Meaning is the new money คุณค่าของงานที่ทำ สำคัญพอๆ กับเงิน

“Meaning is the new money” คุณค่าและความหมายถือเป็นเงินอีกรูปแบบหนึ่ง คำว่า “Meaning is the new money” ไม่ใช่คำใหม่แต่มีมาก่อนหน้าแล้ว และถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้งในงานของ Harvard Business Review (HBR) หลังจากที่ก่อนหน้าเคยเผยแพร่งานวิจัยด้านนี้มาแล้วเกือบสิบปีก่อนหน้านี้หรือในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2011 

เนื้อหาในบทความระบุว่า ผู้คนยินดีที่จะทำงานที่มีรายได้น้อยลง แต่ถ้าเนื้องานนั้นมีคุณค่า มีความหมายก็สามารถชดเชยรายได้ที่ต่ำกว่าที่เคยยอมรับได้ เพียงแค่ฟังหรืออ่านดูถ้อยความนี้อาจจะให้ความรู้สึกโรแมนติกไปหน่อย แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเหมารวมได้ว่าผู้คนตัดสินงานที่คุณค่าจากเงินได้ทั้งหมด

ก่อนหน้านั้น ชิ้นงานที่เผยแพร่จาก HBR โดย Tammy Erickson เคยพูดถึงประเด็นนี้ว่าเขาทำการศึกษาวิจัยองค์กรต่างๆ ว่าจะรับมืออย่างไรกับความต้องการในศตวรรษ 21 สมมติฐานหลักของโจทย์นี้คือเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนศักยภาพของผู้คนที่ทำงานนั้นๆ ด้วย

การทำงานในโลกนี้ช่วงที่เขาทำวิจัยเกือบสิบปีก่อนหน้านั้น ระบุว่า จะมีการขยายความร่วมมือของผู้คนในระดับปัจเจกมากยิ่งขึ้น จะเรียกร้องให้ผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของงาน และความหมายของ the new money ก็คือสิ่งที่ผู้คนมองหาจากเนื้องาน คุณค่าที่ชัดเจนของบริษัท ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานวันต่อวัน การเกี่ยวพันกันกับเนื้องาน ตลอดจนความสำเร็จที่ได้หลังจากได้ร่วมมือกัน เป็นต้น

ว่ากันตามจริงแล้ว Studs Terkel เคยเขียนหนังสือเรื่องการทำงานที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 1947 แล้ว เนื้อหาหนังสือใกล้เคียงกับความหมายหรือคุณค่าของงานมีค่าเทียบเท่ากับการเงินซึ่งเป็นแรงจูงใจของคนทำงานด้วย เนื้อหาหนังสือไม่ได้พูดถึงเรื่อง “Meaning is the new money” โดยตรง แต่ก็ถือเป็นผลงานที่ฉีกแนวสำหรับยุคนั้น คือการพูดถึงคุณค่าและความหมายของงานที่ผู้คนทำ รวมถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่องานนั้นๆ

กลับไปที่งานศึกษาของ HBR ที่พูดถึงการให้คุณค่าของงานพอๆกับคุณค่าของเงินนั้น ก็เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นดังกล่าว เขาก็พบว่าพนักงานจาก 9 ใน 10 รายนั้นยินดีที่จะทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับชีวิตมากกว่าจะเลือกเงินแต่คุณค่าของงานนั้นน้อยกว่า

เขาได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้คนกว่า 2,000 ราย ก็พบว่า ผู้คนจำนวนร้อยละ 23 หรือประมาณกว่า 400 ราย ยินดีจะทำงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมายมากกว่าจะเลือกค่าตอบแทน

นอกจากนี้ ผลการศึกษาจาก the Conference for Women โดย Shawn Achor ที่เป็นทั้งนักเขียน นักพูด และนักจิตวิทยาพบว่า ผู้คนในจำนวนกว่าร้อยละ 80 พอใจที่จะเห็นเจ้านายของตัวเองใส่ใจที่จะทำให้พวกเขาค้นหาคุณค่าและความหมายจากงานนั้นๆ จนประสบความสำเร็จในงานมากกว่าจะจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 20

จากการศึกษาพบว่า คนทำงานในอัตราร้อยละ 69 จะไม่คิดวางแผนลาออกจากงานในอีก 6 เดือนถัดไปและจะยังทำงานต่อไปเฉลี่ย 7.4 เดือนหรืออาจจะนานกว่านั้นเมื่อเทียบกับคนทำงานที่ไม่เห็นคุณค่าของงานที่เขาทำ และยังมีการประเมินอีกในส่วนของงบประมาณขององค์กรที่สามารถรักษาคนไว้ได้และมีคนลาออกจากงานน้อยนั้นสามารถรักษาต้นทุนได้มากด้วย

นอกจากนี้ HBR ยังได้ขมวดปมที่ทำให้เห็นภาพว่าองค์กรจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับเนื้องานได้ดังนี้

  • การทำให้พนักงานรู้สึกถึงความท้าทายในเนื้องานและเห็นโอกาสจากงานนั้น 
  • การสนับสนุนทางสังคมหรือความสัมพันธ์ในองค์กรยิ่งใกล้ชิด ยิ่งทำให้เกิดความผูกพันกับองค์กรและทำให้ความรู้สึกที่มีต่อเนื้องานที่ทำนั้นมีความหมาย 
  • การผลักดันให้คนทำงานมีความรู้และประสบการณ์ บรรดาผู้จัดการทั้งหลายต้องเรียนรู้เทคนิคการสอนงานที่จะทำให้คนทำงานทำไปด้วยความคิดที่สร้างสรรค์
  • ควรมีการสนับสนุนให้คนทำงานรู้สึกถึงคุณค่าหรือความหมายของงานในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CBSN ก็เคยหยิบงานวิจัยชิ้นนี้มาพูดถึงเช่นกัน ซึ่งก็ตรงกับงานวิจัยอีกชุดหนึ่งของ Alexandra Levit ว่า ความรู้สึกที่ต้องการงานที่ทรงคุณค่าและมีความหมายนี้คือความต้องการของคน Gen Y หรือคนรุ่นมิลเลนเนียลที่เกิดตั้งแต่ปี 1980-1995

ความต้องการนี้ถูกวิจัยตั้งเกือบสิบปีมาแล้ว แต่ปรากฎว่าในตอนนี้ปี 2018 แล้ว ความรู้สึกที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานสำคัญกว่าเม็ดเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนนั้นกลับเพิ่มมากยิ่งขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงง่ายๆ

ที่มา:

Harvard Business Review (1), (2)
CBSNEWS
Alexasdra Levit

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

Kave Town Condo กับโอกาสการลงทุนก่อนใครกับคอนโดใหม่ใกล้ ม.กรุงเทพ

หากเปิดตำราการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มาอ่าน เขาจะบอกว่าทรัพย์ที่ดีต้องมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

ทำเลสุดยอดนิยมคลาสสิกและถือเป็นทำเลยอดนิยมตลอดกาลของการลงทุนคอนโดมิเนียมหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นคือ “มหาวิทยาลัย” เพราะมหาวิทยาลัยนั้นเป็นสถานที่ที่นักศึกษาต้องมาอยู่หลายปี หากนักศึกษาบ้านไกล การเดินทางไปกลับทุกวันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การหาหอพัก ส่วนใหญ่ก็ต้องแย่งชิงกันสูง จำนวนห้องไม่ค่อยเพียงพอกับความต้องการ ทำเลรอบมหาวิทยาลัยจึงเป็นทำเลชั้นเยี่ยมในการสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน นัยว่าจะมีกลุ่มลูกค้าชัดเจน ความต้องการซื้อสูง และส่วนใหญ่พ่อแม่ก็มักจะเลือกที่พักที่มีคุณภาพดีให้ลูกหลานอยู่ระหว่างชีวิตวัยเรียน

ทำเลรอบมหาวิทยาลัยจึงมีความน่าสนใจทั้งในแง่ปล่อยเช่า และปล่อยขาย

ความต้องการซื้อของผู้อาศัยรอบมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่ามีทั้งปล่อยเช่าและปล่อยขาย การปล่อยเช่าจะเหมาะกับนักศึกษาที่มาอยู่ไม่กี่ปี ไม่อยากลงเงินเยอะ เรียนจบแล้วจบกัน ส่วนปล่อยขายก็มีอีกตลาดหนึ่งที่อาจจะเป็นกลุ่มนักศึกษาเองที่มองเห็นโอกาสในการเพิ่มขึ้นของทรัพย์ในระยะยาว ซื้ออยู่ขายอาจคุ้มกว่าเช่าอยู่ หรือกลุ่มบุคลากรในมหาวิทยาลัยก็เป็นโอกาสในการขายเหมือนกัน เพราะอยู่ยาว ส่วนอีกกลุ่มที่เป็นลูกค้าได้คือกลุ่มลูกค้าอื่นเลยที่ไม่ได้เรียนหรือทำงานในมหาวิทยาลัย แต่เลือกทำเลมหาวิทยาลัยในการพักอาศัยเพราะค่าครองชีพแถวมหาวิทยาลัยมักจะถูก ครึกครื้น ร้านอาหารมากมาย มหาวิทยาลัยจึงเป็น Magnet อย่างดีในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์แนวไหนก็ตาม

