6 ข้อที่ควรรู้ก่อนเปิดบัญชีออมหุ้น DCA

เวลาที่ผมไปเดินตามงานตลาดนัดนักลงทุนหรือเทศกาลการลงทุนต่างๆ ผมสังเกตเห็นว่าสถาบันทางการเงินต่างๆมีการพัฒนาเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ อย่างบัญชีออมหุ้นที่ตัดเงินเรารายเดือนเพื่อนำไปลงทุนในรูปแบบ DCA นั้น สมัยซัก 10 ปีก่อนมีอยู่แค่ 1-2 บริษัทที่ให้บริการเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเพียบเลยนะครับ ซึ่งในบทความนี้ผมจะไม่ได้ลงรายละเอียดนะครับว่ามีที่ไหนบ้าง กลัวเวลาผ่านไปแล้วผู้ให้บริการมากขึ้นแล้วบทความจะไม่ update แต่อย่างไรก็ตามเพื่อนๆสามารถค้นข้อมูลได้จากทาง Google ด้วยคำว่า บัญชีออมหุ้น ได้เลยครับ

ทั้งนี้พอผมเข้าไปอ่านดูรายละเอียดในแต่ละสถาบันการเงินที่ให้บริการนั้น จะพบว่าถึงแม้จะเป็นบริการซื้อหุ้นในหลักการเดียวกัน แต่เงื่อนไขในการให้บริการก็แตกต่างกันไปบ้างนะครับ ไม่ได้เหมือนกันเปะๆ 100% ผมเลยสรุปข้อควรรู้มาว่าก่อนเปิดบัญชีออมหุ้นต้องทราบอะไรบ้าง เพื่อที่เพื่อนๆทุกคนจะได้นำไปเปรียบเทียบและพิจารณาผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับตัวเองครับ

1. รายชื่อหุ้นที่สามารถซื้อได้

ในการซื้อหุ้นแบบ DCA นั้นเราจะต้องซื้อทุกเดือนใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นแล้วสภาพคล่องในการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก บริษัทต่างๆจึงมีข้อกำหนดเอาไว้ว่าเราจะซื้อหุ้นตัวไหนได้บ้าง ตรงนี้ต้องไปตรวจสอบที่ผู้ให้บริการนะครับ บางที่จะใช้นักวิเคราะห์คัดสรรหุ้นมากลุ่มหนึ่งที่มีทั้งหุ้นกลุ่มใหญ่และหุ้นขนาดรองลงมาที่มีสภาพคล่องสูงและมีอัตราการเติบโตที่น่าจับตา ในขณะที่บางสถาบันการเงินจะให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในกลุ่ม SET50 ได้ทุกตัว หรืออาจจะมี ETF ให้บริการด้วยครับ ตรงนี้เราก็ต้องมาดูกันก่อนนะครับว่าหุ้นที่เราสนใจ มีที่ไหนเปิดให้ออมหุ้นได้บ้าง

2. จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุน

จำนวนเงินขั้นต่ำมีผลต่อการลงทุนเยอะนะครับ บางคนเงินเดือนไม่มาก อาจจะเป็นพนักงานที่เพิ่มเรียนจบเงินเดือน อยู่ในขั้นเริ่มต้นที่ 12,000-15,000 บาท ถ้าขั้นต่ำในการออมหุ้นคือ 1,000 บาทต่อเดือน ก็รู้สึกไม่หนักเกินไปที่จะเริ่มลงทุนนะครับ ในส่วนนี้เราก็ต้องเช็คกันว่าการให้บริการมีขั้นต่ำเท่าไหร่ ซึ่งเท่าที่ผมเช็คมา บางที่ให้เริ่มออมหุ้นได้ที่ 1,000 บาท บางที่ 2,000 บาท และมีไปจนถึงระดับเริ่มต้นที่ 5,000 บาทต่อเดือนครับ

นอกจากข้อกำหนดขั้นต่ำต่อเดือนแล้วยังมีขั้นต่ำต่อหุ้นด้วย เช่นหากเราซื้อหุ้น 2 ตัวต่อเดือนและมีขั้นต่ำต่อ 1 ตัวที่ 1,000 บาท แปลว่าพอร์ตการลงทุนของเราจะต้องเริ่มที่ 2,000 บาทนะครับ อย่าลืมลองเช็คขั้นต่ำต่อหุ้นก่อนนะครับ โดยส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดขั้นต่ำที่ 1,000 บาทต่อหุ้นแบบทวีคูณ ต้องซื้อที่ตัวเลขกลมๆหลักพัน 1,000 -> 2,000 -> 3,000 ครับ

3. จำนวนหุ้นที่เลือกได้สูงสุด

ถ้าหากใครติดตามผม ผมมักจะแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น หากเป็นมือใหม่ก็ลองออมหุ้นซัก 3-5 ตัวในหุ้นดูดีมีอนาคตและน่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ทั้งนี้ หลายๆคนก็อาจจะอยากทราบว่าผู้ให้บริการสามารถให้เราเลือกซื้อหุ้นได้ทั้งหมดกี่ตัว ตามที่ผมได้เช็คมาแล้ว บางทีสามารถเลือกออมหุ้นได้ถึง 20 ตัว บางทีจำกัดไว้แค่ 10 ตัวเท่านั้นนะครับ หลายๆที่กำหนดไว้ไม่ท่ากัน ก็เป็นข้อมูลเผื่อเอาไว้ประกอบการพิจารณาได้อีกส่วนครับ

4. การตัดเงินเพื่อชำระค่าหุ้น

การตัดเงินจากบัญชีเพื่อซื้อหุ้นนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญและเราจะต้องทราบเพื่อเตรียมเงินไว้ให้พร้อมในการซื้อหุ้นนะครับ โดยหลักๆแล้วผู้ให้บริการก็มีการตัดเงินอยู่ 2 แบบ นั้นคือ “จ่ายเงินก่อนซื้อหุ้น” และ “ซื้อหุ้นก่อนแล้วจ่ายเงินที่หลัง” ซึ่งเราต้องเช็คนะครับว่าผู้ให้บริการของเรานั้นเป็นรูปแบบไหน ซึ่งโดยปกติแล้วหากเป็นการซื้อหุ้นก่อน จะมีการตัดบัญชีอัตโนมัติด้วย ATS ล่วงหน้า 1 วัน และกรณีที่ซื้อหุ้นก่อนแล้วจ่ายเงินที่หลังก็จะเป็นไปตามข้อกำหนดเหมือนการซื้อหุ้นของตลาดหลักทรัพย์นะครับ เดิมที่ใช้ T+3 และมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็น T+2 ครับ

สิ่งที่เราควรทราบเพิ่มเติมด้วยการถามเจ้าหน้าที่ก่อนเปิดใช้บริการก็คือ หากเราไม่มีเงินในการชำระค่าหุ้นในเดือนนั้น เนื่องจากลืมเอาเงินเข้าบัญชี เงินเดือนเข้าไม่ทัน จะมีข้อกำหนดในการให้บริการอย่างไร เช่น ถ้าจัดเงินล่วงหน้าไม่ได้เดือนนั้นก็แค่ไม่ซื้อให้ หรือถ้าเป็นระบบซื้อหุ้นให้ก่อนแล้วไม่มีเงินชำระที่หลังจะถูกค่าปรับอะไรไหม ต้องลองถามเงื่อนไขตรงนี้ด้วยนะครับ

5. วันที่และเวลาในการซื้อหุ้น

หากเราไปตรวจสอบข้อมูลผู้ให้บริการนั้น จะเห็นได้ว่าการเลือกวันซื้อหุ้นของผู้ให้บริการแต่ละเจ้ามีความแตกต่างกัน บางทีกำหนด 3 วัน บางที่กำหนด 2 วัน และแม้จะกำหนดให้เราเลือกได้ 3 วัน ในแต่ละที่ก็อาจจะให้คนละวันอีกนะครับ เราก็เลยต้องเลือกว่าวันไหนที่เหมาะสมกับเรา ซึ่งโดยปกติแล้วผมจะแนะนำให้ตัดบัญชีออมหุ้นในวันหลังเงินเดือนออก ด้วยหลักการออมก่อนใช้ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนเราออกวันที่ 25 ก็ลองหาผู้ให้บริการที่ให้เราสามารถซื้อได้อย่างเร็วที่สุดหลังจากวันที่ 25 นะครับ เช่น วันที่ 28 วันที่ 1 และ วันที่ 5 ของเดือนต่อไป หากใครเงินเดือนออกต้นเดือน เช่น วันที่ 1 ก็ลองดูว่าที่ไหนตัดเงินวันที่ 5 หรือ วันที่ 10 ก็ได้ครับ

