“เงินหาย” ทำงานแค่ไหนก็ไม่มีเหลือ !

หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันเงินเดือนเข้าบัญชีเพื่อใช้จ่าย เฮอา ปาร์ตี้ ใช้หนี้จนหมดอย่างเร็ว เดือนชนเดือนประจำ…นิสัยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนี้ถือได้ว่าเป็นนิสัยการเงินที่ไม่ดี เพราะมันแสดงถึงการใช้จ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้ แบบนี้ต่อให้คุณมีรายได้สูงแค่ไหน ก็ไม่พอใช้ ไม่เหลือเก็บออม จนสุดท้ายไปจบลงที่ “เงินหาย” กลายเป็นหนี้ก็เป็นได้ มาดู 4 วิธีผลาญเงินเดือนแบบง่าย ๆ

1. shopping ซื้อของตามกระแส

เป็นธรรมดาที่พอเห็นของใหม่ สวยงาม ก็จะเกิดความอยากได้ อยากมีบ้าง หรือพอจะไปปาร์ตี้สังสรรค์กับที่ทำงาน ก็ต้องมีเสื้อผ้าเข้ากับตีม ยังไม่รวมเสื้อผ้ารองเท้าตามเทรนด์ที่ต้องใส่มาโชว์กันในที่ทำงานหรือขิงเล็กน้อยบนโลกโซเชียล เรื่องนี้เลยจบลงที่การซื้อหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า การใช้จ่ายอย่างไม่คิดให้รอบคอบแบบนี้ทำให้จนลงเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัว

ลองลดรอบงานปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ ลงบ้าง, ลองนำเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้นำกลับมาใส่ใหม่ เอามามิกซ์แอนด์แมทช์ก็จะทำให้เหมือนได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ไม่เบื่อแถมไม่เปลืองตังค์ด้วย ส่งผลดีต่อเงินในกระเป๋า

รวมถึงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร ก่อนไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีวัตถุดิบอะไรเหลืออยู่หรือหมดแล้วบ้างเพื่อวางแผนซื้อของให้พอเพียงไม่เหลือทิ้ง, ค่าเครื่องสำอางก็ไม่ควรซื้อของใหม่โดยที่ยังใช้ของเก่าไม่หมดและวางแผนใช้ให้ทันวันหมดอายุ เป็นต้น

2. ติดกาแฟ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

มนุษย์เงินเดือนกับของฟุ่มเฟือยอาจจะหลีกหนีกันไม่พ้น ทั้งกาแฟ บุหรี่ ปาร์ตี้ดื่มเที่ยว ตัวอย่างที่ใกล้ตัวสุด ๆ คือ ค่ากาแฟ ถ้าดื่มกาแฟทุกวันแก้วละ 60 บาท ทำงานเดือนละ 20 วัน เท่ากับว่าคุณต้องจ่ายเงินค่ากาแฟ 1,200 บาท/เดือน แต่หากลองเปลี่ยนมาดื่มแก้วละ 30 บาท จะช่วยให้ประหยัดขึ้นได้ 600 บาท/เดือน เป็นต้น แนะนำว่าลองดูตามสถานการณ์ ค่อย ๆ ลด หรือเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยก็ได้ เช่น อาจจะไม่จำเป็นต้องดื่มของแพงทุกวัน หรือเลือกสลับดื่มร้านแพงกับร้านราคาต่ำลงคละกันไป

ส่วนค่าเหล้าและบุหรี่รายวัน บุหรี่ที่ปัจจุบันราคาขึ้นไปเป็นซองละเกือบ 100 บาทแล้ว ลองคิดคร่าว ๆ ว่าสูบวันครึ่งละ 1 ซอง จะมีค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/เดือน, ค่าเหล้า 500/สัปดาห์ จะมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท/เดือน ซึ่งอาจดูเป็นเงินที่ไม่ได้เยอะสำหรับบางคน แต่ลองคิดเป็นปีจะเป็นเงินก้อนหลายหมื่นเลยทีเดียว ดังนั้น หากลดปริมาณหรือเลิกได้ก็จะดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพกระเป๋าตังค์ครับ

3. หวังรวยหวย

ความมหัศจรรย์ของหวย คือ ความลุ้น ความเสี่ยง เหมือนโบนัสก้อนใหญ่ที่ได้มาง่าย ๆ มากองอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อเทียบความน่าจะเป็นแล้วโอกาสที่จะถูกรางวัลมันน้อยมาก (กรณีที่คุณซื้อหวย 1 ใบ โอกาสที่จะถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 3 ล้านบาท มีเพียง 0.0001% เท่านั้น!! ส่วนโอกาสที่จะถูกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว มีเพียง 0.2%, รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มีเพียง 0.2% และรางวัลเลขท้าย 2 1%)

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายค่าหวยจำนวน 1 ใบราคา 80 บาท ถ้าคุณซื้อ 1 ใบทุกงวดติดต่อกัน 1 ปี แสดงว่ามีค่าใช้จ่ายของหวยเท่ากับ 80 x 24 = 1,920 บาท/ปี (แต่คนเล่นหวยก็ไม่ได้ซื้อเพียงงวดละ 1 ใบใช้ไหมหล่ะ)

ลองเปลี่ยนจากซื้อหวยมาลงทุนให้คุ้มค่า แนะนำว่าลองมาลงทุนกับสลากต่าง ๆ ที่แต่ละธนาคารออกมาก็น่าสนใจนะ เช่น  สลากออมสิน, สลาก ธ.ก.ส. เป็นต้น เพราะเงินต้นไม่หายและได้ดอกเบี้ยด้วย แถมสะดวกสบายซื้อได้ทาง Internet Banking ได้ด้วย เปรียบเทียบการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับสลากออมสิน https://bit.ly/2qX2jrq แถมมีวิธีซื้อสลากให้ถูกทุกงวดแบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยด้วย

4. ใช้หนี้บัตรเครดิต..จ่ายแค่ขั้นต่ำ

หากคุณจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำตลอดธนาคารจะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด 20% ต่อปีทันที เรื่องนี้บางคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าการที่คุณจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำนั้นต้องเสียดอกเบี้ยด้วย นึกว่าสามารถผ่อนจ่ายไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีดอกเบี้ย

แต่จริง ๆ แล้วการจ่ายบัตรขั้นต่ำนั้นจะถูกคิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 20% ต่อปี (ตามที่แบงก์ชาติกำหนด&แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร) ทันทีตั้งแต่วันที่คุณซื้อของ หรือวันที่สถาบันผู้ออกบัตรจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการแทนเจ้าของบัตร ไม่ใช่วันครบกำหนดชำระอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวันจนกว่าคุณจะจ่ายหนี้หมด และถ้าหากยังจ่ายขั้นต่ำในเดือนต่อไปอีก ดอกเบี้ยก็จะคิดเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แต่เงินที่จ่ายจะไปลดดอกเบี้ยก่อนเหลือแล้วถึงค่อยไปลดเงินต้น

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าชำระไม่ตรงเวลาเป็นประจำ, ชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ครบ ค้างเกิน 90 วัน หรือชำระเงินน้อยกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็จะติดประวัติในเครดิตบูโรมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติขอสินเชื่อต่อไปอีกด้วย

ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจรูดบัตรเครดิตก็ควรที่จะคำนึงถึงยอดการใช้จ่ายในแต่ละเดือน สำหรับคนติดหนี้ก็ต้องใช้หนี้กันไปตามระเบียบ ต้องวางแผนการเงินให้ดีไม่ให้ “เงินหาย” อีก อย่าหาข้ออ้างว่าเงินไม่พอเด็ดขาด

ส่วนการแก้ไขนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพียงแค่คุณต้องรู้จักระงับความ “อยากได้อยากมี” ของตัวเองเองให้ได้ รวมถึงรู้จักแยกแยะความ “จำเป็นและความไม่จำเป็น” ในการใช้จ่ายให้ได้ อะไรที่จำเป็นต้องใช้งานจริง ๆ ก็ค่อยใช้จ่าย อาจจะฟังดูยากแต่ถ้าลองข่มความอยากได้ครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้น ส่วนอะไรที่ไม่จำเป็นก็ให้งดไปก่อน หรือถ้าอยากได้มากจริง ๆ อาจรอจนมีการลดราคาแล้วค่อยซื้อก็ยังไม่สายครับ

เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย หากรู้เท่าทันราย-รับรายจ่ายของตัวเอง เงินเดือนก็ไม่ถูกผลาญไปง่าย ๆ แล้ว เพราะคุณจะมีความคิดไตร่ตรองถึงอนาคตรอบครอบมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจะช่วยให้คุณมีเงินเหลือใช้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วนำเงินในส่วนที่ใช้จ่ายอย่างไม่คิดมาออมเงินแทน..คุณจะรวยขึ้นทันตาเลยทีเดียว

◤ = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

???? ชอบกด Like โดนใจ กด Share

และอย่าลืม ✅ See First

เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ◢

.