“Kave Town Condo” คือโครงการคอนโดใหม่ใกล้มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Kave Town Condo คือคอนโด Low Rise 8 ชั้น 4 อาคาร รวมทั้งหมด 1,073 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ  9 ไร่ จัดเต็มด้วย Facilities 20 อย่าง ทั้งสวนขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ สระว่ายน้ำ 2 สระ ทั้งแบบ On Ground และ Rooftop แถมยังมีฟิตเนสอีก 2 แห่ง ทั้งแบบ First Floor และ Sky Floor เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม ห้องสมุด ห้อง Entertainment ห้องอินเตอร์เนต ห้องโยคะ รวมไปถึงระบบการดูแลความปลอดภัยถึง 5 ขั้น

แน่นอนว่าเรื่องความสะดวกสบายในการซื้อของใช้จิปาถะหรือช็อปปิ้งก็ครบ เพราะด้านหน้าโครงการมี Community Mall ใช้ซื้อของกินของใช้ รวมไปถึงเดินช็อปปิ้งเพลินๆ ก็ทำได้ ไลฟ์สไตล์จบได้ในโครงการเลย ใครเป็นสายชอบความครบครันในคอนโด วันหยุดพักผ่อนใช้ชีวิตได้ครบ จบแบบแทบไม่ต้องไปไหน Kave Town Condo จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว

ลักษณะห้องชุดก็มีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น ห้อง 1 Bedroom 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดประมาณ 23.77 – 25.36 ตารางเมตร ห้อง 1 Bedroom Extra 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดประมาณ 27.12 – 31.82 ตารางเมตร ห้อง 1 Bedroom Exclusive 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัวแยกส่วน ขนาดประมาณ 24.42 – 28.50 ตารางเมตร และ 1 Bedroom Plus 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ขนาดประมาณ 38.43 ตารางเมตร

จุดเด่นของ Kave Town Condo คือใกล้ ม.กรุงเทพ มาก ถึงขั้นเดินไปมหาลัยได้ทุกวัน

Kave Town Condo อยู่ใกล้จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพมาก จุดนี้เป็นจุดแข็งของโครงการมาก เพราะหลายโครงการใกล้มหาวิทยาลัยไม่ได้ใกล้มากระดับเดินถึง สุดท้ายก็ต้องขับรถไปมหาวิทยาลัยอยู่ดี ระยะทางที่ใกล้แบบนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นของทรัพย์เพื่อการลงทุนเลย

ม.กรุงเทพถือเป็นหัวใจของ Kave Town Condo ที่จะช่วยเสริมจุดแข็งในการซื้อเพื่อการลงทุน

เพราะทำเลมหาวิทยาลัยเป็น Prime Location ของอสังหาริมทรัพย์ ปล่อยเช่าก็ได้เพราะมีกำลังซื้อของกลุ่มนักศึกษาที่อยู่ไม่กี่ปีรองรับ ปล่อยขายก็ได้ เพราะชุมชนรอบมหาวิทยาลัยหนาแน่น บุคลากรที่อยู่ยาว และนักศึกษาที่สนใจซื้ออยู่และขายต่อ ที่สำคัญ หากจะซื้ออยู่เองก็ทำได้ เพราะหากมองว่ามูลค่าทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว เราอาจจะซื้ออยู่หรือให้ลูกหลานอยู่ก่อน เมื่อจะย้ายค่อยขาย หรือจะปล่อยเช่าต่อก็ได้เช่นกัน เรียกว่าซื้อลงทุนก็ได้ ซื้ออยู่เองก็ดี

เล่าก่อนว่า Kave Town Condo เปิดจองรอบ 2 ตึกที่ผ่านมาและตอนนี้ Sold Out ไปหมดแล้ว”

ปัจจุบันกำลังจะเปิดจองรอบใหม่แบบ Online Booking พร้อมกันในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 นี้ รอบนี้เปิดจอง 2 ตึก ใครสนใจก็เปิดจอรอเลือกได้เลย แต่ถ้าใครต้องการความเชื่อมั่นแน่นอน สามารถจองสิทธิ์ Pre-booking ได้ก่อนตั้งแต่วันนี้-1 ธ.ค.2561 โดย Pre-booking สามารถจองสูงสุดได้ถึง 3 ห้อง ต่อ 1 ท่าน ค่าจองสิทธิ์ Pre-booking เพียง 3,000 บาทต่อ 1 ห้องเท่านั้น ใครที่คิดจะจองอยู่แล้ว แนะนำให้ Pre-booking ดีกว่าเพื่อความชัวร์

รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเฟสที่เปิดจองสำหรับ Online Booking เปิดจองชั้น 1 และ 2 ของทั้ง 2 ตึก โดยราคาเริ่มต้นเพียง 1.54 ล้านบาท* ซึ่งเราสามารถแอดไปพูดคุยรายละเอียดที่ไลน์ @KaveSpace ได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจก่อนได้ แอดไปพูดคุยก่อน จะยังไม่ซื้อไม่ตัดสินใจก็ไม่เป็นไร

ย้ำกันอีกครั้ง

แอดไลน์ @KaveSpace ไปพูดคุยรายละเอียดเรื่องห้อง เรื่องเฟส เรื่องตึก เรื่องราคาได้ก่อน ส่วนถ้าใครสนใจ Pre-book ก็กด http://bit.ly/2FodHa2 ได้เลย

ใครมีลูกมีหลานหรือกำลังสนใจคอนโดแถวม.กรุงเทพไม่ควรพลาด ส่วนใครกำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน ดีเดย์เปิดจองวันที่ 1 ธันวาคม 2561 นี้พร้อมกัน

เดินไปมหาวิทยาลัยได้ทุกวันจริงๆนะ!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“รวย” แล้ว ยิ่งต้องเสพความมั่นคง ปลอดภัย และสุขภาพดี

วิธีการใช้เงินของคนที่มีความรุ่ม “รวย” ของคนยุคนี้ไม่ใช่การอวดรวยหรือโชว์สินค้าแบรนด์หรูแบบที่เราคุ้นชินหรือผ่านสายตาประเภทเซเลบ คนดัง ใส่นาฬิกาแบรนด์หรูพร้อมวางมือที่สวมใส่เครื่องประดับนั้นประทับบนพวงมาลัยรถหรูระยับคันงามอีกต่อไป

แทนที่จะเน้นใช้เงินผ่านการแสดงให้โลกรู้ถึงความเป็นอยู่ที่มีความหรูหราผ่านวัตถุของใช้ที่ประดับร่างกายหรือยานพาหนะ แต่คนที่ฐานะร่ำรวยในยุคนี้กลับใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยแทน อย่างที่เราจะได้เห็นเหล่าเซเลบแห่งวงการฮอลลีวูดยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อที่พักส่วนตัวบนยอดเขาที่ปกป้องตัวเองจากการถูกส่อง ถูกจับตาจาก Google Map หรือการบล็อคสัญญาณไม่ให้ GPS บอกพิกัดหรือเส้นทางของที่พักอาศัยตนเองได้

กรณีการปล้นที่อุกอาจที่สุดหากเราจำกันได้คือการที่คนร้ายปลอมตัวเป็นตำรวจอาวุธครบมือ 5 คน บุกปล้นเซเลบสาว คิม คาร์เดเชียนกลางที่พักหรู ณ กรุงปารีส สูญหายไปราว 400 ล้านบาทเมื่อช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา

คลิปนี้ของ Business Insider รวบรวมมาให้ดู 7 แห่งในโลกนี้ที่คุณไม่สามารถเจาะพิกัดได้จาก Google Map

  1. ฐานทัพอากาศ VOLKEL เนเธอร์แลนด์
  2. Roses เมืองชายหาดในสเปน เชื่อกันว่าเป็นฐานทัพอากาศของสหรัฐ
  3. หน่วยงานดูแลความมั่นคง ไทเป ไต้หวัน
  4. ฐานทัพอากาศนาโต Geilenkirchen เยอรมนี
  5. อิสราเอล
  6. Helipuerto de cartagena Los Dolores สเปน มองจาก Google street ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาพที่ว่างเปล่า
  7. พรมแดนเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เขต Hudspeth County เท็กซัส ระยะทาง 15 ไมล์ เมื่อมองจาก Google Map จะเห็นเป็นภาพบิดเบี้ยวบริเวณเส้นพรมแดนของทั้งสองประเทศ