ผมแนะนำให้ DCA เดือนละ 1 ครั้งก็พอนะครับ ไม่ต้องเปิดพอร์ตหลายๆที่เพื่อให้แต่ละพอร์ตลงทุนกันคนละวัน เพราะในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่เคยศึกษามานั้นลงทุนวันไหน หรือ กี่ครั้งต่อเดือนนั้น ผลตอบแทนไม่ได้มีความแตกต่างอย่างเป็นนัยยะสำคัญครับ

อ่อและอย่าลืมอีกเรื่องหนึ่งแต่ไม่ได้สำคัญมากต่อการลงทุนนะครับ ทราบไว้เป็นข้อมูลไว้ก็พอ แต่ละที่จะมีการลงทุนคนละเวลา บางที่ลงทุนให้ในราคาเปิด ATO ตอนเช้าของวันนั้นๆ บางทีกำหนดการลงทุนในราคาเปิด ATO ตอนบ่ายครับ

6. ค่าธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ

ค่าธรรมเนียมในการออมหุ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วจะคิดที่ 0.257% นะครับ โดยมีขั้นต่ำแตกต่างกัน บางที่คิดขั้นต่ำที่ 30 บาท บางที่ 20 บาท และบางที่ไม่มีขั้นต่ำแต่คิดตามจริงไปเลย ก็ต้องลองพิจารณาดูนะครับ เท่าที่ผมตรวจสอบดูแล้ว ที่ไหนให้เราลงทุนขั้นต่ำได้ยิ่งน้อย ก็จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมขั้นต่ำสูงกว่า ผมเองไม่ได้อยากให้ซีเรียสในเรื่องค่าธรรมเนียมนี้มากจนเกินไป เอาความสะดวกและความเหมาะสมกับการบริหารเงินของเราดีกว่าครับ

เพราะบางทีกำหนดขั้นต่ำสูงก็จริงแต่อาจจะเหมาะสมกับบางคนที่ต้องการออมเริ่มต้นที่ 1,000 บาท และหากจะใช้บริการที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้องเพิ่มเงินออมสูงขึ้นไปอีก การเก็บออมที่ไม่สอดคล้องกับรายได้จนทำให้ตัวเองบริหารเงินได้ยากเพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมที่ถูกลง อาจจะไม่เหมาะสมกับเราก็ได้นะครับ แต่ถ้าในอนาคตเรามีเงินเก็บต่อเดือนเยอะขึ้นตอนนั้นเราจะเลือกใช้บริการที่ไหนก็ได้แล้วเพราะท้ายสุดเมื่อพ้นขั้นต่ำ บริษัทก็จะเก็บแบบ % ในอัตราเท่าๆกันๆ

อย่างตัวผมเองนะเมื่อก่อนก็ซีเรียสกับค่าธรรมเนียมมาก แต่พอคิดไปคิดมา เดินออกไปนอกบ้านก็เจอค่าใช้จ่ายแพงกว่าค่าธรรมเนียมแล้ว ในการออมหุ้นเราเสียค่าธรรมเนียมเดือนละครั้งเดียวเอง และเมื่อเราออมหุ้นไปเรื่อยๆ เราเห็นพอร์ตเรามีหลักล้าน เราจะไม่ได้สนใจกับค่าธรรมเนียมรวมๆที่หลักพันเลยครับ ถ้าใช้บริการที่คิดราคาต่ำกว่าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็เอาตามสะดวก

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่เราต้องทราบและพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละคนนะครับ นอกจาก 6 เรื่องนี้แล้วเราอาจจะลองดูในเรื่องอื่นๆประกอบจากประสบการณ์คนรอบข้างเช่น ที่ไหนให้บริการได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีช่องทางการติดต่อหลากหลายหรือมีเพื่อนแนะนำมาร์เก็ตติ้งดีๆเอาใจใส่เราก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพิจารณาเพิ่มเติมได้นะครับ

อย่าลืมว่า ออมก่อน รวยก่อนนะครับ ขอให้มีความสุขในการลงทุนกับทุกท่าน

เพราะอะไรถึงจะเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ และจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

ปี 2561 เตรียมตัวเก็บภาษี “กองทุนรวม”ที่ลงทุนในตลาดเงินและตราสารหนี้

จากข่าวนี้บอกอะไรเราบ้าง? ถ้าให้พรี่หนอมสรุปสั้นๆ คือ คนที่ลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินและตราสารหนี้ หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ในปี 2561 จะถูกบังคับให้เสียภาษี โดยการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย เพื่อให้เท่าเทียมกับการลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้โดยตรง

ย้อนหลักการก่อนครับว่า เดิมทีการลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรโดยตรง ถ้าหากได้รับดอกเบี้ย หรือผลต่างจากการไถ่ถอน จะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตร า 40(4)(ก) และโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% แต่ถ้าหากเราไปลงทุนในกองทุนรวม ตลาดเงินหรือตราสารหนี้แทนเงินได้หรือรายได้จำนวนนี้จะไม่ต้องเสียภาษี (กรณีกำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม หรืออาจจะเสียในอัตรา 10% สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม

ประเด็นนี้ ถ้ามองจริงๆแล้ว อาจจะมองได้ว่า มันไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้เสียภาษี เพราะคนที่ไปลงทุนกอง ทุนรวม ก็คุ้มค่ากว่าการซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้โดยตรง จึงเป็นที่มาของกฎหมายฉบับนี้ที่ตั้งใจจะเก็บภาษี   จากดอกเบี้ยที่กองทุนรวมได้รับ โดยให้ถือว่าผู้ลงทุนเป็นคนที่มีรายได้เหมือนกัน จึงต้องเสียภาษี (ผ่านการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้)

ประเด็นนี้พรี่หนอมเคยเขียนไว้ในเพจ TAXBugnoms มาพักใหญ่แล้วครับ ตั้งแต่มีร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา ซึ่งหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือ  ถ้ากองทุนรวมไปลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรที่ได้รับดอกเบี้ย ให้ถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นรายได้ของผู้ถือหน่วยลงทุน และกองทุนรวมมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งให้กับกรมสรรพากรครับ

พรี่หนอมลองตีความแบบนี้นะครับ สมมติ กองทุนรวมลงทุน 100 ล้านบาท เราเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุน กองทุนได้ดอกเบี้ยมา 5% คือ 5 ล้านบาท (โดยปกติกองทุนรวมจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว เพราะถือว่าไม่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด) แต่พอมีกฎหมายฉบับนี้เงินดอกเบี้ย 5 ล้านบาทจะถูกหักภาษี ณ ทีจ่าย แล้วแบ่งสัดส่วนให้ตามแต่ละผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น เราถือ 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเราได้ดอกเบี้ย 50,000 บาท ดังนั้นเราจะถูกหักภาษีจากรายได้ก้อนนี้ด้วยครับ ซึ่งแปลว่าผลตอบแทนที่กองทุนรวมจะได้รับนั้นลดลงตาม % ภาษีที่หักไว้ครับผม

ซึ่งจากอัพเดทข่าวล่าสุด เห็นว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะไม่ได้เก็บเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมตลาดเงินนะครับ แต่จะเก็บจากกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารอะไรก็ตาม เช่น กองทุนรวมตราสารทุน ก็อาจจะต้องเสียภาษีด้วยครับ

แต่ตรงนี้ทางกรมสรรพากรอาจจะมีการยกเว้นให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งกรณีการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และการลงทุนผ่านกองทุนรวม รวมถึงข้อเสนอให้พิจารณายกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผล เนื่องจากมีการมองว่าการจัดเก็บภาษีตราสารหนี้ผ่านผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมอีกทีหนึ่งครับ (อ้างอิงจากข่าว : ชง ครม.เก็บภาษีดอกเบี้ยบอนด์ หัก 15% ทั้ง “บุคคล-กองทุน”)

ดังนั้น ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ เมื่อดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนถูกหักภาษีไว้ ย่อมจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลงตามไปด้วย แต่ส่วนที่เพิ่มก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นภาษี โดยงานนนี้ทางภาครัฐเองประเมินว่าจะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1,600-2,500 ล้านบาทเลยล่ะครับผม

ส่วนเรื่องของการลงทุน อาจจะทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ โดยตรงมากขึ้นหรือเปล่า สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินมากพอจะเลือกลงทุนได้โดยตรง ส่วนรายย่อยอย่างเราก็คงต้องเหงาและก้มหน้าก้มตาอดทนต่อไป

อย่างไรก็ดี สิ่งที่อาจจะมากขึ้นในตอนนี้อาจจะเปลี่ยนประเภททรัพย์สินการลงทุนมากขึ้น (ถ้าภาษีมีผลกระทบต่อผลตอบแทนมากในระดับหนึ่ง) นักลงทุนอาจจะไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แทน หรือ กองทุนหุ้นมากขึ้น (ยอมรับความเสี่ยงกันไปเลย) 

