึกว่า ไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่ ที่ตัวเองต้องมาเสียค่าเบี้ยประกันตามความเสี่ยงเฉลี่ย ทั้งที่ตัวเองน่าจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงควรจ่ายเบี้ยที่ถูกกว่า

แต่อย่างในเคสประกันสุขภาพสำหรับเด็กที่อายุ 1 เดือนจนถึง 5 ปี ตามค่าสถิติถือเป็นช่วงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยสูง (เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก RSV หรือมือเท้าเปื่อย) ทำให้ค่าเบี้ยประกันค่อนข้างสูง ซึ่งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมและโอกาสของการเบิกเคลมของผู้ที่ทำประกันให้ลูกๆในปัจจุบัน ที่มีอัตราการเจ็บป่วยและเบิกเคลมสูงมาก พร้อมๆกัน หลายๆเคส ส่งผลให้บริษัทประกันต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น

ที่นี้ ถ้าอัตราการเคลมค่ารักษามีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา ก็จะทำให้อัตราค่าเบี้ยประกัน (ที่ถูกคำนวณมาจากค่าสถิติที่ผ่านมาในอดีต) ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงในปัจจุบัน ทำให้บริษัทประกันต้องเผชิญกับการรับความเสี่ยงของลูกค้าที่สูงขึ้น โอกาสการเคลมมากขึ้น และที่สำคัญก็คือ ค่ารักษาพยาบาลที่ทางโรงพยาบาลต่างๆคิด ก็แพงขึ้นเรื่อยๆ (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตราทบต้น 7-8% ต่อปี) บริษัทประกันจึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันสำหรับเด็กใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในปัจจุบันมากขึ้น (ไม่ได้ปรับเฉพาะรายบุคคล)

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณาปรับโครงสร้างเบี้ยประกันของแต่ละบริษัทนั้นก็อาจจะแตกต่างกัน ตามต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละบริษัทที่ต้องแบกรับ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายต่างๆในการดำเนินธุรกิจ (รวมถึงอัตราค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้กับตัวแทน), จำนวนลูกค้า, หรือการเติบโตของยอดขายเบี้ยประกันที่ผ่านมา ซึ่งถ้าบริษัทไหนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่สูง เช่น มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก หรือมีวงเงินความคุ้มครองที่ให้ลูกค้าสูงกว่าบริษัทอื่น ก็อาจจะมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มเบี้ยขึ้นสูงกว่า บริษัทที่รับภาระน้อยกว่า หรืออาจจะต้องยกเลิกความคุ้มครองในบางช่วงอายุไปเลยก็ได้ ถ้าพิจารณาแล้วพบว่า ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสูงมาก (ไม่คุ้มที่จะรับความเสี่ยงด้วยค่าเบี้ยประกันที่คิดในปัจจุบัน หรือไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเพิ่มเบี้ยประกันจนแพงมากเกินไป จนแทบไม่ต่างอะไรจากการที่ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง) เช่นที่ผ่านมา ก็มีบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ที่ยกเลิกการรับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีไปเลย (ไม่ขายแล้ว) ขณะที่อีกบริษัทหนึ่ง ก็ยกเลิก แผนประกันสุขภาพสำหรับเด็กแผนต่ำสุดไป แต่ยังขายแผนที่ความคุ้มครองสูงอยู่ (ไม่ปรับเพิ่มเบี้ย แต่ใช้วิธีบังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายค่าเบี้ยสูงขึ้นด้วยการทำแผนที่ความคุ้มครองสูงขึ้นแทน)

จากเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุสำคัญให้บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการขาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเบี้ย หรือการยกเลิกแผนประกันบางแผน ก็เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ไม่อย่างนั้น หากธุรกิจแบกรับความเสี่ยงหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ธุรกิจก็อาจจะไปไม่รอด ครั้นจะใหัรัฐบาลไปควบคุมการคิดค่าใช้จ่ายหรือค่ารักษากับทางโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะค่ารักษาที่สูงขึ้นก็เป็นเพราะต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อๆกันมา จำพวกค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ที่ต้องนำเข้า หรือค่าอุปกรณ์ต่างๆ ตามกลไกตลาดแบบทุนนิยม และเป็นธุรกิจที่ลูกค้า “ยอมจ่าย” แม้ราคาจะแพง เพราะเรื่องสุขภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้น ก็ควรจะอยู่ภายใต้ความเหมาะสมและ “ความเป็นธรรม” ของทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริษัทประกันเอง ที่แม้จำเป็นต้องเพิ่มเบี้ย ก็ควรเพิ่มตามความจำเป็นขั้นต่ำจริงๆ ไม่เพิ่มสูงกว่าความจำเป็นเพื่อฉวยโอกาสหากำไรเพิ่ม ฝ่ายลูกค้า หรือผู้ทำประกันเอง ก็ควรเคลมประกันตามอาการ และความซื่อสัตย์ ไม่ฉวยโอกาสจากการที่ถือว่ามีประกันคุ้มครองอยู่แล้ว ก็ใช้สิทธิ์นอนโรงพยาบาล ให้เบิกเคลมอย่างเต็มที่จนเกินความจำเป็น หรือฝ่ายโรงพยาบาลเอง ก็ควรคิดค่ารักษาตามสมควร ไม่ฉวยโอกาสที่ถือว่าลูกค้ามีบริษัทประกันมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้แทน เลยคิดค่ารักษาอย่างเต็มที่จนสูงเกินความเหมาะสม เพื่อให้เราทุกคนได้มีโอกาสทำประกันได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนที่สุดครับ

เราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?

สำหรับใครที่ศึกษาประกันชีวิตกันมาบ้าง คงพอจะทราบว่า หัวใจหลักของการทำประกันชีวิตนั้น คือการ “คุ้มครองภาระการเงิน” เพื่อไม่ให้ใครต้องมารับผิดชอบภาระแทน หากเราเกิดเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากหากเราทำประกันชีวิตไว้ เมื่อเสียชีวิต คนข้างหลังที่เป็นผู้รับผลประโยชน์ตามที่เราระบุชื่อ ก็จะได้รับเงินทุนประกันตามจำนวนที่เราเลือกทำเพื่อคุ้มครองชีวิตไป เพื่อนำไปจัดการกับภาระการเงินที่มีอยู่ได้

ซึ่งในที่นี้ คำว่า “ภาระการเงิน” อาจจะหมายถึง “ความรับผิดชอบทางการเงิน” ใดๆที่เราต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านั้น และต่อให้เราจากไปแล้ว ความรับผิดชอบนี้ก็ยังไม่หายไปไหน แต่จะต้องมีคนอื่นมารับผิดชอบต่อแทน ซึ่งโดยทั่วไป ภาระการเงินเหล่านี้ก็เช่น

  • ค่าใช้จ่ายต่างๆในการเลี้ยงดูบุคคลที่อยู่ในอุปการะ เช่น บุตร, ภรรยา, พ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง อาจจะคนเดียว หรือหลายคน ซึ่งหากบุคคลที่อยู่ในอุปการะเป็นบุตร ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ต้องรวมไปถึงค่าเล่าเรียนของบุตรด้วยเช่นกัน
  • มูลค่าหนี้สินต่างๆที่ค้างอยู่ เช่น หนี้บัตรเครดิต, หนี้รถ หรือหนี้บ้าน ของตัวเราเอง (หรืออาจจะรวมไปถึงหนี้ของคนอื่นที่เราช่วยรับผิดชอบอยู่ด้วยก็ได้ หากเราต้องการรับผิดชอบหนี้ก้อนหนี้หลังเราจากไปด้วย)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากที่เราจากไป ที่เราต้องการเป็นคนรับผิดชอบเอง เช่น ค่าจัดงานศพ เป็นต้น

ดังนั้น หากใครต้องการทำประกันชีวิต เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงเรื่องภาระการเงินดังกล่าว แล้วเกิดความสงสัยว่า ควรจะต้องทำที่ทุนประกันชีวิตเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสม คำแนะนำก็คือ ควรทำเท่ากับ “ภาระการเงินส่วนเกิน” ซึ่งก็เท่ากับ “ภาระการเงินทั้งหมดที่มีอยู่ หัก มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่” นั่นเอง (ที่ต้องหักด้วยมูลค่าทรัพย์สินก่อน เนื่องจากเมื่อเราจากไป ทายาทหรือผู้ที่เราต้องการให้ได้รับผลประโยชน์ของเรา ก็จะได้รับทรัพย์สินของเราไปเป็นมรดก เพื่อนำไปใช้จัดการกับภาระการเงินที่ยังเหลืออยู่ด้วย)

ซึ่งเราสามารถประเมินทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมให้ตัวเองได้คร่าวๆ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ประเมินค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูผู้ที่เรากำลังเลี้ยงดูอยู่