รายงานจาก Business Insider ระบุว่า ปีที่แล้วมีการทำห้องใต้ดินซึ่งใช้งบประมาณราว 185 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนบ้านที่ไม่มีห้องใต้ดินจะสร้างห้องนิรภัยใช้งบโดยรวมราว 500,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเรื่องที่นิยมทำกันมากในหมู่คนรวยพอๆกับความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนที่เพิ่มมากขึ้นพอๆ กัน

ขณะเดียวกันเซเลบ หรือผู้มีฐานะร่ำ “รวย” และโด่งดังหลายคนก็หมดเงินไปค่อนข้างเยอะสำหรับการรักษาพื้นที่ส่วนตัวและสร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง บ้านหลายๆหลังก็ถูกซ่อนการค้นหาจาก Google street view ด้วยเช่นกัน

ชนชั้นนำรุ่นใหม่ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะให้ราคากับสถานะตัวเองในแง่การสร้างองค์ความรู้และการสร้างวัฒนธรรมทุนแบบใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเป้าไปในรูปแบบของการบริโภคผ่านสินค้าแบรนด์หรูอีกต่อไปแล้ว พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะลงทุนไปกับการสร้างสัญญะทางการบริโภคผ่านรูปแบบวัตถุนิยม แต่เน้นไปที่เรื่องการศึกษา การเกษียณอายุหลังการทำงาน สุขภาพ และการเคลื่อนไหวทางสังคม

ที่มา:

Business Insider (1), (2), (3)

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้มีความเสี่ยงหลายเรื่องครับ ทั้งเรื่องของการประชุม G20 ในปลายสัปดาห์นี้ และการแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า ผมเลยแนะนำให้ทยอยสะสมแบบระมัดระวังกันให้ดีครับ

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 26 – 30 พฤศจิกายน 2561

ทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ทุกตลาด (ยกเว้นอินเดีย) แต่ต้องรอจังหวะ

เหตุผล : ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง โดยยังคงได้รับแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า ซึ่งภาพรวมของทุกตลาดสะสมได้หมด เพียงแต่อาจจะใช้วิธิการทยอยสะสมเรื่อยๆ แทนการซื้อหนักๆ ในทีเดียว 

Focus : ทุกตลาด (ยกเว้นอินเดีย)

ความน่าสนใจ :  ตอนนี้ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยข้างต้น และการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย. ถึง 1 ธ.ค. จะมีการเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังทำให้สถานการณ์ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่ยังตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีการทยอยสะสมเป็นหลัก

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง โดยยังคงได้รับแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า รวมถึงความกังวลของนักลงทุนว่าการเจรจาด้านสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯจะยังไม่เป็นผลสำเร็จครับ

สัปดาห์นี้ผมปรับคำแนะนำตลาดญี่ปุ่นและไทยจากซื้อลงมาเป็นทยอยสะสม เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นมีความผันผวนสูงมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ในขณะที่ตลาดไทยมีแรงกดดันจากภาคส่งออกและท่องเที่ยวที่ไม่ดี อย่างไรก็ดีถือว่ายังสะสมได้อยู่ครับ

ส่วนตลาดอินเดียแนะนำให้ชะลอลงทุนในช่วงนี้ไปก่อน เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดที่แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

นอกจากนั้น ผมมองว่าตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยข้างต้น จากการประชุม G20 ในวันที่ 30 พ.ย. ถึง 1 ธ.ค. ซึ่งจะมีการเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังทำให้สถานการณ์ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่ยังตกลงกันไม่ได้อยู่ครับ

จับตาดูให้ดีในช่วงนี้ สะสมได้แต่ต้องระวังครับ !

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ยังสะสมต่อได้ครับ สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

นอกจากนั้นยังมีนโยบายลดภาษี ที่ช่วยส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ประกอบกับในตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐดูแข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ ในขณะที่ตอนนี้ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ประเด็น Brexit ยังคงสร้างความผันผวนได้อยู่ครับ ดังนั้นทยอยสะสมกันต่อไป แต่ยังไงก็คอยดูสถานการณ์ด้วยนะครับผม

สรุปสั้นๆ : ยังสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ยังคงมีมุมมองเหมือนเดิมครับ เนื่องจากช่วงไตรมาสนี้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการซื้อหุ้นคืนสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นได้ครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะในการสะสมเรื่อยๆ ครับ สำหรับคนที่ชอบตลาดญี่ปุ่น

อีกประเด็นคือ การที่ นายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้นนั้น ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีอยู่เช่นกันครับ (เป็นปัจจัยเดิม แต่คิดว่ายังมีผลต่อตลาดหุ้นในตอนนี้ครับ)

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ยังสะสมได้ต่อครับสำหรับตลาดเกาหลี จากเหตุผลเดิมที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (เป็นปัจจัยเดิม) และความเสี่ยงของการผันผวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทำให้เกาหลียังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้ชะลอลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียไปก่อนครับ เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นซื้อขายอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ในขณะที่ประเทศอินเดียยังขาดดุลการค้าต่อเนื่องและนักลงทุนต่างประเทศยังทยอยขาย ซึ่งทำให้ค่าเงินอินเดียยังคงมีความผันผวนอยู่ดี

ถามว่าทยอยสะสมได้ไหม ผมว่าพอได้ แต่ต้องหาจังหวะดีๆ แต่ถ้าไม่ชัวร์ตอนนี้ลดไปก่อนดีกว่าครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนครับ

ตลาดหุ้นไทย

หุ้นไทยยังคงผันผวนอยู่เช่นเคยครับ เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงเหมือนรถไฟเหาะยังไงไม่รู้ แต่โดยรวมแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีก็ยังมีการปรับตัวลดลงอีกเล็กน้อย

มุมมองของผมยังเชื่อภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า ที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนตอนนี้ครับ

จังหวะตอนนี้ ตลาดหุ้นปรับตัวลงมามากจากความกังวลในภูมิภาคจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นไว้มากแล้ว

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ จากปัจจัยดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วครับ ตอนนี้ก็ยังคงน่าสะสมเพราะตลาดหุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ครับ ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล และปัญหากับทางสหรัฐฯ เรื่องกำแพงการค้าที่ลดลงครับ

ส่วน H-SHARE นั้นสะสมได้เรื่อยๆ ครับผม ยังไม่มีประเด็นอะไรมากระทบมากเท่าไรครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้ทั้งสองตลาดครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น และหาจังหวะทยอยสะสม หุ้นไทย หุ้นเกาหลี หุ้น H-SHARE และหุ้น A-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า Investment Grade  ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 23%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 8%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

แกะรอยหุ้น IPO “TQM” กับธุรกิจนายหน้าประกันภัยยุค 4.0

“TQM” หรือ “บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่นที่ ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการนายหน้าประกันภัย โดยมีบริษัทย่อยได้แก่ (1) TQM Insurance Broker ที่ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยทุกรูปแบบที่ TQM Insurance Broker ขายจะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน คปภ.แล้วทั้งสิ้น  (2) TQM Life Insurance Broker ที่ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตและ (3) Casmatt บริษัทย่อยที่สนับสนุนธุรกิจหลักซึ่งให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทร่วมอีก 1 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีคิวแอลดี จำกัด “TQLD” ที่ให้บริการให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย (รวมเรียกว่า “กลุ่มบริษัทฯ”)

กลุ่มบริษัทฯ มีเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจนายหน้าประกันภัย และมีวิสัยทัศน์ (Vision) เป็นผู้นำด้านที่ปรึกษาประกันภัยและการเงิน ด้วยคุณภาพ ความยั่งยืน และตอบแทนสังคม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ สาขา และศูนย์บริการทั่วประเทศ รวม 74 สาขา และ 21 ศูนย์บริการ โดยมีรูปแบบกรมธรรม์ประกันวินาศภัยและประกันชีวิตเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งสิ้นกว่า 150 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาจากบริษัทประกันภัยที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 40 แห่ง

ทำไมถึงเรียก TQM ว่านายหน้าประกันภัยยุค 4.0?

