รีวิวกองทุน KFLTFSTARD กองทุนคัดหุ้นดาวเด่น หลากหลายสไตล์การลงทุน มีจ่ายปันผล

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกแล้วครับ ยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนไกล กับยอดมนุษย์กองทุน พร้อมกับบทความสรุปเรื่องราวดีๆ จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ให้อ่านกันอีกแล้วครับ

ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 5 แล้วครับ และก็เป็นตอนสุดท้าย (อ้าว ไหนบอกจะไม่ไปไหนไกล) แต่ยังไงก็ตามในตอนนี้ ผมว่าเรามาทำความรู้จักกับกองทุนเด็ดอีกตัวหนึ่งที่ชูจุดขายว่าเป็น LTF ที่สามารถลงทุนได้หลากหลายตามสถานการณ์ คัดหุ้นดาวเด่นและดี แถมยังมีจ่ายปันผลอีกด้วยครับ

และนั่นคือ กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาว ไทยออลสตาร์ปันผลจากทาง บลจ.กรุงศรี ครับผม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ KFLTFSTARD นั่นเองครับ

เริ่มต้นกันเลยดีกว่าครับ สำหรับตัวแรก คือ ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6 (เหมือนเช่นเคย) เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของ LTF ที่ทำให้กองทุนต้องลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของกองทุน นั่นแปลว่ากลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงเหมือนอย่างเช่นเคยครับ แต่ด้วยระยะการเวลาลงทุนที่ยาวนานตามกฎหมายกำหนด (7 ปีปฏิทิน) ก็ทำให้ความเสี่ยงตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่คนลงทุนระยะยาวอย่างเราๆต้องทำความเข้าใจและยอมรับให้ได้ครับผม

ทีนี้ถ้าเปรียบเทียบเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างละเอียดแล้วล่ะก็ เราจะเห็นว่า กองทุนนี้ในระยะสั้นๆ ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ เนื่องจากเราต่างก็ทราบกันดีว่าการลงทุนใน LTF ต้องใช้เวลาในการลงทุนนานเสียหน่อยตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดครับ

แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นค่าของความผันผวนประเภทเดียวกันแล้ว ค่อนข้างถือว่ากองทุน KFLTFSTARD นี่ก็เก่งพอตัวเลยนะครับ สามารถลดความผันผวนจากเรื่องที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกันครับ

นอกจากนั้นผมจะเปรียบเทียบกับในส่วนของกองทุน KFTSTAR-D ที่เป็นกองทุนหลัก (ไม่ใช่ LTF) แต่มีนโยบายการลงทุนที่เหมือนกันให้ดูอีกตัวหนึ่งด้วยครับ ซึ่งพบว่าผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่น้อยหน้าตลาดครับ

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความผัวผวนที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่ากองทุนนี้ถือว่ามีความผันผวนค่อนข้างมากครับ ซึ่งก็ถือเป็นความปกติของกองทุนประเภทนี้ของทางกรุงศรีครับ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบที่ต้องการเสมอ นั่นย่อมไม่แปลกที่ผันผวนค่อนข้างมากครับ

รายชื่อหุ้น 5 อันดับแรก และจำนวนขั้นต่ำในการลงทุน

สำหรับหุ้นที่กองทุนถือในตอนนี้จะเป็นหุ้นใหญ่ที่มีโอกาสเติบโตต่อไปในอนาคตครับ ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้บางตัวมีการได้รับผลกระทบทางด้านราคามาค่อนข้างมาก (ผ่านวิกฤตมาเยอะ) ซึ่งอาจจะไม่มีราคาที่ต่ำกว่านี้แล้ว แต่กลับมีโอกาสที่จะเดินทางไปหามูลค่าที่แท้จริงในอนาคตเช่นกันครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในหุ้นของกลุ่มนี้ จะเป็นการลงทุนหลากหลายสไตล์แบบไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากลงทุนได้ทั้งหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นใหญ่ หุ้นเน้นเติบโต และหุ้นปันผล ฯลฯ ซึ่งสไตล์การลงทุนของทีมงานผู้จัดการกองทุนที่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์เดิม คือ

1. เน้นการคัดเลือกหุ้นรายหลักทรัพย์ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก (Bottom Up) เพื่อให้ได้เจอหุ้นที่ดีและมีโอกาสเติบโตจากพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ

2. มีการเข้าไปเยี่ยมชมกิจการ เน้นการคุยกับผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น เพื่อดูวิสัยทัศน์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ซึ่งหุ้นที่คัดมาลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นราคาไม่แพง แต่ว่ามีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหุ้นไทยครับ

ค่าธรรมเนียมและจำนวนเงินซื้อขั้นต่ำ

สำหรับค่าธรรมเนียมของกองทุนนี้ อยู่ที่ 2.326% ครับ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของกองทุน LTF ทั่วไป เมื่อเทียบกับการที่ผู้จัดการกองทุนที่ต้องมาคัดสรรหุ้นให้เราก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ต้องแบ่งปันกันไปนั่นแหละครับ ท่องเอาไว้ครับว่าจ่ายไปเพื่อให้ได้หุ้นที่ดี ฮ่าๆ ส่วนจำนวนซื้อขั้นต่ำนั้น จะสามารถซื้อได้ในจำนวนครั้งละ 2,000 บาทครับ 

สรุปอีกที กองทุนนี้เหมาะกับใคร

ขอสรุปอีกทีสำหรับกองทุน KFLTFSTAR-D นะครับว่า กองทุนหุ้นกลุ่มนี้เหมาะสำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในระดับสูงครับ เพราะเป็นการลงทุนใน LTF ที่มีระยะเวลาค่อนข้างนาน และถ้าหากชอบการเลือกหุ้นแบบไม่มีข้อจำกัด เลือกลงทุนได้หลายประเภท หลายขนาด เพื่อสร้างโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด อีกทั้งต้องการลดหย่อนภาษี และอยากได้เงินปันผลที่สร้างกระแสเงินสดในการลงทุนไปพร้อมๆกัน กองทุนนี้อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณครับ

ถ้าหากใครสนใจกองทุน KFLTFSTAR-D  หรือ กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาว ไทยออลสตาร์ปันผลจากทาง บลจ.กรุงศรี สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางต่อไปนี้ครับ

  • 1.ติดต่อผ่าน line @ ได้ที่ @krungsriasset 
  • 2.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปเลยที่เบอร์ 026575757
  • 3.และสุดท้ายครับ ถ้าใครสะดวกเข้าเว็บไซต์ คลิกเลยครับที่ https://www.krungsriasset.com/TH/Home.html

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเนื้อหารายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ในตอนที่ห้านี้ครับ สุดท้ายผมขอเตือนอีกครั้งสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน และถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24 ธันวาคม 2561 – 4 มกราคม 2562 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

ปลายปีแบบนี้ สถานการณ์โดยรวมเหมือนจะมีความผันผวนมาก เทคนิคช่วงนี้ผมแนะนำให้ทยอยสะสมในตลาดที่สนใจได้ทุกตลาด แต่ขออนุญาตยกเว้นสหรัฐฯไปก่อนนะครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 24 ธันวาคม 2561 – 4 มกราคม 2562

ช่วงปลายปีแบบนี้ ผมยังคงแนะนำทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ทุกตลาดครับ ยกเว้นสหรัฐฯ เท่านั้นที่ต้องชะลอกันไปก่อน

เหตุผล : เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจโดยรวมยังทรงๆ อยู่ แต่ดูตลาดทั่วโลกส่วนใหญ่แล้วมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐาน จึงเป็นโอกาสที่จะหาจังหวะทยอยสะสม

Focus : ทุกตลาดยกเว้นสหรัฐฯ

ความน่าสนใจ : พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดี GDP ญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า ขณะที่ฝั่งยุโรป จีน เกาหลี มีมูลค่าน่าสนใจให้สะสมต่อไป

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25bps จาก 2.25% เป็น 2.50% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และจากแถลงการณ์ของ Fed ที่ส่งสัญญาณนโยบายการเงินขยายตัวแบบประนีประนอม(Dovish)  ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปี 2562 และมีการปรับคาดการณ์ GDP ในปีหน้าลง

ส่วนทางฝั่งไทยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เป็น 1.75% เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของระบบการเงิน และมีการปรับคาดการณ์การเติบโต GDP ไทยในปีหน้าลงครับ

นอกจากนี้การประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (CEWC) ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์หารือเรื่องการขยายตัวและการปฏิรูปของจีน หลังจากที่เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงในปีนี้ เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้สกุลเงินหยวนแข็งค่ามากขึ้น

ตอนนี้ผมแนะนำให้จับตาดูการประชุมระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ภายในต้นเดือนมกราคม 2562 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศกำลังวางแผนจัดทำเอกสารข้อตกลงทางการค้า ส่งผลให้ความตึงเครียดสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลง และกดดันดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลงซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เหมือนเดิมครับ ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง จากการหดตัวของราคาตลาดบ้านและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มถูกปรับตัวลดลงอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอต่ออีกสักระยะครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังสะสมหุ้นยุโรปได้เรื่อยๆ ครับ แม้เศรษฐกิจยุโรปยังคงปรับตัวลดลง จากนโยบายการยื่นขาดดุลการคลังของ Italy และการเจรจาการ Brexit แต่ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ประกอบกับที่นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการยังดีอยู่ ผมจึงมองว่าตอนนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสมต่อไปได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อได้อยู่ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

