ทุกวันนี้คุณเก็บเงินให้ ‘คนแก่’ อีกคนแล้วหรือยัง?

วันนี้ผมขอเอาเรื่องที่ผมเคยได้ยินจากการฟังสัมมนาเมื่อหลายสิบปีก่อนๆ ต้องบอกเลยว่า เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะ ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ทำเอาผม ถึงกับร้องอ๋อ และค่อนข้างอินกับเรื่องนี้มากๆ ซึ่งตอนนั้นก็อายุประมาณ 25 ปี ทำงานบริษัทเอกชน ซึ่งก็ทำงานในตำแหน่งวิศวกร

แต่ตอนนั้น ที่ผมทำงาน บอกเลยว่าไม่มีเงินเก็บเลย ใช้หมดทุกเดือน แถมยังเอาเวลาเสาร์อาทิตย์มาสอนพิเศษอีกด้วย ก็เลยทำให้รู้สึกว่าเราหารายได้เอง ก็ใช้ได้ แต่สุดท้ายก็เก็บเงินไม่ได้อยู่ดี แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่า เราอายุยังน้อยก็ไม่เห็นต้องสนใจอะไร แต่พอมีโอกาสได้ฟังสัมมนาวันนั้น ทำให้ผมต้องนึกถึงเลยว่า

“ตอนแก่ใครจะเลี้ยงเรา”
“เราจะใช้เงินจากไหน”
“เราจะพึ่งลูกได้มั้ย”

ทำไมจากสถิติที่เกิดขึ้นจริง ถึงมีคนแก่ที่พออยู่ได้อย่างดี มีไม่ถึง ทั้งๆที่ คนส่วนใหญ่อยากสบายตอนแก่กันทั้งนั้น แล้วพอได้ฟังว่า “คนเราต้องเก็บเงินให้คนแก่คนนึง ที่หน้าตาคล้ายๆ เรา แต่อาวุโสกว่า” ก็นึกในใจว่าใครล่ะ?

ตอนแรกก็คิดว่าเก็บให้พ่อผมหรอ? แต่พอคิดตามดีๆ ก็รู้เลยว่า อ่าว นี่มันเราตอนแก่นี่นา ซึ่งตอนนี้ “คนแก่คนนั้นยืนต่อแถวหลังสุด เพราะ เวลาเงินเดือนออก เราก็มาจ่ายให้กับ คนเก็บค่าโทรศัพท์ ค่าช้อปปิ้ง ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร ค่าดูหนัง ค่าท่องเที่ยวก่อน”

“บางเดือน ก็เหลือให้คนแก่คนนั้น บางเดือนก็ไม่เหลือ” เราก็มาคิดว่า เราเองไม่เหลือเลย

คำถาม “แล้วถ้าคนแก่คนนั้นไม่มีเงิน จะทำยังไง” ซึ่งพอฟังวันนั้น ก็รู้เลยว่า วิธีการเก็บเงินให้กับคนแก่คนนั้นมันช่างง่ายมากๆ

“แค่ให้เปลี่ยนที่ โดยให้คนแก่คนนั้น ที่หน้าตาคล้ายๆเรา แต่อาวุโสกว่าสัก 20 ปี มาอยู่หน้าสุด แล้วเราก็จ่ายเงินให้เค้าก่อนทุกเดือน เช่น เงินเดือนออก 30,000 บาท ก็จ่ายให้คนแก่คนนั้นก่อน 3,000 บาท หรือ 5,000 บาท แค่นี้คนแก่คนนั้นก็จะมีเงินเก็บทุกเดือนๆ แล้วครับ”

จำได้เลยว่า ผมก็ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ตั้งแต่นั้นมาเลย แล้วที่มันน่าอัศจรรย์คือ พอเราเริ่มเก็บแรกๆ เดือนละ 3,000 บาท พอเรารู้ว่าเราเก็บเงินแล้วมันโตขึ้น โตขึ้น เราจะมีการเพิ่มอัตราการเก็บเอง จาก 3,000 บาท ต่อเดือน เป็น 5,000 บาท จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท จนตอนนี้ ผมเก็บเดือนๆนึง ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ต่อเดือน

ซึ่งพอเราอยากเก็บเงินเพิ่มขึ้นๆ เราก็จะตั้งใจทำงานเพิ่มขึ้นด้วย รายได้เราก็จะมากขึ้นไปด้วย

มันเลยกลายเป็นระบบอัตโนมัติครับ แล้วไม่น่าเชื่อที่มันไปตรงกับวิธีที่ผมเคยโพสไป คือ “วิธีการเป็นเศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ” นั่นเอง

ดังนั้น ผมจึงอยากฝากบทความนี้ให้ท่านที่ได้อ่าน ตระหนักเหมือนกับที่ผมเป็นเมื่อ 14 ปี ก่อน ว่า

“วันนี้ คุณทำงานเพื่อคน 2 คนจริงๆ ซึ่งคนหนึ่งคนในอนาคต คือคนที่หน้าตาคล้ายๆเราแต่อาวุโส กว่า 20-30 ปี นะ เราอย่าลืมให้เงินเค้าด้วยนะครับ”

สุดท้ายนี้ก็ขออวยพรให้ทุกๆคนมีสุขภาพการเงินดี และ เกษียณรวยกันทุกๆคนนะครับ

“มุ่งปรารถนาให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดีอย่างยั่งยืน”

“กองทุนรวม” จุดเริ่มต้นการลงทุนของมือใหม่

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อภินิหารเงินออมมีกิจกรรมการออมเงินที่หน้าเพจ เพราะต้องการให้หลายๆคนเริ่มออม แล้วคิดว่าการออมเงินเป็นเรื่องสนุกและท้าทายตัวเอง อืม…ว่าแต่จะมีคนสนุกเหมือนเรามั๊ยเนี่ย ^^!

ทุกสิ้นเดือนเราจะเปิดนับเงินในกระปุกออมสินพร้อมกัน หลังจากนั้นจะนำเงินนั้นไปทำอะไรก็แล้วแต่แฟนเพจเลยจ้า บางคนเอาไปจ่ายหนี้ เก็บสะสมเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ เก็บไว้ดาวน์บ้านหรือดาวน์รถ ในขณะที่หลายคนมองหาการลงทุน เพราะต้องการให้เงินเติบโตงอกงาม แต่สุดท้ายไม่รู้จะเลือกอะไรดี เพราะมีให้เลือกเยอะเกิ๊น เลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

วิธีการลงทุนที่เหมาะกับมือใหม่ เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกของการลงทุนครั้งแรก ขอแนะนำให้เริ่มที่ “กองทุนรวม” เพราะใช้เงินเริ่มต้นลงทุนที่น้อยกว่า มีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนมาดูแลพอร์ตการลงทุนและกระจายความเสี่ยงได้มากกว่า มีให้เลือกตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปถึงความเสี่ยงสูง (ในภาพข้างล่างนี้เป็นกองทุนรวมหุ้น ที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง)

เปรียบเทียบการลงทุนหุ้นรายตัวและกองทุนรวมหุ้น SET50

ขออธิบายแนวคิดของกองทุนรวมด้วยภาพนี้นะคะ ส่วนหลักการเบื้องต้นของกองทุนรวมว่าลงทุนแบบไหน ผลตอบแทนเป็นอย่างไร เขียนไว้ในย่อหน้าถัดไป

