“ตอบ – ถ่าย – ส่ง” 3 ขั้นตอนสู่นวัตกรรมดีๆ ที่ต้องพูดถึงจาก กรุงศรี ออโต้

ใครที่กำลังวางแผนที่จะถอยรถคันใหม่ หรือคนที่เคยประสบปัญหาระบบสินเชื่อเพื่อซื้อรถ อาจจะต้องฉีกยิ้มกับบริการให้จากผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรอย่าง กรุงศรี ออโต้ เครือธนาคารกรุงศรียุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดสินเชื่อยานยนต์ไทยกับ“กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท”นวัตกรรมดิจิทัลแรกด้านสินเชื่อยานยนต์ที่เปิดให้ลูกค้าเช็กวงเงินประเมินสินเชื่อได้ด้วยตนเองบนโมบายเว็บก่อนเลือกรถ ผ่านขั้นตอนง่ายๆ

“ตอบ-ถ่าย-ส่ง”

พร้อมแจ้งผลประเมินภายใน 30 นาที ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยานยนต์เป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าที่เคย

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า

“กรุงศรี ออโต้ ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ และเราพบว่า ในระหว่างเลือกซื้อรถคันใหม่ ลูกค้ามักรู้สึกไม่มั่นใจ โดยเฉพาะเรื่องการขอสินเชื่อ เนื่องจากไม่ได้รู้ถึงความสามารถด้านการเงินของตนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันยังคุ้นเคยกับการค้นหาข้อมูล ตลอดจนซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่การเป็นเจ้าของรถยังคงถูกมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ต่างกับบริการด้านการเงินอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์”

“กรุงศรี ออโต้ จึงได้พัฒนา‘กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท’นวัตกรรมดิจิทัลแรกด้านสินเชื่อยานยนต์ที่ให้ลูกค้าเช็กวงเงินประเมินสินเชื่อเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านโมบายเว็บ นวัตกรรมนี้มาพร้อมกับประโยชน์3ด้าน ได้แก่ Assurance ปลดล็อกความกังวลให้ลูกค้าได้รู้วงเงินในมือเพื่อเลือกซื้อรถในฝันอย่างมั่นใจ Accessibility ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็วและครอบคลุม และ Advice ประสบการณ์ราบรื่นขึ้นด้วยคำแนะนำจากที่ปรึกษาพร้อมสตาร์ท ผู้ช่วยส่วนตัวซึ่งจะคอยแนะนำเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ”

ลูกค้าสามารถประเมินวงเงินสินเชื่อกับ “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท” ได้ง่ายๆ กับขั้นตอน“ตอบ-ถ่าย-ส่ง”ตอบคำถามสั้นๆ ถ่ายรูปเอกสาร 3 ฉบับ คือ

1. บัตรประชาชน 

2. สลิปเงินเดือน 

3. บัตรพนักงาน หรือ ข้อมูลรายการเดินบัญชีย้อนหลัง(Bank Statement)พร้อมรอผลประเมินผ่าน SMS ภายใน 30 นาทีในวันและเวลาทำการ 

โดยข้อมูลที่ลูกค้าจะได้รับประกอบด้วยวงเงินประเมินสินเชื่อเบื้องต้น ระยะเวลาผ่อนชำระ ยอดเงินดาวน์ และข้อมูลเพื่อติดต่อที่ปรึกษาพร้อมสตาร์ทของตนเอง นายไพโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า

“กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท ถือเป็นการนำร่องนวัตกรรมด้าน Digital Lending ของกรุงศรี ออโต้ ก่อนจะนำเสนอบริการที่เต็มรูปแบบยิ่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เราเชื่อมั่นว่า กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท จะไม่เพียงแค่มอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อยิ่งขึ้น แต่ยังขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของพันธมิตรอย่างตัวแทนจำหน่ายฯ และแบรนด์ผู้ผลิต ตลอดจนยกระดับมาตรฐานของธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ไทยอีกด้วย”

กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท เปิดให้บริการแล้ววันนี้บนโมบายเว็บที่ promptstart.krungsriauto.com สำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561–15 กุมภาพันธ์ 2562 เลือกรับทันทีe-voucherมูลค่า 200 บาท จากสตาร์บัคส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล หรือเทสโก้ โลตัส

ขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาข่าวจาก: กรุงศรี ออโต้

“คนจน” มี 15 พฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้ต้องจนต่อไป

หลายๆ คนมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวตนและความเป็นอยู่ของตัวเองทั้งโดยตั้งใจและพลั้งเผลอ พฤติกรรมดังกล่าวเกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอกของผู้คน เรื่องหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนต้องตกอยู่ในสถานะย่ำแย่ ก็คือสถานะทางการเงินที่ตกต่ำซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในตนเองและปัจจัยภายนอก พฤติกรรม 15 ข้อต่อไปนี้ที่ทำให้ “คนจน” ยิ่งจนมากขึ้น คนไม่ยากจนจะกลายเป็นคนจน

1. การดูทีวีมากเกินไป

การที่เราปล่อยเวลาให้หมดเปลืองไปกับรายการทีวีโชว์ที่ไม่ได้สร้างสาระสำคัญ เช่นเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับคนดังหรือดาราทั้งหลายนั้น ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรแก่ชีวิต หลายคนดูทีวีเพราะต้องการฆ่าเวลาให้ผ่านไป

2. ชอบทานอาหารไร้ประโยชน์

หลายคนชอบที่จะวิ่งเข้าใส่อาหารฟาสต์ฟูด หรืออาหารที่เน้นปริมาณซึ่งอุดมไปด้วยน้ำตาลและไขมัน มากกว่าจะคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร

3. ชอบซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าตอนลดราคา

ผู้คนจำนวนมากชอบซื้อของตอนเซลส์ หรือตอนลดราคา เช่น เสื้อผ้าทั้งหลายที่นำมาขายลดราคาซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาเต็ม แต่จะดีกว่าไหมถ้าทำให้ตัวเองแน่ใจเสียก่อนว่าเสื้อผ้าและสินค้าที่คุณซื้อตอนลดราคานั้น คุณต้องการมันจริงๆ ไม่ใช่ซื้อเพราะราคาที่ลดลง แต่ก็ซื้อไปกองไว้ในตู้เสื้อผ้าและไม่เคยหยิบขึ้นมาสวมใส่

4. ชอบนอนตื่นสาย

กรณีนี้จะพ่นพิษสำหรับคนออฟฟิศที่เข้างานยามเช้า หลายคนชอบปล่อยเวลาผ่านไปจนดึกดื่นโดยไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับชีวิตตนเอง เมื่อเราปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยล้ายามดึกดื่น เราก็จะไม่มีแรงตื่นยามเช้า ทำให้โฟกัสงานได้น้อยลงและกว่าจะจบงานก็ย่ำเย็น กลับถึงบ้านก็นอนดึกและชีวิตคุณก็วนลูป

5. ติดดูกีฬางอมแงม

หลายคนดูเพื่อความบันเทิงถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แต่การตามติดกีฬาทุกแมทช์ ทำตัวติดหน้าจอกีฬางอมแงมตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้รับผลลัพธ์อะไรกลับมาที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นนั้น ก็ถือเป็นกิจกรรมที่เปล่าประโยชน์

6. ไม่ค่อยชอบอาบน้ำบ่อยๆ

(ข้อนี้ถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับคนไทย เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้คนอาบน้ำกันทุกวันเป็นปกติ) แต่สำหรับคนต่างชาตินั้นพื้นที่ส่วนใหญ่มีอากาศเย็นถึงเย็นจัด จึงทำให้มองว่าการอาบน้ำทำให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้คนเข้าหาคุณมากกว่าคนไม่ได้อาบน้ำ

7. คนที่ชอบก่น บ่น ด่าผู้อื่นที่ทำให้เขาโชคร้าย

การเอาแต่โทษโชคชะตาว่าเป็นเพราะคนอื่นหรือสิ่งอื่น ไม่ได้ช่วยทำให้ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ได้รับการแก้ไข ในความเป็นจริงเราควรจะตั้งสติและมองปัญหาอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะศึกษาหาหนทางแก้ไขปัญหานั้นและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

