ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ปัจจุบันเจ้ามะนุดเริ่มหันมาสนใจการลงทุนกันมากขึ้น
แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า ไม่มีเวลาจะศึกษาสักที

หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุนอะไร
เพราะมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย
จนเลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว

ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เจ้ามะนุดที่เจอปัญหานี้นะ
ตอนนี้เจ้านายถุงก็เจอสถานการณ์แบบนี้อยู่ล่ะ

เจ้ามะนุดมาลองดูปัญหาของเจ้านายกันดีกว่า

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ช่วงนี้เจ้านายจะชอบบ่นว่า ทำงานหนัก
ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือไปเที่ยวที่ไหนเลย

ยิ่งเพื่อนที่ทำงานเจ้านายชอบมาพูดเรื่องการลงทุนให้ฟัง
จนเจ้านาย สนใจอยากจะลงทุน
แต่ก็ติดที่ว่า ช่วงนี้ทำงานหนักมากก
ไม่มีเวลาศึกษาการลงทุนอย่างจริงๆ จังๆ สักที

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ถุงเห็นเจ้านายบ่นทุกวันอย่างนี้
ก็อดที่จะแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับเจ้านายไม่ได้

ถุงเลยแนะนำกองทุนรวมให้กับเจ้านาย

เพราะถุงเห็นว่าเจ้านายทำงานหนักไม่มีเวลา

ถุงว่า กองทุนรวมก็น่าจะเหมาะที่สุด

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

แต่เจ้านายกลับทำหน้างง ใส่ถุงซะงั้น

เจ้านายทำหน้าตาสงสัยเหมือนกับว่า

ทำไมถุงถึงแนะนำกองทุนรวมให้กับเจ้านาย

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ก็เพราะการลงทุนอื่นๆ
ต้องใช้เวลาในการศึกษาเยอะเลยน่ะสิ
อย่างเช่น ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ หุ้น

แต่กองทุนรวมน่ะ

ไม่ต้องมีเวลาก็ลงทุนได้
เพราะมี “ผู้จัดการกองทุนคอยคัดเลือกหุ้นดีๆให้”

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ผู้จัดการกองทุน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทุน
ที่จะคอยดูแล และคัดสรรหุ้นดีๆ แทนเรา

เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดกลับมา

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

แถมเจ้านายยังเลือกได้อีกด้วย
ว่า อยากจะให้ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนอะไร

เจ้านายสามารถกำหนดด้วยตัวเองได้เลยนะ

เช่น เจ้านายอยากจะลงทุนเฉพาะ
หุ้นที่ปันผลดีๆ หุ้นธนาคาร หรือจะ หุ้นเทคโนโลยี เป็นต้น

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

แต่!! ปัญหาอยู่ที่ว่า ปัจจุบันกองทุนรวม

มีอยู่เยอะมากกกกกก
ไหนจะมีขายอยู่ทุกธนาคารอีก

เจ้านายและเจ้ามะนุดที่อยากจะลงทุน
ก็อาจจะตัดสินใจไม่ได้
ว่าจะเลือกลงทุนในกองทุนไหน

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

แต่เจ้านายอย่าทำหน้าเครียดไป
ถุงมีอะไรอยากจะแนะนำให้กับเจ้านาย

ก็คือ Nomura iFUND

โปรแกรมที่ใช้สแกนหากองทุน

ที่ผลตอบแทนที่ผ่านมาดีที่สุดได้

เงินออมของเจ้านายจะได้งอกเงยไวๆ

เหมือนที่เจ้านายใช้แอพต่างๆหาโรงแรม

ตั๋วเครื่องบิน ข้อปปิ้ง ราคาดีที่สุดนั่นแหละ

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

ข้อดีของ iFUND ก็คือ
จะสแกนและคัดสรรหากองทุน
ที่ได้ผลตอบแทนที่ผ่านมาที่ดีที่สุดให้

เหมือนกับการเลือกผู้จัดการกองทุนเก่งๆ
และ ให้ผู้จัดการกองทุน เลือกหุ้นให้เราอีกทีนึงไงล่ะ

ก็เหมือนเวลาที่เจ้านาย จองตั๋วเครื่องบิน
จ่ายค่าที่พักโรงแรม หรือเวลาชอปปิ้งออนไลน์
เจ้านายยังต้องเลือก เปรียบเทียบเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด

การลงทุนก็เช่นกัน จะต้องมีการเปรียบเทียบ
เพื่อหาสิ่งที่ที่สุดให้กับตัวเรา

ซึ่ง iFUND ก็สามารถเปรียบเทียบได้หลายกองทุน
โดยให้ข้อมูลที่เป็นกลางที่สุด

ทำงานหนักไม่มีเวลาก็ลงทุนได้!

นอกจากสแกนหาได้แล้ว กดซื้อเลยได้ด้วย

แล้ววันหลังจะเข้ามาเช็คว่าเงินงอกเงยไปถึงไหนแล้ว ก็แอพเดียวจบ

ดังนั้น ต่อให้เจ้านายหรือเจ้ามะนุด

จะทำงานหนัก ไม่มีเวลา หรือจะยุ่งแค่ไหน

ก็สามารถลงทุนได้  ไม่ต้องใช้เวลาศึกษาการลงทุนมาก

แค่ให้ Nomura iFUND คอยจัดการ ดููแลกองทุนให้

มี iFUND โปรแกรมเดียว จบ ครบทุกกองทุนรวม


Download Application Nomura iFUND ได้แล้ววันนี้ที่ Play Store และ App Store
สนใจเปิดบัญชี เพื่อใช้บริการ Nomura iFUND ไม่เสียค่าใช้จ่าย คลิก https://www.nomuradirect.com/th/open-account/open-account.aspx

บทความนี้เป็น Advertorial

แกะกล่องกองทุน IPO : ลงทุนกับการเติบโตของประเทศจีนด้วย ASP-EVOCHINA

หลังจากเหตุการณ์ปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในปี 1978 

ประเทศจีนก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

อย่างที่ทราบกันดีว่าถึงแม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม และไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่ประเทศจีนในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นประเทศที่ใช้ระบอบทุนนิยมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการปฏิรูปประเทศโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดย เติ้ง เสี่ยวผิง ประเทศจีนที่เคยรวบอำนาจไว้เพียงที่รัฐศูนย์กลางก็เริ่มเปิดอำนาจให้เอกชนเริ่มเติบโต จีนเริ่มเปิดให้ประชาชนสามารถมีธุรกิจของตนเอง และเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ผันธุรกิจบางอย่างจากรัฐให้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ การตัดสินใจครั้งนั้นจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้ประเทศจีนขึ้นก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจโลก

จีนพัฒนาตัวเองจากประเทศการเกษตรที่มีผลิตภัณฑ์หลักเป็นเหมืองแร่ พืชไร่ น้ำมันดิบ ปศุสัตว์ และการประมง กลายมาเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป จนจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีชื่อว่า “โรงงานของโลก” ด้วยภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขนาดเดินไปที่ไหนก็เจอคำว่า “Made in China” สินค้าส่งออกกลายเป็นเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัตถุดิบส่งโรงงานอุตสาหกรรม

จากในปี 1978 ประชากรจีนหนึ่งคนมีรายได้ประมาณ 156.40 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี การเปิดประเทศด้านเศรษฐกิจทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2016 ประชากรจีนหนึ่งคนมีรายได้ประมาณ 8,123.18 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี (อ้างอิงจากข้อมูล GDP per Capita จาก World Bank) หรือคิดเป็นการเติบโตทบต้นที่ 10.95% ทบต้นเป็นเวลา 38 ปีที่ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก

ประเทศจีนในปัจจุบันไม่ใช่ดินแดนแห่งสวรรค์ค่าแรงถูกอีกต่อไป

จากข้อมูลของ China Briefing และ Vietnam Briefing เปิดเผยว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนของจีนในเมืองเสินเจิ้น ในปี 2018 เพิ่มสูงขึ้นถึง 2,200 หยวนต่อเดือน (333.18 เหรียญสหรัฐต่อเดือน) ในขณะที่ค่าแรงในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต่ำกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น ค่าแรงขั้นต่ำประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 9,900 บาทต่อเดือน (313.39 เหรียญสหรัฐต่อเดือน) ค่าแรงขั้นต่ำประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 15,360 เปโซต่อเดือน (295.53 เหรียญสหรัฐต่อเดือน) และค่าแรงขั้นต่ำของประเทศเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 3,980,000 ดองต่อเดือน (176.31 เหรียญสหรัฐต่อเดือน)

เมื่อรายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มสูงขึ้น ประเทศจีนก็เติบโตสู่ความเป็น New Economy

เมื่อค่าแรงประชากรเพิ่มสูงขึ้น ประชากรก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ในขณะที่ฐานการผลิตอาจจะเริ่มย้ายไปที่ประเทศที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่า ประเทศจีนในปัจจุบัน จึงหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของประเทศ และเติบโตดีกลายเป็นการท่องเที่ยว ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค สื่อ เทคโนโลยีและโทรคมนาคม

รวมไปถึงภาคธนาคารและการเงิน จาก Copycat China ก็กลายเป็น Creative China เราได้เห็นสินค้าและบริการแบรนด์จีนระดับโลกมากขึ้น เช่น Xiaomi, Huawei, Lining, WeChat, ROV ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้เป็นอย่างดีว่าจีนกำลังจะกลายเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงซึ่งเป็นถนนสู่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนั่นเอง

ทั้งหมดจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารของประเทศจีน ในเกือบทุกๆ ด้าน จนเกิดการเติบโตแทบทุกมุมของอุตสาหกรรมที่ส่งผลให้จีนนั้นก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจในที่สุด โดยมีสิ่งสะท้อนจาก การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในระดับ 6-7% ต่อปี ซึ่งมากกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เกิน 3% ต่อปี

สาเหตุมาจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐบาลจีน ที่ได้สร้างผลผลิตทางนโยบายที่ชื่อว่า Greater Bay Area เขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน โดยเชื่อมโยงเมืองสำคัญในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ประกอบไปด้วย ฮ่องกง มาเก๊า และมณฑ, กวางตุ้งเข้าด้วยกัน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

ปัจจุบัน Greater Bay Area มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 66 ล้านคน โดยมีขนาดเศรษฐกิจ เป็น 2 เท่าและมีพื้นที่เป็น 3 เท่าของ San Francisco Bay Area ในอนาคต Greater Bay area จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่มเมืองท่าทั้งหมด

นอกจากนี้ประเทศจีนยังส่งเสริมนโยบายยกระดับนวัตกรรม รัฐบาลจีน ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยคิดเป็น 55.98% ของ GDP ประเทศไทยซึ่งปัจจุบันจีนมีจำนวนนักศึกษาปริญญาตรี และนักวิจัยที่จบปริญญาเอก ในโครงการ STEM (Science Technology Engineering Mathematic) มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้ตลาดแรงงานของจีนเต็มไปด้วยบุคลากรที่พร้อมจะยกระดับนวัตกรรมของประเทศ

นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุที่ระยะหลัง จีนจึงมีบริษัท Start-up เกิดใหม่มากมาย โดยมีการระดมทุนที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือที่เรียกว่า Unicorn ในแต่ละปีมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกาอีกด้วย

ASP-EVOCHINA คือ กองทุนรวมที่มุ่งเน้นลงทุนในการวิวัฒน์ของประเทศจีน

ASP-EVOCHINA หรือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัส อีโวลูชั่น ไชน่า อิควิตี้ (Asset Plus Evolution China Equity Fund) คือกองทุนรวมที่มุ่งเน้นการลงทุนในการเติบโตของประเทศจีน โดยจับเทรนด์การเติบโตสู่ยุคเศรษฐกิจเกิดใหม่ (New Economy) และงานสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง (Value Added)

ASP-EVOCHINA จะกระจายการลงทุนเป็น 2 ส่วน โดยจะลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วนไม่เกิน 70% และลงทุนตรงในหุ้นรายตัวไม่เกิน 30% โดยคงนโยบาย All China หรือลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียน หรือดำเนินธุรกิจหลักอยู่ในประเทศจีน

กองทุนหุ้นต่างประเทศที่ ASP-EVOCHINA จะไปลงทุนต่อได้แก่กองทุนรวม Mirae China Growth Equity Fund ของ Mirae Asset ที่เน้นกลยุทธ์การเลือกหุ้นรายตัวแบบ Bottom-up เน้นหุ้นจีนที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยหัวใจของกลยุทธ์การเลือกหุ้นจีนที่ Mirae Asset เลือกใช้มี 3 ข้อคือ Growth Focus, Concentrated Portfolio และ Long Term Perspective

Growth Focus คือมุ่งเน้นการเติบโต โดยวิเคราะห์ไปทั้งเหตุและผลที่เกิดขึ้น เลือกจากเหตุ คือดูบริษัท ที่มีนวัตกรรม มีโครงสร้างกิจการที่ดี มีเทคโนโลยีทันสมัย ได้รับประโยชน์จากภาครัฐ และสภาพประชากรในประเทศจีน สะท้อนออกมาในผล คือมีการเติบโตของรายได้อย่างสม่ำเสมอ

Concentrated Portfolio คือเน้นลงทุนในหุ้นอย่างกระจุกตัว ประเทศจีนนั้น ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาระบบเศรษฐกิจมานาน จนธุรกิจจำนวนมากในประเทศแข็งแกร่งแล้ว ประเทศจีนมีหุ้นที่แข็งแกร่ง และเหมาะกับการลงทุนในระยะยาวไม่มาก (แต่ไม่มากในที่นี้ก็คือหลายสิบบริษัท แต่อาจจะไม่มากเป็นร้อยบริษัทอย่างสหรัฐอเมริกา) การลงทุนในหุ้นจีนของ Mirae Asset จึงมุ่งเน้นการไปที่การเลือกหุ้นดีแบบกระจุกตัวมากกว่าการเลือกหุ้นแบบกระจายตัว ซึ่งตรงนี้ลงทุนศาสตร์ก็เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าหุ้นจีนที่เติบโตได้ดีมากในระยะยาวก็ไม่ได้มีมากพอให้ซื้อแบบกระจายตัวด้วยเช่นกัน

