Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีพันล้าน 10 อันดับแรกของโลก

คนแรกที่เนื้อหอมและร่ำรวยที่สุดของโลกอันดับที่ 1 คือ Jeff Bezos ที่เบียด Bill Gates ให้ตกเป็นอันดับ 2 ไปแล้วนับตั้งแต่ปี 2017 Jeff Bezos มีมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เขาเริ่มต้น Amazon หลังลาออกจากการเป็นผู้จัดการ Hedge Fund แห่งหนึ่ง และริเริ่มทำธุรกิจจากการขายหนังสือออนไลน์ในปี 1994 เพราะเห็นอัตราการเติบโตของการใช้เว็บไซต์สูงมากถึง 2,300% ต่อปี และเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon จริงจังในปี 1995 จนกลายเป็นศูนย์กลางของการขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของโลกตามที่เขาตั้งเป้าไว้

จากนั้น ปี 1997 เขานำ Amazon จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น ราคา IPO อยู่ที่ 18 ดอลลาร์สหรัฐ ปี 1999 เริ่มขยายตลาดด้วยการขาย CD เพลงและหนังมากขึ้น ในปีเดียวกันนี้ยังได้รับการยกย่องจาก TIME ให้เป็นบุคคลแห่งปี

ปี 2000 ก่อตั้ง Blue Origin เป็นบริษัทสำรวจอวกาศ เพราะเชื่อมั่นว่า ในอนาคตผู้คนนับล้านจะทำงานในอวกาศมากขึ้น และเชื่อว่า การมุ่งสู่อวกาศจะมีพลังงานและทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัด การสร้าง Blue Origin ขึ้นมาก็เพื่อทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้มีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปในอวกาศได้

ปี 2005 เริ่มแซงหน้า Richard Branson และ Steve Jobs ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปี 2007 เริ่มนำ Amazon Kindle ให้ผู้คนสามารถค้นหา ซื้อ และดาวน์โหลด e-books, e-newspaper และ e-magazines และเริ่มให้บริการขนส่งอาหารสด Amazon Fresh

ปี 2009 เริ่มบุกธุรกิจค้ารองเท้าออนไลน์ขนาดใหญ่ด้วยการซื้อ Zappos เข้ามาครอบครองในมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปี 2013 Jeff Bezos กลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับที่ 13 ของโลกด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.52 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้าผู้ก่อตั้ง Google คือ Larry Page และ Sergey Brin จากนั้นก็เข้าซื้อกิจการ Washington Post ด้วยมูลค่า 250 ล้านเดอลลาร์สหรัฐ

ปี 2017 เข้าซื้อกิจการ Whole Foods ในมูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางปี และขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 9.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

Jeff Bezos ก้าวขึ้นเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 1 ของโลกที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นคนแรกของโลกที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย

  • 2. Bill Gates มูลค่าทรัพย์สิน 9 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัท Microsoft
  • 3. Warren Buffett มูลค่าทรัพย์สิน 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัท Berkshire Hathaway
  • 4. Bernard Arnault & Family มูลค่าทรัพย์สิน 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัท LVMH ที่คราคร่ำไปด้วย 70 แบรนด์หรู 
  • 5. Mark Zuckerberg มูลค่าทรัพย์สิน 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ Facebook
  • 6. Amancio Ortega มูลค่าทรัพย์สิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ Zara
  • 7. Carlos Slim Helu & Family มูลค่าทรัพย์สิน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ Telecom
  • 8. Charles Koch มูลค่าทรัพย์สิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ KOCH Industries
  • 8. David Koch มูลค่าทรัพย์สิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ KOCH Industries
  • 10. Larry Ellison มูลค่าทรัพย์สิน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ Oracle

ที่มา:

Forbes
Inc
Bloomberg
CNBC

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

“ความเสี่ยง” เรื่องที่ควรศึกษาให้ดี ก่อนการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ

ผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจนโยบายในการลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกองเสียก่อน ว่าเขาเลือกลงทุนแบบใด ในประเทศหรือต่างประเทศ ถ้าต้องการกระจาย “ความเสี่ยง” อาจจะเลือกลงทุนทั้งภายในประเทศและลงทุนในต่างประเทศบ้าง

ประเภทของการลงทุนก็สำคัญ เพราะการเลือกลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกัน ระดับ “ความเสี่ยง” ก็มีหลายหลายให้เลือกตามความสามารถในการรับได้มากน้อยเพียงใดของผู้ลงทุน

  • หากเป็นผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเลยก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการลงทุนกับประเภทแรกไปก่อน คือกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนภายในประเทศ ซึ่งมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวงถามมีอายุไม่เกิน 1 ปี
  • แต่ถ้าสามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ ก็อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งลงทุนในต่างประเทศแต่ไม่เกิน 50% ของ NAV (มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม) พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้
  • หากสามารถรับความเสี่ยงได้สูงก็อาจจะพิจารณาเลือกลงทุนกองทุนรวมตราสารทุนหรือกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรมได้

*มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ* หรือ NAV คือมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดของกองทุนรวม รวมถึงผลประโยชน์ต่าง ที่กองทุนรวมได้รับจากการลงทุน

ที่มา:

คู่มือผู้ลงทุนฉบับลงทุนในกองทุนรวม
แบบทดสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

อภินิหารเงินออมทำเพจมาตั้งแต่ปี มี.ค. 2557 เริ่มต้นจากต้องการสร้างแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจให้คนเริ่มออมเงิน สุดท้ายต่อยอดด้วยการนำเงินไปลงทุนให้เติบโตต่อไป แบบเน้นการลงมือทำจริงๆ ถ้าใครออมเงินคนนั้นก็ได้รับไปและไม่ต้องไปรอขอความช่วยเหลือการเงินจากคนอื่น

คุณค่าของความรู้อยู่ที่การนำไปใช้และต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเข้าไปที่หน้า FB หรือหาข้อมูลใน google จะเจอเว็บไซด์ที่ให้คำแนะนำเรื่องการเงินเยอะมาก แต่จะมีคนกี่ % ที่อ่านปุ๊บแล้วเริ่มออมเงินทันที ส่วนตัวมองว่าการออมเงินไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่มันมีอารมณ์และความรู้สึกรวมอยู่ด้วย เพราะต้องใช้แรงฮึดมหาศาลเพื่อให้คนเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างหนึ่ง บทความนี้สร้างแรงฮึดให้ออมเงินได้อย่างแน่นอนจ้า ^^

“ชวนเพื่อนออมเงิน”

หลังจากทำเพจอภินิหารเงินออมมาได้สักพักก็มีแฟนเพจหลายคนหมดพลังในการออมเงิน ทำได้แป๊บนึงก็แพ้ใจตัวเอง เลิกออมเงินกลางทาง เราก็เลยหาวิธีใหม่ คือ ออมเงินพร้อมแฟนเพจ แต่ละเดือนจะมีไอเดียในการออมเงิน 1 – 4 แบบ พอถึงสิ้นเดือนก็จะเปิดกระปุกออมสินนับเงินกัน แล้วจะนำเงินนั้นไปทำอะไรต่อก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงินของแต่ละคน

อภินิหารเงินออมเริ่มทำโครงการนี้มาตั้งแต่ มิ.ย. 2558 มาถึงตอนนี้ ธ.ค. 2561 รวมระยะเวลา 43 เดือนแล้วจ้า รู้สึกว่าตัวเองเป็นแอดมินที่บ้าพลังยังไงก็ไม่รู้ที่ทำเรื่องแบบนี้ แต่ก็อยากจะทำให้แฟนเพจรู้ว่าเงินก้อนเล็กๆที่เราค่อยๆสะสม พอรวมกันมากๆจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ให้เราชื่นใจได้ (ดูเส้นทางการออมเงินได้ที่ลิงค์ใต้ภาพนะจ๊ะ)