จากการคาดการณ์ตัวเลข GDP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐฯ และนโยบายการเงินของ BOJ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องครับ เรียกว่าปัจจัยดีๆ ยังมีอยู่ต่อครับ ดังนั้นแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมตามจังหวะครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ยังคงวิเคราะห์ตามเดิม สามารถสะสมกันต่อไปได้ จากปัจจัยเรื่องตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ที่เคยพูดไว้ และ Valuation ถูกปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี ทำให้มี Downside Risk ลดลง และราคาสะท้อนถึงความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไว้แล้ว จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อยสำหรับราคาหุ้น Niffy ในสัปดาห์นี้ แต่ปัจจัยในการลงทุนยังคงเหมือนเดิม คือ สะสมต่อไป จากค่าเงินรูปีกลับมาแข็งค่าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา และเศรษฐกิจของประเทศอินเดียที่ยังคงขยายตัวได้ดี

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมเช่นเดิมครับ

ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าตอนนี้ใครจะรู้สึกท้อกับหุ้นไทยก็ตาม ทั้งการปรับตัวลงมาตามราคาน้ำมันโลก และได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกต่างๆ  แต่ผมยังมองเหมือนเดิมครับ ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีนั้นยังมีอยู่ ทั้งเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ช่วงปลายปี ทั้งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง ดังนั้นยังสะสมต่อไปได้ครับ แต่ให้ทยอยสะสมละกันครับผม

สรุปสั้นๆ : ค่อยๆ ทยอยสะสมไปครับ

ตลาดหุ้นจีน

มาถึงตลาดสุดท้ายแล้ว ดูๆ แล้วตลาดหุ้นในหลายๆ ประเทศ ยังคงมีปัจจัยในการลงทุนไม่ต่างจากสัปดาห์ที่แล้วมากนัก เช่นเดียวกันกับตลาดจีน แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากในสัปดาห์นี้ ผมยังมองว่าสามารถสะสมได้ทั้ง หุ้น A-SHARE และ H-SHARE ครับ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดภาษีสินค้าการนำเข้า หรือการลดภาษีนิติบุคคล

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อได้ครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น หุ้นยุโรป หุ้นไทย หุ้นเกาหลี หุ้น H-Share หุ้น A-Share และหุ้นอินเดีย

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า Investment Grade ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้นเนื่องจาก ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% เป็น 1.75%

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและซื้อทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 46%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 22%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 24%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 38%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 3%
  • ตราสารหนี้ไทย 8%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

“ลงทุนกับตัวเอง” Invest in Yourself คุ้มค่า ทรงพลัง!

การเรียนรู้เรื่องการเงิน การลงทุนนั้นสำคัญและจำเป็น แต่การเรียนรู้เพื่อที่จะ “ลงทุนกับตัวเอง” สำหรับคนที่ยังไม่มีเงินจะไปลงทุนกับสิ่งใด ลองเริ่มลงทุนกับตัวเองก่อนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

Megan Tull นักกลยุทธ์ด้านธุรกิจที่เป็นทั้งนักพูดนักเขียนจากหนังสือเรื่อง “The Passion Belief Method” เล่าเรื่องราวผ่านบทความใน HuffPost ว่า มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อตัวเราเองในการใช้เวลาเพื่อพัฒนาความสามารถพิเศษของเราได้

เธออธิบายว่า ทำไมการลงทุนในตัวเองจึงยิ่งใหญ่นัก ก็เพราะว่ามันส่งผ่านข้อความอันทรงพลังถึงตัวคุณเองและโลกว่า “คุณค่าและศักยภาพที่คุณมีอยู่ มันสำคัญเพียงพอต่อตัวเองที่กำลังให้พลังงาน ให้พื้นที่ ให้เวลาต่อมันเพื่อที่จะเติบโตและสร้างผลลัพธ์ได้”

“ลงทุนกับตัวเอง” ..เริ่มต้นยังไงดี

1. เริ่มด้วยการตั้งเป้าหมายก่อนเลย 

จงเรียนรู้ว่าการตั้งเป้าหมายส่วนตัวหรือเป้าหมายทางธุรกิจนั้น เขาทำกันอย่างไร? ถ้าคุณไม่เคยใช้เวลาในการตั้งเป้าหมายเลย มันก็เหมือนคุณขับรถเข้าไปในที่มืดโดยไม่มีไฟหน้ารถส่องแสงนำทางน่ะแหละ

คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าคุณกำลังจะเดินทางไปไหน และคุณกำลังสูญเสียเวลาที่มีค่าของคุณอยู่หรือเปล่า จงทำให้แน่ใจว่าคุณได้กำหนดกรอบเวลาเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายแล้ว เป้าหมายของคุณควรจะเฉียบคม  เฉพาะเจาะจง สามารถวัดผลได้ มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุผล มีความสำคัญ และมีเวลาในการแพลนและการทำให้บรรลุเป้าหมายที่เหมาะสม

2. ให้เกียรติสัญชาตญาณของตัวคุณเอง

จงแสดงความรักต่อตัวคุณเองด้วยการให้ความเชื่อมั่นต่อความกล้าหาญและฟังสัญชาตญาณของคุณเองและตัดสินใจอย่างดีที่สุด อย่าปล่อยให้ความคิด ความรู้สึก หรือสิ่งอื่นใดมาทำให้การส่งต่อพลังนี้หยุดชะงัก

3. ให้เวลากับความคิดสร้างสรรค์ของคุณ 

ความคิดสร้างสรรค์นี้ไม่สามารถถูกขจัดออกไปได้เมื่อคุณอายุมากขึ้น  ในความเป็นจริงแล้วผู้คนส่วนใหญ่จะมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในช่วงวัย 30-40 ปีด้วยซ้ำ ความคิดสร้างสรรค์จะเร่งปฏิกิริยาให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อเราเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเป็นกิจกรรมที่เพียรทำมาอย่างยาวนาน มันจะทำให้เราได้รับแรงบันดาลใจ สนุก และซาบซึ้งไปกับความงดงามของโลก

4. ลงทุนในการสร้างความมั่นใจในตัวเอง

ผู้คนรู้ในคุณค่าของตัวพวกเขาเอง มีบางอย่างที่จะบอกกล่าวให้คนอื่นได้ฟัง คุณสามารถลงทุนในตัวคุณเองเพื่อพัฒนาความเข้าใจในคุณค่าของตัวคุณเองและคนอื่นได้

การเรียนรู้นี้จะหนุนให้คุณกล้าที่จะพูดความจริง ยิ่งคุณรักในตัวคุณเองและรู้คุณค่าของคุณมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งมั่นใจที่จะแบ่งปันให้คนอื่นด้วย

5. อ่านหนังสือเพื่อให้การศึกษาแก่ตัวคุณเอง

หนังสือหรือหนังสือเสียงเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่า ที่จะสร้างความรู้ให้แก่คุณ ให้คุณได้เชี่ยวชาญในพื้นที่ที่คุณได้ศึกษา เรามีลิงก์แนะนำซึ่งเป็นแหล่งรวบรวม 20 เว็บไซต์ที่ดีที่สุดสำหรับดาวน์โหลด EBooks  แค่เพียงคุณคลิกค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ คุณก็จะพบเจอหนังสือมากมายที่อ่านได้ไม่หมดแล้ว

6. เข้าร่วมสัมมนาและเวิร์คชอป

เพื่อที่ขยายความรู้และทักษะเพื่องานของคุณหรือเพื่อชีวิตคุณเองบ้าง นี่อาจจะเพิ่มโอกาสให้คุณได้พบปะและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความคิดเหมือนกันด้วย คอร์สเวิร์กชอปมีทั้งฟรีและต้องจ่ายเงิน

เดี๋ยวนี้คอร์สออนไลน์มีให้เรียนเยอะแยะทั้งในภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ คุณไม่ต้องเสียเวลาหมดเปลืองไปกับการเดินทางอีกแล้ว แค่ใช้ความมุ่งมั่น เพียรพยายามที่จะตั้งใจเรียนจนจบคอร์ส แค่นี้คุณก็หาความรู้ไม่รู้จบบนโลกยุคใหม่ แค่ต้องทุ่มเวลาและความใส่ใจ คอร์สออนไลน์ยอดฮิตที่เราแนะนำ เช่น

7. ดูแลสุขภาพของคุณ

กินแต่สิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อเติมพลังให้กับร่างกายของคุณด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เมื่อคุณมุ่งเป้าไปที่อาหารออร์แกนิคหรืออาหารสุขภาพ คุณจะรู้สึกดีขึ้น ได้รับพลังงานมากขึ้น

การออกกำลังกายทุกวันจะทำให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า  คุณจะรับรู้ถึงพลังงานที่ได้รับในวันนั้นๆ ด้วยความมั่นใจเพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกได้และส่งผลต่อภาพลักษณ์คุณด้วย

เดี๋ยวนี้ สุขภาพดีๆ สร้างง่าย ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณเท่านั้นเอง คุณอยากวิ่ง อยากเดิน อยากออกกำลังกาย ทำง่ายๆ ที่บ้านแค่โหลดแอพลิเคชั่นทำตาม เช่น