ตั้งแต่ปัจจุบัน จนถึงวันที่เราหมดภาระเลี้ยงดูแล้ว ซึ่งคำนวณได้จาก ค่าเลี้ยงดูปี (หรือค่าเลี้ยงดูต่อเดือน x 12) x จำนวนปีที่ต้องเลี้ยงดู โดยที่หากผู้ที่เลี้ยงดูเป็นบุตร จำนวนปีที่ต้องเลี้ยงดูก็อาจจะเป็นจำนวนปีที่ยังต้องเรียนหนังสือต่อจนกว่าจะเรียนจบ (เพราะถือว่า เมื่อเรียนจบ บุตรจะสามารถทำงานเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่เป็นภาระเราต่อไป) หรือถ้าผู้ที่เลี้ยงดูเป็นบุคคลอื่น เช่น พ่อแม่  จำนวนปีที่ต้องเลี้ยงดู ก็อาจจะเป็นจำนวนปีจากนี้ต่อไปจนกว่าพวกท่านจะจากไป ซึ่งก็ต้องประมาณการอายุขัยของพวกท่านเอาไว้ด้วย หรืออย่างน้อยที่สุด ก็แล้วแต่เราจะกำหนดจำนวนปีเอาเอง ตามแต่ที่เราคิดว่าเหมาะสมว่าจะเผื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้คนที่เราอุปการะอยู่ได้ใช้ต่อไปอีกกี่ปีด้วยก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง : ต้องเลี้ยงดูบุตร เดือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท ปัจจุบันบุตรอายุ 5 ขวบ จะเรียนจบตอนอายุ 22 ปี ดังนั้นต้องคุ้มครองต่อไปอีก 21-5=16 ปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการอุปการะทั้งหมดจะเท่ากับ 60,000 x 16 = 960,000 บาท

2. หากผู้ที่เราอุปการะเป็นบุตร ให้ประเมินทุนการศึกษาจนกว่าบุตรจะเรียนจบ

โดยรวมค่าเล่าเรียนบุตรในแต่ละปี ตั้งแต่ปัจจุบัน จนกว่าจะเรียนจบการศึกษาเข้าไปด้วย (ดังนั้น เราอาจจะต้องวางแผนคร่าวๆว่า ในอนาคต เราจะส่งบุตรไปเรียนที่ไหน ค่าเทอมประมาณเท่าไหร่)

ตัวอย่าง : ค่าเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นประถม จนจบปริญญาตรี ประมาณเทอมละ 30,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท รวม 16 ปี ดังนั้นทุนการศึกษาทั้งหมดจะเท่ากับ 60,000 x 16 = 960,000 บาท

3. ประเมินภาระหนี้สินทั้งหมด

โดยรวมมูลค่าหนี้สินทั้งหมดที่ยังเหลือค้างอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหนี้บัตร, หนี้ส่วนบุคคล, หนี้บ้าน และหนี้รถ เข้าด้วยกัน

ตัวอย่าง : ปัจจุบันมีหนี้บัตรเครดิต 10,000 บาท, หนี้บ้าน 3,000,000 บาท หนี้รถ 200,000 บาท รวมภาระหนี้สินทั้งหมด 10,000 + 3,000,000 + 200,000 = 3,210,000 บาท

4. ประเมินค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เราต้องการเตรียมไว้ หลังจากไป

เช่น ค่าจัดงานศพ

ตัวอย่าง : คาดว่า ค่าจัดงานศพจะประมาณ 100,000 บาท

5. ประเมินภาระการเงินทั้งหมดที่มีอยู่

โดยรวมค่าใช้จ่ายและหนี้สินทั้งหมดในข้อ 1-4 เข้าด้วยกัน

ตัวอย่าง : ภาระการเงินทั้งหมดที่มีอยู่ = 960,000 + 960,000 + 3,210,000 + 100,000 = 5,230,000 บาท

6. ประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด

โดยรวมมูลค่าทรัพย์สินที่เรามีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน ทั้งเงินฝากธนาคาร, เงินออม และเงินลงทุนต่างๆ

ตัวอย่าง : ปัจจุบันมีเงินฝากออมทรัพย์ 300,000 บาท, เงินลงทุนในหุ้น 200,000 บาท และเงินลงทุนในกองทุนรวม 500,000 บาท รวม 300,000 + 200,000 + 500,000 = 1,000,000 บาท

7. นำมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ประเมินได้ในข้อที่ 6 ไปหักออกจากภาระการเงินทั้งหมดในข้อที่ 5