แต่ส่วนพรี่หนอมเอง คงจะต้องไปเพิ่มการลงทุนในส่วนที่เป็นกองทุนเกษียณที่ได้รับยกเว้นภาษีเรื่องพวกนี้แทนล่ะครับ เดี๋ยวคงต้องรอติดตามกันต่อไปในอนาคตอีกทีว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง

สุดท้ายแล้ว… อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนั่นแหละครับ (ฮืออออ)

จาก Charles & Keith สู่ OVS แบรนด์ดังจากอิตาลีกับสาขาแรกในอาเซียนที่ ‘ประเทศไทย’

ตลาดเสื้อผ้าเติบโตขึ้นถึง 4.4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2560 และในปีนี้จะเติบโตขึ้นอีกอย่างน้อย 4.1% หรือมูลค่าสูงกว่า 234 พันล้านบาท

ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกหลากหลายแบรนด์ เช่น Charles & Keith (ชาร์ลส แอนด์ คีธ), Esprit (เอสปรี), anello (อเนลโล่) และเป็นอันดับหนึ่งของตลาดรีเทลไทยในปัจจุบัน จึงพร้อมนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักแฟชั่นสไตล์อิตาลีกับแบรนด์ OVS (โอวีเอส) ในปีนี้ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท

จากความสำเร็จของแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ที่เติบโตสูงเกินเป้าในปีที่ผ่านมา

  • Charles & Keith, Esprit, Bossini เติบโตสูงถึง 19 เปอร์เซนต์
  • Radley London, anello มียอดขายรวมกว่า 430 ล้านบาท

“ความสำเร็จที่สำคัญของเราคือแบรนด์ anello เป็นไปได้ดีเกินความคาดหมายในทุกด้าน แสดงว่าเราวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง และเราจะดำเนินการตลาดกลยุทธ์นั้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง”

– เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น –

สู่การนำเข้า OVS แบรนด์ใหม่ของไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่นที่ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทในปีนี้

OVS เป็นแบรนด์แฟชั่นอันดับ 1 ประเภทฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) แบรนด์แรกของอิตาลี ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเหนือคู่แข่ง มีสินค้าสำหรับทุกคน ในทุกโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการแต่งตัวในแบบอิตาเลียนสไตล์ ในราคาที่จับต้องได้

ความสำเร็จของ OVS

  • อัตราการรู้จักแบรนด์สูงถึง 97 เปอร์เซนต์
  • ยอดขาย 43,738 ล้านบาทในปี 2559
  • สาขามากถึง 1,300 สาขา 
  • ผู้เข้าชมร้านปีละ 150 ล้านคน
  • ร้าน OVS ในมิลานมีขนาดถึง 2,800 ตร.ม.
  • ผู้นำตลาดสินค้าเด็กในอิตาลีด้วยตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดถึงสองหลัก

OVS นำทีมโดยบรรดาแฟชั่นไดเร็คเตอร์ชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็คต์พิเศษที่ร่วมงานกับดีไซเนอร์ที่มีความสามารถโดดเด่น จากโรงเรียนแฟชั่นชั้นนำของโลก เพื่อสร้างสรรค์เทรนด์แฟชั่นล้ำสมัยและสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

– นิศากร เมสันธสุวรรณ ผู้จัดการทั่วไปของ OVS ประเทศไทย –

OVS คาดว่าจะเปิดสาขา 7 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ ซึ่งจะแบ่งเป็นร้านเต็มรูปแบบ 5 แห่ง ได้แก่ แฟล็กชิพ สโตร์ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา, จังซีลอน ภูเก็ต, แฟชั่น ไอส์แลนด์, เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ พร้อมด้วยร้าน OVS Kids 2 สาขาคือที่ เทอร์มินอล 21 พัทยา และท่าอากาศยานดอนเมือง

แฟล็กชิพ สโตร์แห่งแรกของ OVS ที่เมกาบางนา อยู่ในโซนที่โดดเด่นติดกับร้าน Zara และตรงข้ามร้าน H&M โดยเมกาบางนาเป็นศูนย์รวมของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น อิเกีย อาหาร แบรนด์แฟชั่น หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นห้างที่มีจำนวนลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสูงที่สุด และเมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้าอื่นๆ แล้ว เมกาบางนาเติบโตมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของ OVS เพราะ 40% ของสินค้าเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก


พบกับ OVSแบรนด์เสื้อผ้าอันดับหนึ่งจากประเทศอิตาลี ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวและทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาที่คุ้มค่า ได้ที่ OVS (โอวีเอส) ทุกสาขา อาทิ 

  • OVS สาขาห้างจังซีลอน ภูเก็ต ชั้น1 และ ชั้น 2 โทร. 076-606-293
  • OVS สาขาสนามบินดอนเมือง เทอร์มินอล 2 โซนถัดจากจุดตรวจความปลอดภัย โทร. 02-504-3950 
  • OVS สาขาเมกาบางนา ชั้น 1 โทร. 02-105-1275

อัพเดทเทรนด์แฟชั่น OVS ได้ที่ https://www.facebook.com/OVS.Thai/


ข้อมูลจากงาน : ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว OVS แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำจากอิตาลี พร้อมเป็นผู้นำในตลาดฟาสต์แฟชั่นในประเทศไทย

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26-30 มีนาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

กลับมาพบกันอีกแล้วครับกับ อัศวินกองทุน โฉมใหม่ ที่มาพร้อมกับความรู้ในการจัดพอร์ตลงทุนแบบสดใส ในสไตล์ดิจิตอลครับ

“สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กับจีนที่ส่งผลให้ใครหลายคนหวั่นใจ”

แต่ถึงอย่างไร อัศวินกองทุน อย่างผมยังคงมั่นใจใน หุ้นญี่ปุ่น สหรัฐฯ และหุ้นไทย อยู่ครับ ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะอะไรนั้น อ่านเพิ่มเติมกันได้เลยครับผม

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 26-30 มีนาคม 2018

สัปดาห์นี้ตลาดที่น่าสนใจที่สุดเป็นของ “ตลาดหุ้นไทย” ครับ เนื่องจากปัจจัยที่มีผลกระทบนั้นเป็นเรื่องชั่วคราวอย่างเรื่องนโยบายการกีดกันทางค้าของสหรัฐฯ แต่พื้นฐานโดยรวมนั้นยังดีมากครับผม โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาสักระยะ เม็ดเงินการใช้จ่ายที่สูงขึ้นในปี 2561 รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยครับ

อัศวินกองทุนขอแนะนำว่า งานนี้ซื้อสะสมได้เลยครับผม!!

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

เมื่ออาทิตย์ก่อนเรายังกังวลเรื่อง FED จะขึ้นดอกเบี้ยกันอยู่เลยใช่ไหมครับ แต่สัปดาห์นี้เจอหนักครับโดยเฉพาะช่วงปลายสัปดาห์ เพราะเกิดความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศเรียกภาษีจากจีนเพิ่มขึ้น เพื่อลดการขาดดุลทางการค้า ทำให้จีนมีการตอบโต้โดยจะขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ ทั้งสองตลาดนี้ลงกันทั้งคู่เลยครับผม

ย้อนมา Update การประชุมของ FED อีกหน่อยครับ มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดไว้ และมีมุมมองที่ดีขึ้นกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

“โดยรวมแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดที่มีสัดส่วนของรายได้จากการค้าโลกในระดับสูงที่กำลังจะโดนแรงเทขายออกมาครับผม”

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้ ยังคงยืนยันให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ หลังจาก FED ยังไม่ได้รีบเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้สักเท่าไรนัก แต่ความกังวลต่อผลกระทบของมาตรการการกีดกันทางการค้าซึ่งอาจจะนำมาถึงสงครามทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอยู่ครับ แต่โดยภาพรวมแล้วผมมองว่ายังสามารถสะสมได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์นี้ยังยืนยันตามสัปดาห์ก่อนครับว่า ควรชะลอลงทุนหุ้นยุโรปอยู่เช่นเคยครับ เนื่องจากค่าเงินยูโรที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง มีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และแนวโน้มจะมีนโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นจากสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ปัจจัยทั้งหมดยังไม่มีอะไรเป็นบวกสักเท่าไรเลยครับ

สรุปสั้นๆ : ชะลอต่อไป รอดูท่าทีสักพักครับผม

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับสัปดาห์นี้สถานการณ์ยังดูดีอยู่ครับ แม้ว่าจะไม่มีอะไรอัพเดทมากนัก แต่ภาพรวมยังเหมือนจะไปได้ต่อสำหรับญี่ปุ่น

ดังนั้น : ทยอยสะสมตามภาพได้เลยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สำหรับสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปได้ครับ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นอินเดียตกลงท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่โดยรวมแล้วตัวของพื้นฐานเศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโตได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมเพิ่มต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลีใต้

สัปดาห์นี้ ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นเกาหลี หลังจากนักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมลง ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเกาหลีอาจโดนผลกระทบจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯอีกต่อหนึ่งด้วย เหตุผลยังคงเหมือนเช่นสัปดาห์ก่อนเป๊ะเลยล่ะครับ ดังนั้นดูท่าทีกันไปก่อนนะครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดตรงนี้ดูท่าทีก่อนครับ!!