Long Term Perspective คือ ลงทุนด้วยมุมมองระยะยาว ปัจจัยตรงนี้จะสะท้อนออกมาในตัวเลข Annual Turnover ที่ระดับ 33% ซึ่งตีความได้ว่ามีการสลับหุ้นใหม่ประเทศ 33% ของพอร์ตในรอบปี ตัวเลขตรงนี้ถือว่าไม่สูงเลย เพราะกองทุนที่เน้นเล่นสั้นอาจมีตัวเลข Annual Turnover สูงถึง 200% ในขณะที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยการถือครองหุ้น ก็ถือว่ายาวสมนโยบาย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 ปี ซึ่งถือว่าสูงสำหรับกองทุนรวม (อ้างอิงตัวเลขจาก Mirae China Asset Growth Equity Fund เดือนสิงหาคม ปี 2018)

นโยบายการลงทุนหุ้นรายตัวที่ ASP-EVOCHINA จะจัดสัดส่วนไว้ที่ไม่เกิน 30% ของกองทุนรวมนั้น ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับแนวทางของ Mirae Asset คือวิเคราะห์กิจการอย่างละเอียด และเลือกลงทุนในระยะยาว โดยตัวอย่างหุ้นที่กองทุนคาดว่าจะลงทุนก็ได้แก่ China Traditional Chinese Medicine Holdings, Fosun Pharmaceutical, CSPC Pharmaceutical Group ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มของบริษัทยา ที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีการเติบโตสูงมากในประเทศจีน

ตรงนี้ลงทุนศาสตร์ค่อนข้างประทับใจ เพราะหุ้นบางตัวก็ตรงกับหุ้นที่ลงทุนศาสตร์ตามข่าว และข้อมูลกิจการอยู่ แถมหุ้นที่เลือกมาก็ไม่ใช่หุ้นยอดนิยมของจีนที่นักลงทุนทั่วโลกใครๆ ก็รู้จักอย่าง BABA, Tencent, Baidu แต่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยาที่แตกต่างออกไป ตรงนี้ก็สะท้อนภาพได้ดีว่า ผู้จัดการกองทุน มองลึกไปถึงการวิวัฒน์ของจีนได้จริงๆ

ASP-EVOCHINA เปิดขายหน่วยลงทุนรอบ IPO ในวันที่ 19 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ลดค่าธรรมเนียม ซื้อจาก 1.5% เป็น 1% หากใครสนใจก็ติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.assetfund.co.th

ขีดเส้นใต้ว่า ASP-EVOCHINA เหมาะกับคนที่เชื่อในการเติบโตของจีนในระยะยาว

ตลาดหุ้นจีนถือเป็นอีกตลาดหุ้นหนึ่งที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนที่ลงทุนควรมีความรู้และความเข้าใจในความผันผวนนี้ดี แนวคิดการลงทุนควรเป็นการถือยาวและยิ่งสามารถทยอยลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยทำให้ลดประเด็นเรื่องความผันผวนไปได้มาก ตลาดหุ้นจีนถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่มีข่าวร้ายบ่อยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่เชื่อเถอะ วอร์เรน บัฟเฟตเคยบอกไว้ว่า ข่าวร้ายนี่แหละคือเพื่อนแท้ของนักลงทุน

ไจ้เจี้ยน!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

กำลังซื้อพลพรรค LGBT กับ ‘ที่สุด’ ของรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ใจกลางทองหล่อ

Hello Hello Hello! (ทักทายด้วยเสียงคุณแม่ RuPaul)

Work Hard, Play Hard น่าจะใช้เป็นคำนิยามของกลุ่ม LGBT หรือ Lesbian (หญิงรักหญิง) Gay (ชายรักชาย) Bisexual (คนที่ชอบทั้งหญิงและชาย) และ Transgender (ชายหรือหญิงข้ามเพศ) ได้ดีที่สุด คือถึงเวลาทำงาน ก็ทำงานหนักและเติบโตในหน้าที่ แต่เมื่อถึงเวลาเล่นก็เล่นเต็มที่ ใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง ผลผลิตจากการใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงนี้ทำให้กลุ่ม LGBT มักจะมีกำลังซื้อหรือ Purchasing Power สูงมาก คนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับหน้าที่การงาน มีการก้าวหน้าเติบโตในสายอาชีพอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือคนกลุ่มนี้มักไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องลูกหลานมาก เงินที่เหลือจึงเยอะมาก บางคนอาจจะใช้คำว่าเงินท่วมเลยก็ว่าได้ เพราะมีเงินเก็บเหลือมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร หาได้มาก แต่มีเหตุให้ต้องเสียน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน

ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับทำเลบนกรุงเทพมหานครก็คงเหมือนทำเลแถบสุขุมวิททองหล่อ ที่ครบไปทั้งความขรึมของแหล่งที่ตั้งย่านธุรกิจกลางใจเมือง แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ร้านรวงแฮงค์เอาท์ยามค่ำคืนก็ออกมาสร้างสีสัน เปลี่ยนอารมณ์ของชีวิตไปตามเฉดสีในแต่ละช่วงของวัน การตอบโจทย์ของกลุ่ม LGBT จึงต้องเน้นความเป็นที่สุดของทุกด้าน ตอบโจทย์ทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตการเที่ยวเล่นได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าสินค้าหรือบริการที่จะโดนใจพลพรรคคนกลุ่มนี้ ผลิตภัณฑ์นั้นต้องชิ้นเดียว ครบ และจบทุกความต้องการ!!

Park Origin Thonglor คือคำตอบ

Park Origin Thonglor คือโครงการคอนโดมิเนียมกลางใจเมืองที่เกิดขึ้นจากการจับมือร่วมทุนพัฒนาโครงการกันระหว่าง Origin Property และ NOMURA บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น โดยโครงการชูเรื่อง “A PERFECT LIVING PLATFORM” ที่พออ่านแล้วก็ต้องบอกว่าโดนใจ

เพราะความ “หล่อ” ของโครงการมาพร้อมกับทำเลทองหล่อที่เรียกได้ว่าหล่อสมชื่อ เชื่อมต่อกับถนนใหญ่สุขุมวิท พื้นที่ล้อมรอบไปด้วยสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ ใกล้กับห้างมากมายตั้งแต่ The EmQuartier และ The Emporium ไปจนถึง Community Malls ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสมิติเวช โรงเรียนศรีวิกรม์ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

และนอกเหนือจากทำเลศักยภาพที่เป็นหัวใจของเมืองแล้ว Park Origin Thonglor ยังนับเป็นมิติใหม่แห่งการพักอาศัย ที่ไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัยธรรมดาๆ แต่เป็นพื้นที่จะทำให้เราสามารถดื่มด่ำกับชีวิตได้อย่างคุ้มค่า ในทุกๆ ลมหายใจ ภายใต้แนวคิด A Perfect Living Platform  ที่เป็นการผสมผสานกันของ 3 ปัจจัยสำคัญหลักในการใช้ชีวิตของคนยุค 4.0 อันได้แก่

Nature: คอนโดที่ให้คุณพบเจอธรรมชาติได้ตลอดเวลา

Park Origin Thonglor คือ คอนโดที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว เป็นมุมสงบที่ใหญ่ที่สุดในย่านทองหล่อ ซึ่งคงไม่มีใครคิดว่าจะมีได้ แต่ที่นี่ก็สามารถทำได้ ด้วยการออกแบบ Landscape ให้สามารถเก็บรักษาพันธุ์ไม้เดิมไว้ให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญคือ สามารถเก็บรักษาต้นจามจุรีใหญ่อายุกว่า 60 ปี เอาไว้เป็นเป็นร่มเงาใหญ่ให้กับผู้อยู่อาศัยได้ ซึ่งภาพความร่มรื่นของ Park Origin Thonglor สะท้อนให้เราได้เห็นว่า แม้โลกจะก้าวไปไกลแค่ไหน หากปราศจากซึ่งธรรมชาติไป ลมหายใจก็คงไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ควรจะเป็น

Community: คอนโดที่ให้คุณได้มีสังคมคุณภาพอยู่รอบตัวและไม่ต้องกลัวความเหงาอันโดดเดี่ยว

Park Origin Thonglor คือ คอนโดที่ไม่เพียงรายล้อมไปด้วยแหล่งชอปปิ้ง กิน เที่ยว สังสรรค์ เท่านั้น แต่ตึกทั้ง 3 อาคารของโครงการ ยังได้รับการเชื่อมโยงถึงกันด้วย Sky Bridge ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ Facilities ของทั้ง 3 อาคาร ได้ร่วมกันแล้ว Sky Bridge ยังก่อให้เกิดพื้นที่ที่ทำให้ผู้นคนได้ปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เสมือนเป็นการเชื่อมให้เกิด Community อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อไปได้

Technology: คอนโดที่จะทำให้คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายและสมบูรณ์แบบ

Park Origin Thonglor คือ คอนโดที่นำนวัตกรรมทันสมัย รวมถึง เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมมารวมกัน จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ มาพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ดีกว่าเดิม มีการเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารไร้สายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรียกว่า Internet of Thing หรือ IOT เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Innovation ที่หลากหลาย

เช่น “Home Automation” ที่สามารถทำให้เราควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้านได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส “Smart Mirror” เทคโนโลยีกระจกอัจฉริยะที่สามารถแสดงผลได้หลากหลาย คล้ายกับการเล่น IPad ทำให้เราสามารถทำงานไปด้วย ติดตามข่าวสารไปด้วยได้แม้อยู่หน้ากระจก ราวกับมีเลขาส่วนตัว และ “Facilities Intelligence” ที่สามารถให้เราควบคุมการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือ ซึ่งทั้งหมดหลอมรวมกันเป็นความสะดวกสบายที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

แค่คอนเซ็ปต์เบาๆ 3 ข้อ ก็พอจะบอกได้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า แบบนี้นี่แหละ คือความเพอร์เฟกต์! ที่กลุ่ม LGBT ทุกคนปรารถนา เพราะเป็นพื้นที่ที่จริงจังได้แบบสุดๆ ทั้งกับเรื่องงาน เรื่องเล่น และเรื่องการใช้ชีวิต ซึ่งจากนี้ไป เราจะตามไปเจาะลึกกันต่อว่า ทำไม Park Origin Thonglor จึงนับเป็นที่อยู่อาศัยที่เข้ากั๊นเข้ากันกับชีวิตของกลุ่ม LGBT ที่สุด ผ่านการตอบโจทย์ที่ครบครัน 4 ข้อตามตัวย่อของ LGBT อันได้แก่ Live, Greet, Balance และ Treat

Live อย่าง Living Beyond Perfection

ใช้ชีวิตทั้งทีก็ต้องไปให้สุด ถ้าถามว่า LGBT ควรเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบไหนเพื่ออยู่อาศัย คอนโดมิเนียมหรูกลางใจเมืองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ประเด็นคือเราอาจจะไม่ได้มีครอบครัวใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อจึงไม่จำเป็นต้องเน้นที่ขนาด แต่ควรเน้นไปเรื่องความหรูหราและสะดวกสบายดีกว่า โดยเฉพาะทำเลที่ต้องเรียกว่าครบ ทำงานได้ เที่ยวได้ เล่นได้ พักผ่อนก็ได้ ซื้อครั้งเดียวเอาให้ครบ จบทุกเรื่อง อยู่กันไปยาวๆ

ความฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดของกลุ่ม LGBT นี้เอง ได้สอดคล้องกับนิยามเผ่าพันธุ์ ที่ทาง Park Origin Thonglor ได้นิยามเอาไว้ว่า สำหรับผู้ที่จะอาศัยอยู่ในย่านทองหล่อแล้ว พวกเขาจะจัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ LIFESTYLENISTA เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจการใช้ชีวิต พิถีพิถันกับทุกเรื่องๆ เต็มที่กับทุกสิ่ง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ Work Hard Play Hard แต่ในขณะเดียวกันก็แสวงหาพื้นที่สงบส่วนตัวท่ามกลางสีสันในชีวิตด้วย ซึ่งย่านทองหล่อ และรูปแบบคอนโดของ Park Origin Thonglor นับได้ว่าถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม LGBT เป๊ะๆ อย่างไม่ผิดเพี้ยน

มนุษย์วัยทำงานทุกคนคงรู้สึกใกล้เคียงกันหมดว่าการซื้อบ้านคือของขวัญชิ้นใหญ่ของชีวิต ดังนั้น ถ้าจะซื้อทั้งทีนอกจากเรื่องทำเลที่ครบแล้ว ก็ควรจะเป็นพื้นที่ที่ตอบสนองความรู้สึกของเราได้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการออกแบบที่ควรจะโดนใจและตอบโจทย์ ซึ่งสำหรับ Park Origin Thonglor นั้น ก็มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามและลงตัว โดยโครงการได้แรงบันดาลใจมาจากความสวยงามของเปลือกไม้ในธรรมชาติที่จับมาผสมผสานกับความสมัยใหม่แบบลักชัวรี่ที่ให้ผลออกมาเป็นรูปแบบโครงการที่สวยงามไม่น่าเบื่อ หลุดกรอบไปจากคอนโดมิเนียมแบบเดิมๆ

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ…สู่การออกแบบสถาปัตยกรรม

“สถาปัตยกรรมแบบยั่งยืน คือแนวคิดในการผสานธรรมชาติ และเทคโนโลยี ในการออกแบบ”

Park Origin Thonglor คือโครงการที่ประกอบด้วย 3 อาคาร สูง 39 ชั้น 53 ชั้น และ 59 ชั้น ตามลำดับ เชื่อมต่อทั้ง 3 อาคารด้วย Sky Bridge ตึกแรกชูเป็นธีม Sculpture ที่ดึงแรงบันดาลใจของประติมากรรมออกมาเป็นสิ่งปลูกสร้าง ตึกที่สองเป็นธีม Lake นำแรงบันดาลใจมาจากทะเลสาบและสายน้ำ ส่วนตึกสุดท้ายเป็น Tree ที่ให้ความรู้สึกเป็นต้นไม้สูงที่มีการออกแบบตามลักษณะของเปลือกไม้มาเป็นจุดเด่นของโครงการ

Tower A: Sculpture

สุนทรีย์แห่งประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ผสมผสานการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ระดับโรงแรม เนรมิตให้ทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันตอบสนองทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ

Tower B: Lake

รังสรรค์ความสุขกับทุกจังหวะของชีวิต ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับทุกกิจกรรมที่หลากหลาย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดื่มด่ำกับทัศนียภาพวิวเมืองที่ตัดเส้นขอบฟ้าในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร

Tower C: Tree

ปลุกพลังแห่งการใช้ชีวิต ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด สะท้อนตัวตน ความสง่างาม ความแอคทีฟที่อยู่ข้างใน ผสมผสานกันอย่างลงตัว

การออกแบบฟาซาด (Facade) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเปลือกไม้ที่ค่อยๆ เปิดออก @ Park Origin Thonglor

