(Review) เลือกกองทุนให้ถูกใจ ได้มากกว่าสิทธิลดภาษี กับ 2 กองทุนคู่หูจาก บลจ.กรุงศรี

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน นี่ก็เข้าใกล้ช่วงปลายปีอีกแล้วนะครับ ปีๆ นึงนี่ผ่านไปเร็วมากกกกกก (ก ไก่ล้านตัว) หลายคนคงจะทำงานอย่างหนัก จนลืมที่จะวางแผนการเงินของตัวเราเองนะครับ เพราะว่าถ้าเราได้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจะช่วยลดการทำงานหนักๆ ที่ต้องหารายได้เยอะๆ ลงไปได้ครับ

แต่ผมก็เชื่อว่าบางท่านทำงานจนลืมตัว และที่สำคัญในช่วงปลายปีแบบนี้ ก็ควรที่จะเริ่มวางแผนการเงิน โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่จะต้องยื่นในช่วงต้นปีหน้าครับ ซึ่งถ้าหากว่าเราพูดถึงการลดหย่อนภาษี  มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เมื่อไหร่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกซื้อกองทุน LTF/RMF แน่นอนคร้าบ

วันนี้ผม หมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิม จะมาทบทวนความรู้ในการลงทุนกับกองทุน LTF/RMF ให้นักลงทุนได้หลักการนี้ไปพิจารณาในการลงทุนกันครับ

การลงทุนใน LTF นั้นจากเงื่อนไขของกองทุนที่ต้องถือให้ครบอายุ 7 ปี ปฏิทิน ซึ่งถ้าสำหรับคนทั่วไปแล้วอาจจะดูว่าเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ถ้าหากเป็นมุมมองของนักวางแผนการเงิน และผู้วางแผนการลงทุนแล้วละก็ เราถือว่าเป็นแค่การลงทุนระยะกลางครับ

ส่วนการลงทุนใน RMF ด้วยเงื่อนไขที่ต้องลงทุนถึงอายุ 55 ปี จึงทำให้เป็นการลงทุนระยะยาวไปโดยปริยายครับ (ยกเว้นคนที่ใกล้จะเกษียณอยู่แล้วนะครับ)

ดังนั้น ผมจึงได้รับคำถามบ่อยๆ จากนักลงทุนเสมอว่า เราจะเลือกกองทุนอย่างไรดี จึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีทั้งสั้น และระยะยาว เอาเป็นว่าไม่อยากเลือกกองทุนหลายกองมากเกินไปเอามา 1 กองทุนเลยได้ไหม (ยังกับมาขอหวยกันเลย) ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อว่า เราจะเลือก LTF ให้ลงทุนได้มั่นใจยาวๆ ได้อย่างไร

1. ตรวจสอบว่า สไตล์การลงทุนของกองทุนว่าเป็นกองทุนประเภทไหน

เช่น เน้นหุ้นใหญ่ หุ้นเล็ก หุ้นซิ่ง หุ้นพื้นฐานดี ฯลฯ

1.1 ถ้านักลงทุนอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ในระยะยาว ควรเลือกกองทุนหุ้นเล็กครับ เพราะว่าศัยกภาพในการเติบโตมีมากกว่ากองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นใหญ่ครับ

1.2 ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่เน้นการลงทุนแบบได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ อยากให้นักลงทุนมองหากองทุนที่ลงทุนในหุ้นใหญ่ครับ เนื่องจากรายได้ของบริษัทเหล่านี้มักจะสม่ำเสมอ และมีเงินปันผลที่ดี จึงทำให้เราลงทุนแล้วสบายใจมากขึ้นครับ

1.3 นักลงทุนที่เลือกไม่ถูกว่าจะลงทุนอย่างไรดี เอาแบบถือแล้วสบายใจไปได้ยาวๆ อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ผมแนะนำว่าให้เลือกกองทุนที่เปิดกว้าง ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเลือกหุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ หรือหุ้นประเภทใดประเภทหนึ่งครับ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนเลือกได้หุ้นที่ดีเหมาะกับสถานการณ์ขณะนั้นได้ดีว่าครับ เพราะว่าผู้จัดการกองทุนมีโอกาสได้ปรับพอร์ต หรือว่าหุ้นในกองทุนได้อย่างอิสระครับ

2. ตรวจสอบผลตอบแทนระยะสั้น 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Benchmark ไหม

3. ตรวจสอบผลตอบแทนระยะยาว 3 ปี, 5 ปี ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีไหม

โดยจะดีมากถ้าหากกองทุนที่เราถือนั้นอยู่ในกองทุนที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของกองทุนประเภทเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่เราลงทุนไปในระยะยาวจะมีโอกาสงอกเงยคุ้มค่าในที่สุดครับ

4. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมว่า สมเหตุผลหรือไม่ครับ

หากกองทุนมีค่าธรรมเนียมที่สูงหน่อย แต่ทำผลตอบแทนได้ดี เราก็สามารถลงทุนได้ครับ แต่ถ้าหากค่าธรรมเนียมถูก แต่ผลตอบแทนไม่ดี อันนี้เราอาจจะไม่เลือกลงทุนก็ได้นะครับ

5. ตรวจสอบทีมงานของผู้จัดการกองทุนครับ ว่ามีการทำงานอย่างไร

เป็นทีมงาน หรือว่าเป็นระบบ ผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่ดูแลทุกอย่าง ซึ่งผมแนะนำว่าหากนักลงทุนอยากลงทุนแล้วสบายใจในระยะยาวแล้วละก็ เลือกแบบทีมจะทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าผู้จัดการกองทุนจะย้ายงานไปไหน

คราวนี้เรามาดูกันครับ ว่ากองทุนที่มีนโยบายเปิดกว้างมากๆ และพอจะเข้าเกณฑ์พิจารณาได้มีกองทุนอะไรกันบ้างครับ ซึ่งทั้ง 2 กองทุนนี้ก็คือ

KFLTFSTARD และ KFSTARRMF

โดยทั้ง  2 กองทุนนี้ จะบริหารการลงทุนแบบเดียวกันครับ ซึ่งจะต่างกันเพียงแค่กองทุนนึงเป็นกองทุน RMF อีกกองทุนเป็นกองทุน LTF (กองทุน LTF จ่ายปันผล) ครับ ซึ่งผลตอบแทนของทั้ง 2 กองทุนนั้นในระยะสั้นทำได้ค่อนข้างดีเลยครับ ส่วนผลตอบแทนระยะยาวคงต้องลุ้นกันต่อเพราะกองทุนเพิ่งจัดตั้งครบปีเอง

แต่ถึงแม้ว่ากองทุนเองเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน เราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก แต่เนื่องจากที่ บลจ. กรุงศรีฯ บริหารงานแบบทีม ซึ่งกองทุนก็ถูกบริหารจากทีมงานเดียวกันในการบริหารกองทุนอื่นๆ ด้วย เราจึงน่าจะพอดูข้อมูลการบริหารกองทุนจากกองทุนหุ้นอื่นๆ ของค่ายนี้ประกอบการพิจารณาได้ครับ ซึ่งสไตล์การลงทุนของทีมงานผู้จัดการกองทุนที่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์เดิม คือ

1. เน้นการคัดเลือกหุ้นรายหลักทรัพย์

โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก มีแนวโน้มอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูง

2. มีการเข้าไปเยี่ยมกิจการ

เน้นการคุยกับผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น เพื่อดูวิสัยทัศน์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ซึ่งหุ้นที่คัดมานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นราคาไม่แพง แต่ว่ามีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหุ้นไทยครับ

ส่วนนโยบายของกองทุนนี้ก็เหมาะกับการลงทุนทุกระยะอยู่ครับ เนื่องจากลงทุนได้ทั้งหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นใหญ่ หุ้นเน้นเติบโต และหุ้นปันผล ครบทุกแบบครับ ส่งผลให้สอดคล้องกับคนที่มีมุมมองการลงทุน ระยะสั้นก็ได้ ยาวก็ดีครับ

ดังนั้น หากนักลงทุนไม่อยากคิดมาก เลือกกองทุนกองเดียวจบ ผมคิดว่ากองทุนที่มีนโยบายเปิดกว้างแบบนี้ค่อนข้างที่จะเหมาะกับการลงทุนครับ ไม่ว่าจะเป็น LTF หรือ RMF

สรุปว่า สามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง 2 กองทุน ขึ้นกับนักลงทุนเลือกให้เหมาะว่าจะลงทุนแบบไหน และก่อนจะจากกันไป ผมขอแถมท้ายใหักับนักลงทุนที่ชื่นชอบกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และรับความเสี่ยงได้ไม่สูงเท่าไหร่

ผมแนะนำว่าควรเลือกกองทุนที่เป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ และเป็นกองทุนปันผล เนื่องจากว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นใหญ่ส่วนใหญ่ในระยะยาวจะผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเล็ก ๆ ครับ และหากกองทุนที่เราลงทุนมีเงินปันผลด้วย ก็จะทำให้เราได้เงินบางส่วนกลับเข้ามาอยู่ในมือก่อน ซึ่งจะสร้างความอุ่นใจใหักับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง ๆ ครับ