ติดตามความรู้ทางการเงินในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

???? aommoney.rabbitstaging.com

https://www.youtube.com/AommoneyTH

https://www.blockdit.com/aommoney

???? กลุ่มกองทุนไหนดี https://bit.ly/3aOjgMl

สนใจโฆษณาติดต่อ :

???? Tel: 088-099-9875 (แน้ม)

???? Email: [email protected]

“เก็บภาษี” อย่างทั่วถึงและครอบคลุม กรมสรรพากรเตรียมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัด “เก็บภาษี” ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง มีทั้งผู้ที่จ่ายภาษีอยู่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง รวมถึงระบบการคืนเงินภาษีที่ล่าช้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร จึงมีนโยบายนำเทคโนโลยีมาใช้ วัตถุประสงค์ก็เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีให้ครบถ้วนและรวดเร็วยิ่งขึ้น

จากตัวเลขมีผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา 11 ล้านคน นิติบุคคล 6 แสน เทียบกับคนทำงานในกรมฯ มีประมาณ 2 หมื่นคน แน่นอนว่าจึงเกิดการตกหล่นและล่าช้า ฉะนั้นถ้ามีเทคโนโลยีช่วยแยกแยะตรวจสอบการสำแดงข้อมูลว่ามีการหลบเลี่ยง ก็จะทำให้ระบบจัดการภาษีโปร่งใสยิ่งขึ้น

หลักการคือระบบการเก็บภาษีตั้งอยู่บนธุรกรรมของธุรกิจ tax intelligence ที่สามารถระบุรายละเอียดตัวเลขรายได้ ธุรกิจแบบเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงาน เริ่มจากการใช้ data analytic จาก big data ที่มาจากกรมศุลกากร, กรมบัญชีกลาง ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับรายการจ่ายเงินของรัฐและเอกชนที่มารับโครงการภาครัฐ รวมถึงเชื่อมโยงกับข้อมูลรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า ประปา มาใช้ประกอบการตรวจจับความผิดปกติการยื่นชำระภาษี เมื่อระบบประมวลผลออกมาเจ้าหน้าที่ก็เพียงตรวจสอบอีกครั้งตามดุลยพินิจเท่านั้น

ต่อด้วย digital transformation ที่จะอำนวยความสะดวกในการติดต่อเรื่องภาษีทั้งหมด เริ่มจากการไม่ต้องใช้เอกสารสำเนา ลดการใช้กระดาษซึ่งลดภาระการตรวจสอบ และตัดปัญหาการทำเอกสารปลอมเพื่อลดหย่อนภาษี ไปจนถึงการใช้แอปพลิเคชัน โดยปีหน้าพยายามจะเปิด open API คือทำให้ระบบบัญชีสรรพากรเชื่อมโยงกับสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ SME โดยเฉพาะ

“เทคโนโลยีเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนมันจะกระทบมาก ต้องเรียนตรงๆ ว่ากฎหมายเป็นตัวสำคัญ ทุกวันนี้บริษัทที่ทำ e-commerce เขาไม่ได้จดทะเบียนเมืองไทย บังคับไม่ได้ ก็ต้องศึกษาว่าต่างประเทศรับมืออย่างไร ตอนนี้ซื้อขายไม่ต้องมีหน้าร้าน ก็ลำบากจะไปตรวจสอบ มันเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป ตรวจสอบไม่ได้”

“ไม่ได้ต้องการที่จะไปจับผิด ไล่จับรายเล็กรายน้อย แต่ผมต้องการให้ระบบเป็นธรรม คือคนที่มีร้านค้าเสียภาษีถูกต้องเขาเสียเปรียบคนที่หลบภาษี..”

กล่าวโดยสรุป พบว่า หมุดหมายที่อธิบดีกรมสรรพากรจะก้าวไปภายใต้ธีมว่า “Digital Transformation” นั้น

  • ในเรื่องภายในนั้น เน้นด้านคุณธรรมากขึ้น เน้นภาคปฏิบัติเรื่องความซื่อสัตย์ การรับผิด และการมีใจรักในการให้บริการ
  • กรมสรรพากรเป็นแหล่งรายได้ให้ประเทศมากถึงร้อยละ 80 แต่ยังไม่สามารถจัด “เก็บภาษี” ได้ครอบคลุมและทั่วถึง จึงจะนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำระบบให้เป็น data analytic เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และทำแบบจำลองเพื่อดูว่าพฤติกรรมการโกงจะมาในรูปแบบไหนบ้าง เช่น การสำแดงต่ำกว่าที่เป็นจริงในเรื่องยอดขาย เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ยอดสินค้าคงคลัง ขายได้น้อย แต่ทำไมสินค้าไม่เหลือ ฯลฯ
  • ในอนาคตจะทำ machine learning เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมคนว่า ทำแบบนี้ ยอดบัญชีกระทบแบบนี้เป็นสิ่งผิดปกติ ให้เรียนรู้ว่าตัวเลขแบบนี้ผิดหมด
  • open platform จะเข้ามา นักบัญชีไม่ได้หายไปไหน คนเก่ง คนดีจะอยู่ต่อไป ส่วนคนที่แนะนำให้ผู้เสียภาษีโกงจะถูกตรวจจับ
  • การจะไปสู่เป้าหมายของ digital transformation ได้ ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูล ต้องมี data analytic จาก big data เช่นการเชื่อมโยงกับรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า ประปา ข้อมูลจะสะท้อนว่าที่คุณรายงานยอดการใช้แค่นี้ แต่ทำไมยอดใช้ไฟฟ้ามันสูงแบบนี้ มันทำให้เกิดระบบแยกคนไม่ดีออกมา

เรียบเรียงในแบบ #aomMONEY

ขอบคุณข้อมูลจาก

Thaipublica

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” คปภ.ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ จ่าย 500-1,000 บาท เริ่มปี 62

เนื่องจากปัญหาการเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” มียอดร้องเรียนมากเป็นอันดับ 1 เพราะบริษัทประกันไม่ยอมจ่ายค่าขาดประโยชน์ ประชาชนขาดความรู้ หรือมีการจ่ายในอัตราที่ต่ำ จึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีการปรับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า คปภ. ได้ข้อสรุปการปรับปรุงความคุ้มครองของ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ให้แก่เจ้าของรถยนต์ที่ทำประกันและอยู่ระหว่างนำรถไปเคลมซ่อมแล้ว โดยกำหนดจ่ายเป็นสามกลุ่ม

  • รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
  • รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท
  • รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่ง อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

“หากฝ่าฝืน มีความผิดฐานขัดคำสั่งนายทะเบียน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย อาจถือได้ว่าบริษัทจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัย หรือข้อกำหนดหรือกฏเกณฑ์ใดๆ ที่มีความชัดเจนให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์หรือบุคคลผู้มีสิทธิ์เรียกร้องหรือได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย

อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามสัญญาประกันภัย อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งมีบทลงโทษในอัตราที่สูง ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 2 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่”

ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2560 เคยมีบทความวิเคราะห์ถึงเรื่อง “ค่าขาดประโยชน์ (รถ) ต้องเป็นธรรม” พูดถึงการกำหนดเงินค่าขาดประโยชน์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าเป็นแนวคิดที่พัฒนาไปในทางที่ถูกต้องและโปร่งใสมากขึ้น และถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนเจ้าของรถที่ถูกรถที่มีประกันภัยละเมิด จนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถคันนั้นได้ เพราะต้องนำรถเข้าซ่อม และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

เนื้อหาบทวิเคราะห์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์นับจากนำรถเข้าซ่อมนั้น เป็นประเด็นที่มีการเรียกร้องมากที่สุด และบางรายนั้น ค่าเสียหายในส่วนของการเดินทางนั้นมากกว่าค่าซ่อมรถเสียอีก

ทั้งนี้เมื่อปี 2558 เลขา คปภ. คนใหม่นี้เคยเผยวิสัยทัศน์สำหรับการปรับโฉมสำนักงาน คปภ.

“ให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และธรรมาภิบาล รวมทั้งขีดความสามารถที่จะแข่งขันได้ในเวทีโลก ตลอดจนสามารถเข้าถึงได้และได้รับการยอมรับจากปราะชาชนทุกระดับ โดยจะบูรณาการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยอย่างมืออาชีพ เที่ยงธรรม สู่มาตรฐานสากล”

หลายคนอาจไม่คุ้นกับบทบาทของ คปภ. หรือคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/2OQZ3HJ

ที่มา:

กรุงเทพธุรกิจ

โพสต์ทูเดย์ (1) , (2)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

INVESTMENT PROPERTY (IP) การลงทุนอสังหาฯ รูปแบบใหม่

INVESTMENT PROPERTY (IP) การลงทุนอสังหาฯ รูปแบบใหม่ กับ “Wyndham Nai Harn Beach Phuket” จาก CISSA GROUP

การลงทุนใน INVESTMENT PROPERTY (IP) หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

Investment Property (IP) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจาก IP เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนสามารถซื้อเพื่อการลงทุนได้โดยตรง และมีผู้เชี่ยวชาญในการบริหารช่วยจัดการให้ เมื่อนำรายได้หักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการบริการแล้ว ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นก็จะเป็นของนักลงทุนนั่นเอง ข้อดีคือเราสามารถเลือกลงทุนได้อย่างจำเพาะเจาะจงเลยว่าอยากได้ทรัพย์แบบไหน ทำเลแบบไหน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และต้องการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพอย่างจำเพาะเจาะจง

รูปแบบลักษณะของ IP คือ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาและขายให้กับนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุน โดยนักพัฒนาจะได้กำไรจากการขายไป ส่วนนักลงทุนที่ลงทุนใน IP จะมีผู้บริหารการลงทุนเข้ามาช่วยบริหารสินทรัพย์ให้ ก่อนจะนำรายได้หักค่าใช้จ่ายส่งคืนนักลงทุนทั้งหมดในรูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น หากเราสนใจใน IP ที่ปล่อยเช่าแบบโรงแรม ผู้บริหารก็จะคอยดูแลเรื่องการรับจอง การดูแลลูกค้า การบริหารจัดการทุกอย่าง ส่วนผู้ลงทุนก็รอรับเพียงผลตอบแทนเท่านั้น

ความต่างระหว่าง Residential กับ Investment Property อยู่ที่จุดมุ่งหมายในการซื้อเป็นหลัก

  • Residential Property คือ การซื้อเพื่อมุ่งเน้นสำหรับพักอาศัยและตากอากาศเป็นหลัก มีนิติบุคคลคอยดูแลส่วนกลาง แต่ไม่มีผู้บริหารจัดการสินทรัพย์หากต้องการปล่อยเช่า ต้องทำสัญญาและหาผู้เช่าด้วยตนเองหรือหาผ่านนายหน้า รายได้เป็นรายเดือน ไม่สามารถปล่อยเป็นรายวันได้ตามข้อกฎหมาย เหมาะสำหรับผู้ต้องการความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย
  • Investment Property คือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อมุ่งเน้นการลงทุนเป็นหลัก ให้มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูและบริหารสินทรัพย์ให้ มีบริหารแบบโรงแรมรายได้เป็นรายวัน มีโอกาสได้รับผลกำไรจากผลประกอบการโรงแรม เหมาะสำหรับผู้ต้องการลงทุนโดยตรง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