ถ้าพูดถึงเรื่องดีไซน์ตัวอาคาร สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดคือการออกแบบชั้นดาดฟ้าของแต่ละอาคาร ซึ่งดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนปราสาท พระราชวังของญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้ว ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “เปลือกไม้” ที่ค่อยๆ เปิดออก จึงนำ concept ของเปลือกไม้ มาใช้ในการออกแบบ fa?ade เพื่อเปิดให้เห็นแก่นในของอาคาร โดยทุกๆ อาคาร จะสะท้อนให้เห็นแกนกลางด้านในที่เป็น Double-Floor Facilities เป็นการเปิดเพื่อพบสิ่งพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Pool Bar, Sky Lounge หรือ Sky Gym ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างเหนือระดับพบพื้นที่ที่เรียกว่าเป็น “Heart Of Hearts” ที่สุดแห่งทำเลใจกลางทองหล่อ ที่มอบไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ให้คุณได้ใช้ชีวิตสมบูรณ์แบบตลอด 24 ชั่วโมง และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “Park Origin Thonglor” จะเป็นคอนโดที่สูงที่สุดในย่านทองหล่อ

สะท้อนตัวตน และการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์การออกแบบภายในอันเป็นเอกลักษณ์ และคำนึงถึงการใช้ชีวิตเป็นสำคัญ พร้อมการคัดสรร วัสดุคุณภาพ ดีไซน์ปราณีตเหนือกาลเวลา ให้ชีวิตเหนือระดับอยู่กับคุณตลอดไป

แรงบันดาลใจในการออกแบบคอนโดมิเนียม “Park Origin Thonglor

“TOP TEAM DESIGNER” สู่ A Perfect Living Platform “Park Origin Thonglor”

นอกจากแรงบันดาลใจจากเปลือกไม้และธรรมชาติที่นำไปสู่การดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครแล้ว Park Origin Thonglor ยังเป็นคอนโดที่สมบูรณ์แบบ ที่เหมาะกับกลุ่ม LGBT ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความเป็นที่สุด ด้วยการได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาจาก TOP TEAM DESIGNER อันได้แก่ Tandem architect, DWP: (design worldwide partnership) และ TROP ซึ่งด้วยชื่อชั้นและทีมออกแบบแล้ว จึงทำให้การันตีได้ว่า Park Origin Thonglor จะกลายเป็นหนึ่งในคอนโดที่เป็นที่สุดในย่านทองหล่อที่ไม่มีใครเหมือนแน่นอน

Greet แบบ Beyond Connected Community

Park Origin Thonglor ตั้งอยู่บนพื้นที่ผืนเดิมของ Arena 10 ซึ่งถ้าใครเป็นสายเที่ยวสายปาร์ตี้หน่อยก็จะรู้ว่าเป็นที่ตั้งของบ้านเก่าของนักท่องราตรีอย่าง Funky Villa ดังนั้นเรื่อง Greeting พบปะสังสรรค์ ทั้งร้านอาหาร ร้านนั่งชิล ไปจนถึงสถานบันเทิงแบบเต็มรูปแบบก็ถือว่าครบจบในย่านเดียว

  • คืนวันศุกร์อยากปาร์ตี้จนตีสอง… ได้ 
  • เย็นวันเสาร์อยากนัดเพื่อนนั่งจิบเครื่องดื่มสีสวย… ได้
  • ตื่นว่าบ่ายวันอาทิตย์อยากนัดเพื่อนเก่ากินข้าวเม้ามอย… ได้
  • วันจันทร์ถึงวันศุกร์อยากอยู่กลางใจเมือง เดินทางไปทำงานสะดวก สิ่งอำนวยความสะดวกครบ… ได้

Balance ด้วย Technology for Intelligent Facility

ทำงานเต็มที่ เที่ยวเล่นเต็มที่ เวลาในบ้านก็ต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ด้วย Park Origin Thonglor เพิ่มความเหนือระดับให้โครงการด้วยการใส่เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย ระบบ Home Automation จะทำให้ประสบการณ์การพักผ่อนในคอนโดมิเนียมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตั้งแต่ระบบการควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไปจนถึงการใช้แอปพลิเคชันเพื่อติดต่อใช้พื้นที่ส่วนกลางแค่เพียงปลายนิ้วกด

ทั้งการควบคุมระดับแสงสว่างของหลอดไฟภายในห้อง การเปิดปิดผ้าม่าน การควบคุมการทำงานของเครื่องทำความเย็น Digital Door Lock ควบคุมการเข้าออกห้องด้วยรหัสและคีย์การ์ด ไปจนถึง Smart Mirror ที่เป็น Smart Tablet บนกระจกระบบสัมผัสที่จะทำให้เราสามารถเต้น Single Ladies ตามคุณแม่ Beyonc? ได้ในขณะอาบน้ำ ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่านี้จะเป็นความบันเทิงในการพักผ่อนสำหรับวันหยุดที่จะเติมเต็มสมดุลให้เรามีแรงกลับไปทำงานจนไฟลุก และเต้นได้จนเช้าอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป

Treat จาก Facilities ที่ครบสมบูรณ์แบบกว่า 60 รายการ

นอกจากเรื่องการพบปะสังสรรค์นอกโครงการที่เรียกว่าทำเลทองหล่อนั้นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอยู่แล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการก็ถือว่าครบและเป็นแหล่งพักผ่อนขนาดย่อยเลยก็ว่าได้ ทั้ง Pool Bar ที่เป็นสระว่ายน้ำให้วิวกรุงเทพจากมุมสูง Sky Gym ที่เป็นฟิตเนสวิวพรีเมี่ยมสำหรับคนชอบออกกำลังกาย รวมไปถึง Sky Lounge ที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปแฮงค์เอาท์ที่โรงแรมหรูได้ทุกวัน

ส่วนไฮไลท์อีกอย่างที่พลาดไม่ได้เลยของ Park Origin Thonglor นี้คือ One Thonglor ที่เป็น Community Mall โปรเจคอนาคตที่จะมาตั้งอยู่ในบริเวณโครงการ โดยจะมาในแนวคิด Meeting Point ที่ให้ความรู้สึกเป็นจุดนัดพบกลางทองหล่อสไตล์ Hi Class Lifestyle ครบครันไปด้วยร้านสินค้าแบรนด์หรูสำหรับช็อปปิ้งแก้เบื่อและร้านอาหารสำหรับพบปะพูดคุย ซึ่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดนี้เอง จึงทำให้ชีวิตทุกวันที่ Park Origin Thonglor เข้าใกล้กับคำว่าชีวิตสมบูรณ์แบบมากที่สุดอย่างที่ไม่มีใครเคยเข้าใกล้มาก่อน

“A PERFECT LIVING PLATFORM” Park Origin Thonglor 

ราคาเริ่มต้นอยู่แถว 6.9 ล้านบาท (พื้นที่ 30 ตารางเมตร) ราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่ 250,000-260,000 บาทต่อตารางเมตร ใครสนใจหรือกำลังมองหาโครงการคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกด้านอยู่ก็อย่าลืมแวะเข้าไปลงทะเบียนกันได้ที่ https://bit.ly/2xvvKVn

มีข่าวสารอะไรอัปเดตจะได้รู้ก่อนเห็นก่อน เผื่ออยากเข้าไปจองจะได้เลือกห้องสวยๆ ได้ทัน

See Ya!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

“รู้มั้ยว่าของใกล้ตัวอย่าง ทองคำ เครื่องประดับ กระเป๋า นาฬิกา 

ที่ซื้อสะสมเก็บไว้ สามารถช่วยเราได้ในช่วงที่ต้องการใช้เงิน”

  • ใคร…ที่กำลังช๊อตเพราะหมุนเงินไม่ทัน
  • SME…ที่กำลังหาแหล่งเงินทุนต่อยอดธุรกิจ
  • อยากทำธุรกิจ…อยากกู้เงิน แต่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ก็ยังไม่มีเครดิต

รู้มั้ยว่าการพาของใกล้ตัวที่เป็นทรัพย์สินสุดที่รักของเราไปพักผ่อนชั่วคราวที่โรงรับจำนำ Cash Express ทำให้เราได้รับเงินทุนไปต่อลมหายใจธุรกิจ เมื่อสร้างยอดขาย มีกำไรเติบโตแล้วค่อยพาทรัพย์สินเหล่านั้นกลับไปพักผ่อนที่บ้าน

ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไร วันนี้อภินิหารเงินออมจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ ^^

โรงรับจำนำที่เรารู้จักเป็นอย่างไร?

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

ในอดีตเราอาจจะเห็นภาพของโรงรับจำนำที่ค่อนข้างดูมืดๆทึบๆ ความรู้สึกชวนให้อึดอัด เราเข้าไปแล้วก็พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผ่านลูกกรงเหล็กที่สร้างขึ้นอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ค่อยๆยื่นทรัพย์จำนำให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคาทีละชิ้น เพราะอยากรู้ว่าจะได้รับเงินมากี่บาท เราหิ้วของมาหลายชิ้น แต่จำนำได้เพียง 1 ชิ้น ก็ต้องนำส่วนที่เหลือแบกกลับบ้านไป พร้อมกับรอยสีดำที่นิ้วมือและตั๋วจำนำ แต่ว่า!! ปัจจุบันโรงรับจำนำได้เปลี่ยนไปแล้วจ้า…

โรงรับจำนำโฉมใหม่ “Cash Express”

Cash express ก่อตั้งครั้งแรกปี 2527 มีประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 30 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งการรับจำนำ และจำหน่ายสังหาริมทรัพย์มือสอง เปิดให้บริการมากถึง 11 สาขา เรามาดูกันว่ามีความแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • โรงรับจำนำโฉมใหม่ สบายตา สบายใจ ใช้กระจกตกแต่งสถานที่ ทำให้คนมาใช้บริการรู้สึกโปร่งโล่ง
  • สะดวกด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่ระบบการจัดเก็บข้อมูลของผู้จำนำ ทำให้เวลามาส่งดอกเบี้ยก็ไม่ต้องมานั่งเขียนอีกต่อไป
  • การประเมินราคาเบื้องต้นทรัพย์จำนำได้แบบออนไลน์ 24 ชม. รู้กันไปเลยว่าทรัพย์สินเราจำนำได้หรือไม่ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาแบกของไปมาหรือเดินทางไปให้เสียเวลา เพราะสอบถามราคาประเมินเบื้องต้นได้ตลอด
  • ระบบการจ่ายดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เราสามารถจ่ายดอกเบี้ยในวันครบกำหนดหน้าตั๋วจำนำได้ (ตั๋วจำนำ 1 ใบมีอายุ 4 เดือน 30 วัน) แต่ถ้าจ่ายครบจบหนี้เร็ว เราก็จะจ่ายดอกเบี้ยลดลงด้วย (ที่สำคัญคือคิดดอกเบี้ย แบบลดต้นลดดอก) ล่าสุด!! Cash Express มีบริการแจ้งเตือนทาง sms เพียงแค่แจ้งเบอร์มือถือของเราไป ว้าววว…ช่วยเตือนกันแบบนี้รับรองว่าเราไม่ลืมไปจ่ายแน่นอนจ้า

“การปรับตัวของโรงรับจำนำ Cash Express ให้เข้ากับการหมุนไปของเทคโนโลยี
 ทำให้ผู้ใช้บริการสะดวกสบาย พร้อมกับได้รับเงินไปต่อยอดธุรกิจได้รวดเร็วมากขึ้น”

4 ขั้นตอนเปลี่ยนที่พักของใกล้ตัวให้กลายเป็น “เงินทุน”

ปัจจุบันมีของใกล้ตัวยอดฮิต 5 อันดับที่คนส่วนใหญ่นำมาเปลี่นเป็นเงินทุน 

  • อันดับ 1 ทองคำ 
  • อันดับ 2 เครื่องประดับเพชรพลอย,เพชรที่มีใบรับประกัน 
  • อันดับ 3 นาฬิกาแบรนด์เนม 
  • อันดับ 4 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ 
  • อันดับ 5 กระเป๋าแบรนด์เนม

Cash express ก็มีให้บริการรับจำนำของใกล้ตัวยอดฮิตเหล่านี้ด้วย มีขั้นตอนง่ายๆ แค่ 4 ขั้นตอนเปลี่ยนของใกล้ตัวให้กลายเป็นเงินทุน

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

ขั้นตอนที่ 1 ต้องการใช้เงิน

  • ต้องการใช้เงินเพื่อต่อยอดไอเดียทำธุรกิจ 
  • ต้องการเงินทุนไปหมุนในกิจการ ระหว่างรอการอนุมัติเงินกู้กับธนาคาร 
  • ธนาคารยังไม่ปล่อยกู้เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ จึงยังไม่มีเครดิต 
  • หรือ ความต้องการใช้เพื่อเป้าหมายอื่นๆ

สำคัญที่สุด คือ ทุกความต้องการ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแผนการชำระที่ดี

ขั้นตอนที่ 2 ของใกล้ตัวช่วยเราได้ 

ช่วงที่มีรายได้ก็ซื้อทรัพย์สินมีค่าเก็บสะสมไว้ เช่น ทองคำ เครื่องประดับ เพชร พลอย นาฬิกาและกระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ โดยเฉพาะนาฬิกาและกระเป๋าแบรนด์เนม บางรุ่นที่ได้รับความนิยมมากๆ ราคามักจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ผันผวนราคาขึ้นๆลงๆ เหมือนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากให้ความสุขทางใจแล้ว ยังเป็นฮีโร่ช่วยเหลือเราช่วงที่ต้องการ “เงินทุน” โดยไม่มีการตรวจสอบเครดิตบูโรอีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ 2 เด้งกันเลย

ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็สบายใจหายห่วง เพราะ Cash Express มีตู้เซฟสำหรับเก็บรักษาทรัพย์จำนำรวมทั้งของแบรนด์เนมให้ลูกค้าโดยเฉพาะ มีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นและดูแลอย่างดี รับรองว่ามาสภาพไหนได้กลับไปสภาพนั้นแน่นอน ดังนั้น หากสาวๆคนไหนมีกระเป๋าแบรนด์เนมเยอะๆ แต่ไม่มีที่เก็บ หรือกังวลเรื่องความปลอดภัยแล้วล่ะก็ Cash Express อาจเป็นอีก 1 ตัวเลือก สำหรับการเปลี่ยนที่เก็บกระเป๋าและนำเงินมาต่อยอดธุรกิจก็ได้

