รีวิว UOBLTF : LTF เน้นหุ้นใหญ่ เติบโตดี การันตีด้วยผลตอบแทนดีชนะ Set Total Return Index

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “ยอดมนุษย์กองทุน” คนเดิม เพิ่มเติมคือความรู้เพิ่มขึ้นทุก ปีนี้ก็เช่นเคยครับ ผมมาประจำการเพื่อรับหน้าที่สรุปสาระความรู้เรื่อง LTF RMF จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF-RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ให้เพื่อน ๆ อ่านกันเช่นเคยครับผม

สำหรับกองทุนในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนอันดับต้น ๆ ของ LTF ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และสามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาด (SET total Return Index) อย่างสม่ำเสมอ แถมยังเป็นค่ายเดียวกันกับกองทุน LTF ชั้นนำอย่าง CG-LTF อีกด้วย…

และกองทุนในวันนี้ของเราก็คือ UOBLTF หรือ กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว จาก UOB Asset Management นั่นเองครับผม

เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเวลา ผมจะชวนมาดูรายละเอียดกองทุนแบบสรุปกันก่อนเลยครับว่า กองทุนนี้ลงทุนในอะไร เหมาะกับใคร และเป็นแบบไหนบ้าง เริ่มจากประเด็นต่อไปนี้ครับ

1. ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6

เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของ LTF ที่ทำให้กองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของกองทุน นั่นแปลว่ากลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงแน่นอนครับ แต่ด้วยระยะการเวลาลงทุนที่ยาวนานตามกฎหมายกำหนด (7 ปีปฏิทิน) ก็ทำให้ความเสี่ยงตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่คนลงทุนระยะยาวอย่างเรา ๆ ยอมรับกันได้ครับ

2. ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนก็เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าใครครับ

เพราะย้อนหลังแบบรายปีปฎิทินจะเห็นว่าในแต่ละปี ผลตอบแทนของกองทุนสามารถเอาชนะตัวเปรียบเทียบได้อย่างดีครับ แถมกองทุนนี้ยังมีนโยบายลงทุนในขนาดใหญ่แบบผสมอีกด้วย

3. เมื่อมาดูผลตอบแทนแบบปักหมุด ณ สิ้นเดือนกันยายน 

จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนหุ้นประเภทเดียวกัน ผลตอบแทนของกองทุน UOBLTF อยู่ในลำดับต้น ๆ ของเปอร์เซนต์ไทล์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าถ้ามีกองทุน 100 กอง กองทุน UOBLTF จะติดอันดับ Top5 สำหรับผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง และติด Top25 สำหรับผลตอบแทน 3 และ 5 ปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่ากองทุนนี้มีผลตอบแทนที่ดีทั้งระยะสั้นและระยะยาวครับผม

4. ถ้าลองดูรายชื่อหุ้น 5 อันดับแรก

ก็จะเห็นว่ามีแต่หุ้นใหญ่ในตลาดที่มีสภาพคล่องดีทั้งนั้นเลยครับ แถมยังมี Turn over Ration ที่ค่อนข้างต่ำ (ต่ำกว่า 100%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการเน้นลงทุนระยะยาวจริง ๆ ไม่ได้เน้นซื้อขายเอาชนะตลาด แต่ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นครับ

ที่ผมกล้าบอกว่าอยู่ที่การคัดเลือกหุ้น ก็เพราะว่าขั้นตอนการเลือกหุ้นของกองทุน UOBLTF นั้นจะมีการวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานหุ้นแต่ละตัว (Bottom Up) ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เห็นถึงรายละเอียดของหุ้นได้ดีเลยล่ะครับ นอกจากนั้นยังไปโฟกัสเลือกหุ้นมีโอกาสเติบโตและกำไรสูงประมาณ 30-50 ตัวเลือกเข้ามาในพอร์ทการลงทุน พร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

โดยมีการเฉลี่ยน้ำหนักในการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันครับ คือ 40 : 30 : 30 ซึ่งจะเน้นไปที่หุ้นเติบโตเป็นหลัก แล้วมาดูต่อที่ปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างภาพรวมอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ประกอบกับทิศทางราคาและโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ ซึ่งจะเห็นว่าการคัดเลือกหุ้นในรูปแบบนี้นั้นจะสอดคล้องกับการลงทุนระยะยาว และทำให้ Turn over Ratio ของกองนี้ต่ำนั่นเองครับ

5. ส่วนความเสี่ยงของกองทุนก็เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงกลาง ๆ สม่ำเสมอครับ 

เพราะอยู่ที่ 50 อันดับแรกโดยตลอด เรียกได้ว่ารักษาระดับความเสี่ยงได้ดี และถ้าดู Sharpe Ratio ซึ่งเป็นการวัดค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (ยิ่งมากยิ่งดี) ก็เห็นได้ชัดว่ากองทุนนี้ไม่ได้น้อยหน้าใครเลยล่ะครับ

นอกจากนั้นแล้ว กองทุนนี้มีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นคือจำนวนขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนที่ต่ำมาก ๆ เพราะซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาทและหลังจากนั้นซื้อขั้นต่ำครั้งละ 1 บาท หรืออาจจะเรียกว่าเป็นกองทุนสำหรับประชาชนเลยล่ะครับ

ขอสรุปอีกทีสำหรับกองทุน UOBLTF หรือ กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว นั้นเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษี รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงต้องการได้รับผลตอบแทนที่สูงด้วยนะครับ เพราะกองทุนนี้มีจุดเด่นที่ผลตอบแทนย้อนหลังที่ผ่านมา ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับ Investment Process ของการลงทุนที่ตั้งใจไว้ ทำให้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่ากองทุนนี้ผลตอบแทนที่มีนั้นไม่ใช่เล่น ๆ อย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ … สำหรับใครที่สนใจกองทุน UOBLTF จาก UOBAM สามารถเลือกวิธีได้ทั้ง 3 วิธีนี้ เอาที่ตัวเองถนัดแบบไหน สามารถไปจัดได้เลยจ้า

1. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น UOBAM Invest และทำการซื้อกองทุน UOBLTF ได้เลยครับ

2. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปเลยที่เบอร์ 02-786-2222

3. เข้าเว็บไซต์ คลิกเลยครับที่ www.UOBAM.co.th

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเนื้อหารายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ในตอนแรกนี่แหละครับ ผมขอเตือนอีกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน และถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สำหรับคนที่อยากการรีวิวกองทุน UOBLTF แบบเวอร์ชันวีดีโอ สามารถคลิกชมได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยครับ

https://youtube.com/watch?v=E2VDFeivTGc%3Fwmode%3Dopaque

“Priyanka Chopra” กับหลักคิดและวิธีการจัดการทางการเงินขั้นเทพ !

“Priyanka Chopra” ไม่ได้มีแค่ความสวย ความเก่ง แต่ยังฉลาดในเรื่องการจัดการทางการเงินด้วย เธอบอกว่า การที่เรารู้ว่า เรามีเงินเท่าไร เงินของเราหมดเปลืองไปกับอะไรบ้าง และเราสามารถทำอะไรได้บ้าง มันจะง่ายต่อการตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไร จากนั้นเธอก็แนะนำวิธีการใช้เงินของเธอ

ความโด่งดังของเธอยังไม่จบแค่นั้น เธอยังมีรางวัลการันตีอีกมากมายหลากหลายสาขา เช่น ปี 2014 นิตยสาร TIME ยกให้เธอเป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ตามด้วยนิตยสาร Forbes ที่มอบให้เธอเป็น 1 ใน 100 สตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกติดต่อกันสองสมัย คือปี 2017 และปี 2018 นี้

https://players.brightcove.net/416418724/default_default/index.html?videoId=5975032044001

งานแต่งงานของเธอที่มีระยะห่างระหว่างวัยกับเจ้าบ่าวซึ่งเป็นนักร้องหนุ่ม นักแต่งเพลง นักแสดง และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันที่อ่อนกว่าถึง 10 ปี ไม่มีอะไรแย่งซีนงานแต่งนี้ได้ดีไปกว่าผ้าคลุมศรีษะของเจ้าสาวที่มีความยาวมากถึง 75 ฟุตหรือเท่ากับ 22.860 เมตร

ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างเอาความยาวนี้ไปเปรียบเทียบกับผ้าคลุมศรีษะสะใภ้จ้าวหรือเมแกน มาร์เคิลซึ่งเป็นเพื่อนเธอเช่นกัน ความยาวของผ้าคลุมศรีษะเมแกนอยู่ที่ 16.4 ฟุต หรือประมาณ 5 เมตร

ชุดเจ้าสาวของปริยังกาประดับด้วยเลื่อมเปลือกหอยแวววาวระยิบระยับอีก 2,380,000 ชิ้น ชุดแต่งงานของเธอได้รับการดีไซน์จากแบรนด์ของ Ralph Lauren ใช้เวลาผลิต 1,826 ชั่วโมง หรือประมาณ 76 วัน

ปริยังกามีคุณสมบัติโดดเด่นหลากหลายทั้งเก่ง กล้า และมีฝีมือจัดจ้านในด้านการแสดงและร้องเพลง และเธอยังเคยให้สัมภาษณ์ถึงบทเรียนสอนใจด้านการเงินของเธอที่เธอบอกว่าเธอได้บทเรียนนี้มาจากแม่ของเธอด้วย

แม่เธอสอนเรื่องการเงินว่ายังไงบ้าง มาดูกัน

  • ออมก่อนแล้วค่อยใช้ เธอบอกว่าเธอเก็บเงินไว้เป็นส่วนที่ต้องออมไว้ก่อนเสมอ รายได้ที่ได้มาต้องหักไว้เพื่อออมก่อนใช้ จะหักเงินไว้สำหรับออมและสำหรับการจ่ายในระดับที่เท่ากันหรือจะออมไว้มากกว่าก็ได้ เป้าหมายในการออมขั้นต้นไม่ควรสูงมาก หรือจะออมไว้สำหรับการลงทุนในระดับที่เท่ากันทุกเดือนก็ได้
  • หาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โจปราไม่ค่อยมีเวลามากและค่อนข้างยุ่งอยู่กับการทำงานตลอดเวลา ดังนั้น เธอจึงมีทีมผู้เชี่ยวชาญในการจัดการทางการเงินให้เธอ เธอบอกว่าเธอมีทีมที่ดี เธอบอกว่าเงินที่คุณสามารถหามาได้นี้ ก็ควรจะมีการจัดการให้มันงอกเงยออกดอกออกผลที่ดี ถ้าคุณไม่มีเวลาหรือไม่เข้าใจเรื่องการจัดการด้านการเงิน จงขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ เพราะพวกเขาไม่เพียงแต่จะวางแผนทางการเงินหรือให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณมีวินัยทางการเงินจนสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ด้วย
  • ทำให้เป็นเรื่องปกติ ทำให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย การเก็บออมเงิน การลงทุน การเรียน หรืออาชีพต่างๆ ที่คุณทำนั้น โจปราบอกว่ามันต้องการความต่อเนื่องที่สม่ำเสมอ มันถึงจะสำเร็จ อย่าทำให้ต่ำกว่ามาตรฐานตัวเอง จงมั่นใจว่าจะสามารถเก็บออมเงินได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน
  • จงจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เธอบอกว่าทั้งแม่และเธอจะมีสมุดบันทึกเล็กๆ ไว้สำหรับจดบันทึกเสมอ การจดบันทึกว่าใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง จะทำให้เราจัดการทางการเงินได้ และเราจะได้รู้ว่าเราไม่ควรใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นยังไง จะเริ่มด้วยการจดบันทึก ลงตาราง excel หรือจะใช้แอพพลิเคชั่นในการติดตาม ทำได้ทั้งนั้น แต่ต้องทำ

สิ่งสำคัญที่สุดในคำสอนด้านการเงินของแม่โจปรา เธอบอกว่า แม่จะบอกกับเธอเสมอว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว อิสรภาพทางการเงินสำคัญที่สุด เพราะพวกเธอจะมีศักยภาพในการใช้ชีวิตได้เต็มที่ภายใต้เงื่อนไขของเธอเอง เธอบอกว่านี่แหละคือคำสอนที่ดีที่สุดที่เธอเคยได้รับมา

“Priyanka Chopra” กล่าวว่า มันไม่สำคัญเลยว่าชีวิตเธอจะไปทางไหน เธอจะแต่งงานกับใคร เธอต้องมีอิสรภาพทางการเงิน ดังนั้น ไม่ว่าชีวิตเธอจะระหกระเหินผจญภัยอย่างไร เธอจำเป็นต้องมีศักยภาพที่จะดูแลชีวิตของเธอและคนที่เธอรักได้

ที่มา:

Twitter
Vox
People
EllE
Live Mint

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

เกษียณสุขใจแถมมีเงินใช้กับ “โครงการเมืองไทย Return Retire”

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตเกษียณที่แสนสุข

นอกจากสุขภาพกายที่ต้องแข็งแรงและสุขภาพใจที่ต้องปลอดโปร่งแล้ว สุขภาพทางการเงินก็เป็นอีกสิ่งที่แสนสำคัญและละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยที่เราจะไม่ได้ทำงานมีรายได้แบบตอนหนุ่มสาวอีกต่อไปแล้ว

การวางแผนการเงินเพื่อใช้จ่ายสำหรับวัยเกษียณถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับยุคปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เปลี่ยนเทรนด์มาเป็นครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น การเตรียมเงินสำหรับชีวิตบั้นปลายของตนเองให้พร้อมจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ความหวังที่จะได้รับเงินส่งเสียจากลูกหลานควรจะมองเป็นเหมือนโบนัส มากกว่าจะยึดถือเป็นรายได้ประจำที่มั่นคง

แล้วเราจะเตรียมตัววางแผนการเงินสำหรับการเกษียณอย่างไรได้บ้าง?

ชีวิตหลังเกษียณถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญ บางครั้ง…ไลฟ์สไตล์ที่ฝันไว้ในวัยหนุ่มสาวที่ล่าช้าออกไปยังสามารถเป็นจริงได้ เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่า บั้นปลายชีวิตเราอยากทำอะไร? เราอยากไปไหน? เราอยากมีชีวิตยังไง? คำตอบเหล่านี้เป็นจริงได้หากเรามีการวางแผนการเงินที่ดีพร้อม

แน่นอนว่ารายได้ในวัยเกษียณนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป หลายคนเลือกวางแผนเกษียณด้วยกองทุนรวม, หลายคนเลือกวางแผนด้วยตราสารหนี้, หลายคนเลือกหุ้น, หลายคนเลือกอสังหาริมทรัพย์ ตามแต่ไลฟ์สไตล์และความชอบของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป 

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมในการวางแผนการเกษียณคือ การทำ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ซึ่งเป็นการทำประกันชีวิตในช่วงเวลาก่อนเกษียณ และรอรับผลตอบแทนเป็นเงินในช่วงหลังเกษียณตามจำนวนปีที่กำหนด ทั้งยังได้รับความคุ้มครองชีวิต และที่สำคัญไม่มีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้เหมือนการลงทุนในรูปแบบอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้น

โครงการเมืองไทย Return Retire คือประกันชีวิตที่จะรับประกันรายได้ในยามเกษียณ

จุดเด่นของโครงการเมืองไทย Return Retire คือ การจ่ายเบี้ยประกันภัยสั้นเพียง 5 ปี แต่ได้รับเงินบำนาญปีละ 20%(3) ตั้งแต่ปีกรมธรรมที่ครบอายุ 60 – 85 ปี รวมสูงสุด 520%(3) ซึ่งสามารถช่วยรับประกันรายได้ในยามเกษียณได้อีกทางหนึ่ง นับว่าได้รับทั้งเงินบำนาญทุกปีและความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอย่างมากของประกันชีวิตแบบบำนาญแบบนี้ ดังนั้น หากใครต้องการความมั่นคงสูง มีรายได้ช่วงหลังเกษียณพร้อมความคุ้มครองชีวิต ประกันชีวิตแบบบำนาญถือเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ตรงโจทย์การวางแผนทางด้านการเงินสำหรับนักลงทุนที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังสามารถสมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ(1) ทั้งยังใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี(2) เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเติมฝันช่วงวัยเกษียณที่ดีทีเดียว

สำหรับรายละเอียดความคุ้มครองเบี้ยประกัน เงินบำนาญ สามารถติดต่อกับตัวแทนหรือติดต่อโดยตรงกับเมืองไทยประกันชีวิตเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือวางแผนได้เลย