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

ที่มา : อัลบั้มภาพ “รวมเงินออมปี 2561” http://bit.ly/2znPPjS

แฟนเพจร่วมแชร์ประสบการณ์

ช่วงที่ผ่านมาโพสต์ของคุณชีวานันต์ คุณเศษ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนมีแรงฮึดเริ่มออมเงิน แต่กว่าจะมีวันนี้ได้น้องต้องผ่านอะไรมาบ้างและมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ออมเงินได้ทะลุเป้าหมาย อภินิหารเงินออมสรุปแบ่งเป็นหัวข้อไว้ในบทความนี้แล้วจ้า ถ้าชอบส่วนไหนก็นำไปปรับใช้กับตัวเองได้นะจ๊ะ

เส้นทางเงินออม 100,000 บาท

เป้าหมายการเก็บเงิน

  • รักตัวเอง : เก็บเงินเพื่อดูแลตัวเอง ไม่อยากรอขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

ที่มา : https://www.facebook.com/640628979308056/posts/1977596308944643/

วิธีการออมเงิน

  • เข้มงวดกับตัวเอง เราตั้งกฎหรือเงื่อนไขอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ เช่น สะสมแบงค์ 50 หยอดกระปุกออมสินเดือนละ 1,000 บาท กลับบ้านแล้วเทเศษเหรียญใส่กระปุกออมสิน

  • มีวินัยและสม่ำเสมอในการออมเงิน เช่น การฝากประจำทำให้เราไม่ลืมที่จะเก็บสะสมเงิน 

    • เราอาจจะนำไปปรับใช้ เช่น เก็บเงินเดือนละ 10% ของรายได้ ออมทอง ออมกองทุน ออมหุ้นทุกเดือน ดูไอเดียการออมเงินแบบอื่นๆ ได้ที่ “รวมเงินออมปี 2561” http://bit.ly/2znPPjS

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

ผลงานการออม

ใครถนัดออมเงินแบบไหนก็เลือกแบบนั้น น้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองเข้าใจก่อน หลังจากนี้น้องจะนำเงินไปต่อยอดที่กองทุนรวม  

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

ใช้เงินออมเพื่อความสุข

ถ้าหาเงินมาแล้วเก็บออมเงินอย่างเดียว ชีวิตของเราจะจืดมาก พอถึงจุดหนึ่งจะกลายเป็นความเครียด เคยเจอพี่บางคนทำงานเหนื่อยมาก เก็บเงินอย่างเดียว ตระหนี่สุดๆ พอถึงช่วงเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็คิดได้ว่าตายไปก็ไม่ได้ใช้เงิน หลังจากหายป่วยแล้วก็กลายเป็นคนใหม่ที่ใช้เงินหนักกว่าเดิม  ใช้เงินเพื่อความสุขของวันนี้เพียงอย่างเดียว ส่วนตัวมองว่าบางครั้งเราก็ต้องใช้เงินเพื่อความสุขสร้างสีสันให้ชีวิต ทำให้เงินออมมันจับต้องได้ 

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

การประหยัด

เคล็ดลับทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นแบบง่ายๆ คือ การประหยัด โดยลดรายจ่ายทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เชื่อว่าแต่ละข้อเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่มันจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงก็ต้อง “ลงมือทำ”  มันยากที่จะเอาชนะใจตัวเอง แต่ถ้าเราทำได้แล้วผลลัพธ์ที่ได้รับ มันคุ้มค่าเสมอนะจ๊ะ 

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

การหารายได้เพิ่ม

รายได้หลักไม่พอก็ต้องหารายได้เสริม ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีหาเงินเพิ่มแตกต่างกันตามความถนัดของตัวเอง เพราะเรามีต้นทุนชีวิตแตกต่างกัน ส่วนตัวมองว่าเราจะทำอาชีพอะไรก็ได้ แค่ไม่โกงเงินคนอื่นก็พอแล้ว 

จากเรื่องของน้องที่ครอบครัวไม่สนับสนุน คิดว่าน่าจะกลัวเรื่องของความปลอดภัยในการทำงานที่ต้องกลับบ้านดึก คนเมาที่ขาดสติแต๊ะอั๋ง ฯลฯ แต่ถ้าเราดูแลตัวเองและวางตัวดีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในขณะที่การทำงานก็ต้องมีขอบเขต เพราะการทำงานหนักเกินไปก็อาจจะเป็นอันตรายกับร่างกายได้ในอนาคต จนเราต้องถอนเงินออมออกมาจ่ายกับการรักษาสุขภาพก็ได้

เรื่องออมเงิน ใครๆก็ทำได้ ตอน 1 ปี มีเงินออม 100,000 บาท ทำได้อย่างไร?

เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเงินออมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็มีข้ออ้างที่ยังไม่ออมเงิน เช่น เศรษฐกิจไม่ดี รายจ่ายเยอะ รายได้น้อย ฯลฯ อภินิหารเงินออมคิดว่าบทความนี้น่าจะสร้างแรงฮึดและแรงบันดาลใจให้หลายๆคนเริ่มออมเงินได้ แล้วสิ่งสำคัญที่ได้มากกว่าตัวเงิน คือ ความภาคภูมิใจ ที่มีเงินออมแล้วอยู่รอดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่ร้องขอรอความช่วยเหลือจากคนอื่นนะจ๊ะ

ครม. เห็นชอบกำหนดอัตราเงินเฟ้อ 2.5% ปี 2562

เหตุผลในการออกประกาศ

  • คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เป็นความตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อำนาจตามกฎหมาย

  • กนง. ได้ออกประกาศฉบับนี้เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามความในมาตรา 28/8 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช / 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

เนื้อหา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินได้ตกลงร่วมกัน ดังนี้

เป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลางและเป้าหมายสำหรับปี 2562

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ กนง. มีข้อตกลงร่วมกันโดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.5% บวกลบ 1.5% เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลางและเป็นเป้าหมายสำหรับปี 2562 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยและสอดคล้องกับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทย

การติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมายของนโยบายการเงิน

กระทรวงการคล้งและธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดให้มีการหารือร่วมกันเป็นประจำหรือเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายการเงิน กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี มีรายละเอียดดังนี้

  1. ดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา
  2. แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป
  3. การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบและจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสต่อไป

การเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปออกนอกกรอบเป้าหมาย

กนง.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระยะต่อไปอาจมีความผันผวนจาก

  • ความไม่แน่นอนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด
  • ความเสี่ยงจากต่างประเทศโดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • มาตรการโต้ตอบของประเทศคู่ค้าต่างๆ  

หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย กนง.จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงการคลังเพื่อชี้แจง ดังนี้

  • สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น
  • แนวทางนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาและช่วงที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม
  • ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย
  • การแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงิน
    • ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและ กนง. อาจตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินก่อนนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา

ที่มา:

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

พฤกษาฉลอง 25 ปี ขยายโรดแมปพร้อมเปิดบ้าน “Pearl Bangkok” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร

พฤกษา ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาฯ ฉลองครบรอบ 25 ปี วางโรดแมปขยายธุรกิจ Health Care สร้างรายได้ต่อเนื่อง มุ่งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ตอบโจทย์ Total Living Solution ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ตั้งเป้าครองตำแหน่งผู้นำอสังหาฯ ต่อเนื่อง พร้อมย้ายไปสู่อาคารใหม่สุดทันสมัย “Pearl Bangkok”

คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า

“พฤกษาเริ่มต้นจากเจตนารมย์ที่อยากให้คนไทยมีบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม จากบริษัทที่เริ่มจัดสรรทาวน์เฮาส์เพียงไม่กี่ยูนิตต่อปี จนปัจจุบันพฤกษาได้ดำเนินธุรกิจเติบโตมาจนอายุครบ 25 ปี พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโด ที่ครอบคลุมทุกเซ็กต์เมนต์ ส่งมอบบ้านคุณภาพให้กับลูกค้าในแต่ละปี 20,000 ยูนิต และมีจำนวนโครงการที่เปิดขายแล้วกว่า 1,000 โครงการ ซึ่งถือว่ามีจำนวนโครงการและยูนิตมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากพฤกษามี Business Model และแนวคิดในการบริหารธุรกิจที่แตกต่าง ทำให้สามารถเติบโตและครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้ขยายการลงทุนในธุรกิจ Health Care ได้แก่ โรงพยาบาลวิมุต และคลินิกบ้านหมอวิมุต ซึ่งบริหารโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ยาวนานเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทย ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล ด้วยเจตนารมย์ที่อยากให้คนไทยได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีในราคาที่เอื้อมถึงได้

รวมถึงมองหาธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับในปีนี้ได้รวมพนักงานที่อยู่ตามอาคารสำนักงานต่างๆ หลายแห่ง ย้ายเข้าสู่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่เป็นศูนย์กลางทั้งหมดที่เดียวที่อาคาร Pearl Bangkok จึงเป็นโอกาสดีที่จะเฉลิมฉลองครอบรอบ 25 ปี ของพฤกษาอย่างสมบูรณ์”

ทำความรู้จัก Pearl Bangkok

สำหรับสำนักงานใหญ่ของพฤกษาที่ Pearl Bangkok เป็นอาคารประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองการประเมินอาคารเขียวตามมาตรฐาน LEED Certified Green Building ระดับ Gold มีความสูง 25 ชั้น มูลค่าก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท

การออกแบบตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ไข่มุกรูปทรงเมล็ดข้าว’ (Rice Peral Dome) และในส่วนของโดมด้านหน้าได้แนวคิดมาจาก ‘หอยมุกมา – เบ’ (Ma – Be Pearl) ที่มีลักษณะทรงกลมครึ่งซีก ด้วยความโค้งมนของอาคาร การใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบและเลือกใช้วัสดุ จึงมีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกอาคาร

โดยพฤกษามุ่งหวังให้สถานที่แห่งนี้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เพื่อให้พนักงานพฤกษารวมถึงลูกค้าและผู้เข้ามาติดต่อได้รับความสะดวกสบาย ทั้งทำเลที่อยู่ใกล้ BTS อารีย์ ความสวยงามภายในอาคาร พร้อมด้วยเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ทันสมัย พร้อมด้วยธนาคารพาณิชย์ชั้นนำถึง 7 แห่ง และ Pruksa Open House ที่เป็นศูนย์บริการลูกค้าครบวงจรตั้งแต่จองจนถึงยื่นขอสินเชื่อเพื่อให้บริการอีกด้วย

ทั้งหมดจึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจสำหรับพฤกษาแบรนด์อสังหาฯ ที่เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของเมืองไทยมายาวนาน รวมถึงทิศทางที่กำลังเดินหน้าต่อไปเพื่อการตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยและลูกค้าในอนาคต

“ดอกเบี้ยนโยบาย” มีไปเพื่ออะไร?

หลังจากข่าวการขึ้นอัตรา “ดอกเบี้ยนโยบาย” ในรอบ 7 ปี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 61 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี และให้มีผลทันที

วันนี้ #aomMONEY เลยอยากชวนมาทำความเข้าใจกันว่า…

1. ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร? ทำไมถึงมีความสำคัญ?

2. การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลอะไรต่อเรากันบ้าง?

3. กระทบต่อเศรษฐกิจรวมทั้งเราทุกคนอย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าดอกเบี้ยนโยบาย ก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (เป็นเหมือนดอกเบี้ยขั้นต่ำ) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ อย่างที่เรารู้กันว่าดอกเบี้ยเป็นอีกหนึ่งมาตรการหรือเครื่องมือในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยแบงก์ชาติมีหน้าที่คอยติดตามและประเมินผล เพื่อหาอัตราดอกเบี้ยกลางที่สมดุลกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงนั้น ๆ

ในครั้งนี้เพราะสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจสูงเกินไป อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แบงก์ชาติจึงทำการ ปรับสมดุลให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพโดยเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นนั่นเอง

ในทางปฏิบัติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนในการทำธุรกิจ เมื่อดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนไป ดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ และผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดอกเบี้ยนโยบาย

ฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ? อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร

กลไกเมื่อปรับ เพิ่ม-ลด ดอกเบี้ยนโยบาย

โดยหลักการแล้ว แบงก์ชาติจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ยนโยบาย) ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อกระตุ้นให้เศรษบกิจฟื้นตัว

และจะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย) ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไปเพื่อชะลอความร้อนแรง

เมื่อปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น

ธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยตามนโยบาย -> คนกู้เงินน้อยลง, คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง -> ปริมาณเงินในระบบลด -> ราคาสินค้าถูกลง -> เงินเฟ้อลด = เศรษฐกิจโตน้อยลง (ลดความร้อนแรงเศรษฐกิจ)

เมื่อปรับดอกเบี้ยนโยบายลด

ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยตามนโยบาย -> คนกู้เงินมากขึ้น -> ปริมาณเงินในระบบเพิ่ม -> คนมีเงินมากขึ้น  -> เงินเฟ้อขึ้น = เศรษฐกิจโตมากขึ้น (กระตุ้นเศรษฐกิจ)

หากเทียบอัตราดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศตามที่แบงก์ชาติ ระบุว่าไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มในประเทศเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย 6%, ฟิลิปปินส์ 4.75%, จีน 4.35%, มาเลเซีย 3.25% เป็นต้น

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จะส่งผลต่ออะไรบ้าง?

1. ลูกหนี้สินเชื่อบ้าน คอนโดมิเนียม

ผู้ที่กำลังผ่อนบ้าน หรือมีแผนจะกู้เงินอยู่ จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมื่อธนาคารต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย (ล้อตามดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรักษาสมดุลและทำกำไร)

ใครที่ทำสัญญาดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวไว้ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับการกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดก็จะทำให้ภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายเพิ่มตามดอกเบี้ย แต่หากใครเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ ที่มักเป็นสัญญากู้ซื้อรถ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ

2. ดอกเบี้ยเงินฝาก

ธนาคารต่าง ๆ ทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามไปด้วย จะทำให้คนอาจจะย้ายเงินจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ มาฝากกับธนาคารมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีและน่าสนใจกว่า

3. นักลงทุนที่จะกู้เงินมาลงทุน, SME

บริษัทไหนที่กู้เงินกับธนาคารมาลงทุนอยู่ ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิตและบริหารจัดการสูงขึ้น

4. ผลตอบแทนพันธบัตร

เมื่อดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น พันธบัตรรัฐบาล / ตราสารหนี้ต่าง ๆ ที่มีผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ย จะให้ผลตอบแทนพันธบัตรในอนาคตสูงขึ้นตาม

5. ตลาดหุ้น

เมื่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล / ตราสารหนี้ และการฝากเงิน จะดูน่าสนใจมากขึ้น คนก็จะย้ายเงินจากตลาดหุ้นไปลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวบ้าง แต่ก็จะมีหุ้นบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นประกันชีวิต เป็นต้น นักลงทุนควรเลือกลงทุนแบบ Selective เนื่องจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบที่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกัน

6. เงินเฟ้อ – ราคาสินค้าโดยรวม

การเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายในท้ายที่สุดจะนำไปสู่การชะลออัตราเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างที่อธิบายไปด้านบนว่าสุดท้ายแล้วคนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เมื่ออิงตามหลักกลไกราคาแล้ว ราคาสินค้าก็จะถูกลงตาม เกิดเป็นเงินเฟ้อต่ำลง (ฝืดขึ้น)