ตัวอย่างทรัพย์สินที่ Cash Express รับจำนำ

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

ขั้นตอนที่ 3 การประเมินราคาแบบออนไลน์

ถ้าเราต้องการใช้เงิน แต่ไม่รู้ว่า Cash express จะรับจำนำทรัพย์ของเราหรือไม่ แล้วเราจะได้รับเงินเท่าไหร่ วิธีที่ทำให้รู้เร็วที่สุดและไม่ต้องเดินทางฝ่ารถติดไปให้เสียเวลา คือ การประเมินราคาทรัพย์สินแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ส่วนการให้บริการมี 3 ช่องทาง สะดวกทางไหนก็เลือกแบบนั้นเลยจ้า

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

Add Friend @cashexpress.pawn

การประเมินราคาแบบออนไลน์นี้เป็นราคาเบื้องต้นเท่านั้น เพราะจะต้องดูของจริงประกอบด้วย ซึ่งเราอาจจะได้รับเงินน้อยหรือมากกว่าราคาประเมินก็ได้ แม้ว่ายังไม่ใช่ราคาที่แท้จริง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้คร่าวๆ ว่าจำนวนเงินที่จะได้รับนั้นเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ ถ้าเราพอใจกับราคาแล้วค่อยเดินทางนำสิ่งของมาที่โรงรับจำนำใกล้บ้าน

ตัวอย่าง : การประเมินราคาทรัพย์สินออนไลน์ ผ่านเว็บไซด์

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

ประเมินผ่านเว็บไซต์ได้ที่ ? https://www.cashexpress-pawn.com/onlineprocess

นอกจากการประเมินราคาแบบออนไลน์ 24 ชม. แล้ว เรายังคำนวณดอกเบี้ยเองได้ด้วยนะว่าจะต้องเสียเท่าไหร่ 

สมมติว่าเรานำสิ่งของไปจำนำแล้วได้รับเงิน 10,000 บาท มีวิธีการคิดดอกเบี้ย ดังนี้

  • 2,000 บาทแรก คิดดอกเบี้ย 2% คือ 2,000 x 2% = 40 บาท
  • 2,000 บาทขึ้นไป คิดดอกเบี้ย 1.25% คือ 8,000 x 1.25% = 100 บาท
  • รวมดอกเบี้ยจ่าย 140 บาทต่อเดือน 
  • ถ้าเรามาไถ่ของคืนภายใน 1 เดือน เราจะต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย รวม 10,140 บาท
  • ถ้าเรามาไถ่ของคืนภายใน 4 เดือน 30 วัน (หรือเรียกง่ายๆว่า 5 เดือน) เราต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย รวม 10,700 บาท

ส่วนการคิดดอกเบี้ยก็จะแบ่งตามเวลา คือ ถ้าไม่เกิน 15 วันก็จะคิดดอกเบี้ยแค่ครึ่งเดือน แต่ถ้าเกิน 15 วัน ก็จะคิดดอกเบี้ยเต็มเดือน ถ้าใครคำนวณเองแล้วปวดหัว ใช้โปรแกรมคำนวณช่วยได้ ลิงค์โปรแกรมคำนวณอยู่ใต้รูปภาพจ้า

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

โปรแกรมคิดดอกเบี้ยของโรงรับจำนำ 

https://www.cashexpress-pawn.com/calculator

ขั้นตอนที่ 4 ได้รับเงินทุนไปหมุนต่อ

ถ้าเราดูจำนวนเงินที่ได้รับจากการประเมินราคาแบบออนไลน์ รวมถึงคำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แล้วคิดว่าคุ้มกับผลกำไรของกิจการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือนำมาเป็นเงินทุนเพื่อต่อยอดไอเดียในธุรกิจของเราได้ เราค่อยเดินทางไปโรงรับจำนำสาขาใกล้บ้าน ยื่นบัตรประชาชนและทรัพย์ที่จะจำนำ พิมพ์ลายนิ้วมืออิเล็กทรอนิกส์เพียงเท่านี้จะได้รับตั๋วจำนำ แถมนิ้วไม่ดำด้วย เย้

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

เราควรตรวจดูตั๋วจำนำว่ารายละเอียดถูกต้องมั้ย คือ ชื่อ-นามสกุล วันที่จำนำ วันที่ครบกำหนดไถ่ถอน จำนวนเงินที่กู้ยืม ดอกเบี้ยจ่าย ถ้าทุกอย่างถูกต้องหมดแล้วก็รับเงินก้อนเพื่อไปเติมให้กับธุรกิจของเราต่อไปได้เลยจ้า

หากใครต้องการเปลี่ยนทรัพย์สินที่เป็นของใกล้ตัวให้กลายเป็น “เงินทุน” เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้ตนเอง สามารถติดต่อไปได้ที่โรงรับจำนำ Cash express หรือดูที่เว็บไซต์ https://www.cashexpress-pawn.com/contactขณะนี้มีให้บริการ 11 สาขาทั้งใน กทม.และปริมณฑลนะจ๊ะ

Cash Express เปลี่ยนที่พัก “ของใกล้ตัว” ให้กลายเป็น “เงินทุน”

รายละเอียดของแต่ละสาขา ดังนี้

  1. โรงรับจำนำ ไท้เส็งหลี : ติดธนาคารกรุงเทพสาขาหัวลำโพง เบอร์โทร : 02-214-2802
  2. โรงรับจำนำ อุดมสุข : ปากซอยอุดมสุข26 เบอร์โทร : 02-749-5182
  3. โรงรับจำนำ วัชรพล : ตรงข้ามตลาดโลตัสวัชรพล  เบอร์โทร : 02-945-4529
  4. โรงรับจำนำ ติวานนท์ : ตรงข้ามทางเข้ากระทรวงสาธารณสุข  เบอร์โทร : 02-968-8787
  5. โรงรับจำนำ ประชานนทบุรี : เลยวัดกำแพง 200 เมตร เบอร์โทร : 02-525-2345
  6. โรงรับจำนำ คู้บอน : ปากซอยคู้บอน 20 เบอร์โทร : 02-943-4188
  7. โรงรับจำนำ กรุงเทพนนท์ : ใกล้ซอยกรุงเทพนนท์ 43 เบอร์โทร : 02-912-0558
  8. โรงรับจำนำ เมืองทองนนทบุรี : ห่างจาก Beehive 400  เมตร  เบอร์โทร : 02-984-0948
  9. โรงรับจำนำ ประตูน้ำ : ห่างจาก Palladium 100 เมตร เบอร์โทร : 02-070-8851
  10. โรงรับจำนำ ลาดกระบัง-อ่อนนุช : ห่างจากThe Paseo Mall 400 เมตร เบอร์โทร : 02-034-3351
  11. โรงรับจำนำ รังสิต-เลียบคลอง 3 : ปากซอยคลองสาม1/13  เบอร์โทร : 02-065-8588

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) AIMIRT อีกหนึ่งกองทรัสต์ (REIT) ที่นักลงทุนต้องติดตาม

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน และมีปัจจัยเสี่ยงเยอะแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การขึ้นดอกเบี้ย ฯลฯ

ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคนก็น่าจะพยายามมองหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลง เพื่อที่จะลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่แน่นอนและรอจังหวะในการลงทุนครั้งถัดไป หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

แต่ถ้าหากนักลงทุนปรับลดความเสี่ยงด้วยการย้ายเงินไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนตลาดเงิน ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่นัก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นสูง

ซึ่งทางเลือกอีกทางสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ นั่นก็คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั่นเองครับ

ถ้าหากใครที่ติดตามคลินิกกองทุนอยู่เรื่อยๆ ก็จะทราบดีว่า ผมเองก็เป็นคนนึงที่ชื่นชอบกองทรัสต์ หรือ REIT เป็นอย่างมาก เนื่องจากว่า กองทรัสต์หรือ REIT เหล่านี้ เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอพอสมควร แถมความผันผวนของราคาก็ไม่ได้สูงเท่ากับการลงทุนในหุ้นอีกด้วยครับ

ถ้านักลงทุนเก็บกองทรัสต์เหล่านี้เข้าไปในพอร์ตการลงทุนระยะยาวก็จะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น และยังมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีในเรื่องของราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่หุ้นมีความผันผวน ราคาของกองทรัสต์ก็มักจะปรับสูงขึ้น

แต่การลงทุนในกองทรัสต์เองก็ควรจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกันครับ เพราะหากเราลงทุนในกองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทเเดียวก็อาจจะมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวได้เหมือนกันหากเกิดอะไรขึ้นกับกองทรัสต์นั้นๆ ดังนั้น พอร์ตการลงทุนประเภทอสังหาริมทรัพย์ของเราควรมีการลงทุนที่หลากหลาย เช่น ออฟฟิศให้เช่า สนามบิน โครงสร้างพื้นฐาน ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

โดยปกติแล้วผมมักจะชื่นชอบออฟฟิศเช่า ห้างสรรพสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ส่วนกองทรัสต์ที่ลงทุนในโกดังให้เช่าหรือคลังสินค้า รวมถึงห้องเย็นนั้น ผมจะรู้สึกเสมอว่าไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยคุ้นเคยและไม่ได้ศึกษารายละเอียดมากเท่าไหร่ เพราะว่ามีโอกาสน้อยที่จะได้ไปดูของจริง

แต่หลังจากที่ผมได้ศึกษาข้อมูลก็พบว่า มีกองทรัสต์ที่มีนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม หรือ Industrial REIT อย่างครบวงจรซะด้วย โดยปัจจุบันกองทรัสต์นี้ลงทุนทั้งในคลังสินค้าและคลังห้องเย็นมาตรฐานสูงควบคู่กัน มีการกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี จึงยิ่งมีความน่าสนใจอย่างมากครับ

นั่นก็คือ กอง “AIMIRT” นั่นเองครับ

เรามาดูรายละเอียดของกองทรัสต์นี้กัน

สิ่งที่น่าสนใจอย่างแรกสำหรับกอง AIMIRT คือ การเป็นกองทรัสต์อิสระที่ไม่ได้บริหารจัดการโดยบริษัทในเครือของเจ้าของทรัพย์สิน แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทประกันชั้นนำ รวมถึงกองทุนดังๆ จาก บลจ. มากมายครับ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าบริษัทประกันส่วนใหญ่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอเพื่อจ่ายคืนให้กับผู้ทำประกันนั่นเอง นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า กองทรัสต์นี้น่าจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะดีเลยทีเดียวครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าผลตอบแทนเป็นอย่างไรกัน

ต่อจากผู้ที่ถือกอง เรามาดูกันที่ภาพรวมกันครับ

กองทรัสต์มีชื่อเต็มว่า AIM Industrial Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust ชื่อย่อคือ AIMIRT โดยกองทรัสต์มีนโยบายในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมที่สร้าง “รายได้” ให้แก่กองในลักษณะของ “ค่าเช่า” ที่ดีและสม่ำเสมอในระยะยาว ทั้งในลักษณะ Freehold (กรรมสิทธิ์) และ Leasehold (สิทธิการเช่า) โดยในการลงทุนครั้งแรก กองทรัสต์ลงทุนเป็น Freehold 100% ในคลังสินค้าให้เช่าและยังมีห้องเย็น (Cold Storage) ให้เช่าอีกด้วย ถือเป็นกองแรกที่รวมทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน ดังนั้น นักลงทุนสบายใจได้หากจะเน้นการลงทุนในระยะยาว หรือส่งต่อให้ลูกหลานครับ

ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) คือ ทีมงานของ AIM REIT Management ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดย AIM REIT Management ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งจะส่งผลดีต่อความโปร่งใสเป็นกลางในการบริหารงานและเพิ่มโอกาสในการแสวงหาทรัพย์สินที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตของกองทรัสต์ในอนาคต  นอกจากนี้ กองทรัสต์ยังมี บลจ. ไทยพาณิชย์ รับหน้าที่เป็นทรัสตี คอยตรวจสอบอีกขั้นหนึ่งอีกด้วย

สำหรับผู้เช่า พูดง่ายๆ ว่าเหมือนแบ่งเป็น 2 Projects โดยที่ Project ของ JWD เป็นในเรื่องของห้องเย็นและคลังจัดเก็บเอกสารDatasafe ซึ่งทาง JWD จะเป็นผู้เช่าเอง แล้วนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจให้บริการห้องเย็นและโลจิสติกส์ต่อไป  ส่วน Project ของ TIP จะเป็นการให้เช่าคลังสินค้า โดยที่มีผู้เช่าคลังสินค้าชั้นนำที่หลากหลายมาใช้บริการพื้นที่เช่า แล้วก็ให้กลุ่มบริษัทของ TIP รับหน้าที่เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ ดูแลคลังสินค้าในส่วนนี้ครับ

สิ่งที่ทำให้กองทรัสต์นี้น่าสนใจมากๆ ก็คือ อัตราการเช่าเป็น 100% ตั้งแต่เริ่มลงทุนมาจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าได้ค่าเช่าแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่ๆ นอกจากนี้ ยังมีการกระจายตัวของกลุ่มลูกค้าทั้งที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ที่เช่าตรงกับกองทรัสต์และผู้รับบริการห้องเย็นและคลังจัดเก็บเอกสารของ JWD ที่มาเช่าพื้นที่ของกองทรัสต์ ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย

กระจายไปในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็น CPF, The Pizza Company, Thai Union กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอากาศยาน กลุ่มอุปกรณ์สำนักงาน และกลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เป็นต้น

ข้อดีของการกระจายกลุ่มผู้เช่าที่หลากหลายแบบนี้ก็คือ สร้างโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอนั่นเอง ซึ่งหากเป็นผู้เช่าไม่กี่รายที่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจจะมีความเสี่ยงหากผู้เช่ารายนั้นไม่ต่อสัญญา ทีนี้เรื่องใหญ่ครับเพราะจะทำให้ผลตอบแทนของกองทรัสต์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนอายุของการต่อสัญญานั้นยังคงมีอายุการต่อสัญญาของลูกค้าที่ค่อนข้างจะยาว เมื่อเทียบกับกองทรัสต์และกองอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน คือส่วนใหญ่ประมาณ 79% มีอายุสัญญาการเช่าคลังสินค้าและห้องเย็นยาวไปจนถึงปี 2024 นู่นเลยครับ

ดังนั้น หากใครอยากลงทุนระยะกลางหรือระยะยาว กองทรัสต์นี้ถือว่าอยู่ในตัวเลือกที่ดีครับ

พื้นที่ของห้องเย็นและคลังสินค้าก็กระจายตัวอยู่ในทำเลที่เหมาะสมในการให้บริการโลจิสติกส์ โดยห้องเย็นนั้นตั้งอยู่ในย่านมหาชัย จ. สมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของธุรกิจห้องเย็น ส่วนคลังสินค้าที่ตั้งอยู่บนถนนสุวินทวงศ์ จ. ฉะเชิงเทรา และ ถนนบางนา-ตราด จ. สมุทรปราการ ก็ถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตและการกระจายสินค้า ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