พิเศษสุด ! ตอนนี้โครงการเมืองไทย Return Retire มีโปรโมชัน 2 ต่อสำหรับผู้ที่สมัครอีกด้วย

หากสมัครโครงการเมืองไทย Return Retire ภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ และชำระเบี้ยประกันภัยรายปีรวมตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไปต่อกรมธรรม์ ต่อที่ 1 รับบัตรของขวัญ Starbucks มูลค่า 300 บาท และต่อที่ 2 ร่วมลุ้นทองคำแท่งหนัก 1 บาท จำนวน 67 รางวัล และบัตรของขวัญเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 100 รางวัล ใครที่สนใจอยู่แล้วก็อย่าลืมสมัครภายในสิ้นปีนี้เท่านั้น 

หากใครสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการวางแผนบำนาญกับโครงการเมืองไทย Return Retire สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลได้ที่ www.muangthai.co.th/product/detail/return_retire หรือจะโทรสายตรงไปที่คอลเซนเตอร์ 1766 ก็สะดวกรวดเร็ว

สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับการทำประกันชีวิต เพราะถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ได้รับคืนทันทีในปีที่ชำระเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูง เช่น ผู้ที่มีเงินเดือนสูง หรือเจ้าของกิจการ SME การลดหย่อนภาษีจากตรงนี้อาจมีมูลค่าสูงไปตามฐานภาษีที่สูงถึง 20% ขึ้นไปต่อปีเลยทีเดียว

หากอยากเกษียณสุขใจมีเงินใช้ ต้องเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้นะจ๊ะ!

หมายเหตุ:

(1) ผู้ซื้อต้องแถลงเกี่ยวกับสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัย และการแถลงสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัย หรือพิจารณาการจ่ายเงินตามสัญญาประกันภัย

(2) โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย

  • สำหรับเบี้ยประกันชีวิต ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินซึ่งต้องเสียภาษีในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งนี้รวมกัน ใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

(3) เป็น % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา

– เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

– ใบอนุญาตจับสลากเลขที่ 2008/2561

– โปรดศึกษารายละเอียด ความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกัน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ชีวิตวัย “เกษียณ” ของคุณมีเงินพอใช้หรือยัง ?

ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีข้างหน้า หากเรายังมีชีวิตอยู่ถึงวัย “เกษียณ” เราก็แค่หยุดทำงาน แต่ชีวิตเรายังดำเนินต่อ เราจะทำอย่างไร หากเงินไม่พอใช้ในชีวิตช่วงวัยที่ไม่สามารถหารายได้อีกต่อไป คงลำบากแน่ ถ้าเราไม่วางแผนทางการเงินที่ดีพอ บางคนคิดว่าเริ่มต้นแผนตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว แต่วางแผนแล้วก็ยังดีกว่าไร้แผน

บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจล่าสุดจาก The New York Times (NYT) หยิบเรื่องการวางแผนเกษียณอายุมาเล่า โดยตั้งคำถามที่เป็นแก่นกลางสำคัญสำหรับการวางแผนเกษียณอายุคือ เราจำเป็นต้องมีเงินไว้ใช้สักประมาณเท่าไรเมื่อเราต้องหยุดทำงาน พอตั้งคำถามแบบนี้แล้ว ผู้คนก็จะเริ่มต้นคำนวณและประเมินว่าเขาใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนเท่าไร เงินของพวกเขาหมดไปกับอะไรบ้าง

วิธีที่คุ้นเคยสำหรับการคำนวณก่อนถึงวัย “เกษียณ” จริงก็คือ รายจ่ายที่ใช้ในแต่ละเดือน + กฎ 4% หรือกฎของอัตราเงินเฟ้อ

ทำไมต้องใช้กฎ 4 %?

กฎ 4% คือให้กระจายความเสี่ยงด้วยการแบ่งการลงทุนในหุ้น 60% ลงทุนในพันธบัตร 40% เราจะสามารถถอนเงินออกมาใช้รายปีในปีแรกได้ในอัตรา 4% กว่าจะใช้เงินหมดก็ใช้เวลา 30 ปีได้

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณต้องการเกษียณตอนอายุ 65 ปี ด้วยเงินที่เก็บไว้ใช้หลังเกษียณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 35 ล้านบาท (คุณสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ ปีละ 40,000 เหรียญสหรัฐ มากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อรายปี โดยมีสมมติฐานว่าให้คุณมีอายุยืนยาวถึง 95 ปี) ซึ่งยังไม่ได้รวมค่าประกันสังคมและรายได้อื่นๆ ที่คุณสามารถหาได้อีกในช่องทางอื่น

คุณต้องตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและหาเงินให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมกับชีวิตหลังเกษียณ ทีนี้ NYT ก็ตั้งคำถามต่อ จริงๆ แล้วชีวิตคนหลังเกษียณนั้น เขาใช้จ่ายเงินเท่ากันทุกเดือนตามที่คำนวณจริงไหม? คำตอบก็คือ ไม่จริง

แน่นอน ชีวิตคุณหยุดการทำงานแล้ว แต่คุณยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางวันแต่ละวันผ่านไปโดยวันหยุดไม่ได้มีแค่เพียงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือหยุดตามวันนักขัตฤกษ์อีกต่อไป แต่ชีวิตคุณกลับมีวันพักร้อนยาวนานเป็น 30 ปี (สมมติว่าคุณเกษียณตอนอายุ 65 ปีและมีอายุยืนยาวถึง 95 ปี) ชีวิตคุณจะทรมานเพียงใด หากลมหายใจยังอยู่แต่อยู่อย่างขาดรายได้ ?

ความฝันว่าควรมีเงินใช้หลังเกษียณเท่าไร กับความจริงว่าเราจะมีเงินใช้เท่าไร บางครั้งก็สวนทางกัน

มีการทำผลสำรวจชาวอเมริกันถึงแผนเกี่ยวกับการเกษียณอายุจากจำนวน 2,000 ราย ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ พบว่า ผู้คนเกินครึ่งหนึ่งหรือราวร้อยละ 52 คิดถึงเรื่องเกษียณอาทิตย์ละ 4 ครั้ง บ้างก็มากกว่านั้น และผู้คนที่เกิดใน Gen Baby Boomers หรือ Gen X คิดไว้ว่าจะเกษียณอายุในวัย 64 ปี ขณะที่ผู้คนใน Gen Millennial หรือ Gen Y ก็คาดหวังว่าจะสามารถเกษียณได้ในวัย 56 ปี

พอสำรวจถึงวงเงินที่ควรมีใช้ในช่วงวัยเกษียณ ก็พบว่า วงเงินในฝันของชาวอเมริกันซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างราว 2,000 คนนี้ คือ 610,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 21 ล้านบาท โดยคน Gen Y ก็คาดว่า วงเงินที่ควรมีใช้ในช่วงยามเกษียณคือ 687,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่คน Gen X ก็คาดว่าน่าจะใช้วงเงินที่ 574,000 เหรียญสหรัฐ นี่คือความคิดในอุดมคติหรือการคาดการณ์ของคนสอง Gen

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เขาก็ไม่เชื่อกันว่าจะมีเงินอยู่ในบัญชีได้จริงมากมายขนาดนั้น จากผลสำรวจพบว่า ในความเป็นจริงยอดเงินที่น่าจะเก็บได้จริงๆ อยู่ที่ 276,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.6 ล้านบาท

ออกจากความฝันและลงมือทำ

  • วิธีเริ่มลงมือทำเพื่อให้มีเงินพอกินพอใช้หลังเกษียณเริ่มได้ไม่ยากถ้าตั้งใจทำ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ เริ่มเลย เมื่อคุณคิดได้แล้ว คุณก็เริ่มวางแผนกับบัญชีทางการเงินของคุณได้ทันที เพราะยิ่งคิดเริ่มในช่วงที่หนุ่มสาว เงินคุณก็มีเวลางอกเงยยาวนานขึ้น
  • เริ่มด้วยเงินก้อนน้อยๆ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เริ่ม เริ่มต้นที่การแบ่งเงินจากรายได้ออกมาสัก 1% ก่อนก็ได้ เช่น มีรายได้ 25,000 บาท ก็เริ่มที่ 250 บาท
  • ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนในวงเงิน เช่น จากที่เคยเก็บเพียง 1% ของรายได้ใน 6 เดือนแรก ก็ค่อยๆ เพิ่มวงเงินเป็น 2% ของรายได้ใน 6 เดือนถัดมา จาก 250 บาท ก็เพิ่มเป็น 500 บาท จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเป็น 3% ใน 6 เดือนถัดมา ก็คือ 750 บาท ค่อยๆ พัฒนาและเพิ่มวงเงินไปเรื่อยๆ เช่นนี้แล้วยอดเงินจะเพิ่มขึ้นได้เอง