จะเห็นได้ว่าผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีหลายอย่างที่ใกล้ตัวเรา เพราะเรื่องเงินเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ดังนั้นต้องติดตามข่าวความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจเลือกปรับพฤติกรรมและเตรียมพร้อมกับปีหน้ามากขึ้น

#aomMONEY

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

สรุปครบทุกประเด็น พร้อมต้อนรับปี 2019 สำหรับการเตรียมตัวเรื่องภาษีขายของออนไลน์

สำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ในปีนี้ คงจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวั่นใจ ตั้งแต่ได้ยินข่าว เรื่องธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ไปจนถึงแนวทางการตรวจสอบเรื่องภาษีขายของออนไลน์อะไรมากมายที่ตามมา เอาเป็นว่าบทความนี้ถือเป็นบทความส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2019 ของเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ ที่จะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงการวางแผนและจัดการภาษีขายของออนไลน์อย่างแท้จริงครับ

ประเด็นแรกที่สำคัญ นั่นคือ เราต้องล้างความเข้าใจผิดเรื่องของธนาคารส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรก่อนว่า แนวทางและหลักการของการส่งนั้นมันเป็นแบบไหน ยังไงบ้าง? โดยเริ่มกันที่คำถามแรกก่อนเลยดีกว่าว่า คนที่มีหน้าที่ส่งคือใคร ส่งข้อมูลอะไรแบบไหน ยังไงบ้าง ? มันจะใช่แค่ธนาคารคนเดียวหรือเปล่านะ

ใครมีหน้าที่ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
ส่งแบบไหน ยังไง ส่งแล้วจะตรวจไหม?

ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้กำหนดให้ผู้มีหน้าที่ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรมี 3 คน ได้แก่ ธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิคส์เป็นคนส่งข้อมูล โดยแยกออกเป็นรายบุคคล (ทุกบัญชี) ตามแต่ละผู้ให้บริการ และไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน

โดยธุรกรรมที่เข้าข่ายลักษณะเฉพาะที่ต้องส่งนั้น มี 2 ประเภท คือ 

  • ยอดเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่สนใจจำนวนเงิน) 
  • ยอดเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดเงินรวม 2 ล้านบาท (ต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไข)

สำหรับข้อมูลที่ส่ง ได้แก่ เลขบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้ง และจำนวนเงิน และส่งไปให้กับกรมสรรพากร เพื่อให้สรรพากรใช้วิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมผู้เสียภาษีแต่ไม่ใช่เอาไปจัดเก็บภาษีเลยทันที เกณฑ์นี้เป็นเพียงแค่เกณฑ์หนึ่งในอีกหลายๆเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้พัฒนาการให้บริการของกรมสรรพากรได้ดีขึ้น

แต่ทีนี้ถ้าหากกรมสรรพากรไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลอื่นๆ แล้วมันชี้ชัดว่า คนๆนี้มีพฤติกรรมการเลี่ยงภาษี อันนี้ทางกรมต้องมีการตรวจสอบมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จะส่งหนังสือเชิญให้ไปยื่นภาษี เรียกมาสอบถามตามข้อเท็จจริง อันนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เขาจะดำเนินการต่อไป

สรุปประเด็นแรกอีกที กรมสรรพากรไม่ได้บอกว่าจะไม่ตรวจสอบภาษีคนที่เสียไม่ถูกต้อง แต่เพียงข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งมาอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าใครเสียภาษีไม่ถูกต้อง มันต้องไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นด้วย ทั้งการจัดกลุ่ม จัดเกณฑ์อะไรอีกมากมายที่ต้องเอามาพิจารณาร่วมกันทั้งหมด

โดยถ้ายึดตามร่างกฎหมายฉบับนี้ แนวทางทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มใช้ปี 2562 นะครับ เพราะร่างกฎหมายบอกให้ธนาคารและสถาบันการเงินส่งข้อมูลครั้งแรกให้กรมสรรพากรภายใน 31 มีนาคม 2563 (อ่านมาตรา 5 ดูได้ เขียนไว้ชัดเจนมาก)ทีนี้ถ้าจะส่งข้อมูลภายในต้นปี 2563 ก็ต้องส่งข้อมูลปีก่อนหน้านั้น นั่นคือปี 2562 ซึ่งตรงกันกับที่สันนิษฐานว่าร่างกฎหมายนี้บังคับใช้นั่นเองครับ

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีประเด็นหนึ่งที่ควรรู้ไว้ นั่นคือ ถ้าหากกรมสรรพากรทราบว่าคนไหนเสียภาษีไม่ถูกต้องแล้วล่ะก็ สามารถตรวจสอบได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้ทางธนาคารส่งข้อมูลมาให้ หากมีข้อเท็จจริงที่บอกใบ้ว่าคนๆนี้ไม่จ่ายภาษี เตรียมตัวเจอดีได้เลยจ้า

ประเด็นแรกผ่านไป ทีนี้ประเด็นที่สองตามมา นั่นคือ คนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่? 

ทำธุรกิจขายของออนไลน์ ทำไมถึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย

ก่อนจะถามคำถามนี้ ช่วยเข้าใจวิธีคำนวณภาษีก่อน

คนมีรายได้ถึงเกณฑ์ ย่อมต้องเสียภาษี เป็นหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะมีร่างกฎหมายที่ให้ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรออกมาหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นเดียวกับการเสียภาษี อยากให้เข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนวิธีการคำนวณภาษีก็มีสองวิธีเปรียบเทียบกันดังรูปด้านล่างนี้

มีหลายคนไปฟังคำแถลงของกรมสรรพากรแล้วโวยวายว่าเขาเก็บภาษีจากยอดขายพันละห้า (1,000 บาทเก็บ 5 บาท) ทำไมถึงทำแบบนี้ โทษทีนะครับพี่ มันคือวิธีคำนวณภาษีตามปกติอีกวิธีหนึ่ง ที่ต้องเอามาเทียบกับวิธีเงินได้สุทธิ รายได้หักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนอยู่แล้วครับ

ถ้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียภาษี คำนวณภาษีแบบไหน แนะนำให้เพิ่มเพื่อนที่ Line @BizTaxThai https://line.me/ti/p/@biztaxthai แล้วทักมาว่า ภาษีขายของออนไลน์ รับรองว่าได้หนังสือสอนคำนวณภาษีขายของออนไลน์ไปฟรีๆ อีกหนึ่งเล่มไปศึกษากันเลยครับผม

เอาล่ะครับ… กลับมาตรวจสอบความเข้าใจกันอีกที ไม่ว่าร่างกฎหมายนี้จะเริ่มปีไหนก็ตาม สิ่งที่คนขายของออนไลน์ต้องทำจริงๆ คือ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการจัดการเรื่องภาษีขายของออนไลน์ โดยควรตั้งคำถามและจัดการเรื่องนี้ทันทีในปีหน้าที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการปรับตัวเริ่มต้นทำให้ถูกต้องนั่นเองครับ

ทีนี้ถ้าจะตัดสินใจจะเสียภาษีขายของออนไลน์แล้ว
เราควรเริ่มต้นแบบไหนยังไงดี
?