กองทรัสต์จึงมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากทำเลที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ แถมตอนนี้กระแสของ E-Commerce กำลังมา การจัดส่งสินค้าต่างๆ ก็ต้องรวดเร็ว ถ้ามีคลังสินค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่ขนส่งสะดวกแบบนี้ก็ถือหนึ่งในข้อได้เปรียบทางธุรกิจไปเลย

ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียวครับ หากใครที่ชื่นชอบการลงทุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับคลังสินค้าและห้องเย็นอยู่แล้ว สามารถเพิ่มกองทรัสต์นี้ให้อยู่ใน Watch List ของกองที่น่าสนใจได้เลย แต่หากใครที่ไม่เคยลงทุนกับกองแนวนี้ละก็อยากให้เข้ามาดูรายละเอียดของกองทรัสต์นี้ให้มากขึ้นครับ เพราะผมเชื่อว่าน่าจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอทีเดียว

คราวนี้เรามาสรุปจุดเด่นของ “AIMIRT” ว่าทำไมกองทรัสต์กองนี้ถึงน่าสนใจกันครับ

1. อัตราเงินปันผลเป็นที่น่าสนใจ 

ผมต้องบอกว่าหากนักลงทุนสนใจที่จะลงทุนกับกองทรัสต์นี้ ราคาหน่วยทรัสต์ AIMIRT ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ในปัจจุบันถือว่ายังไม่สูงมากเท่าไหร่นัก ซึ่งหากนักลงทุนซื้อหน่วยได้ในราคาไม่แพง ก็จะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

ซึ่งเมื่อคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังสองงวดแรกของปีนี้รวมกัน จะให้อัตราผลตอบแทนที่ประมาณ 7.6% เลยทีเดียวครับ (คำนวณจากราคาปิดของหน่วยทรัสต์ AIMIRT ณ 28 ส.ค. 2561 ที่ 10.10 บาทต่อหน่วย) ถือว่าไม่น้อยเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ และมีความผันผวนจากการลงทุนในหุ้นสูงเหมือนในตอนนี้

ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงทำให้กองทรัสต์นี้มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังสูงติดอันดับต้นๆ ของทรัสต์ทั้งหมด 21 กองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยคำนวณจากอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อหน่วย ในสองงวดแรกของปีนี้

2. อัตราการเช่าเต็ม 100%

อันนี้ชัดเจนว่า นักลงทุนที่ลงทุนกับกองทรัสต์นี้น่าจะได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เนื่องจากอัตราการเช่าพื้นที่ทรัพย์สินเต็ม 100% ตั้งแต่จัดตั้งกองทรัสต์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากทรัพย์สินของกองทรัสต์เป็นห้องเย็นและคลังสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าที่สำคัญ จึงมีความต้องการเช่าอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ

3. กระจายความเสี่ยง

เนื่องจากว่ากลุ่มลูกค้าที่มาเช่าห้องเย็นและคลังสินค้ามีความหลากหลายมาก โดยไม่ได้พึ่งพิงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งหรือทรัพย์สินประเภทใดประเภทหนึ่งมากจนเกินไป เมื่อเทียบกับกลุ่มกองทรัสต์ทั่วไปที่ลงทุนในคลังสินค้าหรือโรงงานเพียงเท่านั้น  โดยกอง AIMIRT เป็นกองทรัสต์กองแรกในประเทศไทยที่เข้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องเย็นควบคู่ไปกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทคลังสินค้า จึงมีเกิดการกระจายความเสี่ยงมากกว่ากองทรัสต์อื่นๆ

4. ค่าเช่าเฉลี่ยสูง ลูกค้าอยู่ยาวและมีโอกาสขึ้นค่าเช่า/ บริการได้

เนื่องจากค่าเช่าห้องเย็นโดยเฉลี่ยสูงกว่าค่าเช่าคลังสินค้าทั่วไป ทำให้ภาพรวมค่าเช่าเฉลี่ยของกองทรัสต์สูงกว่ากองทุนหรือกองทรัสต์อื่นที่ลงทุนในคลังสินค้าหรือโรงงานให้เช่าเพียงอย่างเดียวค่อนข้างมาก แถมห้องเย็นและคลังสินค้าที่เป็นทรัพย์สินของกอง AIMIRT ส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญาเช่าระยะยาวกับผู้เช่า และมีแนวโน้มการปรับขึ้นค่าเช่าห้องเย็นและคลังสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาอีกด้วยครับ

5. ระบบการส่งสินค้าจากช่องทาง Online เพิ่มมากขึ้น

ข้อนี้ใครที่ถือกองทรัสต์นี้ผมถือว่าได้ประโยชน์เต็มๆ ครับ เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต ความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สนับสนุนการเติบโตของการลงทุนของภาครัฐและเอกชน และแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ E-Commerce ที่การกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคโดยใช้เวลาน้อยที่สุดนั่นเองครับ

จากโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ การทำสัญญาระยะยาวกับผู้เช่าซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และทำเลที่อยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ อีกทั้งตอนนี้อยู่ในช่วงที่ E-Commerce กำลังมาแรง จึงทำให้กอง AIMIRT ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กองทรัสต์ที่ผมนำมารีวิวในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่ากองนี้น่าจะเป็นกองแรกที่ทำให้ผมมีมุมมองใหม่กับกองคลังสินค้าและห้องเย็นเลยล่ะครับ

สรุปทิ้งท้ายสักหน่อยว่า ถ้านักลงทุนมีกองอสังหาริมทรัพย์หรือกอง REIT อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนรูปแบบไหนก็ตาม แต่ถ้าหากยังไม่มีกองทรัสต์ที่เป็นคลังสินค้าและห้องเย็นในพอร์ตแล้วละก็ กอง AIMIRT นี้เป็นกองทรัสต์ที่รวมทั้งสองอย่างไว้เลย ซื้อ 1 ได้ถึง 2

ไว้ถ้ามีโอกาสมาเขียนอีกจะมาเล่ารายละเอียดอื่นๆ ให้ฟังต่อ แต่ว่าตอนนี้เวลาหมดแล้วครับ แล้วพบกันใหม่นะครับนักลงทุนทุกท่าน วันนี้ลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนใน REIT นะครับ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เทียบกันเลยดีกว่า ใช้บริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนเจ้าไหนดี

สวัสดีเพื่อนๆชาว aommoney และ Fan Page TarKawin เนื่องจากในช่วงหลังนี้พี่ต้าร์สังเกตเห็นว่า บริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนเกิดขึ้นมาเยอะมาก ซึ่งนั่นเป็นข้อดีของนักลงทุนนะ โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่มีโอกาสเป็นสายแมงเม่าจากการซื้อหุ้นและกองทุนรวมที่ “เขาบอกมาาาาาา” โดยที่ยังไม่รู้เลยว่า “เขาที่ว่านั่นใคร”

ซึ่งถ้าเรามานั่งไล่เรียงดูว่า มีที่ไหนที่ให้บริการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนบ้าง ผมลอง List ได้ออกมาดังนี้นะครับ ผมลองดูเฉพาะธนาคารชั้นนำและบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการการลงทุนนะครับ

  • B-Advice บริการออกแบบการลงทุน ของธนาคารกรุงเทพ
  • Finnomena Port Fintech ผู้ให้บริการด้านการลงทุนชื่อดัง
  • K-Expert บริการให้คำปรึกษาด้านการเงินกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย
  • Krungsri Plan Your Money ของธนาคารกรุงศรี
  • SCB Investment Center ของธนาคารไทยพาณิชย์
  • TMB Advisory  บริการที่ปรึกษาส่วนตัวด้านการลงทุน ของทีเอ็มบี

ซึ่งถ้าเราไปดูรูปแบบการให้บริการก็จะแตกต่างกันไปนะครับ ผมก็เลยอยากจะลองเปรียบเทียบในมุมต่างๆว่าแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นและการให้บริการที่แตกต่างกันอย่างไรบ้างนะครับ

1. การติดต่อเข้าใช้บริการ

มาดูกันก่อนว่า หากเราสนใจที่อยากจะเริ่มลงทุน ในแต่ละที่จะมีเงื่อนไขก่อนการให้บริการอย่างไรกันบ้าง เราจะต้องเป็นลูกค้าแบบไหนของเขา บางที่จะมีการกำหนดเงินลงทุนเอาไว้ด้วย สามารถดูได้จากตารางนี้ครับ

 เงินลงทุนขั้นต่ำที่มีกับทางธนาคาร (ก่อนใช้บริการ)หัวข้อปรึกษารายละเอียด
B-Advice1 ล้านบาทการลงทุนให้บริการกับลูกค้าที่มีเงินฝาก เงินลงทุน ประกันกับทางธนาคารกรุงเทพ อย่างน้อย 6 เดือน จำนวนเงิน 1 ล้านบาท เพื่อวางแผนออกแบบพอร์ตการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง
Finnomena Portไม่มี  การลงทุนจะให้บริการในลักษณะแนะนำพอร์ตการลงทุน เริ่มตั้งแต่ไม่มีขั้นต่ำ (DIY) จนไปถึงเริ่มต้น 1 ล้านบาทตามวัตถุประสงค์ของเรา โดยใช้ระบบการจัดการผ่าน Application มีตัวแทนที่ปรึกษาอิสระและทีมงานบริษัทคอยให้คำแนะนำ พร้อมข่าวสารการลงทุนผ่านสื่อ Online 
K-Expertไม่มีการเงินทั่วๆไป  การลงทุนบริการนี้หากสนใจสามารถใช้บริการได้เลย โดยเราสามารถเข้าไปปรึกษานักวางแผนทางการเงินในเรื่องต่างๆทั่วๆไปได้ ตั้งแต่ปัญหาหนี้สิน การวางแผนซื้อทรัพย์สิน การลงทุน การทำประกัน 
Krungsri Plan Your Moneyไม่มี  การเงินทั่วๆไป  การลงทุนให้บริการกับลูกค้าทั่วไป ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแผนการเงินต่างๆ ผ่านทางระบบ Call Center ของธนาคารและสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผ่านทางเว็บไซต์ธนาคารได้
SCB Investment Center2 ล้านบาทการลงทุนบริการนี้จะเป็นเอกสิทธิ์ของลูกค้า SCB Private Banking, SCB First, SCB Prime ซึ่งหากเรามีเงินฝาก เงินลงทุน อยู่กับทาง SCB อย่างน้อย 2 ล้านบาทขึ้นไป ก็สามารถใช้บริการได้ครับ
TMB Advisory  ไม่มีการลงทุน ประกันเราสามารถเข้าใช้บริการของทาง TMB โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าที่มีการฝากเงิน ซื้อประกัน หรือลงทุนกับ TMB ก็ได้นะครับ เป็นบริการที่ออกแบบมาให้ทุกคนที่ต้องการวางแผนการลงทุนให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญผ่าน VDO Conference ที่สาขาที่ให้บริการ หรือ โทรปรึกษาผ่าน TMB Investment Line ก็ได้เช่นกัน 

ในการติดต่อเข้ารับบริการ แต่ละธนาคารมีแนวทางที่แตกต่างกัน โดยทาง B-Advice, Finnomena, SCB Investment Center, และ TMB Advisory จะเน้นไปในเรื่องของการวางแผนให้คำปรึกษาการลงทุน ส่วน K-Expert และ Krungsri Plan Your Money จะเน้นในเรื่องการเงินทั่วๆไป

ในส่วนของเงื่อนไขการใช้บริการนั้นจะเห็นได้ว่า B-Advice และ SCB Investment Center จะมอบเป็นเอกสิทธิ์ให้ลูกค้าที่มีเงินลงทุนขั้นต่ำตามที่กำหนด ส่วนทาง Finnomena Port, K-Expert, Krungsri Plan Your Money และ TMB Advisory สามารถให้บริการลูกค้าได้โดยไม่กำหนดเงื่อนไขเงินขั้นต่ำ

2. ช่องทางในการให้บริการ

ช่องทางในการติดต่อรับข่าวสารและช่องทางในการให้คำปรึกษา แต่ละที่ก็มีความแตกต่างกันนะครับ ผมสรุปมาในตารางนี้ครับ

 ช่องทางติดต่อและรับข่าวสารช่องทางสาขาในการให้คำปรึกษารายละเอียด
B-Advice1333 ต่อ *961 2 สาขาสามารถติดต่อเพื่อจองเวลาการให้บริการและไปยังสาขาที่สะดวกเพื่อวางแผนการลงทุนได้ ซึ่งทาง B-Advice ได้ให้บริการตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตั้งเป้าหมาย ออกแบบพอร์ตการลงทุน ติดตามและประเมินผลการลงทุนให้กับลูกค้า
Finnomena Portwww.finnomena.com Application : Finnomena Facebook : Finnomenaไม่มีบริษัทนี้เป็น Fintech จะใช้นวัตกรรมต่างๆทางเทคโนโลยีมาให้บริการ เช่น การใช้ Application เพื่อนำเสนอพอร์ตการลงทุน หากเรามีความรู้อยู่แล้วก็สามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้ แต่ทีมงานเขาก็มีที่ปรึกษาอิสระและเจ้าหน้าที่ของบริษัทช่วยดูแลด้วยนะครับ   นอกจากนี้ยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารรวมถึง Live  Update การลงทุนผ่าน Facebook และเว็บไซต์ด้วยนะครับและถ้าใครสนใจบางทีเขาจะมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ด้วยเช่นกัน
K-Expertk-expert.askkbank.com Email Twitter kbank_expert Yotube KExpertChannel  1 สาขาเราสามารถติดต่อไปยัง K-Expert เพื่อพูดคุยกับนักวางแผนการเงินได้นะครับ ทางนักวางแผนการเงินจะนำเสนอข้อมูลให้กับเราเพื่อนำไปใช้  นอกจากนี้เรายังสามารถอ่านบทความต่างๆของ K-Expert ผ่านทางเว็บไซต์ Email รวมถึงทาง Youtube และ Twitter เพื่อเอาวิธีการไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
Krungsri Plan Your Money1572 กด 5 krungsri.com/bank/th/planyourmoneyไม่มีที่นี่ไม่ได้มีศูนย์ให้คำปรึกษาการลงทุนโดยตรงแต่เราสามารถโทรปรึกษากับทาง Call Center ได้ที่ 1572 กด 5    ในส่วนของเว็บไซต์นั้นจะมีเครื่องมือทางการเงิน Online ในการวางแผนทางการเงินให้ไปสู่เป้าหมายได้ด้วยครับ
SCB Investment Centerinvestmentcenter.scb.co.th  10 สาขา ทั่วประเทศการเข้าใช้บริการต่างๆรวมถึงที่ปรึกษาการลงทุน สามารถติดต่อผ่านผู้ดูแล SCB Private Banking, SCB First และ SCB Prime หรือลงทะเบียนทางเว็บไซต์เพื่อนัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ประจำในศูนย์ และรวมถึงการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆผ่านระบบ VDO Conference   นอกเหนือจากการวางแผนการลงทุนทางศูนย์ยังบริการอื่นๆ เช่น ตู้นิรภัย ห้องทดลองการลงทุน มีพื้นที่ในการจัดงานสัมมนากับกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
TMB Advisory  TMB Advisory Room / Cubical  TMB Investment Line โทร 1558 กด #9 LINE @TMBadvisory  tmbbank.com/tmbadvisory  26 สาขา ทั่วประเทศเมื่อลูกค้าต้องการวางแผนการลงทุน สามารถจองเวลาผ่านทางโทรศัพท์ 1558 กด #9 เพื่อนัดวันเวลากับทีมงานและไปยังสาขาใกล้บ้านเพื่อพูดคุยกับทางทีมงานผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวผ่านระบบ VDO Conference    นอกจากนี้ทางธนาคารมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง Amundi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอันดับ 1 ของยุโรปด้วยนะครับ ในการร่วมกันให้คำแนะนำกับลูกค้า   ในการติดต่อรับข่าวสารนั้น เราสามารถรับข่าวสารได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทาง Line@ หรือทาง TMB Investment Line และเว็บไซต์ 