ข้อมูลเพิ่มเติม : SET 50 คือ หุ้น 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด มีการปรับหุ้นเข้าออกทุก 6 เดือน ติดตามหุ้นที่เข้าออกจาก SET 50 ได้ที่ลิงค์ https://www.set.or.th/th/products/index/setindex_p3.html

ทำไมมือใหม่ควรเริ่มลงทุนที่กองทุนรวม

การเปรียบเทียบ 2 วิธีการลงทุนนี้จะทำให้เข้าใจมากขึ้น

1. เลือกลงทุนหุ้นด้วยตัวเอง

เหมาะกับคนที่มีเวลาอัพเดทเรื่องการลงทุนตลอดเวลา ดูภาพรวมเศรษฐกิจ อ่านบทวิเคราะห์หุ้นรายตัว อ่านงบการเงิน ดูกราฟจับจังหวะการลงทุนรู้ว่าควรซือหรือขายตอนไหน ยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เพราะการลงทุนหุ้นต้องซื้อขั้นต่ำ 100 ตัว จากภาพจะเห็นว่าถ้าเราต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน โดยการซื้อหุ้น 5 ตัว ต้องใช้เงินขั้นต่ำ 136,800 บาท

แม้ว่าปัจจุบันมีโปรแกรมออมหุ้นด้วยเงิน 1,000 บาท สะสมหุ้นได้ 1 บริษัท ซึ่งเป็นเศษหุ้นที่ทยอยเก็บสะสมไว้เรื่อยๆ ถ้าหุ้นที่เราเลือกราคาเพิ่มขึ้นก็จะมีกำไร แต่ถ้าอยู่ในช่วงขาลงก็จะขาดทุน

ตัวอย่าง ลงทุนหุ้น AOT ราคา 68.50 บาท เรามีเงิน 1,000 บาท จะซื้อได้ 14 หุ้น (แบบนี้เรียกว่า “เศษหุ้น” เพราะไม่เต็มจำนวนขั้นต่ำ 100 หุ้น) ถ้าราคาขึ้นไปที่ 70 บาท เราก็ได้กำไร แต่ถ้าราคาลงมา 60 บาท เราก็ขาดทุน เรียกง่ายๆว่ามีลุ้นอยู่ตัวเดียวนั่นเองจ้า

2. ซื้อผ่านกองทุนรวม

เหมาะกับคนที่เริ่มต้นการลงทุน ยอมรับความเสี่ยงได้สูง ยังไม่ค่อยชำนาญเรื่องการลงทุนด้วยตัวเอง (จากตัวอย่างนี้อาจจะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน) ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าวสารต่างๆ มีเงินลงทุนน้อย แต่อยากให้เติบโตมากกว่าการฝากออมทรัพย์ทิ้งไว้เฉยๆ

จากภาพเราจะเห็นว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น SET 50 จะทำให้เงินหลัก 1,000 บาท ซื้อหุ้นได้เกือบ 50 บริษัท ในขณะที่บางกองทุนรวมใช้เงิน 1 บาทก็เริ่มลงทุนได้ ซึ่งแต่ละกองทุนรวมจะมีขั้นต่ำไม่เท่ากัน เมื่อเงินของเรากระจายการลงทุนไปไว้ที่หุ้นหลายตัว เช่น  AOT ราคาขึ้น , PTT ราคาลดลง , CPALL ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มีการขึ้นลงสลับกันไป เรียกง่ายๆว่าลงทุนน้อยและมีลุ้นหลายตัวนั่นเองจ้า

ตัวอย่างการลงทุนในกองทุนรวม

เงินหลักพันเริ่มต้นได้ที่กองทุนรวม ทยอยสะสมทีละเล็กละน้อย เดี๋ยวก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้ ภาพนี้อภินิหารเงินออมทำกิจกรรมออมเงินวันหวยออก ทุกวันที่ 1 และ 16 สะสมได้เกิน 1,000 บาท นำไปเก็บไว้ที่กองทุนรวม ผ่านมาปีนิดๆผลตอบแทนก็เป็นแบบนี้จ้า ^^

ภาพจากบทความ เล่น(กับ)หวยก็มีเงินออมได้ (คลิกที่นี่)

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้เราน่าจะพอเห็นภาพของกองทุนรวมกันบ้างแล้ว ตอนนี้มารู้จักกลไกการทำงานของกองทุนรวมกันบ้างดีกว่าว่าทำอะไร มีผลตอบแทนอย่างไร ใครมีหน้าที่ดูแลส่วนไหนบ้าง

ขั้นตอนการลงทุนในกองทุนรวม

  1. นักลงทุนรายย่อย(ตัวเรา) เมื่ออ่านหนังสือชี้ชวนจนเข้าใจแล้วก็เริ่มลงทุน โดยนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ความเสียงต่ำไปสูง ระดับ 1 – 8  เรารับความเสี่ยงได้ระดับไหนก็เลือกแบบนั้น (กองทุนรวมหุ้น SET 50 ที่ยกตัวอย่างในบทความี้มีความเสี่ยงระดับ 6)

  1. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เป็นโรงงานผลิตกองทุนรวมออกมาให้เราลงทุน ไม่ใช่ใครอยากทำก็ทำได้นะคะ เพราะต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายก่อนถึงจะทำได้ ซึ่งมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
    1. ก.ล.ต. เป็นพี่ใหญ่ที่ดูแล บลจ. ต่างๆ
    2. สมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) 
    3. ผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นผู้ที่รักษาผลประโยชน์ให้นักลงทุน

  1. การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ทาง บลจ. ก็จะนำเงินของเราไปลงทุนในที่ต่างๆตามหนังสือชี้ชวน ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน ฟิวเจอร์ ทองคำ น้ำมัน อสังหาฯ การลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อนำผลตอบแทนกลับมาในกองทุน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ยรับ กำไรจากการขาย

  1. ผลตอบแทนที่เราได้รับ กองทุนรวมก็จะผลประโยชน์กลับมาให้ตามสัดส่วนที่เราลงทุน ทั้งในรูปแบบกำไรจากการขายและเงินปันผล ซึ่งกองทุนรวมมีทั้งจ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล หากเราลงทุนกองทุนรวมที่จ่ายเงินปันผลจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ถ้าปีนี้เรามีฐานภาษี 5% เราขอคืนภาษีที่ถูกหักกลับมาได้ แต่ถ้าฐานภาษีของเราเกิน 10% ก็ไม่ต้องนำเงินปันผลนี้มายื่นภาษี

อยากลงทุนกองทุนรวมต้องทำอย่างไร 

“ซื้อกองทุนรวมไหนดีคะ” เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยมากและเป็นเรื่องที่ตอบยากมาก เพราะคำว่า “ดี” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

  • ดีของเราอาจจะเป็นเงินปันผลและผลตอบแทน
  • ดีของเราอาจจะเป็นช่องทางการซื้อขายที่มีกองทุนให้เลือกหลากหลาย
  • ดีของเราอาจจะความเสี่ยงต่ำ ปานกลางหรือสูงก็ว่ากันไป 

การซื้อกองทุนรวมไม่ยาก แต่การเลือกกองทุนรวมให้ตรงกับ “เป้าหมายทางการเงิน” นั้นยากกว่า แปลว่าเราต้องรู้เป้าหมายของการลงทุนก่อนถึงจะเลือกได้ว่าจะให้เงินของเราไปสะสมไว้ที่กองทุนรวมอะไร