ถ้าใครตัดสินใจเริ่มต้นใหม่อย่างสวยงาม พรี่หนอมขอสรุปขั้นตอนแบบสั้นๆง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจถึงกำไรธุรกิจขายของออนไลน์ ภาพรวมของการเสียภาษี ไปจนถึงวิธีการคำนวณภาษีขายของออนไลน์ให้เข้าใจกันอีกทีหนึ่งครับ 

และเพื่อให้เข้าใจชัดเจนเห็นภาพแจ่มแจ้ง ขอยกกรณีศึกษานี้มาเล่าให้ฟัง สำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ ที่นำเข้าของจากจีนมาขายต่อให้ลูกค้าในราคาพิเศษ 

ลำด้บแรก คือ เริ่มต้นประเมินสถานการณ์จากรายได้และค่าใช้จ่ายจริงออกมาก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจของตัวเองว่า ธุรกิจนั้นมีกำไรแค่ไหน และ มีภาระภาษีเท่าไร? โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ประเมินรายได้ก่อนว่า รายได้ขายของออนไลน์ของเราปีละเท่าไร

อาจจะประมาณการสถานการณ์ออกมาหลายรูปแบบ เช่น กรณีตัวอย่างนี้ ประเมินออกมาเป็น 3 สถานการณ์ คือ 3-4-5 ล้านบาท

2. หลังจากนั้นคำนวณต่อว่าค่าใช้จ่าย “จริง” ของธุรกิจเท่าไร

เก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้มากที่สุด เช่น ค่าต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ค่าส่งของ แพ๊คของ รวมถึงข้อสำคัญที่สุด คือ “เงินเดือนตัวเอง”

3. ทีนี้เราจะได้กำไรก่อนภาษีออกมา เก็บตัวเลขนี้ไว้ในใจก่อน

ซึ่งถ้าหากตัวเลขตรงนี้ออกมาขาดทุน บอกตรงๆว่าไม่ต้องลุ้นเรื่องภาษีแล้ว เลิกทำเถอะพี่ ปิดกิจการได้เลยจ้า

นี่คือส่วนแรกที่ต้องทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจก่อน ยิ่งเราเห็นภาพชัดจากข้อมูลที่มีมากแค่ไหน เราจะได้ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินภาษีขายของออนไลน์ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นครับ

รู้ว่ากำไรเท่าไร แล้วค่อยมาวางแผนภาษี

หลังจากได้ข้อสรุปส่วนแรกไปแล้ว ทีนี้มาเรื่องของภาษีขายของออนไลน์กันบ้าง โดยเริ่มต้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก่อน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะเสียก็ต่อเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกรณีนี้ยอดขายเกินในทุกสถานการณ์ที่กำหนดไว้ ทำให้เราต้องคิดภาษีตัวนี้ด้วยครับ

หลักการสำคัญที่จะช่วยให้เราจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ง่ายขึ้น คือการผลักภาระภาษีส่วนนี้โดยการขึ้นราคาสินค้าไปเลยในอัตรา 7% ซึ่งตรงนี้ ธุรกิจต้องมาถามตัวเองว่า เราสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ไหม ถ้าขึ้นไม่ได้ แปลว่าภาษีส่วนนี้จะมาทำให้ยอดขายเราลดลงไปนะ

ลองดูภาพประกอบจะเห็นว่า ถ้ากรณีที่ผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ ยอดขาย 3-4-5 ล้านที่เราคิดไว้ จะต้องถอดยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกมาก่อน (คิดโดย x 7/107) ดังนั้นจึงเท่ากับว่ายอดขายในแต่ละสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ไว้จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งการแยกยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ว่านี้ จะมีผลกับเรื่องของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปครับ

กรณี 3 ล้านบาทจะเหลือแค่ 2,803,738 บาท
กรณี 4 ล้านบาทจะเหลือแค่ 3,738,318 บาท
กรณี 5 ล้านบาทจะเหลือแค่ 4,672,897 บาท

เพราะภาษีขายของออนไลน์
มีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้

หลังจากเสร็จเรื่อง VAT เราก็มาต่อที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กันต่อเลยครับ โดยลองคำนวณภาษีจากวิธี “เงินได้สุทธิ”

รายได้  = ยอดขาย (ตามจริง)
ค่าใช้จ่าย = กรณีซื้อมาขายไปหักเหมาได้ 60% หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง
ค่าลดหย่อน (ยังไม่วางแผน) = มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

จากกรณีตัวอย่างนี้ เลือก วิธีการหักค่าใช้จ่ายเหมาเนื่องจากต้นทุนสินค้าจริงนั้นหาหลักฐานประกอบค่อนข้างยาก และต้องการความสะดวกในการคำนวณภาษี

ส่วนค่าลดหย่อนตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนเพิ่มอะไร เลยสามารถใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้เท่านั้น

เมื่อคำนวณได้จำนวนภาษีออกมาแล้ว จะได้จำนวนที่แตกต่างกันใน 2 สถานการณ์ที่เป็นผลมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ว่าเราคิดราคาลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ไหม?

วิธีคำนวณภาษีเงินได้มี 2 วิธี อย่าลืมภาษีเหมาพันละห้า

โดยปกติแล้ว สำหรับกรณีนี้ต้องมีการคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน คือเอา 0.5% x รายได้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีเงินได้สุทธิ แต่เนื่องจากคำนวณแล้วได้ยอดภาษีต่ำกว่าวิธีคำนวณตอนแรกแน่ๆ เลยรวบรัดโดยใช้วิธีเสียภาษีจากวิธีเงินได้สุทธิให้เห็นกันแต่เพียงวิธีเดียวครับ

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย เราจะเห็นว่า หากเราประมาณการทุกอย่างไว้ดี จะทำให้เราเห็นยอดกำไรหลังจากหักภาษี ว่ามีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่ขึ้นราคาสินค้าได้เพื่อบวก VAT เราจะมีกำไรทุกกรณี แต่ถ้าหากขึ้นราคาลูกค้าไม่ได้จริงๆ จะเห็นว่าตัวเลขขาดทุนตรงนี้ จะทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามต่อไปว่า

1. ตัวเงินเดือนที่เราจ่ายให้ตัวเองทั้งปี 600,000 บาทนี้มันมากไปหรือเปล่า

หรือเราจะแก้ไขโดยการลดเงินเดือนตัวเองลงก็จะเห็นกำไรได้อยู่นะ

2. ถ้าสามารถหักต้นทุนจริงได้ จะเสียภาษีเงินได้น้อยลงไปอีก

(อย่าลืมว่า กรณีการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองไม่สามารถถือเป็นต้นทุนจริงในการคำนวณภาษีได้ เพราะตอนนี้เรากำลังพูดถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเสียในชื่อเราอยู่แล้ว แต่เราแยกคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกมาด้วย เพื่อให้บริหารจัดการการเงินได้ง่ายขึ้น)

3. การวางแผนลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาก็สามารถนำมาช่วยทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลงได้ ถ้าเราศึกษาในส่วนนี้เพิ่มเติม แต่ต้องดูกระแสเงินสดประกอบกัน

มาถึงตรงนี้จะเห็นภาพของการจัดการภาษีที่ชัดเจนกว่าแนวคิดในการหลบเลี่ยงภาษี หรือทำให้ยอดรายได้น้อยเพื่อที่จะได้หลบเลี่ยงภาษี แต่มันคือการดูจากข้อมูลจริง บัญชีรายรับรายจ่าย ไปจนถึงการหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้อย่างถูกต้องที่สุดครับ 

เมื่อไรควรตัดสินใจจดบริษัท? และทางลัดในการจัดการเรื่องนี้คืออะไร?

