วิธีการสร้างตัวเองให้ก้าวหน้าฉบับ Tar Kawin

ประเด็นที่ชอบพูดกันว่าเรียนมาแทบตายได้เงินเดือน 15,000 ลาออกดีไหม ไปทำอะไรเองจะได้มีอิสรภาพทางการเงิน

ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆผมเองก็เดินเข้าเส้นทางงานประจำก่อนนะ เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่นๆล่ะ เริ่มต้นเงินเดือน 19,000 (ไม่มีประสบการณ์มาก่อน) เงินเดือนผม Start ไม่ได้ต่างจากคนอื่นมากหรอก

ถามว่าเงินเดือนที่ได้น้อยไหม? ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจแต่เอาหน่า อย่างน้อยสมัยเรียนหนังสือที่บ้านให้ไม่ถึง 10,000 เลย มันก็เยอะกว่าเกือบเท่านึงล่ะ

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือการที่เราจะก้าวหน้าไปสู่รายได้และเงินเดือนสูงๆนั้นก็มีปัจจัยดังนี้นะครับ

1. สร้างตัวเองให้เป็น Specialist หรือ Management

เท่าที่ผมสังเกตุคือในองค์กรจะชอบคน 2 รูปแบบนี้ คือเราทำหน้าที่เราและพัฒนาให้เรากลายเป็นคนรู้ลึกๆในงานนั้นๆ งานหลายๆงานผมทำไปทำมากลายเป็นคนที่รู้คนเดียวในองค์กร นั่นแปลว่าถ้าขาดเราไป มันเดินต่อไม่ได้ จะหาคนมาแทนก็ต้องเรียนรู้งานอย่างเยอะ

ในความเป็นจริงของงานมันไม่ใช่แค่ทางทฤษฎี มันมีเรื่องการปฏิบัติ เทคนิคในการทำ ความสัมพันธ์ของบุคคลอีก เปลี่ยนคนทำงานฝีมือเหมือนกัน แต่มุมความสัมพันธ์บุคคลอาจจะต่างกันก็ได้

ในอีกทางคือการเป็น Management คือคนที่ต้องมองภาพในการบริการกว้างๆให้เป็น เชื่อมโยงให้เป็น ตัดสินใจเป็นและผลออกมาดี คนกลุ่มนี้ก็สามารถเติบโตได้ ผมทำงานมาเนี่ยมาอยู่ในเส้นทาง Specialist มากกว่านะ ผมบริหารคนไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ถ้ามองภาพงานกว้างๆแล้วให้คนไปจัดการเนี่ยทำได้ งานพักหลังๆผมจึงเป็นแนว Consulting มากขึ้น

ประสบการณ์ตรงนี้มันจะทำให้เงินเดือนเราขึ้นเอง ถ้าไม่ขึ้นเดี๋ยวจะมีที่อื่นขึ้นให้ ในวงการทำงานมันหาตัวคนที่ทำงานประเภทเดียวกันได้ไม่ยากเท่าไหร่ ถ้าเราเด่น จะมี Head Hunter ซึ่งเป็นบริษัทล่าหัวคนเก่งๆ ได้รับมอบหมายงานจากบริษัทอื่นมาเชิญไปสัมภาษณ์และทำงานในค่าตัวที่สูงขึ้น

ผมเคยได้รับการทาบทามแบบนี้อยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่ละครั้งมีข้อเสนอเงินเดือนระดับ 1 แสนบาทขึ้นไป เคยมีถึง 2 แสนบาท (ตอนนั้นเกือบ 10 ปีละ เมื่อตอนผมอายุ 27-28) แต่ก็ต้องทราบด้วยว่าเงินเดือนเยอะมันมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ เรื่องเงินอาจจะไม่ได้สำคัญเท่า Work Life Balance ก็ได้

มันก็ทำให้ผมกลับมานั่งคิดเสมอๆในช่วงทำงานนะว่า ผมทำงานได้ดีพอที่เขาจะจ้างเราในราคาที่สูงขึ้นหรือเปล่า ไม่มีใครจ่ายตังเราเยอะๆโดยที่เราอยู่สบายๆในออฟฟิศหรอก การที่เราไม่สร้างตัวเองให้เชี่ยวชาญ มันมีคนทำแทนเราได้ และถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ เราพร้อมรับผิดชอบมากขึ้น จะทุ่มเทงานมากขึ้นกับเวลาบางส่วนที่เราต้องการใช้ชีวิตไหม? หรือเงินเดือนพอสมควรแต่ชีวิตไม่ปวดหัวดีกว่า?

2. อิสรภาพทางการเงินสร้างได้ด้วยตัวเองอีกทาง

ใครๆก็อยากรายได้เยอะ ทำงานแล้วเหนื่อยก็ต้องเก็บเงินบางส่วนให้เงินไปต่อเงินบ้างก็ดี ผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้มองอนาคตทางการเงินของตัวเองค่อนข้างเร็ว แถมอยากมีรายได้ในรูปแบบอื่นๆเพิ่มจากงานประจำเลยทำให้ก้าวสู่วงการการเงินการลงทุน อยากมีเงิน อยากได้ปันผล ตอนนั้นผมก็ถูกเพื่อนถามนะว่าทำไมไม่ซื้อรถ ทำไมไม่ซื้อมือถือดีๆซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ทางสังคมและ Lifestyle และก็ดีใจที่ไม่ได้เดินเส้นทางที่เพื่อนแนะนำในเวลานั้น จากการเก็บออมลงทุนมาเรื่อยๆ ในเวลานี้ผมจะสร้าง Lifestyle แบบนั้นก็ไม่ยากล่ะ แค่เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำมากกว่า

หลักการสร้างความมั่งคั่งมันไม่ได้ยากหรอก มีรายได้ สร้างเงินออม และต่อยอดความมั่งคั่งจากเงินออมให้งอกเงย Idea หนึ่งที่ผมได้มาจากการฟังอาจารย์ทางการเงินท่านหนึ่งแล้วมันจุดประกายชีวิตผมมากในเวลานั้นคือ หากเราลงทุนในทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ในรูปแบบเงินปันผลที่มากกว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเราได้ อิสรภาพทางการเงินมันก็จะเกิดขึ้นมา เราสามารถเอาเวลาไปทำในอีกหลายๆสิ่งที่เราต้องการและสังคมต้องการได้ ทรัพย์สินที่ว่ามันก็คือเครื่องมือการลงทุนที่เรารู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น-กองทุนรวมที่จ่ายเงินปันผล อสังหาที่สามารถเก็บค่าเช่าได้ แต่ในระหว่างทางของการลงทุนมันก็มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายระหว่างทางอยู่ดีนะ ตรงนี้เราก็ต้องเรียนรู้กันไป

คำเตือนจากประสบการณ์

“อย่าออกจากงานโดยไม่รู้จะทำอะไรต่อและไม่มีอะไรรองรับ”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีกระแสการออกจากงานอยู่เยอะ มีคนออกจากงานเพื่อนตามหาความฝัน และพอไม่เจอฝันก็เซ็ง ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยกลับเข้าไปทำงานประจำอีกที ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ออกจากงานประจำมาทำงานอิสระและธุรกิจส่วนตัว ตอนที่ออกมาก็พอมีเป้าหมายอยู่ระดับหนึ่งว่าจะทำอะไร แต่การเริ่มต้นทำงานของตัวเองมันไม่ได้ง่าย ต้องใช้เวลา สร้างเครดิต สร้าง connection ใหม่หมด ที่สำคัญคือเงินจะหมดก่อนไหมก็ไม่รู้

ช่วงนั้นผมลองคำนวณดูว่าถ้าผมไม่มีรายได้เลย ผมจะมีอะไรบ้าง? ผมเอาปันผลย้อนหลังจากหุ้นและกองทุนรวมมานั่งดู ก็พบว่าผมยังพออยู่รอดได้จากเงินตรงนี้ ถ้าเขายังจ่ายในอัตราผลตอบแทนที่ไม่ต่างจากเดิม มีเงินสดเก็บไว้ใช้ได้ประมาณ 1 ปี และอย่างน้อยก็ยังมีเงินจากหลักทรัพย์ที่ขายได้ถ้าจำเป็น (โดยปกติผมไม่ชอบซื้อๆขายๆนะ)