แอพเหล่านี้ ช่วยให้คุณสามารถแชร์กิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือท้าทายคุณที่จะทำลายสถิติคนทั่วไปในการออกกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ได้ในกลุ่มที่โหลดแอพแบบเดียวกัน แข่งขันกับเพื่อนคุณก็ได้ คุณจะเพลิดเพลินไปกับการออกกำลังกายด้วยตัวเองมากขึ้น

คุณอาจจะเลือกออกกำลังกายตามคลิปวิดีโอจากยูทูปหรือแอพต่างๆ คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลมากมายโดยไม่ต้องใช้เงินให้หมดเปลืองไปกับคอร์สฟิตเนสเพื่อบังคับตัวเองให้เข้ายิมทุกวันอีกแต่ไม่เคยทำได้จริง ไม่มีใครบังคับคุณได้ คุณต้องทำด้วยใจที่ยินดีเอง ทำบ่อยๆ ทำทีละน้อยๆ ทำทุกวันจนพฤติกรรมเปลี่ยน เดี๋ยวสุขภาพคุณก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

8. จงเลือกความสุข

ความสุขคือทางเลือก ความสุขที่ผู้คนส่วนใหญ่เลือกมักมีลักษณะเป็นภาพบวกมากกว่าภาพลบ “ผู้คนส่วนใหญ่มีความสุขเพราะพวกเขาทำใจให้เป็นสุข” อับราฮัม ลินคอร์น กล่าวไว้

9. จงทำงานตามสิ่งที่คุณลิสต์ไว้ ถ้าคุณไม่มีลิสต์ เวลาจะบีบคุณเอง

ลิสต์ทุกอย่างที่คุณอยากทำให้มันสำเร็จ ทำมัน ดูมัน และรู้สึกกับมัน ใช้ประสบการณ์ไปกับมัน ขณะที่ลิสต์ในชีวิตของคุณกำลังดำเนินไปโดยที่คุณอาจจะเริ่มเขียนลิสต์ทั้งหมด 100 ข้อ อย่างน้อยในแต่ละเดือนคุณจะต้องทำหนึ่งในลิสต์ที่คุณบันทึกไว้สำเร็จบ้างล่ะ

คุณจะโหลดแอพลิเคชั่นมาช่วยทำให้ภารกิจของคุณสำเร็จก็ได้นะ เพื่อเช็คลิสต์ที่คุณต้องทำทุกวัน มันช่วยเตือนใจคุณว่า คุณควรจะทำอะไรบ้าง คุณจะได้ไม่หมดเปลืองเวลาไปกับเรื่องที่คุณไม่ได้วางแผน หรือเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

10. ลงทุนกับโค้ช

โค้ชสามารถช่วยเหลือคุณได้ด้วยการทำให้ยุทธศาสตร์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผลักดันไปสู่การลงมือทำจนสำเร็จ โค้ชคือหุ้นส่วนคุณในการสร้างและเติมเต็มความสำเร็จที่คุณได้วางแผนไว้ คุณจะกลายเป็นคุณที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะเป็นได้ โค้ชในที่นี้อาจจะเป็นโค้ชมืออาชีพหรือเป็นโค้ชในแอพพลิเคชั่นที่ช่วยหนุนให้คุณทำภารกิจตามแพลนได้สำเร็จก็ได้

การลงทุนในตัวเองไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ความรู้สึก ด้านกายภาพ ด้านจิตวิญญาณ และการเงิน จะทำให้คุณกลายเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เมื่อคุณกลายเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแล้ว คุณจะดึงดูดคนอื่นเข้ามาเอง

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

เราเคยเจอคำถามแบบนี้มั้ย…

  • มือใหม่เพิ่งหัดลงทุน อยากเริ่มต้นที่กองทุนราคาถูกๆก่อน มีคำแนะนำมั้ยคะ?
  • ตอนนี้หุ้นตก เราจะซื้อกองทุนรวมเพิ่มดีมั้ยหรือว่ารอก่อนดีครับ?
  • ตอนนี้ลงทุนแล้วได้กำไร เราจะขายเลยดีมั้ย?
  • เรามีเงินก้อนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ไหนดีล่ะ หุ้น กองทุนรวม ออมทอง ฯลฯ?
  • ระหว่างกองทุนรวม XXX กับกองทุนรวม YYY กองไหนน่าซื้อกว่ากัน?
  • ทำไมกองทุนนี้ปันผลบ่อยจัง เงินต้นไม่ค่อยเติบโต ช่วยบอกให้กองทุนจ่ายปันผลน้อยลงได้มั้ยคะ?

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถามที่อภินิหารเงินออมรวบรวมจากกลุ่มใน FB แห่งหนึ่ง ส่วนคอมเม้นของสมาชิกในกลุ่มก็มาจากประสบการณ์ของแต่ละคน คำถามเดียวกันบางคนแนะนำให้ซื้อต่อ บางคนแนะนำให้ขายเลย ถ้าเป็นคนตั้งคำถามก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะเอายังไงดีกับเงินก้อนนี้ ในบทความนี้มีไอเดียตอบคำถามเหล่านี้ได้จ้า

ในโลกออนไลน์มีวิธีจัดการเงินหลายรูปแบบ ถ้าชอบวิธีไหนก็ทำแบบนั้น บทความนี้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พูดคุยกับหลายๆคนเรื่องการจัดการเงิน จนกลายเป็นความเชื่อที่ว่า “เงินแต่ละก้อนก็มีหน้าที่ของตัวเอง” ถ้าอ่านแล้วชอบก็นำไปปรับใช้กับตัวเองได้นะจ๊ะ

2 เรื่องก่อนเริ่มต้นเก็บเงิน 

1. เราจะเก็บเงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง? 

ถ้าเราให้เรื่องการเก็บเงินเหมือนการไปท่องเที่ยวที่เราต้องรู้ก่อนว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหน การเก็บเงินอย่างไร้จุดหมายก็เหมือนการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอีกไกลมั้ยจะถึงที่ท่องเที่ยว 

ไม่ชัดเจน…

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะขับรถไปที่ไหนแล้วขับไปเรื่อยๆ นอกจากเสียเงินค่าน้ำมันรถแล้ว ยังเสียเวลาอีกด้วย การเก็บสะสมเงินก็เช่นกัน ถ้าเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเก็บไปถึงเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ เก็บที่ไหน เพราะเป้าหมายการเงินของเราไม่ชัดเจน ภาพในอนาคตมันก็เบลอๆไปด้วย 

ชัดเจน…

ถ้าเรารู้แล้วว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ก็จะรู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น อีก 1 ปีจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางแบบไหน (เครืองบิน รถยนต์ มอไซด์ รถทัวร์ ฯลฯ) ถ้าไปทางเครื่องบินจะได้จองตั๋วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ราคาถูก ทริปนี้เน้นกินหรือท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราจะได้ออกแบบโปรแกรมเที่ยวให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการเลือกที่พักใกล้ๆ เพื่อสะดวกกับการเดินทาง 

รู้จักตัวเอง…

รู้ว่าเราจะใช้เงินไปทำอะไรบ้าง โดยการตั้งเป้าหมายการเงินที่ดีต้องชัดเจน คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้เราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง สำหรับคนที่ไม่ชำนาญการใช้เครื่องคิดเลขการเงินอาจจะคำนวณแบบธรรมดาที่ยังไม่รวบเงินเฟ้อ เพื่อจะได้เห็นตัวเลขคร่าวๆว่าอนาคตควรเตรียมเงินเก็บไว้เท่าไหร่ 

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการเงิน (เราจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง)

  • มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่า่ย
  • อีก 20 ปีจะเกษียณ อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท (เตรียมเงินไว้ประมาณ 10 ล้านบาท)
  • อีก 1 ปีไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินประมาณ 50,000 บาท
  • อีก 10 ปีลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะเก็บเงินให้ลูกเรียนประมาณ 400,000 บาท

จากภาพนี้เราอายุ 35 ปี เกษียณตอนอายุ 60 ปี ญาติผู้ใหญ่อายุเกิน 90 เกือบทุกคน เราก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่ถึงอายุ 90 ปี เราต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าเราควรเตรียมเงินเกษียณไว้ 7,200,000 บาท (ตัวเลขยังไม่รวมเงินเฟ้อ)

2. เลือกวิธีเก็บเงินให้ตรงกับเป้าหมาย 

สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาการเตรียมตัวแตกต่างกัน ถ้าไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน แพ็กกระเป๋าแป๊บเดียวก็เดินทางได้ทันที แต่ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องใช้เวลาเตรียมเยอะมาก ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ ฯลฯ 

เรื่องการเก็บเงินก็เช่นกันที่ต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงิน โดยเลือกให้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละแบบมีนั้นลักษณะเฉพาะของตัวเองและความเสี่ยงไม่เท่ากัน จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน 

เป้าหมายการเงินระยะสั้น

ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน

เป้าหมายการเงินระยะกลางถึงยาว

ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องระดับปานกลางถึงสูง เช่น สลากออมสิน(สภาพคล่องต่ำ) กองทุนรวม(ความเสี่ยงระดับ 4 ขึ้นไป) หุ้นรายตัว ฯลฯ