ถ้าใครที่คิดแบบนี้ ผมอยากให้นักลงทุนลองดูข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุน

กรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล หรือ KFLTFA50-D กองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 ซึ่งจะลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 หรือ หุ้นที่มีขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกของหุ้นไทย ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเลือกหุ้นดี ๆ ใน 50 ตัวนี้ เน้นที่มีการเติบโตได้ในระยะยาว บริหารแบบ Active Fund เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี ดังนั้นมั่นใจได้ว่ามีหุ้นพื้นฐานดี มั่นคงอยู่ในพอร์ตการลงทุนแน่ ๆ ครับ

หมายเหตุ ผลตอบแทนที่มีอายุเกินหนึ่งปีจะแสดงเป็นผลตอบแทนต่อปี

ซึ่งกองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ โดยเฉพาะระยะยาวที่เอาชนะ Benchmark ได้อยู่บ่อย ๆ ผ่านความผันผวนมามาก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากองทุนนี้ดีจริงครับ หากลองไล่ดูผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี 3 ปี และ 1 ปี เจอพบว่าอัตราเปอร์เซ็นต์เอาชนะ Benchmark ได้เกือบหมดเลยทีเดียว โดยเฉพาะผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ติดอันดับ 1 ในกลุ่ม LTF เลยครับ

ส่วนนโยบายปันผลของกองนี้ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรสะสม และไม่มีผลขาดทุนสะสมขึ้นในงวดปีบัญชีที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น โดย 5 ปี หลังสุดมีการจ่ายปันผลเฉลี่ย 1 ครั้งต่อปี ซึ่งสะท้อนว่ากองทุนนี้มีกำไรสะสมเพียงพอในการจ่ายเงินปันผลจากการลงทุนของเราได้ด้วยเช่นกัน

นักลงทุนทุกท่านครับ เนื่องจากหน้ากระดาษหมดเสียแล้ว น่าเสียดายมาก ๆ ก่อนจากกันไปครั้งนี้อยากให้นักลงทุนทุกท่าน อย่าลืมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการเลือกกองทุนนะครับ นั่นก็คือ การเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับเรา เพราะว่าจะทำให้เราสามารถลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ ซึ่งจะเป็นจุดกำเนิดความมีวินัย และความอดทนลงทุนระยะยาวได้

ซึ่งการลงทุนระยะยาวนี่แหละครับที่จะสร้างผลอตอบแทนที่ดี และลดความเสี่ยงจากการลงทุนไปพร้อม ๆ กันครับ วันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ปกป้องความเสี่ยงด้วยการรักษาที่เหนือกว่ากับ iShield

คำว่า “โรงพยาบาลเอกชน” อาจจะเป็นของแสลงสำหรับใครหลายคน

แต่หากตัดเรื่องค่าใช้จ่ายออกไป เราก็คงจะต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าโรงพยาบาลเอกชนโดยค่าเฉลี่ยแล้วก็ให้ความรู้สึกที่ดีกับผู้เข้ารับการรักษามากกว่า ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้เข้าใช้บริการที่ไม่มาก ไม่ต้องต่อคิวนาน พอคนไข้ไม่มาก บุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละฝ่ายก็มีเวลาให้กับผู้ป่วยแต่ละคนมากขึ้น แพทย์คุยกับคนไข้มากขึ้น ตัวเราเองก็จะเข้าใจถึงความเจ็บป่วย และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรามากขึ้น ถ้าพูดโดยภาพรวมแล้ว เมื่อเราเจ็บป่วย การได้เข้าโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพก็ถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยหลายๆ คน

“แต่ในทางความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับโรงพยาบาลเอกชน”

สำหรับโรคทั่วไป รักษาในแผนกผู้ป่วยนอก เช่น หวัด ท้องเสีย โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ค่ารักษาอาจเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 บาทบวกลบ แต่ถ้าเป็นโรคที่รุนแรงมากขึ้น จำเป็นต้องเข้าพักรักษาตัวในแผนกผู้ป่วยใน ค่าห้องก็จะเริ่มที่ประมาณคืนละ 10,000 บาท รวมกับค่ารักษา ค่ายา และค่าอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ถ้าเป็นโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาลอาจบานปลายกว่าที่คิดมาก

โรคหลายอย่างต้องอาศัยการรักษาที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษ ยิ่งต้องอยู่ห้อง ICU ค่ารักษายิ่งแพงเพราะต้องมีระบบมาตรฐานเพื่อเตรียมพร้อมจะกู้ชีวิตคนไข้ตลอดเวลา โรคร้ายแรงที่คุ้นหูหลายโรคที่เรารู้จักกันดี เช่น มะเร็ง หัวใจและหลอดเลือด อาจจะทำให้ค่ารักษาพุ่งขึ้นไปเหยียบหลักแสนจนถึงหลักล้าน

เราจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อจะได้การรักษาที่ดีกว่า ในงบประมาณที่เข้าถึงได้?

คำตอบคือการทำประกันภัย การทำประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุจะช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเราต้องเข้าโรงพยาบาลไปได้มาก (ก.ไก่ล้านตัว) โดยเราสามารถเลือกออกแบบจากทุนประกันและเบี้ยประกันที่เราเอื้อมถึง เช่น อยากได้ค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่ อยากได้ค่าห้องเท่าไหร่ อยากได้ค่าชดเชยเท่าไหร่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้สามารถออกแบบได้ด้วยกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสิ้น

แต่สำหรับโรคร้ายแรงแล้ว ทุนประกันทั่วไปอาจไม่เพียงพอ

อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่าโรคร้ายแรงบางโรคอาจจะทำให้ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงไปถึงหลักแสนหรือหลักล้าน หากเราหวังพึ่งการคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุที่เราทำตามปรกติอาจจะไม่เพียงพอ (เพราะกรมธรรม์เหล่านั้นออกแบบมาเพื่อปกป้องความเสี่ยงตามปรกติ ไม่ใช่ความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง) การทำประกันโรคร้ายแรงจึงเป็นการทำประกันที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมุ่งเน้นการรักษาสำหรับโรคร้ายแรงเลย เมื่อเกิดโรคร้ายแรง เราจะได้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเอามาใช้เพื่อจ่ายในส่วนที่กรมธรรม์ฉบับปรกติอาจจะไม่เพียงพอแล้ว ยังสามารถเอาไปใช้จ่ายช่วยเหลือในค่าใช้จ่ายด้านอื่นของชีวิตอีกด้วย

iShield คือแบบประกันคุ้มครองชีวิตและโรคร้ายแรงตลอดชีพ

iShield จะมุ่งเน้นการปกป้องความเสี่ยงจากการเกิดโรคร้ายแรงโดยเฉพาะ คือเมื่อเราป่วยเป็นโรคร้ายแรง 70 โรคที่ระบุในกรมธรรม์ ทั้งระยะเริ่มต้นหรือระยะลุกลาม เราก็จะสามารถเบิกทุนประกันออกมาได้ตามเงื่อนไข เช่น การผ่าตัดตับเบิกได้ 25% โรคสมองเสื่อมเบิกได้ 100% เป็นต้น โดยเราจะสามารถเบิกสะสมไปได้จนครบ 100% ตามสัญญา

ข้อดีของ iShield คือ เราจะได้เงินก้อนใหญ่มาเมื่อเกิดโรคร้ายแรง โดยปรกติโรคร้ายแรงจะใช้เงินในการรักษามาก (หลักแสนถึงหลักล้าน) การได้เงินก้อนเข้ามาจะช่วยทำให้เราสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา เงินก้อนนี้จะทำให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องห่วงเรื่องงบที่จะบานปลาย

การมีเงินก้อนใหญ่ไม่ได้หมายถึงการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น เพราะโรคร้ายแรงบางอย่างต้องใช้เครื่องมือราคาแพงในการรักษา หรือใช้ยาที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ (หมายถึงประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองในการเบิกได้ ต้องจ่ายเงินสดเอง) การมีเงินก้อนเข้ามาจะทำให้การรักษาสะดวกมากขึ้น เข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น จากประสบการณ์ที่คนรอบตัวเป็นโรคร้ายแรงมาเกิน 3 คน บอกได้เลยว่าการรักษาใช้เงินมากกว่าที่คิดมาก คิดภาพว่าญาติใกล้ชิดเรามีทางเลือกในการกินยารักษาโรคเพิ่ม แต่ค่ายาวันละ 2,000 บาทและต้องกินทุกวัน การป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันโรคร้ายแรงจึงจะมีความหมายมากในเวลาแบบนี้

iShield สามารถเลือกระยะการจ่ายเบี้ยประกันภัยได้ตามความสะดวก เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี โดยเบี้ยประกันจะคงที่ และดูแลเราไปถึงอายุ 85 ปีหรือตลอดชีวิต ตรงนี้จะช่วยในการวางแผนการจ่ายเบี้ยของเราได้ดีมาก เพราะเบี้ยประกันจะคงที่ เราสามารถเลือกตามแบบที่เราไหวและคล่องตัวได้เลย ถ้าไม่อยากจ่ายก้อนใหญ่ก็อาจจะทยอยจ่ายนานหน่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นคือเราสามารถออกแบบได้เอง