8. ไม่มีเงินเก็บ ขาดเงินออม

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนรวยกับ “คนจน” ก็คือเงินออม คนที่ไม่มีเงินเก็บออมไว้ใช้เผื่อเหลือเผื่อขาดเมื่อชีวิตต้องเจอเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน คนรวยจะสามารถนำเงินที่เก็บออมมาใช้แก้ปัญหาได้ แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเก็บออมไว้เลย คุณจะแก้ไขมันยังไง คุณต้องขายบ้าน ขายรถ กู้เงินมาเพื่อแก้ปัญหา นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมคนรวยจึงรวยยิ่งขึ้น ขณะที่คนจนก็ยิ่งจนลง

9. ชอบใช้บัตรเครดิตและกู้ยืมให้กับสิ่งที่ไร้ประโยชน์

หลักง่ายๆ ที่เราต้องจำก็คือการกู้ยืมเพื่อซื้อสิ่งของบางอย่างที่ก่อหนี้มากกว่าจะทำให้เกิดรายได้ เราก็ไม่ควรทำ คุณควรจะใช้บัตรเครดิตให้กับสิ่งที่คุณคิดว่ามันเป็นการลงทุน อย่าใช้เงินกู้เพียงเพื่อซื้อทีวีที่มีขนาดใหญ่ หรือเพื่อซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่เพื่อให้ทันยุคทันสมัยเท่านั้น คุณต้องมั่นใจเสียก่อนว่าการใช้จ่ายเงินนั้น นำมาซึ่งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น จึงค่อยควักเงินเพื่อการนั้น

10. มีลูกมากขึ้น และมีลูกในช่วงเริ่มต้นใช้ชีวิต ไร้การวางแผนครอบครัว

ความเป็นจริงที่คุณต้องยอมรับก็คือ ลูกนั้นมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ถ้าไม่ได้มีทรัพย์สมบัติล้นเหลือก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนการมีครอบครัวที่ดี

11. ไม่ค่อยตรวจสุขภาพเป็นประจำ

หากเราละเลยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไม่ใส่ใจ หรือคิดว่าตัวเองสุขภาพปกติดีอยู่แล้ว เราจะไม่สามารถป้องกันโรคร้ายที่อาจเกิดกับเราได้ การพบว่าเรามีอาการผิดปกติทางร่างกายในช่วงเริ่มต้น จะทำให้เราใช้จ่ายเพื่อรักษาในราคาที่ไม่สูงเท่าตอนที่โรคลุกลามจนถึงขั้นอันตรายแล้ว หรือบางทีก็อาจจะสายเกินกว่าที่จะรักษาได้

12. ชอบใช้จ่ายเงินก่อนจะได้เงินมา

ประเด็นนี้อันตรายพอๆ กับการที่คุณไปยืมเงินเขามาใช้ก่อน หรือใช้จ่ายเงินไปก่อนที่คุณจะมีความสามารถจ่ายได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเงินของคุณยิ่งตกต่ำ

13. ชอบคบคนเหมือนๆกัน

เคยมีผลวิจัยระบุว่าเราจะเป็นดั่งค่าเฉลี่ยของผู้คนรวมห้าคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวเรา ถ้าคนจนอยู่รอบๆตัวคุณอีกสี่คน คุณก็จะกลายเป็นคนจนคนที่ห้า คุณจำเป็นต้องแวดล้อมตัวคุณด้วยคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวคุณและผลักดันให้คุณสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

ส่วนใหญ่แล้วคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะสร้างแรงจูงใจให้เราได้ มากกว่าผู้คนที่จมปลักอยู่กับปัญหา โทษโชคชะตาและไม่ยอมหาทางออก จงอย่ากลัวที่จะอยู่ให้ห่างไกลจากสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ คุณควรจะผลักดันตัวเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

14. ได้แต่คิด มีแต่แผน และไม่สามารถทลายกำแพงศักยภาพตนเองได้

คุณไม่สามารถเลือกพ่อแม่ผู้ถือกำเนิดได้ คุณไม่สามารถบังคับให้สังคมปฏิบัติแบบใดต่อคุณได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้คือช่วงเวลาที่คุณจะอุทิศตนเพื่อทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ใครที่ทุ่มเทหรืออุทิศตนต่อสิ่งที่ต้องการหรือใฝ่ฝันได้มากกว่าก็สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่า

15. คนที่เชื่อว่าผู้อื่นจะยื่นมือช่วยเหลือให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากกว่าที่จะเชื่อตัวเอง

ในความเป็นจริงก็คือ เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าไม่มีใครแก้ปัญหาให้ใครได้ดีเท่าตัวเขาเอง

เมื่อเราลิสต์พฤติกรรมทั้ง 15 เรื่องที่ทำให้เรารู้ว่าคนจนทำไมจึงจนยิ่งขึ้น ขณะที่คนรวยก็รวยต่อไป เรามาเรียนรู้กันต่อดีกว่าว่า เราจะปรับเปลี่ยนหรือลดละเลิกพฤติกรรมได้อย่างไร

บทความจาก Alex Lickerman นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสุขภาวะ ได้เขียนบทความลงเว็บไซต์ด้านจิตวิทยาระบุเนื้อหาเกี่ยวกับห้าเคล็ดลับที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ก่อนอื่นเลย เราต้องยอมรับก่อนว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สั่งสมมานานนั้น เป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถเป็นไปได้

1. ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงนั้นมีความจำเป็นหรือไม่ หรือเราเคยครุ่นคิดกับสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังไหม เพราะถ้าเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผ่านมาจากเสียงสะท้อนของคนรอบข้างเป็นส่วนใหญ่ เราจะตอบรับด้วยท่าทีที่เป็นลบ มากกว่าจะตอบรับในเชิงบวก

2. พิจารณาสาเหตุที่ต้องปรับพฤติกรรม

3. กำหนดเจตจำนงที่แน่นอน และระบุช่วงเวลาที่ต้องทำต่อเนื่องให้ชัดเจน

4. ลงมือทำ 

5. รักษาความต่อเนื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ ช่วงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เป็นช่วงที่ยากที่สุดของกระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ช่วงที่ต้องรักษาความต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะคนส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวหรือไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้ในขั้นตอนที่ต้องรักษาความต่อเนื่องนี่แหละ

6. พฤติกรรมเก่ากลับมา หากเราปล่อยให้พฤติกรรมเก่ากำเริบหรือนิสัยเดิมๆ กลับมาก็ถือว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

การต่อสู้กับภาวะการสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ ให้กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น หากคุณล้มเหลวไปในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจะดีกว่าปล่อยให้พฤติกรรมที่คุณเพียรสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นพังทลายลงด้วยความไม่มุ่งมั่นของคุณเอง

ที่มา:

Alux.com

Psychology Today

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

LivingInsider เปิดตัวแพลตฟอร์ม LivingStock ซื้อขายอสังหาฯ รับเทรนด์ผู้บริโภคยุค 4.0

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีม aomMONEY ได้รับเกียรติไปร่วมงานLivingInsider Next 1.0 นำโดยนายภูวนัย ภัทรโภคิณ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร / ผู้ก่อตั้ง บริษัท ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ จำกัด ที่ได้มาเผยข้อมูลภาพรวมการขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีทิศทางเติบโตขึ้นตั้งแต่มีการเปิดเว็บไซต์มา 2 ปี

โดยมียอดการสร้างประกาศขาย-เช่า ผ่านเว็บสูงถึงประมาณ 250,000 รายการ

ในปัจจุบันมีการสร้างรายการเฉลี่ยๆ วันละ 1,000 รายการ

นายภูวนัยย้ำอีกว่า เทรนด์การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปีและคาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 2 ปี เมื่อทุกคนต้องการขายบ้าน หรือ คนที่หาซื้อบ้าน อย่างแรกที่จะทำคือการหาข้อมูลจากเว็บไซต์

เนื่องจากพฤติกรรมการหาข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคเองเปลี่ยนไปผู้ซื้อเริ่มหันมาหาข้อมูลบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ตลาดยังขาดเว็บไซต์ที่สามารถหาข้อมูลโครงการและอสังหาฯได้อย่างละเอียดครบถ้วน

บริษัทจึงเห็นโอกาสและเข้ามารุกในตลาดนี้ ล่าสุด เปิดตัวแพลตฟอร์ม “LivingStock” ด้วยการนำเทคโนโลยีที่จะช่วยบริหารจัดการระบบการ ขาย – เช่า อสังหาริมทรัพย์และเชื่อมต่อกับมืออาชีพในด้านการขายได้แบบครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ

*โดยจะมีการเผยตัวเลขข้อมูลยอดการขายเช่าของตลาดอสังหาฯบนเว็บไซต์ลิฟวิ่งอินไซเดอร์ ซึ่งจะแสดงให้เห็นการเติบโตของตลาดอสังหาฯจากข้อมูลภายในของเว็บไซต์ ที่มีการอัพเดทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นยอดรวมที่ประกาศขายประมาณ 150,000 ล้านบาท และยอดเช่า 7,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานแจ้งอัพเดทห้องว่าขายหรือให้เช่าแล้ว มูลค่ารวมมากกว่า 21,000 ล้านบาท

LivingStock คือ แพล็ตฟอร์มที่ช่วยจัดการระบบขายหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ของคุณ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมสต๊อกให้กับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ให้เข้ามาเลือกดูและเก็บเข้าสต๊อกของคุณ โดยประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นหลัก คือ

  1. MyStock สำหรับช่วยบริหารจัดการ ขาย/เช่า อสังหาริมทรัพย์ของคุณ และยังมีระบบช่วยโฆษณาให้คนเห็นบ้านของคุณมากขึ้น เพื่อช่วยปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบ Note ที่ช่วยให้คุณบันทึกทุกรายละเอียดของบ้านคุณได้
  2. IStock “Stock on Demand” นายหน้าสามารถติดตามสต็อคในย่านที่ตัวเองต้องการได้ โดยแต่ละวันจะมีสต็อคใหม่ๆอัพเดทจากเจ้าของบ้านที่รับนายหน้า หรือ นายหน้าที่ต้องการ Co-Broker 
  3. Message ระบบส่งข้อความแบบ Real Time Chat ที่สามารถทำให้คุณสื่อสารได้ทันที
  4. Talk “Community of Property People” ให้คุณได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งคำถาม และเสพความรู้ในโลกอสังหาได้ทุกวัน

นอกจากนี้ยังมี Feature อื่นๆ อีกมาก ที่จะช่วยให้ เจ้าของบ้าน นายหน้า และ นักลงทุนตลอดจนผู้สนใจข่าวอสังหาริมทรัพย์ ได้ใช้งานครบ จบในที่เดียว

สำหรับแอพพลิเคชั่น LivingStock มีกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่

1. ผู้พัฒนาโครงการ 

2. เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ 

3. ตัวแทนขาย 

4. ผู้หาซื้อและเช่า

โดยในเฟสแรกจะเน้นฟังก์ชั่นการทำงานในส่วนของ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ตัวแทนขาย ผู้หาซื้อและเช่า และจะทยอยปล่อยฟีเจอร์เพื่อเชื่อมต่อกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ในวงการอสังหาฯในเฟสต่อไป

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก: LivingInsider

ตามหาคอนโดที่ใช่ ทั้งสะดวกและโดนใจ ด้วย “Plus Property”

“การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์” อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยาขมของใครหลายคน

จากประสบการณ์ตรงในการเลือกซื้อคอนโดทั้งเพื่ออยู่อาศัยเองและเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า การตามหาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกใจนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมออกจะค่อนไปทางยากเลยด้วยซ้ำ ประเด็นสำคัญคือคอนโดเป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่ต้องอาศัยเวลาในการเข้าไปดู ไปเลือกหา ไปศึกษาด้วยตนเอง แถมบางทีคอนโดแต่ละแห่งแต่ละที่ก็อยู่ห่างไกลกันอีกด้วย ส่วนตัวยังจำวันที่ตระเวนนั่งรถไฟฟ้าเลือกหาคอนโดมากกว่า 3 แห่งในวันเดียว จำได้ว่าวันนั้นหมดแรงมาก เหนื่อยมาก พลังงานแทบหมดหลอดกันเลยทีเดียว

ปัญหาของการเลือกซื้อคอนโดด้วยตัวเองมีหลายอย่าง สิ่งที่ผมมองเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดคือคอนโดที่ให้เลือกมีหลากหลาย และกระจัดกระจายมากเกินไป คิดภาพว่าเราอยากได้คอนโดสักห้อง เราก็จะเริ่มต้นด้วยการค้นหาคอนโดทั้งมือหนึ่งและมือสองตามเว็บไซต์คอนโด และเว็บไซต์ปล่อยขายปล่อยเช่าคอนโดทั้งหลาย 

บางครั้งเรามีภาพในใจชัดเจนแล้วว่า โอเค เราอยากได้ห้องใกล้รถไฟฟ้า แดดไม่แรง เสียงรถจากถนนไม่ดัง สระว่ายน้ำสวย ใกล้แหล่งของกิน ความต้องการเราชัด แต่ปรากฎว่าพอไปดูคอนโดที่ประกาศขายหรือเช่า บางครั้งข้อมูลแต่ละแห่งไม่ครบถ้วน บางห้องไม่บอกทิศ บางห้องไม่บอกแหล่งของกิน บางห้องไม่บอกสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ กลายเป็นว่าถ้าเราอยากรู้ทั้งหมด อยากเปรียบเทียบได้ทั้งหมด เราต้องไล่ติดต่อเจ้าของทรัพย์ทุกแห่งทุกเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยและกินพลังงานอย่างมาก แถมบางครั้งฟังคนขายเล่าก็ยังมั่นใจไม่ค่อยได้อีกว่าคำว่า “ดี” “ใกล้” หรือ “ระยะเดินถึง” ระหว่างของเราและของเขาเหมือนกันหรือเปล่า สุดท้ายเราก็ต้องดั้นด้นไปดูทรัพย์ทีละแห่งจนหัวหมุนอยู่ดี

“Plus Property” คือ คนกลางที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการหาคอนโดให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของเรา

Plus Property คือ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี หัวใจสำคัญของธุรกิจคือการมีข้อมูลอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก และข้อมูลถูกเรียบเรียงจัดระบบสำหรับการเลือกหาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อเป็นอย่างดี เมื่อเราต้องการคอนโดแบบไหนก็ขอแค่บอก Plus Property จะไปเลือกคอนโดที่ใช่จากฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่มีเก็บไว้เป็นจำนวนมากมานำเสนอเพื่อเลือกสิ่งที่เราถูกใจที่สุด คิดสภาพเหมือนการสุ่มหา Domain เว็บไซต์ไปทีละชื่อกับการเลือกหาเว็บไซต์ผ่านบริการของ Google วิธีไหนที่จะทำให้เราเจอคำตอบที่ถูกใจได้ไวกว่ากัน

Plus Property จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?

1. ค้นหาตัวเลือกคอนโดให้ตรงกันความต้องการ

จากประสบการณ์ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์กว่า 20 ปี Plus Property มีข้อมูลคอนโดและองค์ความรู้อยู่ในมือจำนวนมาก ตรงนี้จะมาช่วยให้เราสามารถหาคอนโดได้ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาหว่านแหค้นหาเองทีละสิบยี่สิบคอนโด เงื่อนไขอะไร ชอบไม่ชอบแบบไหน บอก Plus Property ได้เลย แล้วความวุ่นวายในการค้นหาข้อมูล เดินดูทรัพย์ทีละแห่งก็จะหมดไป

2. รู้ลึกรู้จริงข้อมูลรายละเอียดที่ช่วยในการตัดสินใจ

ปัญหาอีกอย่างในการเลือกซื้อคอนโดคือหลายครั้งผู้ขาย (โดยเฉพาะผู้ขายคอนโดมือสอง) ก็ไม่ค่อยทราบเหมือนกัน บางคนไม่ได้มีความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์บ้าง บางคนซื้อมาปล่อยขายไม่ได้อยู่จริง ข้อมูลบางอย่างอาจตอบไม่ได้ เช่น ทิศทางของแดด ขนาดห้องความสูงข้อมูลของห้องโดยละเอียด ค่าเช่าที่ปล่อยได้จริง สภาพแวดล้อม แต่ตรงนี้ Plus Property จะใช้รวบรวมมาให้อย่างครบครัน อยากรู้อะไรถามเลย ตอบได้หมดทุกเรื่องที่เราสงสัย