หากถามกันว่าประเทศมีความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจใดสูงติดระดับโลกบ้าง กลุ่มธุรกิจที่ติดอันดับแรกในใจใครหลายๆ คนคงจะหนีไม่พ้นธุรกิจท่องเที่ยว จากข้อมูลของ MasterCard พบว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกถึง 2 ปีซ้อน นอกจากนี้ จากข้อมูลของบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยายังมองแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ 8 – 10% และ 5-7% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า เรียกได้ว่าภาพการท่องเที่ยวไทยยังคงน่าสนใจ แม้ว่าจะเกิดเหตุที่มาส่งผลกระทบอย่างไร สุดท้ายการท่องเที่ยวไทยก็น่าจะกลับมาเติบโตได้อยู่ดี

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวสูง ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและหลากหลาย ค่าครองชีพที่ไม่แพง ถ้าเทียบกับสถานที่ประเทศอื่น ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ดี ใกล้กับทั้งประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ที่มีจำนวนประชากรติด 5 อันดับแรกของโลก ในวันที่เศรษฐกิจด้านอื่นประเทศไทยดูไม่สดใส อุตสาหกรรมก็ยังเป็นความหวังให้ประเทศเราเสมอ และท่องเที่ยวก็น่าจะสามารถเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปได้อีกนาน

ที่สุดแห่งความคุ้มค่า กับ “Wyndham Nai Harn Beach Phuket”  ในทำเลศักยภาพแห่งการท่องเที่ยว

“Wyndham Nai Harn Beach Phuket” คือโครงการ IP ที่ตั้งอยู่บนหาดในหาน จังหวัดภูเก็ต

Wyndham Nai Harn Beach Phuket คือโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่พัฒนาโดย CISSA GROUP มีลักษณะเป็น freehold คือขายขาดให้นักลงทุน แต่จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยบริหารงานในรูปแบบเปิดเป็นโรงแรม 5 ดาวให้นักท่องเที่ยว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะจ่ายคืนให้กับนักลงทุนในรูปแบบของผลตอบแทน โดย 2 ปีแรก การันตีผลตอบแทนเริ่มต้นที่ 6% ต่อปี ขนาดพื้นที่รวมประมาณ 11 ไร่ จำนวนยูนิตรวม 353 ยูนิต มูลค่าโครงการอยู่ที่ 2,850 ล้านบาท ราคาต่อยูนิตเริ่มต้นอยู่ที่ 6.5 ล้านบาท

ซึ่งจุดเด่นของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ CISSA GROUP พัฒนา คือ การวางคอนเซ็ปต์โครงการในรูปแบบ INVESTMENT PROPERTY แบบ 100% โดยเน้นการให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารให้ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนระยะยาว และมั่นคง

จุดเด่นของโครงการ Wyndham Nai Harn Beach Phuket

1. สุดยอดทำเลทอง “ชายหาดในหาน” ที่จัดว่าเป็นชายหาดไฮเอนด์ของภูเก็ต

การเดินทางที่ไม่ไกลจากตัวเมืองจนเกินไป ซึ่งมีคุณภาพของชายหาดที่สวยงามจับใจ อยู่ใกล้กับแหลมพรหมเทพ และหาดราไวย์ หนองน้ำในหานที่มีขนาดกว้างขวาง และมีสวนสาธารณะที่ใหญ่พอให้ทุกครอบครัวมานั่งเอกเขนกในวันหยุด เป็นที่ซึ่งสมบูรณ์แบบในการเดินทางมาพักผ่อนกับครอบครัว

2. บริหารงานโดยแบรนด์โรงแรมระดับโลก “WYNDHAM HOTELS & RESORTS”

ซึ่งมีความเชี่ยวชาญบริหารโรงแรม 5 ดาวจากสหรัฐอเมริกา

3. คุ้มค่าด้วยผลตอบแทน Profit Sharing 100%

ที่โครงการจะจ่ายให้แก่ผู้ร่วมลงทุน เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ที่ได้รับผลตอบแทนทุกๆ ไตรมาส รวมทั้งในกรณีขายกรรมสิทธิ์ต่อให้ผู้อื่น นักลงทุนก็ยังได้รับกำไรจาก Capital Gain อีกด้วย

ใครที่สนใจอยากเป็นเจ้าของห้องพักในโรงแรมสำหรับปล่อยให้นักท่องเที่ยวพักเป็นของตัวเองโดยตรง ในงบประมาณราคาเริ่มต้นที่จับต้องได้ก็ลองศึกษา Wyndham Nai Harn Beach Phuket เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการลงทุน

หากใครต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถไปเดินดูรายละเอียดโครงการได้ที่

งาน “INVESTOR EXCLUSIVE DAY เปิดมุมมองใหม่ของการลงทุน กับศักยภาพที่เหนือกว่าของเมือง Smart City” พบกับ คุณใหญ่ โอภาส ถิรปัญญาเลิศ,  คุณเนท เนติ นฤมิตร และ คุณพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์

วันอาทิตย์ที่  25 พฤศจิกายน 2561 ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20   ชั้น 5 ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม

ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติมคลิกเลย  http://form.cissagroup.com/event-register/

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับ เน้นซื้อหุ้นไทยและญี่ปุ่น  เนื่องจากความแข็งแกร่งหลายด้าน และโอกาสที่เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 19 – 23 พฤศจิกายน 2561

ซื้อญี่ปุ่นและไทย (ต่อ) ส่วนตลาดอื่นสะสมรอไปเรื่อยๆ

เหตุผล : ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศในตลาดเกิดใหม่ ส่วนญี่ปุ่นนั้นยังมีโอกาสในช่วงนี้เนื่องจากการซื้อหุ้นคืน และดัชนีต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ 

Focus : ไทย และ ญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ :  ตลาดไทยมีความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจในประเทศเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ ส่วนญี่ปุ่นยังคงน่าสะสมจากปัจจัยด้านราคาและการเข้าสะสมของนักลงทุนต่างชาติ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความผันผวนอยู่ครับ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรง หลังจาก OPEC ออกมาปรับคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกในปีหน้าลง จากสงครามทางการระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในตอนนี้ครับ

ทางฝั่งยุโรปตอนนี้ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษสามารถเจรจาหาข้อตกลงลง Brexit กับ EU ได้แล้ว อย่างไรก็ตามข้อตกลงนี้สร้างแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษอยู่ในช่วงสั่นคลอนอยู่ครับ

ยังคงแนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นญี่ปุ่นและไทย เนื่องจากผมมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในไทยยังมีความแข็งแกร่งอยู่เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับตอนนี้สถานะนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสสะสมเพิ่มด้วย หลังจากขายมาตั้งแต่ต้นปี (จะขายไปถึงไหนกัน)  นอกจากนั้นช่วงสิ้นปีบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการประกาศการซื้อหุ้นคืน และดัชนีชี้วัดผู้จัดการฝ่ายซื้อปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ซึ่งจะสนับสนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกทางหนึ่ง

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ยังคงมีมุมมองเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ นั่นคือสิ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ครับ นอกจากนั้นยังมีนโยบายลดภาษี ที่ช่วยส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไปต่อได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ ในขณะที่ตอนนี้ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ประเด็น Brexit ยังคงสร้างความผันผวนได้อยู่ครับ ดังนั้นทยอยสะสมกันต่อไป แต่ยังไงก็คอยดูสถานการณ์ด้วยนะครับผม

สรุปสั้นๆ : ยังสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ยังอยู่ที่เหตุผลเดิมครับ เนื่องจากช่วงไตรมาสนี้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการซื้อหุ้นคืนสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นได้ครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะในการซื้อต่ออยู่ครับ

อีกประเด็นคือ การที่ นายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้นนั้น ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีอยู่เช่นกันครับ (เป็นปัจจัยเดิม แต่คิดว่ายังมีผลต่อตลาดหุ้นในตอนนี้ครับ)

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ครับ!

ตลาดหุ้นเกาหลี

ยังสะสมได้ต่อครับสำหรับตลาดเกาหลี จากเหตุผลเดิมที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (เป็นปัจจัยเดิม) และความเสี่ยงของการผันผวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทำให้เกาหลียังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เรื่อยๆ ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดียยังมีการปรับตัวขึ้นมาในสัปดาห์นี้อีกเล็กน้อยครับ ซึ่งเป็นการสะท้อนตามสมมติฐานที่ว่าไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนครับ

โดยรวมแล้วเศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี ส่วนปัจจัยที่มากดดันอย่างเรื่องของเงินรูปีที่อ่อนค่า กับ เรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมลดลงนั้น เริ่มจะคลี่คลายให้เห็นแล้วว่า จริงๆ แล้วหุ้นอินเดียนั้นมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังคงทยอยสะสมได้อีกเช่นเคย

ตลาดหุ้นไทย

หุ้นไทยยังคงผันผวนอยู่ ในสัปดาห์ที่ผ่านดัชนีก็ลดลงมาประมาณ 30 จุด ทำให้เรารู้สึกหวั่นใจเรื่อยๆ  แต่ถ้ายังเชื่อภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า ที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนตอนนี้ครับ

ถ้าสัปดาห์ที่แล้วใครซื้อตามที่ผมบอก ถือว่าสัปดาห์นี้ยิ้มออกแน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ จากปัจจัยดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นได้ทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วครับ ยังคงน่าสะสมเพราะตลาดหุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ครับ ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล และปัญหากับทางสหรัฐฯ เรื่องกำแพงการค้าที่ลดลงครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมได้ทั้งสองตลาดครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นเกาหลี หุ้น H-SHARE หุ้นอินเดีย และหุ้น A-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย กับ 5 ปัจจัยที่จะช่วยให้เราทำประกันรถยนต์ได้อย่างอุ่นใจ

ผมเชื่อว่า ใครก็ตามที่มีรถยนต์ ส่วนใหญ่แล้ว ก็มักจะเลือกทำประกันรถยนต์ในทันทีไปโดยปริยาย เพราะเรามักจะตระหนักกันดีอยู่แล้วว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจากทั้งตัวเราเอง หรือจากผู้อื่น แม้ว่าเราจะระมัดระวังเป็นอย่างดีแค่ไหนแล้วก็ตาม

แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อประกันรถยนต์ ซึ่งปัจจุบัน เราก็มักจะเลือกซื้อจาก “โบรคเกอร์” ที่สามารถเลือกซื้อได้หลายบริษัท แต่ส่วนใหญ่เราก็มักจะดูจาก “ราคาเบี้ยประกัน” เป็นหลัก ว่าประกันชั้นไหน โบรคเกอร์เจ้าไหนขายเบี้ยถูกที่สุด ก็มักจะเลือกเจ้านั้น เพราะคิดว่า “ถูกที่สุด = คุ้มค่าที่สุด” ซึ่งในความเป็นจริง อาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะการจะซื้อประกันรถยนต์สักกรมธรรม์นั้น มีหลายประเด็นที่เราควรจะต้องคิด และระมัดระวัง นอกเหนือจากแค่เรื่องของค่าเบี้ย เนื่องจากบางครั้ง ราคาถูก ก็อาจจะต้องแลกกับ ความคุ้มครองหรือคุณภาพการให้บริการที่แย่ลงตามไปด้วยก็เป็นได้

ซึ่ง “เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย” ก็ถือเป็นโบรคเกอร์ประกันภัยเจ้าหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อประกันรถยนต์อย่างมีคุณภาพ โดยที่ไม่ได้เน้นเฉพาะแค่การแนะนำประกันรถยนต์ที่ค่าเบี้ยประกันราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะพิจารณาปัจจัยในการเลือกทำประกันรถยนต์ด้านอื่นๆที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเอาไว้ด้วย

ดังนั้น ในวันนี้ ผมจึงขอมารีวิว การเลือกซื้อประกันรถยนต์กับ “เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย” โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ นอกเหนือจากแค่เรื่องของเบี้ยประกัน ที่ทางบริษัทเน้นย้ำ และให้ความสำคัญ ในแต่ปัจจัย ดังนี้

ความคุ้มครอง

คือเรื่องสำคัญเรื่องแรกที่เราควรดู ว่าจากเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปนั้น เราจะได้รับความคุ้มครองเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่องมีวงเงิน หรือทุนประกันอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะหลายครั้งที่ซื้อประกันเจ้าที่เบี้ยประกันถูกๆ แต่ความคุ้มครองบางรายการก็ไม่มี หรือวงเงินความคุ้มครองก็อาจจะน้อยกว่ามากๆ ซึ่งตัวอย่างรายการความคุ้มครองที่เราควรต้องทราบก็เช่น

  • ทุนประกัน หรือวงเงินความคุ้มครองรถของเราเอง
  • วงเงินคุ้มครองกรณีรถหาย ไฟไหม้ (สำหรับประกันชั้น 1 และ 2)
  • วงเงินคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของบุคคลภายนอก ต่อคน และต่อครั้ง
  • วงเงินคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เช่น ค่าซ่อมของรถคู่กรณี
  • วงเงินคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของผู้ขับขี่ กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากการขับขี่
  • วงเงินประกันตัวผู้ขับขี่
  • วงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อครั้ง สำหรับผู้ประสบภัยทุกคน

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ เราก็ควรจะต้องดูรายละเอียดมูลค่าความคุ้มครองของแบบประกันแต่ละแบบ แล้วเลือกแบบที่มีวงเงินคุ้มครองสูงพอเท่าที่เราต้องการ หรือคิดว่าครอบคลุมพอ เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงที่สุดเอาไว้ก่อน แล้วจึงค่อยดูปัจจัยอื่นๆประกอบไว้ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง เทสโก้ โลตัส ก็จะมีข้อมูลของความคุ้มครองแต่ละรายการของประกันรถยนต์แต่ละแบบแต่ละยี่ห้อ เพื่อให้เราพิจารณาได้อย่างละเอียด และสามารถแนะนำเราได้ว่า ด้วยระดับวงเงินความคุ้มครองที่เราต้องการ มีแบบประกันของบริษัทไหนบ้าง ที่น่าจะตอบโจทย์เราได้

ซ่อมอู่หรือห้าง

คือการพิจารณาผู้ให้บริการซ่อมรถให้เรา ตามแบบประกันที่จะกำหนดว่า จะเคลมได้เฉพาะซ่อมอู่เท่านั้น หรือบางแบบอาจจะได้ทั้งซ่อมอู่หรือซ่อมห้าง โดยที่ซ่อมอู่ ก็คือ อู่ซ่อมรถทั่วไป ที่ทำสัญญารับซ่อมกับบริษัทประกันแต่ละเจ้า ขณะที่ ซ่อมห้าง ก็คือ การซ่อมกับศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆโดยตรง ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันก็ไป เช่น ซ่อมอู่ ข้อเสียก็คือ ควบคุมคุณภาพได้ยาก ถ้าไปเจออู่ที่ไม่ดี งานซ่อมอาจจะไม่เรียบร้อย ชิ้นส่วนอาจจะไม่ได้ใช้ของแท้ แต่ข้อดีก็คือ อาจจะหาอู่ซ่อมได้สะดวกกว่าเอารถไปเข้าศูนย์ และอาจจะซ่อมได้เร็วกว่า แต่ถ้า ซ่อมห้าง ข้อดีก็คือ คุณภาพการซ่อมที่อาจจะอุ่นใจได้มากกว่า บริการอาจจะดีกว่า และมั่นใจได้ว่าได้อะไหล่หรือชิ้นส่วนของแท้แน่นอน แต่ข้อเสียก็คือ อาจจะหาศูนย์ใกล้บ้านได้ยากกว่า

ในส่วนนี้ ทาง เทสโก้ โลตัส ก็จะมีแบบประกันให้เราเลือกได้ ทั้งแบบที่ได้เฉพาะซ่อมอู่ และ แบบที่ได้ทั้งซ่อมอู่และซ่อมห้าง ตามความต้องการและความสบายใจของเรา ซึ่งเราก็แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเลือกได้ ตามความต้องการของเราเลย

ค่าเสียหายส่วนแรก

คือ การให้ผู้ทำประกัน ต้องออกค่าใช้จ่ายเองก่อนส่วนหนึ่งก่อน แล้วบริษัทประกันจึงจะค่อยจ่ายส่วนที่เหลือให้ ซึ่งมีทั้ง “แบบสมัครใจ (Deductible)” กับ “แบบตามเงื่อนไข (Excess)”

โดยที่ แบบสมัครใจ คือ การที่เรายอมจ่ายค่าเสียหายเองส่วนหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือถึงให้บริษัทประกันจ่ายให้ ซึ่งก็จะทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง เท่ากับจำนวนค่าเสียหายที่เรายอมออกก่อนนั่นเอง ซึ่งถ้าปีนั้นเราเกิดโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้ง ลูกค้าต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกถึง 2 ครั้ง รวมกับค่าประกันภัยที่จ่ายไปแล้ว ทำให้จริงๆแล้วปีนั้นลูกค้าต้องจ่ายค่าเบี้ยมากกว่าเดิมนั้นเอง เข้ากับสุภาษิตที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”

ส่วน แบบตามเงื่อนไข คือค่าเสียหายที่เราต้องจ่ายเองตามข้อกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุที่ระบุคู่กรณีไม่ได้ โดยส่วนมากก็จะต้องรับผิดชอบไม่เกิน 1,000 บาทต่อจุด

ในส่วนนี้ เป็นส่วนที่ทาง เทสโก้ โลตัส โบรกเกอร์ประกันภัย ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยความที่เกรงว่าผู้ซื้ออาจจะเน้นเลือกซื้อแต่แบบที่เบี้ยถูก แต่อาจจะไปเจอแบบที่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก โดยที่ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ซื้ออาจจะเข้าใจผิดแล้วต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองได้ ทางเทสโก้ โลตัส จึงคัดเลือกแต่เฉพาะแบบประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก มาแนะนำให้กับผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ซื้ออุ่นใจว่า แม้เบี้ยประกันอาจจะแพงกว่าแบบที่มีค่าเสียหายส่วนแรก แต่ผู้ซื้อจะอุ่นได้อย่างแน่นอนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เราไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆเองก่อนโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน

ซึ่งทาง เทสโก้ โลตัส โบรกเกอร์ประกันภัย ก็มี concept ที่น่าสนใจมากๆ นั่นคือ

“ราคาถูกใจ จริงใจ ไม่เจ็บใจ” จ่ายครั้งเดียวจบครบทุกความคุ้มครอง

(ทำความเข้าใจ ค่าเสียหายส่วนแรก เพิ่มเติม คลิก : เลิกปวดหัวกับ “ค่าเสียหายส่วนแรก”)

ความเสี่ยงเฉพาะตัว

คือ การพิจารณาตัวเองว่า เราน่าจะมีความเสี่ยงในการขับรถไปชนเองมากน้อยแค่ไหน เพราะประกันรถยนต์แต่ละประเภท ทั้งชั้น 1 ชั้น 2 และชั้น 3 หรือชั้น 2+ และ 3+ ก็มีความคุ้มครองแตกต่างกัน โดยที่ประกันชั้น 1 จะคุ้มครองรถเราทุกกรณี ทั้งชนแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี รวมถึงกรณีรถหาย ไฟไหม้ ขณะที่ชั้น 2 และชั้น 3 จะไม่คุ้มครองความเสียหายของรถเราเลย แต่ชั้น 2 จะคุ้มครองกรณีรถหาย ไฟไหม้ด้วย ส่วน 2+ และ 3+ ก็จะมีความคุ้มครองความเสียหายของรถเรา กรณีมีคู่กรณี เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ดังนั้น เราจึงควรประเมินความเสี่ยงตัวเอง เพื่อที่จะเลือกแบบประกันให้เหมาะสม ว่าควรทำชั้นไหน เช่น สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะขับชนคนอื่น ทั้งแบบมีคู่กรณีและไม่มี หรือต้องการความอุ่นใจ 100% ไม่ว่าจะกรณีไหนๆ ก็อาจจะเหมาะกับแบบชั้น 1 ขณะที่ คนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองมีโอกาสขับชนน้อย ก็อาจจะเลือกเป็นแบบชั้น 2+ หรือ 3+ ก็ได้