รู้เป้าหมาย รู้ที่เก็บเงิน

เราต้องคิดภาพใหญ่ออกมาก่อนว่าเราจะใช้เงินทำอะไร เท่าไหร่บ้าง แล้วค่อยแบ่งย่อยลงมาว่าแต่ละเดือนจะเก็บเงินเท่าไหร่และเก็บที่ไหน

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

ภาพข้างล่างนี้เป็นบทสรุปของวิธีจัดการเงินของตัวเองว่า “ตอนนี้เราจะต้องเก็บเงินที่ไหนและเท่าไหร่” เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่คิดไว้ เช่น ฝากประจำเดือนละ 8,000 บาท ครบ 3 ปี มีเงินดาวน์บ้านเกือบ 300,000 บาท หลังกู้เงินซื้อย้านกับธนาคารแล้ว เงินออมก็จะย้ายไปอยู่ฝั่งหนี้สิน

คำถามช่วงต้นบทความตอบได้ด้วย “การตั้งเป้าหมายการเงินของตัวเอง” โดยมองภาพใหญ่ว่าทั้งชีวิตเราต้องการเงินไปทำอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลางหรือยาว เรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ แล้วเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรจัดการอย่างไรกับเงินที่มีอยู่ เช่น  แต่ละเดือนต้องเก็บเงินที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ กลยุทธ์การลงทุนซื้อหรือขาย การปรับพอร์ตทุกกี่เดือน ต้องการรับเงินปันผลหรือไม่ ฯลฯ

สุดท้ายสำคัญมาก คือ การลงมือทำตามแผนที่วางไว้ด้วยนะจ๊ะ ^^

(Review) UOBLTF และ CG-LTF กองทุน LTF คู่หูที่ UOBAM อยากบอกต่อ ไม่รอแล้วนะ!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms กันอีกครั้ง วันนี้ได้รับมอบหมายจากทาง UOBAM ให้รีวิวกองทุน LTF คู่หูคู่เด็ดอย่าง UOBLTF, CG-LTF ที่เค้าว่ากันว่าการันตีด้วยผลงานย้อนหลังที่โดดเด่น ให้กับคนที่สนใจซื้อกองทุน LTF ในช่วงนี้ลองพิจารณากันดูว่ากองทุนไหนเหมาะกับใคร และทั้งสองกองนั้นมีจุดเด่นอย่างไรบ้างครับผม

โดยปกติแล้วคนรุ่นใหม่อย่างเราที่สนใจการลงทุน ก็มักจะต้องมองหาว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนใช่ แต่สิ่งสำคัญนั้นคือการมองหากองทุนอย่างชาญฉลาด เพื่อให้สามารถลดหย่อนภาษีและได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนไปพร้อมๆ กัน และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องคอยมองหากองทุนที่โดนใจเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ครับ

เอาล่ะครับ เริ่มต้นกันแบบสบายๆ กับนโยบายการลงทุนของทั้ง 2 กองทุนนี้กันก่อนครับ ว่าเลือกการลงทุนแบบไหน อย่างไรบ้าง?

Link สาระสำคัญของกองทุน

CG-LTF : https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mkl7o3aga/o3/ag/o0x0/CGLTF_TH_201810.pdf 

UOBLTF : https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mkl7nyg7q/ny/g7/o0x0/UOBLTF_TH_201810.pdf

จะเห็นว่าทั้ง 2 กองทุนนี้ มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันมากๆ เลยล่ะครับ ซึ่งถ้าเราลองไปดูหุ้น 10 อันดับแรกที่ทั้ง 2 กองทุนนี้ลงทุนอยู่ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2561 จะเห็นชัดเลยว่า ทั้ง 2 กองทุนนั้นเลือกหุ้นในตัวที่ใกล้เคียงกันมากๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นหุ้นใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง และมีหลักธรรมาภิบาลที่ดีตามนโยบายที่วางไว้ครับ

นอกจากนั้น ทั้ง 2 กองทุนนี้ ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เหมือนกันอีกด้วย ซึ่งข้อดีของกองทุนที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น มีข้อดีตรงการสร้างโอกาสในการลงทุนต่ออย่างสม่ำเสมอ เมื่อหุ้นในกองทุนมีปันผล ผู้จัดการกองทุนจะเก็บไว้ในกองทุนเพื่อลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เราได้กำไรมากขึ้นอีกครับ ดังนั้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่ต้องการกระแสเงินสดออกมาระหว่างการลงทุนครับ

ทีนี้เรามาดูกันต่อในเรื่องของผลตอบแทนกันบ้างครับว่า ทั้งสองกองทุนนี้มีผลตอบแทนย้อนหลังแบบไหนยังไงบ้าง?

ตรงนี้ก็มีประเด็นในการพิจารณาที่แตกต่างกันไปว่าเราจะเชื่อแบบไหนระหว่างอดีตที่งดงามกับปัจจุบันที่น่าสนใจ เพราะการลงทุนในกองทุนนั้น ไม่สามารถวัดผลการดำเนินงานในอดีตเพื่อการันตีอนาคตได้แน่นอนอยู่แล้วครับ แต่อย่างที่เห็นคือ ทั้ง 2 กองทุนนั้นที่ผ่านมาสามารถทำผลตอบแทน ชนะค่ามาตรฐานที่นำมาเปรียบเทียบได้ ซึ่งถ้าหากมองเป็นการลงทุนตามปกติถือว่าไม่น้อยเลยล่ะครับ

ทีนี้มาถึงคำตอบแล้วล่ะครับว่าควรจะเลือกกองทุนไหนดี ซึ่งถ้าตอบโดยหลักความเป็นจริงแล้ว เราต้องพิจารณากันดูว่าเราชอบลงทุนในกองทุนแบบไหน เพราะทั้ง 2 มีกระบวนการการคัดเลือกหุ้นค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร

โดยกองทุน UOBLTF จะเน้นไปที่หุ้นที่มีมูลค่าที่ต่ำกว่าพื้นฐานที่มีโอกาสเติบโตระยะยาวมากกว่า

ส่วน CG-LTF อาจจะเน้นไปที่หุ้นกลุ่มธรรมาภิบาลเป็นหลัก ตรงนี้เราก็ต้องเลือกแล้วล่ะครับว่าชอบคนแบบไหน คนที่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ ว่าจะเติบโต หรือคนที่เห็นโปรไฟล์ว่าเขานิสัยดีน่าคบหา

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของ ผลตอบแทน เอาจริงๆทั้ง 2 กองทุนนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าผลตอบแทนที่ว่าจะไม่ได้การันตีอนาคต แต่ความสม่ำเสมอของทั้ง 2 กองทุนในอดีตก็เห็นว่า กองทุน CG-LTF มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่า ส่วน UOBLTF นั้นเหมือนคนที่เริ่มดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แหม่… เลือกยากจังเลยครับ

เอาเป็นว่าแนวคิดต่างๆ และข้อมูลเปรียบเทียบที่ว่ามาตามทัศนคติของผมนั้น จะทำให้สามารถเลือกและตัดสินใจในการลงทุนได้มากขึ้นนะครับ ถ้าอ่านดูแล้วรู้สึกว่าชอบแบบไหนมากกว่า ก็คงบอกว่าขอให้ฟังเสียงหัวใจตัวเองแล้วเลือกตัดสินใจได้เลย คร้าบ

หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามหรือสอบถามได้ที่ บลจ.ยูโอบี 02 786 2222

สามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดอื่นๆ ได้จากเว็บไซต์ https://www.uobam.co.th/topreturnfund/  และเว็บไซต์ของกองทุนทั้งสองได้ที่

กองทุน UOBLTF : https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00052/UOBLTF

กองทุน CG-LTF : https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/90034/CG-LTF

หรือ เข้าไปดู Fund Fact Sheet ของกองทุนได้ที่

CG-LTF : https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mkl7o3aga/o3/ag/o0x0/CGLTF_TH_201810.pdf 

UOBLTF : https://www.uobam.co.th/srcm/fund_mapping/mkl7nyg7q/ny/g7/o0x0/UOBLTF_TH_201810.pdf

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

บทความนี้เป็น Advertorial

เลือกลดหย่อนภาษีปลายปีด้วยอะไรดี ให้ตอบโจทย์การเงินเรามากที่สุด

ในทุกๆปี เมื่อเข้าถึงช่วงปลายปีแบบนี้ หลายๆคนก็อาจจะกำลังคิดจะเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีอยู่ใช่ไหมล่ะครับ?