3. หลีกเลี่ยงความลำบากใจในการเจรจาต่อรอง

อีกความปวดหัวสุดน่าเบื่อของการซื้ออสังหาริมทรัพย์คือการต่อรอง เชื่อว่าคนเคยซื้อคอนโดต้องเคยปวดหัวแน่ ใครจะจ่ายค่าโอน ขอต่อราคาห้องอีกได้ไหม ขอเฟอร์นิเจอร์ด้วยได้หรือเปล่า หลายครั้งให้เราพูดเองก็อึกอักทั้งฝ่ายคนซื้อคนขาย จะต่อรองก็ไม่กล้า สุดท้ายกลายเป็นว่าเสียโอกาสในการซื้อขายไป ทั้งที่ความจริงต่างฝ่ายอาจจะต่างยอมรับข้อเสนอได้ก็ได้ Plus Property จะมาเป็นตัวกลางในการต่อรอง อยากได้อะไรบอกได้ แล้วคนกลางอย่าง Plus Property จะต่อรองให้เอง

4. คำแนะนำด้านเอกสาร ด้านการเงิน ตัวช่วยเรื่องประสานงาน และเข้าชมคอนโดจริง

ใครเคยซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะรู้ว่าการทำธุรกรรม รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ มันช่างปวดหัวมาก ไหนจะเตรียมเอกสารขอกู้เอย ไหนจะเตรียมเอกสารโอนเอย จัดการภาษี ไปกรมที่ดิน ติดต่อกับคนขาย ไหนจะนัดวันเข้าไปดูคอนโดจริง หลายคนก็งงมากว่าต้องดูอะไรบ้าง จุดไหนที่ควรตรวจสอบ จุดไหนที่ควรสงสัย สิ่งที่ว่ามาเหล่านี้ Plus Property จัดการให้หมด เรียกได้ว่าแค่อยากรู้ว่าตัวเองอยากได้คอนโดแบบไหนแค่นั้นพอ ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพจัดการ

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และชวนปวดหัวมากสำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญ จะดีกว่าไหมที่ให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ครบจบในทุกด้านเข้ามาจัดการ?

เรามีแค่ความต้องการกับงบประมาณที่จะเลือกซื้อเท่านั้น ที่เหลือให้ Plus Property ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรเขาช่วยดูแล

ย้ำอีกครั้งว่าครบทุกอย่างด้านอสังหาฯ ให้คำปรึกษา จะซื้อ จะขาย จะปล่อยเช่า Plus Property จัดการให้ได้หมด ! แถมช่วยประสานงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เอกสาร การเงิน การโอนทรัพย์ ใครกำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์แล้วไม่อยากปวดหัว ติดต่อไปเลยได้ที่ 02-688-7555 หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดก่อนที่ www.plus.co.th ก็ไม่ว่ากัน

ลองไปคุยดูก่อนก็ได้ สอบถามรายละเอียดแล้วค่อยตัดสินใจ จากประสบการณ์การตรงในการหาซื้อคอนโดอยู่ โอ๊ย มันปวดหัวมากเลยแหละเออ (ฮา)

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 พฤศจิกายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สหรัฐฯ, ไทย, ญี่ปุ่น ทั้ง 3 ตลาดที่ว่ามานั้นมีปัจจัยบวกที่ทำให้ไปต่อชัดเจนมากขึ้นแล้วล่ะครับ ส่วนตลาดยุโรปนั้นมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวในช่วงนี้และการลดความกังวลของนักลงทุนลงกรณีอิตาลียังคงอยู่ในยูโรโซน

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 5 – 9 พฤศจิกายน 2561

ซื้อ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไทย ยุโรป ตลาดอื่นสะสมได้ต่อ

เหตุผล : ทั้ง 3 ตลาดเดิมนั้นมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และน่าสนใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดไว้ และปัจจัยอื่นๆ ยังดีอยู่ ส่วนยุโรปที่เพิ่มเข้ามาในสัปดาห์นี้ ถือว่ามีความแข็งแกร่งจากเศรษฐกิจยุโรปที่ขยายตัวดีขึ้น ขณะที่ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้น่าสนใจในตอนนี้ครับ

Focus : สหรัฐฯ ไทย ญี่ปุ่น และยุโรป

ความน่าสนใจ :  ทั้ง 4 ตลาดมีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับมีปัจจัยบวกภายในประเทศมาช่วยกระตุ้นด้วยครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวขึ้นหลังจากทรัมป์ได้มีการพูดกับประธานาธิบดีของจีน เรื่องสงครามการค้า ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ลดลงมากครับ สะท้อนจากการดีดตัวของตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงออกมาดี เช่น ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯยังคงออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ส่วนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งโดยปกติดตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนเชิงบวกกับเรื่องนี้อยู่เสมอ

สัปดาห์นี้ ผมยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯนั้นค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ และยังมีนโยบายลดภาษี ที่ช่วยส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจอยู่ครับ ร่วมกับการคลี่คลายความตึงเครียดกับจีน ยิ่งทำให้ตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : ถ้ายังไปต่อ เราก็ซื้อต่อไปเหมือนเดิมครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์นี้แนะนำให้ซื้อหุ้นยุโรปเลยครับ เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปมีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ  ประกอบกับความกังวลจากอิตาลีผ่อนคลายหลังจากผลโพลที่ชี้ว่าประชาชนยังคงสนับสนุนการอยู่ในยูโรโซน ซึ่งน่าจะส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีประนีประนอมกับยุโรปมากขึ้น

สรุปสั้นๆ : ยังสะสมต่อได้ แต่เลือกหุ้นเล็กไว้ ใหญ่ๆ ไม่เอานะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผลของการที่นายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักอยู่ครับที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจ และในอีกแง่หนึ่งคือ ช่วงไตรมาสนี้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการซื้อหุ้นคืนสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นได้ครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะในการซื้อครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ครับ!

ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นเกาหลียังคงผันผวนเหมือนเดิมครับ จากการที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มอ่อนแอลง แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าตอนนี้ยังเป็นจังหวะสะสมได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ สะสมต่อไปได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดปรับตัวขึ้นมาในสัปดาห์นี้ ซึ่งสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดีตามที่วิเคราะห์ไว้ครับ และยังสามารถไปต่อได้ ซึ่งปัจจัยที่มากดดันอย่างเรื่องของเงินรูปีที่อ่อนค่า กับ เรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมลดลงนั้นอาจจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นในช่วงจังหวะนี้ยังสะสมต่อไปได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังคงทยอยสะสมได้อีกเช่นเคย

ตลาดหุ้นไทย

กลับมาแล้วครับหุ้นไทยของเรา หลังจากที่ช่วงสัปดาห์ก่อนลงไปแบบสุดใจ สัปดาห์นี้กลับมาดีดตัวให้หายเครียดกันได้ครับ อย่างที่บอกไปครับว่าถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า ที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนตอนนี้

ถ้าสัปดาห์ที่แล้วใครซื้อตามที่ผมบอก ถือว่าสัปดาห์นี้ยิ้มออกแน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : ใคร (กล้า) ซื้อได้ ซื้อต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน

ตอนนี้กลับมาทยอยสะสมหุ้นได้ทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วครับ เนื่องจากทางฝั่งของตลาดหุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ ทำให้ Valuation ปรับตัวลงมาในจุดที่น่าสนใจมากๆ แล้วครับ

ทางฝั่งรัฐบาลจีนเองก็มีการประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล และล่าสุดทางลุงทรัมป์แกมีท่าทีอ่อนลงในการเจรจากับจีนเรื่องการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอีกที สังเกตได้จากทวิตล่าสุดของแกนั่นแหละครับ ฮ่าๆ

สำหรับฝั่ง H-SHARE ยังไปต่อได้เรื่อยๆ ครับ เน้นทยอยสะสมไปครับผม

สรุปสั้นๆ : สัปดาห์นี้สะสมได้ทั้งสองตลาดครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นญี่ปุ่น,หุ้นยุโรป หุ้นไทย ทยอยสะสมหุ้นเกาหลี หุ้น H-SHARE, หุ้นอินเดีย และหุ้น A-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

การเติบโตก้าวต่อไปและผู้ถือหุ้นรายใหม่ของ JKN

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกของสื่อเปลี่ยนแปลงไวมาก

จากอดีตที่เจ้าของช่องทาง (Channel) จะเป็นผู้ครองตลาดสื่อรายใหญ่ ทั้งช่องโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เหตุหนึ่งเพราะในอดีตเทคโนโลยีด้านสื่อยังไม่ได้ไปไกลมาก ช่องทางการส่งสารไปถึงผู้รับมีจำกัด กลายเป็นว่าผู้ถือช่องทางอยู่ในมือคือผู้ชนะแบบเบ็ดเสร็จ