ก็จะได้ทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม

ตัวอย่าง : ทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม = 5,230,000 – 1,000,000 = 4,230,000 บาท นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากเรามีการทำประกันชีวิตบ้างอยู่แล้ว ก็ให้เรารวมทุนประกันชีวิตของทุกกรมธรรม์ที่มีอยู่ แล้วนำมาหักออกจาก ทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม เพื่อดูว่า ทุนประกันชีวิตที่เราอยู่ มีเพียงพอทุนประกันชีวิตที่เราควรทำหรือไม่ ถ้าหากไม่เพียงพอ แล้วเรายังมีงบประมาณเหลือที่ยังสามารถทำประกันชีวิตเพิ่มได้ ก็ควรทำประกันชีวิตเพิ่ม โดยเลือกทำที่ทุนประกันส่วนที่ยังขาดอยู่นั่นเองครับ

สุดท้าย หลังจากที่เราทราบทุนประกันที่เหมาะสมแล้ว เราก็ควรต้องเลือกประเภทประกันชีวิตที่เหมาะสมกับทำเพื่อจุดประสงค์คุ้มครองภาระการเงินด้วย ได้แก่ แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา โดยที่ถ้าเป็นแบบชั่วระยะเวลา ค่าเบี้ยประกันก็มักจะถูกกว่าแบบตลอดชีพ แต่จะคุ้มครองเพียงแต่ช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งเราก็ควรเลือกแบบที่มีระยะเวลาคุ้มครอง ไม่ต่ำไปกว่าระยะเวลาที่เราจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งก็คือ ระยะเวลาที่เรายังต้องผ่อนชำระหนี้อยู่ หรือระยะเวลาที่เรายังต้องเลี้ยงดูผู้ที่อยู่ในอุปการะ ซึ่งเราต้องเลือกอย่างที่ยาวนานกว่า เพื่อครอบคลุมภาระทั้งหมดที่มีอยู่ได้ครับ

Beacon VC นำทัพลงทุน Jitta กว่า 200 ล้านบาท ดันสตาร์ทอัพไทยสร้างนวัตกรรมพลิกโฉม Wealth Tech

Beacon VC บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ประกาศนำการลงทุนครั้งใหญ่มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาทกับ Jitta สตาร์ทอัพแถวหน้าของไทย ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการลงทุนให้ผู้ใช้งานจากทั่วโลก โดยเป็นการลงทุนระดับ Pre-Series A ของสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลานี้ ตั้งเป้าพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะด้านการลงทุนผลักดัน Wealth Tech ในประเทศไทยให้เติบโต และขยาย Jitta สู่ตลาดต่างประเทศ

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด กล่าวว่า

Beacon VC เห็นแนวโน้มและศักยภาพในการเติบโตของตลาดในกลุ่มเทคโนโลยีการลงทุน (Wealth Tech) ซึ่งกำลังมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นในตลาดในตลาดทั่วโลก ในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นในปัจจุบัน โดย Jitta ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยอัลกอริทึม วิเคราะห์หุ้นที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจได้ในระยะยาว และยังมีฐานผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือผู้ก่อตั้งและทีมงานของ Jitta ที่มุ่งมั่นสร้างเทคโนโลยีเพื่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง”

“โซลูชั่นของ Jitta ที่พัฒนาขึ้น นับเป็นสตาร์ทอัพจำนวนน้อยรายในประเทศไทย ที่มีศักยภาพในการสเกลหรือขยายการบริการไปในตลาดต่างประเทศทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เรามั่นใจว่า Jitta สามารถเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่จะก้าวขึ้นมาสร้างปรากฏการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและผลักดันให้วงการสตาร์ทอัพไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล”

Beacon VC ถือเป็นหนึ่งในกองทุน Venture Capital ไทยที่ลงทุนในสตาร์ทอัพมากที่สุดขณะนี้ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการลงทุนไปแล้ว 5 บริษัททั้งในและต่างประเทศ Beacon VC มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจของธนาคาร หรือส่งเสริมความสามารถในการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย

การลงทุนครั้งนี้ นับเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับสตาร์ทอัพไทย ในรอบการลงทุน Pre – Series A โดย Beacon VC ในฐานะผู้นำการลงทุนครั้งนี้จะสนับสนุนให้ Jitta ขยายและพัฒนาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมการลงทุนที่เข้าใจง่ายสะดวก และมีประสิทธิภาพมาช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายและความมุ่งมั่นของธนาคารกสิกรไทย

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta กล่าวว่า

 “วิสัยทัศน์ของ Jitta คือ ช่วยให้นักลงทุนได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงสร้างนวัตกรรมการลงทุนที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สร้างผลตอบแทนดี ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย ดังนั้น การเข้าเป็นพันธมิตรกับ Beacon VC ที่ได้ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและโอกาสทางธุรกิจครั้งนี้ จะช่วยให้ Jitta สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านบริการด้าน Wealth Tech ได้ 