ซึ่งทาง เทสโก้ โลตัส ก็มีแบบประกันให้เราเลือกทุกแบบ ทั้งชั้น 1, 2, 2+, 3 และ 3+ จากบริษัทประกันภัย 8 บริษัทที่คัดเลือกมาแล้ว คือ สินมั่นคงประกันภัย, ประกันภัยไทยวิวัฒน์, เอไอจีประกันภัย, แอลเอ็มจีประกันภัย, เมืองไทยประกันภัย, ประกันคุ้มภัย, กรุงเทพประกันภัย และวิริยะประกันภัย ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทประกันภัยชั้นนำของประเทศทั้งสิ้น 

บริการทั้งก่อนและหลังการขาย

คือ การพิจารณาว่า โบรคเกอร์ที่ขายประกันเจ้านี้ มีคุณภาพในการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย ดีหรือไม่ เช่น ความสะดวกสบายในการซื้อและการติดต่อ รวมไปถึงการให้คำปรึกษา การตอบข้อซักถาม เพื่อให้คำแนะนำในการทำประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับเราที่สุดได้ อย่างครบถ้วน ตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังหลอกลวง รวมถึงการติดตาม และการอำนวยความสะดวกในการจ่ายเบี้ยประกันปีต่อ และการประสานงานเพื่อเคลมประกันด้วย

ในส่วนนี้ ทาง เทสโก้ โลตัส ก็ถือว่ามีการให้บริการที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะมีเคาน์เตอร์ให้บริการ ในส่วนของบริการด้านการเงิน และโบรคเกอร์ประกันภัย ที่ เทสโก้ โลตัส  211 สาขาทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ ที่ เทสโก้โบรคเกอร์ประกันภัย และ ช่องทางโทรศัพท์ ที่เบอร์ 1712 กด 1 และ กด 2 ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถาม และให้คำปรึกษารวมถึงแนะนำแบบประกันได้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อให้เราได้แบบประกันรถยนต์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับเรามากที่สุด รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานกับบริษัทประกัน หรือกับอู่หรือศูนย์เมื่อถึงคราวที่เราต้องเคลมประกันอีกด้วย

สรุป จุดเด่นและข้อจำกัด ของ เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย

จุดเด่น

  • เน้นการแนะนำประกันรถยนต์อย่างมีคุณภาพ จริงใจ เหมือนสโลแกนใหม่ “ประกันชั้น 1 ราคาถูกใจ จริงใจ ไม่เจ็บใจ” เจ้าหน้าที่สามารถให้คำแนะนำแบบประกันที่เหมาะสมได้โดยดูหลายปัจจัยประกอบกันตามที่เราต้องการ ไม่ได้แนะนำแต่แบบที่ราคาถูกที่สุดอย่างเดียว
  • คัดเลือกแต่เฉพาะแบบประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก เหมาะกับคนที่ต้องการความอุ่นใจว่าไม่มีเงื่อนไขอื่นที่ต้องออกค่าใช้จ่ายเองเพิ่มเติมแอบแฝง 
  • คัดเลือกแบบประกันเฉพาะจากบริษัทประกันภัยชั้นนำ 8 แห่งมาแล้ว
  • สามารถผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตของธนาคารที่เป็นพันธมิตรธุรกิจกับเทสโก้โบรกเกอร์ได้ (หากเป็นบัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส วีซ่า ได้ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน) ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เทสโก้โบรคเกอร์ประกันภัย

         หมายเหตุ : *เฉพาะแคมเปญ ราคาถูกใจ จริงใจ ไม่เจ็บใจ เบี้ยเริ่มต้น 7,777 บาท จะผ่อน
         ไม่ได้โปรเดียว โปรอื่นผ่อนได้ปกติ 

  • มีเคาน์เตอร์ เซอร์วิส ในเทสโก้ โลตัส 209 สาขาทั่วประเทศ ทำให้เข้าถึงได้ง่าย มีทางเลือกชำระค่าเบี้ยได้สะดวก หลากหลาย
  • มีระบบเปรียบเทียบแบบประกันออนไลน์ด้วยตัวเอง  (เป็นระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกแบบประกันที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น) 

ข้อจำกัด

  • ไม่สามารถเลือกแบบประกันที่มีให้เลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองได้ สำหรับผู้ที่ต้องการ

จากข้อพิจารณาทั้งหมด จะเห็นว่า เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัยนั้น ให้ความสำคัญกับการทำประกันรถยนต์อย่างมีคุณภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกบริษัท การคัดเลือกแบบประกันที่เหมาะสม การให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนอย่างชัดเจน อุ่นใจ ไม่มีแอบแฝง รวมถึงการที่สามารถให้คำแนะนำแบบประกันที่เหมาะสมกับเราได้จริงๆ ซึ่งก็คงต้องขอฝากไว้ สำหรับใครที่กำลังมองหาการทำประกันรถยนต์อย่างมีคุณภาพ ก็ควรที่จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆด้าน อย่าเลือกเพียงเพราะแค่เบี้ยประกันถูกอย่างเดียว เพื่อให้เราสามารถทำประกันรถยนต์ได้อย่างอุ่นใจ ได้ผลประโยชน์เต็มที่ และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆครับ

(Review) เพราะความรู้คือของขวัญ KTB Investment Festival ส่งมอบสิทธิพิเศษปลายปีให้คุณ

เข้าสู่ช่วงปลายปี เป็นเทศกาลการหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อลดหย่อนภาษีก็เริ่มทยอยมามากขึ้นจากการสังเกตผ่านคนรอบๆ ตัว และคนที่เข้ามาสอบถามด้วยเช่นกันครับ หลายคนคงคุ้นเคยกับการลดหย่อนภาษีเพียงแค่การลงทุนในกองทุนเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วเครื่องมือลดหย่อนภาษีนั้นมีมากกว่านั้นครับ แต่ปัญหาก็คือ บางคนไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง แล้วสิทธิ์ในการลงทุนเพื่อลดหย่อนแต่ละครั้ง เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง

ส่งท้ายปีทั้งที ผมจึงอยากส่งข้อมูลพิเศษที่กำลังจะเขียนถึงนี้เป็นของขวัญสำหรับปลายปีให้แก่ใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินและการลงทุน รวมถึงสิทธิพิเศษโดยเฉพาะ นั่นคือ KTB Investment Festival เทศกาลยิ่งใหญ่ประจำปีจาก KTB ที่ยกโปรโมชั่นมาเพื่อคุณโดยเฉพาะครับ

เปิดกล่องของขวัญกล่องที่ 1 : สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวม LTF / RMF

หากซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ของ บลจ.กรุงไทย ทุกๆ 50,000 บาท จะได้รับเงินคืน 100 บาทเข้ากองทุน KTPLUS ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น คิดเป็นผลตอบแทนเงินคืนประมาณ 0.2% ที่จะได้เพิ่มมาจากสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีตามปกตินั่นเองครับ

บางคนคงตั้งคำถามว่า ถ้าเราซื้อกองทุนรวม LTF / RMF ของ บลจ.กรุงไทยอยู่แล้ว มีสิทธิพิเศษบ้างไหม?

ขอบอกตรงนี้เลยครับว่ามี! เพราะโปรโมชั่นนี้สามารถได้เงินคืนแบบเนื้อๆ เน้นๆ โดยเงินคืนที่ได้มาในรูปของหน่วยลงทุนกองทุนรวม ก็ถือลงทุนต่อไปได้

หากย้อนกลับไปดูผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลังของกองทุนรวม นับจากข้อมูล ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2561 มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.01% ซึ่งถือว่าใช้ได้เลย แต่ถ้าใครอยากจะขายออกมาจับจ่ายใช้สอยตามอัธยาศัย อันนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าเพิ่งดีใจกันนะครับ เพราะโปรโมชั่นคืนเงินนี้จะไม่นับกองทุนรวม RMF2, RMF3 และ RMF4 แต่ก็ยังคงมี LTF อีก 6 กอง และ RMF อีก 14 กองให้เลือกอย่างจุใจ

สำคัญกว่านั้น ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุน LTF / RMF และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ (อันนี้ไม่เตือนไม่ได้ครับ)

เดี๋ยวจะหาว่าใส่ใจแค่ผู้ที่สนใจกองทุน ผมยังมีของขวัญกล่องที่สองที่ KTB Investment Festival ตั้งใจมามอบให้อีกนะครับ ลองไปเปิดชมกันครับ

เปิดกล่องของขวัญกล่องที่ 2 : สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในประกัน

สำหรับผู้ที่สนใจประกันชีวิต กรุงไทยจัดโปรโมชั่นด้วยการรับเครดิตเงินคืนตามลำดับขั้นบันได สูงสุดถึง 60,000 บาทครับ เมื่อซื้อประกันชีวิตรายสามัญ หรือประกันชีวิตรายสามัญ พร้อมแนบสัญญาเพิ่มเติม พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ถ้าใครยังมองภาพไม่ออก ลองไปดูรายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้เลย

หมายเหตุ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต iProtection ต้องแนบสัญญาเพิ่มเติมแบบใดแบบหนึ่งอย่างน้อย 1 ตัวขึ้นไปไม่รวม WP/ WPD01/ WPDD01/ WPC

หากลองมาดูที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่ 1 ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนเงินคืนอยู่ในช่วงสูงสุดที่ 1.0% ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 2 ให้ผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 2.0% นอกจากเครดิตเงินคืนเหล่านี้แล้ว เรายังได้รับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีตามที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย

ถ้าใครที่มีแผนจะซื้อประกันชีวิตในปีหน้า แนะนำให้ลองพิจารณาดูความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนมาซื้อให้เร็วขึ้น เพื่อสิทธิประโยชน์ในโปรโมชันเพิ่มเติมครับ กรณีลงทุนไปหลักล้าน เงินคืนจากเบี้ยประกันในระดับ 1 – 2% นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลย อย่างน้อยก็แตะถึงหลักหมื่น ใครที่ต้องซื้อประกันชีวิตอยู่แล้ว โปรโมชันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์โดยตรงที่ไม่ควรพลาดครับ

การ์ดอวยพร: พิเศษยกกำลังสอง !

รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 12.5% สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตกรุงไทย-แอกซ่าผ่านบัตรเครดิต KTC

ต่อที่ 1 : รับเครดิตเงินคืน 0.5% ของค่าเบี้ยประกันชีวิต เมื่อชำระค่าเบี้ยค่าเบี้ยประกันชีวิตผ่านบัตรเครดิต KTC ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปต่อเซลล์สลิป

ต่อที่ 2 : แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 12% เมื่อใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER REWARDS เท่ายอดชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต/เซลส์สลิป

กองทุนและประกันจัดเต็มกับโปรโมชั่นไปแล้ว ส่วนผู้ที่ใช้หรือผู้ที่กำลังมองหาบัตรเครดิตอย่าเพิ่งน้อยใจ เพราะมีโปรโมชั่นเด็ดมาเหมือนกัน งั้นเราไปเปิดของขวัญกล่องที่สามจาก KTB กันครับ

เปิดกล่องของขวัญกล่องที่ 3 : สำหรับผู้ที่สนใจในบัตรเครดิต

ข้อดีของการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต กรุงไทย – แอกซ่าผ่านบัตรเครดิตนั้น นอกจากยืดเวลาการจ่ายเงินสดแล้ว เรายังได้เครดิตเงินคืนอีก 0.5% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

คุ้มยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อใช้การแลกแต้มเพื่อรับเครดิตเงินคืน 12% เพราะปกติอัตราการแลกแต้มเป็นเงินคืนจะอยู่ที่ประมาณ 10% โดยมาตรฐาน โปรโมชั่นนี้ให้สูงถึง 12% โดยส่วนตัวถือว่าผ่านเกณฑ์ ใครที่มี KTC FOREVER REWARDS อยู่แล้วก็ลองพิจารณาถึงความคุ้มค่าเพิ่มเติมดู

ส่วนใครไม่มีบัตรเครดิต KTC ตรงนี้ก็ขอแนะนำให้สมัครนะเพราะบัตรเครดิต KTC ถือว่าเป็นบัตรเครดิตอีกค่ายเลยที่มีสิทธิประโยชน์เยอะ แถมยังมีจุดเด่นอยู่ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมทั้งแรกเข้าและรายปีตลอดชีวิต

ผมมองว่าใครจะซื้อประกันชีวิตกรุงไทย-แอกซ่าอยู่แล้ว แต่ไม่มีบัตรเครดิต KTC ก็แนะนำให้ไปสมัครเลย อย่างน้อยก็ได้เครดิตเงินคืนแน่ๆ 0.5% บัตรเครดิต KTC ก็ถือว่าสมัครง่าย อนุมัติเร็ว และไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในการสมัครแต่อย่างใดครับ

ทั้งหมดคือข้อมูลความรู้ที่ถือเป็นของขวัญสำหรับคนที่กำลังตามหาเครื่องมือทางการเงินและการลงทุน พร้อมสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ทางธนาคารกรุงไทยได้จัดเอาไว้ให้ในเทศกาล KTB Investment Festival ไว้ให้อย่างจุใจ ถ้าชื่นชอบก็อย่าลืมส่งของขวัญชิ้นนี้ไปยังคนที่คุณคิดถึงด้วยนะครับ

ก่อนจากกันไปขอให้ทุกคนมีความสุขกับบรรยากาศในช่วงปลายปีครับ

สนใจสามารถอ่านข้อมูลรายละเอียดโปรโมชันของ KTB Investment Festival เพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktb.co.th/th/krungthai-update/promotion-detail/100

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคาร และ บลจ. กำหนด 
  • เงื่อนไขทางภาษีเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด
  • รับประกันชีวิตโดย บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่องให้ทำประกันเท่านั้น
  • ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของรายการส่งเสริมการขายโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • การตัดสินของธนาคารถือเป็นที่สิ้นสุด

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เตรียมตัวลดหย่อนภาษี กับกองทัพ LTF/RMF

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ถ้าใครได้ตามอ่านบทความของผมบนเพจ และ เว็บไซต์ออมมันนี่อยู่แล้วละก็ น่าจะพอทราบดีว่าการซื้อกองทุน LTF/RMF นั้น เราควรที่จะทำการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอมากกว่าการจับจังหวะการลงทุนด้วยตนเอง (หากไม่มีเวลา)

เนื่องจากว่าตามสถิติย้อนหลังประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในช่วงปลายปี (ซื้อ LTF/RMF ในเดือนธันวาคม) มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าการซื้อเฉลี่ยทั้งปี ถึง 11 ปีเลยครับ มีเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้นที่การซื้อปลายปีจะดีกว่าครับ

ด้วยเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่เดือนแบบนี้ เราอาจจะ DCA ทุก ๆ สัปดาห์จากนี้ไปก็ได้นะครับ น่าจะช่วยลดความผันผวนในช่วงเวลาแบบนี้ได้อีกทางครับ และจากการที่ผมได้ไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ บ่อย ๆ พอเอาตัวเลขนี้ไปบอกกับนักลงทุน นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะถามผมกลับมาว่าถ้าไม่ได้ทยอยลงทุนตามแบบที่แนะนำ จะมีเทคนิคอื่น ๆ นอกจากการทยอยลงทุน หรือ DCA อย่างปกติหรือไม่

จริงๆ ก็ต้องบอกว่ามีครับ และเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี คิดว่าการเล่าเทคนิคการซื้อ LTF/RMF อย่างคร่าว ๆ ก็น่าจะเหมาะกับสถานการณ์การลงทุนในช่วงนี้พอดีอีกด้วยครับ

วิธีที่ 1 คือ ซื้อแบบ DCA + Market Timming

ง่าย ๆ ครับ เราก็แค่แบ่งเงินเป็น 2 ก้อน โดยก้อนแรกเราจะทำการซื้อเฉลี่ยทุกเดือน หรือว่า DCA แบบปกติ เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยที่ไม่แพงมากนักครับ จากนั้นเงินอีกก้อนเราจะเก็บเอาไว้ซื้อตามจังหวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงครับ เพื่อให้ได้หน่วยลงทุนที่ราคาถูกลงไปอีกครับ ซึ่งบางคนอาจจะชอบวิธีนี้เพราะว่าได้ลุ้น ได้ความวินัยไปพร้อม ๆ กัน

ซึ่งในช่วงปลาย ๆ ปีแบบนี้ และเป็นปีที่ผันผวนมาก ๆ การทำ DCA + Market Timing ในช่วงเวลาแบบนี้ก็น่าจะเหมาะครับ นักลงทุนคนไหนที่อยากจะเริ่มซื้อ LTF/RMF ช่วงนี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงที่น่าจะเริ่มพิจารณาเริ่มต้นลงทุนได้แล้วครับ

แต่ว่าวิธีนี้ก็มีข้อจำกัดครับ อาจจะทำให้เราคำนวณการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีผิดพลาดได้ เนื่องจากหากเป็นปีที่หุ้นดี เราก็อาจจะไม่ได้ลงทุนเพิ่มเติม และซื้อกองทุนไม่ถึงสิทธิที่จะลดหย่อนได้ครับ

วิธีที่ 2 พิจารณาสัดส่วนการลงทุนของกองทุน

หากนักลงทุนลืมซื้อ LTF/RMF มาตลอดทั้งปี ซื้อกองทุนในช่วงปลาย ๆ ปีที่มีแนวโน้มราคาหุ้นสูงขึ้น แทนที่นักลงทุนจะซื้อกองทุน LTF/RMF แบบหุ้นล้วน ๆ ก็อาจจะพิจารณากองทุนที่มีสัดส่วนหุ้นไม่สูงมากนักเพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนลงครับ เช่น ถือกองทุน LTF ที่มีหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% แบบนี้ครับ

หรือว่าบางคนที่ชอบซื้อ RMF ก็อาจจะซื้อกองทุน RMF แบบตราสารหนี้ไปก่อน หากมั่นใจแล้วว่าตลาดหุ้นไม่ได้แย่ หรือว่าไม่ได้เกิดวิกฤตตามมา เราก็ค่อย ๆ ทยอยย้ายกองทุน RMF ตราสารหนี้ มาลงทุนในกองทุนหุ้น RMF แทนครับ

วิธีที่ 3 จัดพอร์ตการลงทุน

หากนักลงทุนไม่อยากคิดมากอยากลงทุนแบบเงินก้อน โดยที่ไม่ต้องยุ่งกับการลงทุนมากนัก และไม่อยากจับจังหวะเอง สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญก็คือ การจัดพอร์ตการลงทุนครับ ซึ่งการจัดพอร์ตจะช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนไปได้เยอะทีเดียว และยังได้ผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย ถ้าเราเลือกสินทรัพย์ที่มีการเติบโตได้ในระยะยาวๆ ซึ่งเดี๋ยวเรามาคุยกันในช่วงท้ายๆ ของบทความครับ

จริง ๆ ยังมีทางเลือกของกลยุทธ์ในการลงทุนกับ LTF/RMF อีกมากมายเลยครับ แต่ทั้งนี้ การลงทุนที่ดีนอกจากกลยุทธ์ต่างๆ แล้ว เราก็ต้องเลือกกองทุนที่ดีด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินที่เราลงทุนไปจะงอกเงยอย่างเต็มที่ครับ

โดยเฉพาะการคัดเลือกกองทุนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากๆ โดยปกติการคัดเลือกกองทุนที่ดี เราจะดูจากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน และแนวคิดการลงทุนครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหากองทุนทำผลตอบแทนย้อนหลังได้ดี กองทุนนั้นก็มักจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่องไปด้วยครับ

ซึ่งครั้งนี้ผมจะมีรีวิวกองทุนที่เรียกได้ว่าเป็น 2 ทายาทสุดยอดกองทุนหุ้นไทยที่มีผลตอบแทนย้อนหลังสูงมาก แต่คราวนี้มาในรูปแบบ LTF/RMF แทนครับ

นั่นก็คือกองทุน KFLTFDNM-D และ KFDNMRMF นั่นเองครับ

2 กองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีการบริหาร และแนวคิดการลงทุนเหมือนกับกองทุน KF-DYNAMIC ครับ ซึ่งกองทุน KF-DYNAMIC นี้ ถือว่าเป็นกองทุนที่มีประวัติผลตอบแทนที่ดีทีเดียวครับ