มีขั้นตอนการลงทุนอย่างไรบ้าง ตามนี้เลยจ้า ^^

ข้อแรก คือ การเปิดบัญชี

เราลงทุนกองทุนรวมที่แหล่งผลิต คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) โดยตรงเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ซื้อผ่านคนกลางที่เป็น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์หรือที่ปรึกษาการเงิน (ได้รับใบอนุญาต) ซึ่งช่องทางทั้งหมดนี้ไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ความแตกต่างอยู่ที่จำนวนกองทุนที่เลือกซื้อได้

  • ถ้าซื้อโดยตรง ผ่าน บลจ.หรือธนาคาร ก็จะซื้อกองทุนรวมได้เฉพาะบริษัทขายเท่านั้น 
  • ถ้าซื้อผ่านตัวกลาง ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ผู้แนะนำการลงทุน หรือที่ปรึกษาการเงิน จะมีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลายมากกว่า ซึ่งบาง บล. มีให้เลือกมากกว่า 1,500 กองทุน 

ข้อสอง เป้าหมายการลงทุน

เราจะต้องกำหนดมาว่าเงินก้อนนี้จะใช้ทำอะไร เท่าไหร่และเมื่อไหร่ในระยะสั้น กลางหรือยาว เพื่อจะได้รู้ว่าควรซื้อกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ กลางหรือสูง แล้วจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเองออกมาได้ โดยเปรียบเทียบผลตอบแทน ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กองทุนรวม เช่น

  • ต้องการเก็บเงินฉุกเฉิน 50,000 บาท ใช้เวลาเก็บ 5 เดือน เราก็จะรู้ว่าเป็นเงินที่มีความเสี่ยงไม่ได้ ก็จะต้องเก็บไว้ที่กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน
  • ต้องการเก็บเงินดาวน์บ้าน 500,000 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี เป็นเงินก้อนที่จะต้องใช้ในระยะปานกลาง ควรลงทุนในกองทุนรวมความเสี่ยงปานกลาง เช่น กองทุนรวมผสม

ข้อสาม วิธีการลงทุน

เมื่อวางแผนแล้วว่าจะซื้อกองทุนรวมอะไรบ้าง จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะลงทุนแบบไหน เช่น ซื้อครั้งเดียวเป็นก้อน ทยอยสะสมทุกๆเดือน(สมัครใช้บริการ DCA ซื้อรายเดือนกับ บล.เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติ) หรือว่าลงทุนเฉพาะบางเดือน สะสมมากบ้าง น้อยบ้างสลับกันไป ทั้งหมดนี้มีผลกับต้นทุนราคาของกองทุนรวมที่เราซื้อ 

ข้อสี่ การติตตามผลการลงทุน

เราดูข้อมูลกองทุนรวมได้จากเอกสารของกองทุนรวมที่ส่งไปที่บ้าน ดูผ่านคอมพิวเตอร์หรือดูผ่านแอพบนมือถือก็ได้ เพื่อจะได้ติดตามว่าการลงทุนเป็นอย่างที่เราคิดมั๊ย สัดส่วนการลงทุนที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกตอนนี้เปลี่ยนไปรึเปล่า

สมมติว่าเราซื้อกองทุนรวมหุ้นและกองทุนรวมตราสารหนี้ สัดส่วน 60 : 40 เวลาผ่านไปสัดส่วนกลายเป็น 80 : 20 เราอาจจะต้องขายกองทุนรวมหุ้นออกมาเพื่อซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อปรับสัดส่วนให้กลับไปเหมือนเดิม รวมถึงการปรับพอร์ตลงทุนให้ตรงกับชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนไป เช่น มีครอบครัว มีลูก อายุมากขึ้น ก็ต้องปรับพอร์ตให้เหมาะกับการยอมรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปด้วยนะจ๊ะ

มาถึงตรงนี้น่าจะทำให้เราเริ่มเห็นภาพของกองทุนรวมมากขึ้น รู้ว่ามีการทำงานอย่างไร เราได้รับประโยชน์อะไรบ้าง สุดท้ายผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องลงมือทำนะคะ ตอนนี้ควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อน เมื่อมั่นใจแล้วค่อยลงทุน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเริ่มต้นในกองทุนรวมนะคะ^^

ข้อมูลเพิ่มเติม

ความรู้เรื่องกองทุนรวม

https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=mutualfund&showTitle=F

เลือกลงทุนแบบยืดหยุ่นด้วยกองทุนรวมแบบผสม!

กองทุนรวมผสม คือกองทุนที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบมานั่งจัดพอร์ตกองทุนเอง ไหนจะต้องทำงาน ขับรถฝ่ารถติดทั้งเช้าทั้งเย็น อยากลงทุนในกองทุนรวมแบบทีเดียวจบ ไม่ต้องวุ่นวายนั่งปรับพอร์ตเอง กองทุนรวมผสมคือคำตอบ

สมมติว่าหากเราต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น (ผันผวนสูง ผลตอบแทนสูง) ตราสารหนี้ (ผันผวนต่ำ ผลตอบแทนต่ำ) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (ผันผวนปานกลาง ผลตอบแทนปานกลาง)

นั่นหมายถึงว่าเราอาจจะจำเป็นต้องซื้อกองทุนรวมอย่างน้อย 3 กองเพื่อกระจายสัดส่วนกันออกไป เช่น หากรับความเสี่ยงได้มาก เราอาจเลือกถือกองทุนรวมหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่ากองทุนอื่น เป็นต้น แต่นั่นหมายถึงทุกครั้งที่เราต้องการจะซื้อกองทุนเพิ่ม เราต้องทยอยซื้อทั้ง 3 กอง ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากให้เรา ทั้งในแง่การบริหารจัดการ และจำนวนขั้นต่ำที่ต้องซื้อ

“กองทุนรวมผสม” คือกองทุนที่มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ โดยกองทุนรวมผสมจะเป็นกองทุนที่มีนโยบายในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวมอาจจะลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อยู่ในกองเดียว ซึ่งจะทำให้เราสะดวกเพราะไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนหลายกอง

เราสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะกับเราที่สุดและทยอยลงทุนไปอย่างต่อเนื่องได้เลย ที่สำคัญคือผู้บริหารกองทุนจะยังช่วยปรับพอร์ตการลงทุนให้เราได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราไม่ต้องมาคอยนั่งติดตามทำการปรับพอร์ตฟอลิโอด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ

เรียกได้ว่าปล่อยหน้าที่การบริหารกองทุนให้ผู้บริหารไป เราก็คอยติดตามแบบห่างๆ สักสามเดือนครั้ง

ดังนั้น ความสำคัญของการลงทุนในกองทุนรวมผสมคือการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเราเองตั้งแต่เริ่มต้น เพราะนั่นหมายความว่า ตลอดระยะเวลาการลงทุน เราจะอยู่กับนโยบายการลงทุนแบบนี้ไปตลอด เช่น หากเราเน้นกองทุนที่ผันผวนต่ำ สัดส่วนตราสารหนี้เยอะ พอร์ตฟอลิโอของเราก็จะเน้นไปแนวทางนี้ตลอด ถึงแม้ว่าจะปรับเปลี่ยนสัดส่วนบ้าง แต่ก็จะไม่มากนัก เราจึงควรเข้าใจนโยบายของกองทุนรวมผสมให้ชัดเจนก่อนลงทุน เพราะในแต่ละกองทุนผสมเองก็มีลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนแบบผสมเหมือนกัน

สรุปง่ายๆ ว่า ดูให้ออกก่อนว่าตัวเองรับความผันผวนได้มากแค่ไหน ที่เหลือคือเลือกซื้อกองทุนตามความผันผวนที่รับได้ ทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่อง และก็ติดตามผลงานสักสามเดือนครั้งก็เพียงพอ