ซึ่งในการลดหย่อนภาษีนั้น ก็มีเครื่องมือหรือสิทธิ์ในการลดหย่อนอยู่มากมายหลายด้านที่เราสามารถใช้สิทธิ์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตส่วนตัวและครอบครัว (ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา, ค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าคลอดบุตร, ค่าเลี้ยงดูคู่สมรส)  หรือสิทธิ์ลดหย่อนที่เราสามารถวางแผนเพิ่มเติมเองได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน, ค่าท่องเที่ยวเมืองรอง, เงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ) ด้านการช่วยเหลือสังคม (เงินบริจาคทั่วไป, เงินบริจาคการศึกษาและโรงพยาบาล) และที่สำคัญ คือ “ด้านบริหารการเงิน” ที่ประกอบไปด้วย เงินลงทุนในกองทุน LTF RMF รวมถึงประกันสุขภาพ และประกันชีวิต เป็นหลัก

ซึ่งจุดเด่นที่สุด หรือข้อดีของการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีใน “ด้านการบริหารการเงิน” ก็คือ นอกจากจะช่วยลดหย่อนภาษี ทำให้ได้รับเงินคืนภาษี หรือรายจ่ายด้านภาษีลดลงแล้ว ยังช่วยให้เรามีการจัดการ และวางแผนทางการเงินที่ดี มีโอกาสเพิ่มความมั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินให้เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน เพียงแค่เราย้ายที่อยู่ของเงินไปลงทุนในจุดที่ทำให้เงินต้นงอกเงย และเราก็สามารถลดรายจ่ายด้านภาษีลงด้วย พร้อมกับแผนความคุ้มครองทางการเงินที่แข็งแรงขึ้นอีกด้วย เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้หลายต่อเลยทีเดียว

“อย่างไรก็ตาม ในการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อลดหย่อนภาษีนั้น เราก็ไม่ควรที่จะซื้อเพื่อมุ่งหวังแต่จะนำมาลดหย่อนภาษีเป็นหลัก โดยไม่ได้สนใจคุณประโยชน์ หรือจุดประสงค์ที่สำคัญของเครื่องมือแต่ละอย่างเลย เพราะถ้าทำแบบนั้น แทนที่จะเป็นผลดี มันอาจจะกลายเป็นผลเสียกับเรามากกว่าก็ได้”

เนื่องจากเครื่องมือทางการเงินแต่ละอย่าง มีเงื่อนไข จุดเด่น และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน เราจึงควรเริ่มต้นจากการเข้าใจจุดเด่นของเครื่องมือแต่ละอย่างก่อน เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย หรือตอบโจทย์ความต้องการของตัวเราเองได้ตรงความต้องการจริงๆ โดยที่การลดหย่อนภาษีเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาทีหลังมากกว่า 

ซึ่งเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภท ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้  ก็มีจุดเด่นที่เหมาะกับแต่ละความต้องการ ดังนี้

1. LTF (Long Term Mutual Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว

เป็นเครื่องมือการออม / การลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเกือบทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงและความผันผวนสูง ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการออม / ลงทุนเพื่อเอาเงินไว้ใช้ในระยะยาว ตามเป้าหมายต่างๆ ที่ต้องการ และเงินที่ซื้อ LTF  ต้องเป็นเงินก้อนที่เราไม่มีแผนจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 7 ปี และต้องเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น และรับความผันผวนของราคาได้มาก เพราะในระยะสั้นอาจจะมีโอกาสขาดทุนได้สูง

2. RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

เป็นเครื่องมือการออม / การลงทุน ในสินทรัพย์มากมายหลายประเภท ทั้งหุ้น, ตราสารหนี้และหุ้นกู้, อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงและความผันผวนแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทสินทรัพย์ และมีเงื่อนไขห้ามขายกองทุนที่ซื้อไปก่อนอายุ 55 ปี ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการออม / ลงทุนเพื่อเอาเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุโดยเฉพาะ สามารถทิ้งเงินก้อนนี้ไว้ได้ยาวๆ จนถึงเกษียณ และต้องเข้าใจความเสี่ยงและความผันผวนของสินทรัพย์แต่ละประเภท สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง  

3. ประกันสุขภาพ

เป็นเครื่องมือที่มีไว้ใช้รองรับความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงโรคร้ายแรงต่างๆ เพื่อที่ว่าหากเราโชคร้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว เราจะได้ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด แต่จะได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันมาช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาด้วย ตามวงเงินความคุ้มครองที่ได้ทำไว้ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้กับตัวเอง

4. ประกันชีวิต

เป็นเครื่องมือที่มีไว้สร้างความมั่นคงทางการเงิน สามารถการันตีเงินที่จะได้รับในอนาคตได้ ทั้งตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือตอนจากไปแล้ว จึงเหมาะกับทั้งคนที่ต้องการวางแผนสร้างเงินมรดกให้คนข้างหลัง เพื่อนำไปเป็นค่าเลี้ยงดูหรือจัดการกับภาระหนี้สิน (การันตีเงินในอนาคตเมื่อตัวเองจากไปแล้ว) ซึ่งประกันชีวิตแบบที่เหมาะสมกับความต้องการนี้ คือแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา หรือคนที่ต้องการวางแผนเก็บเงินเอาไว้ใช้ในอนาคตแบบที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเลย (การันตีเงินในอนาคตเมื่อยังมีชีวิตอยู่) ซึ่งประกันชีวิตแบบที่เหมาะกับความต้องการนี้คือ ประกันแบบสะสมทรัพย์ สำหรับคนที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะยาวทั่วไป และประกันแบบบำนาญ สำหรับคนที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายเกษียณอายุโดยเฉพาะ

โดยในส่วนของ “ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ” คือเครื่องมือที่ผมอยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ

เนื่องจากหลายคนตัดสินซื้อประกันชีวิต ก็เพื่อจะได้นำค่าเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้สนใจ หรือไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าประกันชีวิตที่เราซื้อไปเป็นแบบไหน จำเป็นหรือเหมาะสมกับชีวิตของเราจริงๆ หรือไม่ ทำให้เราอาจจะทำประกันชีวิตผิดประเภท แล้วไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าตรงตามความจำเป็นจริงๆ

ดังนั้น ในการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เราควรจะเข้าใจรูปแบบหรือลักษณะความคุ้มครอง รวมถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันแต่ละแบบที่แตกต่างกัน เพื่อที่เราจะได้สามารถเลือกแบบประกันได้ตรงใจและคุ้มค่ากับเรามากที่สุด นอกเหนือจากสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีที่จะได้รับเอาไว้ด้วย

ซึ่งสำหรับคนที่ได้ศึกษาแล้ว และคิดว่า ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ น่าจะเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา จำเป็นกับเราตอนนี้มากที่สุด และต้องการตัวเลือกหลายๆแบบเพื่อที่จะได้เลือกรูปแบบความคุ้มครองและผลประโยชน์ที่ตรงกับโจทย์ชีวิตเราจริงๆ

ตอนนี้ทาง ธนาคารธนชาต เขาก็มี ประกันชีวิตและแพคเกจประกันสุขภาพหลายๆ แบบ มาให้เราเลือกตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตจาก บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) ที่ขายผ่านธนาคารธนชาต เพื่อใช้วางแผนประกันชีวิตและสุขภาพ ไปพร้อมๆ กับการวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมด้วย ตัวอย่างเช่น

“ธนชาต ปันผลเพิ่มสุข” 

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จ่ายเบี้ยฯสั้นแค่ 6 ปี คุ้มครอง 15 ปี มีเงินคืนปีละ 2.5% ของทุนประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-14 และเงินครบสัญญา 150% ของทุนประกันภัยที่เลือกทำ พร้อมกับความคุ้มครองชีวิตตั้งแต่ 100-150% ของทุนประกันภัยที่เลือกทำ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเก็บเงินอย่างปลอดภัยไว้ใช้ในอนาคต พร้อมกับได้รับความคุ้มครองชีวิตส่วนหนึ่ง และสิทธิ์ลดหย่อนภาษีฯ อีกไม่เกิน 100,000 บาท

“Perfect Annuity 85/5”

ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่มีจุดเด่นที่จ่ายเบี้ยฯ สั้นแค่ 5 ปี แล้วไปรอรับเงินบำนาญตอนเกษียณ เมื่ออายุตั้งแต่ 60 ปีเป็นต้นไป โดยจะได้รับเงินบำนาญ 15% ของทุนประกันชีวิต ตั้งแต่อายุ 60-85 ปี เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตเพื่อเอาไว้ใช้ตอนเกษียณอย่างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยง พร้อมสิทธิ์ลดหย่อนภาษีฯ เพิ่มเติมจากโควต้าประกันชีวิตทั่วไป สูงสุดอีกไม่เกิน 200,000 บาท

“Perfect Saver 20/20 (Package)”

แพคเกจประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ + ประกันสุขภาพด้านค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน โดยส่วนของประกันชีวิตจะมีทั้งความคุ้มครองชีวิต ตั้งแต่ 100-150% ของทุนประกันชีวิต และผลตอบแทนจากเงินคืนระหว่างทางและเงินครบสัญญารวม 326% ของทุนประกันชีวิต ตลอดช่วงระยะเวลาความคุ้มครอง 20 ปี พร้อมๆ กับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน โดยจะมีแผนความคุ้มครองให้เลือก 3 แผน คือแผนค่าห้อง 1,300 บาท แผนค่าห้อง 1,800 บาท และแผนค่าห้อง 2,500 บาท โดยในแต่ละแผน นอกจากจะมีระดับความคุ้มครองค่าห้องที่ต่างกันแล้ว ก็ยังมีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาแต่ละรายการที่ต่างกันด้วย โดยแผนนี้จะคุ้มครองทั้งชีวิตและสุขภาพเป็นเวลา 20 ปี จ่ายเบี้ยประกันรวม 20 ปีเช่นกัน จึงเป็นแพคเกจที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการวางแผนออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต ไปพร้อมๆ กับได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล พร้อมกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีฯ จากประกันสุขภาพไม่เกิน 15,000 บาท 