แนวคิดต่อมา หลังจากที่เข้าใจเรื่องของการจัดการภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เราจะมาเปรียบเทียบในอีกมิติหนึ่งนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบริษัทกันบ้าง เพราะว่าการเป็นนิติบุคคลจะทำให้เสียภาษีเงินได้ลดลงมากอย่างที่เราต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียวครับ

จากรูปจะเห็นว่า ถ้าเป็นนิติบุคคลแล้วจะไม่เสียภาษีสักบาท แต่คนฉลาดอย่างเราต้องดูต่อว่านอกจากภาษีแล้ว มีค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มมาไหม อย่างเช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชีที่เพิ่มขึ้นมา หรือมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกหรือเปล่า

นั่นแปลว่า หลักการคิดในการจดบริษัทดีไหม ให้เปรียบเทียบปัจจัยเรื่องของส่วนต่างระหว่าง ภาษีที่ลดลง กับ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากลดภาษีได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ก็ควรจดบริษัทนั่นเองครับ

กลับมาที่ตัวอย่างเดิมในตอนแรก เราจะเห็นว่า…

1. ถ้าธุรกิจเพิ่มราคาขายไม่ได้ ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาจ่ายเอง

ดังนั้น VAT คือต้นทุนของสินค้า ราคาขายที่เอามาคำนวณภาษีเงินได้จะลดลงไปอีกเช่นเดิม

2. สิ่งสำคัญคือตัวเลขกำไรขาดทุน

จะเห็นว่ากรณียอดขาย 3 ล้านบาท การจดบริษัทหรือไม่จดยังไงก็ขาดทุนอยู่ดี

3. เงินเดือนของเจ้าของอย่างเรา ต้องเอามาเสียภาษีเงินได้ด้วย

เพราะมันเป็นการแบ่งแยกระหว่าง ธุรกิจ (บริษัท) กับ ตัวเรา (บุคคล) และถ้าเราไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลย จำนวนเงินเดือน 600,000 บาททั้งปี จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก 21,500 บาท ซึ่งตรงนี้คืออีกต้นทุนหนึ่งที่ต้องเอามาพิจารณาด้วยครับ

4. ราคาค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี

ตรงนี้พรี่หนอมประมาณเอาแบบคร่าวๆ อาจจะต่ำหรือสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับบัญชีที่เราจ้าง และคุณภาพงานที่เราได้รับ ต้องไปเช็คกันอีกทีหนึ่งครับ

5. นอกจากตัวเงินแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่คนหลายคนลืมคิด นั่นคือ ต้นทุนชีวิต ในการจัดการเรื่องพวกนี้

ถ้าใครสามารถตีออกมาเป็นตัวเงินได้จะดีมากครับ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเสียไปในการจัดการหลังจากที่เปลี่ยนจากบุคคลมาเป็นนิติบุคคล หรือต้นทุนการจ้างแรงงานคนมาดูแลเพิ่ม

ดังนั้น ทางลัดในการตัดสินใจเรื่องนี้จะอยู่ทีข้อมูลพวกนี้ที่เรามี ถ้ามีมาก เข้าใจมาก เราก็จะสามารถจัดการธุรกิจได้ดีและง่ายขึ้นกว่าเก่าครับ

บทสรุปของเรื่องนี้คืออะไร?

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นในช่วงปลายปี 2018 ด้วยความมั่นใจว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เรื่องภาษีขายของออนไลน์ต้องมีคนถามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญทั้งหมดที่ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกับการจัดการเพื่อปรับปรุงทั้งเรื่องแนวคิดการเงิน บัญชี และภาษีสำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ทุกคนสามารถใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและทำความเข้าใจเรื่องภาษีขายของออนไลน์ทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเองครับ

ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของการจัดการภาษีที่น่าปวดหัวนั้น มีอยู่แค่ 3 ขั้นตอนสั้นๆ เท่านั้น คือ ทำความเข้าใจกฎหมายภาษีขายของออนไลน์ จัดการข้อมูลที่มีของเราให้ถูกต้อง และวางแผนจัดการมันด้วยความเข้าใจ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ธุรกิจของเราไปไกลกว่าเก่า โดยที่เราไม่ต้องคอยพะวงกับเรื่องภาษีว่าจะโดนตรวจสอบไหม

เพราะเรามั่นใจในตัวเองว่าได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องไปเรียบร้อยแล้ว…

5 ข้อคิดเรื่องการจัดการภาษี ที่อยากบอกให้คุณรู้ก่อนหมดปี 2018

ในช่วงปลายปีแบบนี้ พรี่หนอมมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะมาสรุปข้อคิดเรื่องการจัดการภาษีที่ตัวผมเองได้เรียนรู้ตลอดทั้งปีผ่านการทำงานผ่านการเขียน อ่าน บรรยาย ไปจนถึงการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหลายๆท่านมาครับ

สำหรับเรื่องของภาษี ปีนี้มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น คือ เรื่องของข้อกฎหมายใหม่ๆ ที่ออกมามากมาย ซึ่งทำให้ใครปวดหัวคล้ายจะเป็นลม

แต่ลองมาดูกันดีกว่าครับว่า ข้อคิดเรื่องการจัดการภาษีที่ผมอยากบอกทุกคนนั้น มันจะช่วยให้เรารับมือถึงเรื่องพวกนี้ได้ไหม และเราจะจัดการเรื่องนี้เพื่อเตรียมตัวต้อนรับอนาคตได้อย่างไรบ้าง

1. ภาษีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราไม่ควรทำให้มันยากขึ้น

ตั้งแต่เริ่มต้นทำเพจ TAXBugnoms ในช่วงแรก ผมมีความคิดว่าจะทำให้ภาษีเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆก็เข้าใจได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว ยิ่งได้ค้นคว้าหาความรู้ จัดการเรื่องราวภาษีต่างๆ ผมกลับพบว่า ภาษีเป็นเรื่องยาก และไม่มีทางที่เราจะทำให้มันเป็นเรื่องง่ายอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เราสามารถทำให้มันไม่ยากขึ้นได้ โดยการศึกษาหาความรู้เรื่องภาษีที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นธุรกิจ หรือทำงานอะไรก็ตาม เราควรคิดถึงเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องไปด้วย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ง่ายที่สุดที่เราจะเรียนรู้ หากเรารอจนกว่าธุรกิจไปไหว หรือ มีรายได้สูงๆพออยู่ได้แล้วค่อยคิดเรื่องภาษี บางทีมันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะเรียนรู้ไปเสียแล้ว

ผมดีใจที่เด็กรุ่นใหม่หลายคนที่ผมได้รู้จักในปีนี้ เริ่มต้นสนใจเรื่องภาษีตั้งแต่ทำธุรกิจในวันแรกๆ เพราะมันจะทำให้พวกเขามีความเข้าใจที่ดี และช่วยป้องกันเรื่องการโดนภาษีย้อนหลังได้ง่ายขึ้นครับ

2. อย่าเชื่อกูรูภาษีทั้งหลาย (รวมถึงตัวผมด้วย)

แหม่… เขียนหัวข้อเหมือนด่าตัวเองใช่ไหมครับ แต่มันคือความจริงครับ เพราะผมมองว่าภาษากฎหมายบ้านเรานั้นขึ้นอยู่กับการตีความในหลายๆมุมมองเป็นหลัก และตัวผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสแสดงมุมมองเหล่านี้เท่านั้นเอง

เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีมีความแพร่หลาย คนทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมด มันจึงไม่แปลกที่หลายๆคนสามารถเป็นกูรูด้านภาษีได้ (ทั้งๆที่ปีก่อนหน้านั้นบอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องภาษี.. อุ๊บส์) เพียงแต่ว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนเป็นตัวจริงได้อย่างไรกันล่ะ

คำตอบในมุมมองของผม คือ เราไม่จำเป็นต้องสนใจเลยครับว่าใครคือตัวจริง แต่เราควรสร้างสรรค์ความสามารถในการตีความ (จากมุมมองของคนที่เรียกว่ากูรูเหล่านั้น) และคัดกรองความรู้ที่จำเป็นกับชีวิตเราขึ้นมา เพื่อที่มันจะทำให้เราเข้าใจจริงๆว่า เราต้องทำอะไรบ้างในเรื่องภาษี เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องภาษีที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา

ดังนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ว่า
เราต้องไม่ควรกลัวที่จะเป็นคนที่ไม่รู้
แต่ควรกลัวว่าความรู้ที่เรารู้นั้นมันถูกต้องจริงหรือเปล่า

3. ข้อมูลบัญชีที่ดีและถูกต้อง ช่วยจัดการภาษีได้ 

สิ่งสำคัญสำหรับการจัดการการภาษีในโลกยุคนี้และอนาคต ไม่ใช่เรื่องของการวางแผนหรือจัดการภาษีครับ แต่เป็นการรู้ตัวเองก่อนว่าเรามีข้อมูลอะไร แบบไหน เพราะข้อมูลที่ดีจะทำให้เราไปต่อได้ง่าย และวางแผนได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องการจัดการการเงินและภาษี