เหตุผลสำคัญคือธุรกิจอีก 2 อย่างที่ TQM ถือเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างทันสมัยและสามารถตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปัจจุบันมีกระบวนการการซื้อประกันภัยแตกต่างไปจากอดีต จากยุคก่อนที่ประกันชีวิตและประกันวินาศภัยจะถูกขายผ่านตัวแทนเป็นหลัก ก็ขยับขยายมาขายผ่านนายหน้าและธนาคารมากขึ้น จนล่าสุดเมื่อมาถึงในยุคออนไลน์ก็ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกซื้อประกันภัยเปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยคนส่วนใหญ่จะนิยมศึกษาเปรียบเทียบจุดดีจุดเด่นของประกันภัยจากแต่ละค่ายก่อนตัดสินใจทำประกัน

ธุรกิจ TQLD คือธุรกิจให้บริการด้านคำแนะนำเกี่ยวกับประกันภัยออนไลน์

อีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของบริษัทฯ คือ TQLD หรือ บริษัท ทีคิวแอลดี จำกัด ประกอบธุรกิจให้คำแนะนำเกี่ยวกับประกันภัย ผ่านรูปแบบการกรอกข้อมูลและแสดงข้อมูลกรมธรรม์ผ่านเว็บไซต์ www.noon.in.th ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าไปเลือกเปรียบเทียบข้อมูลประกันภัยที่สนใจได้เอง เมื่อลูกค้าตัดสินใจได้ บริษัทก็จะทำการเก็บข้อมูลและให้ตัวแทนของบริษัทติดต่อไปนำเสนอกรมธรรม์

สังเกตว่าระบบการทำงานของ TQLD ช่วยลด pain point ของธุรกิจนายหน้าประกันภัยไปได้มาก ทั้งในมุมผู้บริโภคและผู้ขาย ผู้บริโภคเองก็ไม่กดดันว่าจะต้องรีบตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังคงสามารถปรับข้อมูลเพื่อศึกษากรมธรรม์ที่เหมาะกับตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกดดัน จนเลือกช้อยส์ที่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ ในขณะที่ฝั่งผู้ขายก็ขายได้อย่างสบายใจ เพราะลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาย่อมมีความตั้งใจจะซื้อประกันภัยอยู่แล้ว พูดคุยด้วยข้อมูลและกรมธรรม์ เรียกว่ามีความสุขกันทุกฝ่าย

นอกจาก TQLD (TQM ถือหุ้น 40.0%) แล้ว Casmatt หรือบริษัท แคสแมท จำกัด (TQM ถือหุ้น 100.0%) ก็เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจในกลุ่มบริษัทฯ โดย Casmatt ประกอบธุรกิจให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ เช่น ให้คำปรึกษาด้านการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ งานวิจัยตลาดดิจิทัล รวมไปถึงการพัฒนาด้านการติดตั้งระบบปฏิบัติงานและการติดตั้งระบบศูนย์ข้อมูล เป็นต้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความเป็น 4.0 ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเจาะและทำการตลาดออนไลน์ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า TQM มีองค์ความรู้ด้านการตลาดสมัยใหม่อย่างเต็มเปี่ยม ถือว่าเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ

หมายเหตุ:

/1  ข้อมูลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมที่จัดทำโดยบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้จัดประเภทรายการใหม่ (Reclassification) และปรับปรุงรายการงบการเงินในปี 2558 – 2559 ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินรวมปี 2560 ดังนั้น ข้อมูลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ดังกล่าวจะมีจำนวนไม่เท่ากับงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่แสดงในงบการเงินรวมปี 2559
/2 ดำเนินการโดย TQM Broker และ Casmatt
/3  รายได้อื่น ได้แก่ ดอกเบี้ยรับ กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทอื่นเพื่อปรับโครงสร้าง รายได้จากการให้บริการและให้คำปรึกษา เงิน  ชดเชยค่าเสียหาย รายได้ค่าบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์จาก Casmatt เป็นต้น

จากข้อมูลงบการเงินของ TQM ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2558 – 2560 พบว่า รายได้หลักกว่า 90% ของ TQM มาจาก TQM Broker ที่เป็นผู้ขายประกันวินาศภัย สอดคล้องกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายกว่า 130 ผลิตภัณฑ์ และรายได้ส่วนนี้ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือมาจาก TQM Life ที่ยังไม่ใช่รายได้ก้อนใหญ่นัก ส่วนธุรกิจ Casmatt และ TQLD จะเป็นประโยชน์ในการสร้างกลวิธีในการพัฒนาการขายของ TQM Broker และ TQM Life ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันและในอนาคต

หมายเหตุ:  

/1  ข้อมูลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมที่จัดทำโดยบริษัทฯ  ซึ่งจะมีจำนวนไม่เท่ากับงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558ที่แสดงในงบการเงินรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่ตรวจสอบโดย บริษัท สำนักงาน เอ็กซ์เพิร์ท ออดิท จำกัด เนื่องจากบริษัทฯ มีรายการปรับปรุงงบการเงินในปี 2558 – 2559 ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินรวมปี 2560

สำหรับงบกำไรขาดทุนของ TQM ย้อนหลัง 2558 – 2560 ถือว่ามีการเติบโตของรายได้และกำไรค่อนข้างเด่นชัด รายได้รวมของบริษัทฯ เท่ากับ 2,184 ล้านบาท 2,226 ล้านบาท และ 2,281 ล้านบาทตามลำดับ ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 140 ล้านบาท 178 ล้านบาท และ 268 ล้านบาทตามลำดับ รายได้มีการเติบโตเฉลี่ย 2.20% ต่อปี ในขณะที่กำไรเติบโตเฉลี่ย 38.24% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงทีเดียว ในขณะงบการเงินงวดเก้าเดือนแรกของปี 2561 ก็มีการเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ

ภาพรวมของ TQM จึงเรียกได้ว่ามีงบการเงินที่มีการเติบโตของทั้งแง่รายได้และกำไรสุทธิ ในด้านของพื้นฐานธุรกิจก็ต้องถือว่ายังมีโอกาสอีกมาก เพราะขนาดตลาดประกันภัยถือว่าใหญ่มาก โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้จากการเป็นนายหน้าอยู่ระดับ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบกับขนาดตลาดแล้วก็ยังถือว่ามีศักยภาพในการจะเติบโตได้อีก

ความน่าสนใจคือ TQM ให้ความสำคัญกับพลวัตของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปไว เห็นได้ชัดจากการลงทุนใน Casmatt ที่มีจุดโฟกัสเกี่ยวกับการตลาดดิจิทัล และ TQLD ที่มีแนวคิดการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ Fintech ที่จะเข้ามาปฏิวัติการซื้อขายประกันภัยแบบเดิมๆ ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้น

ขีดเส้นใต้ว่าบทความนี้ไม่ใช่การแนะนำซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด แต่เป็นการสรุปข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าใจภาพธุรกิจและสามารถนำไปทำการบ้านต่อยอดได้ บวกกับความเห็นของผู้ใช้บริการจริงของ TQLD ที่เรียกว่าโดยส่วนตัวประทับใจกับเว็บไซต์ noon มากทีเดียว

ยุคนี้จะลงทุนทั้งที ต้องมองหาอะไรที่ 4.0 กันหน่อยแล้ว!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เทคนิคเติมน้ำมันรถอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

ค่าน้ำมันรถ” ถือเป็นค่าใช้จ่ายประจำอีกอย่างที่คนมีรถหลีกเลี่ยงไม่ได้

ค่าน้ำมันรถ ถือเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในแต่ละเดือน ถึงแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายและจัดการให้คุ้มค่ามากที่สุด ถึงแม้ว่าเงินส่วนต่างที่ได้จะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมทุกวันๆ วันหนึ่งเงินก้อนนี้ก็จะใหญ่มากขึ้น แถมการเก็บเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ยังเพิ่มคุณลักษณะนิสัยอันดีในการประหยัดอดออมและเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่าง การบริหารเงินง่ายๆ ที่น่าสนใจ เช่น คนส่วนใหญ่มักมีเงินเก็บจำนวนมากอยู่ในบัญชีฝากออมทรัพย์ธรรมดา บางคนเก็บไว้เป็นหลักหมื่น หลักแสน บางคนมีมากถึงหลักล้าน!