พอคำนวณตรงนี้แล้ว อยู่รอดได้ ก็เลยสามารถทำงานของตัวเองได้อย่างไม่กดดันเรื่องเงินทอง และพอได้เงินมาผมก็ใส่ๆลงไปในหุ้นและกองทุนรวมเพิ่มความมั่งคั่งเข้าไปเรื่อยๆอีก ก็เลยรู้สึกดีใจที่เรายังกินบุญเก่าที่ตัวเองสร้างเอาไว้ได้ เวลาที่รุ่นน้องมาถามว่าเริ่มต้นทำงานของตัวเองยากไหม? ผมก็จะตอบว่าทุกอย่างมันยาก มันไม่ได้มีแค่เรื่องงาน มีเรื่องการจัดการชีวิตด้วย แต่สิ่งที่เราควรจะเตรียมเอาไว้คู่กันคือฐานรองรับรายได้และทรัพย์สินที่สนับสนุนชีวิตเรา

และหากเราสร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจส่วนตัวได้ ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอะไรก็ไม่แน่นอน ทำแล้วอยู่ๆก็เจ๊งได้ มันก็จะกลับไปวนลูปที่ผมบอกแหล่ะว่าเราต้องพัฒนาตัวเองต่อและอย่าลืมเก็บเงินเก็บทองไว้ใช้เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน

สุดท้ายแล้วผมก็คงสรุปได้ว่า… จริงๆชีวิตผมก็เริ่มต้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมันสร้างอะไรหลายๆอย่างให้ชีวิตได้นะ ทั้งประสบการณ์ รายได้ ผมก็เริ่มสร้างตัวเองยากตรงนี้ และเมื่อวันที่เราพร้อมเราก็ออกมาทำของตัวเองก็ได้ ตรงนี้อยู่ที่แต่ละเราจะตัดสินใจแล้วล่ะ

5 เรื่องที่ควรเช็คให้ดีก่อนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล

เรื่องแรกคือ ความสอดคล้องของตัวเลขในงบการเงินกับตัวเลขในแบบแสดงรายการว่าถูกต้องและตรงกันหรือไม่

โดยตัวเลขทุกตัวที่อยู่ในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 นั้นควรเป็นตัวเลขเดียวกันที่กระทบยอดได้กับงบการเงิน หรืองบทดลองของธุรกิจ เพื่อไม่ให้มีปัญหาหลังจากยื่นแบบแสดงรายการภาษี

โดยเฉพาะตัวเลขของกำไรทางบัญชีและกำไรที่แสดงในงบการเงินนั้น ควรจะถูกต้องและตรงกัน ซึ่งถ้าหากพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้ แสดงว่าเรื่องอื่นอาจจะมีปัญหาได้แล้วล่ะครับ 

เรื่องที่สอง คือ เช็ครายการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีเป็นกำไรทางภาษีว่าถูกต้องหรือไม่ โดยมีการบวกกลับรายการปรับปรุงต่างๆต่อไปนี้อย่างครบถ้วน

1) รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้
รายได้บางรายการ หลักการบัญชีไม่ถือเป็นรายได้แต่หลักภาษีอากรถือเป็นรายได้ มีผลทำให้กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรทางบัญชี

2) รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น
รายได้บางรายการ หลักการบัญชีถือเป็นรายได้ แต่หลักภาษีอากรจะไม่ถือเป็นรายได้ มีผลทำให้กำไรทางภาษีจะต่ำกว่ากำไรทางบัญชี

3) รายจ่ายต้องห้าม
รายจ่ายบางรายการ หลักการบัญชีถือเป็นรายจ่าย แต่หลักภาษีอากรไม่ถือเป็นรายจ่าย มีผลกำไรทางบัญชีจะต่ำกว่ากำไรทางภาษี

4) รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น
รายจ่ายบางรายการ หลักภาษีอากรกำหนดให้หักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าหลักการบัญชี มีผลทำให้กำไรทางภาษีต่ำกว่ากำไรทางบัญชี

และถ้าหากจะให้ดีกว่านั้นแล้ว ควรจะทำรายการปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นภาษี โดยมีกระดาษทำการและเอกสารหลักฐานประกอบการปรับปรุงไว้อย่างเรียบร้อยด้วยครับ

เรื่องที่สาม คือ เช็ครายการปรับปรุงพิเศษที่มีในปีภาษีต่างๆ เช่น ปี 2560 หรือ ปี 2561 ที่มีรายการปรับปรุงมากมายเพิ่มขึ้นครับ

โดยรายการเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ที่แบบแสดงรายการภ.ง.ด. 50 ประจำปี ซึ่งจะมีรายละเอียดบอกไว้ครบถ้วนอยู่แล้วครับ เรามีหน้าที่เช็คให้ดีก่อนที่จะยื่นแบบแสดงรายการว่ามีการกรอกครบถ้วนหรือเปล่า

เรื่องที่สี่ เช็คอัตราภาษีและวิธีการคำนวณภาษี

ในแต่ละปี บางประเภทของธุรกิจจะมีอัตราภาษีแตกต่างกันไปครับ เช่น ธุรกิจ SMEs ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะสิทธิประโยชน์ในการลดอัตราภาษี

นอกจากนั้นบางทีจะมีเรื่องพิเศษที่ได้ลดอัตราภาษีเพิ่ม เช่น การจดแจ้งพรบ.บัญชีชุดเดียว ซึ่งตรงนี้ทางธุรกิจต้องตรวจสอบและเช็คใ้หดีก่อนที่จะยื่นแบบแสดงรายการเช่นเดียวกันครับ

เรื่องสุดท้ายที่พลาดกันบ่อยๆ นั่นคือ รายการภาษีครึ่งปี และภาษีเงินได้หัก ณ ทีจ่ายครับ

สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของการเก็บตัวเลขที่ถูกต้อง เช่น การประมาณการภาษีครึ่งปี (ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51) ไว้นั้น ต้องไม่ประมาณการขาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ 25) หรือมีการยื่นแบบไว้ถูกต้อง รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่สามารถนำมาเครดิต (หักออก) จากภาษีที่คำนวณได้ ส่วนนี้ก็ควรจะเก็บรายการหลักฐานต่างๆไว้ให้ครบถ้วนด้วยครับ เพื่อจะได้ใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ยืืนภาษี #ภาษีธุรกิจ
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #ภงด50
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

เบิกค่าน้ำมันแบบนี้สิ ใช้เป็นรายจ่ายธุรกิจได้ชัวร์

ประเด็นแรกที่สำคัญ นั่นคือ ค่าน้ำมันที่ว่านีเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือเปล่า? เพราะถ้าหากเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหากำไรเพื่อธุรกิจแล้ว ค่าน้ำมันในส่วนนี้ก็ไม่สามารถจะเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ครับ

ประเด็นต่อมา คือ ค่าน้ำมันที่ว่าต้องมีหลักฐานการใช้จ่ายที่ชัดเจน เช่น ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีค่าน้ำมัน พร้อมรายละเอียดทะเบียนรถคันที่เติมน้ำมันนั้นอย่างครบถ้วน

หากเป็นรถที่ใช้ในธุรกิจ รถคันดันกล่าวควรเป็นทรัพย์สินของบริษัทหรือห้างฯด้วย แต่ถ้าหากไม่เป็น ควรจะมีสัญญาการเช่ารถหรือการใช้งานรถที่เหมาะสม เพื่อยื่นยันในทางหลักฐานว่าการใช้งานดังกล่าวไม่ใช่เรืองส่วนตัวครับ

หลักฐานที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ รายละเอียดการเบิกจ่ายค่าน้ำมัน ต้องมีหลักฐานและรายละเอียดที่น่าเชื่อถือได้ ตามประเด็นในข้อถัดไปครับ

สำหรับ ประเด็นสุดท้าย เรื่องระเบียบการเบิกจ่ายค่าน้ำมันนั้น แนวทางของกรมสรรพากรได้ให้ไว้ตามนี้ครับ

ต้องมีระเบียบอนุญาตให้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ได้และมีหนังสืออนุญาตพร้อมทั้งการบันทึกอนุญาตให้เดินทางไปติดต่องาน โดยระบุ ระยะเวลาการเดินทางเส้นทาง ชื่อเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียนรถยนต์พร้อมกับใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันรถยนต์ที่มีการระบุชื่อเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียนรถยนต์ให้ชัดเจน (จะเห็นว่าเอกสารในประเด็นที่ 2 และ 3 นั้นต้องสอดคล้องกัน)

และเมื่อทำครบทั้ง 3 ประเด็นที่ว่ามา ก็มั่นใจได้เลยครับว่า ค่าใช้จ่ายน้ำมันดังกล่าวสามารถเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจได

อ้างอิง : ข้อหารือที่กค 0706/6969 และ กค 0702/88 จากเวปไซด์กรมสรรพากร

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่าน้ำมัน #ภาษีธุรกิจ
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #รายจ่ายต้องห้าม
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 2-6 เมษายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ 

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กับจีนยังคงคุกรุ่นอยู่เหมือนเช่นเคย ทำให้หลายคนที่เคยสะสมหุ้นมาเรื่อยๆ ชักหวั่นใจ

แต่เชื่อผมเถอะว่ายังไงตลาดภาพรวมส่วนใหญ่ยังไปต่อได้ครับ!!