เราจะเห็นได้ว่ามี SCB Investment Center และทาง TMB Advisory ที่นำระบบ VDO Conference มาให้บริการกับลูกค้า เพื่อพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวได้ จึงสามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ แต่ช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารของทาง TMB Advisory จะมีมากกว่าและมีการร่วมมือกับสถาบันการเงินระดับโลก ในส่วนช่องทางของ  SCB Investment Center จะเน้นความ Exclusive ของลูกค้าในการติดต่อประสานงาน

B-Advice และ K-Expert นั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยพูดคุยที่ศูนย์เท่านั้น หากต้องการพูดคุยต้องติดต่อไปพูดคุยกับทางศูนย์เท่านั้น อย่างไรก็ตามทั้ง Finnomena Port, K-Expert และ Krungsri Plan Your Money จะเน้นให้ความรู้ผ่านทางสื่อ Website และ Social Media อีกด้วย

3. กองทุนที่ให้บริการ

หลังจากที่เราติดต่อรับคำปรึกษาหรือได้ข้อมูลในการลงทุนแล้ว หากเราต้องการลงทุนในกองทุนรวม มาดูกันว่ากองทุนรวมในแต่ละที่ มีให้บริการอย่างไรบ้าง

 กองทุนที่มีการแนะนำหมายเหตุ
B-Adviceกองทุนที่บริหารโดย บลจ. บัวหลวงสามารถซื้อกองทุนรวมได้หลังจากที่ได้รับคำแนะนำในการลงทุน
Finnomena Portกองทุนรวมจาก 21 บลจ. โดยซื้อผ่าน บล. โนมูระ พัฒนสิน
 ตัวอย่างเช่น บลจ. ไทยพาณิชย์ บลจ. บัวหลวง บลจ. ทหารไทย บลจ. กสิกรไทย บลจ. วรรณ
สามารถซื้อกองทุนรวมได้หลังจากเปิดพอร์ตการลงทุนกับทางผู้ให้บริการ
K-Expertกองทุนที่บริหารโดย บลจ. กสิกรไทยไม่สามารถซื้อกองทุนกับทาง K-Expert ได้ เนื่องจากบริการ K-Expert จะคอยให้คำแนะนำเท่านั้น
Krungsri Plan Your Moneyนอกเหนือจากกองทุนที่บริหารโดย บลจ. กรุงศรี แล้วเราสามารถซื้อกองทุนรวมด้วยตัวเองที่สาขาของธนาคารกรุงศรีอีก 2 บลจ. ได้แก่ 1.บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล  2.บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)ไม่สามารถซื้อผ่าน Call Center ได้ เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลในการวางแผนการเงินการลงทุนเท่านั้น
SCB Investment Centerกองทุนของ บลจ. ไทยพาณิชย์ ให้บริการกองทุนรวม 8 บลจ. เฉพาะลูกค้า SCB Private Banking, SCB First และ SCB Prime 1. บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด 2. บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล 3. บลจ. ไทยพาณิชย์ 4. บลจ. แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) 5. บลจ. วรรณ  6. บลจ. ภัทร 7. บลจ. กรุงไทย 8. บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)  สามารถซื้อกองทุนรวมได้หลังจากที่ได้รับคำแนะนำในการลงทุน
TMB Advisory  ให้บริการกองทุนรวม 9 บลจ. 1. บลจ. อเบอร์ดีน 2. บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล 3. บลจ. กสิกรไทย 4. บลจ. แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) 5. บลจ. วรรณ  6. บลจ. ทหารไทย  7. บลจ. ทิสโก้ 8. บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) 9. บลจ. กรุงไทยสามารถซื้อกองทุนรวมได้หลังจากที่ได้รับคำแนะนำในการลงทุน

ในส่วนของกองทุนที่ให้บริการของ Finnomena Port จะมีจำนวนกองทุนรวมที่มากที่สุดในการให้บริการ รองลงมาคือ TMB Advisory ซึ่งยิ่งกองทุนมีจำนวนมากขึ้นก็ทำให้ผู้ให้บริการสามารถคัดสรรกองทุนรวมที่เหมาะสมกับความเสี่ยงกับลูกค้าได้มากขึ้น นอกนั้นแล้วจะให้บริการแนะนำกองทุนรวมของ บลจ. ภายใต้การดำเนินงานของธนาคารตัวเองเป็นหลัก

ซึ่งช่องทางในการปรึกษานั้นถ้าสังเกตดูจะมีอยู่ 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกนั้นจะเป็นการให้บริการครบวงจร เมื่อปรึกษาแล้วจะสามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมได้เลย เช่น B-Advice, SCB Investment Center และ TMB Advisory สำหรับ Finnomena ก็จะสามารถเปิดพอร์ตการลงทุนได้ด้วยการส่งเอกสารหลักฐานต่างๆตามขั้นตอนหลังจากสนใจสมัครใช้บริการ และในส่วนช่องทางของ K-Expert และ Krungsri Plan Your Money นั้นจะต้องไปทำการเปิดบัญชียังสาขาของทางธนาคารนั้นๆ

4. สรุปข้อเปรียบเทียบและดูว่าเราเหมาะกับบริการแบบไหน

 ลูกค้าที่เหมาะสมกับการไปใช้บริการ
B-Adviceบริการนี้ก็เหมาะกับคนที่ต้องการความ Exclusive เช่นกัน และต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาทขึ้นไปกับทางธนาคารกรุงเทพ เป็นการให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวต้องมาพบกันจริงๆนะครับ มีให้บริการ 2 สาขา หลังจากวางแผนแล้วก็สามารถเปิดบัญชีเพื่อลงทุนต่อได้ครับ   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด เน้นความ Exclusive ให้กับลูกค้า เน้นการออกแบบการลงทุน พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว
Finnomena Portบริการนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่พอมีความรู้ในเรื่องการลงทุนอยู่บ้างแต่การรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่จะมาตอบโจทย์ชีวิต เหมาะสำหรับคนที่ชอบเทคโนโลยีในการรับข่าวสารและการตัดสินใจ โดยมีกูรูคอยให้คำแนะนำและเราตัดสินใจด้วยตัวเอง   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการลงทุนได้ง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานการลงทุนแต่ต้องการเครื่องมือช่วยตัดสินใจ สามารถซื้อกองทุนได้ 21 บลจ. มีข่าวสารและข้อแนะนำจากกูรูและตัวแทนที่ปรึกษาอิสระ
K-Expertบริการนี้เหมาะสมกับคนที่ต้องการพูดคุยเรื่องการเงินทั่วๆไปและให้บริการโดยนักวางแผนการเงินแบบตัวต่อตัว แต่ต้องมาที่ศูนย์ของ K-Expert ที่กรุงเทพนะครับ ทางศูนย์จะเน้นเรื่องการให้คำปรึกษาเป็นหลัก บางครั้งก็จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาด้วย หากต้องการซื้อกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็สามารถติดต่อสาขาธนาคารที่ใกล้ท่านที่สุดนะครับ   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด สอบถามการเงินได้ทุกเรื่อง ได้พบกับนักวางแผนการเงินแบบตัวต่อตัว มีกิจกรรมงานสัมมนา
Krungsri Plan Your Moneyบริการนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการข้อมูลความรู้ด้วยตัวเอง และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางเว็บไซต์ของทางธนาคารกรุงศรี และสามารถปรึกษาเรื่องการเงินทั่วๆไปกับทางเจ้าหน้าที่ผ่าน Call Center ของ Plan Your Money ได้นะครับ และอย่าลืมติดตามกิจกรรมการจัดงานสัมมนาของทางธนาคารได้ด้วยครับ   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด มีบทความการเงินให้อ่านจำนวนมาก มีเครื่องมือช่วยคำนวณทางการเงินที่ดีเยี่ยม สามารถโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง มีการจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่อง
SCB Investment Centerบริการนี้เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความ Exclusive และต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 2 ล้านบาทขึ้นไปกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ก็สามารถนัดหมายการใช้บริการให้คำปรึกษาการลงทุนได้ที่สาขาใกล้บ้าน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ นอกจากนี้แล้วยังเหมาะสมกับคนที่ชอบกิจกรรมสัมมนาแบบ Exclusive กับวิทยากรต่างๆได้ที่ศูนย์ครับ   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด เน้นความ Exclusive ให้กับลูกค้า มีสาขาทั่วประเทศ ใช้ระบบ VDO Conference มีบริการที่ปรึกษาการลงทุนและทดลองการลงทุน มีกิจกรรมงานสัมมนา
TMB Advisory  บริการนี้เหมาะสมกับลูกค้าที่ต้องการปรึกษาการลงทุนทุกคนนะครับ ไม่ว่าจะเงินมากเงินน้อยแต่มีเป้าหมายในเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง ทาง TMB Advisory ให้บริการทั้งหมด สามารถไปใช้บริการสาขาที่ใกล้บ้านได้ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เมื่อมีการพูดคุยและจัดพอร์ตการลงทุนแล้วก็สามารถเปิดบัญชีเริ่มการลงทุนได้ถึง 9 บลจ. เลย   จุดเด่นที่เห็นได้ชัด ไม่ต้องมีขั้นต่ำในการลงทุน  มีสาขาที่ให้บริการมากที่สุดทั่วประเทศ ผ่านระบบ VDO Conference มีพันธมิตรต่างประเทศเพื่อคิดกลยุทธ์และคำแนะนำพอร์ตการลงทุน และมีกองทุนกว่า 9 บลจ.

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า แต่ละที่มีความแตกต่างกันในเรื่องการให้บริการอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ต้องการบริการแบบไหนก็สามารถเลือกได้ด้วยตัวเองเลยนะครับ บางคนชอบคนแนะนำดูแลอย่างต่อเนื่อง บางคนชอบแนว Exclusive บางคนชอบปรึกษาหลายๆเรื่อง บางคนชอบเล่นเครื่องมือเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ ตรงนี้แล้วแต่เราเลย

แต่สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะบอกทุกคนนะครับ บริการทุกแห่งของธนาคารนั้นมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่งคั่ง และบรรลุเป้าหมายความสำเร็จทางการเงินได้ ตอนนี้ก็อยู่ที่เรากันแล้วละครับว่าจะเริ่มกันเมื่อไหร่ ยิ่งเราเริ่มได้เร็วเรายิ่งได้เปรียบนะครับ

อย่าลืมติดต่อเพื่อขอรับบริการจากธนาคารต่างๆได้เลยนะครับ ขอให้ร่ำรวยกันทุกคนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ASP-SMART ลงทุนอย่างฉลาด ยามตลาดผันผวน

ใครก็บ่นว่าปี 2018 ลงทุนยาก

จากปิดตลาดปี 2017 ที่ 1,753.71 จุด วิ่งไปทำจุดสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ 1,852.51 จุด ก่อนที่ดัชนี SET index จะร่วงไม่หยุดลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบปีที่ 1,584.68 จุด

ปี 2018 ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นที่ผันผวนได้อย่างชัดเจน จากจุดสูงสุดไปจุดต่ำสุดเกือบ 300 จุดในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ยิ่งนักลงทุนในหุ้นเล็กและกลางยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตลาดอาจจะลงมาจากจุดสูงสุดไม่ถึง 20% แต่หุ้นตัวเล็กและกลางบางตัวกลับมีราคาลดลงอย่างมาก บางตัวลดต่ำลงกว่า 50% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ถูกเทรดที่พีอีสูงมาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้

ยิ่งตลาดผันผวนมากขึ้นเท่าไหร่ นักลงทุนต้องยิ่งลงทุนอย่างเป็นระบบมากขึ้นเท่านั้น

ประเด็นที่ความผันผวนจะทำร้ายนักลงทุนได้มากที่สุดคือการสร้างอารมณ์ให้นักลงทุนทำผิดไปจากที่ตั้งใจไว้ ยิ่งตลาดผันผวนมาก นักลงทุนยิ่งมีอารมณ์ร่วมกับตลาดมาก และอาจส่งผลมาถึงการตัดสินใจที่ผิดไปจากเดิม เช่น วางแผนไว้ว่าจะถือหุ้นลงทุนยาวอาจเปลี่ยนใจขายออกมาก่อนเพราะกลัวตลาดตกหนัก หรือวางแผนไว้ว่าจะตัดขาดทุน (Cut Loss) เมื่อราคาหลุดแนวรับที่เส้น EMA200 แต่พอตลาดผันผวนลงเร็วก็ไม่กล้าขาย เพราะทำใจไม่ทัน

“ทะเลที่ผันผวนทดสอบนักเดินเรือชั้นยอด
 ตลาดที่ผันผวนก็ทดสอบนักลงทุนชั้นยอดเช่นกัน”

การวางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เรารับมือกับความผันผวนได้ดีมากขึ้น เพราะการคิดแบบเป็นระบบ คือ การคิดวิธีที่จะเลือกปฏิบัติไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว พอมีปัจจัยความผันผวนของตลาดเข้ามา หากเรายังทำตามระบบอย่างเคร่งครัด เราก็จะลดอคติหรือปัจจัยด้านจิตวิทยาการลงทุนไปได้ เพราะเราคิดหาทางออกตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่เจออารมณ์ตลาดมากดดัน ยิ่งเรานิ่งได้มากเท่าไหร่ โอกาสจะหากำไรจากความแกว่งของคนอื่นยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ระบบที่ดีจึงต้องวางแผนกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่ต้น

เช่น นักลงทุนแนวพื้นฐานจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าและขายออกเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่า

นักลงทุนแนวเทคนิคอลจะซื้อเมื่อกราฟเกิดสัญญาณซื้อ และขายออกเมื่อกราฟเกิดสัญญาณขาย

นักลงทุนแนว DCA จะซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจภาวะตลาดและขายออกเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน

การคิดแบบเป็นระบบจึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเทคนิคอลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

ASP SMART คือเครื่องมือการลงทุนที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน

ASP SMART เป็นแอปพลิเคชันด้านการลงทุนที่พัฒนาขึ้นโดยบล.เอเซีย พลัส ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ในด้านที่ปรึกษาการลงทุนแบบครบวงจร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการจะกระจายความเสี่ยงออกไป

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัสยังถือว่ามีจุดเด่นมากเรื่องบทวิเคราะห์ ที่ต้องเล่าเลยว่าลงทุนศาสตร์ตามอ่านทุกวัน เพราะนักวิเคราะห์ของสำนักนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทำประมาณการณ์อย่างเปิดเผย ตัวเลขตัวแปรอะไรที่ใช้ก็บอกหมด และครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรมเลย สุดท้ายผู้แนะนำการลงทุนก็มีประสบการณ์และดูแลเอาใจใส่นักลงทุนเป็นอย่างดี

จากจุดเด่นและความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และข้อมูลที่ครบครัน ASP SMART จึงได้ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวช่วยด้านการลงทุนที่หลากหลาย อย่างด้านปัจจัยพื้นฐาน ASP SMART ก็สรุปข้อมูลสำคัญด้านการลงทุนมาให้อย่างละเอียด แถมจัดเรียงได้อย่างสวยงาม อ่านง่ายสบายตา

ยกตัวอย่างที่ชอบมากๆ ก็อย่างเช่น กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่แยกมาให้ทั้งในรูปรายปีและรายไตรมาส จากที่ต้องนั่งลบเลขหากำไรไตรมาส 4 เอง ก็เลิกทำได้เลย เพราะ ASP SMART นี้จัดการให้เรียบร้อย แถมทำมาเป็นกราฟที่อ่านง่ายใช้สะดวกอีกด้วย

ใครชอบอ่านงบเต็มแบบละเอียด ASP SMART ก็ทำงบย้อนหลังให้ถึง 5 ปี เรียกได้ว่าสะดวกในการใช้มาก ข้อมูลเทียบบรรทัดรายบรรทัดเหมาะกับการนำไปใช้งานต่อ ใครชอบการเปรียบเทียบอัตราส่วน PE และ PBV ASP SMART ก็จัดการทำแผนภูมิไว้ให้เรียบร้อย ทั้งเปรียบเทียบกับหุ้นไทยในอุตสาหกรรมเดียวกัน แถมยังมีเทียบกับหุ้นอุตสาหกรรมเดียวกันในต่างประเทศให้อีกด้วย บอกได้เลยว่าข้อมูลละเอียดระดับนี้หากันไม่ได้ง่ายๆ นะ

นอกจากข้อมูลหุ้นไทยแล้ว ข้อมูลลงทุนอื่นที่สำคัญ ASP SMART ก็มีเยอะมากจนหลายคนคาดไม่ถึง

  • ดัชนีหุ้นทั่วโลก ตั้งแต่ไทย เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา
  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่น้ำมัน ทองคำ ดัชนีค่าระวางเรือ ไปจนถึงสินค้าการเกษตร
  • ค่าเงินทั่วโลก
  • ข้อมูลตราสารหนี้และผลตอบแทน ติดตาม bond yield จากทั่วโลกได้ที่นี่เลย

แต่สิ่งที่ลงทุนศาสตร์ชอบมากที่สุดในASP SMART คือ… บทวิเคราะห์

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้บทวิเคราะห์ของ บล.เอเซีย พลัส มาแต่ไหนแต่ไร จึงตามอ่านบทวิเคราะห์มาทุกวันโดยตลอด แต่ ต้องกดเข้าผ่านหน้าเว็บซึ่งต้องเข้ารหัสผ่าน บางทีก็ไม่ค่อยทันใจคนใจร้อนเท่าไหร่นัก (ฮา) พอมาเจอ ASP SMART นี้ก็ประทับใจเลย เพราะเปิดอ่านบทวิเคราะห์จากหน้าจอโทรศัพท์ได้สะดวกมาก เหมาะกับการอ่านแบบด่วนๆ ไวๆ โดยเฉพาะคนที่อ่านบทวิเคราะห์ทุกวันแล้ว ASP SMART นี้ นี่เรียกว่าต้องเข้าทุกวันเลยทีเดียว

ใครสนใจ ASP SMART ก็ลองโหลดมาทดลองใช้ได้ฟรี

แต่ถ้าติดใจแล้วจะต้องสมัครเป็นลูกค้าของทาง บล.เอเซีย พลัส เพื่อใช้ ASP SMART ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีหมดอายุ ใครสนใจก็กระซิบว่า บล.เอเซีย พลัส บทวิเคราะห์น่าอ่าน และอัพเดตบ่อยมาก อ่านบทวิเคราะห์เสร็จ ก็กดเทรดได้ทันที หรือจะฟังการวิเคราะห์แบบ Live สดจากทีมนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ บล.เอเซีย พลัส ที่หมุนเวียนมาอัพเดทสถานการณ์การลงทุนก็มี คุ้มค่ากับการสมัครเป็นลูกค้า ยิ่งเทรดบัญชีCash Balance ตอนนี้ก็ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ลองเปิดไว้ดูก็ไม่มีอะไรเสียหาย ได้อ่านบทวิเคราะห์ฟรีด้วย คุ้มค่าแบบ 2 in 1 กันไปเลย สนใจดาวน์โหลด คลิก http://onelink.to/sk9y5h เลย

หากสนใจติดต่อเปิดบัญชีกับ บล.เอเซีย พลัส ได้เลย พิเศษกับโปรโมชั่น “ASP เปิดปั๊บ รับทันที” ดูได้ที่ http://bit.ly/2MSAfTu หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์  โทร 0-2680-1000

กระซิบอีกนิดว่าช่องทางออนไลน์ของ ASP ไม่ได้มีเพียงแต่ ASP SMART เท่านั้น หากใครชอบดูเป็นรายการก็สามารถติดตาม FB live ได้ที่ Facebook แฟนเพจ https://www.facebook.com/AsiaPlusGroup หรือหากใครชอบติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ทันกระแสก็สามารถแอดLINE ไปเลยได้ที่ @AsiaPlusGroup

“ASP SMART มันดีจริงนะ ชอบอะ ที่สำคัญ… ฟรี!”

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 16-19 ตุลาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เน้นที่ 3 ตลาด ทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น นี้เป็นหลักครับ เพราะมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และยังน่าสนใจอยู่ครับผม  

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 16-19 ตุลาคม 2561

ซื้อสามสัญชาติ ไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น

เหตุผล : ความผันผวนของตลาดหุ้นในตอนนี้เป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อทั้ง 3 ตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ และน่าสนใจ

Focus : ไทย สหรัฐฯ ญีปุ่น

ความน่าสนใจ : ไทยกับสหรัฐฯ มีความผันผวนชั่วคราว แต่ญี่ปุ่นเป็นจังหวะดีที่จะเข้าซื้อในช่วงปรับตัวตอนนี้

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวผันผวนหลังจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ขึ้นไปแตะที่ระดับ 3.2% ซึ่งตอนนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนครับ

กลุ่มที่น่าสนใจตอนนี้ คือ หุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง แต่อยากให้ระมัดระวังลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ เช่น จีน A-Share เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัวและค่าเงินที่ผันผวนอยู่ครับ

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ยังไปได้เรื่อยๆ ครับแม้ว่าสัปดาห์ก่อนจะมีผันผวนบ้าง แต่เนื่องจากดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนเอกชนอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

ที่สำคัญกว่านั้น ในตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับสำหรับหุ้นยุโรป อย่างที่ผมได้บอกมาตลอดว่าการสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้นจะให้ประโยชน์ในระยะยาว จากเหตุผลที่เคยบอกไปแล้วครับว่า ถ้ามีปัญหาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าแน่ๆ แม้ว่าสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรป ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองสูงครับ

ประกอบกับ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปยังไปต่อได้ครับ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พักครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีเหตุผลเดิมแบบนี้มาเกือบปีแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่าก็มันคือความจริงในมุมมองนี้ครับ และถ้าไม่มีอะไรมากระทบมุมมองเดิม หุ้นเล็กของตลาดนี้ก็ยังคงน่าสนใจเหมือนเดิมครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็กเป็นหลักเหมือนเดิม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตอนนี้เป็นจังหวะดีในการซื้อหุ้นญี่ปุ่นครับ หลังจากที่ ‘นายชินโซะ อาเบะ’ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทส่งออกญี่ปุ่นให้ดีขึ้นอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อเลยครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้มองว่ายังจัดได้ต่อ แต่ต้องระวังอยู่ครับ เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวลงและได้ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแออาจมีผลต่อผลประกอบการของบริษัทที่เป็นผู้ส่งออกในประเทศเกาหลีซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนค่อนข้างสูง

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมไปต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผลของค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 13% ตั้งแต่ต้นปี และอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจกดดันให้ธนาคารกลางอินเดียต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินครับ

อีกทางหนึ่ง ฝากคะแนนความนิยมของ ‘นายกรัฐมนตรีโมดี’ ลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดี ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเริ่มต้นที่จะกลับมาทยอยสะสมได้แล้วนะครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาทยอยสะสมได้ครับ

ตลาดหุ้นไทย

ตอนนี้ตลาดหุ้นปรับตัวลงมามากในสัปดาห์ก่อน จากความกังวลในภูมิภาคจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือว่าตรงนี้เป็นจุดที่ต่ำมากระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดี และการเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้าช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนอีกด้วยครับ นอกจากนั้น เม็ดเงิน LTF ที่เริ่มไหลเข้ามาเพิ่มเติมอีกน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้หุ้นไทยน่าสนใจอยู่ครับ

ใครที่ลดพอร์ทในสัปดาห์ก่อน ผมแนะนำว่าสัปดาห์นี้ลองปรับพอร์ทเพิ่มหุ้นไทยเข้าไปได้เหมือนเดิมแล้วครับ

สรุปสั้นๆ : แบบนี้ต้องซื้อแล้วล่ะครับ จัดไป

ตลาดหุ้นจีน

เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีจังหวะที่ผันผวนครับ ตอนนี้ผมแนะนำให้ชะลอลงทุนหุ้นจีน A-Share หลังจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มแย่ลงอีกแล้ว ซึ่งกดดันให้การเติบโตของจีนชะลอลงไปด้วย ถอยออกมาดูระยะห่างกันสักหน่อยดีกว่าครับ งานนี้

สรุปสั้นๆ : ชะลอ A-SHARE ไปก่อนนะครับตอนนี้

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : สะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, หุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย หุ้นเกาหลี และหุ้นจีน H-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 17%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 2%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) 5 ขั้นมั่นใจลงทุน K-My Funds

อยากได้กองทุน ก็มักจะถามคนอื่นๆ แล้วเขาก็จะแนะนำกองแตกต่างกันว่า

ให้ซื้อกองนั้นกองนู้นสิ สุดท้ายก็เลยมักได้ของไม่ตรงกับเป้าหมายของเราจริงๆ

บางคนก็ไม่รู้อะไรเลย ทั้งขาดข้อมูล ไม่เข้าใจ เงินน้อย ไม่มีเวลา ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี 

ซื้อตามเพื่อนบ้างไรบ้าง ที่สำคัญของที่ได้มานั้น ก็ไม่ตอบโจทย์แต่ละเป้าหมายด้วย

ซึ่งในความเป็นจริงเราอยากได้แบบนี้มากกว่า 

คือมีการจัดพอร์ตให้กับนักลงทุนเป็นรายคน เพื่อให้ตอบเป้าหมายของนักลงทุน

ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ก็ได้ออกแนวคิดที่ว่า

“การลงทุนที่ดีต้องมีการตั้งเป้าหมายการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม

และสุดท้ายต้องมีการติดตามที่ดีด้วย”  

จึงออกมาเป็นโครงการ 5 ขั้น มั่นใจลงทุน

แต่แน่นอนว่าผู้ลงทุนทั่วไปจะทำได้ครบ 5 ขั้นคงยากมาก 

เนื่องจากการทำแผนแบบนี้ต้องใช้เวลา ใช้คน ใช้ความรู้ ใช้กาแฟ(แก้เครียด) 

ใช้ ใช้ ใช้ ทุกอย่างที่สิ้นเปลืองเวลา

จริงๆ แล้วการลงทุนเดี๋ยวนี้ก็ง่ายมากขึ้น เพราะว่ามีสมาร์ทโฟนนี่แหละครับ 

เราซื้อทุกอย่างได้บนมือถือทำไมจะซื้อกองทุน และทำการจัดพอร์ตการลงทุนไม่ได้หล่ะ

ซึ่งตอนนี้ KAsset มีเครื่องมือในการเลือกลงทุน ด้วยการจัดพอร์ตให้ผู้ลงทุนตามความเสี่ยง

ที่เหมาะสมของผู้ลงทุนแต่ละคนให้แล้ว

นั่นก็คือ แอปที่ปรึกษาส่วนตัวด้านกองทุนรวม K-My Funds ที่จะมาเป็นเหมือนโค้ช Digital Wealth Advisor ตามมาตรฐาน “5 ขั้นมั่นใจลงทุน” ของ ก.ล.ต.