เงินจำนวนนี้หลายคนไม่นำไปฝากประจำหรือนำไปลงทุนอย่างอื่นให้งอกเงย เนื่องจากมีเงื่อนไขต้องใช้เงินภายในเวลาไม่นาน แต่รู้หรือไม่ว่าการเปลี่ยนนำเงินก้อนนี้ไปฝากในบัญชีออมทรัพย์แบบฝากไม่ประจำดอกเบี้ยสูง สามารถเพิ่มผลตอบแทนได้ จากดอกเบี้ย 0.15% เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าเป็น 1.5% บัญชีจำพวกนี้เบิกถอนได้ทุกวัน คิดดอกเบี้ยรายวัน แบบนี้เราก็สามารถสร้างเงินให้งอกเงยด้วยวิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

3 เทคนิควิธีเติมน้ำมันให้คุ้มค่าที่สุด

1. เติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่น

การเติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตให้ประโยชน์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

  1. ยืดเวลาการชำระเงินออกไปสูงสุดได้ถึง 45 วัน เงินที่ยังไม่ชำระธนาคารตรงนี้เราก็สามารถนำไปบริหารใช้ส่วนอื่น หรือไปฝากไม่ประจำดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ย 1.5% ได้
  2. สะสมแต้มบัตรเครดิต ซึ่งปกติแต้มบัตรเครดิตที่ได้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินส่วนลดได้ ผลตอบแทนตรงนี้ประมาณ 1.0%
  3. รูดบัตรที่มีโปรโมชั่นเงินคืน (Cash Back)บัตรเครดิตจำนวนมากมีโปรโมชั่นคืนเงินให้เมื่อรูดใช้ผ่านปั๊มน้ำมัน บางบัตรก็ให้เงินคืนสูงมาก โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1.0 – 3.5% แต่ถ้าเราใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นร่วมกับปั๊มน้ำมัน ก็อาจมีโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มเป็นช่วงๆ ตรงนี้อาจต้องติดตามกันนิดนึง ยกตัวอย่างเช่น โปรโมชั่นบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพร่วมกับปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ที่มี Cashback สูงสุดถึง 12%* เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรตั้งแต่ 800 บาทขึ้นไป ได้รับเครดิตเงินคืนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขยุ่งยาก ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2561 – 31 มกราคม 2562 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangkokbank.com/th-TH/Personal/Cards/Credit-Cards/Promotions/Gas-Cash-Rebate-12-Percent-at-Caltex

2. สะสมแต้มกับปั๊มน้ำมัน

ปั๊มน้ำมันเกือบทุกปั๊มในประเทศไทยมีระบบสมาชิกให้ผู้ใช้บริการสะสมแต้มทั้งสิ้น ซึ่งการสมัครเป็นสมาชิกก็ฟรีและสะสมแต้มได้ฟรี หรืออย่างบางปั้มก็เป็นพันธมิตรร่วมกับระบบสมาชิกอื่นอย่าง ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์กับ “ The 1 ” ของเครือเซ็นทรัล ซึ่งอัตราส่วนลดที่ให้ก็สูงมาก โดยเติม “คาลเท็กซ์ 1 ลิตรให้ 1 คะแนน และยังสามารถใช้ 8 คะแนนแลกส่วนลด 1 บาทต่อ 1 ลิตรได้อีกด้วย” (คิดเป็นผลตอบแทนส่วนลด 1 บาทต่อ 8 ลิตร)

3. เลือกเติมน้ำมันที่มีนวัตกรรมช่วยประหยัดน้ำมัน

น้ำมันคาลเท็กซ์เทครอน สามารถประหยัดได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 4.63% เพราะถูกออกแบบมาเพื่อเคลือบและปกป้องผิวโลหะ ซึ่งพิสูจน์ด้วยการทดสอบคุณสมบัติการหล่อลื่น High Frequency Reciprocating Rig (HFRR) แล้วพบว่าลดการสึกหรอได้มากถึง 38% ลดแรงเสียดทานได้ถึง 41%

นอกจากนี้น้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนยังมีเทคโนโลยี Clean & Glide ที่พัฒนามาเพื่อทำความสะอาดและปกป้องเครื่องยนต์ โดยน้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนจะผสมสารทำความสะอาดที่ช่วยขจัดสิ่งสกปรกและป้องกันการก่อตัวของคราบเกาะติดในระบบเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ และแน่นอนว่าเครื่องยนต์ที่สะอาดกว่านำมาซึ่งการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปลดปล่อยมลพิษน้อยกว่า ขับขี่ราบรื่นเต็มสมรรถนะ และด้วยการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพนี้เองที่จะช่วยทำให้ประหยัดน้ำมัน

สำหรับผู้ที่สนใจหันมาดูแลเครื่องยนต์ให้มากขึ้นและลดค่าน้ำมันจากกระเป๋าเงินให้น้อยลง น้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนมีให้เลือกเติมทั้ง คาลเท็กซ์เทครอน แก๊สโซฮอล์ 91, คาลเท็กซ์เทครอน แก๊สโซฮอล์ 95 และ คาลเท็กซ์เทครอน เบนซิน 95

จบไปแล้วทั้งเทคนิค ทั้งบู๊และบุ๋น

ประหยัดตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกจ่ายเงินและบริหารเงิน ผ่านการใช้บัตรเครดิต โปรโมชั่นเงินคืน และการสะสมแต้มกับระบบสมาชิกที่เข้าร่วม แถมยังเพิ่มเทคนิคสุดพิเศษด้วยการเลือกใช้การเสริมประสิทธิภาพจากภายในด้วยน้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนที่จะช่วยทำความสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ และทำให้ระบบการทำงานของรถยนต์ดีขึ้น นำมาซึ่งการประหยัดค่าน้ำมันได้กว่า 4.63% เรียกได้ว่าคิดแบบประหยัดครบจบทุกกระบวนการ

ฟังดูเหมือนเป็นเพียงการประหยัดอย่างละเล็กอย่างละน้อย แต่เมื่อนำทุกเทคนิคมารวมกันแล้วให้ส่วนลดได้เกือบ 10% ถือว่าสูงมาก

เพราะอย่าลืมว่าเราต้องเติมน้ำมันกันตลอด และค่าใช้จ่ายน้ำมันก็เป็นสิ่งที่เจ้าของรถหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ปีหนึ่งก็หลายหมื่น ยิ่งถ้าใครที่ทำงานที่ต้องขับรถเยอะๆ อาจจะไปแตะแถวหมื่นปลายๆ เลยด้วยซ้ำ

การเลือกใช้น้ำมันคาลเท็กซ์เทครอนจึงไม่ใช่แค่การประหยัดค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพอย่างยาวนานอีกด้วย ถ้าคิดในแง่ของการเพิ่มเวลาการใช้งาน รวมไปถึงลดโอกาสในการเข้าอู่ซ่อมแซม ทางเลือกนี้ก็ถือว่าช่วยประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้นอีกเยอะทีเดียว

อยากรู้ว่าประหยัดจริงไหม? ต้องลอง!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ทีเอ็มบี มุ่งมั่นช่วยเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจ ชวนวิ่งผ่านกิจกรรม TMB I ING PARKRUN 2018 เพื่อให้หัวใจของน้องๆ ได้เต้นต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปี ทีเอ็มบี ได้จัดกิจกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ตัวเอง รวมทั้งสังคม และผู้คนรอบตัว ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิด  Make THE Difference และ 4 ปีที่ผ่านมา ทีเอ็มบีได้มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องที่จะช่วยลดจำนวนเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจให้ลดน้อยลง ผ่านกิจกรรมเดินวิ่งมินิมาราธอนการกุศล TMB I ING PARKRUN โดยตลอดระยะเวลา 4 ปี สามารถช่วยลดจำนวนเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจได้กว่า 900 คน แต่ก็ยังมีน้องๆ ที่รอการผ่าตัดในแต่ละปีเป็นจำนวนกว่าพันคน

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี กล่าวว่า “กิจกรรมเดินวิ่งมินิมาราธอนการกุศล TMB I ING PARKRUN จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ที่ทีเอ็มบี ร่วมกับ ไอเอ็นจี จัดกิจกรรมเพื่อให้นักวิ่งและผู้บริจาคได้ร่วมกันสนับสนุนค่าผ่าตัด ผ่านการซื้อบัตรวิ่งและช่วยกันระดมทุนเพื่อช่วยเหลือน้องๆ ผู้ป่วยโรคหัวใจ

เนื่องจากยังมีเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจในประเทศไทยเป็นจำนวนมากที่รอคอยการช่วยเหลืออยู่ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งแต่ละปีมีเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิดจากหลายสาเหตุมากกว่า 7,000 คน และเป็นเด็กที่รอการผ่าตัด แต่ขาดทุนทรัพย์จำนวนกว่าพันคน ซึ่งในแต่ละเคสมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเฉลี่ยรายละ 30,000 บาท”

ในทุกปีที่จัดกิจกรรมดังกล่าว TMB l ING PARKRUN ได้จัดให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อช่วยให้สามารถระดมเงินได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่วยเหลือน้องๆ ผู้ป่วยโรคหัวใจได้จำนวนมากขึ้นด้วย โดยในปีนี้  ทีเอ็มบีได้มีการยกระดับงานวิ่ง  ด้วยการเพิ่มความแปลกใหม่ของกิจกรรมให้เป็นในรูปแบบ NATIONWIDE PARKRUN โดยการวิ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