สุดท้ายคือ iShield สามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยสามารถลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันจ่ายจริงหรือสูงสุด 100,000 บาทต่อปี ตรงนี้เราก็สามารถมองเป็นส่วนลดหรือ cash back จากการที่รัฐบาลสนับสนุนการทำประกันได้

รูปแบบกรมธรรม์ เบี้ยประกัน ทุนประกัน เราสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับตัวเราเองได้เลย โดยสามารถติดต่อเพื่อให้ Krungthai-AXA ออกแบบให้เราได้โดยตรงเลยได้ที่ http://bit.ly/2CFUgrG ลองติดต่อเข้าไปพูดคุยขอดูกรมธรรม์ที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเราที่สุดก่อนก็ได้ หากสนใจก็นำมาศึกษาและวางแผนการเงินกันต่อไป

จากประสบการณ์ความเจ็บป่วยของคนรอบตัวหลายต่อหลายคน
การทำประกันภัยโรคร้ายแรงมันสำคัญจริงๆ นะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินงอกเงยง่ายๆ ปลอดภัยไม่เสี่ยง กับเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือน กับ LHBANK

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Fan Page aomMONEY และ TarKawin วันนี้เรามาคุยกันในเรื่องการออมเงินนะครับ แน่นอนว่าคงไม่มีใครปฏิเสธแน่ ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเงินออมของเรานั้นจะเป็นสิ่งที่สร้างหลักประกันให้กันชีวิตพร้อม ๆ กับการสร้างความมั่งคั่งได้อีกด้วย อย่างว่านะครับ

“เราจะประมาทกับเรื่องต่างๆไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้น
และจะเข้ามากระทบกับชีวิต และส่งผลต่อการเงินของเรายังไงบ้าง”

เราเลยต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและเลือกเครื่องมือการออมการลงทุน

อย่างผมเองก็เหมือนเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนนะครับ ที่ทำงานมาระยะเวลาหนึ่งจนมาถึงช่วยอายุ 30 กันแล้ว บางคนก็เป็นพนักงานบริษัท บางคนก็เป็นเจ้าของกิจการ ช่วยวัยเราๆ นี้ก็คงมีเงินเก็บกันเยอะอยู่แล้ว อย่างน้อยๆ ล่ะผมว่า ถ้าเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี ต้องมีเงินอย่างน้อยกัน 5-6 แสนบาทแล้ว (บางคนอาจจะเก็บได้เยอะกว่านี้ได้อีกด้วย) พอเราเก็บเงินได้มากระดับนึงย่อมมีคำถามกับตัวเองว่า จะเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไรต่อดีให้มันงอกเงย?

ลงทุนในหุ้นดีไหม? ลงทุนในกองทุนรวมดีไหม? หรือเอาเงินไปฝากประจำดี?

ซึ่งผมว่าคำตอบมันอยู่ที่ว่าเราจะเอาเงินไปทำอะไรในอนาคต ช่วงเวลาไหนที่จะใช้เงินก้อนนี้ และหากจะนำไปออมหรือลงทุน เราสามารถรับความเสี่ยงในการขาดทุนได้หรือเปล่า?

แล้วกรณีไหน ควรเอาเงินไปฝากในบัญชีเงินฝากประจำ?

ลองคิดตัวอย่างกันเล่นๆนะครับ เช่น หากเราเก็บเงินเอาไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจะนำไปใช้การแต่งงาน หรือ พาครอบครัวไปเที่ยวในต่างประเทศ โดยกำหนดเอาไว้ว่าจะใช้เงินก้อนนี้ในปีหน้า และมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า เป็นเงินก้อนสำคัญไม่สามารถรับความเสี่ยงและขาดทุนเงินต้นได้

จากเป้าหมายและเงื่อนไขที่ถูกกำหนดทำให้เราพิจารณาได้ทันทีว่า การลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงอย่างหุ้นและตราสารหนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบในการนำเงินไปลงทุนเพราะมีโอกาสขาดทุนเงินต้นได้ ถ้าจะเอาแบบชัวร์ๆเงินไม่หาย ผลตอบแทนได้จริง ๆ ได้แน่ ๆ ผมเองก็จะนึกถึงบัญชีเงินฝากประจำก่อนเลยเพราะเงินต้นไม่หายและได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ด้วย

ผมไม่ปฏิเสธนะว่า หุ้นและตราสารหนี้สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการฝากเงินเอาไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ แต่ท้ายสุดเราก็ต้องกลับไปที่เป้าหมายและเงื่อนไขของเราอยู่ดี

“ถ้าเป็นเงินที่ต้องมีสำรองไว้เกิน 6 เดือนหรือ1 ปีขึ้นไป แต่รับความเสี่ยงไม่ได้
การฝากแบบประจำก็ย่อมเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมมากกว่าได้”

เงินฝากประจำดียังไง?

จากประสบการณ์ที่ผมออมเงินและลงทุนมา ผมเองก็มีเงินฝากประจำอยู่เหมือนกันนะครับ ข้อดีของการฝากแบบประจำก็มีอยู่หลายอย่างเลย เช่น

  • ช่วยสร้างวินัยในการออม ฝากประจำก็เป็นการช่วยบังคับตัวเองทางอ้อมให้ต้องเก็บเงินตามระยะเวลาเป้าหมายครับ ถ้าเทียบกับการเอาเงินไปไว้ในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ขายได้ทุกวันทำการ บางทีเราจะรู้สึกคันไม้คันมืออยากใช้เงินก็ส่งคำสั่งขายออกมาได้ง่ายกว่า
  • ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีความผันผวน ฝากเงินไปแล้วถอนออกมาเงินต้นยังอยู่ครบแน่นอน แม้บางคนอาจจะมองว่าผลตอบแทนระยะยาวน้อยกว่าหุ้นก็ตาม แต่อย่าลืมนะว่าหุ้นมีโอกาสขาดทุนระยะยาวได้
  • เป็นหลักประกันให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองในยามฉุกเฉิน หรือใช้ในการสร้างเครดิตให้กับตัวเราได้ เช่น เมื่อต้องการยื่นขอเสนอเงินกู้และวงเงินต่างๆ ลองสังเกตหรือสอบถามธนาคารดูสิหากเราจะกู้เงินเขาจะดูเงินฝากเราก่อนเลย

บัญชีฝากประจำพิเศษ ดอกเบี้ยสูง จาก LH Bank

ตอนนี้ทาง LH Bank ได้มีโครงการเงินฝากประจำพิเศษนะครับ ซึ่งมีระยะเวลาการฝากให้เลือก 3 ระยะเวลาดังนี้ครับ

  1. เงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน 1.65% ต่อปี
  2. เงินฝากประจำพิเศษ 12 เดือน 1.75% ต่อปี
  3. เงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน 1.85% ต่อปี

ซึ่งมีกำหนดขั้นต่ำดังนี้ครับ

ในกรณีที่มีการฝากประจำพิเศษ 6 เดือน ฝากขั้นต่ำ 100,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50,000,000 ล้าน และมีการจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด เริ่มฝากได้เลยตั้งแต่วันนี้ จนมีคนฝากเงินในโครงการครบ 5,000 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจฝากประจำพิเศษ 12 เดือนและ 24 เดือน ฝากขั้นต่ำ 500,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท และมีการจ่ายดอกเบี้ยรายเดือนหักเข้าบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติด้วย สามารถเปิดบัญชีได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีเงินในโครงการครบ 6,000 ล้านบาท

เงื่อนไขที่ควรทราบ

  • ดอกเบี้ยเงินฝากจะต้องเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย 15% (ตามหลักเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด)
  • หากฝากเงินไว้ แต่ถอนเงินก่อน 3 เดือน แปลว่าจะไม่ได้ดอกเบี้ยนะครับ ธนาคารจะมีการหักเงินคืนเท่ากับจำนวนเงินก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • หากฝากเงินไว้แล้วถอนเงินหลัง 3 เดือน แต่ไม่ครบเวลาที่กำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้แบบออมทรัพย์บุคคลธรรมดา และหากธนาคารได้มีการจ่ายดอกเบี้ยไปก่อนเและเกินจำนวนดอกเบี้ยที่เราควรจะได้รับ ธนาคารเขาจะมาหักเงินเราที่หลังด้วยยอดเงินก่อน หักภาษี ณ ที่จ่ายกันนะครับ

สุดท้ายแล้วเราจะเห็นได้ว่าเงินฝากประจำก็มีข้อดีอยู่หลายอย่างมากและเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่ไม่มีความเสี่ยงในแง่ความผันผวนนะครับ หากใครอยากสร้างหลักประกันของชีวิตหรือออมเงินไว้เพื่อได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าโดยเงินต้นไม่หายไปไหน ลองพิจารณาเงินฝากประจำดูนะครับ

หากเพื่อนๆสนใจบัญชีเงินฝากประจำพิเศษของทาง LH Bank สามารถดูรายละเอียดได้ทาง http://bit.ly/2x7Kr0w สำหรับบัญชีประจำพิเศษ 6 เดือน และ http://bit.ly/2PGP89n สำหรับบัญชีฝากประจำพิเศษ 12 เดือนและ 24 เดือน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LH Bank ทุกสาขา โทร. 02 359 0000 ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