แต่อะไรคือเหตุผลที่ผมบอกว่าสะสมได้เกือบทุกตลาดนะหรอ? มาอ่านไปพรอ้มกันดีกว่าครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 2-6 เมษายน 2018

จริงๆ แล้วสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่หุ้นทุกตลาดนั้นยังอยู่ในช่วงที่ควรทยอยสะสมครับ (ยกเว้นจีน A-SHARE) แต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆ ผมขอเลือก “ตลาดหุ้นยุโรป” ครับ

เพราะที่ผ่านมานั้นราคามีการปรับตัวลงมาจนถึงระดับที่มูลค่าน่าสนใจ และดูเหมือนจะมีสัญญาณสดใสจากการทำธุรกิจกับทางสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเหล็กและอลูมิเนียมครับ

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

หลังจากที่ทาง ‘คุณพี่ทรัมป์’ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีจากจีนเพิ่มขึ้น เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า จีนเลยมีการตอบโต้โดยจะขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เหมือนกัน แบบนี้เลยมันส์กันใหญ่

นอกจากนั้นที่ผ่านมาผลการประชุมของ FED มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และมีมุมมองที่ดีขึ้นกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่

ตอนนี้ผมแนะนำ “ให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดที่มีสัดส่วนของรายได้จากการค้าโลกในระดับสูง” ซึ่งอาจโดนแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนในตอนนี้

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้ ยังสามารถทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีการผันผวนอยู่บ้าง ซึ่งมาจากความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แต่ภาพรวมแล้วยังสามารถสะสมได้ต่ออีกสักระยะหนึ่งครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์นี้แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นยุโรปได้แล้วครับ หลังจากที่ตอนนี้ราคาได้ลงมามากแล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ยกเว้นการขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมสำหรับทวีปยุโรป ทำให้ยุโรปไม่โดนผลกระทบจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นเล็กยุโรป small cap ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นใหญ่ในช่วงค่าเงินยูโรแข็งค่าแบบนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาซื้อได้แล้วครับผม

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังผันผวนนิดหน่อยครับ แต่ภาพรวมผมมองว่าช่วงที่ผันผวนแบบนี้คือโอกาสที่จะสะสมไปเรื่อยๆ ก่อนครับ เพราะในระยะยาวดูเหมือนว่าจะไปต่อได้ครับผม

ดังนั้น : ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ เนื่องจากภาพรวมของตลาดหุ้นอินเดียที่ผ่านมามีความผันผวนอยู่เหมือนกับตลาดในเอเชียกลุ่มอื่นๆ ซึ่งคาดว่าได้รับผลกระทบจากกรณีสหรัฐฯ-จีน เหมือนกันครับ

แต่ก็ยังมีการดีดตัวในช่วงกลางสัปดาห์ขึ้นมาให้เรามองภาพรวมได้ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราวที่มากระทบเท่านั้นครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้กลับมา ทยอยสะสมหุ้นเกาหลีได้แล้วครับ เพราะตอนนี้ทางรัฐบาลเกาหลีประสบความสำเร็จในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้เกาหลีได้รับการยกเว้นจากกำแพงภาษีการนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม

ดังนั้นการปรับตัวลงของตลาดในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ valuation ของตลาดหุ้นมีความน่าสนใจในตอนนี้มากขึ้น

สรุปสั้นๆ : กลับมาสะสมได้แล้วครับผม

Insight ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าสัปดาห์ที่แล้วจะปรับตัวลงแบบเล่นเอาหลายคนใจหาย แต่ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ

โดยสาเหตุของสัปดาห์นี้ที่ปรับตัวลงนั้นเป็นเพราะตลาดปรับตัวลงจากความกังวลต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่ผมมองว่าการปรับลดค่าธรรมเนียมจะมีผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารค่อนข้างจำกัดอยู่ครับ

เชื่อเถอะครับว่า ภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

สรุปสั้นๆ : จะลงแค่ไหนเราไม่หวั่นทยอยสะสมต่อไปครับผม!!

Insight ตลาดหุ้นจีน

สถานการณ์ที่ผ่านมาของหุ้นจีนยังผันผวนอยู่ครับ แต่คำแนะนำผมในสัปดาห์นี้คือให้ชะลอการลงทุนหุ้นจีน A-Share

เนื่องจากตลาดหุ้นจีนจะเป็นเป้าหมายหลัก จากนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ และตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณชะลอลง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ส่วนหุ้นจีน H-Share นั้นไม่ต้องกังวลครับ ยังสะสมได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : หุ้นจีน H-Share ยังไปได้ต่อ แต่ตอนนี้ขอให้พักหุ้น A-Share ก่อนนะครับ

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้แนะนำทั้งหุ้นเกิดใหม่และ หุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้นในอนาคตนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมทุกตลาด ยกเว้นจีน A-Share
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ high yield และ หุ้นกู้เอกชนสำหรับตราสารหนี้สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทย เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 14%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 46%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 24%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 43%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 29 มี.ค. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อ่านบทความ อัศวินกองทุน ย้อนหลัง 1 สัปดาห์ :
https://aommoney.wpenginepowered.com/stories/อัศวินกองทุน/สรุปภาพรวมการลงทุน-ช่วงวันที่-26-30-มีนาคม-2561-weekly-outlook-กับอัศวินกองทุน/1633

เจาะลึก! ทิศทางการลงทุนอสังหาฯ เมืองพัทยา อีกหนึ่งจุดหมายยอดนิยมติดอันดับโลก

“จากข้อมูล Top 100 Destinations Ranking ที่จัดโดยบริษัทวิจัย Euromonitor International ประจำปี 2017 ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกระบุว่า กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ติดอันดับอยู่ใน 20 เมืองเป้าหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว”

สอดคล้องกับตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปี 2017 ที่ระบุว่า กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต เป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 ลำดับแรกของประเทศไทย โดยนับรวมนักท่องเที่ยวทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบนอนค้างคืน ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 62.1, 16.8 และ 13.6 ล้านคน ตามลำดับ

ซึ่งส่งผลดีต่อทิศทางการเติบโตของอสังหาฯ ในจังหวัดเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ และในปีนี้โหมโรงด้วยกระแสออเจ้า (จากละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส) ก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ทั้งจังหวัดท่องเที่ยวหลักและจังหวัดท่องเที่ยวรองย่อมได้รับอานิสงส์ผลบวกไปเต็มที่เลยครับ

อันดับจังหวัดท่องเที่ยวตามจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2017

ที่มา : จากการรวบรวมข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

หากไม่นับกรุงเทพฯ แล้ว ชลบุรี ถือเป็นต่างจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดถึง 16.8 ล้านคนเติบโตจากปีก่อนหน้า 3.5% ดังนั้น เราควรมาโฟกัสดูว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เริ่มจากเม็ดเงินที่เข้ามาใช้จ่ายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่าสูงถึง 229,349 ล้านบาทเติบโตจากปีก่อนหน้า 14.5% และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 13,629 บาท

คราวนี้ลองแบ่งกลุ่มดูเฉพาะนักท่องเที่ยวแบบนอนค้างคืนจะพบว่ามีสูงถึง 13.6 ล้านคนหรือคิดเป็น 81% ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดชลบุรี โดยมีระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ย 3.5 วันและมีอัตราเข้าพักสูงถึง 77.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้กับจังหวัดกรุงเทพฯ และภูเก็ต