วันนี้เราเริ่มสำรวจจากประเทศและผู้คนที่ไกลตัวเราออกไปสักหน่อย เพื่อดูว่าชาวบ้าน เขามีวิธีคิดต่อเรื่องนี้ยังไง และประเมินความน่าจะเป็นที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมองย้อนดูตัวเรา แต่เราไม่สามารถนำกรณีศึกษาจากประเทศอื่นมาเปรียบเทียบกับประเทศเราได้ทั้งหมด เพราะปัจจัยภายในและภายนอกแตกต่างกัน

เดี๋ยวครั้งหน้าเรามาสำรวจดูบ้านเราบ้างว่าความจริงที่พบเจอจะน่าสยดสยองแค่ไหน เพื่อจะได้ประมาณการณ์และเตรียมตัวไว้ก่อนจะสาย

ที่มา:

The New York Times
Provision Living Senior Living Communities
Market Watch

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 ธันวาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้สถานการณ์เหมือนจะดีขึ้นครับ ภาพรวมของตลาดหุ้นดูเหมือนจะฟื้นตัวเช่นกัน แต่จะไปต่อได้แค่ไหน อะไรที่เราต้องพิจารณา

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 3 – 7 ธันวาคม 2561

ซื้อได้ ไทย ญี่ปุ่น ตลาดอื่นทยอยสะสมได้เรื่อยๆ

เหตุผล : ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงระยะกลางอยู่ครับ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯอยู่ใกล้เคียงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะยาว ทำให้ความกังวลจากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาผ่อนคลายลงตอนนี้ภาพรวมของทุกตลาดสะสมได้หมด เพียงแต่อาจจะใช้วิธิการทยอยสะสมเรื่อยๆแทนการซื้อหนักๆ ในทีเดียวครับ

Focus : ทุกตลาด เน้นไทยและญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ : ตอนนี้เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวในระยะสั้น ดังนั้นมีโอกาสสะสมเพิ่มได้ครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวครับ หลังจากนาย เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ มีการกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ อยู่ใกล้เคียงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะยาว ทำให้ความกังวลจากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาผ่อนคลายลง และราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องยังคงกดดันหุ้นในกลุ่มน้ำมันอยู่

นอกจากนั้นในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมของ OPEC ซึ่งตลาดคาดว่า OPEC จะมีการประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลง 1-1.4 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาน้ำมัน

สถานการณ์ตอนนี้ผมมองว่าตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงระยะกลางจากนโยบายทางการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สถานการณ์ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่ยังตกลงกันไม่ได้อยู่ ซึ่งนักลงทุนควรสะสมหุ้นด้วยความระมัดระวังครับ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผมมองว่าตอนนี้ยังสะสมต่อได้ครับ สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน รวมถึงท่าทีของประธานเฟดที่อ่อนลงช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯให้ไปต่อได้ครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังเหมือนเดิมอีกเช่นเคยครับ ตอนนี้ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ ในขณะที่ตอนนี้ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ประเด็น Brexit ยังคงสร้างความผันผวนได้อยู่ครับ ดังนั้นทยอยสะสมกันต่อไป แต่ยังไงก็คอยดูสถานการณ์ด้วยนะครับผม

สรุปสั้นๆ : ยังทยอยสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ลุยได้เลยครับสำหรับตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากช่วงไตรมาสนี้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการซื้อหุ้นคืนสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นได้ครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะในการสะสมสำหรับคนที่ชอบตลาดญี่ปุ่นครับ

อีกประเด็นคือ การที่ นายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้นนั้น ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีอยู่เช่นกันครับ (เป็นปัจจัยเดิมที่มีมาสักระยะ แต่คิดว่ายังมีผลต่อตลาดหุ้นในตอนนี้ครับ)

สรุปสั้นๆ : ซื้อได้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมเท่าไรครับ ใครสนใจผมมองว่ายังสะสมได้ต่อครับสำหรับตลาดเกาหลี จากเหตุผลเดิมที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (เป็นปัจจัยเดิม) และความเสี่ยงของการผันผวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทำให้เกาหลียังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นีกลับมาสะสมหุ้นอินเดียกันครับหลังจากชะลอกันอยู่พักใหญ่หลังจากค่าเงินรูปีเริ่มกลับมาแข็งค่าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา และคะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีโมดีลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้แล้วครับ

ตลาดหุ้นไทย

ใครที่คิดถึงหุ้นไทย ได้เวลากลับมาซื้อแล้วครับ ผมมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจก็ดีไหนจะเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF RMF ช่วงปลายปี และการเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า และตอนนี้ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาตามราคาน้ำมันโลก จึงทำให้เป็นโอกาสในการสะสมเรื่อยๆ ครับผม

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ จากปัจจัยดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วครับ ตอนนี้ก็ยังคงน่าสะสมเพราะตลาดหุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ครับ ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล และปัญหากับทางสหรัฐฯ เรื่องกำแพงการค้าที่ลดลงครับ

ส่วน H-SHARE นั้นสะสมได้เรื่อยๆ ครับผม ยังไม่มีประเด็นอะไรมากระทบมากเท่าไรครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้ทั้งสองตลาดครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นไทย หุ้นญี่ปุ่น ทยอยสะสมได้ทุกตลาด

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า InvestmentGrade ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

รีวิวกองทุน KDLTF กองทุนลงทุนหุ้นใหญ่ จ่ายปันผลทุกปี รวมแล้วเกือบ 10 บาท!!

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ยอดมนุษย์กองทุนพร้อมกับบทความสรุปเรื่องราวดี ๆ จากรายการ กองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ให้อ่านกันอีกแล้วครับผม

ในตอนนี้ก็เป็นตอนที่ แล้วครับ กับกองทุนที่เน้นการลงทุนหุ้นใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็น LTF ตัวท็อป แถมยังมีจ่ายปันผลทุกปี อยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่ากองทุนไหนบอกให้ก็ได้ครับว่า กองทุนนี้ชื่อว่า… กองทุน KDLTF หรือ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล ที่มีจุดเด่น ข้อด้วยกันคือ ปันผลสูง ลงทุนตามธีมการลงทุนทุกปี และกระจายการลงทุนในหุ้นใหญ่หลายอุตสาหกรรมชั้นนำที่มีความมั่นคง นั่นเองคร้าบบบบบบ

ผลการดำเนินงานย้อนหลังและความเสี่ยงของกองทุน

สิ่งแรกที่นักลงทุนหลายคนให้ความสนใจเมื่อพูดถึงกองทุนรวมก็คือ “ผลตอบแทน” จะเห็นว่าในระยะยาว กองทุน KDLTF มีผลตอบแทนล้อไปกับตัวชี้วัด (ผลตอบแทนของ SET index) เนื่องจากลงทุนในหุ้นใหญ่ ที่มักจะเติบโตตามการเติบโตของตลาดครับ ซึ่งผลตอบแทนปีล่าสุดที่ผ่านมา (2560) กองทุน KDLTF ให้ผลตอบแทนถึง 21.35% สูงกว่าตลาดที่ 17.30%

เหรียญมี 2 ด้านเสมอ รู้เรื่องผลตอบแทนแล้ว ก็ควรรู้เรื่อง “ความเสี่ยง” ของกองทุนด้วยครับ อย่างที่ทราบกันดีครับว่า ความเสี่ยงของกองทุน LTF โดยปกติจะอยู่ในระดับ 6 เนื่องจากข้อกำหนดของ LTF ที่กำหนดให้ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของกองทุน นั่นแปลว่ากลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงแน่นอนครับ แต่ในทางกลับกันด้วยระยะการเวลาลงทุนที่ยาวนานตามกฎหมายกำหนด (7 ปีปฏิทิน) ก็ทำให้ความเสี่ยงตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่คนลงทุนระยะยาวอย่างเรา ๆ ยอมรับได้ครับ เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจากการลงทุนแล้วแน่นอน และการลงทุนในระยะยาวนี้จะทำให้ผลตอบแทนที่เราได้รับสามารถเอาชนะผลตอบแทนโดยรวมของตลาดได้