แม้ว่า ตลาดไทย และ ญี่ปุ่น จะผันผวนแค่ไหน ผมยังแนะนำให้จัดต่อไปไม่ต้องรอได้นะ ส่วน สหรัฐฯ นั้นโดดเด่นด้วยผลประกอบการและดัชนีต่างๆ ที่สนับสนุนการไปต่อครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561

ซื้อ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไทย ชะลอลงทุนใน A-SHARE

เหตุผล : ทั้ง 3 ตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และน่าสนใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดไว้ และปัจจัยอื่นๆ ยังดีอยู่

Focus : สหรัฐฯ ไทย ญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ :  หุ้นไทยและญี่ปุ่นที่ผันผวนตอนนี้ถือเป็นโอกาส ส่วนหุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นมาจากผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐาน

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลงมาอย่างน่าตกใจ อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีอยู่ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ และผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯยังคงออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ส่วนสงครามการค้ายังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตามองอยู่ ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังมีความเสี่ยงสูงในตอนนี้

ดังนั้นช่วงนี้จึงแนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย เพราะผมมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งครับ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เนื่องจากผมมองว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ค่อนข้างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ บวกกับปัจจัยของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน และนโยบายลดภาษี จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : ถ้ายังไปต่อ เราก็ซื้อต่อไปครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังเหมือนเดิมครับ เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปมีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ECB ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ  และรายได้บริษัทของหุ้นขนาดเล็กส่วนใหญ่นั้น ก็มาจากการบริโภคในประเทศ จึงมองว่าหุ้นขนาดเล็ก จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้ เลือกหุ้นเล็กไว้ ใหญ่ๆ ไม่เอานะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้ยังคงผันผวนลดลงครับ เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นญีปุ่นในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่เราทราบกันครับว่านายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินเยนที่ถูกลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกญี่ปุ่นดียิ่งขึ้นได้ครับ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะเข้าซื้อต่อได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นเกาหลียังคงผันผวนเหมือนเดิมครับ จากการที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มอ่อนแอลง แต่เชื่อเถอะครับว่า ตอนนี้ยังเป็นจังหวะสะสมได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้สะสมต่อไปได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

มีสองปัจจัยหลักที่สะท้อนให้ราคาลงจนตัดสินใจสะสมต่อได้ครับ ปัจจัยแรกคือ ด้านคะแนนความนิยมของ ‘นายกรัฐมนตรีโมดี’ ลดลง ซึ่งสวนทางกับปัจจัยที่สอง คือ เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี สำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นอินเดียก็เป็นโอกาสในการสะสมต่อในตอนนี้ครับ

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ คือ เงินรูปีอินเดียช่วงนี้อ่อนค่าลงต่ำมาก ซึ่งเห็นว่าทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นโอกาสที่น่าเข้าสะสมหุ้นอินเดียครับ

สรุปสั้นๆ : ยังคงทยอยสะสมได้ครับ

ตลาดหุ้นไทย

ต่ำแล้วมีต่ำกว่าอีก ต่ำแล้วก็ต่ำที่สุด สำหรับสัปดาห์นี้ถือว่า หุ้นไทยลดต่ำสุดใน 1 เดือนแล้วครับ จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่น่ากังวลของใครหลายคนแล้วล่ะครับ

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า ช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนตอนนี้

เอาจริงๆ ถ้าเรามองว่าไปต่อ โอกาสในตอนนี้คือโอกาสที่ดีในการซื้อหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : ใคร (กล้า) ซื้อได้ ซื้อต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นจีน A-Share ต่อนะครับ หลังจากสถานการณ์สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มแย่ลงอยู่เหมือนเดิม และที่เพิ่มเติมคือหุ้นตก ซึ่งกดดันให้การเติบโตของจีนชะลอลงไปด้วย

เน้นนะครับ สำหรับหุ้นจีน A-SHARE นั้น เราควรอยู่เฉยๆ แต่สำหรับหุ้นจีน H-Share ทยอยสะสมได้เรื่อยๆ ครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอ A-SHARE ไปก่อนครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นญี่ปุ่น, หุ้นไทย, ทยอยสะสมหุ้นยุโรป, หุ้นเกาหลี และหุ้นจีน H-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ เนื่องจากช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการผันผวน และนักลงทุนเก็งกำไร Future เปิดสถานะ Long ไว้มาก  ทำให้ความไม่แน่นอน ณ ช่วงนี้เป็นโอกาสในการสะสมทองคำเพิ่มครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) วิธีประหยัดภาษีพร้อมกับโอกาสทางการเงิน

สวัสดีครับทุกท่าน ผมหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องประหยัดภาษีในปี 2561 นี้ครับ 55+ เนื่องจากว่าในปีนี้ มีข่าวคราวมากมายเกี่ยวกับการยกเลิกกองทุน LTF ในปีหน้า ซึ่ง LTF นี้ถือว่าเป็นสินค้าทางการเงินที่หลายคนใช้เพื่อการลดหย่อนภาษีอยู่เป็นประจำ

หลายคนบอกว่าอาจจะมีกองทุนประเภทใหม่ขึ้นมาแทน LTF เพื่อให้ตลาดหุ้นเอง ไม่ผันผวนมาก 

หลายคนก็บอกว่า อาจจะไปเพิ่มการลดหย่อนด้านอื่น ๆ 

หลายคนบอกว่าคงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้นมาก เพราะว่าหากราคาหุ้นลงมาเยอะ น่าจะมีคนซื้อหุ้นมากขึ้น

หลายคนก็บอกว่าก็ซื้อ RMF เพิ่มเติมสิ

หลายคนก็บอกว่ามีกองทุน กบช ที่จะมาแทนอยู่แล้วไง

ถึงตรงนี้ทุกท่านคงคิดว่า…หลาย ๆ คนคือใคร (ผมก็สงสัยเหมือนกัน)

แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมว่าเราแค่ปรับแผนการลดหย่อนภาษีให้ดีขึ้นก็น่าจะโอเคแล้วครับ โดยการเอาสินค้าทางการเงินที่มีอยู่ และสามารถลดหย่อนภาษีได้มาจัดวางใหม่ ปรับแผนใหม่ ต่อให้ LTF หายไปก็ไม่จำเป็นต้องไปเดือดร้อนด้วยครับ ใช้สิทธิ์เท่าที่เรามีก็พอครับ

อีกอย่างครับ เรายังคงซื้อ LTF ได้อีกปี มาใช้สิทธิ์ของเรากันดีกว่า

ดังนั้น เรามาทบทวนซักเล็กน้อยกันดีกว่าว่า ตอนนี้มีอะไรที่ลดหย่อนภาษีได้บ้างครับ และแต่ละอย่างต้องทำอย่างไรจึงได้ลดหย่อนภาษีถูกต้องตามกฏหมายครับ

1. LTF

คือกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จะนำเงินลงทุนของเราไปลงทุนในตลาดหุ้น โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้นและบริหารการลงทุนแทนเรานั่นเอง

เมื่อเป็นการลงทุนในหุ้นก็มีโอกาสทำให้เราได้กำไรและผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ขณะเดียวกันในระยะสั้นก็อาจจะมีบางช่วงที่ขาดทุนสูงได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนที่จะซื้อ LTF จึงต้องมีระยะเวลาการลงทุนหรือซื้อแล้วถือไว้ยาวนานมากพอ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรต่ำกว่า 7 ปี เพื่อให้มีโอกาสได้กำไร โดยที่ระหว่างทางก็ต้องสามารถรับความผันผวนของเงินลงทุนที่แกว่งไปแกว่งมาได้ด้วย

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี เช่น มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท ก็ซื้อเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 75,000 บาท
  2. ซื้อเมื่อไหร่ เงินก้อนนั้นต้องถือไม่ต่ำกว่า 7 ปี (โดยนับแบบปีชนปี คือไม่ว่าจะซื้อวันไหนของปี ถ้าเป็นปีถัดไป ก็ถือว่าถือมาแล้ว 1 ปี) ห้ามขายก่อน 7 ปี
  3. ซื้อปีไหน ใช้เงินก้อนนั้นลดหย่อนปีนั้น ไม่ต้องซื้อทุกปี

2. RMF

ก็คือการลงทุนในกองทุนรวมที่สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับ LTF แต่ต่างกันตรงที่ RMF สามารถลงทุนได้หลายประเภทไม่เฉพาะแค่หุ้นไทยอย่างเดียว คือมีทั้งเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ (ตราสารหนี้) อสังหาริมทรัพย์ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำหรือหลายอย่างผสมกันได้ ทำให้สามารถเลือกลงทุนได้หลากหลาย ตามความสูงต่ำของผลตอบแทนที่ต้องการ โดยจะเป็นการลงทุนที่มีเป้าหมายเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ (ตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นต้นไป) เท่านั้น