หากลองแบ่งกลุ่มตามสัญชาติพบว่า สัดส่วนคนไทยกับคนต่างชาติอยู่ที่ 47% และ 53% ตามลำดับก็ถือว่าใกล้เคียงกัน โดยชาวต่างชาติที่นิยมมาเที่ยวสูงสุด 5 ลำดับแรกคือ จีน รัสเซีย เกาหลี อินเดีย เยอรมัน และยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนแตกต่างกัน โดยคนไทยใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 6,088 บาทต่อคน คนต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 20,449 บาทต่อคน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่น่าประทับใจของจังหวัดชลบุรี ทำให้อสังหาฯ ในเมืองพัทยาเขตเศรษฐกิจหลักของจังหวัดบูมไม่แพ้ใจกลางกรุงเทพมหานครเช่นกัน

ข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีรายไตรมาสปี 2017

ที่มา: จากการรวบรวมข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“โอกาสแห่งอนาคตที่สำคัญของชลบุรี และจังหวัดข้างเคียงคือ เมกะโปรเจค EEC ย่อมาจาก Eastern Economic Corridor หรือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก”

ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ครอบคลุม 3 จังหวัดหลักคือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ด้วยการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีโอกาสขยายตัวสูงรวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในกลุ่มรายได้สูงด้วย

งบประมาณส่วนมากใช้ในการพัฒนาระบบคมนาคม ทั้งการเดินทางและการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักคือเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคม และโลจิสติกของเอเชียที่เชื่อมโยงกับโปรเจค AEC ข้อมูลจากเพจลงทุนแมนระบุว่าโครงการมี 9 อย่างรวมมูลค่าเงินลงทุน 1.66 ล้านล้านบาทดังนี้

  1. พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติหลักแห่งที่ 3 ของไทยมูลค่า 200,000 ล้านบาท
  2. สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) 158,000 ล้านบาท
  3. รถไฟทางคู่เชื่อมแหล่งอุตสาหกรรมกับท่าเรือ 64,300 ล้านบาท
  4. พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง 88,000 ล้านบาท
  5. พัฒนาท่าเรือมาบตาพุด 10,150 ล้านบาท
  6. ก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง 35,300 ล้านบาท
  7. พัฒนาเมืองในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา 400,000 ล้านบาท
  8. ลงทุนด้านการท่องเที่ยว 200,000 ล้านบาท
  9. พัฒนาเขตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและลงทุนกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท

ผมเชื่อว่า “อสังหาริมทรัพย์โดยรอบพื้นที่แห่งนี้จะได้รับประโยชน์เต็มที่จากโครงการ EEC จึงเริ่มมีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) และนักลงทุน (Investor) เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของไว้ก่อนเพื่อดักรอความเจริญแบบก้าวกระโดดหลังจากโครงการเสร็จสมบูรณ์”

ภาพ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

ที่มา: สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

เมืองที่เป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวของชลบุรีก็คงหนีไม่พ้นเมืองยอดฮิตอย่าง “พัทยา”

โดยพัทยาแบ่งเป็น 4 โซน เริ่มจากพัทยาเหนือ แหล่งที่พักอาศัยที่ต้องการความเงียบสงบมีรีสอร์ทและคอนโดอยู่มากมาย ถัดมาเป็นพัทยากลาง ศูนย์กลางความเจริญทางธุรกิจของพัทยาเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ผับ บาร์ และคาเฟ่ต่างๆ มีชาวไทยและต่างชาติอาศัยอยู่หนาแน่น ถือเป็นไข่แดงของพัทยา แต่ยังไม่ค่อยมี Developer เข้ามาเปิดโครงการใหม่มากนักเพราะที่ดินผืนใหญ่ในโซนนี้นั้นหาได้ยาก

หากเทียบพัทยากลางก็คงเหมือนย่านอโศกในกรุงเทพฯ ถัดมาเป็นพัทยาใต้ แหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวและมีท่าเรือไปเกาะอื่นๆ โดยรอบพัทยา และสุดท้ายจอมเทียนกับนาจอมเทียน เป็นพื้นที่ๆ เงียบสงบเพราะเป็นโซนที่มีชายหาดทอดยาวมากกว่าโซนอื่นของพัทยา

ส่วนไฮไลท์สำคัญอย่างหนึ่งในพื้นที่คือการเดินหน้าเปิด เทอร์มินอล 21 พัทยา ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกบนเนื้อที่ขนาด 50 ไร่ ใกล้วงเวียนปลาโลมา บนถนนพัทยาสายสอง มูลค่าโครงการสูงถึงกว่า 6,000 ล้านบาท ด้วยแนวคิดเดียวกับเทอร์มินอล 21 ในกรุงเทพฯ คือ การสร้างสรรค์บรรยากาศแบบมาร์เก็ตสตรีทแห่งการช้อปปิ้งระดับโลก 7 มหานครชื่อดัง โดยมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างและการคัดเลือกร้านค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ให้มากที่สุด มาพร้อมกับหอคอยชมเมือง โรงแรมหรู 25 ชั้นจำนวน 396 ห้อง คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2562

ทิศทางตลาด อสังหาฯเมืองพัทยา เพื่อการอยู่อาศัยและลงทุนจาก Plus Property ระบุว่าคอนโดมีสัดส่วนมากที่สุดทิ้งห่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดยังมีความต้องการสูงขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนสวนทางกับจำนวนยูนิตเปิดขายที่ลดลง 2% นั่นหมายความว่าตลาดมีการปรับตัวให้สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน ก่อนหน้านี้มีการเปิดโครงการใหม่มากมายและขายหมดอย่างรวดเร็ว

จึงเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนกับคอนโดโครงการใหม่ๆ ในอนาคต สำหรับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโดอสังหาฯเมืองพัทยา อ้างอิงจากโครงการ The Base Central Pattaya ของแสนสิริ ที่มีราคาขายล่าสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 – 120,000 บาทต่อตร.ม.

เพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้นพบว่าราคาปรับเพิ่มขึ้นราว 5-7% ต่อปี และอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอยู่ที่ 7-10%ต่อปี เมื่อเทียบกับราคาคอนโด ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ใกล้เคียงหรือมากกว่ากรุงเทพฯ ในหลายส่วน ด้วยตัวโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พัทยากลางซึ่งเป็นจุดที่มีความต้องการมากที่สุดของอสังหาฯเมืองพัทยาถือเป็น Prime Location ก็ว่าได้

ล่าสุดแสนสิริเพิ่งเปิดตัวโครงการใหม่ในโซนพัทยากลาง ชื่อว่า “EDGE Central Pattaya” ซึ่งเป็นโครงการที่ 2 ภายใต้แบรนด์ EDGE โครงการแรกอยู่ที่สุขุมวิท 23 ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมมากครับ ทำเลที่ตั้งโครงการใหม่นี้อยู่บนถนนพัทยาสาย 2 ติดกับโครงการ The Base Central Pattaya บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นคอนโดสูง 30 ชั้น 604 ยูนิต

สำหรับใครที่สนใจลงทุนซื้อคอนโดในพัทยาเพื่อพักผ่อนหรือปล่อยเช่า ผมว่า EDGE Central Pattaya เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ ซึ่งแสนสิริจะเปิดพรีเซลล์ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้แล้วครับ สามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://goo.gl/1jLJu8

บทความนี้เป็น Advertorial

อกหักเรื่องใหญ่ มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ

เจ้ามะนุดนี่แปลกจัง ทำไมต้องมาเสียใจอะไรมากมายกับการแยกทางขนาดนั้น หรือเพราะแมวอย่างถุงเงินไม่เคยมีคู่หว่า แต่ก็ช่างมันเถอะอกหักไปแล้ว เสียใจก็เรื่องนึงแต่เสียตังค์ก็อีกเรื่องนึง

ถุงเงินว่าความรักมันก็เหมือนการขาดสติรูปแบบหนึ่งที่พวกมะนุดยอมรับได้ ทุ่มเทให้เขาตั้งเท่าไหร่ ผลตอบแทนคือการขาดทุนย่อยยับ 

เพราะอกหักนั้นเรื่องใหญ่ การย้อมใจก็ต้องทุ่มทุน  

ความรักว่าขาดสติแล้ว ตอนอกหักนี่ขาดสติกันยิ่งกว่า

“มาเหอะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเลี้ยงเอง” นั่นแหน่ ใจป้ำสิ เลี้ยงเพื่อนด้วย 

“เราอกหักมา จัดทริปไปเที่ยวทะเลกันเพื่อน” อีกกี่บาทล่ะนั่น

นอกจากเสียใจแล้วยังต้องเสียเงินกันอีก สำหรับเจ้ามะนุดคนไหนที่กำลังอกหักหรือมีเพื่อนที่โดนเทมา ลองมาคำนวนค่าใช้จ่ายกันดู ว่าอกหักครั้งนึงเนี้ย เราต้องเสียเงินกันเท่าไหร่ ? 