ยกตัวอย่าง การเปรียบเทียบด้วยกองทุน LHIP, LHSELECT และ LHSMART (ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม 2561)

กองทุนเปิด แอล เอช มั่นคง LH Income Plus Fund (LHIP), กองทุนเปิด แอล เอช ยั่งยืน LH Smart Income Fund (LHSMART) และ กองทุนเปิด แอล เอช มั่งคั่ง LH Select Fund (LHSELECT)

เป็นกองทุนภายใต้การดูแลของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด โดยทั้ง 3 กองทุนจัดเป็นกองทุนรวมผสมซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุนของแต่ละกองทุน หมายความว่า ในแต่ละกองทุนก็จะมีการจัดส่วนผสมระหว่างความผันผวนและผลตอบแทนแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

LHIP

กองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (หรือสินทรัพย์อื่นที่เทียบเคียง) สัดส่วนการลงทุน โดยประมาณ : ตราสารหนี้ไทย 40% หุ้นไทย 20% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 40%

LHSMART

กองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (หรือสินทรัพย์อื่นที่เทียบเคียง) สัดส่วนการลงทุน โดยประมาณ : ตราสารหนี้ไทย  20% หุ้นไทย 40% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 40%

LHSELECT

กองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้น (SET 100) ตราสารหนี้ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (หรือสินทรัพย์อื่นที่เทียบเคียง) สัดส่วนการลงทุน โดยประมาณ : ตราสารหนี้ไทย 0-20%     หุ้นไทย 80-100%   กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 0-20%

เปรียบเทียบความต่างกันให้เห็นอีกครั้ง

LHIP มีการจำกัดเพดานของหุ้นและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไว้ นั่นหมายถึงการการันตีว่าต้องมีเงินฝากหรือตราสารหนี้อยู่ในพอร์ตอย่างน้อย 20% ตรงนี้ก็จะช่วยลดความผันผวนจากตลาดหุ้นลงมา เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวน รับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่อยากได้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว

LHSELECT กับ LHSMART จะคล้ายกันในแง่ของการไม่จำกัดเพดานของทรัพย์สิน แต่ LHSELECT กับ LHSMART ก็จะมีความแตกต่าง โดยอ้างอิงกับดัชนีชี้วัดที่กองทุนเปรียบเทียบ LHSELECT จะเน้นการลงทุนในหุ้นมากกว่า โดยมีดัชนีชี้วัดเทียบกับหุ้นอยู่ที่ 60% ของดัชนีรวม เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับการลงทุนความผันผวนในตลาดหุ้นได้สูง ในขณะที่ LHSMART จะเน้นการลงทุนในหุ้นน้อยกว่า โดยมีดัชนีชี้วัดเทียบกับหุ้นอยู่ที่ 40% เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนและยอมรับการลงทุนในตลาดหุ้นได้บ้าง ดังนั้นหากใครชอบลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากหน่อยอาจเลือก LHSELECT แต่ถ้าชอบลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่น้อยหน่อยอาจเลือก LHSMART

สรุป

  • LHIP : เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวน รับความเสี่ยงได้ต่ำ
  • LHSMART : เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของการลงทุนและยอมรับการลงทุนในตลาดหุ้นได้บ้าง
  • LHSELECT : เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับการลงทุนความผันผวนในตลาดหุ้นได้สูง

เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนรวมผสมเหมือนกันแต่ก็มีแนวทางการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุน เราควรเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวตนเรามากที่สุด เพื่อที่จะทำให้เราสามารถลงทุนได้ในระยะยาวอย่างสะดวก เรียบง่าย และไม่จำเป็นต้องมาพิจารณาเปลี่ยนหรือปรับสัดส่วนกันอย่างบ่อยครั้ง

หากสนใจอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ LHIPLHSELECT และ LHSMART เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดฉบับเต็มเพื่อเปรียบเทียบกันได้ที่ www.lhfund.co.th

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า(กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคต

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

5 เอกสารการเงินที่คุณต้องรู้จัก.. ถ้ารักจะทำธุรกิจ!!

1. ใบเสนอราคา (Quotation)

ใบเสนอราคา เป็นเอกสารที่ธุรกิจต้องออกให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้พิจารณาราคาที่เสนอไปก่อนที่จะตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากทางเรา และถ้าหากลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อก็จะเซ็นใบเสนอราคานี้กลับมาเพื่อบอกเราว่า “โอเคจ้า ตกลง” นั่นเองครับ

สำหรับผมเอง ผมมองว่าใบเสนอราคาที่ดี ควรจะมีองค์ประกอบ 2 อย่างที่สำคัญ นั่นคือ “เงื่อนไขที่ชัดเจน” และ “ลายเซ็นอนุมัติซื้อ” ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คร้าบ

เงื่อนไขที่ชัดเจน : รายละเอียดสินค้าหรือบริการ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆในการจัดส่ง ระยะเวลาที่ให้เครดิต รวมถึงข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขาย ข้อมูลส่วนนี้ “จำเป็น” ที่จะต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกครับ

ลายเซ็นอนุมัติซื้อ : รายละเอียดตรงนี้จะทำให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าสามารถลงชื่อเพื่ออนุมัติได้ทันที เพื่อปิดรายการขายในอึดใจไม่ต้องส่งกันไปส่งกันมาอีกหลายรอบครับ

 

2. ใบส่งของ (Delivery Order) 

อันนี้ก็ตามชื่อ ใบส่งของ เลยครับ เพราะเป็นเอกสารที่ออกเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า ของได้ทำการส่งถึงมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายละเอียดที่ใบส่งของจะขาดไม่ได้ คือ ลายเซ็นของลูกค้าพร้อมกับวันที่ที่ได้รับสินค้า เพื่อเป็นหลักฐานว่าเข้าใจตรงกันและถูกต้องเรียบร้อยตามที่ได้สั่งไว้ครับ

 

3. ใบวางบิล / ใบแจ้งหนี้ (Invoice)

เคยได้ยินคำว่า “วางบิล” เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้ากันไหมครับ นั่นแหละคร้าบ การวางบิลก็ต้องใช้เอกสารยืนยันที่เรียกว่า ใบวางบิล หรือ ใบแจ้งหนี้ (แล้วแต่ธุรกิจนะครับ บางที่ใช้ทั้ง 2 ใบ บางที่ใช้ใบเดียว) ที่เราเป็นผู้ออกให้กับลูกค้านั่นเอง เพื่อที่ลูกค้าจะได้นำเอกสารใบนี้ไปเป็นหลักฐานในการทำรายการจ่ายเงินให้เราครับ

 

4. ใบกำกับภาษี (TAX Invoice)

เอกสารฉบับนี้ ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับคนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งต้องขอย้ำไว้เลยว่า ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เราไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีนะครับ โดยเอกสารฉบับนี้มีความจำเป็นสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการใช้ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานเพื่อนำ “ภาษีซื้อ” และผู้ขายที่ต้องนำ “ภาษีขาย” ไปใช้เพื่อประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 30 ให้กับพี่ๆสรรพากรครับ

 

5. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)

เอกสารสุดท้ายในบทความนี้ คือ “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ เอกสารที่แสดงความสิ้นสุดรายการซื้อขายกับลูกค้า เพราะเป็นหลักฐานที่เราออกให้กับลูกค้าเพื่อบอกสั้นๆว่า “เก็บเงินได้แล้วจ้า” และจบรายการธุรกิจที่มีระหว่างกันสักทีครับ