เชื่อไหมครับว่า ผมเคยเจอคนที่มีรายได้หลักสิบล้าน แต่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายเท่าไรอะไรบ้าง บอกได้แค่ตัวเลขในการประมาณการเฉยๆ หรือ คนที่ตั้งคำถามว่า ยอดแค่ไหนควรจะจดบริษัท กำไร 1 ล้านบาทควรจดบริษัทไหม แล้วต้องการคำตอบที่ฟันธงถูกต้องอย่างใจ

ถ้าเจอหน้ากัน ผมมักจะตอบคร่าวๆให้จากข้อมูลที่มี แต่ถ้าเป็นคำถามลอยๆแบบนี้ ลองมาคิดกันต่อสิครับ ไอ้คำพูดที่บอกว่ากำไร  1 ล้านบาทควรจดบริษัทไหม อาจจะเป็นคำถามที่เราต้องเช็คตัวเองต่อไปอีกเยอะเลยครับ เช่น

  • กำไร 1 ล้านบาทปีนี้ แล้วปีหน้าจะเป็นเท่าไร (ถ้าเติบโตไปเป็นหลัก 10 ล้านก็ควรจดบริษัท)
  • กำไร 1 ล้านบาทปีนี้ แล้วรายได้เท่าไร (รายได้หลักสิบ หลักร้อยล้าน กำไรล้านเดียวก็มี ไม่ควรจดบริษัทเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเหรอ?)
  • กำไร 1 ล้านบาท แล้วมีหลักฐานค่าใช้จ่ายอะไรไหม? เพราะถ้าจดบริษัทก็ต้องใช้หลักฐานจริงนะ (หรือว่ามันผิดที่ธุรกิจกันแน่)
  • กำไร 1 ล้านบาท ตัวเลขนี้ ใช่ตัวเลขจริงหรือเปล่า? (ถ้าเป็นตัวเลขประมาณการ ไม่ควรตอบ)

เห็นไหมครับว่า แค่คำถามเดียวแต่ถ้าลงลึกไปแล้วจะได้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ สั้นๆ แล้วบอกว่าเราควรทำแบบนั้นเลยครับ เพราะสิ่งที่ต้องเชื่อที่สุด คือ ตัวเลขบัญชีที่เรามี และการมองเรื่องของค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีครับ 

4. รู้ตัวว่าเมื่อไรควรจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

หลายคนชอบแนะนำว่า ภาษีวางแผนจัดการเองได้ ผมเองก็เชื่อแบบนั้นครับ แต่ถ้าหากมาถึงจุดหนึ่งแล้ว การใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้มาช่วยเหลือนั้นจะเป็นการประหยัดเวลามากกว่า ดังนั้นตรงนี้ลองคิดดูดีๆว่า เรามีความรู้แค่ไหน ควรจะขยับขยายไปอย่างไร และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเหล่านี้เขามาช่วยอะไรเราได้บ้าง ถ้าเราตอบคำถามและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ดี เราจะรู้ว่าเมื่อไรเราควรใช้ไม่ควรใช้ และมันจะทำให้เรามีเวลามากขึ้นครับ

ถึงแม้ว่าข้อ 2 ผมบอกไว้ว่าอย่าเชื่อกูรู แต่ข้อนี้ผมกลับบอกว่าให้รู้ตัวว่าต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเมื่อไร นั่น เหตุผลเป็นเพราะว่าบางทีแล้วคุณอาจจะต้องการคำแนะนำเฉพาะด้านที่เอาไปใช้ตัดสินใจ ไปจนถึงข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและภาษี ซึ่งถ้าหากคุณไม่เชื่อกูรูแบบง่ายๆอยู่แล้ว มันจะช่วยให้คุณตรวจสอบผู้เชี่ยวชาญได้เช่นเดียวกันครับว่า พวกเขาเป็นมืออาชีพตัวจริงที่คุณควรเลือกใช้หรือเปล่า?

อันนี้ผมพูดกันแบบแฟร์ๆ นะครับ เพราะถ้าบอกว่าทุกอย่างทำเองได้ ก็คงไม่ต้องมีวิชาชีพอะไรทั้งนั้นแหละครับ ธุรกิจก็ทำบัญชีเองได้เลยเพราะนักบัญชีไม่จำเป็น ฟังแล้วมันก็แปลกๆเหมือนกันนะครับ ฮ่าๆ

5. การไม่เริ่มต้นจัดการภาษี คือ ความเสี่ยง

ข้อกฎหมายต่างๆ เรื่องการส่งข้อมูลบัญชีจากธนาคารให้กับกรมสรรพากรเอย หรือ การตรวจสอบแบบ Big Data หรือสังคมไร้เงินสดที่โผล่มาในช่วง 2-3 ปีนี้ ทำให้หลายคนเริ่มกลัวเรื่องภาษีมากขึ้น แต่การจัดการความกลัวนั้นส่วนใหญ่จะตามมาด้วยการหาทางหลบเลี่ยงต่อ ทั้งๆที่ก็รู้ดีนะครับว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว สุดท้ายถ้าถูกตรวจสอบมันก็จะหนักมากกว่าเก่า

บางคนชอบตั้งคำถามว่า 
ถ้ายื่นภาษีตอนนี้จะถูกตรวจสอบย้อนหลังไหม
แต่ไม่เคยถามกลับไปว่า 

ถ้าไม่ยื่นภาษีตอนนี้ จะโดนอะไรบ้าง?ถ้าถูกตรวจพบ

ดังนั้น ต่อให้คนที่ไม่เคยยื่นภาษีก็ควรยื่นภาษีครับ ทำให้มันถูกต้องไปตั้งแต่ตอนนี้ ยังไงโทษก็บางเบากว่าแน่นอนครับ และขอบอกตรงๆอีกอย่างว่า ถ้าเราดูนโยบายของกรมสรรพากรหรือแนวทางต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มักจะเน้นในการเข้าระบบให้ถูกต้องมากกว่า นั่นย่อมแปลว่า การทำถูกต้องไปเลยย่อมดีกว่าการทำผิดแล้วมัวแต่กลัวแน่นอนครับ

เอาล่ะครับ… แนวคิด 5 ข้อทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นสิ่งที่ผมเจอกับตัวเองจากการทำเพจในปี 2018 เลยถือโอกาสนำมาฝากและเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อเป็นแนวคิดในการจัดการภาษีของคนทุกคนเพื่อเตรียมตัวรับปี 2019 ที่กำลังจะมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ

สุดท้ายแล้ว ผมหวังว่าข้อคิดพวกนี้จะทำให้ทุกคนมองภาพรวมของภาษีดีขึ้น และมองเห็นแนวทางในการจัดการภาษีของตัวเองดีขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

…แล้วพบกันใหม่ปีหน้า สวัสดีครับ 🙂

วางแผนซื้อคอนโดหลักล้าน ด้วยเงินเก็บหลักแสนกันดีกว่า

ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นตกหนัก ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยนิด มักเกิดคำถามว่าควรเอาเงินไปลงทุนอะไรดีเพื่อทำให้เงินงอกเงย? ครั้นจะเก็บเงินแช่ไว้ในบัญชีเงินฝากเฉยๆ ก็มีแต่มูลค่าลดลง ไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

ผมขอแนะนำให้ลองศึกษาการลงทุนในคอนโดเป็นทางเลือกดูนะครับ เพราะราคาไม่ผันผวนเหมือนหุ้น และราคามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าต้องมีเงินเก็บหลักล้านก่อนถึงเริ่มซื้อคอนโดได้ แต่ในความเป็นจริงคนส่วนมากก็ใช้เงินเก็บหลักแสนเป็นเงินดาวน์ ส่วนยอดที่เหลือก็ขอสินเชื่อบ้านแล้วผ่อนจ่ายรายเดือนกับธนาคาร