โดย App จะเริ่มจาก

1. ทำความเข้าใจความต้องการของคุณ

วิเคราะห์ความต้องการและสามารถประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อออกแบบการลงทุนได้ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการและเป้าหมายของผู้ลงทุน

2. สร้างพอร์ตการลงทุน จากการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ

สามารถให้คำแนะนำผู้ลงทุนในลักษณะของการจัดพอร์ตการลงทุน Asset Allocation  

กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ด้วย พอร์ตแนะนำ 4 แบบ หรือกองทุน K-FIT

3. พร้อมให้คุณลงทุนได้ FIT พอดีตามพอร์ตแนะนำ

ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนตามพอร์ตแนะนำ หรือถ้าไม่อยากยุ่งยากซื้อหลายกอง 

ก็สามารถเลือกลงทุนแบบสำเร็จรูปได้เลยกับ กองทุนกลุ่ม K-FIT ที่จัดพอร์ตมาให้แล้วตามความเสี่ยง 4 ไซส์ เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่แม่นยำและได้ผลตอบแทนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

คำเตือน

กองทุน K-FIT ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

4. ติดตามพร้อมปรับพอร์ตให้เป็นไปตามเป้าหมาย

กองทุนกลุ่ม K-FIT จะมีการติดตามและปรับพอร์ตการลงทุน

เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

ช่วยให้แผนการลงทุนไปถึงเป้าหมายได้จริง

คอยช่วยดูแลไม่ให้การลงทุนหลุดจากเป้าหมายผลตอบแทนที่ตั้งไว้

เมื่อลงทุนประมาณ 3 ปีขึ้นไป

5. สรุปพอร์ตการลงทุนของคุณได้ชัดเจน

แอปได้แสดงผลตอบแทนเฉลี่ย(ต่อปี)ของพอร์ตเราให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าสถานะการลงทุนของเราตอนนี้ขาดทุนหรือกำไรมากน้อยแค่ไหนแล้ว

แสดงเป็นกราฟแท่ง เปรียบเทียบกับเส้น FIT Line

(ตามความเสี่ยงของเรา)

โดย FIT Line คำนวณจากพอร์ตการลงทุนแนะนำที่เกิดจากกระบวนการวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดในระดับความผันผวนต่ำที่สุด เป็นไกด์ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถปรับพอร์ตของตัวเองได้ถูกต้องแม่นยำ

คำเตือน

FIT Line และพอร์ตลงทุนแนะนำที่นำเสนอ เป็นเพียงรูปแบบการลงทุนเพื่อให้ท่านพิจารณาเท่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับจริงอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าผลตอบแทนจากพอร์ตแนะนำได้

แค่มีสมาร์ทโฟน ก็สามารถลงทุนเพื่อความมั่งคั่งได้เช่นกัน 

เพราะว่ามี ผู้จัดการกองทุนมาดูแลให้แบบทุกที่ทุกเวลา 

ติดตามผลการลงทุนให้ดัวยนะคร้าบบบบบ

ทั้งหมดที่ว่ามาเนี่ย…เพียง 500 บาทก็ลงทุนเป็นพอร์ตได้!

นอกจากนี้ยังมี Feature อื่นๆ ที่ตอบโจทย์ในการให้คำแนะนำการลงทุน ดีขนาดนี้ 

ก็รีบ ๆ Download ผู้จัดการกองทุนมาอยู่ในมือถือซะ

ดูรายละเอียดแอปเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2PpAV01

คำเตือน:

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน 

และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

โอกาสลงทุนในเทรนด์ Aging Society กับ หุ้น IPO โรงพยาบาลพระรามเก้า “PR9”

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว aomMONEY วันนี้ทีมงาน บก. มี IPO ตัวใหม่มาแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนได้รู้จัก เผื่อใครสนใจอยากลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare และสร้างพอร์ตการลงทุนของเราให้เติบโตไปด้วย ก็มาทำความรู้จักกับ โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งอยู่กับเมืองไทยมากว่า 26 ปี ที่ปรับภาพลักษณ์ เข้าสู่ Professional Healthcare Community ไปพร้อมกัน มาดูกันว่าลงทุนในธุรกิจนี้มีดีอย่างไร

1. อุตสาหกรรม Healthcare เป็นเทรนด์มาแรง

ทุกคนก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยนั้นกำลังเข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society ซึ่งมีการคาดการกันว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนของผู้สูงอายุจะอยู่ที่ประมาณ 20% ของจำนวนประชากรประเทศไทย

เทรนดังกล่าวนั้นก็ส่งผลให้อุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพมีความต้องการมากยิ่งขึ้น คนสูงอายุก็อยากมีสุขภาพดี ก็ต้องมีการดูแลตัวเอง ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี แน่นอนว่าผู้สูงอายุยิ่งต้องมีการดูแลตัวเองสูงกว่าวัยอื่นๆ อีกด้วยครับ

เพราะฉะนั้นแล้วจึงไม่ต้องแปลกใจครับที่ทางรัฐบาลกำลังผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ของเอเชีย เนื่องจากตลาดภายในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยเองก็มีความได้เปรียบเชิงภูมิประเทศ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทำให้บ้านเราเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีกทั้งค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ก็ไม่ได้แพงเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วแถมมีคุณภาพไม่แพ้กันจึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

2. โรงพยาบาลพระรามเก้าเป็นหนึ่งในผู้ชำนาญการด้านการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยมากว่า 26 ปี

ถ้าเรามาอ่านประวัติโรงพยาบาลพระรามเก้าแล้ว แรกเริ่มตั้งแต่เปิดในบริการในปี 2535 โดยกลุ่มแพทย์ ทำให้มีลูกค้าตามมารักษาตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ โดยในปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่เป็นชาวไทยในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และยังได้รับความนิยมจากลูกค้าต่างชาติอีกด้วย โดยเฉพาะ ชาวเมียนมา กัมพูชา จีน และญี่ปุ่น โดยเน้นให้บริการด้วยความคุ้มค่าและราคาสมเหตุสมผลด้วยบุคลากรหลากหลายสาขาวิชาชีพ ปัจจุบันให้บริการทั้งในแง่ของการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง รวมถึงการให้บริการส่งเสริมสุขภาพไปจนถึงการฟื้นฟูให้ลูกค้ามีสุขภาพที่ดี จนเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ถ้าถามว่าโรงพยาบาลพระรามเก้า มีความโดดเด่นในเรื่องแพทย์เฉพาะทางด้านไหน ทุกคนก็คงจะทราบกันมาบ้างนะครับว่าการรักษาโรคซับซ้อน เช่น เรื่องการผ่าตัดไตนั้นโรงพยาบาลแห่งนี้ถือว่าเป็นมือหนึ่งเลยและถือว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ผ่าตัดไตที่มากที่สุดในประเทศไทย แถมยังเคยผ่าตัดไตให้กับผู้สูงอายุในวัย 80 ปีได้สำเร็จมาแล้ว โดยโรงพยาบาลฯ มีสัดส่วนรายได้จากการรักษาโรคซับซ้อนและการผ่าตัดประมาณ 40% – 44% ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังมีสถาบันและมีสถาบัน และ ศูนย์ทางการแพทย์รวมกว่า 22 แห่ง เช่น สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไตพระรามเก้า และสถาบันหัวใจและหลอดเลือดพระรามเก้า ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์สมองและระบบประสาท เป็นต้น ก็ถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่ใครเป็นโรคอะไรก็สามารถดูแลรักษาได้หลายโรคครับ

และแน่นอนว่าโรงพยาบาลเองก็มีสถานที่ตั้งอยู่ตรงย่านพระรามเก้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานครด้วยราคาที่สมเหตุสมผล มีคุณหมอและทีมบุคลากรทางการแพทย์ผู้มีประสบการณ์หลากหลายสาขา ก็ย่อมทำให้โรงพยาบาลนั้นมีฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

3. ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาล

ส่องกันหน่อยว่างบการเงินเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าจากปี 2558 ถึงปี 2560 รายได้และกำไรเป็นแบบนี้ครับ

รายได้จากกิจการโรงพยาบาล

  • ปี    2558    มีรายได้    1,960.3    ล้านบาท        
  • ปี    2559    มีรายได้    2,238.3    ล้านบาท
  • ปี    2560    มีรายได้    2,421.5    ล้านบาท
  • ปี    2561    (ครึ่งปีแรก)    มีรายได้    1,277.9    ล้านบาท

สัดส่วนรายได้ของผู้ป่วยนอกจะมากกว่าผู้ป่วยในเล็กน้อย จากตารางก็จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2560 รายได้จากกิจการโรงพยาบาลมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ คิดเป็นอัตราการเติบโต (CAGR) ร้อยละ 10.9 ต่อปี

4. เป้าหมายของการระดมทุนของโรงพยาบาล

พอเปิด IPO ให้เราลงทุนกันได้แล้ว หลายคนก็สงสัยกันใช่ไหมว่าโรงพยาบาลจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องอะไรบ้างจาก Filing ที่ทางโรงพยาบาลพระรามเก้ายื่นเสนอต่อทางสำนักงาน ก.ล.ต. นั้น ทางบริษัทได้วางแผนเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ป่วยด้วยการสร้างตึกบนที่ดินซึ่งติดกับที่ตั้งเดิม ไม่มีการขยายสาขานะครับ

โดยเงินที่ได้ก็จะนำมาพัฒนาส่วนของอาคารพื้นที่ การขยายบริการให้ครอบคลุมด้านการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลและ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี Digital Health ให้สามารถเพิ่มศักยภาพการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้นะครับ

การก่อสร้างอาคารใหม่

โรงพยาบาลจะมีการยกระดับความสามารถในการรองรับผู้ใช้บริการให้มากขึ้น    เพื่อรองรับทั้งลูกค้าไทยและลูกค้าต่างชาติ    โดยการสร้างอาคารใหม่สูง    16    ชั้นและมีพื้นที่ใต้ดินอีก    2    ชั้น    เพื่อใช้รองรับผู้ป่วยที่มากขึ้น    ดังที่เราได้เห็นนะครับว่าย่านพระรามเก้านั้นยังเติบโตได้อีกมาก    แถมมีระบบขนส่งที่ทำให้การเดินทางเข้ามารักษาจากพื้นที่อื่นๆ    มีความสะดวกรวดเร็วอีกด้วย    ต่อไปอาคารใหม่จะกลายเป็นศูนย์รวมบริการการดูแลสุขภาพที่พร้อมด้วยบริการต่างๆ    ที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบันได้ดี    เช่น ศูนย์รักษาอาการปวดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู    และ ศูนย์สุขภาพเส้นผม    เนื่องจากการสร้างอาคารใหม่นั้นจะใช้คอนเซปของ    Co-Healthy    Space ซึ่งมีทั้งการดูแลผู้ป่วยและการฟื้นฟูของคนที่ต้องการมีสุขภาพดี        ซึ่งโรงพยาบาลได้มุ่งหวังว่าต่อไปโรงพยาบาลจะไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่รองรับผู้ป่วยอย่างเดียวแต่จะต้องเป็นสถานที่ที่ตอบสนองความต้องการทั้งในแง่การใช้ชีวิตและสุขภาพได้

การปรับปรุงอาคารเก่า

นอกจากจะยกระดับให้ทันสมัยมากขึ้น    ก็ทำเพื่อจัดสรรพื้นที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดหลังจากที่มีการปรับปรุงแล้วเช่นกันนะครับ    โดยวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนเตียงจาก    163    เตียง    ให้มากขึ้นถึง 313    เตียงโดยประมาณ    ภายใน ปี    2565    และในปลายปีนี้จะมีการเพิ่ม    Step    down ICU    ซึ่งเป็นการแยกห้องผู้ป่วยกึ่งวิกฤตที่คอยดูแลคนไข้ที่พ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังต้องการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่    ออกมาจากห้อง ICU    ที่ต้องใช้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด    ตรงนี้จะช่วยตอบสนองความต้องการของคนไข้แต่ละประเภทและทำให้ไม่เกิดภาระค่าใช้จ่าย    ตามนโยบายของโรงพยาบาลที่เน้นให้ลูกค้าจ่ายเงินกับสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด    และ ในขณะเดียวกัน    เป็นการเพิ่มความสามารถในการรับผู้ป่วยอาการหนักได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์    โลโก้ ให้ดู Premium    มากยิ่งขึ้นในการสื่อสารไปสู่ลูกค้าสมัยใหม่ตามไลฟ์สไตล์ได้มากยิ่งขึ้น    โรงพยบาลไม่ใช่เพียงแค่ที่สำหรับผู้ป่วยวิกฤตเท่านั้น    แต่เป็นที่ศูนย์รวมการดูแลสุขภาพโดยมืออาชีพ    Professional    Healthcare Community

การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเป็น Digital Hospital

การใช้    Technology    เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาการให้บริการต่างๆมากยิ่งขึ้นนะครับ ทางโรงพยาบาลก็จะมีการเปลี่ยนให้เกิด Digital Transformation นอกจากจะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้นแล้ว    ยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารงานขององค์กรให้มีการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุน ลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

การพัฒนาสถานที่ทำงานให้กับบุคลากร

เงินที่ระดมทุนในอีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในการสร้างอาคารให้กับบุคลากรของบริษัท เช่น การพัฒนาอาคารสำนักงานและการสร้างหอพักพยาบาลเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรของโรงพยาบาล และดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้ร่วทงานกับโรงพยาบาล

5. IPO นี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว

ทางบริษัทได้มีการยื่น Filing กับทาง กลต. แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถเปิดเปิดให้จองซื้อหุ้นได้ในวันที่ 16 – 19 ตุลาคมนี้ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 30 ต.ค. นี้

โดยสรุปแล้วเราจะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลพระรามเก้าก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุนมาก นอกจากมีผลประกอบการดีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสากลที่ดึงดูดลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยโรงพยาบาลฯ ก็มีแผนที่จะขยายฐานกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติให้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งการใช้บริการต่อครั้งมีมูลค่า และ margin เฉลี่ยต่อคนค่อนข้างสูง การขยายบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพก็ช่วยดึงดูดผู้ใช้บริการใหม่ และการเพิ่มความสามารถการรองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อนซึ่งเป็นบริการสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่โรงพยาบาล ก็ทำให้เราเห็นแนวโน้มการเติบโตในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงอยู่ในทำเลศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร และกำลังจะก้าวไปสู่การเป็น Digital Hospital ที่ทำให้โรงพยาบาลสามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้โดยไม่ต้องเปิดสาขาจำนวนมาก ทำให้ยังรักษาคุณภาพการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น่าสนใจใช่ไหมครับ

อย่าลืมติดตามข่าวสาร IPO ของโรงพยาบาลกันนะครับจะได้สร้างพอร์ตการลงทุนของเราควบคู่ไปกับการเติบโตของเทรนด์การดูแลสุขภาพกันด้วย

สำหรับคนที่สนใจ สามารถดูข้อมูล PR9 ได้เพิ่มเติมที่หน้านักลงทุนสัมพันธ์ของโรงพยาบาล http://investor.praram9.com/th หรือ Scan QR code

บทความ Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save