“ธนชาตพร้อมสู้โรคร้าย ซูเปอร์คุ้ม 10/10” 

แพคเกจประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา + ประกันโรคร้ายแรง โดยจะมีความคุ้มครองชีวิตทุกกรณี 100% ของทุนประกันชีวิตที่เลือก และความคุ้มครองโรคร้ายแรงจำนวน 63 โรค ทั้งกรณีระดับต้นถึงระดับปานกลางซึ่งจะคุ้มครอง 50% ของทุนประกันโรคร้ายแรง และระยะรุนแรง ซึ่งจะคุ้มครองสูงสุด 150% ของทุนประกันโรคร้ายแรง ทั้งหมดเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยจ่ายเบี้ยประกันรวมทั้งสิ้น 10 ปี จึงเป็นแพคเกจที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้รับความคุ้มครองโรคร้ายแรงทุกระยะ ไปพร้อมๆกับความคุ้มครองชีวิตเมื่อเสียชีวิตทุกกรณี ที่มีระยะเวลาคุ้มครองในช่วง 10 ปี พร้อมกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีฯ จากประกันสุขภาพไม่เกิน 15,000 บาท

ซึ่งหากใครสนใจ ก็สามารถศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2ytJYGB หรือติดต่อได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา นอกจากนั้น ธนชาตยังแจกฟรี voucher เติมเที่ยวเดินทาง BTS  สำหรับเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป แจกสูงสุดถึง 40 เที่ยว มูลค่า 1,080 บาท (หรือจนกว่าของจะหมด มูลค่ารวมสูงสุด 1 ล้านบาท) สำหรับลูกค้าเข้าร่วมแคมเปญเพียงสมัครผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ร่วมรายการ และชำระเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2561

สุดท้ายนี้ ผมก็อยากฝากไว้ว่า ผู้ที่จะซื้อประกันภัยควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง และก่อนจะตัดสินใจวางแผนลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี นอกเหนือจากต้องวางแผนพิจารณาเลือกค่าลดหย่อนที่จะใช้ให้ดี วางแผนการเงินในแต่ละเรื่อง ทั้งการออม การลงทุน การทำประกัน ให้เหมาะสมกับตัวเราก่อนจะคิดแต่เรื่องลดหย่อนภาษีอย่างเดียวแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องก็คือ อย่าลืมพิจารณาเงินที่จะใช้จัดสรรไป ออม/ลงทุน หรือซื้อประกันในการวางแผนภาษีให้เหมาะสม ไม่มากจนเกินไปจนทำให้การเงินฝืดเคืองด้วยเช่นกันนะครับ เพื่อให้การวางแผนการเงินไปพร้อมๆกับการลดหย่อนภาษีเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเรามากที่สุดครับ

(Review) ตอบ 3 ข้อนี้ให้ได้ ก่อนซื้อ LTF และ RMF จะได้ไม่พลาดโอกาสลงทุนให้งอกงาม

คำถามส่วนใหญ่ที่พรี่หนอมเจอบ่อยๆ ว่าอยากลดหย่อนภาษีให้เยอะๆ ควรซื้อ LTF หรือ RMF ดี? ถ้าถามความคิดเห็นของผม ผมมองว่าก่อนอื่นเราต้องตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจนก่อนครับ

1. เราเสียภาษีไหม?

ถ้าตอนนี้ยังไม่เสียภาษี แม้ว่าจะสามารถซื้อ LTF และ RMF ได้ แต่เราจะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม รวมถึงต้องถือครองตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดด้วย แต่ถ้าหากเมื่อเราคำนวณรายได้และต้องเสียภาษีอยู่แล้ว การซื้อ LTF และ RMF สามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ครับ

ดังนั้น ถ้าคำตอบ คือ เราต้องเสียภาษี การซื้อ LTF และ RMF ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีในการลดหย่อนภาษี และยังได้โอกาสรับผลตอบแทนกลับมาด้วยครับ

2. เรามีเงินไหม?

การซื้อ LTF และ RMF นั้นมันมีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้อง ถ้าหากเราไม่มีกระแสเงินสดที่ดี การซื้อ LTF และ RMF ย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ แต่คำถามตรงนี้ อยากให้ลองดูว่าเราวางแผนจัดการเรื่องเงินของตัวเองไว้อย่างไร ซึ่งการบริหารที่ว่านี้ ไม่ใช่ต้องจัดการเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้นะครับ เพียงแค่เราบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือนให้มีเงินสดเหลือ และทยอยนำส่วนนี้มาลงทุนได้เรือยๆ ก็เหมาะสมแล้ว มีมากลงทุนมาก มีน้อยลงทุนน้อย เพราะแค่ 500 บาทก็สามารถเริ่มลงทุนใน LTF หรือ RMF ได้แล้วครับ

3. เราต้องการอะไรในชีวิต?

นอกจากสิทธิในการลดหย่อนภาษีแล้ว เรามีเป้าหมายอะไรในการซื้อ LTF หรือ RMF ต้องการลงทุนระยะยาว ลงทุนเพื่อเกษียณ แล้วตอบต่อไปว่า เรามีเงินลงทุนเดือนละเท่าไร ผลตอบแทนสูงแค่ไหน รับความเสี่ยงจากการลงทุนไหวหรือเปล่า? ลงทุนแล้วต้องการผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบเงินปันผลด้วยไหม? ซึ่งตรงนี้ยิ่งตอบคำถามได้ไว เข้าใจตัวเองเร็ว ก็ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วนะครับ ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุเยอะหรือมั่นคงก่อน เพราะเราค่อยๆทยอยสร้างไปได้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆครับ

การลดหย่อนภาษีนั้นไม่ได้มีข้อจำกัดทางอายุ แต่มีข้อจำกัดด้านการเงินมากกว่า สำหรับผมมองว่า อายุมากหรือน้อยไม่ใช่ปัญหาในการลงทุนทั้ง LTF และ RMF ครับ แต่ข้อดีของการเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุน้อยๆ นั้น มันคือ

การมีโอกาสเติบโตของเงินมากกว่าทั้งในเรื่องของ ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบทบต้นจากเวลาระยะยาวในการลงทุน กับจำนวนเงินที่น้อยลงหากเริ่มต้นลงทุนตอนที่อายุยังน้อย และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ใครหลายคนมักจะแนะนำให้เริ่มต้นออมเงินหรือลงทุนตั้งแต่แรกๆ ครับ

จริงๆหลักการคิดในการลงทุน LTF หรือ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีนั้นมีเท่านี้เองครับ แต่สิ่งที่อีกหลายๆคนลืมคิดกันต่อนอกเหนือจากเรื่องของภาษีคือ กองทุน LTF หรือ RMF ที่เราจะใช้ลงทุนนั้น มันควรจะเป็นกองทุนแบบไหน ยังไง และเหมาะกับเราแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การลงทุนของเราได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น และสบายใจในการลงทุนถือกันไปยาวๆครับผม

มาถึงตรงนี้ พรี่หนอมอยากพาทุกคนมารู้จักสองกองทุนดาวเด่นทั้ง LTF และ RMF ที่น่าติดตามจาก บลจ. กสิกรไทย หรือ KAsset ยิ่งถ้าใครสังเกตข่าวการลงทุนช่วงที่ผ่านมา คงจะเห็นว่าทาง KAsset เองก็มีการพัฒนาคุณภาพเพื่อให้บริการนักลงทุนดีขึ้นมาเรื่อยๆครับ รวมทั้งตัวบลจ.เองก็เพิ่งได้รับรางวัลบลจ.ยอดเยี่ยมจากเวที SET Awards 2018 มาหมาดๆอีกด้วยครับ

นั่นคือ KDLTF กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล และ KEQRMF กองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งมีนโยบายการลงทุนและรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ครับ

ดูข้อมูลของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่หนังสือชี้ชวน

www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KDLTF.pdf

นอกจากนั้นถ้าเรามาดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุดทั้งสองกองทุนเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าทั้งสองกองทุนสามารถทำผลตอบแทนและมีความผันผวนใกล้เคียงกับตัวชี้วัดครับ

ที่มา: https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Performance/KDLTF.pdf

ที่มา: https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Performance/KEQRMF.pdf

ดังนั้น ถ้าหากใครที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี กองทุน LTF และ RMF ทั้งสองกองนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ชอบลงทุนในหุ้นใหญ่ ที่มีความมั่นคงสูง มีการกระจายไปหลายหมวดอุตสาหกรรม และมีมุมมอง Theme ลงทุนในแต่ละปีที่ทางผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเหมาะสมที่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยครับ (อ้อ.. สำหรับคนที่ชอบลงทุน LTF ที่ได้รับเงินปันผลด้วยครับผม เพราะกอง KDLTF นั้น เรียกได้ว่ามีการจ่ายเงินจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 9.83 บาท รวมทั้งหมด 22 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2547 เหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินปันผลอย่างสม่ำเสมอระหว่างทางการลงทุนไปด้วยครับ)

สำหรับคนที่สนใจลงทุน LTF และ RMF ในช่วงนี้ ทางบลจ.กสิกรไทยเองก็มีโปรโมชั่นดีๆมาฝากกันด้วยครับ พิเศษ! รับ Starbucks e-Coupon สูงสุด 200 บาท เมื่อซื้อกลุ่มกองทุน LTF และ/หรือ RMF ผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds เป็นครั้งแรก โดยเมื่อ