Insight ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้หุ้นจีนยังคงผันผวนครับ แต่คำแนะนำคือทยอยสะสมหุ้นจีน เพราะผมมองจากเหตุผลที่ว่า เศรษฐกิจที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง การปฏิรูปของรัฐวิสาหกิจและนโยบายการควบคุมอุปทานที่ยังคงทำต่อเนื่องจากปีก่อน ทำให้คุณภาพหนี้ภาคธนาคารในจีนปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นจีนจะโดนกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯแบบนี้ไปอีกสักพักครับ

สรุปสั้นๆ : ถ้ามองยาวไป ความผันผวนช่วงนี้น่าสนใจในการเข้าสะสมครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สัปดาห์นี้ ยังไปต่อครับ ผมขอแนะนำให้ซื้อหุ้นไทยต่อครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น จากงบกลางปี รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้นสนับสนุนผลประกอบการของตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ครับ นอกจากนั้นผลกระทบจากทางสหรัฐฯและจีนถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวเท่านั้นครับผม

สรุปสั้นๆ : หุ้นไทยอนาคตยังสดใส แนะนำซื้อครับ!!

คำแนะนำเพิ่มเติม : หุ้นโกลบอล Global Population Trend

สัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นโกลบอล Global Population Trend เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มากขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงวัย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกในอนาคตข้างหน้านี้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมไว้ เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ!!

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้น ญี่ปุ่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย ครับ
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำคงการลงทุนตราสารหนี้ high yield และ หุ้นกู้เอกชนสำหรับตราสารหนี้สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทย เน้นหุ้นกู้เอกชนเป็นหลัก
  • สินทรัพย์ทางเลือก : หาจังหวะทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมันเพิ่มเติม

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 26%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 13%
  • ตราสารหนี้ไทย 21%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1.5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5.5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 22 มี.ค. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อ่านผ่าน Facebook : https://www.facebook.com/aommoneyth/posts/1594273957292405

อ่านบทความ อัศวินกองทุน ย้อนหลัง 1 สัปดาห์ :
https://aommoney.wpenginepowered.com/stories/อัศวินกองทุน/สรุปภาพรวมการลงทุน-ช่วงวันที่-19-23-มีนาคม-2561-weekly-outlook-กับอัศวินกองทุน/1597

“เงินเดือน” จัดการให้อยู่หมัด! ด้วยสูตร 30 – 45 – 25

“เงินเดือน” ใกล้ออกแล้ว มาจัดการเงินในกระเป๋ากันหน่อยดีกว่า

“เงินเดือน” ออกทีไร แป๊บๆ ก็หายออกไปจากกระเป๋า พอถึงช่วงกลางเดือนก็เหลือไม่ถึงครึ่ง ยิ่งปลายเดือนอย่างนี้ นึ๊กว่าเงินทอนจากร้านมินิมาร์ท ..ถ้าไม่อยากให้เดือนหน้าการเงินยังติดขัดเหมือนเดือนนี้ล่ะก็ รีบวางแผนการเงินแบบด่วนๆ หากคุณยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไง

ลองเอาสูตร 30 – 45 – 25 ไปใช้ดูครับ!

เมื่อ “เงินเดือน” เข้าบัญชี สิ่งที่เราอยากให้คุณทำนั่นก็คือการแยกเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่..

30% สำหรับเงินออม

เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น การกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับใช้จ่ายยามฉุกเฉินย่อมเป็นทางเลือกที่ควรทำเพื่อเซฟตัวเอง นอกจากนั้น 30% นี้ยังหมายรวมถึงการลงทุนด้วย อาจจะแบ่งย่อยง่ายๆ ด้วยการออมเงิน 20% และนำไปลงทุนอีก 10% ซึ่งการลงทุนที่ว่านั้นไม่ใช่เพียงการลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นและกองทุนรวมเท่านั้น การลงทุนในความรู้เองก็สำคัญ ลองเอาเงินส่วนนี้ไปหาคอร์สเรียนเพิ่มทักษะในการทำงานเพิ่มก็ดีนะ

45% รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน

ส่วนนี้หมายถึง ค่าเช่าบ้าน คอนโด อพาร์ทเม้นท์, ค่าน้ำ ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าเดินทาง และหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือน อาทิ บัตรเครดิต หนี้งวดรถ เป็นต้น

25% ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

เมื่อแยกส่วน ‘เงินออม’ และ ‘รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน’ ออกไป คุณก็จะเหลือเงินอีกส่วนสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (ค่าอาหาร) ถ้าคุณไม่อยากให้รายจ่ายส่วนนี้เกินกว่างบที่ตั้งไว้ เราแนะนำให้เอาจำนวนเงินหารจำนวนวันดูครับ ทีนี้คุณก็จะรู้แล้วว่าในแต่ละวันสามารถใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละกี่บาท

สิ่งหนึ่งที่เราอยากให้คุณทำควบคู่กับสูตร 30 – 25 – 45 ไปด้วยนั่นก็คือการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อที่ว่าคุณจะได้ตรวจเช็กสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองได้ หากต้องการขยับขยายในส่วนของการลงทุน หรือซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่อย่างเช่น บ้าน คุณจะได้คำนวณความเป็นไปได้ของเงินในกระเป๋ากับการลงทุนได้

ป.ล. สัดส่วน 30 – 25 – 45 เป็นเพียงทฤษฎี คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

เราอยากเห็นเพื่อนๆ ของ aomMONEY มีสภาพการเงินที่ดี ฉะนั้นอย่าละเลยการวางแผนการเงินล่ะครับ!

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

(REVIEW) กองทุน IPO : “ASP-DISRUPT” ลงทุนกับกระแสดิสรัปทีฟและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

โลกของเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน Yuval Noah Harari ผู้แต่งหนังสือ Sapiens, a brief history of humankind กล่าวไว้ว่า “หากชาวนาในยุโรปคนหนึ่งหลับไปตอนปี 1000 แล้วตื่นขึ้นมาในอีก 500 ปีให้หลัง เขาอาจจะแปลกใจกับโลกที่เขาเห็นบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะโลกในยุค 1500 ก็ยังไม่ค่อยมีอะไรใหม่นอกจากเรือของคริสโตเฟอร์ล่องเรือไปค้นพบทวีปอเมริกา แต่ถ้าลูกเรือของโคลัมบัสเผลอหลับไปในปี 1500 และตื่นมาอีกครั้งใน 500 ปีให้หลัง เขาคงตกใจจนแทบสิ้นสติ เพราะ 500 ปีที่ผ่านมานี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปราวหลังมือกับหน้ามือ คนในยุคนี้ไม่ล่องเรือไปหาทวีปใหม่กันแล้ว แต่พวกเขากำลังต่อจรวดไปสร้างอาณานิคมที่ดาวอังคารกัน”

โลกของเราผ่านการ “ปฏิวัติ” มาหลายครั้ง เช่น การปฏิวัติทางความคิด การปฏิวัติทางการเกษตร การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และหากต้องนิยมการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ เราอาจนิยมให้โลกนี้อยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านของการปฏิวัติทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Disruptive Technology ที่ถือว่าเป็นคำที่ถูกใช้บ่อยที่สุดแห่งยุคนี้อีกคำหนึ่งเลย ชีวิตมนุษย์กำลังพัฒนาไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เรื่อยๆ โดยที่มนุษย์เองก็อาจจะไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาทางคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น ตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีมามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากแต่ก่อนเราอยากได้ข้อมูลความรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องมีตั๋วรถเมล์ไปถึงห้องสมุด เพื่อค้นหาข้อมูลที่บางทีก็มีบ้างไม่มีบ้าง แต่ยุคสมัยตอนนี้ เราเพียงเปิดคอมพิวเตอร์และกดค้นหาข้อมูลที่ออนไลน์อยู่อย่างมากมายมหาศาล เราก็เปรียบเสมือนเข้าถึงห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ถามว่าการมาของระบบข้อมูลในโลกออนไลน์เป็น Disruptive Innovative ไหม?