แต่ในปัจจุบันเจ้าของคอนเทนต์ (Content) กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของวงการสื่อเสียแล้ว ด้วยนวัตกรรมด้านการสื่อสารที่ก้าวไปไวมาก จนกลายเป็นว่าผู้บริโภคสามารถเลือกรับสารได้จากหลายช่องทาง คอนเทนต์จึงกลายมาเป็นสิ่งที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะผู้บริโภคยังคงต้องการเสพคอนเทนต์ที่ดี ถึงแม้ว่าช่องทางที่ถ่ายทอดอาจจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้บริษัทสื่อในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์กันมากขึ้น กลายเป็นว่าสื่อที่ดีควรจะต้องมีความครบแบบรอบด้าน ทั้งมีคอนเทนต์ในมือที่ดี มีช่องทางในจำนวนที่เหมาะสม และที่สำคัญคือมีกลยุทธ์การเติบโตที่สอดคล้องไปกับพลวัตของภาพรวมอุตสาหกรรมด้วย

ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของ JKN ก็ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ

การเติบโตในอนาคตของธุรกิจที่มีกลยุทธ์ชัดเจน ทำให้ รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ได้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น JKN แบบ Big Lot จำนวน 4,000,000 หุ้น จากคุณแอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ผู้บริหาร JKN ผ่านกระดานหุ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นการซื้อที่ราคา 13.30 บาท (สูงกว่าราคาตลาด) คิดเป็นมูลค่ารวม 53.20 ล้านบาท

โดยการที่ รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีผลต่อโครงสร้างการบริหารงานใดๆ ทั้งสิ้น โดยคุณแอนได้เปิดเผยว่า เป็นการขายหุ้นส่วนตัวครั้งแรกตั้งแต่นำ JKN เข้าตลาดหุ้นมา ด้วยนับถือ รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ เป็นอาจารย์ และการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ครั้งนี้ก็เป็นไปด้วยมุมมองการลงทุนระยะยาวไปกับการเติบโตของบริษัทฯ

การตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้น JKN ครั้งนี้ รศ.ดร.นพ.เฉลิม ต้องการลงทุนระยะยาวใน JKN ซึ่งถือเป็นบริษัทฯ ที่มีศักยภาพการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน และมองว่าคอนเทนต์ถือเป็นสินค้าต้นน้ำที่สื่อนำไปใช้เผยแพร่ได้ในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ๆ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้ JKN ได้อีกมาก

JKN ถือเป็นบริษัทที่เป็นตัวแทนของบริษัทสื่อสมัยใหม่

เรียกได้ว่า JKN ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการฉายภาพของการเปลี่ยนแปลงแบบไม่หยุดนิ่ง จากบริษัทที่เน้นการนำลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาจัดจำหน่าย สู่การสร้างช่องทางและรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ของตนเอง และล่าสุด JKN ก็ขยายธุรกิจเข้าสู่การส่งออกคอนเทนต์อย่างเต็มรูปแบบ

คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลถึงความร่วมมือระหว่าง JKN กับ BEC หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลนธุรกิจที่จะสร้างการเติบโตในตลาดระดับโลกให้แก่ JKN โดยตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 300 ล้านบาทภายในมิถุนายน ปี 2562

และล่าสุด JKN ยังได้เป็นตัวแทนในการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์นาคี 2 ในต่างประเทศทั่วโลก (ยกเว้นในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV) ซึ่งถ้าดูจากฟีดแบ็กและความสำเร็จในการทำรายได้ในไทยของหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้แล้ว ต้องบอกว่าการนำไปจัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศนั้นก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากทีเดียว

จิ๊กซอว์ชิ้นนี้เป็นเหมือนการต่อภาพการเป็นบริษัทคอนเทนต์ของ JKN ให้ครบสมบูรณ์

ธุรกิจของ JKN จึงครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งนำเข้าคอนเทนต์ จัดจำหน่าย ไปจนถึงส่งออกคอนเทนต์ โดยธุรกิจในส่วนนำเข้านั้น JKN มีซีรีส์อินเดียที่เคยสร้างกระแสหนุมานฟีเวอร์จนฮิตทั่วประเทศ ทำเรตติ้งได้ถล่มทลายไปแล้ว และตอนนี้การจับมือกับช่อง 3 ก็จะทำให้ธุรกิจการส่งออกของ JKN แข็งแรงและสมดุลมากยิ่งขึ้น

อย่างที่ทราบกันดีว่า ละครไทยของช่อง 3 นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และมีดารานักแสดงชื่อดังร่วมแสดงอยู่มากมาย แต่ละเรื่องเรียกได้ว่าเป็นตำนานก็คงไม่ผิดนัก อย่างบุพเพสันนิวาสก็เป็นคอนเทนต์ที่สร้างกระแสนิยมได้อย่างถล่มทลาย

ด้วยคอนเทนต์น้ำดีระดับพรีเมี่ยมแบบนี้ ทำให้การส่งออกไปยังต่างประเทศที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงและมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันก็ถือว่าน่าลุ้น และน่าจับตามองว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อน JKN ในช่วงระยะเวลาถัดไป

ความโดดเด่นของ JKN อยู่ที่การเป็นบริษัทมุ่งเน้นคอนเทนต์เป็นหัวใจ

ในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยังมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่พร้อมเข้ามาแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง การที่ JKN มีคอนเทนต์คุณภาพอยู่ในมือ จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการสร้างการเติบโต และเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกของการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

คิดเหมือนกันไหมหละ… ออเจ้า?!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“เล่นหุ้น” ถ้าเริ่มเล่น ควรเปิดบัญชีหุ้นแบบไหนดี?

aomMONEY ชวนมาดูบัญชีหุ้นแต่ละประเภทกัน เพื่อน ๆ เคยสับสนไหมว่าบัญชี “เล่นหุ้น” แต่ละแบบแตกต่างกันยังไง? แล้วจะเลือกตัดสินใจเปิดประเภทบัญชีให้เหมาะกับตนเองยังไงดี?

บัญชีหุ้นมีอยู่ 3 แบบ คือ

1. บัญชีเติมเงิน (Cash Balance)

คือ มีเงินเท่าไรซื้อหุ้นได้เท่านั้น นักลงทุนต้องฝากเงินเข้าไปในบัญชี ถ้าหากวงเงินไม่พอกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการก็โอนเงินเข้าบัญชีเพิ่มได้ โดยเงินสดที่ฝากไว้จะได้รับดอกเบี้ยบัญชีเงินสดด้วย

2. บัญชีเงินสด (Cash Account)

คือ ลงทุนก่อนจ่ายทีหลัง บัญชีแบบนี้ทางโบรกเกอร์จะอนุมัติวงเงินให้เรายืมไปเทรดได้ก่อน โดยที่เราต้องวางเงินประกัน 20% แล้วนักลงทุนต้องโอนเงินซื้อภายใน 3 วันหลังจากคำสั่งซื้อได้รับการยืนยันภายใน 2 วันทำการ ส่วนโบรกเกอร์ก็จะดูวงเงินในการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละรายตามฐานะทางการเงิน, หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้

3. บัญชีกู้ยืม (Credit Balance)

คือ มีเงินส่วนหนึ่งกู้เพิ่มส่วนหนึ่ง บัญชีที่โบรกเกอร์เปิดให้สินเชื่อนักลงทุน ที่ต้องการมีเงินซื้อหุ้นมากกว่าเงินที่ตัวเองมีก็ใช้วิธีกู้เงินโบรกเกอร์ไปซื้อ แต่ก็ต้องมีหลักประกัน เช่น เงินสดหรือหลักทรัพย์ และแน่นอนว่าไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรี ๆ หรอก เพราะนักลงทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยให้โบรกเกอร์ด้วย

สำหรับมือใหม่ที่หัดเทรดอยากลองเล่นขอแนะนำเลยว่าเปิดบัญชีเติมเงินไปก่อน เพราะจะช่วยให้ควบคุมวงเงินที่เราจะใช้ได้ สะดวก และไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยครับ บัญชีแต่ละแบบก็มี จุดเด่น-จุดด้อย ต่างกันไป เมื่อเราเข้าใจความต่างของบัญชีหุ้นแต่แบบแล้ว ลองเลือกบัญชีตามความเหมาะสม และที่สำคัญคือนักลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจในบัญชีที่เลือกให้พร้อมก่อนครับ