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่เมื่อรวมเงินที่ซื้อ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และประกันชีวิตแบบบำนาญ (ถ้ามี) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  2. ต้องซื้อทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ของรายได้รวมทั้งปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า) อย่างน้อย 5 ปี (โดยนับแบบวันชนวัน คือถ้าซื้อวันไหนของปี จะนับเป็น 1 ปีเมื่อถึงวันนั้นของปีถัดไป) จนถึงอย่างน้อยอายุ 55 ปี (ห้ามขายก่อน)

คราวนี้เรามาดูสินค้าในฝั่งของประกันกันบ้างครับ 

คนส่วนใหญ่เองก็ชอบถามว่า ระหว่าง ประกัน กับ กองทุน เราจะเลือกอย่างไรดี

ซึ่งผมขอบอกว่าอย่างนี้ครับ กองทุน กับ ประกันนั้น มีหน้าที่ต่างกันครับ อย่าเอามารวมกันนะครับ กองทุนมีหน้าที่ในการลงทุนเพื่้อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้กับเราครับ

แต่ถ้าหากต้องการความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นหลังจากที่เราจากโลกนี้ไปเพื่อป้องกันให้คนข้างหลังจะไม่ลำบากได้ หรือว่าในช่วงที่เราป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะไม่ได้มาเป็นภาระให้กับเราก็ควรที่จะทำประกันไว้ครับ

ลองคิดดูสิครับ หากเราเน้นแต่เรื่องลงทุน หากเกิดอุบัติเหตุหรือต้องเข้าโรงพยาบาล และหากไม่ได้มีประกันสุขภาพ หรือว่าประกันชีวิตไว้เลย เราก็ต้องขายกองทุนที่เราลงทุนไปออกมาเพื่อจ่ายค่ารักษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น บางครั้งกองทุน LTF / RMF ก็ยังขาดทุนอยู่เลย หรือบางครั้งไม่ครบกำหนดเวลาก็ต้องขายก่อน ทำให้เราผิดเงื่อนไขซึ่งก็ต้องคืนภาษีที่ลดหย่อนไป และก็ยังมีค่าปรับด้วยนะครับ ดังนั้น เราเองก็ควรที่จะต้องมีการวางแผนป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วยนั่นเองครับ

เห็นไหมครับว่าประกันเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันครับ ในปัจจุบันเองสินค้าประกันเหล่านี้ก็พัฒนาตัวเองไปมากๆ เลยครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังถึง ประกันที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่จะมาช่วยในการวางแผนการเงิน และภาษีไปพร้อม ๆ กันครับ

ซึ่งพระเอกของเราก็คือ Krungthai-AXA

โดยแบ่งเป็น iRetire iShield & iHealthy

iShield (ประกันชีวิตแบบคุ้มครองชีวิต และ โรคร้ายแรง)

ประกันชีวิต คือ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงชนิดหนึ่ง ที่จะจ่ายเงินให้คนที่อยู่ข้างหลังตามวงเงินที่เราทำไว้ เมื่อเราเสียชีวิต หรือจ่ายเงินให้เรา ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองและอยู่จนครบสัญญา แล้วแต่ประกันชีวิตแต่ละประเภท โดยที่ประกันชีวิตแบบทั่วไป ได้แก่ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ แบบชั่วระยะเวลา แบบสะสมทรัพย์ และแบบควบการลงทุน ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันตามความจำเป็นหรือความต้องการ

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่าย แต่รวมทุกแบบ ทุกกรมธรรม์แล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  2. เฉพาะแบบที่มีระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปีเท่านั้น

ซึ่งประกันแบบเดิม ๆ นั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะเคยได้ยินกันคือ

  1. ต้องจ่ายเบี้ยไปตลอดชีวิตครับ
  2. อายุมากขึ้นต้องจ่ายมากขึ้น
  3. จ่ายแล้วทิ้งเงินไปเปล่า ๆ เลย

แน่นอนครับ ประกันสมัยใหม่นี้เปลี่ยนไปเยอะเลยครับถ้าใครจะซื้อ iShield แล้วละก็

  1. เลือกเวลาในการจ่ายได้ เช่น 5 ปี 10 ปี ฯลฯ 
  2. ดอกเบี้ยคงที่
  3. ครบกำหนดสัญญามีเงินคืนให้ 

เห็นไหมครับว่าประกันเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ ขึ้นกับว่าเราจะเลือกแบบไหนครับ

iRetire ประกันชีวิตแบบบำนาญ

คือประกันชีวิตที่มีทั้งความคุ้มครองชีวิต ผลตอบแทนคืนให้ระหว่างสัญญา เช่นเดียวกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แต่ต่างกันที่ประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีผลตอบแทนคืนให้เป็นประจำเท่ากันทุกปี ตั้งแต่ช่วงอายุหลังเกษียณ (55 , 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบประกัน) ไปจนกว่าจะครบสัญญา

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

ซื้อเท่าไหร่ก็ได้ แต่นำค่าเบี้ยไปลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมเงินที่ซื้อ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และ RMF (ถ้ามี) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ซึ่งถ้าเป็นประกันบำนาญแบบเดิมๆ ที่เราเจอะส่วนใหญ่จะต้องจ่ายเบี้ยยาวๆ ไปครับ บางครั้งก็จนถึงอายุ 55 ปีเลยครับ แต่ในปัจจุบันถ้าหากเราเราเลือกซื้อ iRetire ก็สามารถเลือกที่จะจ่าย 1 ปี หรือ 5 ปี แบบสั้น ๆ ก็ได้ (นี่ก็เลือกได้อีกแล้วครับ)

สุดท้ายก็คือ iHealthy (ประกันสุขภาพ)

ประกันสุขภาพ คือ เครื่องมือที่ใช้คุ้มครองความเสี่ยงของค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยที่ถ้าหากเราตรวจพบโรค หรือเจ็บป่วยจากอาการที่เป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินชดเชย หรือวงเงินคุ้มครองให้ ไม่เกินตามที่แผนประกันกำหนด ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า หากเจ็บป่วย หรือต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน จะมีบริษัทประกันมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแพงๆ แทนเราให้ ไม่ต้องห่วงว่าจะมาสร้างผลกระทบกับเงินออมของเรานั่นเอง

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อเท่าไหร่ก็ได้ แต่นำค่าเบี้ยประกันสุขภาพไปลดหย่อนได้รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  2. ใช้ลดหย่อนได้เฉพาะความคุ้มครองที่เกี่ยวกับลักษณะดังต่อไปนี้
    1. การรักษาพยาบาล หรือการชดเชยกรณีทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะจากการเจ็บป่วย
    2. การรักษาพยาบาล หรือการชดเชยกรณีทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ กระดูกแตกหัก จากอุบัติเหตุ
    3. ความคุ้มครองโรคร้ายแรง
    4. ความคุ้มครองโรคระยะยาว

ซึ่งประกันแบบเดิม ๆ ก็มักจะมีวงเงินในแต่ละส่วนของการเบิกรักษาจำกัดครับ ไม่สามารถเบิกได้เกินกว่าวงเงินกำหนด เช่น ค่าล้างไตไม่เกิน 180,000 บาทต่อปี หากเกินต้องจ่ายเอง

แต่ปัจจุบันเองก็มีระบบเหมาจ่ายออกมาครับ ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะเบิกได้ไม่เท่าไหร่ เพราะว่าที่นี่ให้วงเงินสูงสุดตามแผนที่เราเลือกครับ ซึ่งถ้าต่ำสุดของทาง Krungthai-AXA จะอยู่ที่วงเงิน 3 ล้านบาท ก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควรเลยครับ

นี่ยังไม่รวมถึงการตรวจรักษาแบบอื่นๆ อีกนะครับ ใครที่คิดว่าอยากจะป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผมว่าประกันแบบเหมาจ่ายน่าจะเหมาะที่สุดในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นแบบนี้ครับ

เมื่อเรารู้จักกับเครื่องมือสำหรับวางแผนการเงินที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงเงื่อนไขในการลดหย่อนทั้งห้าประเภทแล้ว ต่อมาเราก็ควรจะต้องมาวางแผนเพื่อพิจารณาว่า เราควรต้องทำอะไรหรือเครื่องมือไหนเหมาะสมกับสถานะการเงินของเราบ้าง

โดยที่เราคิดง่าย ๆ แบบนี้ครับ

1. ถ้ามีความเสี่ยง ควรเลือกทำประกันก่อน

ความเสี่ยงในที่นี้คือดูว่า เรามีสวัสดิการรักษาพยาบาลไหม ถ้าไม่มีหรือมี ไม่ครอบคลุมค่ารักษาเพียงพอ อย่างแรกที่เราควรทำก็คือ ประกันสุขภาพ แต่ถ้ามีภาระหรือมีคนต้องดูแล เราก็ควรทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของเราเป็นอันดับแรก