ส่วนเรื่องของความผันผวน จากข้อมูลจะเห็นว่าปัจจุบันกองทุน KDLTF นี้มีความผันผวนลดลงเมื่อเทียบกับกองทุนรวมในกลุ่มเดียวกันเนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีฝีมือในการเลือกหุ้น และบริหารกองทุนได้ดี

หุ้นที่ถือครองและการหมุนเวียนของหุ้น

ขณะที่หุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนนี้ลงทุนล้วนเป็นหุ้นใหญ่ที่ไม่มีใครไม่รู้จักเลยครับ ทั้ง PTT AOT KBANK BBL และ ADVANC ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในนโยบายการลงทุนได้เป็นอย่างดีครับผม (แปะๆๆๆ ปรบมือสิครับรออะไรอยู่) และอีกตัวเลขหนึ่งที่ควรพิจารณาด้วยก็คืออัตราส่วน Turn Over Ratio ที่แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนเปลี่ยนหุ้นที่ถือในมือแต่ละช่วง โดยกองทุน KDLTF มี Turn Over Ratio ที่ค่อนข้างต่ำ สาเหตุหนึ่งก็มาจากการจ่ายเงินปันผล และอาจจะมีการทยอยขายหุ้นบางส่วน (TRIM) ออกมาด้วยครับ

นโยบายการคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนของ บลจ. กสิกรไทย

สำหรับแนวคิดและวิธีการคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนของทาง บลจ.กสิกรไทยนั้น จะคัดจากกลุ่มหุ้น (UNIVERSE) เดียวกันแล้วค่อยหยิบมาเลือกลงทุนตามนโยบายของกองทุนแต่ละกอง

และยังมีการพิจารณาเรื่องกระจายความเสี่ยงโดยดูภาพรวมของเศรษฐกิจ Top Down ก่อน หลังจากนั้นจึงหยิบหุ้นในกลุ่มนั้นมาวิเคราะห์แบบ Bottom Up เพิ่มเติมอีกทีหนึ่ง ร่วมกับธีมการลงทุนในแต่ละปี (Momentum) ซึ่งใช้เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่ละเอียดครับ ดูทั้งปัจจัยพื้นฐานไปจนถึงการมองหากำไรจากหุ้นที่มีอีกด้วย

โดยสำหรับปีนี้กองทุน KDLTF ให้ความสนใจใน 3 กลุ่ม หลัก ๆ คือ 1.กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก 2. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และ 3. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นของเศรษฐกิจโลก เช่น พลังงาน โรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้พอร์ตการลงทุนมีหุ้นรวมทั้งหมด 50 ตัวและเป็นหุ้นใหญ่ 80% ของพอร์ตการลงทุนครับ

เงินปันผลจ่ายเยอะจริง ๆ เกือบ 10 บาท

ทีนี้มาดูการจ่ายเงินปันผลกันบ้างครับ กองทุน KDLTF ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับผู้ที่ชอบกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล เพราะจ่ายเงินปันผลมาแล้วทั้งหมด 22 ครั้งรวมเป็นเงินทั้งหมด 9.83 บาทแล้วครับ (โหววว)  ซึ่งการจ่ายเงินปันผลของกองทุนนั้นจะจ่ายจากเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุน และผลต่างของกำไรที่เพิ่มขึ้นของ NAV ในอัตราส่วนไม่เกิน 30% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นครับ ถ้าใครชอบเงินปันผลแล้วล่ะก็ กองนี้ไม่ควรพลาดครับ

ค่าธรรมเนียมและจำนวนเงินซื้อขายขั้นต่ำ

สำหรับค่าธรรมเนียมของกองทุน KDLTF อยู่ที่ 2.0509% ครับ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของกองทุน LTF ทั่วไป เมื่อเทียบกับการที่ผู้จัดการกองทุนที่ต้องมาคัดสรรหุ้นให้เราก็ยอมรับได้ครับ

ส่วนจำนวนซื้อขั้นต่ำสำหรับคนที่สนใจกองทุน KDLTF นี้ เพียงแค่ 500 บาทเท่านั้นครับ แบบนี้คงต้องเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง #กองทุนประชาชน เลยล่ะครับ

สรุปอีกที กองทุนนี้เหมาะกับใคร

ผู้ที่เหมาะกับกองทุน KDLTF คือ คนที่ต้องการลดหย่อนภาษี อยากได้เงินปันผลที่สร้างกระแสเงินสดให้กับการลงทุนของเรา และชอบสไตล์การลงทุนในหุ้นใหญ่ที่มีการกระจายลงทุนในอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป ถ้าคำตอบคือ ใช่ กองทุน KDLTF คือกองทุนของคุณครับผม!

สุดท้ายนี้ … สำหรับใครที่สนใจกองทุน KDLTF กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล ทาง KAsset มี Promotion พิเศษ! รับ Starbucks e-Coupon สูงสุด 200 บาท เมื่อซื้อกลุ่มกองทุน LTF และ/หรือ RMF ผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds เป็นครั้งแรก สำหรับเงินลงทุนต่อไปนี้

ลงทุนสะสมสุทธิ 50,000-99,999 บาท รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท

ลงทุนสะสมสุทธิ 100,000 บาทขึ้นไป รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท

ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 61 ครับผม (เงื่อนไขเพิ่มเติมเป็นไปตามที่ บลจ.กสิกรไทยกำหนด)

1. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปเลยที่เบอร์ 0-2673-3888

2. เว็บไซต์ คลิกเลยครับที่ https://bit.ly/2QcPcS4

และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเนื้อหารายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 3 ประจำปี 2018 ในตอนที่สี่นี้ครับ ผมขอเตือนอีกครั้งสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุนและถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สำหรับใครที่อยากดู Insight กองทุน KDLTF สามารถดูเต็ม ๆ ได้ที่ https://youtube.com/watch?v=O6B2lmvje9c%3Fwmode%3Dopaque

Citibank Global Wallet “The World in One Wallet ให้โลกหมุนรอบตัวคุณในทุกการใช้จ่ายสูงถึง 9 สกุลเงิน”

จะดีแค่ไหนถ้าเราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อใช้จ่ายเงินตราในต่างประเทศ?

สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปเที่ยวหรือไปทำธุระที่ต่างประเทศบ่อยๆ จะทราบกันดีเลยว่าค่าธรรมเนียมในการใช้จ่ายเงินในต่างประเทศนี่ถือเป็นค่าธรรมเนียมที่มีอัตราค่อนข้างสูงและหลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีการจะลดค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุดคือการพกเงินสดและใช้เงินสดเป็นสกุลเดียวกับประเทศที่ไป แต่การพกเงินสดไปต่างประเทศมากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัยนัก ยิ่งถ้าหากเกิดเหตุเงินหาย หรือเงินที่เตรียมไปไม่พอใช้ จะมาเข้าตำรา “ยิ่งแก้ยิ่งแย่” สุดท้ายนักเดินทางส่วนใหญ่จึงต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมไป เพื่อแลกกับความอุ่นใจในการเดินทาง

“ค่าธรรมเนียม” ที่มากับการใช้จ่ายเพื่อเดินทางมีอะไรบ้าง?

1. อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินถือเป็นปราการด่านแรกของการใช้จ่าย เพราะทุกครั้งที่รูดบัตรเครดิต/บัตรเดบิตที่ต่างประเทศด้วยสกุลเงินอะไรก็ตาม ค่าการใช้จ่ายนั้นจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็น US Dollars ก่อนและค่อยแปลงเป็นบาทไทยเสมอ  อย่างที่ทราบกันดีว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด หลายครั้ง เราอาจจะอยากฟิกหรือเลือกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่เราพอใจได้ แต่บัตรเครดิต/เดบิตจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนตอนที่เกิดธุรกรรมนั้น ตรงนี้จะเกิดข้อด้อยขึ้นเมื่อเราพอใจอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน เราอาจต้องแลกเงินสกุลต่างประเทศเก็บไว้เพื่อนำไปใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งอาจจะลำบากในการจัดเก็บได้

2. ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน

ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินจะถูกเรียกเก็บเป็นสกุลเงินบาทไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารผู้ออกบัตรถูกเรียกเก็บจากบริษัทบัตรเครดิตที่เป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอด ค่าความเสี่ยงดังกล่าวถูกเรียกเก็บเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารผู้ออกบัตรต้องแบกรับ โดยปกติค่าความเสี่ยงนี้จะเรียกเก็บอยู่ในช่วง 2.0 – 2.5% ของยอดการใช้จ่ายหรือยอดกดเงินสดในสกุลเงินต่างประเทศ

3. ค่าธรรมเนียมการกดเงินสดในต่างประเทศ

ในกรณีที่เราต้องการเงินสดในต่างประเทศเพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตได้ เราจำเป็นต้องกดเงินสดจากตู้ ATM ในต่างประเทศ และในการกดเงินสดจะมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดเพิ่มมาจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินด้วย ค่าธรรมเนียมในการกดตู้ ATM ในต่างประเทศตกอยู่หลายร้อยบาทต่อครั้ง สมมติว่าถ้ากดเงินสดออกมาตีเป็นเงินไทย 5,000 บาท ถูกค่าธรรมเนียม 100 บาทต่อครั้ง ก็ถือเป็นอัตราค่าธรรมเนียมถึง 2.0% เลยทีเดียว

“Citibank Global Wallet จะเข้ามาช่วยให้อภิสิทธิ์ในการใช้จ่ายโดยปราศจากค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่กล่าวมาด้านบนนี้”

Citibank Global Wallet เป็นบริการลักษณะบัญชีเงินฝากหรือเทียบเคียงกับกระเป๋าเงินที่ให้เราเก็บสกุลเงินต่างๆ ไว้ในบัญชีได้ถึง 9 สกุลเงินทั่วโลก (THB, USD, EUR, AUD, GBP, CHF, JPY, HKD และ SGD) โดยทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้น Citibank Global Wallet ก็จะทำการจับคู่ค่าใช้จ่ายตามสกุลเงินนั้นๆ ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรเพิ่มเติมอีก เพราะเรามีเงินในสกุลนั้นไว้สำหรับจ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าหรือออนไลน์ Citibank Global Wallet ก็จะทำการจับคู่สกุลเงินให้หมด ให้เราสามารถใช้จ่ายอย่างปราศจากค่าธรรมเนียมได้ทั่วโลก

หลักการง่ายๆ คือเราแลกเงินเป็นสกุลเงินต่างๆ ที่เราต้องการเก็บไว้ใน Citibank Global Wallet ก่อนการใช้จ่าย ตรงนี้ก็เป็นข้อดีอีกข้อหนึ่ง เพราะเราสามารถเลือกแลกเงินในวันที่ชอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ ต่างกับการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิต โดยทั่วไปที่จะเป็นการคิดอัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่เกิดธุรกรรม เราไม่สามารถแลกเงินในวันที่อัตราแลกเปลี่ยนดีๆ เก็บไว้ก่อนได้

ไม่มีค่าธรรมเนียมต่างๆ เพราะจ่ายเป็นสกุลเงินเดียวกับสินค้าและบริการ

ไม่มีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินรวมไปถึงฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดในต่างประเทศ เมื่อกดเงินสดผ่านตู้ ATM ของ Citibank ที่มีมากกว่า 13,000 ตู้ทั่วโลก โดยธนาคารจะทำการจับคู่การใช้จ่าย หรือการกดเงินผ่านบัตรเดบิตเป็นสกุลเงินท้องถิ่นให้เราเอง ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรอื่นเพิ่มเติม หรือถ้าเราไม่มีบัญชีสกุลเงินของประเทศที่เราอยู่ เช่น ในกรณีไปประเทศตุรกีทางธนาคารจะแปลงสกุลเงินในบัญชีเงินบาทของเราให้เป็น Lira สกุลของตุรกี และแสดงอัตราแลกเปลี่ยนให้เราดูที่หน้าจอตู้ ATM เพื่อให้เรายืนยันว่าพอใจกับอัตราแลกเปลี่ยน ก่อนที่จะกดเงินออกมา

นอกจากอภิสิทธิ์เรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว Citibank Global Wallet ยังให้ผู้ถือบัตรที่มีสถานะเป็นลูกค้าซิตี้โกลด์ สามารถเข้าห้องพักรับรองในสนามบินกว่า 850 แห่งใน 400 สนามบินทั่วโลกได้อีกด้วย โดยแสดงบัตรเดบิตซิตี้โกลด์ มาสเตอร์การ์ด และบอร์ดดิ้งพาสและแสดงว่าคุณเป็นสมาชิกของ LoungeKey นอกจากนี้ Citibank Global Wallet ยังมีสิทธิพิเศษมากมายจากร้านค้า ร้านอาหาร และสปาชั้นนำในสนามบิน โดยสามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ได้ผ่านเว็บไซต์ airport.mastercard.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mastercard Airport Experiences ก็ได้เช่นกัน

ใครที่ชอบช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว พูดได้คำเดียวว่า Citibank Global Wallet เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะเรียกได้ว่าให้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มมาก โดยเฉพาะเรื่องของการฟรีค่าธรรมเนียมในการใช้จ่ายที่ช่วยลดค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นไปได้มาก นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษในการเข้าห้องพักรับรอง ส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร และสปาอีกมากมาย สกุลเงินที่ให้เลือกใส่ไว้ในกระเป๋าก็มีให้เลือกมากถึง 9 สกุลเงิน เรียกได้ว่า Citibank Global Wallet ได้ใจนักเดินทางกันไปเต็มๆ

หากสนใจรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Citibank Global Wallet กรุณาติดต่อ 0-2081-0999 หรือเข้าไปที่ https://citi.asia/thSCCCGW

ของมันต้องมี!
พี่สู่ขวัญได้กล่าวไว้

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

KTB Shop Smart Palladium Card บัตรเดียว ครบ จบ ทุกเรื่อง!!

เจ้านายชอบพกบัตรหลายๆ ใบ ไม่ว่าจะบัตรส่วนลดร้านอาหาร ส่วนลดเติมน้ำมัน ส่วนลดร้านหนังสือ บัตรกดเงินสด และอีกมากมาย

“อยากได้สิทธิพิเศษ ก็ต้องมีบัตรส่วนลดไว้หลายๆ ที่สิ”

แต่พอผ่านไปหลายๆ เดือน เจ้านายเริ่มรู้สึกว่าบัตรในกระเป๋าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เจ้านายแทบจะไม่มีที่ใส่บัตรเพิ่มแล้ว จนต้องซื้อกระเป๋าใบใหม่เพื่อเก็บบัตรต่างๆ ของเจ้านาย

“บัตรเริ่มจะเยอะเกินไปแล้ว ทำยังไงดีล่ะ”

นั่นน่ะสิ เจ้านาย ถุงเงินเห็นเจ้านายต้องถือบัตรหลายๆ ใบ แล้วก็เหนื่อยแทน จะมีบัตรที่ถือใบเดียวแล้วครอบคลุม ครบทั้งหมดบ้างมั้ยนะ เอ เดี๋ยวก่อนนะ ถุงเงินว่าบัตรนั้นก็พอจะมีอยู่นี่นา

นึกออกแล้วล่ะ! ถุงเงินพอรู้แล้วว่าจะมีบัตรไหนที่สามารถ ถือได้ใบเดียว ไม่ต้องพกบัตรหลายๆ ใบ

บัตรอะไรหรอ ถุงเงิน?

ก็บัตร KTB Shop Smart Palladium ของธนาคารกรุงไทย ยังไงล่ะเจ้านาย บัตรวีซ่าเดบิต ที่มีสิทธิประโยชน์มากมายเลย  แถมเจ้านายไม่ต้องกังวลเรื่องผ่อนจ่ายรายเดือนด้วยล่ะ เพราะเจ้าบัตรเดบิต ก็คือบัตรกดเงินสด ที่จะใช้เงินในบัญชีเราจ่ายนั่นเอง

แล้วมีสิทธิพิเศษอะไร ที่แตกต่างจากบัตรอื่นบ้างล่ะ?