เรียบเรียงในแบบ aomMONEY

ที่มา :

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

(Review) WHART กอง REIT ของดีจึงมีภาคต่อ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วกับผม “หมอนัท” แห่งคลินิกกองทุนคนเดิมครับ เมื่อ หลายวันก่อน ผมเพิ่งมีโอกาสได้พักร้อนกับเขาบ้าง เมื่อมีเวลาว่างก็เลยหยิบเอาหนัง และซีรีย์ต่างๆ ที่ดูค้างไว้มาดูต่อให้จบ

ผมสังเกตว่าหนังหรือซีรีย์ไหนที่ได้รับความนิยมมากๆ ผู้เขียนบทมักจะต่อขยายบท หรือว่าเพิ่มตอนพิเศษเข้ามา แม้กระทั่งการทำภาค 2 ภาค 3 ออกมาเลยทีเดียวครับ ซึ่งบางทีก็ยาวต่อเนื่องเป็นระดับ 10 ปี อย่างหนังของค่าย Marvel ที่เราติดตตามดูกันอย่างไม่ลดละครับ

เช่นเดียวกับการลงทุนครับ แน่นอนว่าของดีที่น่าสนใจก็มักจะมีราคาที่ดีขึ้น หรือว่ามีส่วนต่อขยายเพิ่มมากขึ้นไปด้วยครับ ซึ่งถ้าหากใครติดตามเพจของผมอยู่เรื่อยๆ ก็น่าจะพอทราบว่า กองทุนอสังหาฯ และกอง REITs นั้นเป็นสินทรัพย์ที่ผมชอบมาก เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่จะค่อนข้างสม่ำเสมอ และไม่ต้องไปคอยลุ้นการเก็งกำไรเหมือนการลงทุนในหุ้นนั่นเองครับ

ลุ้นอย่างเดียวให้ผู้เช่ายังคงอยู่กับอสังหาฯ ให้เช่าของเรา ถ้าผู้เช่ายังอยู่ เราก็ยังมีโอกาสที่จะได้ค่าเช่าอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงกอง REITs ที่มีการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้ามาในกอง เหมือนกับมีภาคต่อหลายๆ ภาคของหนังยอดนิยมที่เราดูกันนั่นเองครับ เข้าเรื่องเลยละกันครับ กอง REITs ที่ผมจะพูดถึงก็คือ

WHART หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท ครับ

ถ้าใครไม่ได้อ่านภาคแรกของกอง WHART นี้ก็สามารถตามไปอ่านกันได้ที่ http://bit.ly/2zPXcij เพื่อให้เห็นภาพ และตามเนื้อเรื่องในภาคนี้ทันครับ ซึ่งกอง WHART หลังจากที่ได้ทำการเพิ่มสินทรัพย์ลงทุนมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่จะทำการเพิ่มสินทรัพย์ที่ดีๆ เข้ามาเพิ่มเติมในกองอีกครั้งครับ

โดยที่การเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้ามาในครั้งที่ 4 นี้มีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. เติบโตต่อเนื่องด้วยพื้นที่เช่าแตะ 1 ล้าน ตร.ม. พร้อมสัดส่วน Built – To – Suit เพิ่มสูงขึ้น

หลังจากที่เพิ่มการลงทุนครั้งนี้ลงไป จะทำให้กอง WHART มีพื้นที่เช่าของคลังสินค้ารวม 1.1 ล้าน ตร.ม. และมีสัดส่วนพื้นที่ Built-To-Suit (โครงการที่พัฒนาขึ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย และมีสัญญาเช่าระยะยาว) เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

2. อัตราการเช่า (Occupancy Rate) มั่นคง พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว

Occupancy Rate ของโครงการใหม่ที่จะลงทุนอยู่ที่ประมาณ 94% โดยภายหลังจากการลงทุนเพิ่มในครั้งที่ 4 Occupancy Rate ยังคงมีสัดส่วนที่สูงอยู่ที่ประมาณ 90% เลยทีเดียวครับ แถมอายุสัญญาเช่าของลูกค้า ก็เพิ่มเติมขึ้นด้วย เนื่องจากสินทรัพย์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยประมาณ 7.5 ปีครับ ซึ่งสูงกว่าของเดิมที่ผู้เช่ามีอายุสัญญาเฉลี่ยประมาณ 3 ปีครับ

3. ขยาย Location ใหม่เข้า Portfolio สินทรัพย์ของกองทรัสต์

เป็นโครงการในย่านพระราม 2 กม. 35 หรือว่าแถว ๆ สมุทรสาครนั่นเองครับ โดยเป็นการเช่าระยะยาว หรือว่า Leasehold อายุประมาณ 30 + 30 ปี ครับ แน่นอนว่าการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้ามา ทำให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ๆ ของระบบ Logistics ในบ้านเราไว้เกือบจะครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ใต้ ออก ตก เลยครับ เรียกได้ว่า การเพิ่ม Location ใหม่นี้ ช่วยเสริมทัพ Logistics Hub เดิมที่มีอยู่แล้วของกองครับ

4. ลูกค้ายังคงเป็นผู้ประกอบการชั้นนำรายใหญ่ๆ

ผู้เช่าของ WHART ส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันดีอยู่แล้วครับ (Top Tenant Profile) โดยโครงการที่ลงทุนเพิ่มครั้งนี้ มีผู้เช่าชั้นนำหลายราย เช่น กลุ่ม CENTRAL, TOPS, DSG และผู้เช่าหลักอื่น ๆ ครับ ด้วยศักยภาพของผู้เช่าและการเพิ่มกลุ่มของผู้เช่ารายใหม่ ทั้งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว (FMCG) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (3PLs) และผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง และตกแต่ง (Home Supplies) ก็จะเป็นการกระจายความเสี่ยงของรายได้อีกด้วยครับ

5. พื้นที่เพิ่ม ผู้เช่าก็เพิ่ม ทำเลก็ขยาย สนับสนุนรายได้เติบโต

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รายได้รวมของกองนี้เพิ่มมากขึ้นไปด้วยครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับกอง REIT อื่น ที่มีสัดส่วนพื้นที่ของ Freehold กับ Leasehold ใกล้เคียงกัน หรือกองที่มีสัดส่วน Leasehold มากกว่าก็ตาม ยังจ่ายผลตอบแทนในรูปของอัตราเงินปันผลน้อยกว่ากอง WHART นี้ครับ

โดยทั้งนี้ทางกอง WHART ก็ยังคงมีสัดส่วนการถือครอง Freehold ในระดับที่ใกล้เคียงของเดิมครับ ซึ่งจะมีมากกว่า Leasehold (Freehold 69% : Leasehold 31%) ดังนั้น การมีสัดส่วน Freehold เยอะหน่อยผมคิดว่าทำให้นักลงทุนเองสบายใจมากขึ้นว่าได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ด้วย และยังได้ลุ้นกับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากส่วนของ Leasehold อยู่เหมือนเดิมครับ

เมื่อนับข้อดีต่างๆ ได้ 5 ข้อแล้ว…ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทำเลที่ดี มีพื้นที่มากขึ้น ระยะสัญญาของผู้เช่าเพิ่มมากขึ้น จำนวนคนเช่าคลังสินค้าก็มีมากขึ้น คนที่มาเช่าโดยภาพรวมก็กระจายอุตสาหกรรมมากขึ้น รวมถึงรายได้เองก็โตมากขึ้นไปด้วย

นักลงทุนเองก็ไม่ควรรอช้าครับ ควรเข้ามาดูรายละเอียดของกองนี้ให้ละเอียดมากขึ้น ผมเชื่อว่าการเพิ่มสินทรัพย์เข้ามาในกองครั้งที่ 4 นี้น่าจะให้ประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยปัจจุบันมากกว่าเสียประโยชน์ครับ

ส่วนใครที่ยังไม่มีกอง WHART นี้ไว้ในครอบครองก็ต้องบอกว่าอยากให้เข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนครับ อาจจะมองเป็นทางเลือกไว้อีกกอง เผื่อว่าจะได้การลงทุนที่ดี และกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนแบบเดิมๆ ของเราที่มีแต่กองทุนตราสารหนี้ และกองทุนหุ้น โดยการเพิ่มสินทรัพย์อย่างกอง REITs กองนี้อยู่ในพอร์ตอีกสักกองนึงครับ