ตอบได้เลยว่าเป็น ลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบนี้จะเป็นการเคลื่อนที่ของคุณค่า (Value) ครั้งใหญ่ ดีมานด์หรือความต้องการของมนุษย์จะย้ายฐานอย่างมากมายมหาศาล เหมือนสมัยหนึ่งที่หุ้น XEROX เป็นหุ้นสิบเด้งก็เพราะเกิดการเคลื่อนย้ายของความต้องการในการคัดสำเนาอย่างมากมายมหาศาล

“โลกเป็นแบบนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังปฎิวัติตัวเราโดยที่เราเองก็อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว”

กระแสที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่ชัดเจนนี้มี  3 กระแสที่น่าสนใจมาก คือ

  • กระแสของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles; EV)
  • กระแสเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
  • และกระแสธุรกิจที่เข้ามาสร้างการใช้ชีวิตประจำวันรูปแบบใหม่ (Lifestyle Disruption)

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนที่การขับเคลื่อนด้วยการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์แบบโบราณ รถยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ต้องพึ่งพากระบอกสูบลูกสูบในการเผาไหม้เชื้อเพลิง ไม่ต้องพึ่งพาหัวเทียนในการจุดระเบิดอีกต่อไป เพราะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์จะถูกกับเก็บไว้ในแบตเตอรี่ที่จะถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นกระแสที่มาแรงมากในปัจจุบัน เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สะอาดกว่าพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ และเมื่อคิดถึงความยั่งยืนในระยะยาว รถยนต์ไฟฟ้าย่อมน่าสนใจกว่า เพราะพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ เช่น น้ำมัน แก๊ส ถือเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป แต่พลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้จากแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ซึ่งในระยะยาวจะดีกับสิ่งแวดล้อมและป้องกันการขาดแคลนพลังงาน

เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

ก็ถือว่ามาแรงไม่แพ้ EV แถมดูจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าด้วย เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างมหภาคน้อยกว่า เศรษฐกิจดิจิทัลอธิบายง่ายๆ ก็หมายถึงระบบธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลต่างๆ มาผสมผสานเข้าในธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตหากจะซื้อสินค้า ทางเลือกเดียวของผู้บริโภคคือจำเป็นต้องไปที่ร้านค้าปลีก แต่ในปัจจุบัน การค้าขายออนไลน์เข้ามามีบทบาทในการจับจ่ายใช้สอยมาก เรียกได้ว่าการซื้อของในปัจจุบันเป็นเรื่องง่ายมาก แค่เปิดมือถือ กดเลือก แล้วก็รอของมาส่งที่บ้านเท่านั้นเอง หรืออย่างการดูรายการโทรทัศน์ที่แต่ก่อนหากเราอยากดูละคร เราก็ต้องเปิดทีวีเพื่อรอเวลา แต่เดี๋ยวนี้ เรามีทั้ง youtube ให้ดูย้อนหลังตามเวลาที่สะดวก มี facebook live ให้ดูได้แบบตามเวลาจริงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จนกลายเป็นว่าความเป็นดิจิทัลค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในทุกภาคธุรกิจอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน (Lifestyle Disruption)

คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูงสุด ทั้งในแง่ชีวิตการทำงาน การดูหนังฟังเพลง สุขภาพ รวมไปถึงยารักษาโรค ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือการรักษาโรคแบบการกินยาก็เริ่มมีเทรนด์ของความล้าสมัยเพราะมนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกันในตัวเอง กระแสการพัฒนาการรักษารายบุคคลโดยใช้การรักษาถึงระดับยีน (gene therapy) ก็ถูกวิจัยและพัฒนากันมากขึ้น อย่างองค์ความรู้ด้าน CRISPR/CAS9 ก็เป็นความหวังใหม่ของมนุษยชาติที่จะนำมาใช้ในการตัดต่อยีนเพื่อใช้ในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคด้านพันธุกรรมให้หายขาด กระแสเหล่านี้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยมีการตรวจร่างกายลงไปถึงระดับยีนเพื่อวางแผนการดำเนินชีวิต อาหารการกิน การดูแลสุขภาพ และการรักษาโรค ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะไม่รู้สึก แต่ไลฟ์สไตล์ของเรากำลังถูกนวัตกรรมพัฒนาขึ้นไปทุกวัน

ถ้านักลงทุนสนใจอยากลงทุนในบริษัทด้าน Disruptive Innovation ชั้นนำระดับโลกจะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะบริษัทเหล่านี้แทบจะไม่มีจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเลย?

รู้จักกับ “ASP-DISRUPT” ที่ลงทุนกับกระแสดิสรัปทีฟและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

“ASP-DISRUPT” หรือ กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ดิสรัปทีฟ ออพพอร์ทูนิตี้ส์ (Asset Plus Disruptive Opportunities Fund) เป็นกองทุนใหม่จากบลจ. แอสเซทพลัส  และถือเป็นกองทุนแรกของไทยที่จับธีมดิสรัปทีฟมาเป็นทางเลือกในการลงทุน

กองทุนนี้ เป็นกองทุนหุ้น ระดับความเสี่ยง 6 นโยบายมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัท ธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในแบบ Disruptive Innovative เหมือนชื่อกองทุน ครอบคลุม 3 กลุ่มธูรกิจหลักที่สำคัญ คือ ครอบคลุมธุรกิจด้าน พลังงานและยานยนต์แห่งอนาคต (Future Transportation & Energy)  และกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่กล่าวถึงไปแล้วตอนต้น นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มที่เกี่ยวกับ Lifestyle Disruption ซึ่งกลุ่มนี้ก็มีความหลากหลายมาก เช่น กลุ่มที่เกี่ยวกับสื่อบันเทิงสมัยใหม่ เกม นวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ กลุ่มที่เกี่ยวกับการศึกษา ฯลฯ

กองทุน “ASP-DISRUPT” เน้นการบริหารด้วยกลยุท์เชิงรุก (Active Fund)  มีการผสมผสานสินทรัพย์ลงทุนหลากหลาย ทั้งการลงทุนตรงในหุ้น  ลงทุนผ่าน ETF และลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ

  • สัดส่วนการลงทุนในเบื้องต้น คาดว่า 0-40% จะไปลงทุนในกองทุน AXA World Funds Framlington Digital Economy I USD ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy ที่มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว 
  • ในส่วนของเงินประมาณอีก 0-30% กองทุน ASP-DISRUPT จะนำไปลงทุนใน ETF ที่เกี่ยวข้องกับ Disruptive Innovation ต่างๆ เช่น กองทุน The Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) กับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือกองทุน The Global X FinTech ETF (FINX) กับกระแส Digital Economy
  • และในส่วนของ 0-30% สุดท้าย กองทุน ASP-DISRUPT จะไปลงทุนในบริษัทต่างๆ โดยตรง โดยบริษัทต่างๆ ที่กองทุนมีแนวโน้มจะไปลงทุน เช่น AMAZON ซึ่งเป็น Disruptor ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ, TESLA และ GEELYที่เป็นยักษ์ใหญ่ในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคต  รวมถึง  NETFLIX ซึ่งเป็น Disruptor ในกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น Priceline บริษัทจองที่พักออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก เป็นต้น

โลกกำลังหมุนไปทุกวัน เทคโนโลยีต่างๆ ก็พัฒนาทุกวัน และกระแสดิสรัปทีฟก็เกิดขึ้นทุกวัน

หากนักลงทุนคนไหนที่พร้อมสำหรับการลงทุนระยะยาว สามารถรับความผันผวนจากหุ้นต่างประเทศได้ และคาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนในหุ้นที่กำลังขับเคลื่อนการหมุนไปของนวัตกรรมของโลกใบนี้ท่ามกลางกระแสดิสรัปทีฟ “กองทุน ASP-DISRUPT” เองก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสินทรัพย์ที่กองทุนมุ่งเน้นไปลงทุนก็ถือเป็นธุรกิจที่เป็น Disruptor ในธุรกิจหลักที่น่าสนใจโดยตรง

ที่สำคัญคือหุ้นเหล่านี้มักอยู่ต่างประเทศ นักลงทุนรายย่อยที่ไม่มีเวลาติดตามหุ้นต่างประเทศด้วยตนเอง การลงทุนในกองทุนรวมที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยติดตามดูแลให้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของ ASP-DISRUPT สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด  ติดต่อ Asset Plus Customer Care 0 2672 1111 หรือศึกษาข้อมูลทาง https://www.assetfund.co.th/ASP-DISRUPT_AD.html

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า(กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคต กองทุนมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นกับการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทั้งนี้ เนื่องจากมิได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน ผู้ลงทุนจึงอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ลงทุนตามเทรนด์กับ LH Digital Economy Fund ดีต่อพอร์ตอย่างไร?