มีเยอะมากมายเลยล่ะเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล บริการยกรถช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนทั่วประเทศ อาทิเช่น ยางแบน น้ำมันหมด เป็นต้น ซึ่งรับประกันโดย ทิพยประกันภัย

นอกจากนี้นะเจ้านาย บัตร KTB Shop Smart Palladium ยังให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุ หลายกรณีเลยล่ะ ได้แก่
1. กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ในประเทศ 500,000 บาท, ต่างประเทศ 1,000,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิตจากฆาตกรรมถูกทำร้าย 500,000 บาท
3. กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ ในประเทศ 150,000 บาท, ต่างประเทศ 300,000 บาท

ว้าว คุ้มครองชีวิตเรา ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย ดีจังเลย 

ยังๆ ยังไม่หมดเท่านั้นนะเจ้านาย KTB Shop Smart Palladium Card ยังให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 1,000,000 บาท มากที่สุดกว่าบัตรอื่นๆ เลยล่ะ  แถมยังคุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลกเลยด้วย แถมยังมี Roadside assistance บริการช่วยเหลือบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมงเลยล่ะ และยังคุ้มครองการช้อปได้อีกด้วยนะเจ้านาย

แล้วคุ้มครองชีวิตขนาดนี้ จะมีส่วนลดให้บ้างมั้ย?

แน่นอนสิว่าต้องมีอยู่แล้วล่ะเจ้านาย ซึ่งส่วนลดต่างๆ จะมาจากร้านค้าที่เข้าร่วม และเป็นการซื้อสินค้า หรือบริการร้านค้าต่างๆ แทนเงินสด ได้ ณ จุดขายที่มีเครื่องหมาย VISA แค่เครื่องหมายเดียว ก็สามารถได้ส่วนลดทุกที่ทั่วโลกเลยล่ะ

“น่าสนใจจริงๆ ด้วย อย่างนี้ต้องสมัครซะแล้ว”

ใช่มั้ยล่ะเจ้านาย ซึ่งค่าธรรมเนียมรายปีของบัตร KTB Shop Smart Palladium อยู่ที่ 1,599 บาท ต่อปี โดยจะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า คือออกบัตรใหม่/ทดแทน อยู่ที่ 100 บาท

เห็นมั้ยล่ะเจ้านาย สิทธิพิเศษเยอะขนาดนี้ ไม่ควรพลาด ของมันต้องมีแล้วนะเจ้านายยย

บัตรเดบิต หรือบัตรกดเงินสด คือบัตรที่ใช้บัญชีออมทรัพย์ โดยเป็นเงินฝากของเราเอง ซึ่งจะสามารถรูดบัตรได้ตามใจ ตามความต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่าในแต่ละเดือนจะต้อง จ่ายค่าผ่อนบัตรไปเท่าไหร่เพราะเป็นเงินที่มาจากในบัญชีเรานั่นเอง ซึ่งบัตร KTB Shop Smart Palladium มีครบตามความต้องการ อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ได้สูงที่สุด และยังได้ส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมรายการต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ต้องพกบัตรหลายๆ ใบ แค่มีบัตร KTB Shop Smart Palladium บัตรเดียว ครบ จบ ทุกเรื่อง!!

บัตรพาลาเดียม

ดูข้อมูลเพิ่มเติมของบัตรได้ในนี้เลยจ้าาา>>

https://www.ktb.co.th/th/personal/cards/debit-card/12
 

เมื่อประกันชีวิต ไม่ได้มีประโยชน์แค่ลดหย่อนภาษี

ถ้าลองค้นหาใน Google ด้วยคำว่า “ประกันชีวิต ลดหย่อนภาษี” เชื่อเลยครับว่าจะต้องมีรายชื่อประกันขึ้นมามากมายให้เลือกกัน ซึ่งแต่ละประเภทจะถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป

แต่คำถามที่เราควรถามตัวเองต่อคือ “ประกันที่เราจะเลือกซื้อนั้น เราต้องการอะไร?”

ถ้าหากใครอยากได้เพียงเพื่อลดหย่อนภาษี พรี่หนอมขอบอกเลยครับว่า จะซื้ออะไรแบบไหนก็เหมือนกัน เพราะเงินทุกบาทที่จ่ายไปนั้นมันใช้ลดหย่อนภาษีได้เท่ากันนั่นแหละครับ แต่ถ้าเราลองมองเพิ่มเติมไปถึงสิ่งที่เราจะได้จากการทำประกันชีวิตกันดูบ้าง เราจะเห็นว่านอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีแล้ว เราควรได้รับอย่างอื่นด้วย เช่น ความคุ้มครองชีวิตในช่วงเวลาที่ต้องการ หรือ การได้รับเงินก้อนกลับมาเมื่อถือกรมธรรม์ครบตามระยะเวลาที่กำหนด 

สำหรับคนที่อยากใช้ “ประกันชีวิตเพื่อสร้างเงินออม” นั้น มักจะเลือก “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment)” ซึ่งเป็นประกันชีวิตที่เน้นการออมเงิน ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่กำหนดไว้แน่นอนตามกรมธรรม์ โดยมีทั้งแบบระยะสั้น กลาง ยาว ตั้งแต่ 3-5 ปี ยาวไปจนถึง 25-30 ปีขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของประกันสะสมทรัพย์แต่ละประเภทที่กำหนดไว้

ข้อดีของประกันประเภทนี้ คือ การเก็บออมเงินเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ ถ้าหากเราเป็นคนที่มีเป้าหมายในอนาคตว่าต้องการเงินก้อนที่มีจำนวนแน่นอนแบบพลาดไม่ได้ เช่น ดาวน์รถ ดาวน์บ้าน แต่งงาน หรือเงินก้อนอื่นๆตามเป้าหมายที่ต้องการ ประกอบกับเราเองก็ต้องเสียภาษี ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์อาจจะเป็นอีกตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ของเราครับ (อย่าลืมเช็คเงินในกระเป๋าด้วยนะครับ อิอิ)

แต่อีกข้อหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจสำหรับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ นั่นคือ ทุนประกันของประกันประเภทนี้จะไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประกันชีวิตแบบอื่นๆ ที่เน้นคุ้มครองความเสี่ยงเป็นหลัก เช่น แบบตลอดชีพ หรือ ชั่วระยะเวลา แต่ก็แลกมาด้วยการได้เงินคืนตรงตามเวลาที่ต้องการและผลตอบแทนที่เพิ่มพูนขึ้นมาแทนนั่นแหละครับ

เห็นไหมครับว่าสิ่งสำคัญจริงๆ คือ การพิจารณาสิ่งที่เราต้องการ (ประเภทประกัน) สิ่งที่เราได้รับนอกเหนือจากเครื่องมือลดหย่อนภาษี (เงินก้อนตามเวลาที่กำหนด หรือ ความคุ้มครอง) ร่วมกับการมีเงินทยอยจ่ายสะสมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต (กระแสเงินสด) ร่วมกับการพิจารณาสิ่งที่บริษัทประกันชีวิตนำเสนอให้กับเราในด้านต่างๆ เช่น เรื่องของความคุ้มค่าในเรื่องของระยะเวลาชำระค่าเบี้ยประกัน (ความคุ้มครอง) การรับเงินจ่ายคืนในแต่ละปี (ตามที่กรมธรรม์กำหนด) และ ผลประโยชน์ที่ได้รับตลอดสัญญา (จำนวนเงินที่เราต้องการ) หรือสรุปได้ว่า ประกันสะสมทรัพย์ที่ดีควรจะมี ระยะเวลาในการออมสั้น แต่ได้รับความคุ้มครองนาน ได้เงินคืนเร็ว แถมยังได้รับผลตอบแทนสูง นั่นเองครับ

จากประสบการณ์ของพรี่หนอมเองที่ได้มีโอกาสคลุกคลีข่าวสารด้านประกันชีวิตกับเพื่อนๆ ในแวดวงมาบ้าง ก็พอได้ยินมาว่ามีแบรนด์ประกันชีวิตที่น่าสนใจหลายแบรนด์อยู่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคุ้มค่าและบริการ

ซึ่งหนึ่งในนั้นที่พรี่หนอม อยากลองหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือแบรนด์ “อาคเนย์ประกันชีวิต” นั่นเองครับ

ถามว่าความน่าสนใจของประกันชีวิตจากอาคเนย์คืออะไร?