แต่อย่าลืมว่าการลงทุนเองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ผมแนะนำให้ผู้ลงทุนนั้นมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมครับ เมื่อมีกองโกดังสินค้าให้เช่าแล้ว ก็อย่าลืมกองห้างฯ กองออฟฟิศ กองโรงแรมแล้ว หรือกองโครงสร้างพื้นฐานด้วยนะครับ

ผมเชื่อว่าหนังภาคต่อของ REITs ที่ชื่อว่ากอง WHART นี้ น่าจะถูกอกถูกใจของนักลงทุนหลายๆ คน ไม่มากก็น้อยนะครับ

เห็นกองที่มีการเติบโตขนาดนี้ได้นี่ ผมว่าเรามาลุ้นกันต่อดีกว่าว่า จะมีภาคถัดๆ ไป เหมือนหนังยอดฮิตหลายๆ เรื่องหรือไม่กันครับ แต่ผมเชื่อว่าด้วยระบบ Logistics ที่มีการเติบโตจากการซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบนี้ ก็น่าจะมีโอกาสที่ได้เห็นภาค 5 ภาค 6 ต่อไปครับ

สุดท้ายนี้ผมขอให้มีแต่ความสนุกในการลงทุนกับภาคต่อของกอง WHART นี้นะครับนักลงทุนทั้งหลาย วันนี้ผมขอตัวลาไปก่อน หากมีโอกาสก็ขอให้พบกันในภาคถัด ๆ ไปนะครับ “สวัสดีครับ”

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) LH Bank M Choice ตัวช่วยการลงทุนในยุคดิจิตัล

หมดยุคสมัยของการยืนต่อคิวซื้อกองทุนรวมจนคนล้นออกมานอกธนาคารตอนวันสิ้นปีแล้ว สมัยนี้การลงทุนทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยการกดจิ้มเลือกซื้อขายผ่านมือถือ ตัดปัญหาเรื่องความวุ่นวายในการทำเอกสารและยืนต่อคิวออกไป และแอปพลิเคชันที่จะมาแนะนำกันวันนี้คือ LH Bank M Choice

ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องการซื้อขายกองทุน ขอเล่าเรื่องแอพ LH Bank M Choice สักนิดหนึ่ง

LH Bank M Choice เป็นแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคาร LH Bank ที่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาเหมือนมีธนาคารออนไลน์พกติดกระเป๋าไปได้กับเราทุกที่ แอปพลิเคชันทำได้ตั้งแต่ตรวจสอบยอดเงิน โอนเงิน (ภายในบัญชีตนเองและบุคคลอื่น ภายในและนอกธนาคาร โอนผ่าน QR code และพร้อมเพย์) รวมไปถึงการชำระค่าสินค้าและบริการ จ่ายบิลจ่ายค่าจิปาถะก็ง่ายจะกรอกข้อมูลเองก็ได้ หรือจะสแกนบาร์โค้ดแล้วกดจ่ายบิลเลยก็ได้เช่นกัน แถมฟรีค่าธรรมเนียมทุกธุรกรรมอีกด้วย เรียกง่ายๆว่า สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา และกำหนดวงเงินในการทำรายการได้สูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อวัน รายละเอียดของการให้บริการ คลิก https://bit.ly/2pYT2QH

“แต่เดี๋ยวก่อน! ประเด็นที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ไม่ใช่แค่โอนเงินจ่ายเงินแต่เป็นการซื้อขายกองทุนผ่านแอปพลิเคชันต่างหาก”

ข่าวล่ามาไวว่า LH Bank M Choice ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ถึง 3 ฟังก์ชัน

Mobile Fund เป็นฟังก์ชันที่น่าสนใจเพราะผู้สนใจลงทุนในกองทุนสามารถซื้อขาย สับเปลี่ยน กองทุนได้บนแอปพลิเคชันเลย ไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวยาวๆ ที่ธนาคารอีกแล้ว ยกเว้นเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนในครั้งแรกเท่านั้นที่จะต้องไปเปิดที่ธนาคารก่อน เพื่อความปลอดภัย

ทำรายการซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ เฉพาะ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  และเป็นกองทุนรวมประเภท Daily  เท่านั้น แต่สามารถแสดงข้อมูลกองทุนที่ซื้อผ่านธนาคารได้ถึง 14 บลจ. 

การแสดงข้อมูลทรัพย์สินที่ลูกค้าถือครอง Portfolio มีดังนี้

BABK SUBSIDIARY (9 บลจ.)NON-BANK (5 บลจ.)
1. บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH FUND)1. บลจ.แอสเซท พลัส จำกัด (ASP)
2. บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด (CPAM)2. บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC)
3. บลจ.กรุงศรี จำกัด (KSAM)3. บลจ.วรรณ จำกัด (ONEAM)
4. บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM)4. บลจ.ภัทร จำกัด (PHATRA)
5. บลจ.กสิกรไทย จำกัด (KASSET)5 บลจ.โซลาริส จำกัด (S-FUND)
6. บลจ.ทิสโก้ จำกัด (TISCO) 
7.บลจ.ทหารไทย จำกัด (TMBAM) 
8. บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) 
9. บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (UOBAM) 

ส่วนตัวมองว่าบริการซื้อขายกองทุนรวมแบบออนไลน์มีประโยชน์มาก!

แต่ก่อนเวลาไปซื้อกองทุนรวมต้องใช้เวลานานมาก ทั้งกรอกเอกสาร รอคิว บางทีต้องเผื่อเวลาไว้เป็นชั่วโมงเลยก็มี ยิ่งช่วงสิ้นปีที่คนแห่ไปซื้อ LTF กันเยอะๆ นี่เห็นคิวแล้วแทบร้อง แถมตอนจะดูอัพเดตราคาหน่วยลงทุนปัจจุบันก็ลำบากอีก เพราะต้องเอาสมุดบัญชีไปปรับที่ธนาคาร ถ้าอยากรู้ทุกวันก็ลำบากมาก

แอปพลิเคชัน LH Bank M Choice จะทำให้ทุกอย่างเป็นออนไลน์

      1. ดูข้อมูลหน่วยลงทุนที่ซื้อผ่าน LH Bank ได้ทุกบลจ.

      2. ซื้อขายสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของ LH Fund ได้ตามใจชอบ

      3.  ข้อมูลกองทุนแนะนำ พร้อมหนังสือชี้ชวนและหนังสือสรุปข้อมูลสำคัญ

      4. การอำนวยความสะดวกเรื่องการซื้อขาย ตั้งแต่ตัดบัญชีธนาคารที่ผูกไว้ การบันทึก e-slip อัตโนมัติ การส่ง e-mail แจ้งเตือนการทำธุรกรรม รวมไปถึงการทำแบบประเมินความเสี่ยงในแอปพลิเคชันได้เลย

สำหรับนักลงทุนหุ้นก็พลาด LH Bank M Choice ไม่ได้เช่นกัน

เพราะ LH Bank M Choice มีอีกหนึ่งฟังก์ชันใหม่ คือการเชื่อมต่อบัญชี Single Sing On ไปยัง LH Securities (Prompt Trade) เรียกได้ว่าสามารถซื้อขายเทรดหุ้นได้จากการคลิกผ่านแอปนี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบหลายขั้นหลายแอปให้ยุ่งยาก เรียกได้ว่าเข้าแอปพลิเคชันนี้ก็จัดการเทรดหุ้นต่อได้เลย

ลงทุนหุ้นก็ง่าย ลงทุนกองทุนรวมก็สะดวก

แถมอีกนิดสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ LH Bank M Choice อยู่แล้ว สามารถเปิดบัญชีใหม่ออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ใครอยากแบ่งบัญชี จัดสรรบัญชี หรือเริ่มออมกับบัญชีใหม่ก็เปิดบัญชีใหม่ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก

บัญชีที่สามารถเปิดผ่าน LH Bank M Choice ได้แก่ บัญชีออมทรัพย์ไม่ประจำ บัญชีออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 1 , 2  บัญชีเงินฝากปลอดภาษี และบัญชีเงินฝากประจำ เปิดแล้วทำธุรกรรมได้ทันที แต่ถ้าอยากได้สมุดบัญชีเงินฝากมาเก็บไว้ สามารถไปขอรับสมุดบัญชีได้ที่สาขาธนาคาร