แล้วจะมีวิธีที่ไหน ที่จะย้อมใจแบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายกันบ้างมั้ยน้า อันนี่ก็ต้องแล้วแต่เจ้ามะนุดแต่ละคนว่าชอบย้อมใจกันด้วยวิธีไหนนนน

1. อกหักสายเมา จิบเหล้าเคล้าน้ำตา

ดื่มเข้าไป ดื่มเข้าไปจะได้ลืมเธอ~ เสียงเจ้ามะนุดขี้เมาลอยแทรกมากับดนตรีเศร้าๆ ข้างในร้านั้นน่าจะมีเหล้าเคล้าน้ำตา อกหักทั้งทีมันจะมีอะไรดีไปกว่านี้ แต่บรรยากาศที่เหมาะสมกับการเศร้าขนาดนี้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะ ยิ่งเป็นร้านย่านกลางเมือง แถวทองหล่อ เอกมัย โอ้วโหว อกหักได้ไม่กี่วันหมดตัวแน่นอน 

แต่ถ้าลองคิดราคาแบบเฉลี่ยๆ แล้ว เจ้ามะนุดสายเมา ควรเตรียมค่าใช้จ่ายไว้ให้พร้อมต่อคืนประมาณ…

ค่าเครื่องดื่มหลักๆ น่าประมาณ 300-500 บาท

กับแกล้มสักหน่อยอีก 200 บาท

ค่าน้ำแข็งและ vat บวก services charges กันเข้าไปอีก 100 บาท

ขาไปไม่ห่วง แต่ขาต้องต้องมีแท็กซี่แน่ๆ อีกประมาณ 150 บาท

รวมๆ แล้วก็ประมาณ 850 บาท

ช่วงอกหักแบบนี้ไปย้อมใจกันวันเว้นก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ เดือนนึงก็ 15 วัน รวมๆ แล้วเดือนนึง 12,750 บาท

ยิ่งใครเศร้ายาวหลายเดือนก็คูณกันไปครับ เอาให้กระเป๋าฉีกกันไปข้าง

2.เมื่อใจเราโดนเท ทะเลก็คือจุดหมาย

แต่การไปเที่ยวแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ เลยใช่มั้ยล่ะ ส่วนใหญ่แล้วจุดหมายของชาวคนโสดอันดับหนึ่ง จะหนีไม่พ้นทะเล ชายหาด กับเสียงคลื่นเบาๆ เอาหล่ะ สมมติว่าเราไปเที่ยวบางแสน พัทยา ก็คงจะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ…

ค่าน้ำมันไปกลับ 1 ถัง(น่าจะพอ) 700 บาท

ค่าที่พัก ปักหลักกันสักคืน 1,000 บาท

ไปทะเล ไม่มีเครื่องดื่มได้ยังไง 200 บาท

ขนมจุกจิก 100 บาท

ค่าอาหารแบบสบายกระเป๋า 200 บาท

รวมแล้ว ไปทะเล 1 ครั้ง แบบพัก 1 คืน ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,200 บาท ถ้าใครพัก 2 คืน หรือกินอาหารทะเลมื้อพิเศษ ก็อัพราคาเพิ่มกันไปอีก ถ้าเราไปทะเลทุกสัปดาห์เลย เดือนนึงมี 4 สัปดาห์ 

ก็ต้องเสียเงินกันเดือนละ 8,800 บาท

3.ไม่ว่าเจออะไรมา บุฟเฟ่ต์เยียวยาทุกอย่าง

“น้องคะ ขอคุโรบุตะ 10 ถาดค่ะ” ถ้าการกิน คือ ความสุขเดียวเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ บุฟเฟ่ต์จึงเป็นอะไรตอบโจทย์คนอกหักอย่างมาก ในปัจจุบันร้านบุฟเฟ่ต์มื้อๆนึงก็มีหลายราคามากมาย ตั้งแต่ร้อยต้นๆยันหลายพันบาท ขอเฉลี่ยๆง่ายไว้ที่มื้อละสัก 500 บาท ละกันนะ

ถ้าเรากินบุฟเฟ่ต์กันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เดือนๆนึงเราก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายกัน ตกเดือนละ 4,000 บาทกันเลยทีเดียว 

แต่นั่นเป็นแค่เรื่องของการกิน ซึ่งถ้ากินเยอะขนาดนั้นแล้วไม่อยากอ้วน ก้ต้องไปฟิตเนตออกกำลังกายกันบ้าง อย่าลืมเผื่อเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้อีกประมาณหนึึ่งด้วยนะ


ค่าใช้จ่ายในแต่ละสายนี่ ก็แพงไม่ใช่เล่นเลยเน้าะ ถ้าใครพึ่งเรียนจบมา กำลังจะเริ่มทำงาน กับเงินเดือนขั้นต่ำเริ่มต้น ค่ายาย้อมใจเหล่านี้ ก็กินไปเกือบครึ่งของเงินเดือนได้เลย ถุงเงินก็มีคำแนะนำเล็กๆน้อยๆมาฝากกัน

1.สร้างกระเป๋าตังค์ แบ่งเงินสำหรับค่ารักษาใจ 

การแบ่งเงินออกมาไว้ก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อเปย์ให้กับความช้ำครั้งนี้ เป็นวิธีที่ทำให้เราใช้เงินได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะฉีกเลย แต่การจะใช้วิธีนี้ได้เนี่ย ต้องมีวินัยควบคู่ไปด้วยนะ ไม่งั้นละก็เบิกเพิ่มกันเรื่อยๆ ก็หมดตัวได้เช่นกัน

2.ประหยัดลงสักหน่อย ยังย้อมใจได้เหมือนเดิม

ถ้าเราเป็นสายเมา อาจจะเปลี่ยนจากเข้าเข้าร้านเหล้าทุกวัน เป็นย้ายมาสังสรรค์กันที่บ้านแทน หรือสายเที่ยว อาจจะเลือกทริปแบบประหยัด ซึ่งในปัจจุบันก็มีรีวิวคำนวนงบมาให้อย่างเสร็จสรรพ สบายกระเป๋าสบายหัวใจ

3.เตรียมหุ่นให้เฟิร์ม พร้อมเริ่มต้นครั้งใหม่

ลองเปลี่ยนยาย้อมใจเป็นอะไรที่ดูมีประโยชน์ดูสิ อย่างเช่นการลงคอร์สฟิตเนตสักคอร์สหรือออกไปเล่นกีฬาสักอย่าง เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เราสุขภาพดีมีหุ่นที่เฟิร์มขึ้นแล้ว ถ้าโชคดีหน่อย อาจจะได้หนุ่มๆสาวๆที่ฟิตเนตมาเป็นหวานใจคนใหม่ของเราก็ได้นะ อิอิ

4.ติด Series ซักเรื่อง เป็นเพื่อนในยามโศก

ซีรีย์เรื่องนึงนั้นกินเวลาไม่น้อยเลย แต่ถ้าเป็นแนวที่เราชอบแล้วหล่ะก็มันก็ไม่นานเลยใช่มั้ยหล่ะครับ ยิ่งดูก็ยิ่งอินไปกับมัน หลุดเข้าไปในโลกของซีรีย์ แทบจะลืมเรื่องอื่นๆในชีวิตไปหมดเลย และในปัจจุบันซีรีย์สามารถดูออนไลน์ได้แถมค่าใช้จ่ายก็ถูกมากๆ อีกด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะผ่านพ้นความเศร้าคือ”กำลังใจ” ซึ่งมันก็ไม่ได้จำเป็นว่าต้องมาจากผู้อื่นเสมอไป กำลังใจที่ดีที่สุดนั้นก็มาจากตัวเราเองนี่แหละ ดังนั้นเจ้ามะนุดต้องพยายามมองโลกแง่บวกเข้าไว้ ฟังเพลงที่ให้กำลังใจเรา อย่าไปฟังเพลงเศร้ามากถึงแม้จะรู้สึกดีในช่วงแรกๆ แต่มันจะทำให้เรายิ่งติดอยู่กับความเศร้านั้นนานขึ้น แน่นอนว่าถ้าหายจากอาการเศร้าได้เร็ว เราก็จะลดค่ายากย้อมใจเลงไปด้วยใช่มั้ยล้า

ถุงเงินขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจเพื่อนๆที่กำลังอกหักหรือเสียใจกับเรื่องความรักกันอยู่ให้ผ่านพ้นช่วยนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้ายังไม่หายเศร้าก็ขอให้ใช้จ่ายกันอย่างมีสตินะครับ

https://www.facebook.com/moneyideasth/

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

      เก็งหวยรับหน้าร้อนต้นเดือนเมษายน กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละรางวัลให้คุณได้วิเคราะห์

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณพบในความฝันหรือจากเหตุการณ์ต่างๆหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็เลือกซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวังอย่างข่าวการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 เมษายน 2561

     หากตีเป็นตัวเลขอาจจะได้เลข 22 จากจำนวนจังหวัดที่ระบาด หรือระยะเวลาต่างๆที่พบเห็นในเนื้อหาข่าวอย่างลข 28 หรือ 10  หรือเอาตัวเลขทั้งหมดจับมารวมกันอย่าง 228 210 หรือ 810 เป็นต้น

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล และอย่าใจร้อนวู่วามตามอากาศ ควรมีสติในการซื้อเลข ซื้อแต่พอดีไม่เดือดร้อนต่อตัวเอง และคนรอบข้างนะจะบอกให้

CREDIT : http://www.bbc.com/thai/thailand-43368026

   http://www.korhuay.com

(Review) ฟินกับเรื่องเงินที่จัดการได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง กับ “สินเชื่อ Krungsri iFIN”

สิ่งที่คนเราชอบและปรารถนาอยากได้ที่สุด คือ ความเป็นอิสระ คล่องตัว ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง รู้มั้ยคะ..วันนี้แม้แต่การสมัครขอสินเชื่อ ยังทำได้เองทุกขั้นตอนผ่านมือถือเครื่องเดียว!!! มาดามฟินนี่เห็นเรื่องนี้แล้วตื่นเต้น เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ

หากเราต้องการเงินสักก้อนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แบบชนิดที่ไม่ต้องใช้หลักทรพัย์หรือคนค้ำประกัน

สินเชื่อส่วนบุคคล คือ คำตอบที่หลายคนนึกถึงค่ะ

สมัยก่อน เราก็ต้องเดินไปที่ธนาคาร หรือมีเจ้าหน้าที่โทรมา จากนั้นเราก็เตรียมเอกสาร เดินไปส่ง หรือมีแมสเซนเจอร์มารับ ซึ่งบางครั้งยุ่งยาก ไม่สะดวก และหลายคนก็เป็นห่วงเรื่องของเอกสารที่เป็นความลับอย่างเช่น สลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือนว่าอาจจะรั่วไหลระหว่างทาง

วันนี้ค่ะ ธนาคารกรุงศรีรู้ใจ เค้าล้ำหน้าไปอีก ด้วยการเปิดช่องทางให้เราสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านแอพ KMA บนมือถือ ทำเองได้เลยทุกที่ ทุกเวลาทั้งประหยัดเวลา สะดวกไม่ยุ่งยาก รู้ผลไว แถมดอกเบี้ยถูกกว่าสมัครผ่านช่องทางปกติ เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของสินเชื่อบุคคลในรูปแบบดิจิทัลครบวงจรเลยค่ะคุณขา

มาดามชอบอะไรใน “สินเชื่อ Krungsri iFIN

1. สะดวกมาก ทำรายการได้ด้วยตนเองผ่านแอพ KMA ตั้งแต่ขั้นตอนแรกยันสุดท้าย เริ่มตั้งแต่กดสมัคร ส่งเอกสารประกอบ ไปจนถึงรับเงิน โอนเสินเชื่อ ตรวจสอบรายการเดินบัญชีบน E-Statement สะดวก ทุกที่ทุกเวลา

2. ปลอดภัยในเรื่องของการส่งข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น เงินเดือน ระบบการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลปลอดภัยไว้ใจได้ไม่แพ้การสมัครผ่านช่องทางปกติ เพราะทางธนาคารกรุงศรีเค้านำบริการ NCB E-Consent หรือการให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้ค่ะ

3. เร็วมาก ผู้สมัครจะได้รับเงินภายใน 1-3 วันหลังจากที่ธนาคารได้รับเอกสารครบและอนุมัติสินเชื่อแล้วคุณพระ!!!! รวดเร็วทันใจสุดๆค่ะ

4. ดอกเบี้ยถูกกว่าสมัครสินเชื่อผ่านช่องทางปกติ ในเมื่อทุกอย่างทำได้ด้วยตนเองผ่านแอพ ธนาคารเค้าจึงประหยัดต้นทุนในการบริหารจัดการสินเชื่อ จึงได้เอาต้นทุนที่ประหยัดได้นี้มาลดดอกเบี้ยค่ะ ลดไปถึง 3 เปอร์เซ็นต์ จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่สมัครผ่านช่องทางปกติ เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้)

5. เอกสารประกอบที่ใช้ไม่ยุ่งยาก แค่ถ่ายรูปแล้วอัพโหลดในแอพ KMA

– บัตรประจำตัวประชาชน

– สลิปเงินเดือนฉบับล่าสุด หรือหนังสือรับรองการทำงานที่ระบุเงินเดือน ตำแหน่ง และอายุงาน

– บัญชึเงินฝากธนาคารหน้าแรกที่จะใช้รับเงิน (ถ้าเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรียิ่งดีเลย)

– บัญชีเงินฝากที่เงินเดือนเข้าย้อนหลัง 6 เดือน (ถ้ามีรายได้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือน)

ส่วนใครกังวลเรื่องวิธีการสมัครสินเชื่อผ่านมือถือก็วางใจได้ค่ะ ขั้นตอนสมัครง่ายมากๆ..

  1. เปิดแอพ KMA แล้วกดเมนูสมัคร “สินเชื่อ Krungsri iFIN” เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคลที่โชว์ขึ้นอยู่ที่หน้าจอ
  2. อัพโหลดรูปหลักฐานประกอบการสมัคร แล้วกรอกรายละเอียดตามแบบฟอร์ม
  3. ใส่รหัสสมัคร OTP ที่ได้รับจาก SMS กดยืนยันสมัคร 
  4. รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ ส่งใบสมัครให้ลงนาม ระหว่างที่รอก็ติดตามสถานะการสมัครง่ายๆ ผ่าน KMA แบบชิลๆ

นอกจากนี้..ยังฟรีอีกหลายเด้ง!! ไม่ว่าจะเป็น ค่าอากรแสตมป์, ค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้, ค่าธรรมเนียมการโอนเงินเข้าบัญชีอื่นหลังได้รับการอนุมัติ, ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินตลอดชีพ

เนี่ยแหละค่ะ..มาดามถึงได้ตื่นเต้น มันเป็นประสบการณ์ใหม่จริงๆ ที่จะทำให้เราเป็นอิสระและคล่องตัวในการจัดการเรื่องเงินแทบทุกขั้นตอน เพราะบางครั้ง…เราต้องการเงินแบบค่อนข้างฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้ เราก็ไม่อยากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เราจึงอยากจัดการได้ด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งกับใคร

“สินเชื่อ Krungsri iFIN” จึงตอบโจทย์โดนใจคนรักอิสระแบบมาดามค่ะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.krungsri.com

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาฯ ทุกสาขา และ Call center โทร 15721

บทความนี้เป็น Advertorial

7 เคล็ดลับ ดูแลร้านค้าออนไลน์ เพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้ธุรกิจของคุณ

7 เคล็ดลับ ดูแลร้านค้าออนไลน์ เพื่อสร้างฐานลููกค้าใหม่ให้ธุรกิจของคุณ

วันนี้เราจะลองมาดู 7 เคล็ดลับการดูแลร้านค้าออนไลน์ที่จะช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ๆ และยังช่วยรักษาลูกค้าเก่าไว้อีกด้วย ลองมาติดตามกันเลยค่ะ 