โดยในปี 2017 กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ถึง 40.67% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ Benchmark นั้นได้ 17.31% ครับ เรียกได้ว่าทำผลตอบแทนเกินหน้า เกินตากองทุนอื่นไปเยอะเลยครับ

โดยเคล็ดไม่ลับของกองทุนนี้ ก็คือ แนวคิดการลงทุนที่เน้นไปในหุ้นเพียง 15-20 ตัว จากหุ้น 600-700 ตัวในตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นแต่ละตัวผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีครับ ซึ่งสไตล์การลงทุนของกองทุนจาก บลจ. กรุงศรี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ ก็คือ เลือกหุ้นแบบ Bottom Up หรือว่าเลือกจากพื้นฐานของกิจการครับ เนื่องจากราคาหุ้นจะขึ้นหรือว่าลงนั้น ก็จะขึ้นกับกำไรของกิจการ

พูดง่าย ๆ ก็คือ หุ้น = ธุรกิจ = คุณภาพของกิจการ = การบริหารงานของเจ้าของ

ดังนั้น บลจ. กรุงศรี จึงให้ความสำคัญกับการเข้าไปเยี่ยมกิจการ และเข้าพบกับผู้บริหารของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากๆ ครับ

ส่วนการคัดกรองหุ้นเองก็ผ่านระบบที่เป็นมาตรฐาน และมี IC Committee ในการช่วยคัดกรอง และมีการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพของบริษัทไปพร้อม ๆ กันจนได้หุ้น 15-20 ตัวที่เข้มข้นไปด้วยคุณภาพ

ด้วยพอร์ตการลงทุน ณ ปัจจุบันของ KF-DYNAMIC ก็น่าสนใจครับ เนื่องจากกองทุนไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ว่าจะต้องมีหุ้นเล็ก กลาง หรือว่า ใหญ่ ซึ่งการเปิดกว้างแบบนี้ ก็ทำให้กองทุนมีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น หรือว่ายาว

“แต่ผู้จัดการกองทุนจะเน้นการลงทุนระยะยาวเป็นหลักครับ”

ด้วยการที่กองทุนเน้นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากว่าหุ้นที่ บลจ. เลือกนั้นต้องใช้เวลาในการเติบโต ดังนั้นนักลงทุนเองควรมีการลงทุนประมาณ 5 ถึง 7 ปีขึ้นไปครับ

ซึ่งระหว่างทางเป็นเรื่องธรรมดาที่กองทุนจะผันผวนได้ นักลงทุนเองก็ต้องให้เวลากับกองทุนนี้นานหน่อย ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการลงทุนกับกองทุน KFLTFDNM-D และ KFDNMRMF แล้วละก็ ผมแนะนำว่าให้ลงทุนแบบ DCA หรือว่าจะมี Market Timing ไปด้วยบ้างอย่างที่แนะนำไปแล้วน่าจะทำให้ราคาของหน่วยลงทุนไม่ผันผวนมากนัก ซึ่งเหมาะกับ 2 กองทุนนี้เป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าหากต้องการที่จะลงทุนเป็นเงินก้อน และต้องการการจัดพอร์ตการลงทุน (วิธีที่ 3) อย่างที่ผมได้แนะนำไป แน่นอนว่าก็ควรจะต้องกระจายไปหลาย ๆ กองทุนด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากระยะเวลาลงทุนสั้น ใกล้เกษียณ อาจจะลงทุนในกองทุน RMF ที่เป็น ตราสารหนี้อย่าง KFAFIXRMF ด้วยสัดส่วนมากหน่อยเพื่อเน้นความมั่นคง กองทุนนี้บริหารแบบ Active เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ยิ่งภาวะดอกเบี้ยต่ำ ๆ แบบนี้ ผมคิดว่าเหมาะมากครับ

นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนเองต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิม และยังได้เรื่องการลดความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตที่ดีไปพร้อมกัน อย่างที่ผมเกริ่นในตอนแรก ผมอยากให้นักลงทุนเองสร้างพอร์ตที่มีการกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ มากขึ้น รวมถึงมีการลงทุนในต่างประเทศด้วย

ลองจิตนาการดูสิครับ หากเราลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว อาจจะมีความเสี่ยงมากเกินไป แต่หากเราลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ๆ ก็จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ เช่น กองทุนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ต่อปี แต่ว่าการลงทุนในประเทศอินเดีย หรือว่าจีน ที่มีการเติบโตสูง ก็อาจจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า 12% ต่อปีได้ และการลงทุนในต่างประเทศแบบนี้จะเป็นกระจายความเสี่ยงไปในตัว เพราะว่าหุ้นไทย กับ หุ้นอินเดีย อาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันตลอดเวลาครับ

ดังนั้น หากลงทุนระยะยาวและรับความเสี่ยงสูงได้ ผมอยากให้ลองดูที่กองทุนที่ลงทุนในประเทศอินเดีย ตัวอย่างเช่น KFINDIARMF ซึ่งถ้ามองกันแบบลงรายละเอียด อินเดียในอนาคตจะมีการเติบโตใน Sector ที่เกี่ยวกับการบริโภค เนื่องจากโครงสร้างประชากรนั้น ยังคงมีเด็ก และ คนหนุ่มสาวที่เยอะกว่าผู้สูงอายุอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ผมคิดว่าตลาดการค้าต่าง ๆ น่าจะเติบโตไปได้ดีด้วยเช่นกันครับ

สรุปเรื่องการจัดพอร์ต และการซื้อ LTF – RMF ปลายปี

เวลาที่นักลงทุนมาซื้อกองทุนในช่วงปลายปีแบบนี้ อาจจะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้นักลงทุนควรที่จะเน้นลงทุนแบบทยอยลงทุน (DCA), เลือกกองทุนที่เสี่ยงต่ำ ๆ หน่อย เช่น กองทุนที่มีสัดส่วนหุ้นไม่สูงเกินไป หรือว่าจะจัดพอร์ตโดยเลือกลงทุนใน RMF หลายกองทุนที่มีนโยบายต่างกันก็ได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก

แต่ถ้าสุดท้ายเรายังไม่มีเวลาอยู่ดี เพื่อความง่ายสุด ๆ อยากให้นักลงทุนเองลองมาดูที่ กองทุนผสมที่ทำการจัดพอร์ตมาให้เราแล้ว ไม่ต้องไปปวดหัวอีก ผมก็แนะนำว่าให้เลือกกองทุนผสมกองทุนเดียวไปเลย เช่น KFGOODRMF ที่นโยบายมีการลงทุนทั้งในตราสารหนี้ หุ้น REITs (อสังหาฯ) และ INFRAs แต่สัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะไม่เกิน 50% ครับ ซึ่งกองทุนแบบนี้จะช่วยให้คุณลงทุนได้ครบจบในกองทุนเดียวครับ

สรุปภาพรวมของทัพกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับทัพกองทุน LTF – RMF ที่มีให้เลือกหลากหลาย ต้องบอกว่าในสมัยก่อนตัวเลือกกองทุนนั้นไม่เยอะเท่าไหร่นัก ทำให้นักลงทุนรุ่นก่อนๆ อย่างพวกผมลงทุนได้อย่างลำบาก จะจัดพอร์ตกองทุนก็ไม่ง่ายเหมือนในสมัยนี้ ดังนั้น นักลงทุนเองสมัยนี้ถือว่าได้เปรียบในเรื่องตัวเลือกการลงทุนมากๆ ครับ ถ้าเลือกกองทุนได้ดี จัดสัดส่วนได้เหมาะสม รับรองว่านักลงทุนไปถึงเป้าหมายเกษียณที่อยากได้แน่นอนครับ

สำหรับใครที่สนใจสองกองทุนอย่าง KFLTFDNM-D และ KFDNMRMF ต้องห้ามพลาดกับวันเปิด IPO ระหว่างวันที่ 12 – 21 พฤศจิกายน 2561

ส่วนใครที่สนใจอยากศึกษาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.krungsriasset.com/TH/News/Promotion/5_NEW_LTF_RMF.html

วันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีคร้าบ

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

เปลี่ยนการจองซื้อหลักทรัพย์เป็นเรื่องง่ายด้วย Money Connect by Krungthai

พูดถึงการจองซื้อหลักทรัพย์ หลายคนก็ยังติดภาพว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ยิ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานชื่อดัง หุ้นกู้ของบริษัทชื่อดัง เราอาจจะได้เห็นภาพการไปยืนต่อคิวหน้าธนาคารเพื่อรอจองหลักทรัพย์เลยก็เกิดขึ้นได้ ไหนจะเรื่องเอกสารมากมายล้านแปด บางครั้งจะจองหลักทรัพย์ที เขียนกันจนมือหงิก จนบางทีก็แทบจะหมดอารมณ์จองกันไปเลย

“แต่ต่อไปนี้การจองซื้อหลักทรัพย์จะง่ายขึ้นด้วย Money Connect by Krungthai

Money Connect by Krungthai คืออะไร?