แอปพลิเคชัน LH Bank M Choice จึงถือว่าเป็นโมบาย แบงก์กิ้ง แอปพลิเคชัน อีกหนึ่งแอปที่ไม่ควรพลาด

สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีธนาคาร LH Bank อยู่แล้ว หรือกำลังคิดจะมี สามารถโหลดมาใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ได้ฟรีและคุ้มค่ามาก ทั้งดูยอดเงิน โอนเงิน จ่ายบิลใบเสร็จก็ครบจบในมือถือได้เลย

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนกองทุนรวมอยู่แล้ว หรือสนใจอยากลงทุนในกองทุนรวมผ่าน LH Bank แอปพลิเคชันก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างมาก โดยเฉพาะการตรวจสอบมูลค่าเงินลงทุนแบบเรียลไทม์ หรือจะใช้ซื้อขายสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนก็ได้เช่นกัน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

5 ข้อคิดลงทุนคอนโดที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน

โลกยุคดิจิตอลมนุษย์เงินเดือนต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันความสำเร็จในอนาคต ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาเป็นเวลานาน ค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของรายได้ และความเสี่ยงที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน ล้วนแล้วแต่เป็นตัวขับเคลื่อนให้มนุษย์เงินเดือนอยากหาเงินเพิ่มจากการทำงานเสริมหรือเอาเงินไปลงทุน เช่น หุ้น ทองคำ กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์

งานประจำกินแรงและเวลาไปเกือบทั้งสัปดาห์ ทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนหันมาเลือกการลงทุนโดยใช้เงินทำงานแทน ด้วยการนำเงินออมมาลงทุนสร้างผลตอบแทนนั่นเอง ซึ่งต้องศึกษาการลงทุนแต่ละประเภทดูถึงจะรู้ว่าคุณชอบการลงทุนแบบไหน หุ้นซื้อง่ายขายคล่องและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง แต่ราคาหุ้นผันผวนมากเสี่ยงขาดทุนสูงเช่นกัน ทองคำมีค่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกและจะมีค่ามากในยามวิกฤติ

แต่ไม่มีเงินปันผลเหมือนหุ้นและค่าเช่าเหมือนอสังหาฯ กองทุนรวมให้มืออาชีพบริหารเงิน แต่ถูกหักค่าใช้จ่ายหลายอย่างจากเงินลงทุน มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงหันมาลงทุนอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนเมือง ซึ่งมักจะตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ทำงาน ทำให้ราคาคอนโดปรับขึ้นต่อเนื่องทุกปีดีกว่าบ้านแนวราบ จากสมัยก่อนคอนโดราคาแค่ล้านต้นๆ แต่สมัยนี้ราคาเริ่มก็เกือบสามล้านแล้วครับ

มนุษย์เงินเดือนบางคนยังติดกรอบความคิดที่ว่า คอนโดค่าตัวเป็นหลักล้านจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ แต่ทราบมั้ยครับว่า คนส่วนใหญ่กว่า 80% ก็กู้ธนาคารเอาโดยผ่อนชำระรายเดือนเป็นหลักหมื่น เพราะดอกเบี้ยที่เสียไปคุ้มกว่าไปซื้อราคาคอนโดในอนาคต และสามารถเข้าลงทุนคอนโดหลักล้านได้ทันที ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำมายาวนาน ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน

สิ่งที่อยากแนะนำคือต้องศึกษาทำเล ความคุ้มค่าในการลงทุน และสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองก่อนที่จะเริ่มลงทุนครับ โดยการลงทุนคอนโดมีทั้งแบบเก็งกำไรเพื่อขายใบจองหรือขายดาวน์ และแบบลงทุนระยะยาวเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต ถึงจุดนี้มาดูกันครับว่าลงทุนคอนโดนั้นเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนเพราะเหตุใด

1. รายได้ประจำกู้ผ่านง่าย

มนุษย์เงินเดือนมีรายได้ประจำเป็นตัวเลขแน่นอนเข้ามาทุกเดือน และมีแนวโน้มปรับรายได้เพิ่มเป็นประจำทุกปี ซึ่งธนาคารในฐานะผู้ให้กู้ชอบเพราะช่วยลดความเสี่ยงผู้กู้ไม่มีเงินมาจ่าย ทำให้มนุษย์เงินเดือนมีโอกาสได้รับการอนุมัติสูงกว่าอาชีพอื่นที่มีรายได้ไม่แน่นอน

2. เวลาว่างน้อยก็ลงทุนได้

มนุษย์เงินเดือนต้องทำงานประจำตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมาลงทุน แต่การลงทุนคอนโดสามารถหาข้อมูลจากการอ่านรีวิว ดูคลิปเยี่ยมชมโครงการ และเข้าไปดูสำนักงานขายในวันหยุดด้วยตนเองได้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อลงทุน หากต้องการนำคอนโดมาปล่อยเช่ารายปีก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันในการเปิดห้องให้ผู้สนใจเช่าดู นัดทำสัญญาเช่า และทำความสะอาดเมื่อผู้เช่าย้ายออกไป

3. เครื่องมือช่วยเก็บออมเงิน

มนุษย์เงินเดือนมักไม่ค่อยมีเงินเก็บ เพราะเวลาทำงานหนักก็อยากนำเงินไปช้อปปิ้งซื้อหาของที่อยากได้ การลงทุนคอนโดช่วยทำให้มีวินัยในการออมเงินเพราะต้องผ่อนจ่ายทุกเดือน ซึ่งเงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย โดยเงินต้นนี้เองจะได้รับคืนในตอนที่ขายคอนโดออกไป

4. ขยายการลงทุนด้วยเงินคนอื่น

มนุษย์เงินเดือนสามารถกู้บ้านได้สูงสุดประมาณ 70 เท่าของรายได้ต่อเดือน เช่น เงินเดือน 100,000 บาทไม่มีหนี้อย่างอื่นและอายุ 30 ปี สามารถขอกู้วงเงินสูงสุดราว 7 ล้านบาท โดยมียอดผ่อนชำระเดือนละ 40,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี (ความจริงสามารถโปะชำระเงินเกินยอดผ่อน และสามารถยื่นขอรีไฟแนนซ์ได้ทุกๆ 3 ปี ทำให้ระยะเวลาผ่อนจริงไม่ถึง 30 ปี)

5. ดอกเบี้ยกู้บ้านใช้ลดหย่อนภาษี

มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ยกเว้นภาษีเงินได้ก็สามารถนำดอกเบี้ยจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งภาษีเงินได้ที่ได้รับคืนกลับมาก็ถือว่าช่วยลดต้นทุนในการลงทุนบางส่วน ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้สิทธิ์ตรงส่วนนี้ได้


คนที่สนใจอยากลงทุนคอนโดแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมขอแนะนำให้เลือกจากทำเลคุ้นเคยก่อนเป็นลำดับแรกและรู้ว่าเป็นทำเลที่ดีมีอนาคต ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต ใกล้แหล่งชุมชนและแหล่งงาน เป็นต้น 

นอกจากนี้อาจเริ่มจากลงทุนคอนโดกับแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในตลาด ที่มีความน่าเชื่อถือในการบริหารงานหลังการขาย และเป็นที่นิยมของผู้เช่าและผู้ซื้อ อย่าง แสนสิริ” (Sansiri) ซึ่งถือว่าเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ อันดับต้นๆ ที่มักสร้างปรากฎการณ์ Sold Out ในระยะเวลาอันสั้นมาโดยตลอด

แน่นอนว่าหากนักลงทุนสมัครเล่นอย่างมนุษย์เงินเดือนมีโอกาสครอบครองห้องชุดโครงการนั้น ก็มักได้พบกับภาวะการได้รับกำไรไม่มากก็น้อย เนื่องจากมีความต้องการในตลาดการลงทุนอสังหาฯ สูง ประกอบกัส่วนใหญ่คอนโดมักถูกดีไซน์ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร จึงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าคอนโดในระยะยาวได้อีกด้วย

โดยสามารถเข้าไปดูโครงการน่าลงทุนของแสนสิริ ทั้งในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวหลากหลายทำเลได้ที่ https://www.sansiri.com/location/condo-investment/

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save