การวิ่ง Park Run ที่นักวิ่งจะได้วิ่งบริเวณ 3 สวนสวยใจกลางกรุงเทพ  ณ สวนสาธารณะจตุจักร, สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) และ วิ่ง Virtual Park Run ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้หัวใจน้องเต้นต่อไปได้ จากการร่วมวิ่งในวันเดียวกัน ที่ไม่ได้จำกัด ว่าจะวิ่งในสวนไหน หรือ เวลาใด

นายปิติ กล่าวอีกว่า “ปีนี้ทีเอ็มบี สนับสนุนเงินบริจาคเพิ่มเติมให้อีก 1 ล้านบาท หากนักวิ่งทุกคนสามารถทำระยะทางวิ่งรวมแล้วได้ 1 แสนกิโลเมตรในวันเดียวกันคือ 2 ธันวาคมนี้”

ด้าน นายแพทย์ ธนะรัตน์ ลยางกูร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ กล่าวว่า “จำนวนเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่รอการผ่าตัดมีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากขีดความสามารถในการรักษายังไม่พอกับปริมาณเด็ก ทำให้มีผู้ป่วยสะสมรอคิวยาวนับปี

แม้ปัจจุบันจะคัดกรองเด็กโรคหัวใจได้เร็วขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาแม้จะเบิกประกันสุขภาพได้แต่มีจำนวนจำกัด ทางมูลนิธิเด็กโรคหัวใจสามารถช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาเร็วขึ้นตามความจำเป็นของแต่ละรายด้วยการรักษานอกเวลาราชการ ซึ่งมีค่าตอบแทนให้ทีมแพทย์และพยาบาลผู้รักษาที่ทางมูลนิธิเด็กโรคหัวใจจะต้องช่วยจ่ายเพิ่มรายละ 20,000-60,000 บาท แล้วแต่อาการ โดยเฉลี่ยตกประมาณรายละ 30,000 บาท

การระดมทุนผ่านการจัดกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนการกุศล TMB I ING PARKRUN นี้ สามารถนำเงินมาช่วยเหลือค่าผ่าตัดเด็กโรคหัวใจในทุกปี นับว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ผู้ร่วมวิ่งจะได้เพิ่มความแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งได้ร่วมทำบุญครั้งยิ่งใหญ ในการช่วยชีวิตเด็กได้จำนวนมาก หากทุกคนร่วมมือกัน”

ในส่วนของนักวิ่ง นายธนศักดิ์ พึ่งฮั้ว หนึ่งในนักวิ่งที่ร่วมเปิดเพจระดมเงินบริจาคสำหรับเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจได้ถึง 170,000 บาทในกิจกรรม TMB l ING PARKRUN เมื่อปีที่แล้ว และกำลังระดมเงินบริจาคอีกครั้งในปีนี้ กล่าวว่า

ผมร่วมวิ่งในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะเป็นกิจกรรมที่ดีทั้งต่อสุขภาพตัวเอง และได้ทำบุญช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจได้ง่ายๆ เพียงแค่สมัครซื้อบัตรวิ่งผ่านเว็บไซต์ www.makeTHEdifference.org/parkrun พร้อมทั้งเปิดเพจเพื่อช่วยระดมทุนได้ในขั้นตอนเดียวกัน ผมจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมวิ่งในกิจกรรมครั้งนี้ เพราะรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายบัตรไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆจะนำไปบริจาคช่วยเด็กๆ ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก” 

และ นางสาวชัชสุธา จุลภาค อีกหนึ่งนักวิ่งที่ร่วมกิจกรรมวิ่งในปีนี้เป็นปีที่ 2 กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาแค่ร่วมซื้อบัตรวิ่ง แต่ปีนี้จะร่วมเปิดเพจช่วยระดมทุนด้วยค่ะ เพราะเป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุน นอกจากได้รับความสนุกสนาน ยังได้มิตรภาพใหม่ๆ จึงอยากเชิญชวนทุกคนร่วมซื้อบัตรวิ่ง เพื่อให้หัวใจของเราได้แข็งแรง และเพื่ออีกหัวใจของน้องๆ อีกหลายดวงได้เต้นต่อไปด้วยค่ะ”  

สามารถซื้อบัตรวิ่งเพื่อร่วมบริจาคและสร้างเพจระดมทุนให้เด็กผู้ป่วยโรคหัวใจได้ง่ายๆ เพียงที่เว็บไซต์ www.makeTHEdifference.org/parkrun ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าบัตรจะหมด และร่วมวิ่งพร้อมกัน วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคมศกนี้ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 080-219-2500

สามารถรับชมและแชร์ คลิปวีดีโอ #ใจเต้นแรง ได้ที่ https://youtu.be/VWDvi2lKnbo เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนได้ช่วยให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจ กลับมาเต้นเป็นปกติอีกครั้ง 

ลงทุนทองไม่ต้องกลัวหาย ไร้ความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน กับ TFEX Gold Online Futures

“ทองคำ” ถือเป็นอีกสินทรัพย์ยอดฮิตที่นักลงทุนสนใจ

การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลายแบบหลายวิธี บางคนอาจจะเลือกถือลงทุนระยะยาว เพราะมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อได้ บางคนอาจจะเลือกเทรดเร็วเน้นเก็งกำไรระยะสั้น หรือบางคนอาจจะเลือกใช้ทองคำในการกระจายความเสี่ยง เพราะทองคำเองก็ได้ชื่อว่าเป็น Safe Heaven ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก เช่น สงคราม หรือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้ทองคำช่วยเฮจความเสี่ยงกับฝั่งตลาดเงินและตลาดทุนได้ดี

แต่ปัญหาหลักของการลงทุนทองคำ คือ จำนวนเงินลงทุน การเก็บรักษา และความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน

จำนวนเงินลงทุนเป็นปัญหาที่นักลงทุนหลายคนคงรู้กันดี ด้วยความที่ทองคำมีราคาอยู่ในหลักหมื่นบาท จึงทำให้การลงทุนสำหรับรายย่อยหรือคนที่ต้องการทยอยลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนจะเห็นผลตอบแทนจากราคาทองคำค่อนข้างน้อย

การเก็บรักษาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของการลงทุนทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าสูง หากคิดจะลงทุนก็จำเป็นต้องหาที่เก็บด้วย บางคนต้องซื้อหรือเช่าตู้เซฟ ต้นทุนตรงนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำลงไปได้ ยิ่งถ้าใครซื้อขายเป็นใบสัญญารับทองตามร้านทอง ยิ่งต้องกังวลเข้าไปใหญ่ เพราะบางทีกระดาษใบเดียวมีมูลค่าเป็นหลักล้านก็มี

ความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนในทองคำ โดยเฉพาะผู้ที่มุ่งซื้อขายทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาทอง เนื่องจากบ่อยครั้งที่ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกกับอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวสวนทางกัน ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนในทองอาจทำกำไรได้ไม่เต็มที่นัก

“Gold Online Futures” คือคำตอบของการซื้อขายทองคำในเวลานี้

TFEX หรือตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ได้เปิดเทรดสินค้าใหม่ คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำความบริสุทธิ์ 99.5% ที่เรียกง่ายๆ ว่า TFEX Gold Online Futures ซึ่งถูกออกแบบให้มีราคาเสนอซื้อขายเคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลก และไม่มีผลกระทบจากค่าเงินในการคำนวณกำไรขาดทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถติดตาม วิเคราะห์ราคา และซื้อขายได้ง่ายขึ้น สินค้านี้จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริง แต่ใช้การชำระราคาเป็นเงินสด โดยเริ่มซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา 

จุดเด่นของ TFEX Gold Online Futures

1. ใช้เงินลงทุนไม่มาก

จากที่ต้องควักกระเป๋าซื้อทองครั้งละหลายหมื่น TFEX Gold Online Futures ก็ช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนไม่ต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน วางเงินหลักประกันแค่บางส่วน ประมาณ 3-5% ของมูลค่าสัญญา ซึ่งการซื้อขายที่ใช้เงินทุนน้อยนี้ ทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับเงินทุน (Leverage)

สิ่งสำคัญ คือ เราต้องรู้จักการบริหารเงินและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ การซื้อขาย TFEX Gold Online Futures ก็ใช้วิธีการและกลไกเดียวกับการซื้อขาย Futures อื่นๆ ใน TFEX