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน กลับมาพบกันที่คลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้งครับ หากพูดถึงกองทุนยอดนิยม และ เป็นเทรนด์การลงทุนในช่วง 1-2 ปีมานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของ การลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีต่างๆ อย่างแน่นอนครับ

หลายๆ คนคงเข้าใจดีว่าทำไมช่วงนี้ การลงทุนในกองทุนเหล่านี้จึงได้รับความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรื่องของเทคโนโลยีนั้นเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ ไม่ว่าการที่เราสามารถส่งข้อความคุยกันผ่านระบบ Chat ต่างๆ หรือจะพูดคุยแบบเห็นหน้าตา ซื้อขายออนไลน์ จ่ายเงินได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การพูดคุยกับ Chat Bot เพื่อรับบริการได้อย่างรวดเร็วตรงประเด็นมากขึ้น

นอกจากนี้ครับ เทคโนโลยีเองก็มีความสำคัญกับสังคมผู้อายุที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการที่มีระบบ AI เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เช่น ผู้สูงอายุไม่ต้องเดินไป เปิด-ปิด ไฟเอง แต่เพียงแค่สั่งคำสั่งด้วยเสียงก็สามารถที่จะเปิดปิดไฟได้ หรือแม้แต่จะสั่งของก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

ในประเทศสหรัฐฯ ทาง Amazon เองก็เพิ่งเปิดตัว Amazon Go ที่เป็นร้านสะดวกซื้อที่ไม่ต้องมีพนักงานคิดเงิน แต่ใช้ระบบ AI และเซ็นเซอร์ต่างๆ ในการตรวจสอบว่าลูกค้าซื้ออะไร หยิบสินค้าอะไรในร้านไปบ้างครับ เรียกได้ว่าลดต้นทุนของธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจบกระบวนการที่แทบจะไม่ต้องใช้คน

ในประเทศจีนเอง บางโรงงานที่ผลิตมือถือก็เริ่มที่จะเป็นหุ่นยนต์หมดแล้วทั้งสิ้น หรือที่เราเรียกว่า “Dark Factory” ที่ไม่ต้องพึ่งพาแสงในโรงงาน เนื่องจากมีแต่หุ่นยนต์ทำงานครับ เราเรียกได้ว่าเป็น Digital Economy อย่างแท้จริง หรือพูดง่ายๆ ว่าระบบเศรษฐกิจต่างๆ ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนั่นเองครับ

จากที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้งหมดนั้น แน่นอนว่าการลงทุนที่เป็นเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ในการลงทุนของโลกใบนี้ นั่นก็คือเรื่องของ “ระบบที่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมๆ กัน”

แต่การเติบโตในช่วงแรก ๆ ของระบบแบบนี้นั้นยังไม่ได้เติบโตสูงมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะเนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ เองก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาตนเอง และพิสูจน์ความเป็นไปได้ พอพัฒนาเสร็จเราคงได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน จึงทำให้การทยอยสะสมการลงทุนในเทรนด์นี้ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่เป็นพระเอกของเราในบทความนี้กันครับ นั่นก็คือ  

กองทุนเปิด แอล เอช ดิจิตอล อีโคโนมี 

LH DIGITAL ECONOMY FUND (LHDIGITAL)

ความน่าสนใจของกองทุน

กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลัก หรือว่า Master Fund : AXA World Funds- Framlington Digital Economy โดยกองทุนจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ หรือของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางดิจิตอลตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ (Value Chain) ซึ่งหมายถึง ตั้งแต่การหาสินค้า และบริการ ตลอดจนการตัดสินใจ การจ่ายเงิน และการส่งมอบสินค้า รวมถึงเทคโนโลยีทางดิจิตอลที่อำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูล และ การวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีทางดิจิตอลให้ดีขึ้นนั่นเองคับ

กองทุนนี้มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Rate Risk) ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนครับซึ่งหมายเลข ISIN เพื่อนักลงทุนสามารถดูข้อมูลของกองทุนหลักคือ LU1694772994 โดยกองทุนจะแบ่งเป็นทั้งประเภท สะสมมูลค่า จ่ายปันผล และ การขายหน่วยแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับนักลงทุนว่าอยากจะได้กองทุนแบบไหนตามเป้าหมายของนักลงทุนครับ

ผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก

ที่มา ข้อมูลผลตอบแทนของกองทุนจาก FT.Fund.com ณ วันที่19 มีนาคม 2561

จุดที่น่าสนใจของกองทุนหลัก

กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ เมื่อเทียบกับ Benchmark หรือหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีครับ นอกจากนี้ ยังเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่อยู่ในกลุ่มผู้นำ เมื่อเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันอีกด้วยครับ พูดง่ายๆ ว่าชนะทั้งเกณฑ์มาตรฐานที่เอามาเปรียบเทียบ และชนะกองทุนอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันครับ

พอร์ตการลงทุนของกองทุนหลัก

คราวนี้เรามาดูพอร์ตการลงทุนกันบ้างครับ มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากว่ามีสไตล์ที่ค่อนข้างจะไม่เหมือนกองทุนเทคโนโลยีอื่นๆ เนื่องจากกองทุนนี้เลือกที่จะลงทุนกับหุ้นในกลุ่ม Information Technology ในสัดส่วนประมาณ 70% ของพอร์ตเลยทีเดียวครับ

ทั้งนี้กองทุนคงเล็งเห็นแล้วว่า หุ้นในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ ซึ่งหากดูจากหุ้นที่เลือกมา เราคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเลยใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น Amazon , Tencent (ผู้ทำ We-Chat และ ผู้ผลิตเกมส์รายใหญ่) นอกจากนี้ก็ยังมี Facebook และ Google (Alphabat) อีกด้วย ซึ่งหากสังเกตดีๆ กลุ่มหุ้นเหล่านี้มีการบริการที่ครบวงจรในไม่กี่ขั้นตอนตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการจ่ายเงิน ทำให้ต้นทุนของบริษัทในระยะยาวนั้นต่ำลงเรื่อยๆ ครับ

กองทุนนี้เหมาะกับใครบ้าง ?

เนื่องจากว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงครับ เนื่องจากหากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงพร้อมๆ กันก็อาจจะมีความผันผวนมากๆ ให้เห็นได้ และหากลงทุนระยะสั้นๆ ก็คงจะไม่เหมาะเหมือนกัน เพราะว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่ต้องให้เวลาในการดำเนินกิจการ เพื่อให้เห็นการเติบโตเชิงกำไรของบริษัทครับ หรือคนไหนที่รับความผันผวนของหุ้นในกลุ่มนี้ไม่ได้ก็อาจจะไม่เหมาะเช่นกันครับ

แต่ถ้าหากว่านักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวๆ โดยมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป หรือคิดว่าในระยะยาวแล้วหุ้นในกลุ่มนี้เองก็พร้อมที่จะเติบโตขึ้นไปตามเศรษฐกิจในยุคถัดไป กองทุนนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มองข้ามไม่ได้เลยละครับ

ถ้าไม่รีบร้อนก็ค่อยๆ DCA

ผมอยากจะให้เคล็ดแต่ไม่ลับ กับนักลงทุนครับเนื่องจากกองทุนนี้มีความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยี แต่เราทราบดีอยู่แล้วว่าในระยะยาว เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ และ ใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การลงทุนในกองทุนนี้เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ แต่หากอยากลดความผันผวนระหว่างทาง ผมอยากแนะนำให้นักลงทุนลงทุนกับกองทุนนี้แบบทยอยลงทุน หรือที่เราเรียกว่า DCA (Dollar Cost Average) นั่นเองครับ เพื่อให้เราค่อยๆ สะสมหน่วยลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยราคาเฉลี่ยที่อาจจะไม่ได้ต่ำมากนัก แต่ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในราคาเฉลี่ยที่น่าพอใจ หากหุ้นในกลุ่มนี้เติบโตได้ในระยะยาวจริงๆ รับรองว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจครับ

ผมมักจะเรียกภาษาแบบชาวบ้านๆ ว่า “ลงทุนน้อยๆ ทยอยลง” สะสมความมั่งคั่งกันไปเรื่อยๆ ครับ

อ๋อ เกือบจะลืมครับ ผมอยากจะแนะนำว่าหากเราลงทุนกับกองทุนนี้แบบเงินก้อน นักลงทุนเองก็ควรจะจัดสัดส่วนในพอร์ตให้ดีๆ นะครับ หากมีสัดส่วนของกองทุนหุ้นมากเกินไป อาจจะทำให้พอร์ตเราเสี่ยงขึ้นมาได้ ดังนั้น หากอยากที่จะลงทุนกับกองทุนนี้ ผมคิดว่ามีกองทุนนี้ประมาณ 5-10% ของสัดส่วนหุ้นในพอร์ตของเราก็น่าจะใช้ได้แล้วละครับ

ยกตัวอย่างเช่น คนไหนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง (มีหุ้นได้ 60%) ก็อาจจะลงทุนด้วยพอร์ตแบบนี้ คือมี

กองทุนหุ้นไทย 35%

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี (LHDIGITAL) 10%

กองทุนหุ้นจีน 15% 

กองทุนอสังหา ฯ 20%

กองทุนตราสารหนี้ 20%

แล้วจะติดตามข้อมูลกองทุนได้ที่ไหน ?