 

เอกสารทั้งหมด 5 รายการนี้ เป็นเอกสารที่สำคัญที่ควรรู้ในการทำธุรกิจ เพราะเป็นส่วนที่จำเป็นที่จะช่วยให้เราจัดการเอกสารต่างๆได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาตามมา ทั้งเรื่องทางภาษี และเรื่องบัญชีของธุรกิจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันครับ

 

ถ้าใครยังไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักกับเอกสารทางธุรกิจเหล่านี้ และคิดว่ายุ่งยากในการจัดการ ผมขอแนะนำให้ลองใช้งานระบบบัญชีสำหรับธุรกิจง่ายๆ กับทาง FlowAccount ซึ่งเป็น Application ที่มีไว้ใช้งานด้านเอกสาร และการจัดการด้านบัญชีที่ทั้งง่ายและฟรีอีกต่างหากครับ ถ้าหากใครสนใจก็ไปดูได้ที่เว็บไซต์ Flowaccount.com ได้เลยคร้าบ

 

สุดท้ายนี้ขอฝากเอาไว้สั้นๆ ครับว่า ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจแบบไหนก็ตาม สิ่งที่เราควรใส่ใจที่สุด คือ การวางแผนด้านเอกสารที่ถูกต้อง เพราะสามารถช่วยให้เราประหยัดเวลา แถมยังจัดการธุรกิจได้สะดวกขึ้นอีกเยอะเลยละคร้าบบ

เจาะลึก! การเติบโตหุ้น “JKN” และโอกาสของ “JKN-W1”

รู้หรือไม่? ว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากซีรีส์อินเดียที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้

หุ้น “JKN” หรือบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) คือผู้ให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และให้บริการเวลาเพื่อโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์ โดยรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่บริษัทฯ ซื้อมาจากต่างประเทศ แล้วนำมาตัดต่อ พากย์ ทำเพลงและดนตรีประกอบ พัฒนาให้เหมาะกับผู้ชมชาวไทย แล้วขายต่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสื่อประเภทต่างๆ ทั้งช่องโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์

ยกตัวอย่างคอนเทนต์ที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนี้ เช่น ซีรีส์อินเดียหนุมานรามเทพ, สีดาราม รวมไปถึง นาคิน เป็นต้น

“คุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” หรือ “คุณแอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JKN” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของ JKN

เพราะคุณแอนคลุกคลีกับธุรกิจคอนเทนต์มาตั้งแต่เด็ก โดยบ้านของคุณแอนเป็นร้านเช่าวิดีโอ ซึ่งนั่นทำให้คุณแอนมีโอกาสได้ดูละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์มาตั้งแต่จำความได้ ประสบการณ์เหล่านี้นี่เองที่กลายมาเป็นความสามารถในการมองหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ว่ามีคอนเทนต์จากประเทศใดน่าสนใจบ้าง แล้วคุณแอนจะไปดึงคอนเทนต์นั้นมาพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะกับจริตของคนไทย โดยบริษัทฯ จะเซ็นสัญญากับเจ้าของคอนเทนต์จากประเทศต้นทางในการเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศไทย อย่างปรากฎการณ์ซีรีส์อินเดียฟีเวอร์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศก็ทำให้ JKN ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการเป็นผู้นำคอนเทนต์เหล่านั้นเข้ามา ซึ่งความสามารถของคุณแอนในการมองและวิเคราะห์คอนเทนต์อย่างเฉียบขาดนี้ ถือเป็นความสามารถในการแข่งขันที่แทบจะลอกเลียนแบบไม่ได้ของ JKN

ผลการดำเนินงานของ JKN ถือว่าเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ

ในแง่รายได้ของบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2558 – 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวม 457.23, 846.37 และ 1,155.58 ล้านบาทตามลำดับ เทียบเท่าเป็นอัตราการเติบโตทบต้น 58.98% ต่อปี ในขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2558 – 2560 อยู่ที่ 133.40, 164.09 และ 187.67 ตามลำดับ เทียบเท่ากับอัตราการเติบโต 18.61% ทบต้นในระหว่างช่วงปีดังกล่าว

“การเติบโตของ JKN ที่ผ่านมาเกิดจากการบริหารคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คอนเทนต์จากต่างประเทศนั้นมีตลาดผู้ชมในประเทศรองรับอยู่จริง”

และอย่างที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันช่องทีวีดิจิทัลในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก และหลายช่องประสบกับปัญหาการหาคอนเทนต์ดีๆ มาลงผังในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อ JKN สร้างกระแสความนิยมในคอนเทนต์ ทั้งซีรีส์อินเดียและฟิลิปปินส์ขึ้นมาได้ ช่องโทรทัศน์ต่างๆ ก็ไม่ลังเลที่จะซื้อคอนเทนต์เหล่านี้ไปใช้ ซึ่งทางผู้ซื้อก็ประหยัดเวลาและต้นทุนในการไปสร้างคอนเทนต์เอง ธุรกิจของ “JKN” จึงเรียกได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์ในยุคที่กิจการโทรทัศน์ไทยกำลังพัฒนาและเติบโตขึ้นย่างรวดเร็วในขณะนี้

เป้าหมายต่อไปของ “JKN” คือการขยายจากผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ สู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์

หลังจากที่ JKN เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และสร้างชื่อในฐานะผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ระดับประเทศได้แล้ว ก้าวต่อไปของบริษัทฯ คือการพัฒนาไปใน 2 ด้าน อย่างแรกคือตอกย้ำจุดแข็งของธุรกิจในการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ โดยมีลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม คอนเทนต์ทุกประเภทที่ผู้ชมสนใจ โดยจะใช้งบลงทุน 600 – 800 ล้านบาทในการซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่ม โดยปัจจุบันมีคอนเทนต์อยู่ในมือมากกว่า 3,500 คอนเทนต์แล้ว

ส่วนการพัฒนาอีกด้านคือ การขยายไปสู่ธุรกิจผลิตคอนเทนต์ โดย JKN ได้รับสิทธิจาก NBC ให้ผลิตคอนเทนต์ภายใต้แบรนด์ CNBC ซึ่งถือเป็นสื่อด้านธุรกิจและการลงทุนที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งบริษัทฯ จะสร้างรายการข่าวให้แก่สถานีข่าวช่อง CNBC Thailand โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 125 ล้านบาท และเริ่มออกอากาศในปี 2562

“ซึ่งแผนงานทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า น่าจะสามารถผลักดันรายได้รวมของปีนี้ให้เติบโตได้กว่า 20 – 25%”

“JKN-W1” คือโอกาสในการเติบโตของ JKN

ล่าสุด JKN ประกาศอนุมัติแผนการออกวอแรนต์ JKN-W1 อายุ 2 ปี จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 1 วอแรนต์ ซึ่งวอแรนต์ดังกล่าวจะได้รับสิทธิซื้อหุ้นสามัญ 1 หุ้นในราคา 15 บาทต่อหุ้น ปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะได้รับสิทธิในวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 และจะเริ่มใช้สิทธิแปลงสภาพได้ทุก 6 เดือนตามวันที่กำหนด

การออกวอแรนต์ดังกล่าวเพื่อเป็นการระดมทุนมารองรับการเติบโตทั้ง 2 ด้านในอนาคตของบริษัทฯ ทั้งการเติบโตในแง่ผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ ที่ซื้อคอนเทนต์มาบริหารและขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และในแง่ของผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ได้รับการสิทธิในการผลิตรายการภายใต้แบรนด์ระดับโลกอย่าง “CNBC”