2. ไม่ต้องหาที่เก็บทองคำ

เนื่องจาก TFEX Gold Online Futures ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง แต่ใช้การชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement) ดังนั้น เราจึงยังสามารถสร้างผลตอบแทนจากทองคำได้เหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่เก็บอีกต่อไป ตรงนี้จะช่วยลดต้นทุนในการสร้างผลตอบแทนได้ เพราะเราไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำมันรถไปซื้อ หรือค่าตู้เซฟเก็บรักษาทองคำ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ก็มาช่วยทำให้ปัญหาตรงนี้หายไป

3. ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงิน

TFEX Gold Online Futures เป็นสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าที่ถูกออกแบบให้เสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลก เช่น 1200 หรือ 1300 โดยไม่ต้องมานั่งแปลงเรื่องค่าเงิน การคำนวณกำไรขาดทุนจะใช้ตัวคูณราคา หรือที่เรียกว่า Multiplier คือ 300 เท่า เช่น ถ้าราคาเปลี่ยนจาก 1200 เป็น 1201 ก็เท่ากับกำไรขาดทุน 300 บาทไปเลย ตรงนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยตัดเรื่องความผันผวนจากค่าเงินออกไป เราจะได้เลือกทำกำไรหรือลงทุนจากปัจจัยด้านราคาทองคำจริงๆ ไม่ต้องมากังวลกับการที่ค่าเงินแข็ง ค่าเงินอ่อน ซึ่งอาจจะมาลดผลตอบแทนของเราได้

4. โปร่งใส ไว้ใจได้ มีมาตรฐาน

ก่อนหน้านี้นักลงทุนหลายคนอาจเคยเทรดทองหรือ Forex ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศกันมาบ้าง และอาจประสบกับปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบรกเกอร์ที่ไม่โปร่งใส อาจพบกับปัญหาเรื่องการทำราคา การทำกราฟให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง การเล่นไม่ซื่อ หรือเวลาที่มีนักลงทุนได้กำไรจำนวนมาก โบรกเกอร์อาจปิดตัวหายไป และติดตามได้ยาก เพราะโบรกเกอร์อยู่ต่างประเทศทั้งหมด

การที่ TFEX ออกสินค้าใหม่อย่าง TFEX Gold Online Futures จึงถือว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับคนที่สนใจอยากลงทุนหรือเทรดทองคำ เพราะโดยมั่นใจได้กับระบบการซื้อขายของ TFEX และระบบการชำระราคาของสำนักหักบัญชี (TCH) ที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.

ขีดเส้นใต้ว่าการเทรด TFEX Gold Online Futures ต้องรู้จักควบคุมความเสี่ยง

อย่าลืมว่า TFEX Gold Online Futures มีโอกาสทำกำไรหรือขาดทุนได้ในอัตราที่สูง ดังนั้น ก่อนซื้อขาย แนะนำให้วางแผนเงินหน้าตักให้ดี ควรกันเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตด้วย แต่ถ้าใครเป็นสายเทรด สายทำกำไรเป็นหลัก การใช้อัตราทดแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ นักลงทุนสามารถบริหารจัดการได้ตามเหมาะสมเลย

พิเศษสุด! TFEX ร่วมกับบริษัทสมาชิก เดินสายจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนทั้งกรุงเทพฯ และเดินสายต่างจังหวัด อาทิ ชลบุรี สุพรรณบุรี สงขลา ขอนแก่น เชียงใหม่ และโคราช ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น

สำหรับผู้สนใจซื้อขายสามารถติดต่อบริษัทสมาชิก TFEX หรือดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า กิจกรรมสัมมนา และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.TFEX.co.th สอบถามเพิ่มเติม  02-009-9999

ใครเทรดทองลงทุนทองอยู่แล้ว ลองศึกษาเพิ่มเติมดูเด้อ

หลายคนมีปัญหาเรื่องโบรกเกอร์ไม่โปร่งใสบ้าง ทำธุรกรรมยากบ้าง สื่อสารกันไม่รู้เรื่องบ้าง เจอปัญหาเรื่องค่าเงินบ้าง ตอนนี้ TFEX เอาใจ เปิด Gold Online Futures ให้เทรดกันแบบไร้กังวลเรื่องค่าเงิน ก็ลองไปเทรดกันดูนะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

รัฐบาลอนุมัติงบ 86,994 ล้านบาท ประชาชนได้อะไร ?

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในการอนุมัติโครงการต่างๆ นี้ ถูกมองว่าการอนุมัติโครงการต่างๆ นั้น เพราะหวังผลเลือกตั้ง (24 กุมภาพันธ์ 2562) นายพุทธิพงษ์ยืนยันว่า หลายโครงการไม่ได้เพิ่งมาคิดและทำในวันนี้ มีกระบวนการสอบถามความเห็นจากประชาชนและใช้เวลามาพอสมควร แต่ประจวบเหมาะกับเวลาช่วงสิ้นปีพอดี ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติงบประมาณไปแล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท มีอะไรบ้าง มาดูกัน

1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรผ่านสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินรวมทั้งสิ้น จำนวน 38,730 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 4 มาตรการ ดังนี้

  • มาตรการแรก บรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา (มีผลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 ระยะเวลา 10 เดือน)
    • ค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
    • ค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
  • มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ผู้มีรายได้น้อยมีเงินในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม 2561 เป็นจำนวนเงิน 500 บาทต่อคน ได้รับครั้งเดียว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยในช่วงปลายปี 2561 จำนวน 14.5 ล้านคน
  • มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จำนวน 1,000 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) สำหรับผู้ที่ผ่านคุณสมบัติลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 จำนวน 2.2 ล้านคน
  • มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย บรรเทาภาระค่าเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้น้อย จำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 จำนวน 2.2 แสนคน (ณ เดือนธันวาคม 2561) จำนวน 2.3 แสนคน (ณ เดือนกันยายน 2562)

2. โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง) ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อชดเชยส่วนต่างระหว่างรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนวิสาหกิจของธนาคารอาคารสงเคราะห์กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการ ระยะเวลา 6 ปี วงเงินรวม 3,876.65 ล้านบาท

  • สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และจัดซื้อหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นของตัวเอง 
  • โดย ธอส. สนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบ้ยเงินกู้พิเศษและเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ผ่อนปรนตามนโยบายรัฐบาล วงเงินโครงการรวมทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม 40 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท หรือดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อเดือนเกิน 25,000 บาท รวมถึงการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท 
  • กรณีที่ผู้กู้มีเอกสารแสดงรายได้เพื่อคำนวณความสามารถในการกู้ไม่เพียงพอหรือไม่สามารถแสดงหลักฐานที่มาของรายได้ได้ ธกส. มีนโยบายที่จะผ่อนปรนพิเศษให้ เช่น กรณีที่ไม่มีหลักฐานทางการเงินเนื่องจากประกอบอาชีพอิสระ และมีรายได้ต่ำกว่า 25,000 บาท ให้ผู้กู้นำเอกสารรายได้และรายจ่ายค่าเช่าบ้านหรือการผ่อนชำระเงินดาวน์ไม่น้อยกว่า 12 เดือนมาประกอบการยื่นกู้ได้

3. มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ 18,604.95 ล้านบาท

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการมาตรช่วยเหลือกระตุ้นความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้หารือกับผู้ประกอบและชาวสวนยาง โดยมีแนวทางมาตรการในการช่วยเหลือผู้กรีดยาง ในพื้นที่กรีดยาง ที่เปิดให้กรีดไร่จริง 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ แบ่งเป็นของเจ้าของสวนยาง 1,100 บาท คนกรีด 700 บาท โดยอนุมัติงบประมาณ 18,604.95 ล้านบาท

4. มาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญแบ่งเป็น 2 มาตรการ คือให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือนมาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 ได้อีก 1 แสนบาท มีผู้ได้สิทธิ 6.59 แสนคน เป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังเติมเงินข้าราชการบำนาญที่ได้บำเหน็จต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดือนละเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงิน 1 หมื่นบาท จำนวน 5.27 หมื่นคน ใช้เงิน 558 ล้านบาท

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าการเลือกตั้งนั้นให้เป็นไปตามโรดแมป

ที่มา:

ทำเนียบรัฐบาล
ไทยรัฐ
มติชน
ผู้จัดการออนไลน์
ข่าวสด

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

ถ้าเราใช้บัญชีธนาคาร 1 เล่ม เป็นศูนย์รวมจัดการทุกอย่างเรื่องการเงินตั้งแต่รับรายได้ เก็บออมและใช้จ่าย เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะต้องมึนงงกับตัวเลขเงินในบัญชีแล้วใช้เงินมั่วกันไปหมด เพราะแยกไม่ออกว่าเงินส่วนไหนเก็บออมและใช้จ่าย แต่ไม่ต้องกังวลเพราะปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยวิธีการ “แยกบัญชีเพื่อรายจ่ายที่ได้รับดอกเบี้ยสูง”