2. ต้องการออมระยะยาว

อย่างแรกคือดูว่า เรามีเงินออมไว้ใช้เกษียณไว้เพียงพอแล้วหรือยัง ถ้ายัง…เราก็ควรตั้งเป้าเก็บเงินเพื่อใช้ตอนเกษียณเพิ่มก่อนเป้าหมายเงินออมอื่นๆ โดยอาจจะใช้ RMF หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือใช้ร่วมกันทั้งคู่ก็ได้ แต่ต้องเก็บเงินเกิน 10 ปี เช่น ออมเงินเพื่อการศึกษาลูก เราก็อาจจะใช้ LTF ก็ได้ครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ น่าจะได้ความรู้กันไปพอสมควรเลยนะครับ สำหรับการวางแผนลดหย่อนภาษี และเครื่องมือทางการลงทุนต่างๆ ที่จะช่วยเราวางแผนได้ครับ ก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ข้อคิดและสาระประโยชน์ในการวางแผนชีวิตที่คุ้มค่าและปลอดภัยจากความเสี่ยงทุกๆ ด้านนะครับ

สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดของ Krungthai-AXA สามารถติดตามได้ที่: http://bit.ly/2CHvFCS

วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เก็บรักษาเงินก้อนใหญ่ไว้ที่ Ultra Savings

ถ้าเราได้รับเงินก้อนใหญ่ มักจะมีหลายความรู้สึกเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจที่ได้รับเงิน มีอาการคันไม้คันมืออยากซื้อ ซื้อ ซื้อ…โน่นนี่นั่นเต็มไปหมด ผสมกับความกังวลใจที่ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรให้เงินนั้นอยู่ได้นานๆ หนำซ้ำยังต้องรับมือกับเพื่อน ญาติพี่น้องที่คิดถึงเราพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

เงินก้อนใหญ่ที่ว่านี้มักเกิดจากการทำงานมาอย่างยาวนาน เช่น เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , เงินเกษียณจาก กขบ. ฯลฯ  ถ้าไม่อยากให้ชีวิตของเรากลายเป็นสามล้อถูกหวย ที่ได้รับเงินก้อนใหญ่แล้วใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว เราคงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วล่ะ วันนี้อภินิหารเงินออมจะเล่าให้ฟังว่าควรจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไร 


เราได้รับเงินก้อนใหญ่มาจากไหนและควรจัดการอย่างไร?

วิธีจัดการเงินก้อนนั้นมักจะแตกต่างกันตามแหล่งที่มาของเงิน แต่หลักๆ แล้วควรใช้บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเป็นบัญชีหลักไว้เก็บเงินก้อน แล้วทยอยถอนออกมาใช้จ่ายตามความจำเป็น เพื่อให้เข้าใจวิธีใช้งานบัญชีนี้มากขึ้น 

เราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ

กรณีเราได้รับเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตจากสถานะการทำงานไม่ว่าจะเป็น

  • ข้าราชการเกษียณแล้วได้รับเงิน กบข.
  • พนักงานประจำเกษียณแล้วได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เกษียณแล้วได้รับเงินชราภาพจากสำนักงานประกันสังคม 
  • เงินก้อนจากประกันสะสมทรัพย์ที่ครบกำหนดตอนเกษียณ

ลองนั่งนับดูแล้วในวัยเกษียณ แต่ละคนน่าจะได้รับเงินก้อนหลายล้านบาท เราต้องวางแผนวิธีใช้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตนี้ให้มีใช้ไปอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า หรือจนกว่าจะเสียชีวิต รวมทั้งมีบางส่วนแบ่งเป็นมรดกให้ลูกหลานได้คิดถึงเราด้วย

หากเก็บเงินไว้กับการลงทุนที่มีความเสี่ยง ก็ต้องมาลุ้นกับผลกำไรขาดทุนตลอดเวลา สมมติว่าเราลงทุนหุ้นตอนอายุ 30 ถ้าขาดทุนอยู่ก็มีเวลารอให้หุ้นขึ้นได้ หรือถ้าขายตัดขาดทุนก็ยังมีเรี่ยวแรง มีเวลาไปหาเงินมาเพิ่มได้

แต่สำหรับคนวัยเกษียณที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆและไม่มีรายได้จากการทำงาน การเก็บเงินในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงน่าจะเหมาะสมกว่า เพื่อรักษาเงินก้อนสุดท้ายนี้ให้อยู่นานที่สุด พอจะใช้ก็ทยอยถอนออกมาใช้จ่าย

Ultra Savings คืออะไร?

Ultra Savings เป็นบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ของธนาคารธนชาต ที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินฝากออมทรัพย์และให้ดอกเบี้ยสูงเหมือนการฝากประจำ เหมาะกับเป็นที่พักผ่อนของเงินก้อน พร้อมกับได้รับดอกเบี้ยทุกเดือน โดยดอกเบี้ยจะถอนออกมาได้ทุกวันที่ 10 ของเดือน

อัตราดอกเบี้ยตามระดับของเงินฝาก ดังนี้

ถ้าต้องการฝาก Ultra Savings ควรทำอย่างไร?

เปิดบัญชีได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่มต้นขั้นต่ำ 500 บาท เราเปิดได้เพียงคนละ 1 บัญชีเท่านั้น ถอนเงินออกได้ 2 ครั้งต่อเดือน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม การถอนเงินครั้งต่อไปในเดือนนั้น จะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 50 บาท ถอนออกแล้วควรมียอดเงินคงเหลือขั้นต่ำติดบัญชีไว้ 500 บาท แต่ถ้าถอนออกแล้วเงินคงเหลือต่ำกว่า 500 บาท จะต้องติดต่อสาขาเจ้าของบัญชีเพื่อปิดบัญชี โปรโมชั่นนี้หมดเขตวันที่ 31 ธันวาคม 2561 นะจ๊ะ

ถ้าเรามีเงินก้อนแล้วควรหาวิธีเก็บรักษาเงินนั้นไว้ให้นานที่สุด ซึ่งบัญชีเงินฝาก Ultra Savings ของธนาคารธนชาต ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ถ้าสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซด์ https://www.thanachartbank.co.th/TbankCMSFrontend/PersonalTHDetail.aspx?PTypeID=9&ProID=1&PName=personal 

หรือติดต่อที่สาขาธนาคาร หรือโทร 1770 ได้เลยจ้า

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

” เก็งหวยงวดตัวเลขข้น กับสถิติย้อนหลัง 10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข “

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้มีกระแสละครฮิตซึ่งเกี่ยวกับครอบครัวใหญ่ที่กำลังดำเนินเรื่องมาถึงจุดคลี่คลายแล้ว มาดูกันว่าหากลองเก็งตัวเลขตามความฝันที่เกี่ยวกับคนในครอบครัวแล้ว จะพอมีลุ้นให้ได้ทรัพย์ร่ำรวยเหมือนตระกูลในละครมั้ยน้า

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 พฤศจิกายน 2561

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เช่น ฝันเห็นญาติผู้ใหญ่ คนในครอบครัวที่อายุมากกว่าสามารถตีเลขเด่นได้เลข 1 และ 6 หากใันเห็นญาติผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตแล้วสามารถตีเป็นเลขเด่นได้เลข 0 6 และ 7 ฝันเห็นลูกหลาน ญาติที่อายุน้อยสามารถตีเลขเด่นได้เลข 2 7 และ 9 แล้วนำเลขเด่นที่ได้ไปรวมกับเลขอื่นที่ตีจากเหตุการณ์ในฝันที่คุณฝันเห็นในคืนนั้นเลย นอกจากนี้สิ่งที่พบเจอทั่วไปก็อาจสามารถตีเป็นตัวเลขได้ อย่างเช่น หากฝันเห็นญาติพี่น้องคนใด หรือมีคนในครอบครัวเจอเหตุการณ์สำคัญไม่ว่าจะเป็นโอกาสพิเศษอย่างวันเกิด เหตุการณ์สำคัญอื่นๆที่แปลกไปจากเดิมให้ลองถามวันเดือนปีเกิด หรืออายุของบุคคลนั้น บางทีอาจเป็นตัวเลขที่ให้โชคก็เป็นได้

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง และถ้าญาติพี่น้องคนรอบข้างถูกหวยรวยเบอร์ก็อย่าไปอิจฉาริษยากันล่ะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

(Review) เทียบกันเน้นๆ “Ultra Savings” ไม่ใช่แค่ดอกดีแต่ยังต่างจากบัญชีอื่นนะเธอ

เดี๋ยวนี้เวลาที่เราพูดถึงบัญชีเงินฝากคงไม่มีใครมานั่งถามกันแล้วมั้งว่า แก อันไหนดอกดี?เพราะบัญชีทั่วไปที่เราเห็นในท้องตลาดเขาให้อัตราดอกเบี้ยที่น้อยมาก เท่าที่พี่นั่งดูข้อมูลของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จะให้กันอยู่ที่ไม่ถึง 1% ส่วนฝากประจำเนี่ยจะเพิ่มขึ้นมาหน่อยที่ 1-2%

แล้วถ้าเราจะเอาเงินไปฝากประจำก็ต้องรับเงื่อนไขกันด้วยนะว่าถ้าถอนก่อนกำหนดระยะเวลาที่กำหนดอาจจะไม่ได้ดอกเบี้ย หรืออาจจะให้ดอกเบี้ยเท่ากับฝากออมทรัพย์ ส่วนดอกเบี้ยเขาก็จะให้มาอย่างมากสุด 2 ครั้งต่อปีปีในเดือนมิถุนายนและธันวาคมในแต่ละปี

“บัญชีเงินฝากก็สำคัญในการบริหารเงิน”