1. สินค้าในร้านต้องอัพเดตอยู่เสมอ

การดูแลร้านค้าออนไลน์นั้น สิ่งแรกที่เราต้องให้ความใส่ใจก็คือการอัพเดตสินค้าในร้านให้เป็นปัจจุบัน หากมีสินค้าชิ้นไหนที่หมดสต็อกหรือไม่ได้จำหน่ายแล้วก็ควรลบโพสท์ออกหรือปิดการเผยแพร่ เพราะไม่อย่างนั้นหากมีลูกค้าที่สนใจและมาสอบถาม กระทั่งได้รู้ว่าสินค้านั้นไม่มีวางจำหน่ายแล้ว อาจทำให้ลูกค้ารายนั้นเสียความรู้สึกได้ นอกจากนี้ยังทำให้เราสับสนเองด้วยเมื่อต้องจัดการรายละเอียดของสินค้าค่ะ

2. รายละเอียดสินค้าต้องครบถ้วน

รายละเอียดสินค้า คือ ข้อมูลของสินค้าชิ้นนั้นๆ ฟังก์ชันการใช้งาน คุณสมบัติ รวมถึงราคา สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนก้าวแรกที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสนใจในตัวสินค้า เพราะฉะนั้นการดูแลร้านค้าออนไลน์จึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดของสินค้าชนิดต่างๆ ให้ครบถ้วนจึงจะดีที่สุด

3. ช่องทางการติดต่อที่สะดวกและรวดเร็ว

ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านค้าออนไลน์ ความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากเราเสมอ โดยเฉพาะในการติดต่อสอบถามหรือการสั่งซื้อ เพราะฉะนั้นการมีช่องทางการติดต่อที่สะดวก และสามารถตอบกลับได้อย่างรวดเร็ว เช่น เฟสบุ๊คหรือไลน์ ก็เป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้ลูกค้าประทับใจได้ค่ะ  

4. มีการตอบกลับถึงลูกค้า 100%

เมื่อมีลูกค้าทักมา เราควรตอบกลับทุกครั้ง ไม่ควรปล่อยผ่านโดยที่ไม่ตอบหรือคลิกเข้าไปอ่านคำถามแต่ไม่ตอบกลับ เพราะลูกค้าจะเห็นว่าเราไม่มีความเอาใจใส่หรือมองว่าบริการของทางร้านไม่มีมาตรฐานได้

5. มีการแจ้งโปรโมชั่นและข่าวสารที่น่าสนใจ

เมื่อมีโปรโมชั่นหรือข่าวสารที่น่าสนใจ เมื่อเราต้องดูแลร้านค้าออนไลน์ก็ควรทำการอัพเดตเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข่าวสารเหล่านั้นได้สะดวกที่สุด นอกจากนี้การที่ลูกค้าเข้าถึงโปรโมชั่นต่างๆ ยังเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้นอีกด้วย

6. แจ้งรายละเอียดเพื่อยืนยันให้ลูกค้ามั่นใจทุกครั้งเมื่อมีการสั่งซื้อ

หลังจากลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา เราควรยืนยันการชำระเงินและยืนยันการส่งสินค้าทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับสินค้าแน่นอน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ลูกค้ากล้าซื้อสินคร้าในครั้งถัดๆ ไป

7. แก้ไขปัญหาที่ลูกค้าต้องการได้อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้การดูแลร้านค้าออนไลน์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด ก็คือการช่วยแก้ปัญหาที่กลุ่มลูกค้าของเราต้องการได้อย่างรวดเร็ว เช่น หากสินค้าชำรุดจะสามารถส่งเปลี่ยนหรือซ่อมได้หรือไม่ รวมถึงคำถามที่ลูกค้าต้องการด้านอื่นๆ 

จะเห็นได้ว่าทั้ง 7 เคล็ดลับที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นเทคนิคที่ช่วยให้การดูแลร้านค้าออนไลน์นั้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เริ่มสนใจสินค้าหรือบริการต่างๆ ในร้านของเรามากขึ้น การตอบกลับที่รวดเร็ว เอาใจใส่ และการมีข้อมูลที่ชัดเจนบนหน้าร้านคือตัวช่วยที่จะทำให้การดูแลร้านค้าออนไลน์ของเรา สร้างความประทับใจให้กับลูกค้ารายใหม่และยังทำให้ลูกเก่ารู้สึกดีกับมาตรฐานการบริการที่ดีของเราอีกด้วยค่ะ

เพราะการดูแลร้านค้าออนไลน์ต้องใช้ความรวดเร็ว เอาใจใส่ และเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด หากคุณคือเจ้าของร้านที่กำลังมองหาผู้ช่วยในการดูแลร้านค้าออนไลน์อยู่ล่ะก็ ลองใช้บริการฟรีแลนซ์แอดมินเพจและเว็บไซต์เพื่อ ดูแลร้านค้าออนไลน์จาก Fastwork.co สิคะ รับรองว่าคุณจะพบฟรีแลนซืที่เป็นมืออาชีพและช่วยดูแลร้านค้าออนไลน์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

หมอนัทสัมภาษณ์เจาะลึก 2 กองทุนเด็ด! กับผู้จัดการกองทุน KFDYNAMIC และ KFEQRMF กองทุนยอดเยี่ยมการันตีรางวัลจาก Morningstar ปี 2018

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “ยอดมนุษย์กองทุน หนุ่มหน้ามนคนนี้” พร้อมทำหน้าที่สรุปประเด็นดีๆ จากรายการกองทุนไหนดีซึ่งครั้งนี้เป็นเทปพิเศษ! นั่นก็คือ กองทุนไหนดี Special Interview ที่เราเพิ่ง On-air กันไปเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาครับ โดยรายการของเรา ได้พาทุกคนไปเจาะลึก 2 กองทุนเด็ด! KFDYNAMIC และ KFEQRMF ที่เพิ่งคว้ารางวัลกองทุนยอดเยี่ยมจาก Morningstar ปี 2018 พร้อมพูดคุย Insight จากผู้จัดการกองทุน 2 ท่านของบลจ.กรุงศรีนั่นเองครับผม

แหม่… แค่อ่านย่อหน้าแรกแค่เห็นๆ แล้วครับว่าทั้ง 2 กองทุนนี้เพิ่งได้รับรางวัลมาสดร้อนๆ ถือว่าเป็นการันตีความน่าเชื่อถือและคุณภาพของกองทุน 2 ตัวนี้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นผลตอบแทนของกองทุนทั้งสองกองนี้ก็ต้องบอกกันตรงๆว่าชนะตลาดได้แบบโหดมว้ากกกกครับผม

อย่างกอง KFDYNAMIC ได้ผลตอบแทนไปถึง 40.67%  ถือว่าชนะผลตอบแทนของตลาดของปี 2560 กันไปแบบโหดโคตรจริงๆ ครับ  2 เท่ากว่าๆ หรือประมาณ 23% บอกเลยครับว่าใครที่ลงกองทุนนี้ปีที่แล้วต้องบอกได้คำเดียวครับผมว่า “รวยแน่นอน” 

ส่วนทางด้านกอง KFEQRMF นั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ ได้ผลตอบแทนสูงถึง 31.71%  ถือว่าชนะผลตอบแทนของตลาดของปี 2560 เช่นเดียวกันครับ 

ส่วนเรื่องของความผันผวนของกองทุนทั้งสองกองนี้ (เปรียบเทียบ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561) ก็ต้องบอกว่ากองทุนนี้มีความผันผวนที่ค่อนข้างสูงครับ แต่อย่างที่บอกนั่นแหละครับ การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้วครับ และการรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ก็ทำให้เราสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนได้เช่นเดียวกันครับ

เอาล่ะครับ หลังจากที่เห็นผลตอบแทนและความผันผวนกันไปแล้ว หลายคนก็คงรู้สึกสนใจกองทุนนี้ แถมบางทีอาจจะมือสั่นกำตังค์ พร้อมซื้อแล้วด้วยนะครับ แต่เดี๋ยวก่อนครับ!! อย่าลืมนะครับว่า สิ่งที่เราต้องพิจารณาและสนในตามหลักการลงทุนของพวกเราชาวกองทุนไหนดีนั้น ต้องเริ่มจาก แนวทางการลงทุน และกระบวนการการลงทุน (Investment Procress) ของกองทุนแต่ละกองกันก่อนครับ