– ลงทุนสะสมสุทธิ 50,000-99,999 บาท รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท

– ลงทุนสะสมสุทธิ 100,000 บาทขึ้นไป รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท

ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-28 ธ.ค. 61 (เงื่อนไขเพิ่มเติมเป็นไปตามที่บลจ.กสิกรไทยกำหนด) 

กองทุนทั้งสองกองทุนนี้ซื้อที่ไหนก็ได้ (ที่มีขาย) แต่ถ้าจะซื้อง่ายต้องซื้อผ่าน K PLUS, K-My Funds ที่ล่าสุดเห็นว่ามี ฟีเจอร์สรุปพอร์ต LTF RMF เป็นรายปีให้ดู สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีก หรือจะไปซื้อที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาก็ได้ เริ่มต้นเพียง 500 บาท

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2SvCdb3

คำเตือน

  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือสามารถเลือกให้ไม่หัก ณ ที่จ่ายก็ได้ แต่จะต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปี

บทความนี้เป็น Advertorial

เลือก ส.ว. 50 คน รัฐใช้เงิน 1,303 ล้านบาท

รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า “ก็เขาไม่ได้ต้องการให้เป็นข่าว แต่ต้องการให้คนกลุ่มเล็กๆ เลือกกันเองแบบกุ๊กๆ กิ๊กๆ แล้ว คสช. ก็ไปหยิบมา 50 คน แบบเงียบๆ”

วานนี้ 17 ธันวาคม 2561 พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปผลเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ ที่ผ่านเข้ารอบสู่ระดับจังหวัด และจะผ่านไปคัดเลือกระดับจังหวัดในขั้นตอนถัดไป

การเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ รวมทั้งประเทศมี 928 อำเภอ 

  • มีการลงคะแนนเลือกกันเองใน 197 อำเภอ
  • มี 52 อำเภอ ไม่มีการเลือก ส.ว. เพราะไม่มีผู้สมัคร
  • มี 679 อำเภอ ผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ 3 คน ผู้สมัครรายงานตัวอย่างเดียวและผ่านเข้าไปคัดเลือกระดับจังหวัดได้เลย

ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 

  • ทั้งสิ้นจำนวน 7,056 คน 
    • สมัครด้วยตนเอง 6,551 คน
    • สมัครด้วยตนเองพร้อมหนังสือแนะนำชื่อจากองค์กร 505 คน

จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาทั้งสิ้นที่ได้รับเลือกระดับอำเภอทั้งสิ้น 5,899 คน

  • ชาย 4,389 คน
  • หญิง 1,510 คน
    • สมัครด้วยตนเอง 5,410 คน
    • สมัครด้วยตนเองพร้อมหนังสือแนะนำชื่อจากองค์กร 489 คน

การลงคะแนนเลือก ส.ว. ในระดับจังหวัด พบว่า

  • จังหวัดที่ไม่ต้องลงคะแนนเลือก ส.ว. 5 จังหวัด (เนื่องจากมีผู้สมัครไม่เกิน 4 คน)
    • กระบี่ พังงา ระนอง ชุมพร และสมุทรสาคร (ทำให้ผู้สมัครผ่านเข้าไประดับประเทศได้เลย)
  • จังหวัดที่ต้องลงคะแนนเลือกมีทั้งสิ้น 72 จัหวัด (เนื่องจากมีผู้สมัครเกิน 4 คน)
    • ต้องจัดให้มีการลงคะแนนเลือกให้เหลือ 4 คน

iLaw วิเคราะห์สาเหตุที่การดำเนินการคัดเลือก ส.ว.ประเภทกลุ่มอาชีพจำนวน 50 คนที่รัฐต้องใช้เงินมากถึง 1,300 ล้านบาทนั้น เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (หรือ คสช.) ออกแบบกติกาอย่างซับซ้อน ทำให้ดูเหมือนว่า ส.ว. นี้มาจากตัวแทนกลุ่มประชาชนที่หลากหลาย

Timeline การเลือก ส.ว.

  • 16 ธ.ค. 2561 เลือก ส.ว. ระดับอำเภอ (ประกาศรายชื่อ 18 ธ.ค.)
  • 22 ธ.ค. 2561 เลือก ส.ว. ระดับจังหวัด (ประกาศรายชื่อ 23 ธ.ค.)
  • 27 ธ.ค. 2561
    เลือก ส.ว. ระดับประเทศ
    (ภายใน ธ.ค. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เลือก ส.ว. 9-12 คน เพื่อเลือก ส.ว.แบบสรรหา)
  • 2 ม.ค. 2562
    กกต. ส่ง 200 รายชื่อให้ คสช. พิจารณาเลือก ส.ว. กลุ่มอาชีพ 50 + สำรอง 50 คน
  • 9 ก.พ. 2562 
    คณะกรรมการสรรหาส่ง 400 รายชื่อให้ คสช. พิจารณาคัดเลือกเหลือ ส.ว. สรรหา
    194 + สำรอง 50 คน
  • 27 เม.ย. 2562 คสช. เคาะชื่อ ส.ว. กลุ่มอาชีพ 50 คน ส.ว. สรรหา 194 คน ส.ว. โดยตำแหน่ง 6 คน ก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

ที่มาของ ส.ว. 250 คน มี 3 ทาง

  • ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ 6 คน (ปลัดกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ)
  • กลุ่ม คสช. 194 คน คสช. จะตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ชุดหนึ่ง คัดเลือกบุคคลไม่เกิน 400 คน และนำเสนอต่อ คสช. คัดเลือกเหลือ 194 คน
  • กลุ่มอาชีพ 50 คน กกต. เริ่มดำเนินการให้ประชาชนสมัครตามกลุ่มอาชีพ 10 กลุ่ม และให้ผู้สมัคร ส.ว. แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ จนเหลือ 200 คน แล้วนำรายชื่อเสนอต่อ คสช. คัดเลือกเหลือ 50 คน

ส.ว. มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

  • ส.ว. 250 คนนี้ จะถูกคัดสรรเพื่อเข้ามาทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี
  • ควบคุมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ คสช. 20 ปี

BBC รายงานว่า การเลือก ส.ว. แบบนี้ของไทย เป็นการเลือก ส.ว. ที่เงียบที่สุดในโลก เพราะอะไร?

  • กระบวนการรับสมัคร ส.ว. เกิดขึ้น 26-30 พ.ย. 2561 (5 วันนี้ ผู้สมัคร ส.ว. จะถูกปิดชื่อ ห้ามเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการเปิดเผยรายชื่อจำนวนผู้สมัครแต่ละกลุ่ม เพราะกลัวว่าถ้ารู้จำนวนว่ามีคนสมัครแต่ละกลุ่มเท่าไร ผู้สมัครจะหนีจากกลุ่มที่มีคนเยอะไปกลุ่มที่สมัครน้อยกว่า ไม่อยากให้จำนวนเป็นตัวเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ อยากให้เป็นไปตามธรรมชาติ: รองเลขาธิการ กกต. กล่าวไว้)
  • ห้ามผู้สมัคร ส.ว. โฆษณาหาเสียง ทำได้แค่ออกข้อความแนะนำตัว 1 หน้ากระดาษ A4 พร้อมเอกสารต่างๆ เอกสารแนะนำตัวนี้จะถูกส่งให้ผู้สมัครในกลุ่มอาชีพเดียวกัน (ห้ามหาเสียงเพราะไม่อยากให้คนที่มีปัจจัยทางการเงินมากกว่าได้เปรียบผู้แข่งขัน: อดีตโฆษกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวไว้)
  • หากผู้สมัครอยากออกทีวี สื่อต้องถามผู้สมัครก่อนว่าพร้อมจะติดคุกใช่ไหม เพราะกฎหมายห้ามหาเสียง (รองเลขาธิการ กกต. กล่าววไว้)
  • รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า “ก็เขาไม่ได้ต้องการให้เป็นข่าว แต่ต้องการให้คนกลุ่มเล็กๆ เลือกกันเองแบบกุ๊กๆ กิ๊กๆ แล้ว คสช. ก็ไปหยิบมา 50 คน แบบเงียบๆ”

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ท่านรู้สึกหรือคิดเห็นอย่างไรกับการเลือก ส.ว. เฉพาะกาลแบบนี้บ้างครับ ?

ที่มา:

ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
BBC
กรุงเทพธุรกิจ
ไทยรัฐ
iLaw
กกต.