พรี่หนอมเลยอยากจะบอกว่าตอนนี้เขามีแผนประกันที่หลากหลายมากครับ แถมยังมีแนวคิดที่น่าสนใจคือ “ออมสั้น คืนไว ได้มาก” ซึ่งพรี่หนอมมองว่าเป็นแนวคิดที่ดูจะตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่อยู่พอสมควรครับ ถามว่าสอดคล้องยังไงลองไปดูที่โปรดักส์ของประกันชีวิตอาคเนย์ครับ

เพราะประกันชีวิตอาคเนย์คืนคุ้ม 12/6 ที่ให้เราชำระเบี้ยประกันภัยเพียงแค่ 6 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองนาน 12 ปี โดยจ่ายเบี้ยขั้นต่ำ เริ่มต้นปีละ 25,000 บาท

ลองเปรียบเทียบดูง่ายๆว่า ถ้าเราจ่ายเบี้ยไปปีละ 100,000,000 บาท เพื่อลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000บาท  สิ่งที่เราจะได้จากประกันตัวนี้คือ

จะเห็นว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้สำหรับประกันตัวนี้นั้น เป็นความพิเศษเรื่องของการจ่ายเงินคืนทุกปีตั้งแต่ปีแรก และจ่ายคืนเป็นก้อนใหญ่เท่ากับเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ปีที่ 7 เพื่อให้คุณได้นำเงินไปต่อยอดให้เป็นไปตามเป้าหมาย หรือนำกลับมาหมุนเพื่อไปซื้อประกันชีวิตอาคเนย์คืนคุ้ม 12/6 เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีอีกในปีที่ 7 – 12  ในขณะที่ยังได้รับความคุ้มครองขีวิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี  ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนขณะที่ต้องการลดหย่อนภาษีต่อเนื่องอย่างแท้จริง

เพียงแค่เรามีเงินก้อนประมาณ 25,000 – 100,000 บาท ที่สามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี เราก็หมดปัญหาเรื่องความยุ่งยากในการมองหาแบบประกันอื่นๆ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีในทุกๆปีตลอดไป

ยกตัวอย่างเช่น  6 ปีแรก จ่ายเงินซื้อประกันอาคเนย์ คืนคุ้ม 12/6 (ชุดที่ 1) หลังจากนั้นตั้งแต่ปีที่ 7 ก็จะได้เงินคืนมาในจำนวนเท่ากับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายในทุกๆปี เราก็สามารถนำเงินก้อนนี้กลับไปซื้อ อาคเนย์ คืนคุ้ม 12/6 อีกรอบหนึ่งได้ (ชุดที่ 2) เพราะเงินที่จ่ายคืนในปีที่ 7-12 ของชุดแรกสามารถนำมาจ่ายเบี้ยประกันชุดที่ 2 ได้พอดี โดยที่มีความคุ้มครองอยู่ถึง 660% ของจำนวนเงินเอาประกัน และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินคืนประมาณ 6% ในทุกๆ ปีอีกด้วย

เห็นไหมครับว่า เมื่อเราเข้าใจประเภทของประกันชีวิต และนำมาเลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการ อย่างกรณีนี้ คือ เราต้องการลดหย่อนภาษีไปเรื่อยๆ และได้รับผลตอบแทนจำนวนหนึ่งกลับมาในทุกๆปี การเลือกใช้ประกันชีวิตที่มีลักษณะแบบนี้มันก็ช่วยตอบโจทย์เราได้อีกทางหนึ่งครับ

ย้ำนะครับว่า สิ่งสำคัญในบทความนี้ไม่ใช่บอกว่าการซื้อประกันแบบนี้ดีที่สุด แต่เป็นการบอกว่าถ้าเรามีความรู้ และเข้าใจความต้องการของตัวเองในการลดหย่อนภาษี เราจะสามารถเลือกใช้สินค้าทางการเงินต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้นครับ

พิเศษ! สำหรับคนที่ซื้อประกันชีวิตที่ร่วมรายการทุกๆ 100,000 บาท เตรียมรับบัตรคอนเสิร์ตศิลปินสาวขาร็อคเสียงทรงพลังอย่าง “ดา เอ็นโดรฟิน” และเจ้าพ่อเสียงนุ่มอย่าง “ป๊อบ ปองกูล” เรียกได้ว่าประกันอาคเนย์ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าทั้งประกัน และความบันเทิงให้แก่ลูกค้าเลยทีเดียวครับ

ถ้าใครสนใจประกันแบบนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 1726 หรือคลิกไปที่ https://bit.ly/2AywIkl

วันนี้พรี่หนอมขออนุญาตลาไปก่อน อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

“เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม”โลกซับซ้อน คำถามเรียบง่ายจึงสำคัญ

หลังจากที่เราเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินและการลงทุนมามากแล้ว วันนี้ เราขอเสิร์ฟเรื่องเบาๆ ให้อ่านกันบ้าง เรื่องนี้อ่านเบา แต่เขียนยากแน่นอนครับ เพราะผู้เขียนต้องอุทิศตนในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องการก่อร่างสร้างธุรกิจ และการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จนั้น กว่าจะผ่านมาได้ต้องใช้เวลาครับ การทำความเข้าใจและมาสรุปให้เราอ่านอย่างเข้าใจง่ายๆ ก็ยากเช่นกัน

ที่มาของ “เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม”

สำหรับเล่มนี้ “หนุ่มเมืองจันท์” หรือสรกล อดุลยานนท์ เผยไว้ในคำนำผู้เขียนว่า เหตุที่เขาตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม” เพราะประทับใจคอลัมน์ “ดังนั้น ฉันจึงเถียง” ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ จากนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นที่โจษจันกันมากว่าวาณิชนั้นเถียงสนุก

ขณะที่หนุ่มเมืองจันท์เองก็นึกเปรียบเทียบตัวเองว่า ตัวเองเถียงไม่เก่งแต่ถนัดตั้งคำถามเพราะเคยเป็นนักข่าวมาก่อน และสังเกตเห็นว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขาต่างก็ชอบตั้งคำถามกัน และคำถามที่ทรงพลังที่สุดก็เป็นคำถามที่เรียบง่าย

ความรู้สำคัญ ความไม่รู้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจนอกจากจะตอบโจทย์ด้านธุรกิจแล้วยังเป็นหนังสือที่อยู่ในหมวดจิตวิทยา (เพื่อการพัฒนาตัวเอง) ด้วย ดังนั้น เราคงไม่ต้องฟันธงว่าผู้อ่าน อ่านแล้วจะทำให้ตัวเองพัฒนามากขึ้นแค่ไหน เพราะพัฒนาแน่นอนอยู่แล้วครับ อย่างน้อยเมื่อการเดินทางของการอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณเสร็จสิ้น คุณก็คงจะตั้งคำถามเก่งขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

ผมขอยกตัวอย่าง 3 เรื่องที่มาแรงในยุคนี้

  • คำถามแรก ทำไมจู่ๆ รายการ The Rapper จึงโด่งดังขึ้นมาได้ เพราะนี่ถือเป็นสไตล์เพลงเฉพาะกลุ่ม ที่สำคัญรายการนี้ โปรดิวเซอร์ไม่ใช่ขาแร็ป ดังนั้น รายการนี้ไม่ได้เกิดจากความเชี่ยวชาญเป็นหลัก แต่ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยวิธีคิด คิดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ หนุ่มเมืองจันท์เฉลยไว้ในเล่มครับ
  • คำถามต่อมา ถามเพื่อเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างไร ? เปลี่ยนจากสิ่งเดิมๆ เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา โลกก็เปลี่ยน เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจที่มีอยู่เดิมยังดำเนินงานต่อไป แต่ต้องถูก disruptive เพราะมีธุรกิจแบบใหม่ๆ เข้ามาอุดช่องโหว่ที่ธุรกิจเดิมๆ ไม่ทำหรือมองไม่เห็น เช่น การขึ้นมาของแอร์เอเชีย เพราะเขาให้ความสำคัญกับ “ราคาและเวลา” มากพอ
  • คำถามสุดท้ายที่เราจะนำเสนอคือ กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ของการสร้างปั๊มน้ำมันเล็กๆในต่างจังหวัดและทำให้แบรนด์ PT โด่งดังมากในพื้นที่นอกเมืองหลวง แถมยังมีสถานีบริการน้ำมันจำนวนมากที่สุดในประเทศอีกในปี 2561

เรายกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจมาแค่เพียง 3 เรื่อง แต่หนังสือของหนุ่มเมืองจันท์มีคำถามอัดแน่นมากมายอยู่ในนั้น สร้างทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ ใครใจเหี่ยวๆ ใครอยากเพิ่มเติมความรู้ในการก่อตั้งธุรกิจ การต่อยอดธุรกิจและเสริมสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้น ชวนอ่านครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save