“JKN” ถือเป็นธุรกิจที่ถูกที่ถูกเวลามากสำหรับทศวรรษนี้

ในภาวะที่ช่องโทรทัศน์มีจำนวนมากและแต่ละช่องเริ่มหันมาซื้อคอนเทนต์คุณภาพมาฉายมากขึ้นเมื่อเทียบกับการผลิตคอนเทนต์เอง … JKN จึงถือว่าเป็นบริษัทที่ก้าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุด และด้วยความสามารถในการพัฒนาคอนเทนต์ให้ถูกจริตกับคนไทยก็ถือเป็นความสามารถที่โดดเด่นของ JKN

ต่อไปเราคงต้องมาติดตามดูกันว่า ภาพคอนเทนต์ในแบรนด์ CNBC จะถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบไหน และจะถูกคอคนไทยอย่างที่ซีรีส์อินเดียประสบความสำเร็จไปอย่างล้นหลามหรือเปล่า

“จับรีโมตทีวีนั่งหน้าจอรอชมกันได้เลย”

***บทความนี้มีเจตนาสรุปข้อมูลพื้นฐานของหลักทรัพย์จากข้อมูลสาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์และความรู้ในการลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด***

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! “อัศวินกองทุน” ยุค Digital กลับมาแล้วครับ สำหรับสัปดาห์นี้ สถานการณ์ยังคงๆ ทรงๆ เหมือนเดิมครับ อ่านย้อนหลังคลิก

แนวโน้มต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนไป สะสมได้เรื่อยๆ แต่สำหรับ “หุ้นยุโรป” นี่แหละครับ ที่น่าสนใจให้เราจัดหนัก สนใจตลาดแบบไหน ติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2561

  • Focus : ตลาดหุ้นยุโรป ราคาน่าสนใจ เงินยูโรน่าจะอ่อนค่า
  • ความน่าสนใจ :ราคาได้ลงมามากในขณะที่ผลประกอบการมีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด พร้อมกับนโยบายที่จะทำให้เงินยูโรอ่อนค่า หุ้นกลุ่มส่งออกยิ่งน่าสนใจ

ถ้าสัปดาห์ที่แล้วผมบอกว่าตลาดยุโรปน่าสนใจ และสัปดาห์นี้ยังขอยืนยันสุดใจเลยครับว่า “ตลาดยุโรป” นั้นน่าสนใจแบบสุดๆ เลยล่ะครับผม

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เป็นลบเสียเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีบางตลาดที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ตอนนี้ผมยังคงมองว่า Valuation หุ้นยุโรปน่าสนใจมากครับ เพราะแนวโน้มของผลประกอบการน่าจะดีกว่าตลาดคาดการณ์ ร่วมกับค่าเงินยูโรอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจาก ECB ส่งสัญญาณ hawkish  (มาตราการในการกระตุ้นตลาดเชิงรุนแรงต่อเงินเฟ้อ) น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ครับ
  • ส่วนตลาดหุ้นเกาหลียังคงเหมือนเดิมครับ แนะนำให้ชะลอการลงทุนไปก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น อ่อนตัวลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการ การนำเข้าที่จะลดลง ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกาหลีมากกว่าตลาดอื่นๆ ครับผม 
  • ขณะเดียวกัน ทางด้านตราสารหนี้ แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ เนื่องจากเนื่องจากอัตราผลตอบแทนของสหรัฐปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงนี้จากความกังวลเงินเฟ้อราคาน้ำมันครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปได้ครับครับ ตอนนี้มาตรการที่ว่าจะมีผลกระทบก็ดูเหมือนจะเงียบหายไปแล้ว ส่วนระยะยาวภาพรวมก็น่าจะยังไปได้อยู่เหมือนเช่นเคย ดังนั้นเป็นโอกาสทยอยสะสมของเราครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

น่าเข้าซื้อจ้า!!! เพราะตอนนี้ผมมองว่าราคาของหุ้นยุโรปได้ลงมาในระดับที่น่าสนใจมากๆ แล้วครับ ประกอบกับผลประกอบการหุ้นยุโรปมีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ Valuation ของหุ้นยุโรปกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งครับ ร่วมกับเหตุผลที่บอกไว้ว่า ค่าเงินยูโรอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจาก ECB ส่งสัญญาณ hawkish น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกของยุโรปครับ

สรุปสั้นๆ : ควรซื้อๆๆๆ แล้วก็ซื้อครับ!

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มมีการผันผวนเล็กน้อยครับ แต่ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไป เนื่องจากค่าเงินเยนอาจอ่อนค่าลงต่อเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มผู้ส่งออก (อีกแล้ว) หลังจากตลาด BOJ คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวขึ้นเร็ว

แต่ตรงนี้ผมก็ยังมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะสะสมกันต่อไปในช่วงนี้ครับ สำหรับคนที่ชอบตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลองมีติดพอร์ทสะสมไว้ต่อได้เลยครับ

สรุปอีกที : ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนว่าจะมีการบวกขึ้นมา ซึ่งยังสะท้อนว่าระยะยาวแล้วยังดูน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

ตอนนี้คำแนะนำเป็นชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีอยู่นะครับ จากเหตุผลเดิมๆ เลยครับ นั่นคือตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีให้ชะลอตัวลงตามไปด้วย แหม่…แบบนี้ถือว่าสถานการณ์ยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงอย่างเกาหลีตามที่ผมเคยบอกไว้นั่นแหละครับ  ทุกอย่างเหมือนเดิมแบบนี้ คำแนะนำเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับผม

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สนับสนุนผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน เอ้า ข่าวดีมาแบบนี้ก็จัดต่อสิครับพี่ครับ!!

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมจ้า ปู่กลับมาแล้วจ๊ะ

Insight ตลาดหุ้นจีน

ยังไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่จะมากระทบได้เท่าไรครับ ดังนั้นผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีน A-SHARE ได้ต่อครับ สืบเนื่องจากทางประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน มีถ้อยแถลงในงาน Boao Forum ที่สนับสนุนการค้าเสรี และอาจจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ มาสักระยะ ซึ่งข่าวนี้ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร น่าจะส่งผลดีอย่างที่ว่าไว้จริงๆ นั่นแหละครับ

ทางฝั่งข้อตกลงทางการค้าดูแล้วก็น่าจะเจรจากันได้ดีอยู่ครับ ทำให้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลสงครามการค้าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมนี่แหละครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมกันเถอะพวกเรา

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ยังอยู่ที่หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : กลุ่มนี้ไปได้จ้า

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อยุโรป ทยอยสะสมทุกตลาด ยกเว้นเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทย : เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 26 เม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561

      เก็งหวยงวดวันแรงงาน กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละรางวัลให้คุณได้วิเคราะห์

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561
เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณพบในความฝันหรือจากเหตุการณ์ต่างๆหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็เลือกซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวที่กำลังเป็นที่โด่งดังเกี่ยวกับการบุกทลายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอางเมจิกสกิน

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 2 พฤษภาคม 2561

     หากตีเป็นตัวเลขอาจจะได้เลขตรงๆอย่างเลข 214 จากวันที่ที่เข้าตรวจค้น หรือ 931 139 หรืออื่นๆจากจังหวัดที่เข้าตรวจค้น หรือเอาตัวเลขในข่าวมาแบบตรงๆอย่าง 13 21 หรือ 15 เป็นต้น