ตามนี้เลยครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ www.lhfund.co.th หรือติดต่อที่ LH Bank ทุกสาขา 02 359 0000 และ https://goo.gl/seSxdx

ส่วนวันนี้ผมขอลาไปก่อนนะครับ แล้วครั้งหน้าจะเอากองทุนดีๆ มาเล่าใหัฟังกันอีกครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

ยื่นแบบภาษีหักภาษี ณ ทีจ่ายผิดไป ทำยังไงดี?

ทวนประเภทแบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีกทีว่าแบบไหนใช้สำหรับใครบ้างครับ

กรณีหักภาษี ณ ทีจ่ายบุคคลธรรมดา (รายเดือน)
1) แบบ ภ.ง.ด 1 : หักเงินได้ประเภทที่ 1 และ 2
2) แบบ ภ.ง.ด. 2 : หักเงินได้ประเภทที่ 3 และ 4
3) แบบ ภ.ง.ด. 3 : หักเงินได้ประเภทที่ 5 – 8

กรณีหักภาษี ณ ทีจ่ายนิติบุคคล (รายเดือน)
1) ภ.ง.ด. 53 หักทุกประเภทเงินได้ตามมาตรา 3 เตรส และ 69 ทวิ

ถ้ายื่นแบบผิดไปจริงๆ ต้องแก้ไขตามขั้นตอนต่อไปนี

1. เช็คก่อนว่ายื่นแบบแสดงรายการผิดประเภทยังไง
2. เช็คข้อมูลที่ถูกต้องว่าต้องแก้ไขแบบไหนบ้าง?
3. ยื่นเอกสารเพิ่มเติมตามที่กรมสรรพากรต้องการ

ระวังความเข้าใจผิดในกรณี ถ้ายื่นแบบผิดประเภทแล้วให้ยื่นแบบใหม่ให้ถูกต้องและขอคืนภาษีที่ผิดไป ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดครับ เพราะจริงๆแล้วใช้เพียงแค่เอกสารต่อไปนี้เท่านั้น (ดูรายละเอียดหน้าถัดไป)

กรณียื่นแบบผิดประเภทเอกสารที่ใช้มีดังต่อไปนี้ครับ

1.คำขออนุโลมการยื่นแบบฯ (ป.ป.02)
2.เอกสารหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริง
3.สำเนาแบบฉบับเดิมที่ได้ยื่นนำส่งภาษีไว้แล้ว

สำหรับกรณียื่นแบบแสดงรายการที่มีข้อมูลผิดไปสามารถใช้แบบแสดงรายการ ป.ป.01 แทนครับ

ดูเพิ่มเติมที่นี่ครับ
http://www.rd.go.th/publish/42525.0.html

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีหักณที่จ่าย #หักภาษี
#แบบแสดงรายการ #ยื่นภาษี
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร? มีประเด็นภาษีด้านไหนที่ต้องระวังบ้าง

ค่าเสื่อมราคา ถ้าให้พูดง่ายๆ คือ การแบ่งรับรู้มูลค่าสินทรัพย์มาเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจนั่นเอง เช่น ซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100,000 บาท จะถือว่าเป็นสินทรัพย์ทั้งจำนวน แต่กิจการจะต้องคิดมูลค่าจากการใช้สินทรัพย์ตามอายุการใช้งานนั้นๆ เช่น ถ้าหากประเมินว่าจะใช้สินทรัพย์เป็นเวลา 5 ปี ก็จะสามารถคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรงได้ปีละ 20,000 บาทเป็นต้น

ดังนั้นถ้าหากธุรกิจซื้อสินทรัพย์ สิ่งที่ต้องถามเป็นลำดับต่อไปคือ อายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นควรจะเป็นเท่าไร และคิดค่าเสื่อมราคาในวิธีไหน เพื่อจะได้คิดค่าใช้จ่ายจากการใช้งานในแต่ละปีได้อย่างถูกต้องครับ

วิธีคิดค่าเสื่อมราคานั้นมีมากมายหลากหลาย ตามหลักการของบัญชีที่กำหนดไว้ เช่น การคิดตามวิธีเส้นตรง ผลรวมจำนวนปี จำนวนหน่วยผลิต สองเท่าของเส้นตรง ฯลฯ

แต่โดยปกติแล้วจะคิดตามวิธีเส้นตรง นั่นคือนำมูลค่าของสินทรัพย์ หักด้วยราคาซาก (ราคาเมื่อเลิกใช้) แล้วหารด้วยจำนวนปีมาแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีในจำนวนที่เท่าๆกัน

เช่น เครื่องจักร 1 ล้านบาท อายุการใช้งาน 10 ปี ไม่มีราคาซาก ก็จะสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละ 100,000 บาท ไปเรื่อยๆจนครบ 10 ปี ซึ่งในแต่ละปีมูลค่าของทรัพย์สินก็จะลดลงตามค่าเสื่อมราคาที่หักออกไป

อย่างกรณีเครื่องจักรที่ว่า หากใช้ไปเป็นเวลา 2 ปี ก็จะเท่ากับว่ามูลค่าของเครื่องจักรที่เป็นสินทรัพย์นั้นเหลือเพียง 800,000 บาท (1,000,000 – 200,000)

ในทางภาษีนั้น ค่าเสื่อมราคาจะมีการคิดตามที่หลักของกฎหมายกำหนดไว้ นั่นคือ หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามเวลา (จำนวนปี) ที่กฎหมายกำหนด เท่านั้น แต่จะใช้วิธีการใดนั้นไม่ได้มีข้อห้ามไว้

ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาทางบัญชีที่ประเมินจากอายุใช้งานจริง เปรียบเทียบกับ ค่าเสื่อมราคาทางภาษีที่ประเมินตามอายุที่กฎหมายกำหนดได้ ทำให้บางทีสินทรัพย์บางตัวอาจจะมีการคิดค่าเสื่อมราคาที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนที่เกินนั้นจะไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่ในกรณีที่คิดต่ำกว่ากฎหมายกำหนด จะไม่ถือว่าเป็นปัญหาในทางภาษีครับ

ยกตัวอย่างเช่น อาคารมูลค่า 10,000,000 บาท กฎหมายกำหนดให้มีอายุการใช้งาน 20 ปี (ปีละ 500,000 บาท) หากกิจการตัดค่าเสื่อมราคาโดยกำหนดอายุการใช้งานไว้เพียง 10 ปี (ปีละ 1,000,000 บาท) จะทำให้ในแต่ละปีนั้นมีค่าใช้จ่ายที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดอยู่ปีละ 500,000 บาท ที่ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้

แต่ถ้าหากกิจการประเมินไว้ว่ามีอายุใช้งาน 50 ปี คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาทสามารถทำได้ไม่เป็นปัยหาเพราะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดประเภทต่างๆที่ต้องระวัง เช่น รถยนต์นั่งที่กำหนดไว้ให้ค่าเสื่อมราคาต้องคิดจากต้นทุนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าเสื่อมราคาของมูลค่าจริง ทำให้มีประเด็นต้องปรับปรุงทางด้านภาษีอีกเช่นกัน

หลักๆ แล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค่าเสื่อมราคาจะมีดังนี้

1) มาตรา 65 ทวิ (2) และพระราชกฤษฎีกา 145 , 315
2) มาตรา 65 ตรี (5) , (20)
3) กฎหมายอื่นๆที่ประกาศในกรณีพิเศษ เช่น พระราชกฤษฏีกา 604 และ 642

ข้อแรกเป็นเรื่องของวิธีการคิดค่าเสื่อมราคา ข้อสองเป็นเรื่องของการคิดต้นทุนสินทรัพย์ และข้อสุดท้ายเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แล้วแต่นโยบายของภาครัฐ

สำหรับประเด็นที่ต้องระวังนั้น ให้พิจารณาดังนี้ครับ

1. วิธีคิดค่าเสื่อมราคาต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
2. หากมีกฎหมายเฉพาะทาง ให้ตรวจสอบให้ดี เช่น กรณีรถยนต์นั่ง
3. หากมีกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์ ให้ศึกษาเพิ่มเติมตามกฎหมาย 

นอกจากนั้น ควรบอกให้ทางบัญชีทำกระดาษทำการในการคำนวณค่าเสื่อมราคาต่างๆ เพื่อปรับปรุงให้ถูกต้องอีกทางหนึ่งครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่าเสื่อมราคา #ภาษีธุรกิจ
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #สินทรัพย์
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

รู้จัก ChomCHOB App รวมแต้มบัตรเครดิต แลกของสารพัดนึก เพื่อให้ชีวิตมะนุดง่ายขึ้น!