โดยเป้าหมายจากนี้เราจะขยายทีมพัฒนา เพื่อเน้นการนำเทคโนโลยี่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาต่อยอดนวัตกรรมอย่างเข้มข้นมากขึ้น พร้อมเปิดข้อมูลวิเคราะห์หุ้นให้ครบ 16 ประเทศ เพื่อครอบคลุม 95% ของหุ้นทั่วโลก รวมถึงเปิดบริการผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายตลาดไปยังสิงคโปร์และอินเดียภายในปีนี้”

มาทำความรู้จัก Jitta 

Jitta เป็นสตาร์ทอัพแถวหน้าของไทย เป็นผู้นำด้าน Wealth Tech มีทีมงานพัฒนาที่แข็งแกร่งสร้างเทคโนโลยี Big Data วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและความเหมาะสมในการลงทุนบนพื้นฐานการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ตามหลักการของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ว่า

“ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ เทคโนโลยีจัดอันดับหุ้นน่าลงทุน Jitta Ranking ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนและดัชนีตลาด จึงถูกนำไปใช้ต่อยอดเป็นกลยุทธ์การลงทุน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ เพื่อบริหารจัดการเงินให้นักลงทุนที่ต้องการ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,200 ล้านบาท

“นอกจากนี้ เรายังเตรียมเปิดให้บริการ Jitta Wealth ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีลงทุนในหุ้นตามการวิเคราะห์จัดอันดับของ Jitta Ranking เน้นลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตการจัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดยจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่สองของปีนี้ ซึ่งมั่นใจว่า Jitta Wealth จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยอย่างมาก เพราะการใช้เทคโนโลยีทำให้สามารถบริหารกองทุนได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีค่าบริหารจัดการต่ำกว่าเพียง 0.5% ต่อปี และเป็นธรรมแก่นักลงทุนมากที่สุด ด้วยการคิดค่าธรรมเนียมเพียง 10% ของกำไรอีกทั้งยังสร้างโอกาสและกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในประเทศไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา สะดวกสบายตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนอย่างดีที่สุดด้วยบริการออนไลน์” นายตราวุทธิ์ กล่าวสรุป

ข้อมูลจากรายงาน BCG Global Asset Management 2561 สรุปมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแล (Asset Under Management) สุทธิทั่วโลกในปี 2560 ว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น 2,500 ล้านล้านบาทเติบโตจากปีก่อนหน้า 12% โดยสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นประเทศที่มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลสูงสุด

สำหรับประเทศไทยมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแลสุทธิ 6 ล้านล้านบาท เติบโต 7.6% โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จึงทำให้มีความต้องการของการจัดการบริหารเงินทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ (Wealth Tech) เพื่อความคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และสร้างผลกำไรที่ดีกว่าในระยะยาว ซึ่งตรงกับแนวโน้มพฤติกรรมของรนักลงทุนในปัจจุบัน 

เกี่ยวกับ Jitta

Jitta เป็นสตาร์อัพสัญชาติไทยด้าน Wealth Tech เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2557 โดยมีพันธกิจหลักคือ การสร้างเทคโนโลยีให้ผู้ลงทุนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลที่มีส่วนตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น ผ่านวิธีการที่เรียบง่ายกว่า แบ่งเป็น 2 บริการหลัก คือ Jitta .com เทคโนโลยีวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น (Fundamental Analysis) ครอบคลุมหุ้น 16 ประเทศทั่วโลก

โดยปัจจุบัน Jitta.com มีสมาชิกเข้าใช้งานกว่า 200,000 คน จาก 128 ประเทศทั่วโลกและ Jitta Wealth เทคโนโลยีบริหารกองทุนอัตโนมัติ (automated Stock Invesment) ลงทุนตาม Jitta Ranking ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่า ด้วยความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนภายใต้การบริหารของพันธมิตรแล้วว่า 2,200 ล้านบาท

เกี่ยวกับ Beacon VC

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (Beacon Venture Capital) จัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นหน่วยงานธุรกิจเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย โดยมีนโยบายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น และระยะเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน (Fin Tech) รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค (Consumer) และองค์กร (Enterprise) ปัจจุบันกองทุน Beacon VC มีขนาด 135 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งของบริษัทเทคโนโลยีที่ทางกองทุนได้เข้าร่วมลงทุนได้แก่ บริษัท Flow Account ในประเทศไทย และบริษัท Grab และ InstaReM ในประเทศสิงคโปร์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save