ปรัชญาการลงทุนใหญ่ของทั้งสองกองทุนนี้จะเหมือนกันครับ คือ สไตล์การลงทุนจะเป็นแบบ Active Fund โดยมีวัตถุประสงค์ในการบริหารกองทุนเพื่อเอาชนะผลตอบแทนของตลาด เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวแบบ Bottom Up โดยมองจากหุ้นรายตัวขึ้นไป ซึ่งถ้าหากดูจากหุ้นตัวหลักๆ ทั้ง 5 ตัวของแต่ละกองทุนนั้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของมุมมองตาม Investment Process ที่แตกต่างกันไปครับ

โดยกระบวนการลงทุนทั้ง 5 ขั้นตอนนั้น สิ่งที่ทางกรุงศรีให้ความสนใจมากที่สุดคือขั้นตอนที่ 1 หรือการเยี่ยมชมกิจการ (Company Visit) นั่นเองครับ โดยในปีที่แล้วมีการไปพบกับผู้บริหารถึง 344 ครั้ง ด้วยกัน เรียกได้ว่ามากันแบบจัดเต็มมากครับผม เพราะถือว่าการลงทุนนั้นมองว่าเราต้องเข้าใจในกิจการที่ลงทุนจริงๆ โดยพิจารณาทั้งในเรื่องของตัวเลขและคุณภาพประกอบกันครับ เช่น ราคาหุ้นแพงไปไหม บริษัทฯมีโอกาสเติบโตหรือเปล่า ผู้บริหารเป็นยังไง และที่สำคัญที่สุดคือการเน้นในเรื่องธรรมาภิบาล (CG) จากความเชื่อที่ว่าสิ่งนี้คือตัวสะท้อนไปยังมูลค่าหุ้นที่ดีที่สุด หลังจากนั้นจะทำให้ได้หุ้นในพอร์ทการลงทุน (Universe) ประมาณ 100 ตัว

หลังจากนั้นก็มาที่เรื่องของการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายแตกต่างกันไปครับ…

เริ่มจากกองทุน KFDYNAMIC จะเน้นหุ้นที่ดีที่สุดแบบโฟกัส โดยเลือกลงไปที่หุ้น 15-20 ตัว (ปัจจุบันมี 20ตัว)  โดยจุดเด่นของกองทุนนั้น คือ การมองหาหุ้นที่ดีที่สุดในการลงทุนครับ แหม่.. มันสั้นๆง่ายตามนี้เลยนั่นแหละครับผม

ยกตัวอย่างหุ้น PSL ก็เป็นหุ้นตัวหนึ่งที่น่าสนใจครับ อย่างตัว PSL เป็นธุรกิจเดินเรือที่ทางบลจ. เห็นว่ามีความน่าสนใจของอุตสาหกรรมที่ติดตามมานานหลายปี และมองว่าตอนนี้ถึงเวลาที่น่าสนใจของกลุ่มนี้ครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มาจากการที่เราติดตามบริษัทอย่างต่อเนื่อง

มาดูในเรื่องของพอร์ทการลงทุนครับอย่างค่า Tracking Error (ค่าความเสี่ยงที่ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนจะเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐาน – ผลตอบแทนของตลาด) นั้นจะอยู่ที่ 9 ซึ่งในขณะที่ KFEQRMF จะอยู่ที่ 5 ซึ่งจะเห็นว่ามีโอกาสในการทำผลตอบแทนได้สูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมากครับ

ส่วนทางด้านกอง RMF อย่าง KFEQRMF ซึ่งทางผู้จัดการกองทุนได้อธิบายเพิ่มเติมครับว่า กองทุนของกรุงศรีที่มีคำว่า EQ นั้นหมายถึงหุ้นที่มีการเติบโตสูง ซึ่งกองนี้ก็เป็นกอง RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เช่นเดียวกันครับ

เมื่อดูข้อมูล Trading Tools ของหุ้น 5 ตัวแรก คือ หุ้นที่มี EPS (กำไรต่อหุ้น) สูง ถือว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะมีการเติบโตสูง ถึงแม้ว่า PE Ratio (อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับกำไรต่อหุ้น) ที่มีนั้นจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดก็ตาม แต่ถ้ามองไปถึงการเติบโตจริงๆแล้วจะเห็นว่าอัตราส่วน PEG Ratio (อัตราส่วนที่ใช้วัดความเติบโตของหุ้น โดยทำ PE Ratio มาหารด้วยค่า Growth) นั้นยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่ด้วยซ้ำครับ

ยกตัวอย่างหุ้น RS ที่เป็นหนึ่งในหุ้น 5 ตัวใหญ่ของพอร์ทกองทุนนั้น ทางกองทุนได้มีการเข้าไปพบเจอผู้บริหาร (Company Visit) จนมองเห็นถึงโอกาสในการลงทุนและเติบโตตั้งแต่ทาง RS เริ่มต้นธุรกิจ เกี่ยวกับความงามใหม่ๆ

หรืออย่างหุ้น Beauty เอง ก็มีแนวคิดในเรื่องของโครงสร้างต้นทุนที่ไม่เหมือนบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรม คือไม่มีการจ้างดาราแพงๆมาโฆษณา ตัวเลขอัตรากำไรก็จะสูง รวมกับแผนการขยายธุรกิจเชิงรุกในหลายๆช่องทาง กำไรก็โตในอัตราสูงอีก ซึ่งแนวทางนี้แหละครับ คือ การมองหาหุ้นที่เติบโตสูงและตลาดยังมองข้ามอยู่ตามนโยบายการลงทุนของกองทุน KFEQRMF

ทีนี้มาดูที่เรื่องของค่าธรรมเนียมกันบ้างครับ ทั้งกองทุน KFDYNAMIC และ KFEQRMF นั้นจะมีค่าธรรมเนียมอยู่ประมาณ 2% กว่าๆครับ นอกจากนั้น KFDYNAMIC ยังจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการขายและรับซื้อคืนด้วยนะครับ(เก็บจริง 0.5%) แต่สำหรับกอง KFEQRMF จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมทั้งสองตัวนี้ครับผม

อย่างที่บอกไว้ว่า กองทุน KFDYNAMIC และ กองทุน KFEQRMF เพิ่งได้รับรางวัลจากงานประกาศรางวัลกองทุนยอดเยี่ยม Morningstar Thailand Fund Awards 2018 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 มาเองครับ โดยสาเหตุที่กองทุนได้รางวัลนั้น ทางผู้จัดการกองทุนมองว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆคือ เรื่องของวินัยในการลงทุนและการเลือกลงทุนของทางบลจ. ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องของการเยี่ยมชมบริษัทฯ ผ่านการทำงานหนักเพื่อที่จะให้ผู้ตอบแทนได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ

สำหรับกองทุนทั้งสองกองนี้ เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้มาก ซึ่งทางผู้จัดการกองทุนมองว่าควรจะซื้อแล้วถือนานกว่า 3 ปีขึ้นไปครับ โดยกอง KFDYNAMIC จะเหมาะกับผู้ลงทุนที่บู๊กว่า จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนการลงทุนมากกว่า (เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า) ซึ่งวิธีการซื้อนั้นจะมีอยู่ 2 วิธีระหว่างจับจังหวะ (Market Timing) กับ ทยอยซื้อต่อเนื่อง (DCA) ตรงนี้ก็ต้องดูว่าเรามีความถนัดแบบไหน ลงทุนอย่างไร ซึ่งถ้าหากสามารถจับจังหวะได้ถูก มีวิธีที่ดีก็ย่อมจะได้รับผลตอบแทนมากกว่าครับ แต่ถ้าหากคิดว่าไม่ไหวจริงๆ การเลือก DCA น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ

และนี่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับคนที่อ่านบทความนี้ที่จะได้ทำความรู้จักกับกองทุนทั้งสองกองทุนนี้มากขึ้นครับ หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็หาข้อมูลได้ที่นี่ครับผม ….

สำหรับใครที่อยากชมคลิปวีดีโอรายการกองทุนไหนดี เทปพิเศษ! Special Interview นี้  

สามารถดูได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยครับ

Facebook aomMONEY: https://goo.gl/7mD3pi

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save