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรมีวิจารณญาณในการซื้อเลข และควรระวังการถูกหลอกลวง จะซื้อขาย ทำธุรกรรมอะไรก็อย่าลืมตรวจสอบหรือระวังให้ดีนะ

CREDIT : https://www.thairath.co.th/content/1261657

   http://www.korhuay.com

Rebalance Portfolio ได้ผลอย่างไร เมื่อตลาดหุ้นไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

หลังจากที่ได้ไปออกรายการ Investment Tuesday ของออมมันนี่มาเมื่อปลายเดือน ภายใต้หัวข้อ “Portfolio  Rebalancing” ระหว่างที่ไลฟ์รายการกันอยู่มี Feedback หนึ่งที่น่าสนใจมาก จากคุณผู้ชมท่านหนึ่งที่อยากรู้ว่าในระยะเวลา 5 ปีที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ.2538-2542 หรือ “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” หากทำ Portfolio Rebalancing  นั้นจะทำให้พอร์ตลงทุนของนักลงทุนเป็นอย่างไรบ้าง

เพราะจากบทความเรื่อง Portfolio Rebalancing ที่ผมนำไปพูดในรายการนั้น ผมใช้ตัวเลขสมมติในการทำ Case Study ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน แต่ครั้งนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด

ขอขอบคุณความคิดเห็นดีๆ จากแฟนเพจทุกคนนะครับ ที่ทำให้เราได้ไอเดียมาต่อยอดในการเรียนรู้ ครั้งหน้าถ้าใครสนใจเรื่องอะไรก็มาแชร์กันในระหว่างที่เรากำลังไลฟ์รายการกันได้นะ จะได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากที่ได้ไอเดียมาแล้ว ผมกลับมานั่งค้นคว้าตัวเลขและเก็บสถิติสำคัญจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) พบว่าถ้าเราเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาทในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2542 ด้วยการจัดพอร์ตโฟลิโอ 3 กลยุทธ์ดังต่อไปนี้…

  • แบบที่ 1 เงินลงทุนทั้งหมด ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น 100% 
  • แบบที่ 2 จัดพอร์ตแบบ Asset Allocation ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น หุ้น 60% และ ฝากเงินในบัญชีฝากประจำ 40% 
  • แบบที่ 3 จัดพอร์ตแบบ Asset Allocation ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น หุ้น 60% และ ฝากเงินในบัญชีฝากประจำ 40%  + มีการทำ Portfolio Rebalancing ทุก 12 เดือน

สาเหตุที่ผมเปลี่ยนสินทรัพย์จากตราสารหนี้เป็นฝากประจำ เพราะในช่วงนั้นการฝากประจำให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน และเงินฝากประจำมีความเสี่ยงต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ผมนำสถิติมา คือ “ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ ระยะเวลา 12 เดือน” 

และเมื่อทดสอบกลยุทธ์ทั้ง 3 รูปแบบออกมา ผลลัพธ์ของการลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท ออกมาดังนี้…

  • แบบที่ 1 ยอดเงินคงเหลือจากการลงทุน 354,329 บาท ขาดทุนปีละ 12.91%
  • แบบที่ 2 ยอดเงินคงเหลือจากการลงทุน 809,937 บาท ขาดทุนปีละ 3.80% 
  • แบบที่ 3 ยอดเงินคงเหลือจากการลงทุน 712,218 บาท ขาดทุนปีละ 5.76%

จะเห็นว่าการลงทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ กลยุทธ์แบบที่ 2 Asset Allocation เพียงอย่างเดียวจะทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนน้อยที่สุด แล้วทำไมการทำ Portfolio Rebalancing เพิ่มเข้าไปถึงให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าล่ะ?

คำตอบก็คือ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2538-2541) การลงทุนในกองทุนรวมดัชนีจะให้ผลตอบแทน -73.84% หรือคิดเป็น -18.46% ต่อปี มีเพียงปีพ.ศ. 2542 เท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้สูงถึง 35.44% นั่นหมายความว่าการที่เรา Rebalance ทุกปี จะทำให้น้ำหนักเงินลงทุนของเราเทไปในสัดส่วนของตราสารทุนมากกว่า เมื่อดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงจึงส่งผลให้เงินลงทุนได้รับผลเสียหายไปด้วย

แต่ถ้าสังเกตจากกราฟ ในปีสุดท้ายที่ตลาดหุ้นมีการฟื้นตัว ผลตอบแทนที่สูงทำให้พอร์ตฯที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาก ทำผลตอบแทนได้มากกว่า ในระยะยาวก็มีโอกาสที่พอร์ตการลงทุนแบบที่ 1 และ 3 จะกลับมาทำผลตอบแทนได้ดีกว่าแบบที่ 2

ข้อสรุปจากการจำลองกลยุทธ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เราสามารถวางกลยุทธ์ระยะสั้นได้โดยลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียหาย ถ้าไม่ได้ศึกษาหรือรับความเสี่ยงได้มากพอก็ให้อยู่เฉยๆ แล้วรอจังหวะ แต่ถ้ามั่นใจในความสามารถแล้วการลงทุนระยะยาวในหุ้นสามัญ หรือทำตามกลยุทธ์ที่คิดไว้ก็มีโอกาสทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน : )

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 23-27 เมษายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ สถานการณ์โดยรวมยังคงคล้ายๆกับสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ อ่านย้อนหลังคลิก

แต่ว่า…ตลาดหุ้นไทยที่ดีดมาจะน่าสะสมอีกครั้งหรือไม่? และตลาดหุ้นยุโรปจะถึงช่วงที่น่าเข้าไปสะสมแล้วหรือเปล่า? ติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 23-27 เมษายน 2561

  • Focus : ตลาดหุ้นยุโรป
  • ความน่าสนใจ : ราคาหุ้นต่ำลงจนน่าสะสม แถมผลประกอบการยังดีกว่าที่ตลาดคาดไว้

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเคย สามารถทยอยสะสมหุ้นได้หลายตลาดครับ (ยกเว้นแต่เกาหลี) แต่สำหรับตลาดที่น่าสนใจตอนนี้ขอมอบให้ยุโรปนะครับผม

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • ผลของถ้อยแถลงของประธานาธิบดี ‘Xi Jinping’ ของจีนในงาน Boao Forum ที่สนับสนุนการค้าเสรี และอาจจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ยังมองว่า A-SHARE นั้นเป็นตลาดที่สามารถสะสมได้ต่อ และส่งผลดีต่อทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯและจีน ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปครับ
  • ทางด้านยุโรปเอง ตอนนี้ผมมองว่า Valuation หุ้นยุโรปกลับมามีความน่าสนใจให้เข้าซื้อ แม้ว่าทาง ECB จะส่งสัญญาณลด QE ก็น่าจะไม่มีผลกระทบเท่าไร เมื่อเทียบกับผลประกอบการที่ค่อนข้างดีและมูลค่าของหุ้นที่ลงมาในตอนนี้ เป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อ
  • ส่วนตลาดหุ้นเกาหลียังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนไปก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น อ่อนตัวลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการ การนำเข้าที่จะลดลง ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกาหลีมากกว่าตลาดอื่นๆ
  • ขณะเดียวกัน ทางด้านตราสารหนี้ แนะนำให้ทยอยเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ เนื่องจากตลาดได้ซึมซับข่าว FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ไว้มากแล้ว ขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ ซีเรีย และรัสเซีย จะส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น จึงถือเป็นโอกาสครับผม

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตอนนี้ยังสามารถทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ ผมมองว่าความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากสถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้น ยิ่งเป็นการดีครับ เพราะระยะยาวนี้ยังดูสดใสอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ตอนนี้ผมมองว่าราคาของหุ้นยุโรปได้ลงมามากแล้วครับ จากผลประกอบการหุ้นยุโรปมีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ Valuation ของหุ้นยุโรปกลับมามีความน่าสนใจ แถมทางตลาดเองได้คาดการณ์ว่า ECB จะลดนโยบายกระตุ้น ไว้มากแล้ว ซึ่งต่อให้ทาง ECB ส่งสัญญาณลด QE ก็ยังจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไม่มากครับ

สรุปสั้นๆ : จังหวะซื้อมาแล้วครับ!