Money Connect by Krungthai คือ บริการการจองซื้อหลักทรัพย์รูปแบบใหม่ของธนาคารกรุงไทยที่สามารถให้นักลงทุนสามารถจองซื้อและชำระเงินค่าหลักทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ได้เลย เอาง่ายๆ ว่าเหมือนเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคารทุกอย่าง เพียงแต่เปลี่ยนมาทำที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเท่านั้นเอง

  • Money Connect by Krungthai ให้บริการฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมอื่นใดจากการทำธุรกรรมแบบปรกติใดๆ ทั้งสิ้น
  • Money Connect by Krungthai สามารถเข้าได้ 3 ทาง คือ
    (1) แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT
    (2) เว็บไซต์ www.moneyconnect.ktbnetbank.com
    (3) เว็บไซต์ www.ktb.co.th

โดย Money Connect by Krungthai ก็สามารถจองซื้อหลักทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่ หุ้นกู้ (Debenture), พันธบัตร (Bond), กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust; REIT) และหน่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) 

Money Connect by Krungthai จะทำให้การจองซื้อหลักทรัพย์ง่ายขึ้นอย่างไรได้บ้าง

1. ตัดปัญหาเรื่องการเดินทาง

จากปรกติที่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร บริการนี้ก็จะสามารถทำให้นักลงทุนสามารถทำธุรกรรมจากที่ไหนก็ได้ ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ต้องเดินทางไปถึงสาขา ทุกอย่างจบที่หน้าจอเลย

2. ตัดปัญหาเรื่องการรอคิว

หลายคนที่เคยไปนั่งรอคิวที่ธนาคารคงรู้ใจกันดี บางวันธนาคารก็คนเยอะมาก ยิ่งช่วงสิ้นเดือนหรือต้นเดือน พูดแล้วน้ำตาจะไหล แค่เห็นตัวเลขบนบัตรคิวก็แทบอย่างจะทิ้งตัวลงนอนหนาวเหน็บ ข้อนี้อาจจะดูไม่มีอะไร แต่ถ้าไปนั่งรอจริงๆ จะรู้ว่ามันน่าเบื่อมาก โดยส่วนตัวแล้วชอบทำธุรกรรมออนไลน์มาก ประหยัดเวลามาก แถมบางทีการไปรอคิวก็ไม่ได้เสียแค่เวลา แต่พาลจะเสียอารมณ์กับความเบื่อไปเสียด้วย

3. ตัดปัญหาเรื่องการเตรียมเงิน

ปรกติการจองซื้อหลักทรัพย์จะต้องชำระเงินเมื่อได้ยืนยันการจองแล้วด้วย อาจจะจ่ายเป็นเงินสดหรือจ่ายเป็นเช็ค ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องแลกมาด้วยการเตรียมเงินตรงนี้ด้วย แต่ Money Connect by Krungthai ไม่ต้อง นักลงทุนสามารถตัดเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้กับ Krungthai NEXT ได้เลย ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องเสียค่าทำแคชเชียร์เช็ค ยิ่งถ้าจองก่อนแล้วต้องยืนยันว่าได้หลักทรัพย์ทีหลัง แบบนี้เราก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาเงินสดไปจ่ายอีกรอบ ตัดผ่านบัญชีได้เลย

4. ตัดปัญหาเรื่องการกรอกเอกสารวุ่นวาย

ใครเคยจองซื้อหุ้นกู้คงรู้กันดีว่ามีเอกสารต้องกรอกเยอะมาก (ก.ไก่ล้านตัว) แถมบางทีก็ต้องกรอกอะไรซ้ำๆ ด้วยกฎด้วยระเบียบอะไรหลายๆ อย่างที่พนักงานก็ได้แต่ทำหน้าเห็นใจเรา แต่เราก็ต้องเขียน 

Money Connect by Krungthai จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะระบบส่วนใหญ่ใช้การจิ้มจิ้มจิ้ม ข้อมูลก็จะอ้างอิงกับข้อมูลเก่าที่ผูกกับ Krungthai NEXTไว้แล้ว ตัดปัญหาเรื่องการกรอกเอกสารซ้ำซ้อน การจองซื้อหลักทรัพย์บางประเภทอาจจะมีการเรียกขอเอกสารเพิ่มบ้าง แต่ก็จะไม่ใช่เอกสารที่ซ้ำซ้อนกับข้อมูลที่เคยให้กับธนาคารไปแล้ว

5. ตัดปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัย

หากหลายคนยังมีความกังวลว่าระบบจะไม่ปลอดภัยก็ขอให้สบายใจ เพราะระบบของ Money Connect by Krungthaiใช้การยืนยันตัวตนผ่าน User ID ของ Krungthai NEXT ยิ่งคนที่กังวลเรื่องว่าจองซื้อแล้วเงินจะไปถึงบริษัทผู้จัดจำหน่ายจริงไหม จะมีปัญหาเรื่องจ่ายเงินแล้วไม่ได้หลักทรัพย์เหมือนที่เคยเห็นในข่าวหรือเปล่า ตรงนี้ก็จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดเลย เพราะทุกอย่างผ่านธุรกรรมออนไลน์ไม่ผ่านคนกลาง เงินตัดจากบัญชีเราไปซื้อหลักทรัพย์เลย ไม่มีใครกำเงินเราไปทั้งสิ้น ทุกอย่างมีที่มาที่ไปและตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด

สำหรับใครที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้, พันธบัตร, กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์,  หน่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนศาสตร์ก็ขอแนะนำให้ลองใช้ระบบของ Money Connect by Krungthai เพราะถือว่ามีประโยชน์มาก

“ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องต่อคิว แถมยังมีความปลอดภัยสูงเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย”

การสมัครใช้บริการก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ใครที่มีบัญชี Krungthai NEXT ก็สามารถเข้าผ่าน 3 ช่องทางที่บอกไปข้างต้นได้เลย แต่ถ้ายังไม่เคยสมัคร Krungthai NEXT ก็สมัครได้เลย เดี๋ยวนี้โอนเงินผ่านธนาคารเขาฟรีค่าธรรมเนียมหมดแล้วนะ สมัครไว้ก็ไม่เสียหายอะไร แถมมีบัญชีหลายธนาคารก็ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรมอีกด้วย

สมัครครั้งแรกก็กรอกข้อมูลส่วนตัว แนบเอกสารประกอบการจองซื้อ และกรอกข้อมูลการลงทุนและแบบประเมินความเสี่ยง ขีดเส้นใต้ว่ากรอกครั้งเดียวใช้ได้ตลอด! แต่ถ้าทำแบบออฟไลน์ต้องกรอกใหม่ตลอดทุกครั้งที่จองซื้อ (แค่คิดยังเมื่อยนิ้วเลย) หลังจากนั้นก็เลือกจองซื้อหลักทรัพย์อะไรก็แค่เลือกหลักทรัพย์ ระบุจำนวน ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ชำระเงินผ่านบัญชีธนาคาร

เอ้า! ไปลองใช้บริการกันดูเร็ว Money Connect by Krungthai มันสะดวกจริงๆ นะเอ้อ!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

กรุงไทยล้ำ!! เจ้าแรก-เจ้าเดียว!! Money Connect ซื้อหลักทรัพย์ออนไลน์

เบื่อไหมกับการจองซื้อหลักทรัพย์กับวิธีเดิมๆ ที่ต้องไปติดต่อที่สาขา เสียทั้งเวลาการเดินทาง ค่าใช้จ่าย ต้องรอคิว และกรอกเอกสารมากมาย

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตในทุกด้าน แม้แต่ด้านการเงินการลงทุนก็เช่นกัน ธนาคารจึงสร้างช่องทาง Internet Banking บริการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone, PC หรือ Tablet เช่น บริการเติมเงิน โอนเงิน ชำระบริการ สอบถามยอดเงิน เป็นต้น และล่าสุด ธนาคารกรุงไทยเปิดตัว ระบบMoney Connect by Krungthai ที่เป็นบริการจองซื้อหลักทรัพย์ออนไลน์   ที่ให้นักลงทุนสามารถจองหลักทรัพย์อาทิเช่นหุ้นกู้ ,ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT),กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ได้ด้วยตนเอง เป็นธนาคารแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย

ลงทุนง่าย เปิดประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์ Online Lifestyle

โจทย์สำคัญในชีวิตประจำวันคนยุคใหม่คือสะดวก ง่าย รวดเร็ว ดังนั้นการใช้บริการผ่านระบบ  Money Connect by Krungthai ช่วยประหยัดเวลา เพิ่มความคล่องตัวสะดวกสบาย โดยนักลงทุนของธนาคารสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปทำธุรกรรมที่สาขา สอดคล้องกับ Lifestyle ของผู้ลงทุนในยุคปัจจุบัน

ที่เจ๋งไปกว่านี้คือระบบ Money Connect by Krungthai  สามารถจองซื้อหลักทรัพย์ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเซ็นและส่งเอกสารให้ยุ่งยาก ปลอดภัยด้วยระบบยืนยันตัวตนผู้ลงทุนจาก User ID ของ Krungthai NEXT

จองซื้อหลักทรัพย์ที่ธนาคารกรุงไทยให้บริการผ่าน Money Connect by Krungthai เข้าสู่ระบบได้ 3 ช่องทาง คือ

  1. Mobile Banking – แอปพลิเคชัน “Krungthai NEXT” ซึ่งใช้ได้ทั้งระบบ IOS และ Android
  2. E-Banking – เว็บไซต์ธนาคารกรุงไทย : https://www.ktb.co.th/
  3. E-Banking – เว็บไซต์ Money Connect by Krungthai : https://www.moneyconnect.ktbnetbank.com/

เมื่อเข้าสู่ระบบครั้งแรกจะต้องลงทะเบียนกรอกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งท่านจะสามารถมั่นใจในระบบความปลอดภัยของ Money Connect by Krungthai ที่มีมาตรฐานสูง หมดกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหล หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็สามารถจองซื้อหลักทรัพย์ตามขั้นตอน  และชำระเงินค่าจองซื้อโดยหักผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้กับระบบ รวมถึงสามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะใบจองซื้อและเรียกดูประวัติการจองซื้อย้อนหลังได้ 60 วัน

โอกาสที่เหนือกว่า

เพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยตัวเอง ที่สามารถจองซื้อหุ้นกู้ (Debenture), ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และเป็นโอกาสการ Connect ระหว่างธนาคารกับผู้ใช้ กรุงไทยเข้าใจการลงทุนในยุค Future Banking นี่จึงเป็นตัวช่วยการเข้าถึงข้อมูลการจองซื้อหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบว่ามีหลักทรัพย์อะไรที่เสนอขายในช่วงนั้นและสามารถจองซื้อได้ตลอดเวลา

เรียกได้ว่า ระบบ Money Connect by Krungthai เป็นเครื่องมือเชื่อมต่อเงินในบัญชีกับโอกาสการต่อยอดความมั่งคั่งตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อยากติดตามการลงทุนจองซื้อหลักทรัพย์ โลกเปลี่ยนไปขนาดนี้อย่ารอช้า รีบโหลดมาลองใช้บริการกันเลย แล้วจะรู้ว่าของฟรีที่ดี…ก็มีในโลก

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save