บัญชีเงินฝากที่อภินิหารเงินออมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้เรียกว่า “บัญชีเงินฝากไม่ประจำ” ที่มีสภาพคล่องสูงเพราะฝาก ถอน โอน เมื่อไหร่ก็ได้ แถมยังได้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% นับว่าเป็นบัญชีเงินฝากอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยจัดระบบการเงินของเราให้ดีขึ้น

จุดแข็งและจุดอ่อนของบัญชีเงินฝาก

  • บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

    • จุดแข็ง คือ มีสภาพคล่องสูงเพราะ “ฝาก ถอน โอน” ตอนไหนก็ได้ ความเสี่ยงต่ำ ฝากแล้วเงินต้นอยู่ครบแน่นอน

    • จุดอ่อน คือ ดอกเบี้ยกระจิดริดมากแค่ 0 – 0.5%

  • บัญชีเงินฝากประจำ

    • จุดแข็ง คือ ดอกเบี้ยสูงมากกว่า 1% ความเสี่ยงต่ำ เงินต้นอยู่ครบ สร้างวินัยการออมเงิน ทำให้เรามีเงินก้อน

    • จุดอ่อน คือ สภาพคล่องค่อนข้างต่ำ ต้องฝากให้ครบกำหนดก่อนถึงจะถอนออกมาใช้ได้ แต่ถ้าถอนออกมาก่อนก็จะได้รับดอกเบี้ยน้อยลง

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ คือ อะไร?

เป็นเงินฝากที่รวมจุดแข็งของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำเข้าด้วยกัน กลายเป็น “บัญชีเงินฝากไม่ประจำ” ที่มีสภาพคล่องสูงเหมือนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ทำให้เราฝาก ถอน โอนเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงได้รับดอกเบี้ยสูงเหมือนบัญชีเงินฝากประจำ

ประโยชน์ของบัญชีเงินฝากไม่ประจำ

บัญชีเพื่อรายจ่ายที่ได้รับดอกเบี้ยสูงระหว่างรอจ่าย ถ้าเรายังนึกไม่ออกว่าใช้บัญชีนี้ทำอะไรได้บ้าง อภินิหารเงินออมมีตัวอย่างการใช้งานมาแนะนำนะจ๊ะ  

  • เงินฉุกเฉิน เงินหมุน 

    เราตักน้ำเก็บใส่โอ่งไว้เผื่อใช้ในช่วงที่น้ำไม่ไหล เงินฉุกเฉินและเงินหมุนก็เช่นกัน ควรเป็นโอ่งใบแรกที่เราใส่น้ำให้เต็มก่อน ถ้ามีน้ำเหลือค่อยแบ่งไปใส่โอ่งใบอื่นต่อไป

    • เงินฉุกเฉิน ควรเก็บไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย หากเกิดวิกฤตต้องรีบใช้เงิน จะได้ดึงเงินส่วนนี้ออกมาใช้จ่ายได้ทันเวลา หากยังไม่มีเหตุที่ต้องใช้เงินก็ยังได้รับดอกเบี้ย

      ตัวอย่าง ครอบครัวของเรามีรายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 60,000 – 120,000 บาท ไว้ที่บัญชีเงินฝากไม่ประจำ

    • เงินหมุนของกิจการ เหมาะสำหรับคนที่มีอาชีพเสริม เช่น ขายของออนไลน์ ควรแยกเงินที่ใช้จ่ายส่วนตัวออกจากเงินของธุรกิจ (ทั้งรายได้และรายจ่าย) เพื่อจะได้ไม่ใช้เงินปะปนกัน โดยเก็บเงินหมุนของธุรกิจไว้ที่บัญชีเงินฝากไม่ประจำ

      ตัวอย่าง ร้านของเราต้องใช้เงินหมุนเดือนละ 50,000 บาท เราอาจจะเก็บเงินสำรองไว้ 50,000 – 100,000 บาท หากบางช่วงไม่มีคนมาใช้บริการหรือมาซื้อของ ก็ยังมีเงินส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายรอลูกค้ากลับมาใช้บริการ

  • แยกรายจ่าย : ชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนผ่านบัญชีเงินฝากไม่ประจำ

    • ค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต บัตรเครดิต ฯลฯ เราควรประมาณคร่าวๆว่าแต่ละเดือนใช้เท่าไหร่ เมื่อมีรายได้เข้ามาแล้ว เรากันรายจ่ายจำนวนนี้ไว้ในบัญชีเพื่อรอตัดอัตโนมัติตามรอบบิล

      ตัวอย่าง เพื่อนไม่บัตรเครดิตแล้วกำลังจะซื้อไอแพดด้วยเงินสด 20,000 บาท ส่วนเรามีบัตรเครดิตและอยากสะสมแต้มก็เลยให้เพื่อนยืมบัตรเครดิตรูดซื้อไอแพดเพื่อนนำเงินสดมาให้เราเพื่อไปจ่ายบัตรเครดิต เรานำเงินนั้นไปเก็บไว้ที่บัญชีเงินฝากไม่ประจำเพื่อรอวันจ่ายบัตรเครดิต จ่ายหนี้ครบตรงเวลา ได้สะสมแต้มและได้ดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย  

    • ค่าใช้จ่ายรายปี เช่น เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันรถยนต์ ฯลฯ การทยอยเก็บเงินรายเดือน เราจะได้ไม่เป็นภาระมากเกินไป

      ตัวอย่าง เราจ่ายเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพของตัวเองและลูก ปีละ 120,000 บาท แบ่งเก็บรายเดือนๆละ 10,000 บาทไว้ที่บัญชีเงินฝากไม่ประจำ นอกจากได้เงินก้อนมาจ่ายเบี้ยประกันแล้ว เรายังได้รับดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

  • เงินพร้อมใช้ในอนาคตต้องการซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่กังวลกลัวว่าผ่อนไม่ไหว วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง คือ จำลองสถานการณ์เป็นหนี้ โดยการออมเงินเท่ากับเงินงวดที่เราจะต้องผ่อนรายเดือน เพื่อปรับวิถีชีวิตของตัวเองให้เข้ากับเงินที่เหลืออยู่ ถ้าทำได้หลายเดือนจนมั่นใจแล้ว ค่อยสร้างหนี้จริง

    ตัวอย่าง บ้านในฝันของเราผ่อนงวดละ 10,000 บาท เราก็ออมเงินรายเดือนๆละ 10,000 บาท ถ้าเราทำได้อย่างน้อย 6 เดือนติดต่อกัน แล้วชิลมากกับการใช้เงินที่เหลืออยู่ จึงทำเรื่องกู้เงินซื้อบ้าน ส่วนเงินที่เก็บออมรายเดือนและดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะกลายเป็นเงินดาวน์ต่อไป  

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

พิกัดของบัญชีเงินฝากไม่ประจำอยู่ที่ไหน?

บัญชีนี้มีชื่อเต็มว่า “เงินฝากไม่ประจำ ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 1.5%” เป็นของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) หรือ LH Bank เป็นบัญชีที่ฝาก ถอน โอนได้ทุกวัน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ยังได้รับดอกเบี้ยสูงสุด 1.50% 

เปิดบัญชีขั้นต่ำ 5,000 บาท ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย (กรณีรับดอกเบี้ยเงินฝากไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี) ถ้าใครกำลังจะกู้ซื้อบ้านกับ LH Bank ควรใช้บัญชีนี้ซ้อมออมเงิน เพื่อให้ธนาคารเห็นวินัยการออมเงินของเราด้วย ^^

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

สามารถใช้ร่วมกับบริการ

  • บริการ     LH Bank Prompt Pay

  • บริการผ่านบัตร     ATM / Debit / บัตรLH Bank Premium    

  • บริการ     Mobile     App LH Bank M Choice    

  • บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ต     LH Bank Speedy    

  • บริการ     LH Bank SMS Alert

  • บริการชำระหรือหักบัญชีค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ
     

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ LH Bank

ถ้าใครใช้วิธีจัดการเรื่องเงิน โดยแยกบัญชีต่างๆ ออกจากกัน รวมทั้งต้องการให้เป็นบัญชีที่มีสภาพคล่องสูงเท่าบัญชีออมทรัพย์และให้ดอกเบี้ยสูงเท่าฝากประจำ “เงินฝากไม่ประจำ ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 1.5%” ของ LH Bank เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

หากสนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.lhbank.co.th/Promotion/Detail/โปรโมชั่นเงินฝาก-เงินฝากไม่ประจำ/2/52 เราสามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่ LH Bank ได้ทุกสาขา หรือโทร  02 – 359 – 0000 นะคะ ^^

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save