เจ้านายชอบพกบัตรเครดิตเยอะแยะ บอกว่าจะมีส่วนลดนู่นนี่นั่น แถมยังได้สะสมแต้มไว้แลกของรางวัลอีก  

“เห็นมั้ย บัตรพวกนี้ดีจะตายเน้าะ ถ้าสะสมแต้มครบ แลกขนมแมวชุดใหญ่ได้ด้วยแหละ!!”

ว้าว! แลกขนมแมวได้หรอ โอ้วว จริงๆ บัตรเครดิตพวกนี้ก็ดีนะ รีบสะสมแต้มให้ได้เยอะๆ นะเจ้านายยย สู้ๆ

เวลาผ่านไป เหมือนเจ้านายจะลืมขนมของถุงเงิน อย่างงี้ต้องมีการเตือนซะหน่อย ถุงเงินเลยไปหยิบบัตรเครดิตใบเดิม ที่สามารถใช้แต้มแลกเป็นขนมแมวได้ มาให้เจ้านายดู เหมือนเจ้านายจะนึกขึ้นได้ เลยพาถุงเงินไปห้างเพื่อแลกของ

ขนมๆๆๆๆ จะกินให้พุงกางเลยยยย

“ต้องใช้ 1800 แต้มถึงจะแลก ขนมแมวได้นะคะ ตอนนี้แต้มในบัตรของคุณมี 1540 แต้ม”

พนักงานอธิบายให้เจ้านายฟัง ถุงเงินเห็นเจ้านายเหลือมองบัตรอีกหลายใบในมือ พร้อมกับนิ่งไป… 

ถ้าเอาแต้มในบัตรในอื่นๆ มารวมกันได้ ก็คงดีสินะ”

นั่นน่ะสิเจ้านาย แต้มในบัตรอื่นก็ไม่พอแลกเหมือนกัน หิวแค่ไหนแต่ก็คงต้องทำใจแล้วสินะ ก็มันรวมกันไม่ได้นี่หว่า เฮ้อออ…

“ใครว่าเราจะรวมแต้มจากบัตรเครดิตหลายๆ ใบไม่ได้ล่ะ”

รู้จัก ChomCHOB App รวมแต้มบัตรเครดิต แลกของสารพัดนึก เพื่อให้ชีวิตมะนุดง่ายขึ้น!เห้ยยยยย!!!  ใครน่ะ โพล่มาอย่างงี้ได้ไง 

“สวัสดีถุงเงิน หญิงชมเอง เราจะมาทำให้ถุงเงินได้กินขนม แถมเจ้านายของเธอก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย”

โหยดีจังเลย แล้วมันต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเลย ถุงเงินต้องโหลดแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า ChomCHOB มาไว้ในโทรศัพท์มือถือก่อน และสมัครสมาชิกโดยซิงก์กับ facebook หรืออีเมล์ก็ได้ เมื่อสมัครเรียบร้อยแล้วก็กรอกข้อมูลบัตรเครดิตเข้าไปในระบบ โดยแอปฯ ChomCHOB จะทำหน้าที่รวบรวมคะแนนสะสมบัตรเครดิตจากธนาคารต่างๆ แล้วเปลี่ยนเป็น ChomCHOB Point ที่ถุงเงินสามารถนำไปแลกซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการได้ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าที่สามารถใช้ ChomCHOB Point ในการแลกเปลี่ยนสินค้าถึง 1,000 ร้านค้าเลยน้า!

แล้วบัตรเคตดิตของเจ้านายถุงเงิน จะใช้ร่วมกับ ChomCHOB ได้มั้ย?

ตอนนี้ ChomCHOB สามารถใช้งานร่วมกับธนาคารได้เกินกว่า 80% แล้ว และถ้าเป็นธนาคารใหญ่ๆ ก็มีเกือบครบแล้วด้วย มีทั้ง ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารซิตี้แบงค์, ธนาคารกสิกร, ธนาคารกรุงศรี และธนาคารธนชาติ นอกจากนั้นยังมี Rabbit LINE Play,  PTT Blue Card และ TrueYou ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็น ChomCHOB Point ได้เหมือนกัน

แล้วถ้าถุงเงินไม่อยากซื้อขนมแล้ว อยากได้เป็นเงินเอาไปลงทุนต่อ แต้มจาก ChomCHOB Point จะเปลี่ยนเป็นเงินให้ได้มะ

ได้สิ ถุงเงินสามารถเปลี่ยนชมชอบพ้อยท์ให้เป็นเงินสดได้ด้วย Airpay หลังจากนั้นถุงเงินก็ถอนเป็นเงินสดออกไปลงทุนต่อได้เลย โดย 1 ChomCHOB Piont (CCP) = 1 บาท ซึ่งทั้งหมดเนี่ยถุงเงินสามารถทำทุกอย่างได้ทันที เรียกง่ายๆ ว่ากดปุ๊บเสร็จปั๊บเลยแหละ

โหว เปลี่ยนชมชอบพ้อยท์ เป็นเงินสดได้ด้วย ถุงเงินไม่กินขนมแล้ว จะอดทนเก็บเงิน

นอกจากนั้น ChomCHOB ยังมีส่วนลดและสิทธิประโยชน์อีกมากมายให้ถุงเงินด้วยนะ ในช่วงนี้ถ้าถุงเงินจะไปเที่ยวแล้วต้องการจองที่พัก หญิงชมแนะนำให้ถุงเงิน จองที่พักผ่าน Booking เพราะหลังจากการจองเสร็จสิ้น ถุงเงินจะได้รับ ChomCHOB Point กลับคืนมาถึง 20% เลยนะ (เห็นบอกว่าใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2561 เลยล่ะ)

โหววว เป็นส่วนลดที่เยอะมากๆ ต้องรีบไปบอกเจ้านายแล้ววว เจ้านายเที่ยวไม่หยุดเลยช่วงนี้ คงจะประหยัดไปได้เยอะ …ขอบคุณมากนะหญิงชม

“ไม่เป็นไรถุงเงิน หญิงชมไปก่อนนะ บั้ยบายยยยย”

แต้มจากบัตรเครดิต หรือ แต้มสะสมจากการเป็นสมาชิกของร้านค้าต่างๆ ถือเป็นของแถมที่ได้มาฟรีๆ แต่ส่วนมากเราก็มักจะหลงลืม และไม่ค่อยได้นำของฟรีส่วนนี้ออกมาใช้กันสักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเรามี ChomCHOB การนำแต้มฟรีเหล่านี้ออกมาใช้ ไม่ว่าจะช้อปปิ้ง จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ก็น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเราไปได้เยอะเลยแหละ

Startup สัญชาติไทยอย่าง ChomCHOB เป็นอะไรที่ดีงามมากๆ เลย หวังว่าอนาคต ChomCHOB จะโตไปถึงต่างประเทศ ให้ชาวต่างชาติ ได้ใช้แอปพลิเคชันของคนไทย ที่เป็นชื่อไทยๆ บ้างก็ดีนะ

รู้จัก ChomCHOB App รวมแต้มบัตรเครดิต แลกของสารพัดนึก เพื่อให้ชีวิตมะนุดง่ายขึ้น!

ตอนนี้ ChomCHOB เป็นหนึ่งใน Startup ในโครงการ Digital Ventures Accelerator batch 1 (DVAb1) ซึ่งจะมีการประกาศผลในวัน Demo Day ที่ 29 มีนาคม 2561 นี้ หญิงชมเพื่อนถุงเงิน จะคว้าแชมป์จากโครงการนี้ได้หรือเปล่าน้าาาา มาตามลุ้นกัน!

รู้จัก ChomCHOB App รวมแต้มบัตรเครดิต แลกของสารพัดนึก เพื่อให้ชีวิตมะนุดง่ายขึ้น!

รู้จัก ChomCHOB App รวมแต้มบัตรเครดิต แลกของสารพัดนึก เพื่อให้ชีวิตมะนุดง่ายขึ้น!

บทความนี้เป็น Advertorial
https://www.facebook.com/moneyideasth/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save