เอาจริงๆนะ ในมุมมองของพี่คิดว่า การลงทุนนั้นไม่ได้มีแค่หุ้นและกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง บัญชีเงินฝากก็สำคัญเพราะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายระยะสั้นที่เราไม่ต้องการความเสี่ยงและความผันผวนได้ ถ้าเราจะเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศในปีหน้า เอาเงินไปลงทุนหุ้นในระยะสั้น 1 ปี เจอหุ้นตกขึ้นมาอาจจะพับแผนกันเลยก็ได้

การเก็บเงินออมหรือเงินลงทุนระยะสั้นตามเป้าหมาย พี่มองว่าอย่าไปวางไว้ในทรัพย์สินที่เสี่ยงเลย ฝากไว้ในบัญชีเงินฝากกับธนาคารนั่นล่ะก็ดีแล้ว ความแน่นอนและผลตอบแทนมันชัวร์ๆกว่า แต่เข้าใจว่าหลายๆคนก็คงเบื่อบัญชีแบบเดิมๆ ใช่ไหม? แล้วหน้าตาบัญชีเงินฝากที่หลายๆคนอยากได้เป็นยังไง พี่ว่าน่าจะเป็นประมาณนี้ ได้แก่

  • ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีทั่วไป (อันนี้ชอบที่สุด)
  • อยากจะฝากเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องกำหนดขั้นต่ำในการฝาก
  • สะดวกถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้ 
  • จ่ายดอกเบี้ยเร็ว

ก็เป็นบัญชีในฝันของหลายๆคน ถามว่ามีบัญชีแนวๆนี้อยู่ในโลกไหม? ก็มีอยู่เหมือนกันนะเธอ ลองมาดูกันว่าปัจจุบันมีเจ้าไหนเป็นอย่างไรบ้าง พี่เอามาเป็นตารางให้ดูเลย

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561

  • ในการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะคิดกัน ณ สิ้นวันนะครับ 
  • ธนชาต Ultra Savings กับ กรุงศรีมีแต่ได้ จะคำนวณตามวงเงินที่เราฝากเลย
  • TMB No Fixed กับ SCB จัดเต็ม จะคำนวณตามอัตราขั้นบันได คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มครับ

ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561

ข้อมูลจากตารางก็สรุปมาจากข้อมูลที่ทางธนาคารแต่ละแห่งเผยแพร่ออกมารวมถึงการสอบถามจาก Call Center เพิ่มเติมนะครับ เพื่อนๆสามารถสอบถามรายละเอียดอื่นๆเพื่อเปรียบเทียบกับทางธนาคารแต่ละแห่งเพิ่มได้ครับ

แล้ว Ultra Savings ดียังไง?

ผมจะสรุปให้ฟังในมุมมองของผมนะครับ มีดังนี้ครับ

1. เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ

จากตารางที่ผมสรุปออกมานั้นจะเห็นได้ว่า เงินฝากของธนชาต Ultra Savings จะได้ดอกเบี้ยสูงตั้งแต่ในวงเงินระดับเริ่มต้น ใครที่มีเงินฝากไม่มากก็สามารถรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย เช่น

  • หากเราฝากเงินต่ำกว่า 100,000 บาท ก็รับดอกเบี้ยในอัตรา 0.8% ต่อปี
  • การฝากเงินระหว่าง 100,000 – <10 ล้านบาท ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของโครงการที่ 1.5% ต่อปี

ผมว่าหลายๆคนอาจจะมีเงินนิ่งๆอยู่บ้านไม่ว่าจะหลักหมื่น หลักแสน แต่ยังไม่ได้นำเงินไปทำอะไร ยังไม่มีแผนการลงทุน เราเอาไปฝากแบบออมทรัพย์ก็จะได้ดอกเบี้ยน้อยกว่านะครับ ก็เอามาฝากไว้ตรงนี้ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้แบบไม่มีความเสี่ยงด้วย

2. ถอนได้ตลอด ถอนฟรี 2 ครั้งต่อเดือน

ในการฝากเงินกับธนาคารโดยทั่วไปแล้ว หากเป็นออมทรัพย์จะถอนได้ตลอดแต่ดอกเบี้ยน้อย หากเป็นบัญชีเงินฝากประจำหากถอนออกมาแบบผิดเงื่อนไขก็อาจจะไม่ดอกเบี้ยหรือได้น้อยกว่ากำหนดแต่ก็แลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าออมทรัพย์นะครับ

บัญชีเงินฝากแบบ Ultra Savings ก็จะเป็นลักษณะที่ยืดหยุ่นกว่า เพราะให้ดอกเบี้ยสูงแต่สามารถถอนได้แบบฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมเดือนละ 2 ครั้ง เราสามารถนำเงินมาพักเอาไว้เป็นกองกลางเพื่อใช้ในการบริหารเงินได้ครับ เช่น ในแต่ละเดือนเราก็ถอนมา 1 ครั้ง โดยส่วนหนึ่งเรานำไปไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพื่อใช้ในเดือนนั้นๆ อีกส่วนก็นำไปลงทุนแบบ DCA รายเดือนได้ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกับเงินที่วางนิ่งๆได้ครับ

3. ออมไว้มากแค่ไหนไม่มีความเสี่ยง

การออมด้วยบัญชีเงินฝากนั้นมีข้อดีคือไม่มีความเสี่ยงและความผันผวนนะครับ Ultra Savings จึงเหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นการออม คนที่ชอบเก็บออมเยอะๆ คนที่ต้องการแหล่งพักเงิน หรือแม้แต่คนที่ต้องการนำเงินมาหาผลตอบแทนที่สูงกว่าบัญชีเงินฝากทั่วไปแต่ไม่ต้องการความเสี่ยง หรืออาจจะเป็นคนที่ต้องการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายระยะสั้นก็สามารถทำได้

4. เบิกถอนดอกเบี้ยได้ทุกวันที่ 10 ของเดือน

โดยทั่วไปแล้วหากเราฝากเงินไว้ในธนาคารจะมีการจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี ซึ่งเราจะต้องรอประมาณ 6เดือนในแต่ละรอบกว่าจะได้ดอกเบี้ยมาใช้ได้ครับ แต่ในส่วนของ Ultra Savings เราสามารถเบิกออกมาใช้ได้ทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อนำไปใช้จ่ายได้ครับ

เห็นอย่างงี้แล้วหลายๆคนก็คงมองว่าไปเปิดบัญชีไว้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจใช่ไหมครับ เริ่มไม่ยากเลยด้วยเงินเริ่มต้นแค่ 500 บาทเท่านั้น เราแค่เตรียมบัตรประชาชน เดินไปที่สาขาของธนาคารธนชาตก็สามารถสมัครได้ทันที สมัครวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2561 นะครับ ช่วงนี้ทางธนาคารใจดี ใครเปิดบัญชีตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป พร้อมดาวน์โหลด หรือแสดง Thanachart Connect โมบายแอป รับฟรี กระเป๋าใส่สมุดบัญชีธนาคาร มูลค่า 390 บาทอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ของธนาคารที่  1770 หรือทางเว็บไซต์ http://www.thanachartbank.co.th นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เงินฝากเพื่อสภาพคล่อง บัญชีออมทรัพย์แบบไหนตอบโจทย์ตรงใจที่สุด

ทุกวันนี้หลายคนน่าจะสังเกตเห็นว่า…บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดินเสียเหลือเกิน ทำให้รู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะวางเงินส่วนใหญ่ของตัวเองไว้ในบัญชีออมทรัพย์ จึงเลือกย้ายเงินไปฝากประจำหรือลงทุนในกองทุนรวมแทน

แต่เชื่อผมมั้ยว่า ถึงเราจะมีเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์เรื่องผลตอบแทนสูงมากมายขนาดไหน เงินฝากออมทรัพย์ก็ยังจำเป็นสำหรับสภาพคล่องในยามฉุกเฉินอยู่ดี เพราะเงินฝากออมทรัพย์ถูกจัดว่าเป็น “สินทรัพย์การเงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด” ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินฝากประจำทำแทนไม่ได้

เพราะเงินฝากประจำมักจะมีเงื่อนไขที่ว่าต้องฝากเท่าไหร่ถึงจะได้ดอกเบี้ยสูงสุด มีข้อจำกัดในการถอนเงิน ถ้าทำตามกฎเกณฑ์ของเงินฝากประจำไม่ได้ ก็ยากที่จะได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

ถ้าไม่นำเงินไปลงทุนเลย ก็เลือกวางเงินไว้ในออมทรัพย์ก่อนดีกว่าเพราะได้เปรียบเรื่องสภาพคล่อง

ซึ่งการจัดสรรเงินเพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำและบัญชีออมทรัพย์ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด แค่เดินไปที่ธนาคารหรือตู้ ATM ก็สามารถถอนเงินมาใช้ได้ในทันที ไม่ต้องทำเรื่องถอน หรือกลัวจะเสียดอกเบี้ยอะไรมากมาย เพราะวัตถุประสงค์หลักก็คือ “สภาพคล่อง” นั่นเอง

ดังนั้น เราจำเป็นต้องเลือกบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดสำหรับตัวเราเช่นกัน

คุณสมบัติที่ดีของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ควรจะ…

ให้อัตราดอกเบี้ยสูงในระดับที่น่าพอใจ ต้องไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยในท้องตลาด สำหรับทุกวันนี้คือควรจะมากกว่า 1% ต่อปี 

ไม่ต้องฝากเงินเยอะ แต่ได้รับดอกเบี้ยสูงสุด

หลายคนอาจจะเคยเห็นบัญชีออมทรัพย์ที่กำหนดให้เราต้องฝากเงินเยอะ ถึงจะได้ดอกเบี้ยสูง เช่น ถ้าอยากได้ดอกเบี้ยสูงสุดต้องเริ่มฝากที่ 1 ล้านบาท ทำให้เราเสียโอกาสในการลงทุนในอนาคตได้  ในความเห็นของผมจำนวนเงินขั้นต่ำที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 100,000 บาทเป็นต้นไป โดยคิดจากความน่าจะเป็นดังต่อไปนี้

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคนส่วนใหญ่สูงกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนอยู่ที่ 6-12 เดือน ดังนั้น สภาพคล่องขั้นต่ำที่ทุกคนควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์คือ 90,000 – 180,000 บาท ถ้าใครใช้จ่ายมากก็ควรกันส่วนนี้ไว้เยอะกว่า 100,000 บาท

ไม่กำหนดระยะเวลาในการฝาก สามารถถอนได้โดยไม่เสียเงื่อนไขในการรับดอกเบี้ยสูงสุด

เงื่อนไขการฝากอื่นๆที่ไม่ยุ่งยากมากความ เช่น สามารถฝากเงินได้ตามที่เราต้องการ สามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้เมื่อต้องการ

ในครั้งนี้ผมขอนำบัญชีออมทรัพย์ ULTRA SAVING จากธนชาตนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้รู้จักจุดเด่นและจุดสังเกตต่างๆ ของบัญชีนี้ด้วยกัน เพราะผมเห็นว่าบัญชีนี้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว และคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้างต้น

ฝาก 1 แสนบาทรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.50% ต่อปี

บัญชีออมทรัพย์ ULTRA SAVING ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเงินสำรองยามฉุกเฉินของเราจะได้ผลตอบแทนที่ดีด้วยการให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ 1.50% ต่อปีสำหรับยอดเงินฝากเริ่มต้นเพียง 100,000 บาท แต่ไม่ถึง10 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงจำนวนเงินฝากที่จะได้รับดอกเบี้ยสูงสุด ถือว่าเป็นขนาดของวงเงินที่กว้างมากเมื่อเทียบกับสินค้าในท้องตลาด

เพราะนอกจากจะเหมาะกับการวางเงินสำรองยามฉุกเฉินแล้ว บัญชีนี้ยังเหมาะกับการพักเงินก่อนที่จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ อีกด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีเงินอยู่กับตัวสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท เราก็สามารถวางเงินไว้ในนี้ได้โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (ถ้าเกินกว่านี้อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับเป็น 1.30% ต่อปี)

รับดอกเบี้ยเงินฝากทุกเดือน

ปกติดอกเบี้ยที่เราจะได้รับจากธนาคารจะคำนวณแล้วจ่ายให้ครั้งเดียวตอนสิ้นปี หรือทุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับทางธนาคาร แต่บัญชี ULTRA SAVING จะคำนวณดอกเบี้ยตามยอดคงเหลือ ณ สิ้นวัน แล้วจ่ายเข้าบัญชีให้ทุกวันที่ 10 ของเดือน โดยเราจะได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาและยอดเงินถัวเฉลี่ยที่ฝากไว้ในช่วงเวลานั้นๆ 

สามารถถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

โดยส่วนใหญ่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงมักจะให้ถอนเงินได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้งต่อเดือนเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนที่ฝากไว้เพื่อสภาพคล่องฉุกเฉิน(ไม่ใช่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน) เรื่องการกำหนดจำนวนครั้งในการถอนเงินก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่อะไร

เพราะคงจะมีน้อยคนที่มีเรื่องฉุกเฉินบ่อยถึงขนาดต้องถอนเงินมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องยอมเสียค่าธรรมเนียม 50 บาทเท่านั้น

สรุปรายละเอียดบัญชี ULTRA SAVING แบบง่ายๆ

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ULTRA SAVING เหมาะกับทุกคนที่ต้องการจะวางเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับตัวเอง โดยคาดหวังอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่โดดเด่นไม่แพ้อัตราดอกเบี้ยท้องตลาด ซึ่งบัญชีนี้จะให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.50% สำหรับยอดเงินฝากตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท และจะคำนวณดอกเบี้ยให้ทุกเดือนซึ่งน่าสนใจไม่แพ้สินค้าตัวอื่นในท้องตลาด

เพื่อนๆ คนไหนคิดว่าเจ้า ULTRA SAVING จากธนชาตตอบโจทย์ทั้งเรื่องสภาพคล่องและอัตราผลตอบแทน สามารถเดินไปขอรายละเอียดและเงื่อนไขการสมัครได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือโทร 1770 อย่าช้านะเพราะเขาให้เปิดได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 นี้เท่านั้นนะ!!

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 ตุลาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เรามาดูกันว่าตลาดไหนน่าสะสมบ้างครับ ทั้งสหรัฐฯ ไทย และญี่ปุ่น ยังไปต่อ ไม่รอแล้วนะได้หรือไม่

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 22-26 ตุลาคม  2561

ซื้อต่อไป สหรัฐฯ และ ญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่น่าสนใจ

เหตุผล : ทั้ง 3 ตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และน่าสนใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดไว้

Focus : สหรัฐฯ ไทย ญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ : หุ้นไทยดูผันผวนชั่วคราว หุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นมาจากผลประกอบการ ส่วนญี่ปุ่นเป็นจังหวะดีที่จะเข้าซื้อในช่วงปรับตัว

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

สำหรับสัปดาห์นี้ แนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ

เหตุจากผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้เริ่มออกมาแล้ว โดยผลประกอบการธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีได้ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ในขณะที่ด้านสงครามการค้ากับจีน น่าจะมีการเจรจาการประชุม G20 ภายในเดือนหน้า ส่งผลให้ตลาดใหม่ยังมีความเสี่ยงสูง

ส่วน ญี่ปุ่น และไทย ยังไปไหวเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง แต่ให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ เช่น จีน A-Share เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัว และค่าเงินที่ผันผวนโดยล่าสุดได้อ่อนค่าไปแตะ 6.94 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

อย่างที่บอกครับว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ค่อนข้างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

นอกจากนั้นปัจจัยของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน ประกอบกับคาดว่านโยบายลดภาษี จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาซื้อต่อได้แล้วครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

เศรษฐกิจยุโรปมีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ECB ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ  และรายได้บริษัทของหุ้นขนาดเล็กส่วนใหญ่นั้น ก็มาจากการบริโภคในประเทศ จึงมองว่าหุ้นขนาดเล็ก จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้ แต่เลือกหุ้นเล็กเป็นหลักนะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ราคาหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงมามากจึงเป็นจังหวะที่น่าสะสมเพิ่ม และปัจจัยบวกจากสัปดาห์ที่แล้ว คือ การที่นายชินโซะ อาเบะ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้นอีก ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินเยนที่ถูกลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกญี่ปุ่นดียิ่งขึ้นได้

สรุป จังหวะดี ซื้อต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวลงค่อนข้างเยอะ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม จากราคาที่ขยับตัวลดลงมามาก จึงเป็นจังหวะที่ยังสามารถค่อยๆ ทยอยสะสมได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : ค่อยๆ ทยอยสะสมต่อไปได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

มีสองปัจจัยหลักที่สะท้อนให้ตัดสินใจนั่นคือ ด้านคะแนนความนิยมของ ‘นายกรัฐมนตรีโมดี’ ลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี ซึ่ง สำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นอินเดียก็เป็นโอกาสในการสะสมต่อครับ

สรุปสั้นๆ : ยังคงทยอยสะสมได้ครับ

ตลาดหุ้นไทย

ต่ำแล้วมีต่ำกว่าอีก สำหรับสัปดาห์นี้ หุ้นไทยลดต่ำลงไปอีกนิด เขยิบไปอีกหน่อย ซึ่งตรงจุดนี้ใครหลายคนอาจจะเริ่มกังวลไปได้อีกครับ

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า

สรุปสั้นๆ : ใครซื้อได้ ซื้อต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมยังคงแนะนำให้ชะลอลงทุนหุ้นจีน A-Share หลังจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มแย่ลงอยู่เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งกดดันให้การเติบโตของจีนชะลอลงไปด้วย

ผมมองว่าสำหรับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นจีนนั้น ควรอยู่เฉยๆก่อนในตอนนี้ แต่สำหรับหุ้นจีน H-Share ทยอยสะสมได้เรื่อยๆครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอ A-SHARE ไปอีกสักระยะนะครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นญี่ปุ่น, หุ้นไทย, ทยอยสะสมหุ้นยุโรป, หุ้นเกาหลี และหุ้นจีน H-Share

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วน

ตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save