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ราคาคอนโดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาคอนโดขนาด 1 ห้องนอนในกรุงเทพฯขยับจากราคาเริ่มต้น 1 ล้านต้นๆ กลายเป็น 3 ล้านต้นๆ โดยได้พื้นที่ภายในห้องเล็กลงกว่าเดิมด้วย หลายคนคงเสียดายไม่ได้ซื้อไว้ บางคนรอจังหวะฟองสบู่แตกก็คงต้องผิดหวังกันไป ปัจจุบันปริมาณคอนโดมีมากกว่าความต้องการในบางทำเล (Over Supply) ต้องระมัดระวังในการลงทุนเพิ่มขึ้น เลือกทำเลที่ใช่ดูแล้วมีอนาคตที่ดี

และธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (LTV) มีผลบังคับใช้ 1 เม.ย. 2562 เพื่อลดความร้อนแรงในการลงทุนอสังหาฯด้วยการจำกัดวงเงินสินเชื่อให้ลดลงต้องใช้เงินดาวน์ของตนเองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีช่วยลดความเสี่ยงฟองสบู่แตก สำหรับคนที่สนใจซื้อคอนโดก็ต้องเตรียมเงินให้พร้อมมากขึ้นเท่านั้นเอง

ทิศทางอนาคตคอนโดผมเชื่อว่าราคายังขยับขึ้นไปได้อีกไกล แต่อาจมีบางช่วงบางปีสะดุดบ้างถ้าเจอวิกฤติการเงินทั้งในและต่างประเทศ ผมเห็นแบบอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่ราคาคอนโดแพงมากจนซื้อไม่ไหวต้องเช่าอยู่เอา หรือหากเป็นคนสิงคโปร์ก็จะใช้สิทธิ์ซื้อคอนโดราคาประหยัดจากรัฐบาลแทน ซึ่งการลงทุนคอนโดมีผลดีนอกจากได้รับผลตอบแทนสูงแล้ว ยังถือเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย ถึงเวลานั้นเค้าจะขอบคุณที่เราซื้อคอนโดไว้ให้เขา เพราะอนาคตการเป็นเจ้าของคอนโดในเมืองคงเป็นเรื่องยาก

โดยวิธีการเลือกคอนโดควรเริ่มจากทำเลอยู่ในเมืองใกล้กรุงเทพฯชั้นในและเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวก จากนั้นก็ลองสังเกตุดูว่ามีห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศ โรงเรียน โรงพยาบาลอยู่ใกล้หรือไม่ แล้วค่อยพิจารณาเลือกตัวโครงการคอนโดจากรูปแบบโครงการ การออกแบบ ราคาต่อตารางเมตร และแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ต้องเลือกว่าอยากซื้อโครงการประเภทไหน ได้แก่ เปิดขายพรีเซลล์ยังไม่สร้างมักได้ราคาต่ำสุด หรือซื้อโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ราคาขยับขึ้นไปบ้างแต่ได้เห็นของจริง หรือซื้อคอนโดเก่าต่อจากคนอื่นได้ในราคาอดีตแต่ฟังก์ชั่นอาจไม่ทันสมัยเหมือนคอนโดใหม่ บางคนอาจสงสัยว่าแบรนด์มีความสำคัญยังไง

เหตุผลแรก คือสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและบริการ 

เหตุผลถัดมา คือการปล่อยเช่าและขายต่อง่ายกว่า 

เหตุผลสุดท้ายคือ ราคาเพิ่มขึ้นในอนาคตดีกว่า

ดังนั้น ถ้ามีคอนโดคล้ายกัน 2-3 แห่ง แนะนำว่าช่วงเวลานี้ควรเลือกคอนโดที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือ โดยหนึ่งในนั้นเป็นคอนโดของแสนสิริ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ผมให้ความไว้วางใจในการออกแบบและบริการหลังการขายอย่างมืออาชีพ รู้สึกถึงความคุ้มค่าจากราคากับเงินที่จ่ายไปครับ

ทั้งนี้ “แสนสิริ” ถือว่าเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับต้นๆ ที่มีโครงการไฮไลท์อยู่หลายโครงการและหนึ่งในนั้นคือ 98 Wireless คอนโดระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี ตั้งอยู่บนทำเลสี่แยกเพลินจิตใจกลางเมือง ตามมาด้วยแบรนด์คอนโดชั้นนำอย่าง XT, THE LINE, THE BASE และ D CONDO ซึ่งมีฐานลูกค้าเก่ารอซื้ออยู่เป็นจำนวนมาก

สังเกตได้จากยอดจองสูงตั้งแต่ช่วงพรีเซลล์ เหตุนี้จึงอยากชวนให้ลองไปชมห้องตัวอย่างที่สำนักงานขายในโครงการที่คุณสนใจดูครับจะได้สัมผัสถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ที่แสนสิริตั้งใจรังสรรค์เพื่อผู้อยู่อาศัย อาทิ การเลือกลายหินอ่อนประดับไว้ในล็อบบี้โครงการ พร้อมใช้โทนสีพิเศษที่ไม่เหมือนใคร และดีไซน์บวกนวัตกรรมที่ยกระดับการอยู่อาศัยในคอนโดให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หรือลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์แสนสิริก่อนได้ที่ https://www.sansiri.com

บทความนี้เป็น Advertorial

กองทุน LTF แบบไหนเหมาะกับสไตล์คุณในยุคดิจิทัล

เพราะไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัลหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนทำงานที่มีรายได้ต้องเสียภาษีและตั้งเป้าลงทุนระยะยาว ที่มักเลือกลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือ Long Term Equity Fund กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เพราะถือครองใช้เวลานานสุดไม่เกิน 7 ปีปฏิทิน ไม่ต้องรอยาวนานนับสิบปี และยังใช้ลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดได้ด้วย

ช่วงปลายปีที่ใครๆ ต่างก็สนใจลงทุนกองทุนรวม LTF เรามีข้อมูลมาแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกลงทุนให้เหมาะตามสไตล์การลงทุนที่แต่ละคนชื่นชอบ ยกตัวอย่างประเภทของกองทุนพอสังเขป ดังนี้ครับ

กองทุนแบบ Passive

เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มลงทุน ยังไม่มีความชำนาญหรือไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์การลงทุนแบบใกล้ชิด เน้นลงทุนได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงดัชนีอ้างอิง

กองทุนแบบ Active

เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการลงทุนอยู่พอสมควร เป็นกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุน เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นมีโอกาสชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือหาโอกาสสร้างผลกำไรให้มากที่สุด โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์และสัดส่วนที่เหมาะสม 

ทั้งนี้ จะลงทุนต้องดูวัตถุประสงค์ของการลงทุนให้ถี่ถ้วนก่อนลงทุนนะครับ สำหรับในยุคดิจิทัลแบบนี้ การลงทุนในกองทุนรวมไม่ได้ยากอีกต่อไป นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่ายๆ ผ่านมือถือ อย่างของ บลจ. ไทยพาณิชย์ ก็มีกองทุนที่น่าสนใจ อย่างกองทุน SCBLTSET และกองทุน SCBLTT ไปดูรายละเอียดกันครับ

ทั้งหมดนี้ก็คือบทสรุปข้อมูลที่น่าสนใจของ 2 กองทุนที่เราอยากเอาไว้ให้ใครหลายคนได้พิจารณากันครับ หากอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา

ถ้าเป็นลูกค้า SCBอยู่แล้ว ก็สามารถเปิดบัญชีและลงทุนได้ง่ายๆ ผ่าน SCB EASY APP ได้ทันที

สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญสำหรับคนยุคดิจิทัลก็คือ การริเริ่มวางแผนการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ ยิ่งออมเร็วและเลือกลงทุนถูกกองในสไตล์ตัวเองด้วยยิ่งดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save