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มมีการปรับตัวขึ้นครับ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีครับ  มองว่าในระยะยาวดูเหมือนว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปต่อได้ครับ ยังคงแนะนำให้สะสมต่อไปครับ

ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ แม่ว่าภาพรวมของตลาดหุ้นอินเดียที่ผ่านมามีความผันผวนบ้าง แต่ระยะยาวแล้วยังดูน่าสนใจครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

ตอนนี้คำแนะนำเป็นชะลอการลงทุนหุ้นเกาหลีอยู่นะครับ จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ออกมาชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเกาหลีให้ชะลอตัวลงตามไปด้วย แหม่…แบบนี้ถือว่าสถานการณ์ยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงอย่างเกาหลีตามที่ผมเคยบอกไว้นั่นแหละครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอก่อนนะครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เอ้า แบบนี้จัดได้จัดไปครับ เย้!!

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมจ้า ปู่กลับมาแล้วจ๊ะ

Insight ตลาดหุ้นจีน

จังหวะนี้ผมขอแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีน A-SHARE ได้ต่อครับ ตอนนี้สถานการณ์ยังเป็นเหตุผลเดียวกันกับสัปดาห์ก่อน เนื่องจากทางประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน มีถ้อยแถลงในงาน Boao Forum ที่สนับสนุนการค้าเสรี และอาจจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ

ความผ่อนคลายที่ว่านี้ทำให้ผมมองว่าว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากันได้ ทำให้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลสงครามการค้าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมอยู่ครับ จัดไปได้เลยจ้า

สรุปสั้นๆ : สะสมกันเถอะพวกเรา

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้แนะนำทั้งหุ้นเกิดใหม่และ หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้นในอนาคตนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมทุกตลาด ยกเว้นเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวต่างประเทศ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทย : เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 42%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 18 เม.ย. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อิสรภาพทางการเงิน ความฝันที่ยังคงอยู่ของคน Gen Y

นานมาแล้วมนุษย์ออกเดินทางเพื่อ “จุดหมายปลายทาง”
และในวันนี้..เราทำงาน เก็บเงิน และลงทุน เพื่อออกตามหา “อิสรภาพทางการเงิน”

ทั้งสองอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ด้วยจุดเริ่มต้น, Background, เป้าหมายทางการเงิน และวิธีการที่แตกต่างกัน จึงทำให้นิยามของคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความพยายามเพื่ออิสรภาพทางการเงินของมนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน

ทาง Merrill Edge เคยมีรายงานเรื่อง “อิสรภาพทางการเงิน และการเกษียณอายุของคนรุ่นใหม่” ออกมาให้เราได้ศึกษากัน ในรายงานบอกว่า 63% ของคนรุ่นใหม่ (Gen Y) นั้นลงทุนเพื่อให้มีเงินก้อน และรายได้เพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ตามที่ตนเองต้องการ ต่างกับคนรุ่นก่อนหน้าอย่าง Gen X และ Baby boomer ที่มากกว่า 55% มีเป้าหมายในการเก็บเงินเพื่อการเกษียณเท่านั้น

เมื่อถามเจาะลึกเข้าไปถึงลำดับความสำคัญในชีวิตก็พบว่า คนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับ “การใช้ชีวิต” มากกว่าคนสมัยก่อน เช่น การได้ทำงานในฝัน หรือท่องเที่ยวไปรอบโลก

เพราะนิสัยการใช้เงินของคนรุ่นใหม่ จะหมดไปกับเรื่องการท่องเที่ยว กินข้าวแฮงก์เอาท์นอกบ้าน และการดูแลรักษาสุขภาพ มากกว่าลงทุนเพื่ออนาคตทางการเงินของตัวเอง ทว่าเรื่องการแต่งงาน หรือการสร้างครอบครัว กลับกลายเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญน้อยลง

จากรายงานของ Merrill แสดงให้เห็นแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับเป้าหมายหรือปลายทางกันน้อยลง แต่จะใช้ชีวิตกับปัจจุบันอย่างเต็มที่ และมีความยืดหยุ่น เรายินยอมที่จะทำงานที่รักได้ตราบนานเท่านาน แตกต่างกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างชัดเจน

เราสามารถพูดได้ว่า “อิสรภาพ”ในการเลือกทางเดินของชีวิต กลายมาเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่โหยหากันมากขึ้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ทำงานหลากหลายมากกันขึ้น งานประจำในชีวิตเขาไม่ได้มีแค่งานเดียว เพราะเชื่อว่าความสามารถของเราไม่ได้มีเพียงแค่ด้านเดียว Active Income สามารถสร้างได้จากหลายทาง และมีเพิ่มได้เรื่อยๆตราบใดที่เรายังสนุกและมีความสุขที่จะทำงานนั้นๆ

เป็นเรื่องตลกร้ายที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ “อิสรภาพทางการเงิน” มาก แต่กลับพยายามทำเพื่อมันน้อยลง อิสรภาพทางการเงิน จึงกลายเป็นคำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายของชีวิต แต่แท้จริงแล้วพวกเรากำลังให้ความสำคัญกับชีวิตในปัจจุบัน มากกว่าเป้าหมายทางการเงิน

พูดง่ายๆว่า เราชอบผจญภัยกับเรื่องราวระหว่างทางมากกว่าตั้งใจเดินไปสู่ปลายทางเสียอีก ถ้าผมจะพูดว่า คนสมัยก่อนเดินทางเพื่อ “จุดหมายปลายทาง” แต่คนรุ่นใหม่กำลังตามหา “อิสรภาพและความสุข” ระหว่างทางก็คงไม่ผิดอะไร

ถ้าอิสรภาพทางการเงิน จะทำให้คนรุ่นใหม่อย่างเราใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ในอนาคต แต่มันต้องแลกมาด้วยช่วงเวลาที่จะโดนกักขังไม่ให้ใช้ชีวิตตามต้องการ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเบือนหน้าหนีมันอย่างแน่นอน

สิ่งที่สะท้อนออกมาจากผลสำรวจ คือ คนส่วนมากยอมละทิ้งคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” เพื่อใช้ชีวิตปัจจุบันในทุกวันของเขาอย่างคุ้มค่า ถึงแม้เงินจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ แต่เราไม่จำเป็นต้องมีอิสระจากเงินเพียงอย่างเดียว

ต้องมีอิสระในการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย!!!

สุดท้ายแล้วชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรที่มันผ่อนหรือตึงในด้านใดด้านหนึ่ง
ความสุขในการใช้ชีวิตจะเกิดขึ้นถ้าเราจัดสรรความต้องการของชีวิตให้เกิดความสมดุลได้อย่างลงตัว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save