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : aommoney.rabbitstaging.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 17-21 ธันวาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้ยังดูเหมือนจะอึมครึมในทุกที่ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือเลือกซื้อตลาดที่คิดว่ามีปัจจัยพื้นฐานดีอยู่อย่างไทยและญี่ปุ่น แต่ขอหยุดพักสหรัฐฯ อีกสักหน่อยละกันครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 11- 14 ธันวาคม 2561

ยังคงแนะนำซื้อตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่เหลือทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ยกเว้นสหรัฐฯ เท่านั้นทีต้องชะลอกันไปก่อน

เหตุผล : สถานการณ์โดยรวมไทยและญี่ปุ่นยังมีปัจจัยบวกอยู่ และเป็นโอกาสเข้าซื้อในช่วงที่ผันผวนแบบนี้

Focus : ไทยและญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ : พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดี จากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ปลายปี บวกกับปัจจัยการเลือกตั้งปีหน้า ส่วนทางญี่ปุ่นนั้น GDP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปีหน้าเช่นเดียวกัน

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ความตึงเครียดสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากนาง Meng Wanzhou CFO ของบริษัท Huawei ได้รับการอนุญาตจากแคนาดาให้ประกันตัวในวันพุธที่ผ่านมา

รวมถึงตอนนี้จีนตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์นำเข้าลงเหลือ 15% จากเดิมที่ระดับ 40% และผลการประชุม OPEC สรุปว่า OPEC ตัดสินใจจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งทางผู้ผลิตกลุ่ม OPEC นำโดยซาอุดิฯ จะลดปริมาณการผลิตลง 8 แสนบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่อีก 4 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน จะลดโดยผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC

แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ ความเสี่ยงทางการเมืองยังคงสร้างความผันผวนต่อเนื่องให้กับตลาดหุ้น หลังจากการประชุมสภาอังกฤษในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 และทาง Theresa May ตัดสินใจเลื่อนการลงมติร่างข้อตกลง Brexit ในสภา ไปเป็นวันที่ 21 มกราคม 2562 และการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปครับ

ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมเลยคงที่อยู่ เพื่อรอดูสถานการณ์ ดังนั้นคำแนะนำในสัปดาห์นี้ดูจะไม่เปลียนแปลงอะไรมากครับ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ไปอีกสักระยะครับ จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงครับ เนื่องจากการหดตัวของราคาตลาดบ้านและการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มถูกปรับตัวลดลงอีกด้วยครับ ดังนั้นรอก่อนนะครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ผมมองว่าตอนนี้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปได้เรื่อยๆครับ ถึงแม้เศรษฐกิจยุโรปปรับตัวลดลง จากความกังวลเรื่องนโยบายการยื่นขาดดุลการคลังของ Italy และการเจรจาการ Brexit อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าตอนนี้ราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนในราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ในขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการยังดีอยู่ จึงยังเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสมต่อได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังทยอยสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับ นั่นคือ ซื้อต่อ เนื่องจากการคาดการณ์ตัวเลข GDP มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และนโยบายการเงินของ BOJ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องครับ เรียกว่าปัจจัยดีๆทุกอย่างมาสนับสนุนในตอนนี้เลยครับผม

สรุปสั้นๆ : ซื้อได้ต่อครับ จัดได้จ้า

ตลาดหุ้นเกาหลี

นี่ก็เหมือนเดิมครับ ยังสะสมกันได้ต่อครับสำหรับตลาดเกาหลี จากเหตุผลเดิมที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ที่เคยพูดไว้ในสัปดาห์ก่อน และ Valuation ถูกปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี อาจทำให้มี Downside Risk ลดลง และราคาสะท้อนถึงความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไว้แล้ว จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังคงเหมือนเดิมครับ สำหรับสัปดาห์นี้ ยังคงให้สะสมหุ้นอินเดียต่อไปครับ ด้วยเหตุผลเดิมเช่นกัน คือค่าเงินรูปีเริ่มกลับมาแข็งค่าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา และคะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีโมดีที่ลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้เรื่อยๆครับ

ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมาตลาดจะลงมาให้ใจหวั่น แต่ผมยังมองเหมือนเดิมครับ ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีนั้นยังมีอยู่ ทั้งเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ช่วงปลายปี ทั้งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง และราคาตลาดหุ้นปรับตัวลงตามราคาน้ำมันโลก ทำให้เป็นโอกาสในการซื้อหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : ปัจจัยดีแบบนี้ ซื้อต่อไปจ้า

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังคงให้สะสมหุ้นทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ครับ จากที่หุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมตามเดิมครับ 

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่เหลือทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ชะลอลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ  

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า Investment Grade ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและซื้อทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

จัดการเงินยังไงเมื่อมีรายได้เสริม

สมัยนี้หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ รับงาน ขายของ 

หารายได้เสริมจากงานประจำกันง่ายขึ้น

ทีนี้พอมีรายได้เสริม มีเงินเพิ่ม…จะจัดการเงินตรงนี้ยังไง ให้ดีต่อใจดีต่อชีวิต

มาค่ะ.. มาดามฟินนี่มีแนวทางง่ายๆ มาฝากให้ลองไปทำดูค่ะ

1. กันต้นทุนออกมาก่อน

มีรายจ่ายอะไรที่เราต้องจ่ายหรือลงทุนไปเพื่อให้มีรายได้เสริมนี้มั้ย ถ้ามี พอได้เงินปุ๊บ..กันออกมาส่วนนึงก่อนเลยค่ะ เพื่อให้คืนทุน เพื่อเอาไปต่อทุน ไม่งั้นจะทำงานหน้าจะขายของล็อตหน้า ก็ต้องไปหาไปควักเนื้อมาอีกสิ หลายคนพลาดเรื่องนี้ค่ะ ได้เงินมาดีใจ ใช้หมดเลย!!

เช่น มีต้นทุนค่าสินค้า 60 บาทขายได้ 100 บาท แปลว่ากำไร 40 บาท เราต้องกัน 60 บาทนี้ไว้ค่ะ เพราะเป็นทุนที่เราลงไป แล้วเราต้องเอาไว้ไปซื้อของงวดหน้ามาขาย

สรุปเงินที่เราควรเอาไปใช้ได้มันแค่ส่วนกำไร 40 บาท แต่หลายคนพลาด ได้มา 100 ก็ใช้หมด 100 เลยจ้าาาาา ทีนี้ยังไงล่ะ จะขายของงวดหน้าก็ต้องไปหาอีก 60 มาเป็นทุนซื้อสินค้าไปขาย เป็นแบบนี้บ่อยๆ มันจะแย่เอาน่ะสิ ทำไปทำมาไม่เห็นเหลืออะไร ทำบัญชี จดบันทึกซะนะคะ

2. แบ่งเงินส่วนนึงเก็บก่อนใช้

ถ้าเป็นไปได้ เงินทุกบาทที่เข้ามาในชีวิตเรา ส่วนนึงควรกันออกมาเก็บเสมอ ทำให้เป็นนิสัยค่ะ เก็บก่อน แล้วที่เหลือใช้ ส่วนจะเป็นเท่าไหร่ กำหนดสัดส่วนตามใจตามความจำเป็น เช่น 10-20% หรือบางคนหารายได้เสริมตรงนี้เพื่อจงใจเก็บเงินเป็นหลัก ก็กันไปเก็บเลยค่ะ 50%

3. เงินเก็บก้อนแรกที่ควรมี

สำคัญที่สุดแต่คนมักมองข้าม คือ เงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินค่ะ (Emergency fund) เท่ากับ 3-6 เท่าของรายได้หลักเรา หรือ รายจ่ายที่เราต้องจ่าย ก้อนนี้ต้องมีก่อนใครเพื่อนเพื่อความอุ่นใจ ไม่งั้นจะไปลงทุนอะไร เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา เราก็ต้องไปเทขายสิ่งที่เราลงทุนไว้อยู่ดี

ดีไม่ดีต้องจำใจขายแม้ขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะมันจำเป็นไง..แต่ไม่มีเงิน เงินที่กันมาเก็บเป็น emergency fund นี้ ควรเก็บไว้ในที่มีสภาพคล่องเอาออกมาได้ง่ายและไม่มีความเสี่ยงที่เงินต้นจะลด ย้ำ..เพราะเราเผื่อฉุกเฉิน นี่ไม่ใช้เงินลงทุนที่เราหวังผลตอบแทนสูงๆ แล้วแลกกับความเสี่ยง โปรดเข้าใจ

4. นึกถึงเรื่องภาษีเงินได้ 

รายได้เสริมที่เรามีเข้าข่ายเป็นเงินได้ประเภทไหนนะ แล้วเราต้องยื่นแบบภาษีอันไหน ภงด. 90 หรือ 91 อย่าลืมลองคำนวณภาษีที่ต้องเสียไว้ล่วงหน้าด้วยเพื่อกันเงินไว้จ่าย และถ้าคนที่จ่ายเงินให้เราเค้ามีหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็อย่าลืมขอใบรับรองการหักภาษีมาเก็บไว้ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ

5. แบ่งสัดส่วนเงินที่เอาไว้ใช้

มีหนี้อยู่ก็แบ่งใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น ส่วนที่เหลือจะใช้หลัก 6 jars มาช่วยก็ดีเหมือนกันค่ะ โดยแบ่งไว้กินไว้ใช้, ไว้พัฒนาตัวเอง, ไว้ทำการกุศลช่วยเหลือผู้อื่น, ไว้เอนเตอร์เทนตัวเอง, ไว้จ่ายรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายรายปี เป็นต้น ถ้าเราแบ่งไว้สำหรับทุกส่วนของชีวิตแบบนี้ เราก็จะมีชีวิตที่เป็นปกติสุขดีขึ้นทุกด้านค่ะ

มีรายได้เสริมเป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ…และจะดียิ่งขึ้นถ้าเราจัดการเงินที่ได้มาอย่างมีสติ มีแผนเพราะจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และไม่เสียแรงเปล่าที่เรานี่เป็นคนขยัน รักความก้าวหน้า หารายได้เสริมค่ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save